‘นอนกรน’ กับฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617696

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 08:30 น.

'นอนกรน' กับฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฟันธง นอนกรนส่งผลให้ “เสี่ยงวูบ-โรคร้าย-อุบัติเหตุ” อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมชี้ผลร้ายที่ตามมาอีกมากมายจากแค่พฤติกรรมที่ทำโดยไม่รู้ตัวอย่าง “นอนกรน”

การนอน เป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามไป เพราะในความเป็นจริงมนุษย์เราใช้เวลานอนถึง 1 ใน 3 ของชีวิต และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ใช่แค่เพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ยังจำเป็นต้องนอนหลับอย่างมีคุณภาพด้วย

เนื่องในวันนอนหลับโลก 2020 (World Sleep Day2020) ซึ่งตรงกับวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการ นอนไม่กรน ขับไม่ชน รถไม่คว่ำ โดยสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมดิคอลอินเทนซีฟแคร์ จำกัด รณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการนอนหลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับและสัญญาณอันตรายจากการกรน รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนใส่ใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคอย่างเหมาะสม

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอรุณวรรณ พฤทธิพันธุ์ นายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย และหัวหน้าศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า วันนอนหลับโลกในปีนี้ ทางสมาคมฯ มีความประสงค์ที่จะให้ความรู้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับที่มีคุณภาพ อันตรายจากการนอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม โดยเราเล็งเห็นว่าทางฟิลิปส์และเมดิคอลอินเทนซีฟแคร์เองก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน จึงเกิดเป็นความร่วมมือในครั้งนี้ ริเริ่มโครงการ นอนไม่กรน ขับไม่ชน รถไม่คว่ำ ขึ้น โดยการสนับสนุนจาก 5 โรงพยาบาล ได้แก่ 1) ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 2) ศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี 3) ศูนย์นิทรรักษ์ ศิริราช โรงพยาบาลศิริราช 4) ศูนย์โรคการนอนหลับ สถาบันโรคทรวงอก และ 5) ศูนย์สหเวชศาสตร์การนอนหลับ สุรศักดิ์มนตรี โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

ภายใต้แนวคิด นอนหลับสนิท ชีวิตสุขสันต์ โลกพลันสดใส ซึ่งเป็นคำขวัญของวันนอนหลับโลกประเทศไทย เพราะการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในหลายด้านทั้งความจำ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการความเครียด ภูมิต้านทาน และการทำงานของระบบอวัยะต่างๆ ภายในร่างกาย

แต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงาน และสภาพแวดล้อม ส่งผลให้ผู้คนให้ความสำคัญกับการนอนน้อยลง ซึ่งหากผู้คนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ย่อมเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิในการทำงาน และยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตรายในปีพ.ศ. 2562 มีการเกิดอุบัติเหตุกว่า 3,338 ครั้ง และคาดว่าอาจมีสาเหตุจากการขับรถหลับในได้สูงถึงร้อยละ 20 ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่มีคุณภาพนั่นเอง

ด้าน แพทย์หญิงนวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทย โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยว่า ปัจจุบันมีผู้เข้ามาปรึกษาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับอาการนอนกรน ซึ่งส่วนใหญ่มาด้วยความคิดว่าเป็นสิ่งที่รบกวนคนที่นอนด้วย มากกว่าคิดว่าเป็นโรค  แต่ในความเป็นจริงต้องบอกว่า อาการกรนนั้นเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA)

ปัจจัยของการนอนกรน เกิดได้จาก

  • ระบบทางเดินหายใจส่วนบนอุดตัน
  • ต่อมทอมซิลโต
  • โคนลิ้นใหญ่
  • เยื่อหูและจมูกบวม
  • ลิ้นไก่ยาว
  • ช่องคอหย่อน
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
  • อายุที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่เข้ารับการรักษาก็จะทำให้เกิดการหยุดหายใจขณะหลับได้ และส่งผลให้ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำลงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้คุณภาพการนอนลดลง เกิดเป็นผลเสียต่อร่างกายเพิ่มขึ้นระยะยาว ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะสมองเสื่อม อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สมาธิสั้น หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากหลับใน โดยเฉลี่ยแล้วอาการกรนจะเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเพราะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการหายใจมากกว่าผู้ชาย

นายแพทย์สมประสงค์ เหลี่ยมสมบัติ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี เผยว่า จากการศึกษาพบว่า

  • ประเทศไทย ในประชากรผู้ใหญ่วัยทำงาน พบความชุกผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เพศชายอยู่ที่ 15.4% และผู้หญิง 6.3% ใ
  • ประเทศอเมริกา พบประชากรผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสูงถึง 1 ใน 3 คน

โดยยิ่งอายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ทานยานอนหลับบางชนิด รวมถึงฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย ยังเป็นตัวกระตุ้นให้อัตราการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย เนื่องจากเมื่อระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เยื่อบุจมูกเกิดการระคายเคือง มีการบวมคัด จะส่งผลให้เกิดทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับง่ายขึ้น นอกจากนี้ ฝุ่น PM 2.5 อาจทำให้ระบบหายใจส่วนล่างและถุงลมปอดเกิดความระคายเคือง เกิดอาการไอ หลอดลมอักเสบ โรคหืดกำเริบ ได้อีกด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับลดลง

ในแง่ของการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนั้น นอกจากการลดพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว แพทย์อาจจะให้การรักษาโดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP), การใส่ทันตอุปกรณ์(oral appliance) หรือการผ่าตัด ในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะอาการและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

ทางด้าน นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลการสำรวจด้านการนอนประจำปีของฟิลิปส์โกลบอล Wake Up Call: Global Sleep Satisfaction Trends พบว่า

  • ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยการนอนต่อคืนเพียง 7 ชม.
  • กว่า 47% เปิดเผยว่าไม่พึงพอใจในการนอนของตน
  • 8 ใน 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประสบภาวะสะดุ้งตื่นกลางดึกอย่างน้อย 1 ครั้ง
  • คนกว่าครึ่งยอมรับว่าแม้จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปัจจัยที่ดีที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ แต่ความเครียดยังคงเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอน
  • ปัจจัยรองลงมาคือ สภาพแวดล้อมในห้องนอน เสียง แสง อุณหภูมิ การใช้มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน และโรคประจำตัว

ทั้งนี้ เราสามารถเช็คอาการเบื้องต้นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยสังเกตว่าตนเองมีการสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับอาการหายใจเฮือกหรือไม่ หรือมักมีอาการง่วงอยู่ในช่วงกลางวันแม้จะนอนหลับอย่างเพียงพอหรือไม่ สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือไม่ สามารถทดสอบด้วยตัวเองได้ที่ https://www.cpapmic.com/sleeptest/

THG เปิดคลินิกธนบุรี บางซื่อ คัดกรองโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617548

วันที่ 13 มี.ค. 2563 เวลา 12:22 น.

THG เปิดคลินิกธนบุรี บางซื่อ คัดกรองโควิด-19

บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เตรียมความพร้อมเปิด คลินิกธนบุรี บางซื่อ รับมือโควิด -19 รองรับผู้ป่วยทั้งในไทยและต่างประเทศ

นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยถึงแนวคิดคลินิกคัดกรอง COVID-19 แห่งใหม่ว่า แนวคิดการสร้างสถานพยาบาลฉุกเฉินหรือคลินิกพิเศษถือเป็นการเตรียมการล่วงหน้าสอดรับกับแนวทางของรัฐบาล โดยใช้ตัวอย่างโรงพยาบาลฉุกเฉินอู่ฮั่นโมเดลจากประเทศจีน เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในระยะเวลา 3 – 6 เดือนข้างหน้า แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเท่ากับประเทศอื่น เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติตนของประชาชน ทำให้ผู้คนเกิดการตื่นตัวในการเฝ้าสังเกตอาการ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดโรค รวมถึงความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ ที่สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยและให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

“มีข้อบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจจะมีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 คือ ติดต่อกันเองในประเทศหรือในผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ หรือสัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้ออยู่ ซึ่งอาจมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ผู้ป่วยหลายคนเป็นพาหะโดยไม่มีอาการ โรงพยาบาลหลายแห่งไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากข้อจำกัดเรื่องสถานที่ บุคลากร ห้องปฏิบัติการ (Lab) กอปรกับการวินิจฉัยโรคในปัจจุบันยังมีจุดอ่อนหลายประการและเสี่ยงต่อการที่จะตรวจไม่พบเชื้อ หรือ ผลลบปลอม (False Negative) ซึ่งอาจเกิดจากการเก็บสารตัวอย่างในลำคอ จมูก ที่ไม่ได้มาตรฐาน การเก็บสารตัวอย่างไม่ถูกวิธี หรือ ผู้ป่วยมีเชื้อในปริมาณน้อยเพราะมีระยะฟักตัว หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันสูง รวมทั้งการกลายพันธุ์ที่รวดเร็วของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจ”

ในปัจจุบันการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 มีหลายวิธี ในประเทศสิงค์โปร์ ประเทศจีน และประเทศในแถบตะวันตก นอกจากจะใช้การตรวจด้วย PCR หรือ Polymerase Chain Reaction Test เพื่อตรวจภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีของร่างกายแล้ว ยังใช้วิธีการตรวจทางพันธุกรรม (DNA) Next Generation Sequencing ด้วย เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพราะจะสามารถบอกชนิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และไวรัสตัวอื่น ๆ ที่ปนมาด้วยได้อย่างชัดเจน ซึ่งวิธีการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่ง THG ได้เห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี อุปกรณ์การรักษา และสถานที่สำหรับการตรวจคัดกรอง เพื่อช่วยเหลือภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะมีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 ทำให้จำนวนผู้ป่วยต่อวันจะเพิ่มขึ้นมาก อย่างเช่นในประเทศอิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลรัฐไม่สามารถรองรับและให้การดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงทั้งนี้ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ได้จัดเตรียมแผนสำหรับการรับมือสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไว้ 3 เฟส ดังต่อไปนี้

เฟสที่ 1 เปิดบริการคลินิกคัดแยกผู้ป่วย (Triage Building) และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย (Laboratory) สำหรับทำ CT Scan Chest Tomography ที่บางซื่อ ซึ่งจะเปิดให้ดำเนินการทันทีที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3 ไร่ ใกล้ทางด่วน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งผู้โดยสาร โดยจะมีห้องแยกผู้ป่วย 50 ห้อง ห้องพักดูอาการความจุ 20 เตียง ซึ่งจะมีการแยกห้องตรวจระหว่างผู้ป่วยที่มีไข้หวัดธรรมดาและผู้ป่วยที่สงสัยจะติดเชื้อออกจากกัน

นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับการให้บริการแบบบุคคลหรือองค์กร ที่ต้องการดูแลผู้ป่วยหรือพนักงานที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด อาทิ บริษัท สายการบิน สถานทูต หน่วยงานข้าราชการ และองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ และต้องการผลการตรวจที่เร็วกว่า 14 วัน ก็จะมีการตรวจด้วย Next Generation Sequencing (NGS) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเทคโนโลยีนี้สามารถอ่านรหัสพันธุกรรม จำแนกลักษณะจีโนมของไวรัสได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และมีบทบาทสำคัญในการจำกัดการระบาดของไวรัส ซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในประเทศจีน

เฟสที่ 2 โรงพยาบาลสนาม กรณีที่มีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 จะพัฒนาพื้นที่สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อแต่ไม่วิกฤติจำนวน 200 เตียง และห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) อีก 50 เตียง โดยโรงพยาบาลสนามแห่งนี้จะตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า บนพื้นที่ 4 ไร่ โดยใช้ระยะเวลาในการเตรียมการ 6-8 เดือน เฟสที่ 3 โรงพยาบาลพักฟื้น สำหรับรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก ที่จำเป็นต้องรักษาตัวและฟื้นฟูร่างกายในโรงพยาบาลระยะเวลานาน ๆ โดยสามารถรองรับผู้ป่วยได้จำนวน 1,000-1,500 เตียง ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการให้บริการที่โรงพยาบาลในเครือธนบุรีหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“แนวคิดดังกล่าวอยู่ในระหว่างการให้คณะผู้บริหาร THG เร่งศึกษาและวางแผนการดำเนินงาน เพื่อการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยจะได้เข้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับคำแนะนำต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเเพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ในประเทศด้วย” นายแพทย์บุญ กล่าว

Covid-19 กับบทสรุปของ 25 ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617307

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 10:20 น.

Covid-19 กับบทสรุปของ 25 ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดส่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวม 25 คนเข้าไปในจีน และต่อไปนี้คือข้อสรุปเรื่อง Covid-19 ของผู้เชี่ยวชาญหลังจากปฏิบัติงานผ่านไป 9 วัน

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ Covid-19 นับเป็นวิกฤตการณ์ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเมืองอู่ฮั่นเมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแพร่รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวมทั้งหมด 25 คนที่ได้ลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานในประเทศจีน หลังจากที่ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 9 วัน เพื่อเป็นกรณีศึกษาและทั่วโลกได้เข้าใจเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้มากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย ในฐานะที่เป็น 1 ใน 50 ประเทศที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้แปลข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ ในการทำความเข้าใจกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ระบาดอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในประชาชนไทยในวงกว้าง ดังนี้

  • กรณีส่วนใหญ่ (78-85%) เกิดจากการติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ (droplet) ไม่ใช่จากการกระจายจากละอองลอย (aerosol) เป็นหลัก
  • ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค
  • ราว 5% ของคนที่วินิจฉัยว่าป่วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อีก 15% ต้องใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  • ช่วงการฟื้นตัวโดยเฉลี่ยราว 3–6 สัปดาห์ สำหรับรายที่อาการหนัก และ 2 สัปดาห์สำหรับรายที่ป่วยไม่มาก
  • ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ
  • คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักจะมีอาการในที่สุด แม้ว่าจะช้าเร็วต่างกัน ในกรณีที่ตรวจพบไวรัสแต่ยังไม่มีอาการนั้น หายาก และส่วนใหญ่จะป่วยในอีกสองสามวันต่อมา
  • อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%) อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)
  • อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  • จากการตรวจสอบคนจีนที่ติดเชื้อรวม 44,672 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4%
  • อัตราการเสียชีวิตขึ้นเป็นอย่างมากกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุขภาพที่รับมือโรค
  • ระบบสุขภาพของจีน: คนที่ติดเชื้อในจีนราว 20% ต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ จีนมีโรงพยาบาลเพียงพอจะใช้รักษาประชากรได้ 4% ของทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีศักยภาพราว 0.1–1.3% และเตียงส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผู้ป่วยโรคอื่นใช้อยู่แล้ว
  • วิธีการรับมือที่สำคัญแรกสุดที่จะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้อย่างชะงัด คือทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อย และขั้นตอนสำคัญรองลงมาคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก
  • จีนทดสอบการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายกับโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการตอบสนองเช่นนี้เอง ที่ทำให้อัตราการตายลดลงกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
  • สภาพร่างกายก่อนการติดเชื้อ: อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่มีโรคระบบหลอดเลือดหัวใจในจีนคือ 2% ขณะที่สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวานที่ไม่ควบคุม) อยู่ที่ 9.2% และ 8.4% สำหรับโรคความดันสูง, 8% สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และ 7.6% สำหรับโรคมะเร็งคนที่ไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตที่ 1.4%
  • อายุ: ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า

อธิบาย : จากคนที่อาศัยในจีน มี 13.5% ที่อายุระว่าง 20-29 ปี จากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน มี 8.1% ที่อยู่ในอายุกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า มี 8.1% ของคนอายุ 20-29 ปีที่ติดเชื้อ) นี่หมายความว่า มีแนวโน้มที่ใครก็ตามที่มีอายุในช่วงนี้ จะมีโอกาสติดเชิ้อค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย และในกลุ่มอายุนี้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต 0.2%

  • เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเท่าๆ กับผู้ชาย มีหญิงชาวจีนเพียง 2.8% เท่านั้นที่ ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ผู้ชายราว 4.7% เสียชีวิต
  • โรคนี้ไม่รุนแรงในกลุ่มผู้หญิงมีครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่น
  • เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ
  • มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า หากเกิดการติดเชื้อในช่วง 3 หรือ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอดในปัจจุบัน
  • ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า ที่มาของไวรัสใหม่นี้คือ ส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน
  • นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนที่มีโคโรนาไวรัสในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 รายที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 รายต่อวัน
  • รายงานสรุปว่า “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง”
  • ผู้จัดทำรายงานสรุปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ มีการลงลงของผู้ป่วยที่ไปยังโรงพยาบาลในบริเวณที่เกิดการระบาด, มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเตียงที่ว่าง, และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนเริ่มประสบปัญหาเรื่องการหาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ๆ ให้มากพอ สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกของยามากมายหลายตัว
  • หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชื่อว่า ควบคุมการระบาดในจีนได้แล้วก็คือ มีการสัมภาษณ์คนที่ติดเชื้อทุกคนทั่วประเทศ เกี่ยวกับคนที่เคยสัมผัส และทดสอบคนกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยมีทีม 1,800 ทีมในอู่ฮั่นที่ทำเรื่องนี้ แต่ละทีมจัดการกับอย่างน้อย 5 คน แต่ความพยายามนอกอู่ฮั่นก็มากมายเช่นกัน เช่น [1] ในเซินเจิ้น ผู้ติดเชื้อระบุรายชื่อคนที่ติดต่อด้วยรวม 2,842 คน มีการค้นหาจนพบหมดทุกคน และมีการทดสอบไปแล้วถึง 2,240 ราย โดยมี 2.8% ในจำนวนนี้ที่ติดเชื้อ [2] ในจังหวัดเสฉวน มีคนที่ติดต่อด้วยที่ระบุชื่อไว้ 25,493 คน โดยพบตัวแล้ว 99% (25,347 คน) และตรวจสอบไปแล้ว 23,178 คน โดยพบว่ามีการติดเชื้อ 0.9% [3] ในจังหวัดกวางตุ้ง มีคนในรายชื่อที่ติดต่อกัน 9,939 คน พบตัวหมดแล้ว มีการตรวจสอบไปแล้ว 7,765 คน และพบติดเชื้อ 4.8% ซึ่งก็หมายความว่า หากบังเอิญคุณติดต่อโดยตรงกับคนที่ติดเชื้อ จะมีโอกาสติดเชื้ออยู่ระหว่าง 1–5 %

ข้อสรุปที่น่าสนใจ

  1. การติดต่อ : 78-85% ติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ
  2. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล : ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากที่บ้านหรือในช่วงแรกที่ยังไม่มีประกาศการระบาด
  3. อัตราการป่วย : 80% ผู้ป่วยอาการไม่หนัก
  4. การใช้เครื่องช่วยหายใจ : 5% ใช้เครื่องช่วยหายใจ 15% ใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  5. ระยะเวลาฟื้นตัว : ผู้ป่วยหนัก 3-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยไม่มาก 2 สัปดาห์
  6. การแสดงอาการ : คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการในที่สุด ช้าเร็วต่างกัน
  7. อาการคัดกรอง : อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  8. อัตราการเสียชีวิต : ผู้ป่วยโควิด-19 ที่จีนมีอัตราการเสียชีวิต 3.4%
  9. ปัจจัยการเสียชีวิต : ขึ้นกับ อายุ สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ เพศ และระบบสุขภาพที่รับมือโร

แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.

ที่มา : สวทช

รู้แล้วเลิกด่วน 13 พฤติกรรมทำร้าย ‘ตับ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615735

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 08:00 น.

รู้แล้วเลิกด่วน 13 พฤติกรรมทำร้าย 'ตับ'

รักตับ พักตับ เลิกพฤติกรรมทำร้ายตับของเราตั้งแต่วันนี้ เริ่มเลย…

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย และทำหน้าที่กว่าร้อยอย่าง อาทิ กำจัดสารพิษ ฟอกเลือด เปลี่ยนแปลงสารอาหารเป็นพลังงาน กักเก็บวิตามินและแร่ธาตุ เป็นต้น เนื่องจากตับมีความสำคัญขนาดนี้ เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพตับและหยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายตับเหล่านี้กันเถอะ

1 ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป : เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์มีผลเสียกับตับ ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งทำร้ายตับมาก ถ้าคุณอยากเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าประวัติคนในครอบครัวของคุณเคยมีอาหารแอลกอฮอลืซึม หรือโรคเกี่ยวกับตับ คุณควรหลีกเลี่ยงและดื่มเครื่องเหล่านี้ในปริมาณน้อยๆ

2 ดื่มน้ำน้อย : ไม่มากเพียงพอดื่มน้ำวันละ 8 แก้วต่อวัน คือสิ่งที่เราเรียนรู้มานาน การดื่มน้ำในปริมาณไม่มากพอจะส่งผลถึงการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ ถ้าตับสูญเสียความชุ่มชื้นมันก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ แล้วยังทำให้เสี่ยงต่อการป่วย ดังนั้นควรดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการและควรจะเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำที่สะอาด

3 สูบบุหรี่ : นอกจากส่งผลต่อปอดแล้วยังสามารถส่งผลถึงตับได้ด้วย การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ และยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำร้ายร่างกายอีกด้วย

4 อ้วน : ผลที่ตามมาจากการมีน้ำหนักเกินคือไขมันที่จะตามมาเกาะอยู่ที่ตับ ทำให้เกิดอาการไขมันพอกตับ แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์แต่การกินของที่มีไขมันมากก็ส่งผลต่อตับไม่แพ้แอลกอฮอล์ การเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์สามารถแก้ปัญหานี้ได้

5 น้ำตาลมากเกินไป : ปัจจุบันมีการรณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น กล่าวถึงโทษของน้ำตาล และแนะนำปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าน้ำตาลส่งผลให้เกิดโรคตับได้ ในขณะที่เซลล์ในร่างกายสามารถเผาผลาญกลูโคสได้ แต่ตับเป็นอวัยวะเดียวที่สามารถกำจัดฟรุกโตสได้ ดังนั้นถ้าเราทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ เราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไซรัป โซดา ขนมอบ ฯลฯ แล้วหันมาบริโภคผลไม้แทน

6 กินอาหารที่เพิ่มน้ำตาลในเลือด หรืออาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน : ตับจะทำงานตอนกลางคืน ดังนั้นการกินอาหารมื้อใหญ่ๆ ก่อนเข้านอนจะทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น ลองกินแครอตหรือบีทรูทในมื้อเย็นจะช่วยตับทำความสะอาดสารพิษได้

7 บริโภคไขมันทรานส์ : ถ้าคุณมีปริมาณคอเลสเตอรอลเกิน คุณอาจเคยได้ยินหมอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ไขมันทรานส์เป็นตัวช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลและ LDL (ไขมันชนิดเลว) ขนมอบจำพวกเบเกอรี ขนบขบเคี้ยว ป๊อบคอร์น ของทอด เหล่านี้ล้วนมีไขมันทรานส์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงเพื่อให้ตับไม่ต้องทำงานหนัก

8 มีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่ปลอดภัย : การมีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่ปลอดภัยส่งผลเสียถึงตับได้มากกว่าที่คุณคิด มันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสตับอักเสบมี 3 ประเภท คือ ประเภท A, B และ C ประเภทที่ควรระวังคือประเภท B ที่สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเลือดโดยตรง หรือของเหลวอื่นๆ ในร่างกาย

9 รับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร : อาหารเสริมและสมุนไพรหากทานในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถเข้าไปทำอันตรายตับได้ ถึงบางอย่างจะเคลมว่าทำมาจากธรรมชาติล้วนๆ ก็ส่งผลเสียต่อตับได้ ตับมีหน้าที่กรองสารพิษ ถ้าอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่คุณทานมีส่วนผสมที่ไม่ปลอดภัยก็จะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

10 ความเครียด : ความเครียดและการเหนื่อยล้าสะสมนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตับ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์กซึ่งตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร พบว่า ผู้ที่มีความทุกข์ วิตกกังวล ซึมเศร้า มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคตับ ในทางการแพทย์ก็พบว่าอาการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าอารมณ์ต่างๆ มีผลต่อพลังงานของตับ

11 ออกกำลังกายน้อย : ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้อ้วน แต่ก็ควรออกกำลังกาย การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยตับทำงานอย่างการกำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วย

12 พึ่งพาเภสัชกรมากเกินไป : เวลาเราปวดหัว มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หลายๆ คนเลือกที่จะไปซื้อยามากินเอง แต่ความจริงแล้วยาเหล่านี้ถ้ากินมากหรือใช้บ่อยๆ มันก็เป็นพิษต่อตับได้ เพราะยาพวกนี้ต้องผ่านไปที่ตับและสามารถสร้างความเสียหายได้

13 ละเลยการตรวจเช็กสุขภาพตับ : เรามักให้ความสำคัญกับหัวใจและคอเลสเตอรอล เวลาตรวจร่างกายก็จะเลือกโปรแกรมตรวจที่มีออปชั่นตรวจหัวใจและคอเลสเตอรอลด้วย จึงไม่ได้ให้ความสนใจต่อการตรวจสุขภาพตับ ทั้งที่จริงแล้วตับก็มีสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นเลย ลองไปเช็กดูบ้างว่าค่าตับของเราเป็นอย่างไร

ภาพ  freepik

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617074

วันที่ 09 มี.ค. 2563 เวลา 09:10 น.

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด

ปีนี้เราทำดีกันหรือยัง รพ.ศิริราช ชวนบริจาคเลือด เหตุเลือดสำรองไม่เพียงพอจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมแนะ 8 ข้อควรรู้และวิธีการเตรียมตัวก่อนไปบริจาคเลือด

รศ.พญ.ปาริชาติ เพิ่มพิกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงสถานะเลือดสำรองของธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ที่มีปริมาณเลือดสำรองหมู่เอ บี และโอ ไม่เพียงพอ ขณะที่หมู่ AB มีเลือดสำรองเพียงพอ

สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคเลือดขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม โดยพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง น้ำหนัก 48 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อที่จะนำเลือดมาปั่นแยกเอาผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างอื่นร่วมด้วย และต้องไม่มีโรคประจำตัว ทั้งนี้สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งขอความร่วมมือหากท่านที่มีไข้ มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หรือ มีประวัติการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โปรดงดบริจาคเลือดในช่วงนี้

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด

ประชาชนสามารถบริจาคเลือดเพื่อให้มีเลือดเพียงพอที่จะรักษาผู้ป่วยได้ที่ ธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ตึก 72 ปี ชั้น 3 ทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-16.00 น.

ดูฉลากให้เป็นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617030

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 16:30 น.

ดูฉลากให้เป็นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค

อย.แนะการใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ที่ต้องสัมผัสอยู่เป็นประจำ ช่วยลดโอกาสการสัมผัสและการแพร่กระจายของเชื้อได้ พร้อมชี้จุด 3 สังเกตสำคัญก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพโดย

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เน้นใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ที่ต้องสัมผัสอยู่เป็นประจำ ช่วยลดโอกาสการสัมผัสเชื้อและแพร่กระจายของเชื้อได้ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายในกรอบเครื่องหมาย อย. วอส.และปฏิบัติตามวิธีใช้บนฉลากอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญควรฆ่าเชื้อบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยเป็นประจำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-2019 การป้องกันตนเองและคนรอบข้างสามารถทำได้ด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปแหล่งชุมชน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ที่ต้องสัมผัสอยู่เป็นประจำหรือบริเวณที่มีผู้สัมผัสเป็นจำนวนมาก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ราวบันได ลูกบิดประตู แผงกดลิฟต์ คีย์บอร์ด คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น จะช่วยลดโอกาสการได้รับสัมผัสเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อได้

ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพโดยสังเกต 3 จุดที่สำคัญ ได้แก่

1. มีข้อความระบุว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโรค ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือฆ่าเชื้อไวรัส

2. มีสารสำคัญเป็นสารฆ่าเชื้อ เช่น เอทิลแอลกอฮอล์ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ โซเดียมไฮโปคลอไรต์ คลอโรไซลีนอล อัลคิลไดเมทิลเบนซิล แอมโมเนียมคลอไรด์ (หรือเบนซัลโคเนียมคลอไรด์)

3. มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายในกรอบเครื่องหมาย อย. วอส. เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย จาก อย.

ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรปฏิบัติตามวิธีใช้บนฉลากอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอัตราส่วนการผสมและระยะเวลาที่ให้ผลิตภัณฑ์สัมผัสพื้นผิวเพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ กรณีพื้นผิวสกปรกมากควรขจัดสิ่งสกปรกออกก่อนแล้วจึงใช้ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากความสกปรกจะลดประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ ที่สำคัญควรฆ่าเชื้อบริเวณพื้นผิวและวัสดุต่างๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อย ทั้งนี้ ห้ามนำมาใช้เช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนผิวหนัง และห้ามนำผลิตภัณฑ์หลายชนิดมาผสมรวมกันเพราะอาจเกิดอันตรายหรืออาจลดประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า เพื่อความปลอดภัย ประชาชนสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. ได้ที่ เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หัวข้อตรวจสอบผลิตภัณฑ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน อย.1556

5 เรื่องใกล้ตัวที่สงสัยกันว่ามันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จริงหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617023

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 14:30 น.

5 เรื่องใกล้ตัวที่สงสัยกันว่ามันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จริงหรือไม่?

บทพิสูจน์ 5 ความเชื่อเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนเข้าใจว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั้น เป็นเรื่องจริงแค่ไหน อย่างไร?

“มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เกิดกับตัวเอง หรือคนใกล้ตัว แต่ก็ยังมีข่าวที่แชร์แบบไม่ชัวร์ซึ่งมาจากความเชื่อผิดๆ ที่อ้างว่าเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จนหลายคนอาจจะเคยเชื่อหรือยังคงคิดแบบนี้อยู่ ฉะนั้น เรามาไขความจริงไปพร้อมกันเลย

ความจริงแล้ว…สาร SLS ในสบู่เหลว เป็นสารก่อมะเร็งจริงหรือไม่

คำตอบคือ ไม่จริง!

เคยมีข่าวแชร์ว่าสาร SLS (Sodium lauryl sulfate) ซึ่งเป็นสารลดแรงตึงผิวในสบู่เหลวนั้นก่อให้เกิดมะเร็งได้ ตอบเลยว่า ไม่จริง เนื่องจากการที่สาร SLS จะก่อให้เกิดมะเร็งได้นั้นจะต้องมีการทำปฏิกิริยาทางเคมีที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิที่ทำให้น้ำเดือดได้เลย ซึ่งคนปกติทั่วไปก็คงไม่มีใครอาบน้ำเดือดกันอยู่แล้ว ดังนั้น ใช้สบู่เหลวได้อย่างสบายใจได้เลย เพราะถึงแม้จะมีสาร SLS อยู่ ก็ไม่ทำให้เกิดมะเร็งแน่นอน

ความจริงแล้ว…ดื่มนมวัว ทำให้เป็นมะเร็งจริงหรือไม่

คำตอบคือ ไม่จริง!

ปัจจุบันไม่มีหลักฐานยืนยันว่า นมวัวจะก่อมะเร็งได้ ทั้งนี้ในทางกลับกันนมวัวเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญอุดมไปด้วยแคลเซียมและโปรตีน เป็นอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ดื่มได้ทุกเพศทุกวัย และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ความจริงแล้ว…ดื่มน้ำเย็น หลังกินข้าว ทำให้เป็นมะเร็งจริงหรือไม่

คำตอบคือ ไม่จริง!

หลายคนเชื่อว่า น้ำเย็น ทำให้ไขมันที่กินไปแข็งตัวไปเกาะที่ผนังลำไส้และทำให้เกิดมะเร็งนั้น จากการสืบค้นข้อมูลยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า น้ำเย็นทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ เพราะฉะนั้นสามารถดื่มได้ตามปกติ แต่ถ้าจะหลีกเลี่ยงโรคมะเร็ง ควรเลี่ยงอาหารจำพวกอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม อาหารสุกๆ ดิบๆอาหารที่มีไขมันสูง หรืออาหารทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำ ๆ จะดีกว่า

ความจริงแล้ว…การใช้ผ้าอนามัยที่ซึมซับได้มากๆ หรือไม่ค่อยเปลี่ยนผ้าอนามัยในแต่ละวัน จะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกจริงหรือไม่

คำตอบคือ ไม่จริง!

ความเชื่อนี้ทำให้คุณสาวๆ ต่างหวั่นวิตกเป็นจำนวนมาก เพราะบางคนเชื่อว่าเลือดประจำเดือนเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรียและยังเพิ่มโอกาสให้เป็นมะเร็งปากมดลูกอีก จากที่กล่าวมานั้น ไม่เป็นความจริง เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกนั้น เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human papilloma virus) โดยส่วนใหญ่ติดจากการมีเพศสัมพันธ์ การสัมผัสผิวหรือเยื่อบุของอวัยวะเพศหรือปากมดลูกมีรอยถลอกหรือแผลทำให้เชื้อเข้าไปได้ หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น มีคู่นอนหลายคน มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับผ้าอนามัยเลย แต่ทั้งนี้สามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องการมะเร็งปากมดลูกได้ตามสถานพยาบาลและโรงพยาบาลต่างๆ

ความจริงแล้ว…กินส้มตำที่ใส่เปลือกมะนาว ทำให้เป็นมะเร็งจริงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จริง!

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้ ในทางกลับกันเปลือกมะนาวมีประโยชน์ด้วยซ้ำ เพราะช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท่อง แก้ล้ม วิงเวียน และช่วยให้เจริญอาหารได้อีกด้วยทุกวันนี้มีข่าวแชร์ผิด ๆ ได้สร้างความเข้าใจผิด ๆ ให้แก่เรามากมาย ฉะนั้น ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะแชร์ หรือส่งต่อเรื่องใดๆ ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเสียก่อน โดยสามารถเช็กข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ sure.oryor.com เช็ก ชัวร์ แชร์ ค้นหาความจริงก่อนที่จะแชร์

ภาพ : Freepik.com

DIY หน้ากากผ้าใช้เอง ถูก-ดี-ไม่ซ้ำใคร แถมใช้ซ้ำได้ พร้อมวิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616934

วันที่ 07 มี.ค. 2563 เวลา 10:40 น.

DIY หน้ากากผ้าใช้เอง ถูก-ดี-ไม่ซ้ำใคร แถมใช้ซ้ำได้ พร้อมวิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง

วิทยาศาสตร์ฯ มธ. เปิด 4 ทริครับมือ COVID-19 มฤตยูสายพันธุ์ใหม่ให้อยู่หมัด DIY หน้ากากผ้าเส้นใย “นิตเจอร์ซี่” ราคาถูก ดีไซน์ไม่ซ้ำ ใช้ซ้ำได้

“ไวรัสโคโรน่า 2019” (COVID-19) นับว่าเป็นมฤตยูร้ายสายพันธุ์ใหม่ ที่ก่อให้เกิดอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ซ้ำร้ายเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ ซึ่งถูกพบครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่นของประเทศจีน เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2562 และล่าสุดมีประชากรทั่วโลกติดเชื้อทะลุหนึ่งแสนราย ซึ่งนับเป็นมหันตภัยครั้งใหญ่ที่คนทั่วโลกต้องเผชิญกับมฤตยูสายพันธ์ใหม่ในครั้งนี้

การแพร่ระบาดของ COVID-19 สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย ทาง SCI-TU หรือคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แนะนำ “4 ทริค รับมือ COVID-19 มฤตยูสายพันธุ์ใหม่ ! ให้อยู่หมัด” ที่ทุกคนต้องรู้และควรไม่พลาด สำหรับวิธีการดูแลและการป้องกันตนเองจาก COVID-19 ด้วยเทคนิคที่ถูกต้องตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และยังเป็นผลดีต่อสุขภาพและความปลอดภัย มีรายละเอียดดังนี้

· D.I.Y. หน้ากากผ้าลดโอกาสแพร่เชื้อไวรัส ด้วยผ้านิตเจอร์ซี่ จากการศึกษาของสาขาวิชาเทคโนโลยีวัสดุและสิ่งทอของ SCI-TU พบว่า ผ้านิตเจอร์ซี่ (Jersey Knit) มีลักษณะคล้องกันเป็นห่วงตลอดทั้งผืน โดยที่ผ้าด้านหน้าจะมีลักษณะเป็นแนวตั้ง ส่วนผ้าด้านหลังมีลักษณะเป็นห่วงแนวนอน จึงทำให้ผ้ามีโครงสร้างเป็นผ้าถัก และทำให้ผ้ามีความยืดหยุ่น สวมใส่สบาย มีน้ำหนักเบา และที่สำคัญสามารถระบายอากาศได้ดี เหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ฤดูร้อน ทั้งนี้ หน้ากากผ้าดังกล่าว มีต้นทุนการผลิต 15-20 บาทต่อชิ้น โดยข้อดีของการ D.I.Y. หน้ากากผ้าคือ สามารถซักและใส่ซ้ำได้ สามารถดีไซน์ได้ตามต้องการและไม่ซ้ำใคร สำหรับผ้านิตเจอร์ซี่สามารถซื้อได้ตามร้านจำหน่ายผ้าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หน้ากากผ้าดังกล่าว เหมาะสำหรับการใช้ทดแทนหน้ากากอนามัยในช่วงที่ขาดแคลนเท่านั้น และ สำหรับผู้ที่มีอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจ ควรใช้หน้ากากอนามัยเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการแพร่เชื้อ หรือลดโอกาสการติดเชื้อและช่วยป้องกันการเผลอนำมือสัมผัสบริเวณผิวหน้า

สำหรับ “หน้ากากผ้าป้องกันไวรัส ด้วยผ้านิตเจอร์ซี่” เป็นการออกแบบพิเศษ ให้สามารถสอดหน้ากากอนามัยหรือแผ่นกรอง PM 2.5 เพื่อช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้

· วิธีใช้เจลล้างมือที่ถูกต้อง เพราะสาเหตุของการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ส่วนหนึ่งเกิดจากการสัมผัสทางมือ เจลล้างมือ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เข้มข้น 70-90% จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สะดวกต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และช่วยฆ่าเชื้อหลังจากสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เจลล้างมือตามความถี่ที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย แถมช่วยถนอมผิวให้ชุ่มชื่นและนุ่มลื่น จึงควรเลือกใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของ “มอยซ์เจอไรเซอร์” ซึ่งมีสารให้ความชุ่มชื้น เช่น กลีเซอรอล

· ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์ 70% บนหน้ากากผ้าทุกๆ 3-4 ชม. โดยปกติแล้วหน้ากากผ้าทั่วไปที่วางจำหน่ายในท้องตลาด จะมีความสามารถในการช่วยคัดกรองสารคัดหลั่ง จากการไอ จาม เท่านั้น ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และฆ่าเชื้อไวรัสบริเวณหน้ากากผ้า จึงควรนำสเปรย์แอลกอฮอล์ 70% ฉีดลงบนหน้ากากผ้า โดยฉีดซ้ำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่มีการใช้หยิบจับหน้ากากแล้วรอ 2-3นาทีก่อนสวมใส่ แต่ทั้งนี้ การฉีดแอลกอฮอล์ 70% ลงบนหน้ากากผ้า อาจจะมีข้อจำกัดในการใช้งานบางประการ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการแพ้บนผิวหน้า ซึ่งเป็นบริเวณผิวที่บอบบาง

· วิธีซักหน้ากากผ้า เพียงซักทำความสะอาดหน้ากากผ้าทุกวันหลังการใช้งาน ใน 3 ขั้นตอน ดังนี้

(1) ใส่หน้ากากผ้า ต้มในน้ำผสมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 2 ลิตร

(2) ต้มจนเดือดนาน 10 นาทีเท่านั้น เนื่องจากความร้อนจะมีผลให้คุณสมบัติของเส้นใยเกิดความเสียหาย

(3) ล้างน้ำซ้ำ 2 ครั้งจนหมดฟอง พร้อมนำมาผึ่งให้แห้ง

สำหรับผู้ที่สนใจวิธีการตัดเย็บหน้ากากผ้า เพื่อทดแทนกับหน้ากากอนามัยในช่วงที่ขาดแคลน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ScienceThammasat/posts/2200214250082114 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต โทรศัพท์ 02-564-4440-59 ต่อ 2010

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคยอดฮิตของคนปวดหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616930

วันที่ 07 มี.ค. 2563 เวลา 10:10 น.

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคยอดฮิตของคนปวดหลัง

นั่งทำงานหน้าจอนานต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง อาจทำให้เกิดอาการตึงหลัง ปวดหลัง ขาชา ซึ่งหลายคนมักจะเลือกทนจนอาการรุนแรงและนำไปสู่โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

นายแพทย์ภัทร โฆสานันท์ ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี ให้ความรู้ว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสาเหตุหลักเกิดจากการใช้งานกระดูกสันหลังหนักและต่อเนื่อง เช่น การยกของหนัก การขับรถนาน การทำกิจกรรมก้มๆ เงยๆ เป็นประจำ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระดูกสันหลังด้วย ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทำให้ Annulus Fibrosus หรือเส้นเอ็นที่ก่อตัวเป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดความเสื่อมจนมีสารน้ำปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทไขสันหลัง

“คนที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะมีอาการปวดหลังลงไปที่ขาอาจเพียงข้างเดียว หรือสองข้าง ซึ่งส่วนมากพบในกลุ่มคนที่ชอบทำกิจกรรม ออกกำลังกายหนักๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือแม้แต่คนที่ชอบนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานเกินไป โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้มากเช่นกัน เพราะหมอนรองกระดูกจะต้องรับน้ำหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทยังสามารถพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป รวมไปถึงคนที่อยู่ในภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เนื่องจากหมอนรองกระดูกต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดความเสื่อมและจนกลายเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในที่สุด” นายแพทย์ภัทร กล่าว

ปัจจุบันโรคดังกล่าวสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ด้วยเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นกล้อง MICROSCOPE หรือ ENDOSCOPE ที่ทำให้แผลผ่าตัดเล็กลงกว่าเดิม ผู้ป่วยจึงเสียเลือดน้อยและการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อลดลง ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัดนั่นคือ Intraoperative Neuromonitoring ที่จะช่วยตรวจสอบการทำงานของเส้นประสาทแบบ Real Time ทำให้การบาดเจ็บต่อเส้นประสาทของผู้ป่วยขณะผ่าตัดน้อยลง จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

กินคุมความดัน ไม่มัน ไม่เค็ม กับสองทางเลือกใหม่ที่ควรรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616720

วันที่ 05 มี.ค. 2563 เวลา 06:30 น.

กินคุมความดัน ไม่มัน ไม่เค็ม กับสองทางเลือกใหม่ที่ควรรู้

เมื่อค่าเฉลี่ยคนไทย 1 ใน 5 เป็นโรคความดันเลือดสูง อายุมากก็ยิ่งเสี่ยง นอกจากการเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม การบริโภคให้ตรงหลักโภชนาการก็เป็นทางออกที่ดีในการควบคุมระดับความดันโลหิต

ตัวเลขโดยเฉลี่ยแล้วทุกๆ 5 คนจะมีผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูง 1 คน อายุยิ่งมาก ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคความ ดันเลือดสูงมากขึ้นตาม ดังนั้น ผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ทุกคนควรได้รับการตรวจวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง

สำหรับอาหารที่ได้รับการพิสูจน์ในผู้ป่วยความดันเลือดสูงแล้วว่าสามารถลดความดันเลือดได้ผลดี คืออาหารแดช (DASH ซึ่งย่อมาจาก Dietary Approach to Stop Hypertension) หรืออาหารหยุดความดันเลือดสูง จากการศึกษาในประชากรชาวอเมริกันที่ความดันเลือดปกติและสูงปานกลางจำนวน 500 กว่ารายในเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า อาหารแดชนี้สามารถลดความดันเลือดทั้งตัวบนและความดันเลือดตัวล่างได้อย่างชัดเจน (ได้ผลพอๆ กับกินยาลดความดันเลือดหนึ่งตัว) โดยไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ในขณะที่ผู้ที่กินอาหารอเมริกันทั่วไป ไม่พบว่าความดันเลือดลดลง และถ้ากินอาหารแดชร่วมกับการลดการกินเกลือโซเดียมในอาหารจะยิ่งลดความดันเลือดได้เพิ่มขึ้น

DASH

Dietary Approaches to Stop Hypertension (DASH) เป็นหลักการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง โดยมีหลักการดังนี้

– ลดอาหารรสจัดและมีโซเดียมสูง (จำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน) โดยลดหรือเลี่ยงเครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือน้ำปลาไม่เกิน 3-4 ช้อนชาต่อวัน หรือซีอิ้วขาวไม่เกิน 5-6 ช้อนชาต่อวัน อาหารแปรรูป เช่น กุนเชียง หมูยอ แฮม ไส้กรอก ไส้อั่ว ปลาเค็ม แหนม อาหารกระป๋องอาหารหมักดอง อาหารที่มีผงฟู เช่น เค้ก บราวนี่ ขนมปังไส้ต่างๆ

– ลดการรับประทานไขมันอิ่มตัวไขมันทรานส์ โดยเลือกใช้น้ำมันพืชในการปรุงประกอบ เลี่ยงการบริโภคไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนยเทียม (มาการีน) อาหารจานด่วนต่างๆ เช่น พิชซ่า เบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอดน้ำมันท่วม

– เพิ่มอาหารที่มีใยอาหารสูงมากขึ้น โดยเน้นผักผลไม้สด ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืช ถั่ว และเมล็ดถั่วเปลือกแข็ง

– รับประทานนมไขมันต่ำ อาทิ นมพร่องมันเนย น นมขาดมันเนย และผลิตภัณฑ์นมเป็นประจำ

ทั้งนี้ การควบคุมความดันโลหิตจะได้ผลดีมากยิ่งขึ้น เมื่อปฏิบัติควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้

  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • หยุดหรือลดบุหรี่และสุรา
  • หลีกเลี่ยงความเครียด รู้วิธีการจัดการความเครียด
  • กินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน

Serving

ส่วนอีกวิธีที่ใช้ได้ผล คือการแนะนำให้กินอาหารแต่ละประเภทเป็น “Serving” (หนึ่ง Serving ประมาณหนึ่งฝ่ามือ หรือเป็นปริมาณที่กินใน 1 ครั้ง) เช่น ให้กินผลไม้ 3-4 Serving ต่อวัน ซึ่งยากในการปฏิบัติสำหรับคนไทยทั่วไป จึงขอดัดแปลงวิธีการดังกล่าวให้ง่ายในการปฏิบัติ คือ

– กินอาหารต่อไปนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากเดิมที่เคยกิน คือ ผัก หรือผลิตภัณฑ์จากพืช โดยเฉพาะผักสด เช่น ผักจิ้มน้ำพริก ส้มตำ ยำ ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้สดจะให้คุณค่าอาหารมากกว่าการคั้นน้ำ หรือที่ทำสำเร็จรูปบรรจุกล่อง (สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ต้องลดการกินผลไม้ลง ถ้าคุมระดับน้ำตาลไม่ได้)ธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งาดำ เป็นต้นปลานึ่ง ปลาต้ม (จะดีกว่าปลาทอด หรือแฮมเบเกอร์ปลา ซึ่งจะมีไขมันสูง)นมพร่องมันเนย หรือ นมปราศจากมันเนย หรือนมถั่วเหลือง

– กินอาหารต่อไปนี้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยกิน คือ อาหารรสเค็มและปริมาณเกลือโซเดียม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส อาหารสำเร็จรูป เป็นต้นอาหารรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ขนมหวาน ไอศกรีม ขนมเค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟู้ด เป็นต้นอาหารรสมัน เช่น ไขมันสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ ห่าน ไม่ติดหนังติดมัน เป็นต้น วิธีการเริ่มกินอาหารลดความดันเลือดสูง อาจจะเปลี่ยนชนิดอาหารทีละอย่าง ครั้งละน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินอาหารรสจัด ต้องลดการปรุงแต่งเติมเสริมรสชาติลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์กว่าลิ้นของเราจะคุ้นเคยกับอาหารรสปรุงแต่งลดลง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น

– จำกัดปริมาณอาหารที่กิน โดยเฉพาะอาหารไขมันและคาร์โบไเดรต และเพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง ถ้าน้ำหนักลดลงได้อย่างน้อยร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ก็สามารถทำให้ความดันเลือดลดลงได้

นอกจากนี้ คุณผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดื่มลง เช่น ลดลงเหลือ เบียร์วันละ 2 กระป๋อง ไวน์วันละครึ่งแก้ว เป็นต้น (ผู้หญิงลดการดื่มลงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย) ส่วนผู้ที่ไม่ได้ดื่ม ก็ไม่แนะนำให้ดื่ม เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นได้เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในด้านอาหารประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้ว ควรจะวัดความดันเลือดเปรียบเทียบกับความดันเลือดก่อนปรับเปลี่ยนอาหาร ถ้าความดันเลือดยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน เช่น 5-10 มิลลิเมตรปรอท ก็ควรจะปรับลดอาหารหวาน มัน เค็ม และเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น หรือปรึกษานักโภชนาการ บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการลดความดันเลือดต่อไป

ภาพ : freepik