จับจุด ‘เห็ดพิษ’ พร้อมสังเกตอาการก่อนต้องอาเจียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625087

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 08:08 น.

จับจุด 'เห็ดพิษ' พร้อมสังเกตอาการก่อนต้องอาเจียน

หน้าฝนเห็ดป่าขึ้นเยอะ กรมควบคุมโรค เตือนระวังอันตรายจากการเก็บหรือซื้อเห็ดป่ามารับประทาน อาจเป็นเห็ดพิษ เสี่ยงเสียชีวิตได้

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ มักมีเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ประชาชนจึงเริ่มเข้าป่าเพื่อเก็บเห็ดมาขายหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งเห็ดที่เก็บมาอาจเป็นเห็ดพิษ เมื่อรับประทานเข้าไปอาจเป็นอันตรายและเสี่ยงเสียชีวิตได้ แนะหากไม่แน่ใจว่าเป็นเห็ดพิษหรือเป็นเห็ดที่รับประทานได้ ไม่ควรนำมาปรุงอาหาร

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค เผยช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่ ซึ่งหลังจากฝนตกประมาณ 2 วัน จะมีการเจริญเติบโตของเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ประชาชนมักนิยมเก็บเห็ดป่ามาขายหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษเป็นประจำ เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้

ข้อมูลจากรายงานโรคในระบบเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-25 พฤษภาคม 2563 พบผู้ป่วย 85 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด อายุ 45-54 ปี
  • รองลงมา กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • และ 25-34 ปี ตามลำดับ

เห็ดพิษที่มักพบได้บ่อย

เห็ดพิษที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถรับประทานได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง

นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า ซึ่งยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า

วิธีการสังเกตเห็ดพิษในเบื้องต้น

ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้าย ที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้

อาการที่ควรสังเกต

สำหรับอาการหลังจากกินเห็ดพิษแล้ว จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน จะต้องรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการกินเห็ดโดยละเอียด พร้อมกับนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลืออยู่) และควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในช่วงวันแรก แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับการช่วยเหลือผู้ป่วยที่กินเห็ดพิษเบื้องต้นให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารที่ตกค้างออกมาให้มากที่สุด โดยการล้วงคอ หรือกรอกไข่ขาว จากนั้นรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอเตือนประชาชนหากไม่แน่ใจว่าเห็ดที่เก็บมาเป็นเห็ดพิษหรือเป็นเห็ดที่รับประทานได้ ไม่รู้จัก หรือสงสัยว่าเป็นเห็ดพิษ ไม่ควรเก็บหรือซื้อมาปรุงอาหารรับประทาน ควรเลือกรับประทานเห็ดที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์ เช่น เห็ดนางฟ้า หรือเห็ดฟาง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดร่วมกับดื่มสุรา เพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์จะทำให้พิษเห็ดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาทดแทนมื้อเย็นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625052

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.

10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาทดแทนมื้อเย็นได้

ขึ้นชื่อว่าผลไม้ ใครก็บอกว่าดี แต่จะดีแค่วิตามินสูงอย่างเดียวคงไม่พอ สำหรับคนรักสุขภาพยุคนี้ต้องเลือกที่มีแคลอรี่ต่ำ แบบจะกินเช้า กินค่ำ ก็ไม่รู้สึกผิด

เรียง 10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำ ทางเลือกในการกินเมนูผลไม้ลดความอ้วน จะควบคุมน้ำหนักหรือจะควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมก็จัดไปได้เลย

อันดับที่ 10 แอปเปิล ให้พลังงานอยู่ที่ 50 Kcal / 100 กรัม แอปเปิลเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ สามารถกินสดๆได้ หรือนำไปปั่นเพื่อทำน้ำผลไม้ก็ได้ ในแอปเปิ้ลมีวิตามินมากมาย ซึ่งในเปลือกของแอปเปิ้ลเองก็ยังมีประโยชน์อีกด้วย ลองเลือกซื้อติดตู้เย็นไว้ ดึกๆ จะได้แอบลงมาทานได้

อันดับที่ 9 แตงโม ให้พลังงานอยู่ที่ 30 Kcal / 100 กรัม กินแล้วอิ่มไว ภายในแตงโมเป็นสีแดง มีเส้นใยอาหารจำนวนมาก นอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

อันดับที่ 8 ส้ม ในส้ม 1 ผลให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal และสำหรับส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง จะให้พลังงานที่เท่ากันสำหรับส้มโอ 2 กลีบ แต่ช้าก่อน ถึงแม้ส้มจะช่วยลดความอ้วนได้ แต่อย่ากินส้มในขณะท้องว่าง หรือตอนมื้อเช้า เพราะเมื่อกินส้ม หรือน้ำส้มตอนท้องว่าง จะทำให้ปวดท้องเป็นโรคกระเพาะได้ การเลือกกินส้มตอนที่ท้องไม่ว่าง หรือมื้อเย็นจะดีที่สุด

อันดับที่ 7 แครนเบอร์รี่ ให้พลังงาน 46 Kcal / 100 กรัม ช่วยป้องกันนิ่วในไต แถมช่วยต้านเชื้อไวรัสอีกด้วย สามารถช่วยลดความอ้วนได้ในขณะที่ไม่ค่อยหิว และก็นำมากินเล่นๆได้ในมื้อเย็นอีกด้วย

อันดับที่ 6 สตรอเบอร์รี่ ให้พลังงาน 60 Kcal / 1 ถ้วยโดยประมาณ สตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้โปรดของสาวๆหลายๆคน เพราะมีรสชาติอร่อย เปรี้ยวอมหวาน เหมาะกับการกินเพื่อลดความอ้วนในขณะที่ไม่หิวข้าวมากสักเท่าไหร่ แนะนำให้กินในมื้อเย็นเพราะเป็นมื้อที่ไม่ต้องใช้พลังงานมาก

อันดับที่ 5 สับปะรด ให้พลังงานอยู่ที่ 50 Kcal / 100 กรัม สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เป็นผลไม้ราคาไม่แพง แต่ประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ได้อยู่แค่ราคา แต่เป็นวิตามินที่อัดแน่นอยู่ในตัวสับปะรดต่างหาก

อันดับที่ 4 อะโวคาโด 100 กรัม ให้พลังงานแค่ 189 กิโลแคลอรี่ และอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูง ช่วยลดความอ้วน สามารถกินอะโวคาโดแทนอาหารในมื้อเย็นได้ สาวๆลองหาซื้ออะโวคาโดมาลองกินดู เผื่อจะติดใจในรสชาติมันๆหอมๆ ของผลไม้ชนิดนี้

อันดับที่ 3 เชอร์รี่ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 100 กรัม นอกจากวิตามินที่สูงแล้ว รสชาติและกลิ่นหวานๆของเชอร์รี่ ยังทำให้อารมณ์ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตาที่อ่อนล้าแก่ผู้ที่อดหลับอดนอนจนอ่อนล้าได้เป็นอย่างดีอีกเช่นกัน

อันดับที่ 2 มะละกอ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 8 ชิ้นพอดีคำ มะละกอเป็นผลไม้แคลอรี่ต่ำช่วยลดความอ้วน เพราะกินแล้วอิ่มไว บางที่ใช้ผลิตเป็นสมุนไพรบำรุงผิว นอกจากจะสุขภาพดีจากภายนอกแล้วมีประโยชน์ช่วยดูแลผิวให้ชุ่มชื้น ดีจากภายในอีกด้วยค่ะ

อันดับที่ 1 กีวี่ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 100 กรัม กีวี่ เป็นผลไม้อันดับ 1 ที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำที่สุด หากใครที่ต้องการที่สุดของการลดน้ำหนักนั้น ก็ลองหากีวี่มากินดูสิคะ

สำหรับวิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดจะต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี และสำหรับ 10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาเสนอนั้นสามารถนำมาทดแทนอาหารมื้อเย็นได้ในวันที่ไม่หิว แต่ถ้าหากว่าหิวก็ให้ไปเลือกกินเมนูอาหารแคลอรี่ต่ำ แต่ได้สารอาหารครบ 5 หมู่แทนจะดีกว่า ข้อสำคัญ ไม่ควรลดน้ำหนักแบบหักโหม แต่ให้ลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นประโยชน์มากที่สุด

ที่มา : Tops

5 เคล็ดลับต้องรู้ คู่มือคนลดน้ำหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/624860

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 08:10 น.

5 เคล็ดลับต้องรู้ คู่มือคนลดน้ำหนัก

แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ความงาม แนะวิธีออกกำลังกายลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ทั้งสุขภาพดีและไม่โทรม พร้อมเผย 5 เคล็ดลับต้องรู้คู่มือคนลดน้ำหนัก

“กำลังลดน้ำหนัก” ประโยคสุดฮิตติดยุคนี้ไปแล้ว คนรอบกายเราไม่ว่าจะอวบ อ้วน หรือแม้แต่ดูผอมเพรียว ก็ล้วนแต่ “กำลังลดน้ำหนัก” ด้วยวิธีสารพัดสารพัน จนไม่รู้ว่าอันไหนดี และบางวิธีก็ดูอันตรายซะเหลือเกิน ซิกน่า ประกันที่เข้าใจถึงความต้องการไลฟ์สไตล์และวิถีชีวิตที่แตกต่าง เผยวิธีออกกำลังกายลดน้ำหนักที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด จากคุณหมอตัวจริง ให้ลดได้ หุ่นดีได้ เลิกมโน โดย หมออุ๊ก-พญ.ธตรฐวงศ์สามศร แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ความงาม

แต่ก่อนอื่นมาดูก่อนว่าจริงๆ แล้วใครกันนะที่ต้องลดความอ้วน?

ในทางทฤษฎี อ้วนหรือผอม สามารถวัดได้จากค่าต่างๆ เช่น ค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI) อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง (Waist height ratio, WHtR) และอัตราส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก (Waist hip ratio, WHR) ซึ่งทางยุโรปกับเอเชียจะมีค่ามาตราฐานต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะพบว่าความพึงพอใจในรูปร่างและน้ำหนักนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะอย่างไร น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคของหลอดเลือดหัวใจ มีโรคร้ายมาเกี่ยวข้องอย่างนี้จะอยู่เฉยได้ยังไง

รวมเคล็ดลับการลดความอ้วนจากคุณหมอ

เคล็ดลับที่ 1 ทำ Food Diary

หมอให้คนไข้ทุกคนลองทำ Food Diary ของตัวเองคือจดบันทึกทุกอย่างที่ทานในแต่ละวันทั้งประเภทและปริมาณอาหารต้องจดตามจริงนะคะพอครบสัปดาห์ก็ให้ส่งการบ้านมานั่งดูด้วยกันจะเห็นเลยว่าอาหารส่วนมากที่ทานเป็นอาหารตามใจปากทั้งนั้นทานเพราะอยากไม่ใช่เพราะหิวแคลอรี่สูงมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายน้อย

สำหรับการทำ Food Diary  จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องกินเท่าไหร่หรือลดน้ำหนักเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าพอดี? หมออยากให้ลองนึกภาพว่าร่างกายของเราเป็นตาชั่งดู ข้างหนึ่ง คือ input ที่เรารับเข้าสู่ร่างกาย อีกข้างเป็น output ที่ออกจากร่างกาย สภาพที่ตาชั่งสมดุลก็คือทั้ง 2 ข้างมีน้ำหนักเท่ากัน ถ้าเราต้องการลดน้ำหนักก็คือควรจะลด input และเพิ่ม output เพื่อให้ร่างกายดึง storage ที่เก็บไว้ในรูปของไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานค่ะ การควบคุมปริมาณอาหารก็ช่วยลด input ได้ เน้นว่าลดนะคะไม่ใช่อดอาหาร

เคล็ดลับที่ 2 ปรับพฤติกรรมการกิน

หมอเชื่อว่าทุกคนทราบดีค่ะว่าทานอะไรแล้วอ้วนหรือไม่อ้วนเพียงแต่เรายังทานอยู่เหมือนเดิมเท่านั้นเองถ้าเป็นคนทานเก่งทานจุบจิบทั้งวันก็อาจจะเริ่มจากเปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยวเป็นหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาลหรือผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำก่อนแล้วค่อยๆลดปริมาณลงหรือถ้าชอบดื่มชากาแฟหรือน้ำอัดลมก็อาจจะลองลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มหรือเปลี่ยนเป็นชนิดที่ให้พลังงานน้อยลงก็ช่วยได้

เคล็ดลับที่ 3 การออกกำลังกายลดความอ้วน

หมออยากแนะนำวิธีออกกำลังกายลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วนของเราดังนี้

  • Basal Metabolic Rate คือ อัตราการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ดังนั้นการคำนวณ BMR จะช่วยให้ทราบปริมาณแคลอรี่ที่แต่ละคนต้องการต่อวันเพื่อการลดน้ำหนักได้
  • การออกกำลังกายลดน้ำหนัก คือ กิจกรรมที่ดึงพลังงานไขมันส่วนเกินออกมาใช้ ในสภาวะที่หัวใจมีอัตราการเต้น 130-150 ครั้งต่อนาที (ขึ้นอยู่กับเพศและวัย) เป็นเวลา 15-45 นาที วิธีออกกำลังกายที่แนะนำ กิจกรรมแนะนำ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน
  • การออกกำลังกายเพื่อความกระชับ คือ กิจกรรมที่อวัยวะส่วนนั้นๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวในท่าหนึ่งๆ หลายๆ ครั้ง หรือ เกร็งอวัยวะส่วนนั้นๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการล้า และตึงของกล้ามเนื้อ เช่น วิธีออกกำลังกาย ที่เน้นการสร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างร่างกาย (Pilates) หรือเวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายที่ใช้แรงต้าน(Weight Training)
  • การออกกำลังกายลดน้ำหนัก และเพิ่มความกระชับไปพร้อมกัน เช่น วิธีออกกำลังกาย ที่นำท่าของการชกมวยมาประยุกต์ใช้ (Boxing) โยคะร้อน (Hot Yoga) หรือ การฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว (Agility Workout)

อยากให้เลือกวิธีการออกกำลังกายลดน้ำหนักให้เหมาะกับร่างกายอายุและความต้องการด้วยนอกจากจะช่วยให้น้ำหนักลดลงเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอดแล้วยังช่วยยกระดับระบบเผาผลาญในร่างกาย (Basal Metabolic Rate, BMR)ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ค่อยๆ เริ่มทำช่วงที่ว่างก็ได้ พอทำได้แล้วก็ทำให้นานขึ้น ที่สำคัญคืออยากให้ทำเป็นประจำ 3-5 วันต่อสัปดาห์

เคล็ดลับอีกอย่างก็คือ เลือกวิธีการออกกำลังกายที่ชอบและสนุก จะได้ออกกำลังกายเป็นประจำได้โดยไม่เบื่อซะก่อน เพราะหากทำติดต่อกันจนเป็นนิสัย ควบคู่กับการควบคุมอาหาร ไม่ใช่แค่รูปร่างจะดีขึ้นเท่านั้น แต่สุขภาพภายในก็จะดีขึ้นอีกด้วย ลองวัดผลความพยายามของเราด้วยผลตรวจสุขภาพประจำปีดูแล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเลยละ

เคล็ดลับที่ 4 ออกกําลังกายลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป

ตามธรรมชาติถ้าน้ำหนักของร่างกายเราลดลงผิวหนังของเราจะค่อยๆหดตัวลงเพราะชั้นไขมันใต้ผิวหนังมีปริมาณน้อยลงค่ะถ้าน้ำหนักลดเร็วเกินไปจะเกิดภาวะนั้นอยู่แล้วเพราะผิวของเราหดตามไม่ทันดังนั้นการเร่งออกกำลังกายลดน้ำหนักให้เร็วที่สุดอาจไม่ถูกวิธีแต่ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในแต่ละวันก็ช่วยให้รู้สึกสดชื่นไม่โทรมและเสริมด้วยการออกกำลังกายเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังกระชับ

เคล็ดลับที่ 5 สำคัญที่สุดคือใจของเรา

พออายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ การเผาผลาญของร่างกายก็ลดลง มีเวลานอนและออกกำลังกายน้อยลง ไหนจะพฤติกรรมการทานอาหารที่แย่ลงอีก ตรวจสุขภาพประจำปีแล้วผลเลือดผิดปกติเกือบทุกตัว ทั้งเหนื่อยง่าย ทั้งนอนกรน น้ำหนักตัวก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น หมอเองก็อยากมีอายุยืน ถ้าไม่ดูแลร่างกายตั้งแต่ตอนนี้จะเริ่มตอนไหน คือเป็นจุดเริ่มต้นของการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง

…เริ่มจัดตารางชีวิตตัวเองใหม่หมดเลย เปลี่ยนมาตื่นแต่เช้าไปออกกำลังกายก่อนเข้างาน ทำ Food Diary ทานมื้อเช้าเป็นมื้อหลัก และลดปริมาณอาหารมื้อเย็น เครื่องดื่มก็ค่อยๆ ลดกาแฟลง พยายามดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ทั้งหมดที่กล่าวมาตัวหมอเองใช้เวลาเกือบ 2 ปีกว่าพฤติกรรมจะคงที่เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทุกๆคนที่กำลังลดน้ำหนักมีกำลังใจนะคะช้าหรือเร็วอย่าไปกังวลมากสำคัญที่ว่าคุณได้เริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเองแล้ว

.

ขอขอบคุณข้อมูล โดย พญ.ธตรฐ วงศ์สามศร แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ความงาม พีรวรรธน์คลีนิก รักษาโรคทั่วไป ดูแลความงามและศูนย์ลดน้ำหนัก จาก ซิกน่า

12 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618442

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 17:20 น.

12 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากโควิด-19

ห่วงใยกลุ่มเสี่ยง ใส่ใจผู้สูงอายุ ฟังคำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา และองค์การอนามัยโลก เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงวัยภายในบ้าน

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากหลายสำนัก ต่างระบุว่าถึงกลุมบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคตรงกัน นั่นก็คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสและมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ว่าสุขภาพโดยรวมของคนคนนั้นจะแข็งแรงสมบูรณ์ดีก็ตาม ยิ่งผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น จากหนึ่งในข้อสังเกตก็คืออาจมาจากระบบภูมิคุ้มกันโรคที่ต่ำลงตามวัย

เมื่อผู้สูงอายุบุพการีในครอบครัวของเราตกเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสแบบนี้ เราจะมีวิธีดูแลผู้สูงอายุไม่ให้ติดเชื้อในช่วงนี้ได้อย่างไร ลองปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงวัยในบ้านของทุกคนไปพร้อมกัน ดังนี้

  1. ให้ผู้สูงอายุล้างมือ หรือล้างมือให้ผู้สูงอายุด้วยสบู่นาน 20 วินาที (ชวนร้องเพลง Happy Birthday 2 รอบก่อนล้างน้ำสะอาด) หากไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่ สามารถใช้เจลล้างมือ หรือแอลกอฮอล์ได้
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือกับผู้สูงอายุ และไม่ให้ผู้สูงอายุไปสัมผัสมือ และร่างกายของคนอื่น
  3. ไม่พา หรือปล่อยให้ผู้สูงอายุไปรวมกลุ่ม ร่วมกิจกรรม หรือไปที่สาธารณะที่มีคนอยู่รวมกันเยอะๆ
  4. ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ที่ผู้สูงอายุสัมผัสบ่อยๆ ทุกวัน (อาจจะวันละมากกว่า 1 ครั้ง)
  5. หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้สูงอายุใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า เป็นต้น
  6. งดกิจกรรมการเดินทางร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ เช่น ทัวร์เที่ยวต่างประเทศ ขึ้นเรือสำราญ เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนอื่นๆ หรือญาติต่างๆ ที่กำลังป่วย
  8. หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เช่น ไปซื้อของ เลือกไปที่ที่มีคนน้อยกว่า เช่น เลือกไปซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ มากกว่าไปห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนจำนวนมากให้ได้มากที่สุด
  9. หากมีโรคประจำตัวที่ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเป็นประจำ ลองสอบถามแพทย์ประจำตัวดูว่ามีความจำเป็นต้องไปหรือไม่ สามารถพูดคุยปรึกษาผ่านวิดีโอคอลได้หรือไม่ หรือแม้กระทั่งการสั่งจ่ายยาออนไลน์โดยส่งยามาให้ที่บ้าน หรือให้ผู้ป่วยรับยาได้เองที่ร้านขายยาใกล้บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงพยาบาล รวมถึงสอบถามแพทย์ด้วยว่าสามารถซื้อยามาเก็บตุนไว้โดยไม่ต้องออกไปซื้อยาบ่อยๆ เหมือนเดิมได้หรือไม่
  10. ระมัดระวังในการปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวด้วย แม้ว่าจะปลอดภัย แต่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ คนในครอบครัวยังต้องดูแลเอาใจใส่ พูดคุย หรือใครที่อยู่ห่างไกลจากผู้สูงอายุที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ยังควรโทรหา หรือวิดีโอคอลถามสารทุกข์สุกดิบบ้าง
  11. เตือนให้ผู้สูงอายุอย่าลืมทำกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำแม้ว่าจะอยู่คนเดียว หรือไม่ได้เจอเพื่อน เช่น หากเคยทำอาหาร รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน หรือทำกายบริหารเบาๆ ก็ควรยังทำอยู่ต่อไป อย่าขาด
  12. หากมีอาการผิดปกติในร่างกาย เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบติดต่อลูกหลานทันที โดยลูกหลานอาจตั้งเบอร์โทรด่วน (เช่น กด 1 ค้าง) แล้วโทรเข้าเบอร์ลูกหลานทันทีเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินด้วย

ภาพ : freepik

COVID-19 : คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิตโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618385

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 07:50 น.

COVID-19 : คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิตโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิต และเรื่องทางจิตสังคม ในช่วงการระบาดของ COVID-19 สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุข โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

ในเดือนมีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ทำการประกาศว่า COVID-19 (COVID) เป็นโรคระบาดระดับ pandemic ซึ่งทาง WHO และหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกกำลังพยายามควบคุมการระบาดของ COVID อยู่ อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้กำลังก่อให้เกิดความเครียดในหมู่คนทั่วไป WHO จึงได้ออกคำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มประชากรต่างๆ ดังนี้

ประชาชนทั่วไป

1. COVID ส่งผลกระทบต่อผู้คนจากหลายประเทศในหลายพื้นที่โดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือสัญชาติใด ๆ ขอให้ทุกคนช่วยกันเอาใจใส่ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งในและนอกประเทศ (ไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติหรือสัญชาติ-ผู้แปล) ผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID ไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาสมควรได้รับการสนับสนุน ความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาจากเราผู้ซึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกัน

2. ขอความกรุณาอย่าตีตราหรือเรียกคนที่ป่วยเป็นโรคว่าเป็น “ไอ้/อี/นัง COVID”, “ครอบครัว COVID” หรือ “ตัวเชื้อโรค” เพราะพวกเขาเป็นเพียง “คนที่ป่วยด้วย COVID” เท่านั้น ซึ่งหลังจากหายป่วยจาก COVID แล้ว พวกเขาก็จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ สามารถไปทำงาน และอยู่กับครอบครัวรวมถึงคนที่รักได้ สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรสร้างตราบาปให้คนที่ป่วยด้วยโรคนี้

3. ลดการดู การอ่าน หรือการฟังข่าวที่ทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวลเกินไป ควรอ่านข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น ไม่ควรเชื่อถือข่าวลือ โดยควรทำตามขั้นตอนปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวเองและคนที่คุณรักต่อไป (เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ไม่เอามือแตะหน้า ไอจามปิดปาก เว้นระยะห่างจากคนอื่น และสวมหน้ากากอนามัยรวมทั้งกักตัวเมื่อเจ็บป่วย-ผู้แปล) การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคควรค้นตามเวลาที่กำหนดเพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อวันเท่านั้น เพราะกระแสข่าวต่าง ๆที่หลั่งไหลมาเร็วตลอดเวลาสามารถทำให้ทุกคนรู้สึกกลัวกังวลได้ง่าย ๆ การอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานด้านสุขภาพในท้องถิ่นของคุณจะช่วยให้คุณแยกแยะข้อเท็จจริงจากข่าวลือ ซึ่งข้อเท็จจริงจะสามารถช่วยลดความกลัวกังวลได้

4. ปกป้องตนเองและอย่าลืมช่วยเหลือผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นในเวลาที่พวกเขาต้องการจะเป็นประโยชน์ต่อเขาเช่นเดียวกับเรา ตัวอย่างเช่น ลองเช็คดูสิว่าเพื่อนบ้านหรือคนบางคนในชุมชนของคุณอาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษในเรื่องใดหรือเปล่า (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ คนไร้บ้าน ผู้บกพร่องทางสติปัญญา-ผู้แปล) การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มจะสามารถช่วยสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการจัดการกับ COVID ได้

5. หาโอกาสในการพูดถึงเรื่องราวในเชิงบวกของคนที่เคยป่วยเป็น COVID ตัวอย่างเช่น การแชร์เรื่องราวของผู้ที่หายป่วย หรือเรื่องราวของผู้ที่เคยดูแลผู้ป่วยจนหายดีแล้ว

6. ให้เกียรติผู้ดูแลและผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุขที่กำลังรักษาผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID เพื่อให้พวกเขาช่วยชีวิตและรักษาคนที่คุณรักให้ปลอดภัย

บุคลากรทางสุขภาพ

7. สำหรับคนทำงานด้านสุขภาพ มันเป็นไปได้มากที่จะรู้สึกถึงความกดดันในช่วงเวลานี้ จัดเป็นความรู้สึกที่ปกติในสถานการณ์ปัจจุบัน ความเครียดและความรู้สึกที่ไม่สบายใจที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอหรือจะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ การจัดการกับความเครียดและดูแลสุขภาพจิตของคุณในช่วงเวลานี้มีความสำคัญเท่ากับการดูแลสุขภาพกายของคุณ

8. ดูแลตัวเองในเวลานี้ ลองใช้วิธีการจัดการอารมณ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การพักผ่อนอย่างเพียงพอทั้งที่บ้านและระหว่างพักเบรคจากทำงาน กินอาหารให้เพียงพอและถูกสุขอนามัย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูงอย่างต่อเนื่อง พยายามหลีกเลี่ยงวิธีจัดการอารมณ์ที่ไม่ดีต่อตนเอง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาเสพติดเพราะในระยะยาวสิ่งเหล่านี้อาจทำให้สุขภาพกายและใจของคุณแย่ลงได้ นี่เป็นสถานการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อนและไม่ได้เตรียมตัวมาล่วงหน้า ดังนั้นคุณควรจะใช้วิธีจัดการกับความเครียดที่เคยได้ผลในอดีตสำหรับตัวคุณเอง และคุณไม่ควรลังเลในการดูแลรักษาตัวเองทางด้านจิตใจ สถานการณ์นี้ไม่ใช่การวิ่งในระยะสั้น แต่มันเป็นการวิ่งมาราธอนระยะยาว

9. บุคลากรทางสาธารณสุขบางคนอาจถูกกีดกันจากครอบครัวหรือชุมชนเนื่องจากการรังเกียจหรือความกลัว ซึ่งทำให้สถานการณ์ที่ลำบากอยู่แล้วยากขึ้นไปอีก หากเป็นไปได้ คุณควรการติดต่อกับคนที่คุณรักอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งวิธีการสื่อสารทางดิจิตอลเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ ลองหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานของคุณหรือบุคคลที่ไว้ใจได้สำหรับการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อนร่วมงานของคุณอาจมีประสบการณ์ที่คล้ายกันกับคุณซึ่งสามารถแชร์ความรู้สึกและเรื่องราวแก่กันได้

10. หาวิธีในการสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้ง่ายกับผู้ที่มีปัญหาทางสติปัญญา ผู้มีปัญหาด้านความจำหรือระบบรู้คิด ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลในรูปแบบงานเขียนอย่างเดียว (อาจเป็นรูปภาพ คลิป หรือมีการใช้ภาษามือประกอบ-ผู้แปล)

11. ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID และช่วยพวกเขาในการเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ (ระบบรักษา ส่งต่อ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูล ฯลฯ-ผู้แปล) สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและการสนับสนุนทางสังคม ตราบาปที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชอาจทำให้เกิดความลังเลที่จะขอความช่วยเหลือได้

หัวหน้าทีมในสถานบริการทางสุขภาพ

12. การรักษาคนทำงานทุกคนให้ปลอดภัยจากความเครียดเรื้อรังและปัญหาทางสุขภาพจิตจะช่วยให้พวกเขามีความสามารถที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน โปรดจำไว้ว่าวิกฤตินี้จะไม่หายไปในชั่วข้ามคืนและคุณควรมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการทำงานระยะยาวมากกว่าระยะสั้น

13. สื่อสารอย่างมั่นใจและหมั่นอัพเดทข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่คนทำงานทุกคน ลองหมุนเวียนคนทำงานในระดับที่เครียดสูงสลับกับงานที่มีความเครียดต่ำบ้าง ให้คนทำงานที่ไม่มีประสบการณ์จับคู่กับเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มากกว่าในการทำงาน ระบบบัดดี้จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการให้กำลังใจ เฝ้าสังเกตและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคลากรที่เข้าไปในชุมชนนั้นเป็นจับเป็นคู่กัน ควรมีช่วงพักการทำงาน ใช้ตารางเวลาที่ยืดหยุ่นสำหรับคนทำงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือมีสมาชิกในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด และอย่าลืมให้กำลังใจและให้การสนับสนุนทางสังคมซึ่งกันและกัน

14. หัวหน้าทีมควรแจ้งคนทำงานให้รู้ว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต (นักจิตวิทยา และจิตแพทย์-ผู้แปล) และการสนับสนุนทางสังคม (เช่น ฝากลูกให้เลี้ยงขณะทำงาน-ผู้แปล) ได้ที่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่หัวหน้าทีมที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่คล้ายกันก็ควรจะทราบไว้ด้วย โดยหัวหน้าทีมควรจะเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกทีมในการดูแลตนเองเพื่อบรรเทาความเครียดจากการทำงาน

15. ควรให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติหน้างาน เช่นพยาบาล ผู้ขับขี่รถพยาบาล อาสาสมัคร ครู ผู้นำชุมชนและคนที่ทำงานในสถานที่กักกันว่าจะทำการปฐมพยาบาลทางจิตวิทยา (psychological first aid) ได้อย่างไร

16. ควรมีการจัดการปัญหาทางจิตฉุกเฉิน (เช่น อาการเพ้อสับสน อาการโรคจิต ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง) ในสถานพยาบาลอาจต้องจัดเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมและมีคุณสมบัติที่เหมาะสมไปยังสถานที่เหล่านี้ ควรเพิ่มบริการในด้านสุขภาพจิตในช่วงเวลานี้

17. ตรวจสอบความพร้อมของยาจิตเวชที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยทุกระดับ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชเรื้อรังหรือโรคลมชักควรจะต้องเข้าถึงยาของพวกเขาได้อย่างต่อเนื่องและควรหลีกเลี่ยงการหยุดยาฉับพลัน

แปลและเรียบเรียงจาก: WHO (2020) Mental health and psychosocial considerations during COVID-19 outbreak

โดย อ.นพ. ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร

8 คำแนะนำเรื่องไวรัสโควิด-19 จาก ‘หมอก้อง สรวิชญ์’ หมอทหารและนักแสดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618324

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 08:38 น.

8 คำแนะนำเรื่องไวรัสโควิด-19 จาก ‘หมอก้อง สรวิชญ์’ หมอทหารและนักแสดง

คำแนะนำเรื่องไวรัสโควิด-19 จาก หมอก้อง-พันตรีนายแพทย์ สรวิชญ์ สุบุญ หมอทหารและนักแสดง ในวันที่คนไทยกำลังอยู่ในช่วงที่วิตกวังกล
  1. เชื้อไวรัสมันเก่ง แต่คนเราก็เก่งในการปรับตัวแข่งกับมันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำให้เม็ดเลือดขาวของเราเก่งกว่าไวรัสให้ได้ ดูแลตัวเองให้ดี ทำตัวเองให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย อะไรที่เสริมได้ตอนนี้ให้เสริมไปเลย เช่น วิตามินต่าง ๆ
  2. อย่าวิตกกังวลมากเกินไป ผมพูดกับคนไข้ทุกคนว่า สมมุติเราซวยเกิดเป็นขึ้นมาจริงๆ เป็นแล้วยังไง เป็นแล้วก็เป็นสิ เป็นก็รักษาเท่านั้นเอง เพราะโรคนี้มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น อัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่ แต่ที่โรคนี้ดูน่ากลัวเพราะมันติดง่าย
  3. กลัวได้แต่ให้กลัวแบบระวังป้องกัน ตอนนี้หลายคนยังไม่ได้เป็นโควิด-19 เลย แต่จะเป็นบ้าแล้ว และเราจะหมดความเป็นคนแล้วเพราะเราบูลลี่กัน ถ้าเราใช้คำว่ามนุษย์เราต้องไม่บูลลี่กัน คนที่เอาแต่ด่าคนอื่นผมว่ามันไม่ใช่คน
  4. ตอนนี้ทุกคนได้รับผลกระทบกันหมด ยิ่งอาชีพผมยิ่งมีผลกระทบมากกว่าคนอื่น และมีโอกาสเจอเชื้อโรคเยอะกว่า เพราะผมตรวจคนไข้อยู่บ้านไม่ได้ ถามว่ากลัวไหม ไม่กลัวครับ มีใครไม่ตายบ้าง ถ้าเกิดจะตายเพราะติดโควิด-19 อย่างน้อยเราก็ป้องกันให้ดีที่สุดก่อนตายก็แล้วกัน
  5. การกลัวไม่แปลกเพราะมันก็น่ากลัว แต่ถ้าถึงขั้นวิตก ไม่เป็นอันกินอันนอน นั่นคือคุณยังไม่ทันติดโควิด-19 เลย แต่คุณเป็นโรคอื่นแล้ว เชื้อโรคไม่ได้ทำอะไรคุณเลย แต่คุณทำตัวเอง ให้เอาความกังวลมาทำสิ่งที่น่าทำมากกว่าการมานั่งกลัว นั่นคือการดูแลตัวเองและไม่ประมาท
  6. การป้องกันโควิด-19 ใช้แค่แมสก์ผ้าก็พอ ไม่จำเป็นต้องแมสก์เขียวแมสก์ฟ้า เพราะมันติดจากสารคัดหลั่ง จากเชื้อที่อยู่ในน้ำลาย ซึ่งแมสก์ผ้าก็กันได้ แล้วก็ซักเอา
  7. ที่สำคัญคือการล้างมือให้สะอาด กินอาหารสุก กินของร้อน ควรฝึกให้เป็นพฤติกรรม เดินไปไหนอย่าจับโน่นจับนี่ บางคนเดินไปรูดราวบันไดไป
  8. เจลล้างมือต้องพกไว้และเลือกที่มีแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป การล้างมือนั้นสำคัญกว่าการใส่แมสก์ เพราะมือเราหยิบจับอะไรเยอะแยะในแต่ละวัน

ที่มา : เฟซบุ๊ก สร้างเสริมสุขภาพ รพ.กลาง

‘เลิกบุหรี่’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ลดทรุด-เสี่ยงตายจากวายร้าย COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618191

วันที่ 19 มี.ค. 2563 เวลา 17:50 น.

‘เลิกบุหรี่’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ลดทรุด-เสี่ยงตายจากวายร้าย COVID-19

เสียงจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ องค์การอนามัยโลก เห็นพ้องกันว่าบุหรี่เพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจากเชื้อโคโรนาไวรัสจะทรุดและตายมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ พร้อมชี้แนะเป็นโอกาสดีในการลด ละ เลิกบุหรี่

ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 จากพฤติกรรมการสูบบุหรี่  2 ประการ คือ

ประการแรก คือ บุหรี่ทำให้ปอดไม่แข็งแรง

การสูบบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นชนิดมวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าย่อมส่งผลทำให้ปอดไม่แข็งแรง การสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวก็ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพปอด และถ้าสูบเป็นระยะเวลานานก็สามารถนำไปสู่โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เสี่ยงติดเชื้อมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากวารสารการแพทย์จีน ระบุว่า ในผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงรวมถึงเสียชีวิตเป็นผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า

ประการที่สอง คือ แชร์กันสูบเสี่ยงติดเชื้อทางน้ำลายหรือเสมหะ

การแบ่งกันสูบบุหรี่มวนเดียวกัน หรือการใช้บุหรี่ไฟฟ้าร่วมกัน อาจจะส่งผลต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้จากทางน้ำลายหรือเสมหะ ดังจะเห็นได้จากที่มีข่าวคนไทย 11 คนติดเชื้อจากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ร่วมกับชาวฮ่องกงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาอันสมควรที่จะเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเสริมสร้างสุขภาพปอดให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการติด COVID-19

ขณะที่ ดร. ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารโครงการเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก ให้ความเห็นว่า การสูบบุหรี่น่าจะทำให้การป่วยจากโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 มีอาการรุนแรงขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้ ดร.จิสลี่ เจนกิ้นส์ ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด มหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า การสูบบุหรี่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เช่นเดียวกับกรณีโรคซาร์สและเมอร์สที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะปอดของคนสูบบุหรี่จะถูกทำลายจนเกิดภาวะถุงลมโป่งพองซึ่งภาวะนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปอดสูงกว่าคนปกติ

นายแพทย์มานาบุ ซากุตะ ประธานสมาคมควบคุมยาสูบญี่ปุ่น ส่งจดหมายถึง รมต.สาธารณสุขญี่ปุ่น เตือนปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไวรัส COVID-19 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และเบาหวาน

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัย Clinical Characteristics of Coronavirus Disease 2019 in China หรือลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศจีน พบว่า ผู้ชายอายุเยอะและสูบบุหรี่ เป็นกลุ่มที่ถ้าหากติดเชื้อแล้วจะมีโอกาสป่วยรุนแรง เช่น ต้องย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิต โดยคิดเป็นผู้ชายมากถึง 67.2% ช่วงอายุที่มีอาการรุนแรงสุดคือตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (49.2%) และเมื่อเทียบระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่อยู่จะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่หยุดสูบไปแล้ว (25.8% กับ 7.6%) ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงที่ยังพอปรับเปลี่ยนได้ก็คือการเลิกสูบบุหรี่

พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่าเมื่อครั้งการระบาดของโรคเมอร์สที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรนาเช่นกัน พบคนสูบบุหรี่จะป่วยรุนแรงกว่าเพราะเซลล์ปอดของคนสูบบุหรี่มีตัวรับเชื้อไวรัสเมอร์สมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนสูบบุหรี่มีอาการรุนแรงกว่า แม้ยังไม่มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการติดเชื้อ COVID-19 แต่เชื่อว่ากลไกการติดเชื้อน่าจะคล้ายกัน

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การสูบบุหรี่จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาที่ปอดแย่ลง เริ่มจากการทำให้เซลล์ปอดเกิดการอักเสบสะสมเรื้อรัง จนกระทั่งปอดถูกทำลายลงเรื่อยๆ และทำให้สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่ปอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อมีการติดเชื้อปอดของผู้สูบบุหรี่จะเกิดการอักเสบที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

คำชวนพลิกวิกฤติเป็นโอกาส

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่จะเลิกบุหรี่ เพราะคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงต่อโคโรนาไวรัส”... ศาสตราจารย์ คริสโตเฟอร์ วิตตี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของอังกฤษ

“การเลิกสูบบุหรี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยลดการอักเสบของเซลล์ปอด ยับยั้งการที่เซลล์ปอดถูกทำลาย และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น” …ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด

ผลดีที่ร่างกายจะได้รับเมื่อเลิกบุหรี่

ตามรายงานจากสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษเผยผลดีที่ร่างกายจะได้รับเมื่อเลิกบุหรี่ว่า

  • การเลิกสูบบุหรี่เพิ่มโอกาสมีสุขภาพที่ดีได้ภายใน 20 นาที
  • หลังเลิกสูบบุหรี่หัวใจจะกลับสู่อัตราการเต้นปกติ
  • การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • ความดันโลหิตก็เริ่มลดลง
  • ภายใน 72 ชั่วโมงเซลล์ที่แข็งแรงจะเริ่มแทนที่เซลล์ที่เสียหายในปอด
  • ปอดก็จะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

หลากเหตุผลที่คนดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617992

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 09:00 น.

หลากเหตุผลที่คนดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องแอลกอฮอล์สาเหตุเพิ่มความเสี่ยงในโรคติดเชื้อ พร้อมเผยการดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากแค่ไหน

จากสถานการณ์การพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 11 คน จากกรณีที่มีการสังสรรค์และดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกันนั้น เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดเวทีเสวนา “เหล้า บุหรี่ กับความเสี่ยง โควิด-19”

เหล้าเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อมากแค่ไหน

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมเสวนาผ่านการวิดีโอคอลว่า “แอลกอฮอล์” เป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงในโรคติดเชื้อ อาทิ วัณโรคปอด ปอดบวม โรคติดเชื้อในปอด ส่วนเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในปอดได้เช่นกัน ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีโอกาสรับเชื้อง่ายกว่าคนปกติ เพราะเมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานฆ่าเชื้อโรคในร่างกายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ติดเชื้อต่างๆ ได้

การตั้งวงดื่มเหล้ากับเพื่อนหรือเที่ยวในสถานบันเทิงยิ่งเสี่ยงหนัก หากมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มแค่หายใจ หรือหยิบจับภาชนะร่วมกันก็ติดเชื้อได้แล้ว เพราะนั่งในระยะใกล้ จากสถิติพบผู้ใหญ่ ติดไวรัสโควิด-19 ง่ายกว่าวัยอื่น ส่วนผู้ที่เสียชีวิตจะเป็นกลุ่มคนสูงวัยและคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

ดื่มเหล้าแก้วเดียวกันจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกคนหรือไม่

อาจกล่าวได้ว่ามีสิทธิรับเชื้อกันทุกคน เพราะนักดื่มส่วนใหญ่มีกลไกในแง่ความเป็นอยู่ด้านสุขลักษณะหรือการดูแลตัวเองน้อย จึงมีโอกาสรับเชื้อมากขึ้น เชื้อไวรัสจะส่งผ่านแก้วที่ใช้ร่วมกัน เข้าสู่ทางเดินหายใจทางจมูกและปาก เพียงหายใจใกล้กันหรือนั่งใกล้กันก็สามารถติดเชื้อได้แล้วเพราะผู้ติดเชื้อจะมีอาการไอ และมีน้ำมูกเชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะและน้ำลายถ้าเกิดการไอ ละอองน้ำลายจะฟุ้งกระจายไปสู่ภาชนะของผู้อื่นส่งผลให้โต๊ะเดียวกันติดเชื้อ

ความเสี่ยงของนักดื่มและคำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำต้องระมัดระวังตัวมากกว่าคนปกติ เพราะจากงานวิจัยพบว่า

  • ผู้ที่ติดเหล้ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดเชื้อในปอดถึง 2.9 เท่า
  • เหล้าเป็นสาเหตุของอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มของผู้ติดเชื้อวัณโรค ปอดบวม ถึง 13.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร

ทั้งนี้ รศ.พญ.รัศมน เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐกำลังออกมาตรการปิดสถานบันเทิง ซึ่งถือเป็นมาตรการทั่วไปในการสะกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็พบว่ามีสถานบันเทิงหลายแห่งก็ทยอยปิดกันไปบ้างแล้ว การงดสังสรรค์ จัดกิจกรรมที่มีผู้คนแออัด รวมถึงปิดสถานบันเทิงจะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้

จากวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นจังหวะดีที่นักดื่มจะหันมาดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการปกป้องตนเอง ต้องพยายามเว้นระยะห่างกัน ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายให้แข็งแรง การใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านเชื้อโรคนี้ได้

รวมพิกัดสถานที่รับตรวจ COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617882

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 09:50 น.

รวมพิกัดสถานที่รับตรวจ COVID-19

ประชาชนสามารถไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ได้ที่สถานที่ใดบ้าง? รวมสถานที่ที่ประชาชนสามารถไปตรวจหาเชื้อ COVID-19 พร้อมเช็กพิกัดแผนที่จากมือถือ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น!!

รายชื่อสถานที่ที่รับตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)

  1. คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
  2. คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
  3. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  4. รพ.ราชวิถี
  5. สถาบันบำราศนราดูร
  6. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  7. รพ.บำรุงราษฎร์
  8. คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  9. รพ.มหาราชนครราชสีมา
  10. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
  11. รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  12. ศูนย์วิจัยมาลาเรียโซโคล ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา
  13. รพ.ลำปาง
  14. รพ.สวรรค์ประชารักษ์
  15. บริษัท ไบโอ โมเลกุลาร์ แลบบอราทอรีส์ (ประเทศไทย)
  16. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายไทย)
  17. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายสหรัฐอเมริกา)
  18. สำนักป้องกันและควบคุมโรคเขตเมือง
  19. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 สระบุรี
  20. รพ.นครปฐม
  21. สถาบันวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (ส่วนกลาง)
  22. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่ง ประกอบด้วย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ตรัง
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์นครราชสีมา
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สงขลา
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สุราษฎร์ธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ภูเก็ต

เช็กพิกัดสถานที่

ประชาชนสามารถดูพิกัดรับตรวจโรค COVID-19 แผนที่คลิก https://map.nostramap.com/NostraMap/?layer/covid_19

อ้างอิง :  รัฐบาลไทย  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

14 เรื่องต้องรู้ ช่วยป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617877

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 08:45 น.

14 เรื่องต้องรู้ ช่วยป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดทำสื่อการสอนส่วนรวมให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศในการตอบโต้การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เรื่อง : ป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ได้อย่างไร?

1 Hand washing ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที

2 Rubbingalcohol ใช้เจลแอลกอฮอล์ลูบมือรอจนแห้ง (หากไม่สามารถล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดได้)

3 Wearing maskproperly สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องสีเข้มอยู่ด้านนอก สีอ่อนอยู่ด้านใน ปิดปาก และจมูก คลุมคาง บีบดั้ง + ล้างมือ ผู้ที่ไม่ป่วยสามารถสวมหน้ากากผ้าได้ แต่ผู้ที่มีอาการป่วยให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่กระจายโรค

4 Mask

หน้ากากผ้า => คนปกติ

หน้ากากอนามัย => คนป่วย/คนดูแลผู้ป่วย

หน้ากาก N95 => บุคลากรทางการแพทย์

เลือกประเภทหน้ากากให้เหมาะสมกับสถานะการทํางาน และบริบทในชีวิตประจําวัน ช่วยลดความขาดแคลนในอนาคต

5 Don’t touchyour face หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูก และสัมผัสปากเพื่อลดโอกาสการนําเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก และปาก

6 Cover your mouthand cough ไอ จาม ใส่แขนพับ หัวไหล่ หรือลงในคอเสื้อ/ในสาบเสื้อ หลีกเลี่ยงการใช้มือปองปากและจมูก ถ้าใช้มือปองปากและจมูก ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

7 Social distancing ไม่ใกล้ชิดกับผู้มีอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ (ไอ จาม) รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร เพื่อให้พ้นระยะการสัมผัสละอองเสมหะ (ถ้าจําเป็นต้องใกล้ชิดต้องสวมเครื่องป้องกัน ตา จมูก ปาก และล้างมือ)

8 Don’t sharepersonal items หลีกเลี่ยงจากใช้สิ่งของเครื่องใช้กับผู้อื่น (โดยเฉพาะกับผู้ป่วย) เพื่อลดการแพร่โรค (หน้ากากผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น)

9 Always wipes เช็ดทําความสะอาดพื้นผิวที่หยิบจับ สัมผัสบ่อยๆ เช่น ลูกบิด ที่จับประตู ราวบันได ปุมกดลิฟต์ วัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ด้วยแอลกอฮอล์ หรือ น้ำสบู่ (ขึ้นกับลักษณะพื้นผิวสัมผัสนั้นๆ)

10 Don’t Spraying การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส ไม่ควรฉีดพ่นเพราะจะเกิดละอองทําให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่ตกอยู่บนพื้นผิวฟุ้งกระจายขึ้นมาสวมเครื่องป้องกันก่อน (แว่นตา หน้ากากอนามัย ถุงมือหมวกคลุมผม ผ้ากันเปื้อน) เช็ด ขัด ถู อย่างต่อเนื่องในแนวนอน (เมื่อเข้าเฟส 3 ค่อยพิจารณาทํา)

11 Close toiletlid เพื่อลดโอกาสการฟุ้งกระจายของไวรัสซึ่งถูกขับออกทางอุจจาระ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดคราบโถสุขภัณฑ์ใส่ในถังพักนํ้าเพื่อฆ่าเชื้อโรค และทําความสะอาดด้านในของฝาปิดโถด้วย

12 Stay home รีบทําธุระ รีบกลับที่พัก หากจําเป็นต้องไปให้สวมหน้ากาก ลูบมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่ผู้คนหนาแน่น อาทิ โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร สถานีขนส่ง สนามบิน สถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อป่วยให้หยุดงาน พักที่บ้าน Selfquarantine

13 Getting Flushot ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อลดโอกาสการป่วยที่มีอาการและอาการแสดงคล้ายกับการติดเชื้อ SARS-CoV-2 (Influenzalike illness) จะได้ไม่ถูกเฝ้าระวังติดตาม (ไม่ได้ช่วยปองกันการติดโรค COVID-19 นะ)

14 Social Responsibility มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ปิดจมูกและปาก เมื่อไอ จาม อยู่บ้าน ไม่ไปทํางานเมื่อป่วยด้วยโรคที่ติดต่อง่าย กักกันตัวเองเมือกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยข้อมูลการเดินทางหรือพฤติกรรมเสี่ยงกับแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และคําแนะนําของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด

ขอขอบคุณ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/file/g_km/handout001_12032020.pdf