Covid-19 กับผลพวงที่กระทบอวัยวะอื่นในร่างกาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616641

วันที่ 04 มี.ค. 2563 เวลา 07:50 น.

Covid-19 กับผลพวงที่กระทบอวัยวะอื่นในร่างกาย

นอกจากจะกระทบกับระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ หายใจลำบากแล้ว “Covid-19” จากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกายของมนุษย์อีกด้วย ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

Covid-19 กับปอดของมนุษย์

แรกเริ่มของอาการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid-19) ร่างกายจะมีการแสดงออกที่ระบบทางเดินหายใจ หลังจากได้รับเชื้อผู้ป่วยอาจมีอาการไอ มีไข้ หายใจลำบาก อาการเหล่านี้อาจปรากฏขึ้นภายใน 2–14 วัน หรืออาจไม่แสดงอาการใดๆ เลยในคนที่ร่างกายแข็งแรงดี ความรุนแรงของอาการก็จะแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่เป็นไข้ไอ จนอันตรายถึงชีวิต สถิติการรายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยในจีนระบุมีคนจำนวน 17,000 คน (81%) ที่มีอาการไม่รุนแรง โดยส่วนมากผู้สูงอายุจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า

แม้ว่าผู้ป่วยบางคนจะได้รับผลกระทบต่อทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อยจนพัฒนาไปเป็นโรคปอดปวม แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ติดเชื้อบางกลุ่มที่ปอดได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งสิ่งที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเห็นบ่อยครั้งคือกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันหรือ ARDS (ARDS ไม่ใช่อาการที่มาพร้อมกับ Covid-19 แต่เป็นอาการที่พบได้หากปอดเกิดการติดเชื้อ และมีบาดแผล) ทั้ง Sars และ Mers ก็มีอาการเช่นเดียวกัน

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ของเหลวรั่วไหลออกมาจากเส้นเลือดฝอยในปอด หลังจากนั้นของเหลวเหล่านี้จะไปรวมกันอยู่ที่ถุงลมปอดทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเฉลี่ยแล้วความเสียหายเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายใน 5 วันหลังจากผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก และโรคจะพัฒนาเข้าสู่ ARDS ภายใน 8 วันหลังจากแสดงอาการติดเชื้อ และในตอนนี้ไม่มียาที่สามารถรักษาอาการ ARDS ได้

Covid-19 กับกระเพาะและลำไส้ของมนุษย์

ในรายงานผู้ติดเชื้อพบบางรายมีอาการทางเดินอาหารติดเชื้อ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ และเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับ medRxiv รายงานว่า ตัวอย่างอุจจาระของผู้ติดเชื้อบางคนมีการทดสอบไวรัสเป็นบวก แต่ในตอนนี้ยังไม่มีรายงานรองรับว่าเชื้อสามารถแพร่จากทางอุจจาระได้หรือไม่

Covid-19 กับหัวใจและเส้นเลือดของมนุษย์

เชื้อไวรัสโคโรนาอาจส่งผลต่อการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ เลือดไม่สามารถเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้เพียงพอ รวมถึงส่งผลให้ความดันต่ำ แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดถึงผลกระทบจากเชื้อที่ส่งผลต่อหัวใจโดยตรง

สำหรับในคนที่เป็นโรคหัวใจ ข้อมูลวารสารการแพทย์ The Lancet ระบุว่า คนในกลุ่มที่มีโรคหัวใจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตหากติดเชื้อไวรัส โดยผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสนี้พบว่ามีโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง 40% ซึ่งกลุ่มนี้เมื่อได้รับเชื้อไวรัสนี้ส่งผลให้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ 17% กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ 7% ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ 9% ตลอดจนไตวาย 4%

ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส จากข้อมูลทั้งหมด 138 เคสที่ได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพัธุ์ใหม่ 2019 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ระบุว่า ผู้ป่วยอาการหนักระยะวิกฤติมักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง 58% โรคเบาหวาน 22% โรคหลอดเลือดหัวใจ 25% โรคหลอดเลือดสมอง 17%

Covid-19 กับตับและไตของมนุษย์

เมื่อเซลล์ตับได้รับผลกระทบจะส่งผลให้เอนไซม์ตับรั่วเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น มีผู้ติดเชื้อ 1 รายที่มีรายงานว่าได้รับความเสียหายต่อตับ และมีผู้ติดเชื้อบางรายที่มีอาการไตวายเฉียบพลัน อย่างไรก็ตามในกรณีของ Covid-19 ยังไม่มีรายงานว่าผู้ติดเชื้อได้รับผลกระทบต่อตับ และไต อย่างชัดเจนอย่างเช่นโรค Sars และ Mers (โรคที่มีเชื้อในตระกูลเดียวกัน)

Covid-19 กับระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับสิ่งแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกันจะต้องออกมาทำหน้าที่ แต่ในกรณีที่มันโดนกระตุ้นมากเกินไปอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Cytokine Storm หรือภาวะที่เซลล์ภูมิคุ้มกันผลิตไซโตไคน์เพื่อต่อสู้กับเชื้อมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อระบบและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของมนุษย์ได้

Covid-19 สิงห์อมควัน…ยิ่งสูบ ยิ่งเสี่ยง!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616544

วันที่ 03 มี.ค. 2563 เวลา 11:11 น.

Covid-19 สิงห์อมควัน...ยิ่งสูบ ยิ่งเสี่ยง!!

WHO และผู้เชี่ยวชาญโรคปอด เตือนสิงห์นักสูบเสี่ยงป่วยหนักและเสียชีวิต หากติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) เหตุภาวะปอดอักเสบรุนแรงกว่าคนปกติ

ผู้อำนวยการบริหารโครงการเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก (WHO) ดร.ไมค์ ไรอัน เผยว่า การสูบบุหรี่น่าจะทำให้การป่วยจากโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีอาการรุนแรงขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับที่ ดร.จิสลี่ เจนกิ้นส์ ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด มหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า การสูบบุหรี่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เช่นเดียวกับกรณีโรคซาร์ส และเมอร์ส ที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสเช่นเดียวกัน

ขณะที่พบสถานการณ์การติดเชื้อไวรัส Covid-19 ล่าสุดผู้ชายจะมีภาวะปอดอักเสบที่รุนแรงกว่า 2 เท่า และเสียชีวิตมากกว่าเกือบ 4 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการสูบบุหรี่ในจีนที่ผู้ชาย สูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ เพราะปอดของคนสูบบุหรี่จะถูกทำลายจนเกิดภาวะถุงลมโป่งพอง ซึ่งภาวะนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปอดสูงกว่าคนปกติ

ทางด้านประธานสมาคมควบคุมยาสูบญี่ปุ่น นายแพทย์มานาบุ ซากุตะ ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีสาธารณสุขญี่ปุ่น เตือนปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไวรัส Covid-19 ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้สูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และเบาหวาน

ส่วนในประเทศไทย แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า เมื่อครั้งการระบาดของโรคเมอร์สที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรนาเช่นกัน พบคนสูบบุหรี่จะป่วยรุนแรงกว่าเพราะเซลส์ปอดของคนสูบบุหรี่มีตัวรับเชื้อไวรัสเมอร์สมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนสูบบุหรี่มีอาการรุนแรงกว่า แม้ยังไม่มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการติดเชื้อไวรัส Covid-19 แต่เชื่อว่ากลไกการติดเชื้อน่าจะคล้ายกัน

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การสูบบุหรี่จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาที่ปอดแย่ลง เริ่มจากการทำให้เซลล์ปอดเกิดการอักเสบสะสมเรื้อรัง จนกระทั่งปอดถูกทำลายลงเรื่อย ๆ และทำให้สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่ปอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อมีการติดเชื้อปอดของผู้สูบบุหรี่จะเกิดการอักเสบที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้น การเลิกสูบบุหรี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยลดการอักเสบของเซลล์ปอด ยับยั้งการที่เซลล์ปอดถูกทำลายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น

ผู้ชาย ‘เพศอ่อนแอกว่า’ ในเรื่องของภูมิต้านทานโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616341

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 12:40 น.

ผู้ชาย 'เพศอ่อนแอกว่า' ในเรื่องของภูมิต้านทานโรค

“ผู้หญิง” อ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ รายแรกในไทยที่เสียชีวิตจากภัยโคโรนา “เป็นเพศชาย” สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) ของจีน ที่ชี้ว่าอัตราการเสียชีวิตของจำนวนคนไข้ชายอยู่ที่ 2.8% ในขณะที่คนไข้หญิงเสียชีวิตเพียง 1.7%

วันที่ 1 มี.ค. 2563 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 35 ปี ทำงานขายสินค้าและติดไวรัส covid-19 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 18.25 น.

ผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ทั้งสิ้น และได้รับการรักษาตามมาตรฐานที่โรงพยาบาลบำราศนราดูลโดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิกฤติหลายท่าน และได้รับ เครื่องช่วยให้ออกซิเจนในเลือด ECMO แต่เนื่องจากประเทศไทยได้รับยา favipiravir ในระยะหลังโดยผู้ป่วยมีอาการรุนแรงใส่เครื่องช่วยหายใจและถึงแม้ว่าจะทำให้เชื้อไวรัสหายไปหมดก็ตามแต่มีเนื้อปอดเสียหายมาก และในที่สุดผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบ

นี่เป็นตัวอย่างที่สำคัญว่าโรคนี้สามารถแพร่ได้ ในคนที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยเท่านั้นและแม้แต่ไม่มีโรคประจำตัวก็มีอาการวิกฤตได้

นอกจากนั้น การวินิจฉัยข้างต้นผลจากห้องปฏิบัติการออกมาเป็นไข้เลือดออกทำให้พยาบาลที่เข้าไปดูแลในวันแรกติดเชื่อไวรัสนี้ไปด้วยและมีปอดบวมรุนแรงทั้งสองข้างแต่ได้รับยาทัน และกลับบ้านไปแล้วแต่อย่างไรก็ตามมีเนื้อปอดที่เสียหายอยู่ระดับหนึ่ง

เพราะเหตุใด “ผู้ชายถึงป่วยและเสียชีวิตจากโรค Covid-19 มากกว่าผู้หญิง”

ผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) ของจีน ชี้ว่าแม้อัตราการติดเชื้อโรคโควิด-19 ระหว่างชายและหญิงจะไม่ต่างกันมากนัก แต่อัตราการเสียชีวิตนั้นทิ้งห่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจำนวนคนไข้ชายที่เสียชีวิต 2.8% ในขณะที่คนไข้หญิงเสียชีวิต 1.7%

ในการระบาดของเชื้อไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจหลายครั้งที่ผ่านมา ผู้ชายมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงมากเช่นกัน ทั้งจากโรคซาร์ส (SARS) และโรคเมอร์ส (MERS) โดยวารสารการแพทย์ Annals of Internal Medicine รายงานเมื่อปี 2003 ว่าอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคซาร์สของผู้ชายในฮ่องกงสูงกว่าผู้หญิงถึง 50% เลยทีเดียว

สาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ชายเป็น “เพศอ่อนแอกว่า” ในเรื่องของภูมิต้านทานโรค แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบชัดว่าเหตุใดผู้หญิงจึงแข็งแกร่งกว่าผู้ชายในแง่นี้ ทั้งยังสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพดีกว่า และอยู่คงทนนานปีกว่าอีกด้วย

ดร.จานีน เคลย์ตัน ผู้อำนวยการแผนกวิจัยสุขภาพสตรี สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า “มีบางอย่างที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้หญิงทรงพลังมากกว่า แต่บางทีสิ่งนี้ก็เป็นแรงขับเคลื่อนให้ภูมิคุ้มกันตื่นตัวและทำงานมากเกินไป จน 80% ของผู้ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเองก็เป็นผู้หญิง”

มีข้อสันนิษฐานว่า ผู้หญิงมีภูมิคุ้มกันโรคสูงกว่าผู้ชาย เนื่องจากคุณสมบัตินี้จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับทารกแรกเกิด ซึ่งต้องรับสารแอนติบอดีต่อต้านเชื้อโรคจากน้ำนมมารดาโดยตรง ในระหว่างที่ภูมิคุ้มกันของทารกยังอ่อนแอและอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย ส่วนโครโมโซม X ซึ่งเพศหญิงมีอยู่ถึงสองตัว ก็มียีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันอยู่จำนวนมากเช่นกัน ในขณะที่เพศชายมีโครโมโซม X เพียงตัวเดียวเท่านั้น

ในการทดสอบแพร่เชื้อไวรัสโรคซาร์สให้กับหนูทดลองจำนวนหนึ่ง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไอโอวาของสหรัฐฯ พบว่า หนูตัวผู้ติดเชื้อได้ง่ายกว่าหนูตัวเมีย แม้ได้รับเชื้อในปริมาณน้อยกว่า โดยภูมิคุ้มกันร่างกายของหนูตัวผู้ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมและกำจัดไวรัสได้ช้ากว่า ทำให้ล้มป่วยและเกิดความเสียหายที่ปอดรุนแรงกว่าหนูตัวเมียมาก

เมื่อทีมผู้วิจัยทดลองฉีดยาสกัดกั้นการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจนกับหนูตัวเมีย หรือทดลองผ่าตัดเอารังไข่ของพวกมันออก ปรากฏว่าหนูตัวเมียสามารถติดเชื้อไวรัสโรคซาร์สได้ง่ายขึ้นและมีอัตราการตายสูงขึ้น ในขณะที่การทดลองฉีดยายับยั้งฮอร์โมนเพศของหนูตัวผู้ ไม่มีผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นแต่อย่างใด

พฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันระหว่างชายและหญิงในบางวัฒนธรรม ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้ชายป่วยและเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ได้ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่นประเทศจีนนั้นมีจำนวนผู้สูบบุหรี่สูงที่สุดในโลกถึง 316 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่มีเพียง 2% ของประชากรหญิงจีนทั้งหมดเท่านั้นที่มีพฤติกรรมแบบเดียวกัน

นอกจากสุขภาพปอดที่ย่ำแย่แล้ว การที่ชายจีนมีภาวะความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าผู้หญิง ยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นหากป่วยด้วยโรคโควิด-19 อีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงเสียชีวิตในอัตราที่สูงกว่า

ศ.อะกิโกะ อิวาซากิ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐฯ บอกด้วยว่า ผู้ชายอาจมีความประมาทและมั่นใจว่าตนเองจะปลอดภัยจากโรคร้ายมากเกินไป โดยพบหลักฐานที่ยืนยันถึงทัศนคติแบบนี้ในการวิจัยล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์จีนซึ่งชี้ว่า ผู้ชายอายุมากมีแนวโน้มจะมาเข้ารับการตรวจรักษาโรคโควิด-19 ที่โรงพยาบาลช้าเกินไป จนมักจะมีอาการอยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว ซึ่งทำให้โอกาสรอดชีวิตลดน้อยลงอย่างมาก

แพทย์แนะ 10 วิธีปฏิบัติตัวหลังกลับจากประเทศเสี่ยง Covid-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616333

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 11:55 น.

แพทย์แนะ 10 วิธีปฏิบัติตัวหลังกลับจากประเทศเสี่ยง Covid-19

หากเพิ่งกลับจากประเทศที่กำลังเสี่ยงต่อการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “Covid-19” ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำ 10 วิธีการปฏิบัติตัวหากเพิ่งกลับจากประเทศที่เสี่ยงต่อการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ Covid-19 ดังนี้

1.ระหว่างเดินทางจากสนามบินกลับถึงบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

2.การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีระยะฟักตัว (เราได้รับเชื้อมาแล้วแต่ยังไม่แสดงอาการ) ยาวนานถึง 14 วัน (ล่าสุดอาจยาวได้มากถึง 27 วัน) ดังนั้นหลังกลับจากไทยจึงควรกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก (แม้ว่าจะไม่มีอาการไข้หวัดหรืออาการผิดปกติใดๆ เลยก็ตาม) ให้แน่ใจว่าไม่มีอาการคล้ายไข้หวัดใด ๆ เกิดขึ้น จึงค่อยกลับมาทำงาน หรือใช้ชีวิตปกติ

3.ระหว่างที่พักอยู่ที่บ้าน ควรหลีกเลี่ยงการชุมนุมสังสรรค์กับคนหมู่มาก ทั้งเครือญาติ หรือกลุ่มเพื่อนต่าง ๆ

4.อยู่คนเดียวปลอดภัยที่สุด แยกห้องนอน ห้องน้ำส่วนตัวไปเลยคนเดียว อยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร 5.ถ้าจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ควรระมัดระวังการใช้ชีวิตร่วมกันให้ปราศจากความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะติดต่อถึงได้มากที่สุด เช่น

  • ไม่ใช้ช้อน ส้อม แก้วน้ำ และอุปกรณ์ในการกินอาหารร่วมกัน
  • ใช้ช้อนกลางเมื่อต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหาร
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือเจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์เข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70% ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 วินาที
  • สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่อยู่ร่วมกับคนในบ้าน
  • เข้าใช้ห้องน้ำคนสุดท้าย และทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วยน้ำกับสบู่ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อกับอ่างน้ำ ก๊อกน้ำ ชักโครก ลูกบิดประตู เป็นต้น
  • ซักผ้าแยกต่างหาก ไม่ซักรวมกับคนอื่น
  • แยกของใช้ส่วนตัวทุกอย่าง เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ

6.อยู่ห่างจากคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ

7.วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัวเสมอ หากมีเหตุฉุกเฉินจะได้โทรเรียกคนอื่น หรือเรียกรถพยาบาลได้

8.วัดไข้ทุกวัน หากเกิน 37.5 องศาเซลเซียส มีอาการเจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหล และหายใจลำบาก ควรพบแพทย์

9.หากมีอาการแล้วต้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ควรขับรถยนต์ส่วนตัว ขึ้นรถแท็กซี่ หรือเรียกรถพยาบาลมารับ แล้วแจ้งให้คนขับรถทราบด้วย ไม่ควรเดินทางด้วยรถหรือพาหนะสาธารณะ

10.เมื่อพบแพทย์ ระหว่างสอบถามประวัติต่างๆ ควรตอบตามความเป็นจริง ห้ามโกหกเด็ดขาด ว่าเดินทางไปที่ไหนมา กี่วัน ทำอะไรที่ไหนบ้าง มีอาการเป็นอย่างไร ฯลฯ เพื่อการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ และถูกต้องที่สุด

ภาพ : AFP

“ไมเกรน” โรคที่สลัดไม่ขาด..จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615945

วันที่ 29 ก.พ. 2563 เวลา 07:00 น.

"ไมเกรน" โรคที่สลัดไม่ขาด..จริงหรือ?

นายแพทย์สุวัฒน์ ศรีสุวรรณานุกร สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช อธิบายให้เข้าใจโรคไมเกรน พร้อมแนะเพียงพบแพทย์ แชร์ความทรมาน แล้วแฮปปี้ไปด้วยกัน – Share suffering and happy together.

เนื่องจากปัจจุบันผู้ป่วยโรคไมเกรนมักนิยมซื้อยามารับประทานเอง บางรายทานยาทุกครั้งเมื่อรู้สึกปวด เมื่อทานซ้ำหลายครั้งมากเกินไปอาจทำให้ปวดเรื้อรังได้ และอาจมีผลข้างเคียงของยาเพิ่มขึ้น เช่น มือเท้าเย็น เส้นเลือดตรงปลายตีบ เป็นต้น ดังนั้นสาเหตุที่ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์มากกว่าซื้อยารับประทานเอง ก็เพราะว่าโรงพยาบาลจะมีแพทย์เฉพาะทาง หรือบางโรงพยาบาลมีคลินิกโรคปวดศีรษะโดยเฉพาะ ซึ่งมีความพร้อมในการรักษาและจัดการกับโรคไมเกรนได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องมือ การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รวมไปถึงคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

นายแพทย์สุวัฒน์ ศรีสุวรรณานุกร สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “สิ่งแรกที่แพทย์จะคำนึงเมื่อทำการรักษาผู้ป่วย คือแพทย์ทุกท่านมีความตั้งใจดีในการรักษาให้ผู้ป่วยหาย ลำดับต่อไปคือแพทย์จะทำการวินิจฉัยและให้ผู้ป่วยใช้ยาเท่าที่จำเป็น ผลข้างเคียงของยาต่ำ หรือบางกรณีอาจต้องพึ่งยาในระยะยาว รวมถึงการให้ผู้ป่วยแชร์ความทุกข์ทรมานของอาการปวดไมเกรนเพื่อให้แพทย์หาทางรักษา เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น ทั้งผู้ป่วยและแพทย์เองก็จะมีความสุขไปด้วย ตามคติที่ว่า “Share suffering and happy together.”

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไมเกรน

อาการของโรคไมเกรนมีหลายแบบ เช่น ปวดหัวอย่างเดียว ปวดหัวและมีอาการอื่นร่วมด้วย และบางรายอาจมีอาการตามมาด้วยอัมพฤกษ์หรืออัมพาตที่เป็นอยู่ชั่วขณะ ปกติโรคไมเกรนมักมีอาการปวด 4-72 ชั่วโมง โดยปวดซ้ำแบบเดิมอย่างน้อย 4-5 ครั้งต่อเดือน ซึ่งโรคไมเกรนเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น การเกิดพยาธิสภาพ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งกระตุ้นที่มักพบบ่อย อาทิ ช่วงมีรอบเดือนของเพศหญิง แสง เสียง อาหาร อากาศร้อน หรือแม้กระทั่งขณะท้องว่าง แต่สุดท้ายแล้วต้นทางของโรคไมเกรนอาจมาจากทางพันธุกรรมจึงทำให้โรคไมเกรนถือเป็นโรคที่ไม่สามารถหายขาดได้ จากผลสำรวจทั่วโลก จะมี 1 ใน 7 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของทั้งโลกที่ป่วยเป็นโรคไมเกรน สำหรับประเทศไทยมีประชากรประมาณ 10 ล้านคนที่เป็นโรคไมเกรน

อาการปวดของโรคไมเกรน คือการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ชั่วขณะของสมองที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยเกิดจากหลากหลายตำแหน่งตั้งแต่บริเวณ ใต้สมอง, ก้านสมอง, เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5, เยื่อหุ้มสมองและหลอดเลือด ซึ่งระยะของไมเกรนสามารถจำแนกได้ด้วย 4 ระดับความปวดศีรษะ ได้แก่ 1.ระยะนำ (Prodrome) หรือระยะก่อนเริ่มมีอาการปวดศีรษะ 2.ระยะอาการเตือน (Aura) หรือระยะการเตือนก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ เช่น ชามือ ชาปาก หรือแขนขาอ่อนแรง 3.ระยะปวดศีรษะ (Headache) หรือระยะที่ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง 4.ระยะหลังจากปวดศีรษะ(Resolution) หรือระยะพัก

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดหัวตั้งแต่แรกเริ่ม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นโรคใดเพื่อป้องกันและรักษาได้อย่างตรงจุด โดยแพทย์จะซักประวัติคนไข้ให้ชัดเจน แล้วจึงตรวจร่างกายให้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท ตรวจตา และบางรายอาจต้องทำการเอ็กซ์เรย์เมื่อจำเป็นหรือเมื่อแพทย์พบเจอสิ่งผิดปกติ เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรนจึงจะทำการวางแผนร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคไมเกรนมาพบแพทย์ครั้งแรก แพทย์จะให้ทำการจดบันทึกไดอารี่ถึงลักษณะอาการและความสัมพันธ์ของสิ่งกระตุ้น ช่วงเวลาที่มีอาการปวดหัว อาการปวดหัวเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ และเมื่อผู้ป่วยรู้สึกหายขาดมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เป็นต้น

โดยแพทย์จะแนะนำกลุ่มยาที่ให้พกติดตัวไว้ เพื่อกินระงับการปวด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับแรกคือหากมีอาการปวดหัวไม่มากให้กินยาชนิดแรกก่อน ถ้าผ่านไป 1-2 ชั่วโมงแล้วอาการยังไม่ลดลงให้กินยาชนิดที่ 2 หรือถ้าหากผู้ป่วยปวดหัวไมเกรนในระดับที่มากตั้งแต่ครั้งแรก แพทย์จะแนะนำให้กินยาชนิดที่ 2 เลย แต่ควรทำการจดบันทึกอาการไว้ในไดอารี่ และควรอยู่ในที่ที่อากาศเย็นและถ่ายเท เสียงไม่ดัง และดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ซึ่งแพทย์ไม่แนะนำให้กินยาหลายครั้งติดกัน สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ปวดหัวหนักมาก แพทย์อาจต้องใช้วิธีฉีดยาระงับปวด

หากพูดถึงนวัตกรรมของการรักษาโรคไมเกรนในปัจจุบันที่มีหลากหลายมากขึ้น เช่น ยากิน, ยาพ่นจมูก, ยาฉีด รวมถึงการกระตุ้นไฟฟ้าที่เส้นประสาทบริเวณคอหรือหัวคิ้ว เพื่อส่งสัญญาณไปที่ตำแหน่งของการปวดได้ง่ายขึ้น ซึ่งนวัตกรรมทั้งหลายนี้ถูกคิดค้นเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคไมเกรนสามารถปรับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงกับคนปกติให้ได้มากที่สุด โดยจะช่วยลดความถี่ของการปวดไมเกรน ไม่มีผลข้างเคียงที่เกิดจากยา ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ไม่กระทบกับการทำงานหรือหยุดงานบ่อย ไม่กระทบกับครอบครัว ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้สังคมดำเนินไปได้ด้วยดี

นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่อาจก่อให้เกิดอาการปวดไมเกรนก็สามารถช่วยได้เช่นกัน เช่น ลดอาหารที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรน อาทิ ผงชูรส เนย ชีส กาแฟ เป็นต้น รวมถึงไม่ควรนอนดึก อย่าปล่อยให้ท้องว่าง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศร้อนเป็นเวลานาน ๆ ไม่ทานอาหารรสจัดเกินไป ท้ายสุดนี้ ผมหวังว่านวัตกรรมในการรักษาโรคไมเกรนจะสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคไมเกรนได้ และที่สำคัญคือครอบครัวและตัวผู้ป่วยเองจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อีกทั้งให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงตัวยารักษาไมเกรนได้มากขึ้นไม่ว่าราคาถูกหรือแพง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดี และสามารถดูแลตัวเองได้ รวมถึงดูแลคนอื่นได้เช่นกัน

อาการแบบไหนเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616159

วันที่ 28 ก.พ. 2563 เวลา 09:10 น.

อาการแบบไหนเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

สปสช. ย้ำประชาชนสิทธิบัตรทอง หากมีอาการสงสัยป่วย COVID-19 ตามเกณฑ์ให้ไปโรงพยาบาลตามสิทธิ หรือเข้าโรงพยาบาลรัฐได้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมย้ำหากอาการไม่เข้าข่ายแต่อยากทราบว่าติดเชื้อหรือไม่ ไม่แนะนำให้ไปขอตรวจเอง จะเพิ่มความเสี่ยงรับเชื้อโดยไม่จำเป็น

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการใช้สิทธิรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิบัตรทอง 30 บาท กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรค COVID-19 ว่า หากประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท มีอาการเข้าข่ายสงสัยเป็นโรค COVID-19 ให้ดำเนินการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล ในกรณีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยผู้เข้ารับบริการตามเกณฑ์ดังกล่าวนี้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย รัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายค่าตรวจโรคและค่าดูแลรักษา รวมทั้งจัดการนำผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลให้ด้วย แต่ถ้าไม่เข้าหลักเกณฑ์ หรือเป็นผู้ป่วยที่อาจจะอยากทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ โดยอาจไม่มีประวัติสัมผัสโรค ไม่แนะนำให้ไปขอตรวจเองที่โรงพยาบาล

โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นั้น ต้องมีอาการดังนี้

1.ผู้ป่วยที่มีประวัติไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเร็ว หรือหายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก) และมีประวัติในช่วง 14 วัน ก่อนวันเริ่มมีอาการ ก.มีการเดินทางไปหรือมาจากประเทศ หรือ อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ข.เป็นผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ค.มีประวัติใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

2.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่สงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

3.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และเป็นบุคลากรทางการแพทย์

4.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่หวาดกลัวแล้วต้องการไปขอรับการตรวจเชื้อจากโรงพยาบาล โดยที่ไม่มีอาการและประวัติการสัมผัสโรคและไม่เข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังโรคอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจะส่งผลให้โรงพยาบาลเกิดความแออัด และอาจทำให้ผู้ติดเชื้อตัวจริงเข้าไม่ถึงบริการ

ในกรณีนี้ สปสช.ขอแนะนำประชาชนให้ทำตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้ไปขอตรวจและขอใบรับรองแพทย์เนื่องจาก

1.การไปตรวจหาเชื้อในช่วงที่ไม่มีอาการ โอกาสพบเชื้อน้อยมาก หรือหากตรวจแล้วพบว่าเป็นลบก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่ป่วยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะไปขอตรวจ ในขณะที่ไม่มีอาการ

2.การไปโรงพยาบาลโดยไม่มีความจำเป็น จะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากโรงพยาบาล และที่สำคัญอาจนำเชื้อต่าง ๆ ไปติดผู้ป่วยในโรงพยาบาลซึ่งมีร่างกายไม่แข็งแรงได้

3.เมื่อมีอาการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิของท่าน โดยต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ แจ้งประวัติ ไม่ปกปิดข้อมูลใดๆ

7 เช็กลิสต์เอาตัวรอดในสถานการณ์โรคระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616158

วันที่ 28 ก.พ. 2563 เวลา 06:50 น.

7 เช็กลิสต์เอาตัวรอดในสถานการณ์โรคระบาด

“เราจะปกป้องตัวเองและคนในครอบครัวของเราจากโรคร้ายนี้อย่างไร” ลอว์รีย์ การ์เร็ทต์ ผู้สื่อข่าวด้านวิทยาศาสตร์ และนักเขียนเจ้าของรางวัล Pulizer สาขา Explanatory Journalism แชร์ 7 เช็กลิสต์ในการเอาตัวรอดกับสถานการณ์โรคระบาดในเวลานี้

ลอว์รีย์ การ์เร็ทต์ (Laurie Garrett) ผู้สื่อข่าวด้านวิทยาศาสตร์ และนักเขียนเจ้าของรางวัล Pulizer สาขา Explanatory Journalism ประจำปี 1998 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการระบาดของอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เผยประสบการณ์คลุกคลีกับการระบาดของโรคร้ายกว่า 30 ครั้ง พร้อมแชร์วิธีการเอาตัวรอดกับสถานการณ์โรคระบาดในเวลานี้ ซึ่งประกอบด้วย 7 ข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่

1. สวมถุงมือทุกครั้งที่ออกจากบ้าน จะเป็นถุงมือที่ใส่กันในฤดูหนาวหรือถุงมือสำหรับใส่นอกบ้านทั่วไปก็ได้ ควรใส่ไปทุกที่โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ

2. อย่าใช้มือสัมผัสใบหน้าและดวงตา ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องถอดถุงมือ เช่น กินอาหารหรือทักทาย อย่าใช้มือสัมผัสใบหน้าหรือดวงตา ไม่ว่าจะรู้สึกคันแค่ไหนก็ตาม เอามือให้ห่างจากใบหน้า ก่อนที่จะสวมถุงมือกลับเข้าไปใหม่ ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ น้ำอุ่น ถูนิ้ว แล้วค่อยใส่ถุงมือ

3. เปลี่ยนถุงมือทุกวัน ซักให้สะอาดเป็นประจำ และห้ามสวมถุงมือที่อับชื้นเด็ดขาด

4. ไม่สวมหน้ากากอนามัยซ้ำมากกว่าหนึ่งวัน  เพราะหน้ากากอนามัยจะเสื่อมคุณภาพทันทีเมื่อผ่านการใช้งานเพียง 1-2 ครั้ง จึงทำให้การสวมหน้ากากอนามัยไร้ประโยชน์ในการปกป้องเราจากเชื้อโรคทันทีที่ออกจากบ้าน และอาจจะไม่มีประโยชน์เท่าใดนักในการใช้งานภายในอาคารด้วยซ้ำ เพราะอนุภาคต่างๆ ที่ออกมาจากปากและจมูกของเราจะเคลือบอยู่ที่ผิวด้านในของหน้ากากอนามัย สังเกตได้จากกลิ่นเหม็นเมื่อสูดดม ซึ่งเป็นสิ่งที่แบคทีเรียชอบ

ตลอดการสัมผัสประสบการณ์ที่สถานการณ์โรคระบาดมากกว่า 30 ครั้งทั่วโลก ลอว์รีย์ชี้ว่าเธอสวมหน้ากากอนามัยน้อยมาก สิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุดคือการอยู่ห่างจากฝูงชนเข้าไว้ อย่างน้อยที่สุดคือการอยู่ห่างจากคนรอบตัวอย่างน้อย 1.5 ฟุต หากพบว่ามีใครไอหรือจามเธอจะขอให้คนคนนั้นสวมหน้ากากอนามัยทันทีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื่อโรคสู่คนอื่นผ่านน้ำลายและเสมหะ หากคนนั้นปฏิเสธ เธอจะเดินหนีทันทีและอยู่ห่างออกไปอย่างน้อยที่สุด 3 ฟุต หรือถ้าเป็นไปได้ก็ออกไปจากสถานที่นั้นทันที และต้องไม่จับมือหรือกอดผู้อื่นด้วย

5. ใส่ใจเรื่องของใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะผ้าขนหนู เมื่ออยู่ภายในบ้านร่วมกับสมาชิกครอบครัว ห้ามวางผ้าเช็ดตัวหรือผ้าขนหนูใดๆ ไว้ในห้องน้ำและห้องครัวเป็นอันขาด เตือนทุกคนในบ้านให้ใช้ผ้าส่วนตัวของตัวเองเท่านั้น ห้ามใช้ผ้าร่วมกับผู้อื่น หากสามารถติดป้ายชื่อลงไปบนผ้าส่วนตัวของแต่ละคนได้ก็ควรทำเพื่อป้องกันการใช้ผิด ซักผ้าเช็ดตัวหรือผ้าขนหนูสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพราะผ้าที่ใช้แล้วและเปียกชื้นคือแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีของแบคทีเรียและไวรัส

6. ระวังเรื่องการจับลูกบิดประตูให้มาก ควรใช้ข้อศอกหรือไหล่ในการเปิดประตูเท่านั้น สวมถุงมือก่อนการจับลูกบิด หากต้องจับลูกบิดประตูก็ต้องล้างมือให้สะอาดทันทีหลังการสัมผัส เช่นเดียวกับการจับสิ่งของต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ของเล่น อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว หากเป็นสิ่งของส่วนตัวอาจไม่ต้องกังวลมาก แต่หากเป็นสิ่งของส่วนรวมต้องล้างมือทุกครั้งหลังใช้ และห้ามสัมผัสอวัยวะบนใบหน้าเด็ดขาด

7. ต้องใช้ช้อนกลาง เมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นต้องใช้ช้อนกลางเท่านั้น ห้ามใช้ช้อนส้อมหรือตะเกียบส่วนตัวตักหรือคีบลงไปในจานอาหารรวมเด็ดขาด นอกจากนั้นก็ต้องไม่ดื่มน้ำแก้วเดียวกับผู้อื่น และพยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในร้านที่สกปรก

อยู่อย่างไรในวันที่ COVID-19 เข้าสู่การแจ้งเตือนระดับ 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616040

วันที่ 27 ก.พ. 2563 เวลา 07:44 น.

อยู่อย่างไรในวันที่ COVID-19 เข้าสู่การแจ้งเตือนระดับ 3

สถานการณ์ปัจจุบัน และความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย กรณีโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประกาศหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น หลังกำหนดให้ COVID-19 เข้าสู่การแจ้งเตือนระดับ 3 ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

สรุปใจความสำคัญ

• การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) เริ่มจากเมืองอู่ฮั่น ในประเทศจีน และต่อมาระบาดไปอีกหลายเมือง ปัจจุบันพบผู้ป่วยติดเชื้อในหลายประเทศ

• ขณะนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ตามประกาศของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ระงับเที่ยวบินเข้าออกจากเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2563 และขยายเวลาถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 และเลื่อนการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง

• ภายใน 14 วัน หลังเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีไข้ ร่วมกับอาการ ทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางให้เจ้าหน้าที่ทราบ

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

• เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนา ที่ทำให้มีไข้ และอาการระบบทางเดินหายใจ โดยส่วนใหญ่จะมีอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจหอบเหนื่อย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

• เชื้อสามารถติดต่อจากคนสู่คน ผ่านทางการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และแพร่กระจายผ่านละอองเสมหะทางการไอจามของผู้ที่มีเชื้อ

สถานการณ์ปัจจุบัน 

• การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มต้นที่ประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2562 ต่อมาได้พบผู้ป่วยยืนยันในหลายประเทศทั่วโลก จำนวนผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 1,000 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 100 ราย และพบอัตราการเสียชีวิตจากโรคประมาณร้อยละ 2 ซึ่งร้อยละ 26.4 ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 10.5 รองลงมาคือ โรคเบาหวาน (ร้อยละ 7.3) และ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (ร้อยละ 6.3)

• ขณะนี้มีหลักฐานการติดต่อจากคนสู่คน และพบมีการระบาดภายในประเทศ (local transmission) เพิ่มขึ้นหลายพื้นที่ ข้อมูลองค์การอนามัยโลก ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 พบมีรายงานการระบาดของโรครวม 35 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลีใต้ อิตาลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิหร่าน อเมริกา ไทย มาเลเซีย ออสเตรเลีย เวียดนาม เยอรมัน สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินเดีย สเปน รัสเซีย อิสราเอล สวีเดน ศรีลังกา เนปาล เลบานอน อิรัก ฟินแลนด์ อียิปต์ กัมพูชา เบลเยี่ยม อัฟกานิสถาน บาห์เรน คูเวต และ โอมาน

• ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วยยืนยันสะสมในประเทศไทย จำนวน 37 ราย มีอาการรุนแรง 2 ราย ยังไม่พบผู้เสียชีวิต

• กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ดำเนินการเฝ้าระวังคัดกรอง และป้องกันควบคุมโรค ดังนี้

1) ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศดำเนินการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกประเทศ ทั้งท่าอากาศยาน ท่าเรือ และพรมแดน รวม 46 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และกระบี่ ท่าเรือ 6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง พาณิชย์เชียงแสน ภูเก็ต สมุย และกระบี่ และด่านพรมแดนทางบก 34 แห่ง

2) แจ้งให้สถานพยาบาลทำการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางจากประเทศจีน มาเก๊า ฮ่องกง ไต้หวัน หรือพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง ภายใน 14 วัน หรือเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพสัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากพื้นที่ที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ สัมผัสกับผู้ป่วยตามเกณฑ์เฝ้าระวัง

3) การเฝ้าระวังในชุมชน โดยให้ความรู้ประชาชน เมื่อพบนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรค มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้แจ้งบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค DDC Hotline 1422

ความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย 

• เป็นที่ยอมรับกันว่า การคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วทำให้คนนิยมเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวที่มากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งของการแพร่กระจายเชื้อจากพื้นที่หนึ่งสู่พื้นที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ปัจจัยด้านเชื้อก่อโรคที่ติดต่อจากคนสู่คนผ่านการหายใจเอาละอองน้ำมูกน้ำลายเข้าสู่ร่างกาย และการสัมผัสใกล้ชิด เป็นวิธีการแพร่เชื้อที่เกิดขึ้นได้ง่ายหากไม่ป้องกัน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเกิดการแพร่เชื้อทั้งจากคนต่างชาติที่เข้ามาและจากคนไทยที่อาจได้รับเชื้อขณะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคจึงมีความสำคัญมากเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อแล้วทำให้เกิดการระบาดภายในประเทศ

• ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยพบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดคือนักท่องเที่ยวจีน ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทย ประมาณ 10 ล้านคน หรือ 3-4 หมื่นคนต่อวัน หลังจากที่มีข่าวการระบาดของโรคดังกล่าว ทางการจีนได้สั่งปิดเมืองและจำกัดการเดินทาง พร้อมทั้งห้ามบริษัททัวร์นำเที่ยวไปต่างประเทศ จึงทำให้ช่วงนี้นักท่องเที่ยวจีนที่มาประเทศไทยมีจำนวนลดลงมาก ปัจจัยด้านนักท่องเที่ยวไทยนั้นพบว่า คนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ฤดูกาลท่องเที่ยวของคนไทยไปต่างประเทศมีอยู่ 2 ช่วง คือ เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม และช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย ในปี 2562 ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น จากรายงานขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่น พบว่า ในปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น สูงถึง 1.13 ล้านคน สำหรับช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) อยู่ระหว่างเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม ซึ่งดอกซากุระจะบานราวๆ ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน นอกจากนี้พบว่าคนไทยเดินทางไปประเทศจีนเฉลี่ยปีละ 6 แสนคน โดยไปกับบริษัททัวร์ประมาณ 2 แสนคน และท่องเที่ยวด้วยตนเองประมาณ 4 แสนคน

วิธีป้องกันตนเองของนักเดินทางณ วันที่ 30 มกราคม 2563 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังไม่มีประกาศจำกัดการเดินทาง ดังนั้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

 คำแนะนำประชาชน

• แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศจีนและประเทศที่พบการระบาดของโรค

• ระหว่างเดินทางในต่างประเทศขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือมีมลภาวะ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม สวมใส่หน้ากากอนามัย

• หลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

• เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก ทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ และผัก

• หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

• ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

• รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

• หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย แล้วล้างมือ และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

• หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

จัดทำโดย: ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรณีโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ : AFP

ที่มา : กรมควบคุมโรค 

คุณหมอชวนเช็กตัวเอง เราเป็น ‘ไมเกรน’ แบบไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615938

วันที่ 26 ก.พ. 2563 เวลา 13:05 น.

คุณหมอชวนเช็กตัวเอง เราเป็น 'ไมเกรน' แบบไหน?

จำแนกไมเกรนจาก 4 ระดับความปวดศีรษะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ชวนมาทำความรู้จักโรคไมเกรน อาการปวดหัวเรื้อรังที่มนุษย์เงินเดือนเสี่ยงต้องเจอบ่อยที่สุด

ปัญหาสุขภาพที่คนวัยทำงานส่วนใหญ่ต้องเผชิญนั้นมีหลากหลาย แต่บางคนเลิกที่จะมองช้ามเพราะต้องเร่งสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต จึงหักโหมทำงานอย่างหนักซึ่งอาจส่งผลเสียในระยะยาวให้กับสุขภาพได้

โดยเฉพาะโรคยอดฮิตอย่าง ไมเกรน โรคที่ไม่ใช่แค่อาการปวดศีรษะทั่วไป แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท สามารถเริ่มเป็นได้ตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งมักจะกำเริบเป็นครั้งคราวเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้าต่างๆ เช่น สภาพอากาศที่ร้อนจัด แดดจ้า การอดหลับอดนอน ภาวะเครียดสะสม ดังนั้นการมีความรู้ที่เพียงพอ พร้อมกับรู้จักสังเกตตนเอง และบุคคลใกล้ชิด ก็เพื่อประโยชน์ต่อการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นและเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด

เรืออากาศโท นายแพทย์กีรติกร ว่องไววาณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า เมื่อปี พ.ศ. 2562 ทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโรคไมเกรน ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดความทุพพลภาพ (disability) เป็นอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลก

  • โดยเฉลี่ยพบผู้ป่วยไมเกรนมากถึงร้อยละ 15 หรือประมาณ 1 พันล้านคนทั่วโลก
  • ไมเเกรนพบบ่อยในช่วงอายุระหว่าง 25–30 ปี
  • พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า
  • โรคไมเกรนยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพในการทำงาน

ไมเกรนเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีการส่งสัญญาณความปวดผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณขมับ กระบอกตา และท้ายทอย อาการปวดมักจะเป็นลักษณะตุ้บๆ บริเวณขมับและท้ายทอย ระดับการปวดอาจรุนแรง ปานกลางไปจนถึงมาก และอาจส่งผลกระทบให้ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

โดยระยะของโรคนี้สามารถจำแนกได้ด้วยระดับความปวดศีรษะ ซึ่งจะแบ่งเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย 

  1. ระยะนำ (Prodrome)
  2. ระยะอาการเตือน (Aura)
  3. ระยะปวดศีรษะ (Headache)
  4. ระยะหลังจากปวดศีรษะ (Postdrome) 

อาการปวดสามารถแบ่งเป็นชนิดย่อยตามความถี่ของอาการปวดศีรษะได้อีก 2 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มไมเกรนแบบครั้งคราว คือมีอาการปวดน้อยกว่า 15 วันต่อเดือน
  • กลุ่มไมเกรนแบบเรื้อรัง คือมีอาการปวดมากกว่า 15 วันต่อเดือน ซึ่งควรต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

การรักษาในปัจจุบัน

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และยังคงยกให้เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป ซึ่งจุดมุ่งหมายในการรักษาจึงอยู่ที่การรับมือกับอาการปวด ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา เพื่อเป็นการรักษาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บรรเทาทุกข์ทรมานจากอาการปวดหัว และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถประกอบกิจวัตรต่างๆ ได้ตามปกติ

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัว

ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อาการปวดเรื้อรัง ควรหมั่นสังเกตตัวเองให้ดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 30 นาทีต่อครั้ง และหมั่นจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความปวด อาทิ วัน เวลา ระยะเวลา ลักษณะอาการปวด อาหารที่รับประทาน รวมถึงความผิดปกติต่างๆ

อาการไมเกรนรุนแรง

หากผู้ป่วยมีอาการปวดหัวรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด เป็นบ่อยขึ้น (มากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน) ทานยาแล้วไม่หาย ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอาการ ซึ่งปัจจุบันมีคลินิกปวดศีรษะที่รักษาเฉพาะทางเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะโดยเฉพาะ โดยเริ่มจากวิธีการคัดกรองอาการปวดศีรษะประเภทต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย ที่จะช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาได้ตรงจุด ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทั้งนี้คลินิกปวดศีรษะยังมีวิธีการรักษา เพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะที่หลากหลายตามลำดับ ดังรายละเอียดด้านล่างนี้

เรื่องของยากับไมเกรน

การให้ยาแก้ปวดและยาป้องกันไมเกรนอย่างเหมาะสม ซึ่งมียาหลากหลายชนิดทั้งแบบชนิดรับประทานและชนิดฉีด การใช้ยาจะขึ้นกับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละคน โดยยากลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Calcitonin gene-related peptide หรือ CGRP สามารถใช้ได้ดีในผู้ป่วยไมเกรนชนิดเรื้อรังหรือดื้อต่อการรักษาการรักษาโดยใช้ค็อกเทล หรือตัวยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อช่วยรักษาอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน ซึ่งวิธีนี้จะดีกว่าการฉีดยาเพื่อลดอาการปวดตามปกติ เพราะวิธีการนี้ไม่เพียงช่วยให้อาการปวดทุเลาลง แต่ยังช่วยลดการปวดศีรษะซ้ำภายใน 24 ชั่วโมงได้อีกด้วย

หัตถการทางการแพทย์

การทำหัตถการทางการแพทย์เพื่อลดอาการปวดศีรษะ เช่น การฉีดยาเข้าไปบริเวณเส้นประสาทหลังท้ายทอย (Occipital Nerve Block) หรือการฉีดโบทูลินัมท็อกซินการรักษาด้วยการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า (neurostimulation) โดยคลื่นแม่เหล็ก (Transcranial Magnetic Stimulation; TMS) หรือกระแสไฟฟ้าตรง (Transcranial Direct Current Stimulation : TDCS) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบความปวดภายในสมอง จัดว่าเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยมีผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีการอื่นการรักษาแบบไบโอฟีดแบค (Biofeedback) เป็นเทคโนโลยีการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย สามารถรับรู้สัญญาณการทำงานจากอวัยวะต่างๆ ในสถานการณ์เครียด โกรธ เจ็บปวด ผ่อนคลาย มีความสุข และนำการรับรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ และควบคุมร่างกายตนเองให้ดีขึ้น

“สุดท้ายนี้แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการปวดไมเกรน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันตัวเองจากอาการปวดหัวได้ดีที่สุด ด้วยการหมั่นสำรวจและดูแลตนเอง พักผ่อนให้เพียงพอและตรงตามเวลาทุกวัน ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดรับประทานเอง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงในการเกิดไมเกรนให้น้อยที่สุด และยังช่วยยับยั้งอีกสารพัดโรคที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้อีกด้วย” เรืออากาศโท นายแพทย์กีรติกร กล่าว

เช็กอาการส่อเค้าเฝ้าระวังของโรคหลอดเลือดหัวใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615722

วันที่ 24 ก.พ. 2563 เวลา 15:50 น.

เช็กอาการส่อเค้าเฝ้าระวังของโรคหลอดเลือดหัวใจ

แพทย์อายุรศาสตร์หัวใจให้ความรู้เรื่อง ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’ ภัยเงียบที่น่ากลัว พร้อมแนะ 7 วิธีดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง

ผ่านพ้นเทศกาลแห่งความรักไปแล้ว หลายคนคงได้บริหารหัวใจให้สดชื่นกระชุ่มกระชวย แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีคนมาทำให้หัวใจเป็นสีชมพู ก็ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจจนถึงกับเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิด “โรคหลอดเลือดหัวใจ” นำมาซึ่งการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง โดยสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีคนไทยป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจกว่า 4 แสนคน และทุกๆ ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิต 2 คน สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือกว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ

นายแพทย์ทัศนัย จันโหนง แพทย์อายุรศาสตร์หัวใจ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เผยว่า ในอดีตเราอาจจะเข้าใจว่าโรคหัวใจเกิดขึ้นได้กับผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันโรคหัวใจมีโอกาสเกิดได้แม้แต่กับเด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมาลืมตาดูโลก หรือแม้แต่คนในวัยอายุ 20 ปีเท่านั้น ซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ โรคหลอดเลือดหัวใจแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ

  • แบบเรื้อรัง เกิดจากไขมันมาเกาะสะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือดทำให้เยื่อบุผนังหนาขึ้น หลอดเลือดตีบลง ทำให้เลือดนำออกซิเจนไหลผ่านได้น้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บหน้าอกในช่วงที่ผู้ป่วยออกแรงเยอะ ๆ แต่เมื่อหยุดพักอาการ ก็จะดีขึ้น
  • แบบเฉียบพลัน เกิดจากคราบไขมันที่เกาะอยู่ที่ผนังของหลอดเลือดชั้นในนี้ได้ปริแตกออกและกลายเป็นลิ่มเลือด จนอุดตัน ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน นำไปสู่การเสียชีวิตกะทันหันจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย หัวใจห้องล่างซ้ายเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง

อาการส่อเค้าที่ต้องเฝ้าระวัง

อาการเบื้องต้นที่ส่อเค้าว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ จะมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง เจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงเหมือนมีอะไรมากดทับ ปวดร้าวไปที่กราม คอหอย แขนด้านซ้าย สะบักหลัง มีอาการใจสั่น ซีด เหงื่อออกมาก จุกที่บริเวณคอหอย จุกใต้ลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม และอาจหมดสติ

แบบไหนเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ที่ออกกำลังกายน้อย น้ำหนักเกินมาตรฐาน และผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้หญิง

เครื่องมือตรวจวินิจฉัยแม่นยำปลอดภัยสูง

ปัจจุบันการตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง CT Scan 128 Slice นับว่ามีความแม่นยำและปลอดภัยสูง แม้แต่ผู้ป่วยเด็กก็สามารถตรวจได้ ใช้เวลาตรวจไม่นาน ผู้ป่วยได้รับรังสีเอ็กซเรย์น้อยลงกว่า 82% แสดงผลตรวจออกมาเป็นภาพ 3 มิติ สามารถดูภาพในระนาบต่าง ๆ ของหัวใจได้ ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น

วิธีรักษาตามความรุนแรงของโรค

ในระดับที่ไม่รุนแรงมากนัก แพทย์จะรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของลิ่มเลือด ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ยาลดไขมัน ยาควบคุมความดันโลหิต เป็นต้น และวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การทำบอลลูนเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ สำหรับผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจอุดตันไปแล้วกว่า 70% แพทย์จะใช้วิธีการทำบายพาสหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในกรณีที่โรคมีระดับรุนแรงมากและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้แล้ว

7 วิธีดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน และอาหารรสจัด
  3. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอกอฮอล์
  6. ทำจิตใจให้แจ่มใส
  7. รับการตรวจสุขภาพหัวใจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เมื่อสงสัยว่าตนเองมีอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที หรือสามารถขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้ทั้ง 8 แห่ง ติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก: Principal Healthcare Company