ปัญหากระดูกสันหลังคดในเด็ก รักษาอย่างไรให้ถูกวิธี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615606

วันที่ 23 ก.พ. 2563 เวลา 13:10 น.

ปัญหากระดูกสันหลังคดในเด็ก รักษาอย่างไรให้ถูกวิธี

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เผยการผ่าตัดเทคนิคใหม่ที่ใช้รักษากระดูกสันหลังคดในเด็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ไม่กระทบการเจริญเติบโต พร้อมระบุร้อยละ 80 ของผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดมักไม่ทราบสาเหตุ

กระดูกสันหลังคดเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะกระดูกสันหลังคดชนิดไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่พบได้มากถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 20 มีสาเหตุจากโรคบางอย่าง เช่น การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคบางชนิด โรคความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อ เป็นต้น

นายแพทย์ทินกร ปลื้มวิทยาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า ภาวะกระดูกสันหลังคดชนิดไม่ทราบสาเหตุพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น (อายุ 10-18 ปี) โดยจะพบมากที่สุดในช่วงอายุุ 13-15 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในอัตราส่วน 10 ต่อ 1 ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากที่มาพบแพทย์มักมีลักษณะไหล่หรือสะโพกทั้งสองข้างไม่เท่ากัน มีเพียงส่วนน้อยที่พบว่ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ส่วนการรักษาผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดชนิดไม่ทราบสาเหตุ ในกรณีที่คดไม่มากแพทย์จะนัดตรวจติดตามอาการและส่งตรวจภาพถ่ายทางรังสีวิทยา ใส่เสื้อเกราะพยุงหลังเพื่อป้องกันการคดผิดรูปมากขึ้น หากติดตามอาการแล้วพบว่าผู้ป่วยมีภาวะกระดูกสันหลังที่คดมากขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัดแก้ไขเพื่อให้กระดูกสันหลังตรงขึ้น

“การผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังคด ส่วนมากยังเป็นการผ่าตัดใส่เหล็กยึดตรึงกระดูกร่วมกับเชื่อมข้อต่อกระดูกสันหลังในตำแหน่งเดียวกับที่มีการใส่เหล็กยึดตรึง เพื่อให้กระดูกสันหลังตรงและลดการผิดรูป แต่วิธีนี้มีข้อเสียตรงที่จะไปลดความสามารถในการเคลื่อนที่ของข้อต่อกระดูกสันหลัง และมีแผลผ่าตัดเป็นแนวยาวกลางแผ่นหลัง” นายแพทย์ทินกร กล่าว

แต่ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่ โดยเป็นการผ่าตัดแก้ไขกระดูกสันหลังคดแบบไม่เชื่อมข้อ หรือ Anterior Vertebral Body Tethering Procedure (AVBT) โดยวิธีนี้จะอาศัยหลักการ growth modulation technique คือการให้โครงสร้างกระดูกสันหลังของผู้ป่วยยังสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ตามแนวที่กำหนด และไม่เกิดภาวะกระดูกสันหลังคดเพิ่มขึ้น ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือผ่าตัดที่เรียกว่า Strong flexible cable/polymer (Polyethylene-terephthalate) ช่วยปรับความคดของกระดูกสันหลังให้กลับมาเข้ารูป ในขณะที่ร่างกายยังสามารถก้มขยับได้ตามปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนที่ของกระดูกสันหลังเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเดิม อีกทั้งยังไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ซึ่งมีความสำคัญต่อการใช้งานและการทรงตัวของร่างกาย เพราะเป็นการผ่าตัดทางด้านข้างลำตัวของผู้ป่วย โดยสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (mini-thoracotomy approach)

หรือผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องอก (thoracoscopic approach) ทำให้ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและชั้นกล้ามเนื้อแผ่นหลัง ลดระยะเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ตลอดจนช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติดได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้หลังจากผ่าตัดภายใน 6-8 สัปดาห์

‘ไมเกรน’ สัญญาณร้ายและอันตรายที่ต้องรักษามากกว่ายาแก้ปวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615471

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 11:50 น.

'ไมเกรน' สัญญาณร้ายและอันตรายที่ต้องรักษามากกว่ายาแก้ปวด

อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท เผยอาการปวดศรีษะที่พบบ่อยอย่าง “โรคไมเกรน” เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรักษามากกว่ายาแก้ปวด ซึ่งการซื้อยารับประทานเองหรือการได้รับยารักษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราไม่คาดคิด

โรคไมเกรน อาการปวดศรีษะที่มีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียนหนังสือ และทางเลือกที่ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อบรรเทาอาการคือการรับประทานยาเพื่อระงับอาการปวด อย่างไรก็ดี โรคไมเกรนถือเป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาการปวดหัวทั่วไป ดังนั้น การซื้อยารับประทานเองหรือการได้รับยารักษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราไม่คาดคิดอีกด้วย

นายแพทย์สุรศักดิ์ โกมลจันทร์ อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท สถาบันประสาทวิทยา เผยว่า โรคไมเกรนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรมที่คนในครอบครัวมีประวัติ และเกิดจากส่วนของสมองและก้านสมองไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว ฮอร์โมนเปลี่ยน ความเครียด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย มักพบผู้ป่วยโรคไมเกรนในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี และอาจมีถึง 10 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นคนวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบต่อการทำงานหรือชีวิตประจำวันมากที่สุด อาการปวดของไมเกรนสามารถปวดได้ทั้งปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และการปวดเป็นได้ทั้งปวดตุบ ๆ หรือปวดจี๊ด ๆ ปวดตึง ที่ขมับข้างเดียวหรือสองข้าง หรือปวดตรงช่วงท้ายทอยก็ได้ และในรายที่ปวดมาก มักจะมีอาการข้างเคียงร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ ไวต่อแสง เสียง รวมทั้งความไวต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย และแรงกระแทก ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น

โรคปวดศีรษะไมเกรนสามารถแบ่งย่อยออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 

1.กลุ่มที่ไม่มีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะ (Migraine without aura)

2.กลุ่มที่มีอาการนำมาก่อน (Migraine with aura) กลุ่มนี้อาการนำที่พบบ่อย คือเห็นมีแสงขาวเป็นเส้นหยักๆ หรืออาจจะเห็นเป็นแบบอื่นก็ได้ ก่อนจะตามมาด้วยอาการปวดศีรษะ

อาการต่างๆ ของโรคไมเกรนจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งกระตุ้นคือ ความเครียด ฮอร์โมนและอารมณ์ในร่างกาย การอดนอนเป็นเวลานาน การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม การใช้ยา กลิ่นน้ำหอม กลิ่นบุหรี่ รวมไปถึงผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างการมีประจำเดือนเข้ามาเกี่ยวข้องก็อาจทำให้เกิดเป็นไมเกรนได้

อย่างไรก็ตาม โรคไมเกรนในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาวะทางร่างกาย และปัจจัยแวดล้อมที่เป็นสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการไมเกรน ซึ่งผู้ป่วยควรสังเกตอาการของตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการรักษา และที่แนะนำคือหากมีอาการของไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง และรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอาการและการรับยาที่เหมาะสมและตรงกับอาการ

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบประสาทและสมอง ผมค่อนข้างมีความกังวลในเรื่องที่ผู้ป่วยซื้อยารักษาตนเอง ซึ่งถ้าใช้บ่อย ๆ โดยไม่พบแพทย์เพื่อรักษาอาการที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่โรคปวดศีรษะจากการใช้ยาบ่อย และอาจจะทำให้การรักษาไมเกรนไม่ได้ผลด้วยเลยก็ได้ อาการปวดศีรษะที่เป็นบ่อยๆควรพบเเพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพราะอาการปวดศรีษะสามารถเกิดได้จากหลาย ๆ โรค การได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้การรักษาได้ตรงจุดที่สุด ผู้ป่วยควรสังเกตุความถี่ในการปวดแต่ละเดือน ระยะเวลาปวด ตำแหน่งที่ปวด สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ปวด ถ้ามีข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการช่วยกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยทั้งในการวินิจฉัยและดูแลรักษา

สำหรับการรักษาด้วยการใช้ยาในโรคไมเกรน สามารถแบ่งยาออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

ใช้รักษาอาการปวดแบบเฉียบพลัน : จะใช้เฉพาะช่วงที่เกิดอาการปวดไมเกรนเท่านั้น ซึ่งวิธีการรับประทาน คือ ควรรับประทานทันทีที่เกิดอาการปวดไมเกรน และไม่ควรปล่อยให้เกินนานครึ่งชั่วโมงหลังเกิดอาการ เพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง

กลุ่มยาสำหรับใช้ป้องกัน : การรับประทานยาประเภทนี้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งสามารถช่วยลดได้ถึงร้อยละ 50 แต่อาจมีผลข้างเคียงในเรื่องของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ผมร่วง และการทำงานของสมองช้าลง

นอกเหนือจากการใช้ยารักษาอาการปวดไมเกรนแล้ว ยังมีนวัตกรรมเทคนิคการรักษาอื่น ๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ เช่น ยากลุ่มชีวโมเลกุลที่ฉีดเพียงเดือนละครั้งซึ่งเป็นกลุ่มยาสำหรับใช้ป้องกัน ที่คลินิกโรคปวดศีรษะผู้ป่วยไมเกรนจะได้รับการวินิจฉัยอาการอย่างละเอียดตามอาการและปัจจัยแวดล้อมของผู้ป่วยที่มีความแตกต่างกันไป นอกจากการตรวจรักษาและจ่ายยาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแล้ว ทางคลินิกโรคปวดศีรษะยังมีทีมงาน เช่น พยาบาล ที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่มารักษาด้วยอาการปวดหัวที่อาจจะไม่ได้เป็นอาการของไมเกรนเสมอไป ในอนาคตทีมเราอาจจะมีเภสัชกร นักจิตวิทยา มาร่วมกันในทีมอีกด้วย

“เรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีการักษาผู้ป่วยโรคไมเกรน ที่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากกว่าแต่ก่อน ทั้งในด้านการวินิจฉัยโรคและการรักษาด้วยยาที่มีความแม่นยำกับอาการและลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ นวัตกรรมด้านยารักษาไมเกรนในประเทศไทยที่เป็นยากลุ่มใหม่สามารถใช้รักษาอาการได้ดี ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ดีกว่ายากลุ่มเดิม ที่สำคัญคือลดการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้อีกด้วย ซึ่งยากลุ่มใหม่ที่เป็นยาฉีดนี้มีข้อดีสำหรับผู้ป่วยคือไม่ต้องรับยาบ่อย ๆ เพียงฉีดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ด้วยราคาที่สูงจึงอาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายในขณะนี้ ส่วนนวัตกรรมนอกเหนือจากนี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยในต่างประเทศที่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยในแถบตะวันตกได้ดี ซึ่งในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการศึกษาเพิ่มเติม” นายแพทย์สุรศักดิ์ กล่าวสรุป

6 วิธีปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศเปลี่ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615349

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

6 วิธีปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศเปลี่ยน

เตรียมร่างกายพร้อมรับมือช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจเจ็บป่วยได้ง่าย

โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย หากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ถ้าพบว่ามีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

สำหรับ 6 วิธีปฏิบัติตนในภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ได้แก่

1.ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มเครื่องดื่มที่สามารถให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่นของผิวหนัง

2.เตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาวให้พร้อมและทำความสะอาดเสื้อผ้าหรือผ้าห่ม โดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสองให้แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือต้ม เพื่อป้องกันโรคผิวหนัง

3.งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในช่วงภาวะอากาศหนาว เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้และไม่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น

4.ระมัดระวังและสังเกตอาการผู้ป่วยที่กินยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยารักษาอาการชัก และอื่นๆ ที่มีผลทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง

5.ในช่วงอากาศหนาวอาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ ขอให้ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” คือ “ปิด”ปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม หากป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรใส่หน้ากากอนามัย “ล้าง” มือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของสงสัย หลีก “เลี่ยง” การคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย เมื่อป่วยควร “หยุด” เรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมในสถานที่แออัด

ส่วนโรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่ต้องระมัดระวัง คือ โรคอุจจาระร่วง ในช่วงฤดูหนาวจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วง โดยให้ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” และ “สุก ร้อน สะอาด” โดยปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง หลีกเลี่ยงอาหาร สุกๆ ดิบๆ และอาหารทะเลที่ใช้การลวก กินอาหารที่ยังร้อน ปรุงสุกใหม่ ไม่ควรเก็บไว้ข้ามมื้อ หากยังไม่กินต้องเก็บในตู้เย็น แล้วนำมาอุ่นก่อนกิน เลือกร้านค้าที่มีที่ปรุง ที่นั่งกิน และบริเวณรอบๆ สะอาด ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ ส่วนน้ำดื่ม อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ควรเลือกที่มีเลข อย.กำกับ และดูว่ามีสี กลิ่น รส เป็นปกติหรือไม่

6.หมั่นดูแลรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ และอาศัยในที่อบอุ่นสามารถป้องกันลมหนาวอย่างเหมาะสม

คอเลสเตอรอลกับหัวใจ สองสิ่งที่ไปกันไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615218

วันที่ 19 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

คอเลสเตอรอลกับหัวใจ สองสิ่งที่ไปกันไม่ได้

แพทย์เผยคอเลสเตอรอลสะสมปมโรคหัวใจ ชี้พบมากในวัยกลางคนขึ้นไป ไล่สเต็ปเกาะสะสม-อักเสบ-หลอดเลือดแดงแข็ง-ตีบตัน-ปริแตก-ลิ่มเลือดอุดตัน-หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน-เสียชีวิต พร้อมแนะ 5 วิธีป้องกันและลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอับดับต้นๆ ของประเทศไทย ส่วนมากมักจะเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุวัยกลางคนขึ้นไป และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจคือ “คอเลสเตอรอล” ซึ่งส่วนมากจะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ไม่ค่อยออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่จัด ส่วนปัญหาสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูง เช่น ปัญหาโรคเบาหวาน

ทางด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เพิ่มเติมว่า คอเลสเตอรอลเป็นไขมันที่พบได้ในเลือด ซึ่งมีแหล่งที่มาจาก 2 ที่คือ

  1. ภายในร่างกาย โดยสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ที่ตับ
  2. ภายนอกร่างกายคือ จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน

หากมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจะไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้อักเสบ เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อมีการสะสมของไขมันเพิ่มมากขึ้นจะทำให้หลอดเลือดตีบตัน เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ นอกจากนี้ ในบางรายอาจมีการปริแตกของผนังด้านในของหลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีลิ่มเลือดมาอุดตันส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกันและลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารและขนมที่มี เนย ชีส ครีม รวมถึงเค้ก เบเกอรี่ เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้น้ำตาลน้อย
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย ครั้งละ 30 นาที 3-5 ครั้ง/สัปดาห์
  4. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  5. งดดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและงดสูบบุหรี่

‘ตับแข็ง’ ไม่ต้องคอทองแดงก็เป็นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615106

วันที่ 18 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

'ตับแข็ง' ไม่ต้องคอทองแดงก็เป็นได้

รู้หรือไม่? คนส่วนใหญ่เข้าใจโรคตับแข็งผิด เกินครึ่งฝังใจว่าตับแข็งต้องมาจากพฤติกรรมการดื่ม แต่ความจริงแล้วตับแข็งแฝงมาจากอะไรได้บ้าง อยากรู้ต้องดูต่อ

ตับ เป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุด หน้าที่ของตับคือคอยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค กำจัดเชื้อโรคจากเลือด สร้างโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด สร้างน้ำดีในการดูดซึมไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน อีกทั้งตับยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานสารอาหารและวิตามินในร่างกาย ซึ่งคนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไร้ตับ

แล้วถ้าตับเราเกิดแข็งล่ะ?

ตับแข็ง คือการที่ตับเกิดความเสียหาย มีพังผืดเกิดขึ้นทดแทนเซลล์ปกติจนขัดขวางการไหลของเลือดเข้าตับ ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ดังเดิม

ตามสถิติ ตับแข็ง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลกราว 25,000 คนในแต่ละปี และถูกจัดให้เป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8

สาเหตุของตับแข็ง

1.ตับอักเสบจากการดื่มสุรา การดื่มสุราปริมาณมากเป็นเวลานานๆ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป จะทำให้เกิดตับแข็งได้โดยปริมาณการดื่มสุราที่ทำให้ตับเกิดการบาดเจ็บนั้นต้องบอกว่าแตกต่างกันในแต่ละคน

  • สำหรับผู้หญิงเฉลี่ยปริมาณการดื่ม 2-3 ครั้ง/วัน ก็จะเกิดตับแข็งได้
  • ส่วนผู้ชายปริมาณการดื่ม 3-4 ครั้ง/วัน จึงจะเกิดตับแข็ง

เพราะว่าแอลกอฮอล์จะไปยับยั้งการทำงานของร่างกาย ยับยั้งการย่อยสลายของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ทำให้เกิดอันตรายต่อตับ

2.ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ C การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ C จะทำให้ตับบาดเจ็บทีละน้อย โดยผู้ป่วยจะไม่รู้สึกมีอาการเจ็บเลย จนกระทั่งตับแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยที่มีไวรัสตับอักเสบ C ดื่มสุราร่วมด้วย ก็จะยิ่งทำให้ตับแข็งเร็วขึ้น

3.ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ B และ D การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B เป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุดในทุกๆประเทศ ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและประเทศทางยุโรปตะวันตก ลักษณะของไวรัสตับอักเสบ B จะเหมือนไวรัสตับอักเสบ C คือจะทำให้ตับมีการอักเสบทีละน้อย จนเป็นตับแข็งซึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ส่วนไวรัสตับอักเสบ D จะพบในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B อยู่แล้ว โดยในประเทศไทยพบว่าส่วนใหญ่ไวรัสตับอักเสบ D ติดต่อจากการใช้เข็มฉีดยาในกลุ่มที่ใช้ยาเสพติด

4.ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันร่างกาย เป็นการอักเสบเรื้อรังที่ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการ โดยเกิดจากภูมิคุ้มกันของเราไปทำลายเนื้อตับทีละน้อย

5.โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การขาดสารบางอย่าง (Alpha-1 Antitrypsin deficiency) การมีธาตุเหล็กสะสมในตับและอวัยวะอื่นมากเกิน (Hemochromatosis) การที่ตับไม่สามารถขับธาตุทองแดงออกจากร่างกาย (wilson’s disease) การมีสารจำพวกแป้งสะสมในตับและอวัยวะอื่นมากเกินไป (Glycogen storage disease) สิ่งต่าๆเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ โดยที่ผู้ป่วยไม่มีความรู้สึกผิดปกติอะไร จนในที่สุดกลายเป็นตับแข็ง

6.ไขมันสะสมในตับมากเกิน เกิดจากภาวะที่ไขมันเข้าไปแทรกอยู่ในเนื้อตับ และเกิดการสะสมเป็นจำนวนมากจนในที่สุดทำให้เซลล์ถูกเบียดเบียนและเกิดเป็นแผลเป็น ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน การขาดสารโปรตีน โรคอ้วน หัวใจขาดเลือดและการใช้ยาสเตรียรอยด์

7.การอุดกั้นของท่อน้ำดี เมื่อท่อน้ำดีมีการอุดตัน ตับก็จะไม่สามารถส่งน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารได้ ทำให้น้ำดีเกิดการคั่งในตับและมีผลทำให้ตับบาดเจ็บ ในเด็กแรกเกิดมักเป็นจากการที่ท่อน้ำดีมีการลดจำนวนลง ส่วนในผู้ใหญ่อาจเกิดจากการผ่าตัดถุงน้ำดีแล้วไปผูกถูกท่อน้ำดี

8.ยา สารพิษ และการติดเชื้ออื่นๆ การใช้ยาเป็นระยะเวลานานเกินไปโดยไม่จำเป็น การสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด มีตัวพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ หรือภาวะที่หัวใจล้มเหลวบ่อยๆ ล้วนแต่ทำให้เลือดคั่งที่ตับจนในที่สุดเกิดภาวะตับแข็งได้นั่นเอง

สัญญาณเตือนอาการตับแข็ง

ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีตับแข็ง มักไม่มีอาการใดเลยในระยะแรกๆ แต่จะมีอาการเมื่อมีพังผืดมาแทนที่เนื้อตับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การทำงานของตับแย่ลง อาการที่แสดงให้เห็นได้คือ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด หากเข้าขั้นรุนแรงจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่

1.ขาบวมและท้องมาน เมื่อตับสูญเสียการทำงานการสร้างโปรตีน (คืออัลบูลมินซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการดึงน้ำไว้ในหลอดเลือด) จะลดลง ทำให้น้ำในหลอดเลือดรั่วออกมาสะสมที่ขา ทำให้ขาบวมและมีน้ำในช่องท้องทำให้เกิดท้องมาน

2.รอยช้ำและเลือดออก เมื่อตับไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยจึงมีรอยช้ำได้ง่าย รวมทั้งเลือดออกง่ายและหยุดยากด้วย

3.ภาวะเหลือง(ดีซ่าน) จะมีอาการเหลืองที่ตาและตามร่างกาย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับบิลิรูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกายได้ จึงทำให้ปริมาณสารบิลิรูบินในกระแสเลือดมากเกินไปจนเกิดภาวะตัวเหลืองหรือดีซ่านนั่นเอง

4.อาการคัน เนื่องจากน้ำดีไปสะสมตามผิวหนัง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง

5.นิ่วในถุงน้ำดี ตับแข็งทำให้น้ำดีที่สร้างไม่สามารถถูกส่งไปยังถุงน้ำดีได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการคั่งค้างของนำดีจนเกิดเป็นนิ่วในที่สุด

6.สารพิษในเลือดและสมองสูงขึ้น ภาวะตับแข็งทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือด ทำให้ปริมาณสารพิษจากการย่อยสลายของอาหารและจากร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จึงมีผลต่อสมอง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้ บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ซึม จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต

7.ภาวะไวต่อการเกิดพิษจากยา เนื่องจากตับทำหน้าที่ในการกรองยาออกจากเลือดน้อยลง ทำให้ยาที่รับประทานออกฤทธิ์นานขึ้น และอาจสะสมในร่างกายจนอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้

8.ภาวะความดันในระบบหลอดเลือดดำของตับสูง โดยปกติเลือดจากลำไส้และม้ามจะไหลเข้าสู่ตับโดยผ่านทางหลอดเลือดดำ ที่เรียกว่า Portal Vein เมื่อตับแข็งเลือดก็จะไหลเวียนเข้าสู่ตับได้ช้าลง ทำให้ความดันสูงขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดดำบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารขยายตัวจนกลายเป็นหลอดเลือดดำขอด ที่เรียกว่า Varix ซึ่งหลอดเลือดดำขอดเหล่านี้มีผนังบางและแตกรั่วง่ายจึงอาจทำให้เกิดภาวะตกเลือดในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระดำเหลวหรืออาเจียนเป็นเลือด จนถึงแก่ชีวิตได้

9.โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิคุ้มกันต่ำนั่นเอง

ตับแข็งรักษาไม่หาย!!!

ความน่ากลัวขั้นสุดท้ายของตับแข็ง อยู่ที่การรักษาเพราะตับแข็งนั้นไม่สามารถรักษาให้ตับกลับมาดีเท่าเดิมได้ หลักของการรักษาตับแข็งนั้น เพื่อต้องการให้เนื้อตับไม่ถูกทำลายมากขึ้น หรือช่วยชะลอความเสียหาย และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนลง การรักษาของแพทย์จะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุของการเกิดโรค อาทิ การใช้ยาประเภทต่างๆ การส่องกล้องรักษา หรือถ้าตับเสียหายมากหรือมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นจนควบคุมไม่ได้อาจพิจารณารักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ซึ่งในปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ผลดีมีอัตราความสำเร็จถึง 80-90%

ผู้ป่วยจะต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำร้ายสุขภาพ ส่งผลเสียหายต่อตับ และทำให้ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หยุดดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ หยุดทานยาที่เคยทานมานาน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ตับเสียหาย ลดอาหารเค็มกรณีมีภาวะท้องมาน เป็นต้น

ภาพ Freepik

‘ขี้หู’ แคะออกไปหรือเก็บไว้ ดีกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615035

วันที่ 17 ก.พ. 2563 เวลา 08:30 น.

'ขี้หู' แคะออกไปหรือเก็บไว้ ดีกว่ากัน

“คันหู” แต่ยิ่งปั่นก็ยิ่งตันจริงไหม? แล้วถ้าขี้หูอุดตัน มันส่งผลอะไรกับเรา? หรือเอาจริงๆ ขี้หูควรปล่อยไว้มากกว่าแคะออกไปบ่อยๆ?

บางครั้งเรื่องของ “ขี้หู” ก็อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้ามานั่งคิดอีกที…ใน 1 ปี คนเรามีการแคะหูหรือปั่นหูด้วยคอตตอนบัตไปกี่ทีกัน

ข้อมูลโดย อ.พญ.นวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าถ้ารูหูของเราปกติดี ช่องหูปกติดี ไม่ได้มีภาวะผิดปกติของช่องหู เช่น มีภาวะรูหูแคบ หรือว่ามีภาวะติดเชื้อของรูหูชั้นนอก หมอแนะนำว่าไม่ต้องไปแคะหรือปั่นทำความสะอาดรูหู เพราะว่าลักษณะของขี้หู เทียบง่ายๆ ก็คล้ายกับขี้ไคลที่มันหลุดลอกออกเองได้ โดยเฉพาะเวลาที่เราขยับใบหน้า เราเคี้ยวอาหาร

ยกเว้นแต่ว่าบางคนมีปัญหาผิดปกติ อย่างเช่นไปดำน้ำ ว่ายน้ำมา แล้วมีน้ำสกปรกเข้าไป ทำให้กลไกการขับขี้หูเสียไป ซึ่งการสังเกตก็คือ ดูว่าหากมีการได้ยินที่ผิดปกติ มีปวดหู มีหนองออกหู หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ อันนี้ควรมาพบแพทย์

ขี้หู ยิ่งปั่น ยิ่งตัน จริงไหม?

กรณีที่ยิ่งปั่นหูแล้วยิ่งตัน โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาที่เราปั่นหูเรามักจะเข้าใจว่าเราเอาคอตตอนบัตเข้าไปแล้วเราจะควักตัวขี้หูออกมา แต่ว่าบางทีตรงส่วนปลายเราไม่เห็น เวลาที่เราปั่นเข้าตรงปลายขี้หูมันอาจจะยิ่งเข้าไปตันในรูหู อาจจะทำให้เกิดภาวะขี้หูอุดตันได้มากขึ้นจริง

โดยปกติถ้าเวลาที่เราอาบน้ำแล้วเกิดมีน้ำเข้าหู จริงๆ ก็ไม่แนะนำให้ปั่นหูเหมือนกัน อาจจะใช้คอตตอนบัตซับตรงปลายรูหู แล้วก็เอียงนิดหนึ่ง เพื่อซับตรงบริเวณปลายรูหูให้น้ำออกแค่นั้นก็พอ แต่ถ้าเรายิ่งปั่นเข้าไป มันมีโอกาสที่ขี้หูจะเกิดการอุดตันได้มากขึ้น แล้วถ้ายิ่งอุดตันแน่น การได้ยินก็อาจจะยิ่งมีปัญหาได้มากขึ้น

ขี้หูอุดตันส่งผลอะไร?

ส่งผลกระทบแน่นอน คือกรณีที่ขี้หูอุดตันมากๆ จะทำให้มีภาวะการได้ยินบกพร่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสียงบกพร่อง เพราะฉะนั้น คนไข้อาจจะรู้สึกหูอื้อ หรือการได้ยินที่ลดลงได้หลังจากที่เกิดภาวะขี้หูอุดตันได้ เวลาที่เราปั่นหู อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดแค่ขี้หูอุดตันอย่างเดียวก็ได้ อาจจะทำให้มีภาวะการถลอกหรือเกิดเป็นแผลของบริเวณรูหูชั้นนอก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การติดเชื้อ เกิดภาวะหูชั้นนอกอักเสบ หรือถ้ายิ่งกว่านั้น เราแคะแล้วลึกเกินไป อย่างเช่น กรณีที่เราใช้ไม้แคะหูแหลมๆ แล้วเกิดเราลึกเกินไป อาจจะไปเกิดการบาดเจ็บของบริเวณเยื่อแก้วหูตามมาได้ ซึ่งก็จะมีผลเสียได้เช่นกัน

เราจำเป็นต้องแคะขี้หูไหม?

การเขี่ยเอาขี้หูออก ถ้าทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือหมอจะไม่ค่อยอันตราย เพราะว่าคุณหมอจะมีกล้องที่จะส่องดูว่าเราเขี่ยถึงไหน หรือว่าโดนแก้วหูหรือยัง หรือว่าเอาออกหมดไหม และเขี่ยแค่ตรงบริเวณตัวขี้หู ก็จะไม่ได้ไปโดนตัวเยื่อบุหรือผนังหู แต่ถ้าเราทำเองแล้วไปเขี่ยโดนแก้วหูหรือเขี่ยโดนผนังรูหู ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะการบาดเจ็บของหูชั้นนอกได้

ดังนั้น หากรูหูปกติดี ช่องหูปกติดี ไม่ได้มีภาวะผิดปกติของช่องหู หมอก็ แนะนำว่าไม่ต้องแคะหรือปั่นทำขี้หู เพราะโดยปกติแล้วขี้หูจะมีการหลุดออกเองโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะเวลาที่เราเคี้ยวอาหาร หรือเรามีการขยับของใบหน้า เว้นเสียแต่ว่าเราจะมีปัญหาความผิดปกติของรูหู หรือ ดำน้ำ ว่ายน้ำมา แล้วมีน้ำสกปรกเข้าไป ทำให้กลไกการขับขี้หูเสียไป หากมีการได้ยินที่ผิดปกติ ปวดหู หนองออกหู หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ อันนี้ควรมาพบแพทย์

ขอบคุณที่มาจาก :  ฟังหมอก่อนแชร์

ภาพ : Freepik

บอกลา ‘ไมเกรน’ มายเฟรนด์คนทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613648

วันที่ 17 ก.พ. 2563 เวลา 06:30 น.

บอกลา 'ไมเกรน' มายเฟรนด์คนทำงาน

อายุรแพทย์แนะนำวิธีหลีกเลี่ยงอาการปวดศีรษะไมเกรนโดยไม่ต้องพึ่งยา หนึ่งในเรื่องทรมานที่พบมากในหญิงวัยทำงาน

ไมเกรน (Migraine) คืออาการปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ ท้ายทอย และเกิดก้อนเนื้ออักเสบ ที่เรียกว่า Trigger Point บริเวณดังกล่าว มีผลทำให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้ไม่สะดวก

ก่อนที่จะพึ่งยาแก้ปวดครั้งต่อไปลองมาดูว่ามีวิธีไหนที่ช่วยบรรเทาหรือหยุดอาการปวดหัวให้หมดไปได้ จากคำแนะนำของ เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์จากคลินิกโรคปวดศีรษะ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

เพราะการกินยาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายบางคนกินยาเข้าไปแล้วอาการปวดก็ยังไม่หายแถมยังสะสม ส่งผลกระทบต่อตับและไตตามมาในภายหลัง หรือในคนไข้บางคนที่ไม่สามารถกินยาแก้ปวด เนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ยาจึงไม่ใช่ทางออกเสมอไป

แล้วถ้าไมเกรนมาเยือนครั้งต่อไป จะต้องทำอย่างไร คุณหมอบอกว่า อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุของอาการปวดหัว โดยสังเกตดูว่าทุกครั้งที่มีอาการปวดหัว เริ่มต้นจากอะไร เพราะแต่ละคนมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวแตกต่างกัน

“บางคนอาการป่วยมาพร้อมกับความเครียดและพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ บางคนเริ่มปวดหัวหลังการเผชิญกับแสงแดดจ้าในเวลากลางวันหรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางคนรู้สึกปวดหัวทุกครั้งที่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง หรือได้กลิ่นฉุนจากน้ำหอม กลิ่นควันธูป เหล่านี้คือปัจจัยยอดฮิตที่ทำให้อาการปวดกำเริบและเป็นปัญหาใหญ่ของคนไข้ในปัจจุบัน” คุณหมอ กล่าว

นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว อาหารบางประเภทยังมีส่วนเสริมทำให้อาการกำเริบ เช่น อาหารแปรรูป อย่างไส้กรอกรมควัน ที่มีส่วนผสมของสารกันบูด อาหารประเภทหมักดอง ผงชูรส น้ำตาลเทียม ผลไม้บางชนิด เช่น กล้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์แดง เบียร์ เครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน กาแฟ ชา โกโก้ น้ำอัดลม ตลอดจนชีสและผงชูรส

หรือผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีรอบเดือน ทำให้สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และการอดอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นอาการได้เช่นกัน

เมื่อค้นหาสาเหตุเจอแล้ว สิ่งที่ควรทำคือหลีกเลี่ยง หรือหยุดปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นให้ได้

คุณหมอย้ำว่า การที่คนไข้เดินทางมาพบแพทย์ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับอาการที่เป็น แม้กระทั่งข้อปฏิบัติในการทานยาที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เช่น เมื่อรู้สึกปวดหัวแล้วให้รีบกินทันทีเพื่อระงับอาการ แทนที่จะทนให้อาการปวดรุนแรงก่อนถึงจะกินยา ซึ่งเป็นผลเสีย เพราะเมื่อร่างกายเข้าใจว่ายอมรับอาการปวดได้ ก็จะเริ่มปรับระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น

“การค้นหาสาเหตุให้พบจะนำมาสู่การรักษาอย่างถูกวิธี เพราะหลายครั้งที่แพทย์ตรวจพบว่า สาเหตุของไมเกรนไม่ได้มาจากปัจจัยกระตุ้นจากภายนอก แต่เป็นอาการปวดที่มาจากปัจจัยภายใน เช่นปวดจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งต่อให้ทานยาเป็นประจำก็ใช่ว่าจะหาย” คุณหมอ กล่าว

นอกจากการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ปัจจุบันมีการนำเทคนิคใหม่ในการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดศีรษะอย่างได้ผล เช่น ไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) เพื่อวัดการทำงานของร่างกายขณะปวดหัว เปรียบเทียบกับร่างกายในยามที่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ กล้ามเนื้อ ความดัน อุณหภูมิ ใช้เป็นเกณฑ์ในการฝึกร่างกายให้ผ่อนคลาย กำหนดลมหายใจลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพื่อให้อาการปวดค่อยๆ ทุเลา และทานวิตามินเสริม เช่น วิตามินบี 2 เกลือแร่ และโคเอนไซม์คิว 10

ส่วนกรณีอาการปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากความผิดปกติของโครงสร้าง ร่างกาย ท่านั่ง ยืน เดิน หรือนอนที่ไม่ถูกต้องทำให้กล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล และเกิดการฉีกขาดได้นั้น การทำกายภาพบำบัดมีส่วนช่วยแก้อาการปวดหัวได้เช่นกัน

เทคนิคสุดท้ายที่จะหลีกเลี่ยงคือ แพทย์ทางเลือกอย่างการฝังเข็มบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอย กลางกระหม่อม และกระบอกตา จะช่วยให้เส้นลมปราณที่ติดขัดไหลเวียนได้สะดวก ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณที่มีปัญหาให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ผลจากฝังเข็ม 10 ครั้ง ใน 1 เดือน สามารถบรรเทาอาการปวดในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี

เปิดผลสำรวจการศึกษาเรื่องไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614646

วันที่ 16 ก.พ. 2563 เวลา 07:30 น.

เปิดผลสำรวจการศึกษาเรื่องไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จับมือ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง ‘ไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้’

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “ไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้”

กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,201 ตัวอย่าง ดำเนินการในระหว่างวันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา

จากประเด็นที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ประชาชนสนใจและติดตามข่าวสารเรื่องไวรัสโคโรนามากถึงมากที่สุด ร้อยละ 56.6 และสนใจในระดับปานกลาง ร้อยละ 27.8 โดยมีช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุดผ่านสื่อเฟซบุ๊ก ร้อยละ 66.7 และสื่อโทรทัศน์ร้อยละ 66.6 ทั้งนี้ เมื่อถามถึงสื่อที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูล พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 37.2 เชื่อมั่นข้อมูลจากสื่อโทรทัศน์ ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 ที่เชื่อมั่นสื่อเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมั่นข้อมูลจากทางโทรทัศน์มากกว่าเฟซบุ๊ก

ในส่วนของความเข้าใจและการรับรู้ข้อมูลของประชาชนเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาและการติดต่อ พบว่ามีความเข้าใจที่ถูกต้องในระดับปานกลาง ร้อยละ 71.5 เชื่อว่าเชื้อไวรัสโคโรนาล่องลอยทั่วไปในอากาศ แหล่งชุมชน คนหนาแน่น ร้อยละ 79.6 ยังคิดว่าตนเองไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสนี้

ประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างทราบวิธีป้องกันจากไวรัสเมื่อต้องออกนอกบ้าน ได้แก่ ร้อยละ 83.4 ระบุว่าใช้หน้ากากอนามัย ร้อยละ 60.4 ระบุว่าล้างมือบ่อยๆ และร้อยละ 56.9 ใช้เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อที่ฝ่ามือ เป็นต้น

เมื่อถามถึงการรับรู้ต่อการติดต่อของเชื้อไวรัสโคโรนาในสถานการณ์ต่าง ๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.0 คิดว่าเดินห้างสรรพสินค้าติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 83.5 คิดว่าการนั่งเครื่องบินลำเดียวกันติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 83.0 คิดว่าการไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 82.1 คิดว่าการขึ้นรถเมล์ รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า ติดเชื้อไวรัสได้ ในขณะที่ร้อยละ 81.3 คิดว่าการนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะวงเดียวกัน ติดเชื้อไวรัสได้ และร้อยละ 47.5 คิดว่าการฟังเพลงร่วมกัน ติดเชื้อไวรัสได้ ที่น่าพิจารณาคือ ความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ร้อยละ 61.5 ต้องการให้แจกหน้ากากอนามัย ร้อยละ 51.2 ต้องการให้มีศูนย์ปฏิบัติการที่ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การป้องกันโรค และประชาสัมพันธ์ให้ทราบข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นจริง และร้อยละ 45 ต้องการให้แจกเจลล้างมือ

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาที่เริ่มมาจากประเทศจีน และกระจายไปยังหลายประเทศในโลก ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว สำหรับประเทศไทยการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การติดตามความเคลื่อนไหวของสังคม ตลอดจนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมามีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ หลากหลายช่องทาง ทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม โดยเฉพาะในช่องทางโซเชียลมีเดีย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการดำเนินการสนับสนุนวิจัยและวิชาการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคม ได้ดำเนินการศึกษาความคิดเห็นของประชาชนในประเทศ ทั้งในประเด็นของการเข้าถึงข้อมูล ความเชื่อมั่นในข้อมูลช่องทางการรับข่าวสาร การปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันตนเอง การรับรู้ความเสี่ยง ความวิตกกังวล และประเด็นการรับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องให้สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ การกำหนดมาตรการ และนโยบายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยรวม ตลอดจนเพื่อประกอบการนำส่งข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องเผยแพร่สู่สาธารณะ

รองศาสตราจารย์ ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การทำงานสาธารณสุขปัจจุบันจะเน้นในการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายในการทำให้ประชาชน เข้าถึงข้อมูล และนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยให้มากที่สุด

ผลการศึกษาสำคัญที่อยากเน้นของเรื่อง การเข้าถึงข้อมูล พบว่า สื่อที่ประชาชนเข้าถึงมากที่สุด และใช้ในการติดตามข่าวความเคลื่อนไหว และเชื่อมั่นในความถูกต้องมากที่สุด ของสื่อกระแสหลัก ยังคงเป็นโทรทัศน์ และในขณะที่สื่อโซเชียลคือ เฟสบุ๊ค

ส่วนเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ พบว่า ผู้รับผิดชอบทุกภาคส่วนต้องพัฒนาวิธีการพูด การให้ข้อมูลง่ายๆ ให้ประชาชนเข้าใจ ในเรื่อง

1. การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70) คิดว่าเชื้อไวรัสจะล่องลอยอยู่ในอากาศ

2. โอกาสติดเชื้อ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) ยังไม่คิดว่าตนเองจะติดเชื้อไวรัสได้

3. การดูแลตนเอง และคนใกล้ชิด ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) เน้นใส่หน้ากากอนามัย แต่มีจำนวนน้อยที่ทำการล้างมือบ่อยๆ และระวังตัวเรื่อง การใช้มือลูบหน้า แคะจมูก ปาก ตา

4. การดูแลคนใกล้ชิด ประมาณร้อยละ 80 ของประชาชนตอบว่า พาไปโรงพยาบาล

5. การดูแลคนในที่ทำงาน ประมาณร้อยละ 60 ก็ให้พักงาน ซึ่งประเด็นนี้จำเป็นต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เช่น ที่ทำงานอาจมีการคัดกรอง หรือวัดไข้ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคในที่ทำงาน และที่โรงพยาบาล ควรมีการแจ้งจุดและขั้นตอนในการตรวจรักษาที่เห็นได้ชัด สะดวกต่อการไปใช้บริการ

วัยรุ่น 2020 รู้จักป้องกันท้อง ป้องกันโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614762

วันที่ 13 ก.พ. 2563 เวลา 16:30 น.

วัยรุ่น 2020 รู้จักป้องกันท้อง ป้องกันโรค

สถานการณ์สุขภาวะทางเพศวัยรุ่นยังน่าห่วง พบป่วย 5 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 124.6 ต่อประชากรแสนคน

กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สสส. P2H Access ชี้สถานการณ์สุขภาวะทางเพศวัยรุ่นยังน่าห่วง พบป่วย 5 โรคติดต่อทางเพศ 124.6 ต่อประชากรแสนคน ด้าน 1663 เผยเหตุผู้หญิงมักไว้ใจคนรัก ขณะที่ชายจำนวนหนึ่งรับไม่ได้มีคู่แค่คนเดียวเสี่ยงติดโรค เร่งสร้างทัศนคติใหม่ ส่งเสริมใช้ถุงยางอนามัย

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (Access) และสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวส่งเสริมการมีสุขภาวะทางเพศ “วัยรุ่น 2020 รู้จักป้องกันท้อง ป้องกันโรค” เนื่องในวันถุงยางอนามัยสากล (International Condom Day 2020) โดยมีการเสวนาสถานการณ์สุขภาวะทางเพศ พร้อมเปิดตัวสื่อรณรงค์สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศในกลุ่มวัยรุ่น

พญ.มณฑินี วสันติอุปโภคากร รองผู้อำนวยการกองโรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถิติปี 2562 พบเยาวชนอายุ 15 – 24 ปี ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคได้แก่ หนองใน ซิฟิลิส หนองในเทียม แผลริมอ่อน และกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง สูงถึง 124.6 ต่อประชากรแสนคน หากแยกรายโรคพบว่า โรคหนองในสูงถึง 69.7 และซิฟิลิส สูงถึง 39.3 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ ส่วนอัตราการคลอดของแม่วัยรุ่น ที่แม้ขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน การคลอดของวัยรุ่นไทยก็ยังคงอยู่ในอัตราที่สูง โดยพบอัตราการคลอดในวัยรุ่นอายุ 15 – 19 ปี เท่ากับ 35 ต่อจำนวนประชากรหญิง 1,000 คน กรมควบคุมโรคจึงพัฒนาร่างยุทธศาสตร์ด้านถุงยางอนามัย พ.ศ. 2563 – 2573 ภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560-2573

โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) การส่งเสริมให้การใช้ถุงยางอนามัย เป็นวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน (2) การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงถุงยางอนามัย (3) การพัฒนาระบบบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพถุงยางอนามัย (4) การพัฒนานโยบายและเสริมสร้างกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ถุงยางอนามัย และ (5) การควบคุม กำกับ ติดตาม และประเมินผลยุทธศาสตร์ถุงยางอนามัย

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เพราะประเด็นด้านสาธารณสุขพื้นฐานที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา สสส. พัฒนาจังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยประสานกับคณะทำงานท้องวัยรุ่นจังหวัด จัดทำหลักสูตรพัฒนาผู้นำเยาวชนในการเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 โดยทำงานกับเยาวชน มีการพัฒนาชุดความรู้การสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ

โดยประสานกับชุมชน ท้องถิ่นและโรงเรียน มีระบบพัฒนาทักษะผู้ปกครองให้สามารถสื่อสารเชิงบวกกับบุตรหลานในเรื่องเพศได้ โดยประสานกับพ่อแม่ผู้ปกครอง และสถานประกอบการ อีกทั้งยังมีการสื่อสารรณรงค์ในระดับประเทศเพื่อสร้างความรับรู้ใหม่ในประเด็นเรื่องเพศและการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งต้องเร่งดำเนินการรับมือให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่รวดเร็ว

นางสาวพรนุช สถาผลสวัสดิ์ ผู้จัดการโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น กรุงเทพมหานคร มูลนิธิแพธทูเฮลท์ กล่าวว่า ทางมูลนิธิแพธฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร สสส. และภาคีเครือข่าย เผยแพร่หลักสูตร e-Learning เพศวิถีศึกษาให้ครูผู้สอน ร่วมกับการทำงานเชิงรุกกับผู้บริหารสถานศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย โดยส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษา 16 คาบ/ปี อาทิ สอนให้นักเรียนรู้จักความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ

รู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ รู้จักวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตั้งครรภ์ รู้จักช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่พึงได้รับตามสิทธิ รวมถึงสร้างความเข้าใจกับสมาคมผู้ปกครอง แต่ทั้งหมดยังมีอุปสรรคเรื่องทัศนคติของผู้ใหญ่ ครูและพ่อแม่หลายคนไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก มีความพยายามยับยั้งการมีแฟนมีความรัก ทั้งที่เป็นเรื่องธรรมชาติ ขณะที่หลายโรงเรียนให้ความสำคัญกับการสอบแข่งขันมากกว่าการสอนทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ปลอดภัย ทำให้เด็กขาดภูมิคุ้มกันดูแลตัวเอง

นายสมวงศ์ อุไรวัฒนา รองผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (Access) และผู้รับผิดชอบโครงการสายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 กล่าวว่า สถิติจากสายด่วน 1663 ปี 2562 พบว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาขอคำปรึกษาเพราะกังวลเรื่อง HIV/ AIDs เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 25-45 ปี ซึ่งมากกว่าเพศหญิงซึ่งยังไม่ได้กังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และทั้งเพศหญิงและชายมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เพราะไว้ใจคู่รัก และน่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อพบว่าเพศชายที่โทรมาจำนวนหนึ่งมีคู่นอนหลายคนและไม่พร้อมเปิดเผยความเสี่ยงกับคู่รักของตนเอง

นอกจากนี้สถิติยังพบเพศหญิงวัยทำงานร้อยละ 70 และเพศหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 30 โทรเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อม อันเป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการรณรงค์ส่งเสริมให้คนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นมีความรับผิดชอบ พกและใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตั้งครรภ์ไม่พร้อม

‘รุก’ หรือ ‘รับ’ ฝ่ายไหนเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีมากกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614640

วันที่ 13 ก.พ. 2563 เวลา 06:30 น.

'รุก' หรือ 'รับ' ฝ่ายไหนเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีมากกว่ากัน

ความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ของคู่รักในช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด-ทวารหนัก-ทางปาก แบบไหนมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมากกว่ากัน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “โรคเอดส์” กับ “เอชไอวี” ไม่เหมือนกัน “เอชไอวี” คือชื่อเชื้อไวรัส “โรคเอดส์” คือกลุ่มอาการที่บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เพราะฉะนั้นการติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้เท่ากับโรคเอดส์ทุกราย แต่ถ้าติดเชื้อเอชไอวีแล้วไม่ได้รับการรักษาก็สามารถเป็นโรคเอดส์ได้

ข้อมูลโดย ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณสารคัดหลั่งที่สัมผัส เช่น เลือดและสารคัดหลั่งที่มีเลือดปนจะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมากที่สุด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ น้ำคร่ำ น้ำในช่องคลอด ส่วนที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก ๆ หรือแทบจะไม่มีเลยคือ น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำมูก และเสมหะ ถ้าไม่ได้มีเลือดปนอยู่ด้วย

จากการศึกษาได้เปิดเผยตัวเลขประมาณความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ของคู่รัก ในช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด

คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ฝ่ายรับที่เป็นเพศหญิงจะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีถึง 8 ใน 10,000 ครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนฝ่ายรุกที่เป็นเพศชายจะมีความเสี่ยงเพียงแค่ 4 ใน 10,000 ครั้ง หรือมีความเสี่ยงครึ่งหนึ่งของฝ่ายรับ

มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

ส่วนคู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก นอกจากจะเป็นคู่ชายรักชายแล้ว ปัจจุบันพบว่าคู่รักชายหญิงก็มีรสนิยมทางเพศทางทวารหนักด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวเลขของฝ่ายรับไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมากถึง 138 ใน 10,000 ครั้ง ส่วนฝ่ายรุกที่เป็นเพศชายมีความเสี่ยงเพียง 11 ใน 10,000 ครั้ง เท่านั้น

มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

อย่างที่รู้กันดีว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้น ไม่ได้มีแค่ทางช่องคลอดและทางทวารหนักเท่านั้น แต่สามารถร่วมรักทางปากได้ด้วย ซึ่งความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรับหรือฝ่ายรุกนั้นมีตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงนั้นคือศูนย์ เพราะถ้าปากมีเลือดออก มีแผล หรือเหงือกอักเสบ ก็สามารถเป็นทางเข้าเชื้อเอชไอวีได้เช่นเดียวกัน

ส่วนสาเหตุที่การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อที่สูงกว่าช่องทางอื่นนั้น เป็นเพราะทวารหนักบอบบางและมีสารหล่อลื่นน้อย ทำให้เกิดการบาดเจ็บและการฉีกขาดบริเวณทวารหนักจนเกิดแผลได้ง่าย รวมไปถึงมีเซลล์ต่าง ๆ ที่สามารถติดเชื้อเอชไอวีได้ง่าย ทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อจึงมีมากกว่าช่องทางอื่น

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=-xugpAhcRPE