ซิกแพคต้องมา!! 5 ท่าฟิตร่างสร้างหุ่นเฟิร์ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626162

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 06:30 น.ซิกแพคต้องมา!! 5 ท่าฟิตร่างสร้างหุ่นเฟิร์มเทรนเนอร์แนะ 5 ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง สร้าง “ซิกแพค” เพื่อบอดี้ที่ดูดี

อยากสวยเซ็กซี่ หรือหล่อดูดีมีซิกแพค แล้วรู้มั้ยว่าการสร้างซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรงไม่เพียงทำให้รูปร่างของเราดูดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ร่างกายทำงานและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอีกด้วย ทว่า การสร้างซิกแพคแทนพุงน้อยๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องอยู่แล้ว แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอาหารการกิน จึงทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องถูกบดบังด้วยชั้นไขมันเอาไว้ มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละคน

กล้ามเนื้อหน้าท้อง ยังถือเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่แกนกลางลำตัวที่ช่วยในการพยุงร่างกาย เราจึงต้องบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนใครที่มีอาการปวดหลังง่าย นั่งนาน ยืนนาน หรือแค่ยกของก็รู้สึกปวดหลังแล้ว นั่นแสดงว่ากล้ามเนื้อส่วนนี้ไม่แข็งแรงพอ

ครั้งนี้เทรนเนอร์ ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย แนะนำท่าออกกำลังกาย 5 ท่าสร้างซิกแพคลดพุงแบบง่ายๆ ที่ถึงแม้อยู่บ้านก็สามารถทำได้ โดยใช้ท่าตระกูล Crunch ที่จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ฟิตและเรือนร่างดูเฟิร์ม เป็นคลาสที่มือใหม่ทำได้ง่ายๆ และคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้วยิ่งทำก็ยิ่งดี ใครที่อยากมีซิกแพคแทนพุง บอกเลย…งานนี้ต้องลอง!!

ท่าที่ 1 “Crunch” ช่วยบริหารกล้ามเนื้อท้องส่วนบน เริ่มจากท่านอนหงาย งอแขนสองข้างกำมือแตะไว้ที่ขมับ หรือประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ตั้งเข่าขึ้น 90 องศา และวางเท้าห่างกันเท่ากับความกว้างของหัวไหล่ พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วยกลำตัวส่วนบนขึ้นและลง ควรทำอย่างน้อย 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 2 “V-Crunch Hold” เพิ่มดีกรีความยากขึ้นเล็กน้อย ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมากขึ้น เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนและล่าง รวมถึงต้นขา เริ่มจากท่านอนหงาย ยืดขาตรงและยกแขนขึ้นโดยวางแขนเหยียดตรงเหนือศรีษะ จากนั้นยกลำตัวขึ้นพร้อมกับยกขาเข้าหาลำตัวเป็นรูปตัว V ค้างไว้สัก 10 วินาที แล้วผ่อนกล้ามเนื้อกลับสู่ท่าเริ่มต้น และทำซ้ำท่าเดิมจำนวน 5 ครั้ง

ท่าที่ 3 “V-Sit” ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่าง เริ่มจากท่านั่ง วางมือไว้ข้างสะโพก เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย โดยให้ขาชิดเหยียดตรง จากนั้นยกเข่าเข้าหาหน้าอกให้ใกล้มากที่สุดแล้ววางขาลงท่าเดิม โดยไม่กระชาก แต่ใช้วิธีส่งแรงมาจากสะโพก ควรทำ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 4 “Side Crunch” เน้นบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง เริ่มด้วยนอนตะแคงด้านข้าง เหยียดแขนล่างไปด้านหน้า แขนด้านบนยกขึ้นเหยียดตรง สายตามองหัวเข่าไว้ ยกลำตัวช่วงบนขึ้น พร้อมๆ กับยกขาทั้งสองข้างขึ้นและลงให้สุด โดยพยายามใช้แรงจากลำตัว ทำสลับซ้ายและขวาด้านละ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต ทำ 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 5 “Flutter Kicks” ช่วยฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านล่าง เน้นที่ความต่อเนื่องและโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อหน้าท้องที่จะต้องเกร็งหรือแขม่วไว้ตลอดเวลา เริ่มจากท่านอนแล้วสอดมือไปใต้สะโพกหรือก้นกบ ยกขาขึ้นสลับซ้ายขวาคล้ายกรรไกร ทำสลับไปเรื่อยๆ สัก 20-30 ครั้ง

ทั้งนี้ เทรนเนอร์ยังให้คำแนะนำดีๆ เพิ่มเติมว่า คลาสนี้ควรเน้นทำแบบช้าๆ เพราะต้องการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมด้วยการหาเสื่อโยคะหรือผ้าขนหนูมารองส่วนหลังกับก้นกบเพื่อลดการบาดเจ็บจากการเสียดสีกับพื้น หรือจะเล่นบนเตียงนอนก็ได้ โดยในระหว่างออกกำลังกายแต่ละท่าต้องเก็บคางชิดอกตลอดเวลาเพื่อช่วยไม่ให้เกิดการปวดต้นคอ และหลังจากเล่นคลาสนี้แล้วควรหยุดพักหรือเว้นระยะเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง จึงค่อยกลับมาเล่นซ้ำอีกครั้ง ในระหว่างนั้นให้เล่นคลาสอื่นแทนได้ เช่น คาร์ดิโอ และที่สำคัญคือ ควรควบคุมอาหารด้วย แล้วซิกแพคงามๆ จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย

มาเสริมความมั่นใจกับหุ่นที่ Fit & Firm หรือสามารถติดตามข้อมูลและแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกาย พร้อมเรื่องราวดีๆ ได้ทาง www.fitnessfirst.co.th และ www.facebook.com/FitnessFirstThailand

กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625976

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 14:33 น.กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยืนยันข่าวจริง “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่”

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันข่าวจริง กรณีตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็น “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่” นั้น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบข้อเท็จจริง คือ องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ส่วนเนื้อแดง เป็นกลุ่ม 2A คืออาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื้อสัตว์แปรรูป คือเนื้อที่ผ่านการคลุกเกลือ หมัก บ่ม รมควัน และวิธีอื่นๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหารให้ดีขึ้น เช่น แฮม ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ โดยการบริโภคเนื้อแปรรูปที่มากขึ้นและเป็นประจำ จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรงได้ ส่วนเนื้อแดงของสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว หมู แกะ หมูป่า ม้า และแพะ เป็นต้น มีรายงานจาก IARC ที่ระบุว่า การกินเนื้อแดงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า เนื้อสัตว์แปรรูป จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ บุหรี่ แอลกอฮอล์ แร่ใยหิน สารหนู เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์แปรรูปก็ไม่ได้มีอันตรายมากเท่าสารเหล่านี้ ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ แปรรูปได้ แต่สิ่งสำคัญคือให้จำกัดปริมาณการรับประทานและเนื้อแดงก็เช่นเดียวกัน เพราะเนื้อแดงมีคุณค่าทางโภชนาการและมีสารอาหารต่างๆ อาทิ โปรตีน สังกะสี เหล็กและวิตามินบี 12 ดังนั้น จึงไม่ควรงดรับประทานเนื้อแดง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งกองทุนวิจัยมะเร็งโลกแนะนำว่าควรรับประทานเนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์ และรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น ไข่ เต้าหู้และถั่ว รวมทั้งการบริโภคอาหารให้มีความหลากหลาย

ที่มา กรมการแพทย์

Orthorexia Nervosa คลั่งกินคลีน แบบนี้ก็มีด้วย? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625727

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 08:09 น.

Orthorexia Nervosa คลั่งกินคลีน แบบนี้ก็มีด้วย?

“กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี” เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี แต่เวลาผ่านไปกลับกลายเป็นการใช้แนวทางควบคุมอย่างเข้มงวด หรือสุดโต่งจนเกินพอดี แบบนี้มีข้อเสียกับสุขภาพหรือไม่ ไปดูกัน

หนึ่งในวิธีการไดเอทซึ่งเป็นที่นิยิมของคนอยากมีรูปร่างที่ดี หรือต้องการลดน้ำหนัก คือ การเลือกกินอาหารคลีน ซึ่งส่งผลดีกับร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ทว่า กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี มีข้อมูลจากสมาคมศึกษาอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร (National Eating Disorders Association) ของสหรัฐฯ เตือนว่า การยึดติดกับกระแสในโลกออนไลน์เหล่านั้นมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “อาการคลั่งกินคลีน” ได้

สำหรับอาการคลั่งกินคลีน หรือ orthorexia nervosa เป็นอาการผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความคิดวนเวียนเกี่ยวกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่มากไปจนเกินพอดี คล้ายกับอาการคลั่งการลดน้ำหนัก หรือ anorexia nervosa

จากสถิติของชาวอเมริกันในรายงานของ Washington Post โดยแคลร์ มายสโก ผู้บริหารของ National Eating Disorders Association ชี้ว่า อาการคลั่งกินคลีนอาจนำไปสู่การจำกัดอาหารหรือสารอาหารบางประเภททำให้ระบบการเผาผลาญทำงานผิดปกติฮอร์โมนบางอย่างลดลงประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอผมแห้งผิวหนังแห้งสูญเสียมวลกระดูกรวมถึงการมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

ทางด้านนักจิตวิทยาด้านอาหารในนครนิวยอร์ก ลินดา แฮมิลตัน เผยว่าความคล้ายกันของ “อาการคลั่งกินคลีน” และ “อาการคลั่งการลดน้ำหนัก” คือความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบ และความกระวนกระวายใจที่ไม่สามารถทำตามที่ต้องการได้ ซึ่งอาจประกอบกับความต้องการอยากจะผอมลงอย่างรวดเร็ว และยังไม่พอใจกับรูปร่างของตน

เช็กสัญญาณและอาการของโรคคลั่งกินคลีน

  • ก่อนซื้อหรือก่อนกินอาหาร ต้องอ่านส่วนผสมและฉลากโภชนาการซ้ำแล้วซ้ำอีก
  • รู้สึกกังวลเกี่ยวกับส่วนประกอบในอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ
  • ไม่กินอาหารบางประเภทเลย เช่น งดน้ำตาลทุกชนิด งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลย ไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกอย่าง
  • เลือกกินแต่อาหารที่ได้ชื่อว่า “ดีต่อสุขภาพ” หรือเป็นอาหารคลีนเท่านั้น
  • ชอบวิจารณ์หรือตัดสินพฤติกรรมการกินของคนอื่น
  • หมดเวลาหลายชั่วโมงไปกับการคิดว่ามื้อต่อไปจะกินอาหารอะไรดี
  • รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือหัวเสียสุดๆ เมื่อรู้ว่าสถานที่ที่ไปไม่มีอาหารคลีน หรืออาหารสุขภาพให้กิน
  • รู้สึกผิด เป็นกังวล หรือรู้สึกแปดเปื้อน เวลาที่ต้องกินอาหารที่คิดว่าไม่ดีต่อสุขภาพ
  • ติดตามแต่โซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับอาหารคลีน หรือไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ
  • สุขภาพกายแย่ลง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ไม่ค่อยมีพลังงาน อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยล้าตลอดเวลา เวลาป่วยแล้วต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าที่ควร
  • ห่วงเรื่องรูปร่างหรือรูปลักษณ์ของตัวเองมาก

ปัญหาที่อาจตามมาจากโรคคลั่งกินคลีน

อาการคลั่งกินคลีนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ ได้ เช่น การขาดสารอาหาร จนส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ มีปัญหาอาหารไม่ย่อย กระดูกถูกทำลาย ฮอร์โมนไม่สมดุล ระบบเผาผลาญผิดปกติ และผู้ที่เป็นโรคคลั่งกินคลีนส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคทางจิตเวชที่เกิดจากการใช้สุราและสารเสพติด ซึ่งนอกจากจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย ทั้งยังอาจทำให้มีปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม หรือส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานได้อีกด้วย

วิธีแก้ไขเมื่อเข้าข่ายคลั่งกินคลีน

หากเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นโรคคลั่งกินคลีน สิ่งแรกที่ควรทำคือ การได้รับคำปรึกษาจากคุณหมอ หากวินิจฉัยว่าเป็นโรคคลั่งกินคลีนจริงจะได้รักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยจิตบำบัดเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยบริโภคอาหารหลากหลายประเภทขึ้น กล้าเผชิญหน้ากับอาหารที่ตัวเองรู้สึกหวาดกลัวหรือเคยหลีกเลี่ยง และช่วยให้น้ำหนักกลับมาอยู่ในเกณฑ์ดีต่อสุขภาพ และหากมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ เนื่องจากโรคคลั่งกินคลีน  หมอก็จะได้รักษาปัญหาสุขภาพนั้นๆ ด้วย

นอกจากเข้ารับการรักษาแล้ว เราก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินและการใช้ชีวิตโดยรวมด้วย เช่น พยายามกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้หลากหลายขึ้น ออกกำลังกายแต่พอดี อย่าหักโหมเกินไป ทำกิจกรรมผ่อนคลาย หรือใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นบ้าง โดยเฉพาะเวลากินอาหาร จะได้ไม่หมกหมุ่นอยู่กับตัวเอง หรือนิสัยการกินเดิมๆ มากจนเกินไป และทางที่ดี ควรบอกให้คนใกล้ชิดทราบถึงโรคการกินผิดปกติของตัวเราด้วย พวกเขาจะได้ช่วยเตือนเวลาเห็นเรามีพฤติกรรมการกินที่ผิด

กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี

ข้อมูลโดยโค้ชเป้ง–สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้ฝึกสอนการออกกำลังกาย และวิทยากรรายการสุขภาพ ให้ความรู้ไว้ว่า บางคนคิดว่าอาหารที่ไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่อาหารคลีนนั้นเป็นอาหารที่ไม่ดี จนเกิดภาวะที่เรียกว่า Orthorexia nervosa หรือภาวะคลั่งกินคลีนซึ่งคนที่เข้าข่ายนี้จะมีอาการผิดปกติได้แก่รู้สึกผิดเมื่อกินอาหารปกติหรือจังก์ฟู้ดย้ำคิดย้ำทำทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่น้ำหนักตัวต่ำกว่าที่เหมาะสมเครียดจนกระทบกับชีวิตประจำวันทั้งๆที่แนวทางการบริโภคแบบสุดโต่งแบบต่างๆหลายแนวทางไม่ได้มีผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆยืนยัน

ถ้าอธิบายแบบพุทธ คนที่มีอาการก็น่าจะเข้าข่าย ‘สีลัพพตปรามาส’ หมายถึง ความเห็นผิดว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตรที่เคร่งครัด หรือแม้การยึดถือในศีลและในวัตรที่งมงาย การยึดติดในรูปแบบพิธีรีตอง โดย

  • ศีล เป็นหลักความประพฤติที่จำเป็นสำหรับชีวิตและสังคมระดับนั้นๆ เช่น เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากพูดปด เป็นศีลสำหรับคนทั่วไป จำเป็นสำหรับสังคมสามัญที่จะอยู่โดยสงบสุข
  • วัตร เป็นข้อปฏิบัติที่ช่วยเสริมการดำรงอยู่ในศีล และข้อปฏิบัติอื่นๆ ให้มั่นคงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เช่น พระภิกษุที่ถือวัตรไม่พูดตลอดพรรษาก็ตัดโอกาสที่จะพูดเท็จตลอดจนพูดจาไม่ดีไม่งามอย่างอื่นออกไปจนหมด

วัตถุประสงค์ของการที่ศาสนาพุทธต้องมี 2 อย่างนี้ก็เพื่อส่งเสริมความมักน้อย สันโดษ เคร่งครัด อยู่อย่างสงัด ขัดเกลากิเลส ถ้าผู้ที่ถือปฎิบัตรเห็นว่าตนเป็นผู้ลุ่มหลงในด้านใดเป็นพิเศษ จึงเจาะจงเพื่อกำราบในด้านนั้น เช่น เห็นแก่กิน ติดความอร่อย จึงถือวัตรว่าจะกินวันมื้อ มื้อละจาน ก็เป็นที่น่าชื่นชมที่รู้จักแก้ไขตนเอง แต่ไม่ได้เป็นเครื่องวัดว่าเราดีกว่าใคร ใกล้การบรรลุธรรมกว่าใคร คนที่เคร่งวัตรมากเกินไป พระพุทธเจ้าก็หาได้ยกย่องไม่ กลับตำหนิว่าเป็นการอยู่อย่างแพะแกะสัตว์เลี้ยง ทรงห้ามไม่ให้ปฏิบัติ ไม่งั้นพุทธศาสนาคงมีโยคีทำตัวแปลกๆ มีข้อห้ามเต็มไปหมด

นี่จึงเป็นข้ออันพึงระลึกสำหรับคนที่นิยมเคร่งครัดเข้มงวดจนหลงงมงาย สักว่ายิ่งเคร่งครัดยิ่งดี จนไม่รู้ความหมายว่าทำไปเพื่ออะไร บางคนเคร่งกินคลีนมาก มองอาหารอื่นเป็นสิ่งที่แย่ไปหมด ใครกินจังก์ฟู้ดก็ไปเที่ยวดูถูก หรือแม้กระทั่งตำหนิตนเองเวลากิน ทำให้ตนเองเกิดความทุกข์โดยไม่รู้ตัว

การไปตีตราสิ่งอื่นที่ตัวเองคิดว่าไม่ดีว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายก็คงเหมือนประเด็นที่คุณหมอที่ออกมาตำหนิพ่อแม่ที่ให้เด็กเล่นเกมส์ทั้งๆที่ถ้าให้เล่นแต่พอดีก็มีประโยชน์เยอะแยะแถมเป็นการฝึกให้มีวินัยมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่ยั่วยวนได้อีกเช่นเดียวกันถ้าคุณมีลูกคุณจะห้ามลูกกินขนมหรือน้ำหวานตลอดชีวิตได้หรือไม่แล้วตัวคุณเองจะทำได้ตลอดชีวิตไหมและจะทำไปเพื่ออะไรควรตอบตนเองได้

สิ่งสำคัญกว่า Eat clean คือ Eat right

ยืนยันอีกครั้ง ใครกินคลีนแล้วมีความสุขผมก็ยินดีด้วย แต่ถ้ากินคลีนแล้วรู้สึกทุกข์ก็ปรับเปลี่ยนเสียหน่อย ส่วนใครยังมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว สุขภาพ ก็ควรปรับปรุงพฤติกรรมการกินให้ดีขึ้นเพราะสิ่งสำคัญกว่า Eat clean ก็คือ Eat right ซึ่งสิ่งจำเป็นที่คุณควรรู้ก็คือตนเองควรกินวันละกี่แคลอรี่เป็นโปรตีนไขมันคาร์โบไฮเดรตอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ต้องกินผักผลไม้วันละเท่าไรหรือการกินที่ถูกสุขลักษณะเป็นอย่างไรถ้ายังตอบคำถามง่ายๆนี้ไม่ได้ก็ควรศึกษาเพิ่มเติม

สุดท้ายเราเองต้องลองทบทวนดูว่าทำไมคนสุขภาพดีและหุ่นดีมากมายสามารถกินได้อย่างมีความสุขเพราะถ้าเราออกกำลังกายมากขึ้นเราก็มีโควต้าการกินที่มากขึ้นกินแต่พอดีไม่ได้มีอาหารอะไรเลวร้ายถึงขนาดเป็นยาพิษเพราะทุกสิ่งประกอบด้วยหลายปัจจัยการจะมีสุขภาพที่ดีควรหาจุดสมดุลของการกินการออกกำลังกายและความสุขในชีวิตให้เจอกัน

.

อ้างอิง สสส. / Orthorexia nervosa ภาวะคลั่งกินคลีน! / Washington Post

เร่งลดน้ำหนัก ‘ผอมเร็ว’ ระวังไตวายเฉียบพลัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625647

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 08:37 น.

เร่งลดน้ำหนัก ‘ผอมเร็ว’ ระวังไตวายเฉียบพลัน

คุณหมอเตือนคนอยากผอม ระวัง!! เร่งลดน้ำหนักเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

ข้อมูลโดย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เรียบเรียงจากรายการพบหมอรามาฯ ตอน “คนอยากผอม ระวังเร่งลดน้ำหนักเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน” เผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับอาการไตวายที่เชื่อมโยงกับคนที่เร่งลดน้ำหนักไว้ดังนี้

ไตวายเฉียบพลัน ต่างกับไตวายเรื้อรังอย่างไร?

ไตวายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ส่วนใหญ่บางคนเป็นตอนเช้า พอตอนเย็นก็ไตวาย เพราะฉะนั้น มันจะมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ไปโดนชกที่กล้ามเนื้อบ้าง ที่ไตบ้าง แล้วก็ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ แล้วก็สารที่อยู่ในเนื้อแดงออกสีแดง ๆ มันจะออกมาในไต แล้วก็ไปอุดท่อไต ทำให้เกิดเป็นพิษต่อไต เกิดไตวายเฉียบพลัน

กรณีคนทำลดน้ำหนักแล้วขาดน้ำ มาจากไตวายเฉียบพลันได้

ส่วนใหญ่จะมาคู่กันคือ ขาดเกลือแร่ พยายามจะลดน้ำหนัก พยายามไม่ยอมดื่มน้ำ บางคนก็กินยาขับปัสสาวะ บางคนกินยาขับปัสสาวะเพื่อจะลดน้ำหนัก ก็ทำให้ขาดเกลือแร่ด้วย และร่วมกับการที่มีการกระทบกระแทก กล้ามเนื้อโดนชกหลาย ๆ ที่ กล้ามเนื้ออักเสบก็ทำให้สารพวกนี้เป็นพิษต่อไตแล้วไตวายเรื้อรัง

ไตวายเรื้อรัง เกิดจากสาเหตุที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กินยาที่มีสารพิษต่อไต กินเรื้อรังติดต่อกันเป็นเดือนเป็นปี ไตจะค่อย ๆ สูญเสียการทำงานระยะเวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างน้อยก็ 3 เดือนขึ้นไป ถ้าไตค่อย ๆ เสื่อมระยะเวลาเกิน 3 เดือน

นอกเหนือจากการโดนกระแทกอย่างรุนแรงแล้ว มีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นไตวายเฉียบพลัน

มีหลายสาเหตุอย่างเช่นที่พบบ่อย ๆ คือ การติดเชื้อ เรามีติดเชื้อที่ไหน แล้วเชื้อรุนแรงมาก ๆ ก็ทำให้เกิดสารพิษ ส่งผลให้ไตเกิดการหยุดทำงานชั่วคราว รวมทั้งการที่ขาดเกลือแร่ บางคนกินยาขับปัสสาวะมากเกินไปเพื่อลดน้ำหนัก บางคนท้องเสีย ท้องร่วงเฉียบพลัน ก็ทำให้เกิดการขาดเกลือแร่ บางคนไปวิ่งมาราธอนมาก ๆ ก็ขาดเกลือแร่ด้วยและกล้ามเนื้ออักเสบด้วย ก็ทำให้เกิดไตวายเฉียบพลันได้เหมือนกัน

ในแง่ของการลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักเร็ว ๆ เยอะ ๆ ทำไมถึงมีเรื่องของไตวาย

ส่วนใหญ่คือขาดเกลือแร่ ขาดน้ำ และบางคนก็กินยาขับปัสสาวะ อันนั้นก็เป็นอันที่อันตราย

จะมีสัญญาณเตือนอะไรมาบอกก่อนให้รู้ว่าเรากำลังจะไตวายแล้ว

อาการขาดเกลือแร่ เช่น เป็นตะคริว คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด วิงเวียน จะเป็นลม เพราะว่าขาดเกลือแร่ ความดันต่ำ เหมือนกับเราไปวิ่ง 10 กิโลเมตร หน้ามืดเห็นดาว อันนี้คืออาการเริ่มขาดเกลือแร่แล้ว ถ้าปัสสาวะออกน้อยด้วย ไม่ค่อยปัสสาวะด้วย ต้องระวังแล้ว 3-4 ชั่วโมงไม่ปัสสาวะ

สำหรับนักวิ่ง วิ่งแล้วดื่มเกลือแร่เข้าไป มันช่วยได้ไหม

ถ้าวิ่งเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป แนะนำให้ดื่มเกลือแร่เมื่อหิวน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าหิวปั๊บดื่มตลอดแบบนี้ไม่ได้ เวลาหิวน้ำก็ดื่มเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าวิ่งไม่เกิน 2 ชั่วโมง ดื่มน้ำเปล่าก็พอ

หมอจะตรวจเช็กอย่างไร

คนไข้จะมีอาการปัสสาวะน้อย ปัสสาวะไม่ค่อยออก หมอก็จะเช็กเลือด ถ้าเช็กเลือด มีค่าของเสียในเลือดสูง ก็จะบอกว่าไตวายเฉียบพลันแล้ว เพราะว่าของเสียมันจะออกมาทางปัสสาวะไม่ได้ ถ้าพบว่าเลือดข้น แสดงว่าเกลือแร่ต่ำมากเพราะว่าน้ำในตัวน้อยมาก เลือดก็เลยข้น ปกติมันต้องมีน้ำเกลือเพื่อจะพัดเม็ดเลือดเข้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ถ้าปริมาณน้ำเกลือน้อย เลือดก็จะข้น ถ้าเจาะเลือดก็ทราบเลย

การรักษา

รักษาที่สาเหตุ ถ้าเป็นจากสารพิษก็จัดการสารพิษ ถ้าเป็นจากการขาดเกลือแร่ก็ให้เกลือแร่ ให้น้ำเกลือ หมอจะให้น้ำเกลือ ขาดน้ำก็ให้น้ำไป ก็จะดีขึ้น

แล้วไตวายเฉียบพลันจะกลายเป็นไตวายเรื้อรังได้ไหม

ก็มีบ้าง ประมาณ 10% แต่ส่วนใหญ่ 90% จะโชคดี รอด ไตจะฟื้นกลับมาตามปกติ

คนที่กลายเป็นไตวายเรื้อรัง อาจจะมีสาเหตุที่ทำให้เกิดไตวายหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างเช่น ติดเชื้อบ้าง มีขาดเกลือแร่บ้าง ไตเดินไม่สมบูรณ์อยู่ก่อน มีอายุมาก อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยง หรือเป็นเบาหวานอยู่ อันนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไตวายเรื้อรัง

เราจะลดน้ำหนักอย่างไรที่ไม่ให้เกิดผลเสียกับไต

ทุกอย่างน่าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป อย่าฝืนทำอะไรที่มันเร็วเกินไป หักโหมเกินไป หักดิบ บางทีก็ทำไม่ได้เพราะขาดเกลือแร่ทันที มันจะทำให้ร่างกายสูญเสียสมดุล แล้วก็หน้ามืดเป็นลม เลือดไม่ไปเลี้ยงไต เลือดข้นต่าง ๆ ปัจจัยเหล่านี้มันทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน บางคนไปกินยาขับปัสสาวะ อันนี้อันตรายมาก

ถ้าเราค่อย ๆ ทำทีละน้อย ๆ ร่างกายมีการปรับตัว การลดน้ำหนักเป็นการลดเฉพาะไขมัน เหลือเฉพาะกล้ามเนื้อและปริมาณน้ำให้พอเหมาะจะดีกว่า ถ้าลดทั้งไขมันด้วย ลดทั้งเกลือแร่ด้วย ลดทั้งน้ำด้วยอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่วันหรือเป็นชั่วโมงนี่ยิ่งอันตราย ค่อย ๆ ลดน้ำหนัก และที่สำคัญคือ ถ้าลดไขมัน ไม่เป็นไร ไม่อันตราย

ให้อาจารย์แนะนำวิธีในการดูแลไตของเรา ให้อยู่ไปนาน ๆ แข็งแรงไปนาน ๆ

ถ้าโรคไตวายเฉียบพลัน ก็คือต้องทำงานให้พอเหมาะ ปริมาณเกลือแร่ให้พอเหมาะ อย่าไปกินมาก อย่ากินเค็มมาก อย่ากินเค็มน้อยเกินไป แต่ถ้าในคนไข้ระยะเรื้อรัง คนไข้เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง ต้องกินเกลือให้พอเหมาะ อย่ากินเยอะ อย่ากินเค็ม และอย่าไปซื้อยาที่มีพิษต่อไตมากินเอง แล้วก็ออกกำลังกาย อย่าให้น้ำหนักเยอะ อย่าให้อ้วน ถ้าอ้วน โรคเบาหวาน ความดันจะมา

การกินเค็มส่งผลกับไตอย่างไร

ปกติกินเค็มคือกินเกลือเข้าไป เกลือนี่ต้องขับออกทางไตกว่า 90% เพราะฉะนั้น ถ้ากินเค็มมาก ไตก็ต้องขับมาก ก็ทำงานหนักเหมือนกับเครื่องยนต์ ถ้าเราใช้มาก ๆ เครื่องยนต์ก็จะพังเร็ว แทนที่จะใช้ได้อายุ 80-90 อายุ 60 ก็ไตวายแล้ว เพราะว่ามันทำงานหนักอยู่ 60 ปี

เกลือคือตัวโซเดียม แต่ว่ามีเกลือที่ไม่เค็มบางตัว เช่น ผงชูรส ซุปก้อน ผงปรุงรส อันนั้นเป็นเกลือที่ไม่เค็ม

แล้วกินน้ำเข้าไปช่วยไหม

เกลือก็ออกทางปัสสาวะอยู่ดี เกลือก็ต้องขับไปที่ไตอยู่ดี ไตก็ทำงานหนักอยู่ดี แต่ว่ามันจะออกได้เร็วขึ้น มันจะคั่งค้างในตัวได้สั้นลง มันจะเจือจาง ถ้าเกิดเราไม่กินน้ำ มันจะออกในเวลาวันหนึ่งกว่าจะออกหมด แต่ถ้าเรากินน้ำเยอะ ๆ มันอาจจะออกใน 6 ชั่วโมง ออกหมดแล้ว มันก็จะขับเกลือออกไปได้เร็วขึ้น มันช่วยในชั่วคราว คือมันช่วยลดปริมาณเกลือในร่างกายให้ออกไปเร็วขึ้นเท่านั้นเอง เจอบ่อยมาก ไปเที่ยวต่างประเทศ กินเลี้ยงทุกมื้อ ความดันขึ้นเลย เจอบ่อย คือเนื้อสัตว์อะไรที่อยู่ได้เกินวัน มันต้องใส่เกลือ ไม่อย่างนั้นมันเสีย

แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ แล้วมื้อต่อไปเบาเค็มลง กินให้จืดลงหน่อย เพื่อจะให้ไตได้พักบ้าง

ถ้าเป็นนักมวย เขาจะต้องมาขับปัสสาวะ จะต้องมาลดความอ้วน เขาควรที่จะตรวจเป็นพิเศษไหม

ควรจะมาเช็กเป็นระยะ ๆ ปีหนึ่งก็มาเช็กสักครั้งหนึ่ง ดูค่าไตเจาะเลือดแป๊บเดียวก็รู้แล้ว ปัสสาวะแป๊บเดียวก็รู้ นอกจากนักมวยแล้ว ก็มีนักเพาะกาย นักเพาะกายจะกินอาหารที่มีโปรตีนสูงมาก แล้วก็มีข้อมูลว่าคนที่กินอาหารโปรตีนสูง ๆ มันจะมีไตทำงานหนัก และระยะยาวจะมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะมากขึ้น คนที่เพาะกายหรือคนที่ทำฟิตเนส กินไข่ขาว กินไก่เยอะ กินเนื้อสัตว์เยอะ โปรตีนพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากพืช จากสัตว์ จากเวย์ ก็ทำให้ไตทำงานหนักเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องควบคุมให้พอดี ต้องระมัดระวัง แนะนำคนไข้ที่เพาะกายกับฟิตเนส ตรวจร่างกายปีละครั้ง ตรวจปัสสาวะด้วย

.

ที่มา รายการพบหมอรามาฯ

ยาสามัญประจำบ้าน : แอสไพริน..กินให้ปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625551

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 09:11 น.

ยาสามัญประจำบ้าน : แอสไพริน..กินให้ปลอดภัย

หนึ่งในยาที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก “แอสไพริน (aspirin)” กินอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมรู้ประโยชน์ ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง

เชื่อเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก แอสไพริน (aspirin) ยาที่ต้องมีติดบ้าน ซึ่งมีการค้นพบและถูกใช้มาเป็นเวลานาน ด้วยประสิทธิภาพการรักษาที่ดีและฤทธิ์ในการรักษาที่ใช้กับหลายโรค ยานี้จึงมีวิธีการใช้และขนาดการใช้ของแต่ละข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน รวมถึงผลข้างเคียงของยาที่มีตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น ระคายเคืองทางเดินอาหาร ไปจนถึงผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เลือดออกผิดปกติโดยเฉพาะที่พบบ่อยคือ เลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้น หากมีความเข้าใจในวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องจะช่วยให้เกิดการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและเกิดผลข้างเคียงหรือปัญหาจากการใช้ยาน้อยที่สุดได้

กำเนิดของแอสไพริน

ข้อมูลโดย อาจารย์เภสัชกรหญิง วิภารักษ์ บุญมาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า จากบันทึกทางประวัติศาสตร์การแพทย์เผยว่าเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน ฮิปโปเครติส (Hippocrates) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการแพทย์” เคยให้คนไข้ที่มีอาการปวดตามตัวดื่มชาจากใบหลิว (willow) และเคี้ยวเปลือกต้นหลิว (willow bark) ในเวลาต่อมามีผู้ค้นพบว่าสารสกัดของต้นหลิว (salicin) มีสรรพคุณในการลดไข้และบรรเทาอาการอักเสบ จากนั้นประมาณ 500 ปี นักเคมีชาวเยอรมันที่มีชื่อว่า Felix Hoffmann ได้นำสาร salicin ที่สกัดจากต้นหลิวมาสังเคราะห์เป็นอะซีติลซาลิไซลิค (acetylsalicylic acid) ซึ่งนิยมเรียกว่าแอสไพริน (aspirin)1 โดยในยุคแรกๆ แอสไพรินถูกนำมาใช้ในการลดไข้และบรรเทาอาการอักเสบ

ฤทธิ์ของแอสไพริน

แอสไพรินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี มีฤทธิ์ในการรักษาอาการอักเสบ เช่น อาการปวด บวม แดง ร้อนต่างๆ และมีฤทธิ์ลดไข้ นอกจากนี้ ฤทธิ์ที่สำคัญของยานี้ที่ทำให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายมากจนกลายเป็นหนึ่งในยาที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดตัวหนึ่งของโลกคือ ฤทธิ์ในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด ทำให้ยานี้ถูกใช้ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองอุดตัน และเส้นเลือดที่ขาอุดตัน เป็นต้น

กลไกการออกฤทธิ์ของยาแอสไพริน คือการยับยั้งเอนไซม์ในร่างกายที่ทำให้เกิดสารอักเสบ ซึ่งมีชื่อว่า ไซโคลออกซิจีเนส หรือเรียกชื่อเอนไซม์นี้อย่างย่อๆ ว่า ค็อกซ์ (cyclooxygenase: COX) นอกจากนี้ เอนไซม์ค็อกซ์ (COX enzyme) ยังกระตุ้นการสร้างสารที่ทำให้เกิดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ที่มีชื่อว่า ทร็อมบ็อกเซนเอทู thromboxane-A2 ดังนั้น ผลที่ได้จากการใช้ยาแอสไพริน นอกจากจะบรรเทาอาการอักเสบแล้ว ยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันได้ยากมากขึ้น ซึ่งขนาดยาที่สูงของแอสไพริน (325-650 มิลลิกรัม ต่อครั้ง) จะได้ผลดีในการบรรเทาอาการปวดและอักเสบ ส่วนขนาดยาที่ต่ำของแอสไพริน (75-150 มิลลิกรัมต่อวัน) มีผลการรักษาที่ดีในแง่ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด

ข้อบ่งใช้และขนาดยา

การใช้ยาแอสไพรินมี 2 ข้อบ่งใช้คือ ใช้ตามอาการเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและลดไข้ และใช้เพื่อต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด โดยใช้ในช่วงแรกของการเกิดการอุดตันหลอดเลือด และการใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด

การใช้ยาแอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการปวด อักเสบ และลดไข้

  • ขนาดยาแอสไพรินในข้อบ่งใช้นี้ควรเป็นขนาดยาที่สูง คือ 325-650 มิลลิกรัม (บางการศึกษาพบว่า ควรเริ่มด้วยขนาดยา 600-650 มิลลิกรัมขึ้นไปในการบรรเทาอาการปวดปานกลางถึงรุนแรง 2-3 และขนาด 500-1000 มิลลิกรัมเพื่อลดไข้)
  • รับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง ลักษณะของเม็ดยาจะมีขนาดใหญ่และเป็นเม็ดยาที่ถูกเคลือบเพื่อควบคุมให้มีการปลดปล่อยยาที่ลำไส้เล็ก (enteric-coated tablet) ผู้ป่วยควรรับประทานยาทั้งเม็ดหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารโดยใช้ตามอาการที่เป็น และหยุดใช้ยาเมื่ออาการหมดไป

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาแอสไพรินในเด็กหรือวัยรุ่นที่มีการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากพบว่าสัมพันธ์กับความผิดปกติ ที่เรียกว่า Reye’s syndrome ที่ถึงแม้จะเป็นกลุ่มอาการที่พบได้ไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงสูงจนอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ โดยจะทำให้เกิดอาการของตับอักเสบ และสมองอักเสบ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในเด็กอายุน้อยกว่า 16-19 ปี  และสามารถเลือกใช้ยาลดไข้ที่เป็นตัวยาพาราเซตามอล (paracetamol) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดไข้ที่ใกล้เคียงกับแอสไพริน หรือยาชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกัน (เป็นยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์เหมือนกัน ชื่อกลุ่มว่า เอ็นเสด: NSAIDs) เช่น ไอบูโปรเฟน (ibuprofen), นาพรอกเซน (naproxen) เป็นต้น

สิ่งที่ควรระวังอีกประการในการใช้ยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs คือ หากผู้ป่วยกำลังเป็นไข้เลือดออก ยาจะทำให้อาการเลือดออกผิดปกติเกิดได้ง่ายมากขึ้นเนื่องจากฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดของยากลุ่มนี้ จึงควรสังเกตอาการ (จุดจ้ำเลือดขึ้นตามผิวหนัง) หลังการใช้ยาอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติดังกล่าว ควรรีบหยุดยาและพบแพทย์ทันทีการใช้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดสมอง  หรือหลอดเลือดหัวใจ หากผู้ป่วยไม่เคยได้รับยาแอสไพรินมาก่อน ในวันแรกที่มีอาการแพทย์ผู้ให้การรักษาจะแนะนำให้ผู้ป่วยเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 300-325 มิลลิกรัมเพื่อให้ระดับยาในเลือดมากพอและเกิดการยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันหลอดเลือดซ้ำอีก จากนั้นจะลดขนาดยาลงเป็นแอสไพรินขนาดต่ำ คือ 81 มิลลิกรัม และรับประทานตามปกติ (หลังอาหารทันทีและกลืนยาทั้งเม็ด) โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำต่อเนื่องไปตลอดเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหลอดเลือดอุดตัน

ผลข้างเคียงและการป้องกัน/บรรเทา

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ยาแอสไพรินในข้อบ่งใช้เพื่อการต้านเกล็ดเลือดคือ ระคายเคืองทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถป้องกันหรือบรรเทาได้โดยการรับประทานหลังอาหารทันที หรือรับประทายาเม็ดที่มีการเคลือบด้วยสารที่ควบคุมให้เม็ดยาเกิดการปลดปล่อยตัวยาที่ลำไส้เล็ก (enteric-coated tablet) เพื่อลดการสัมผัสของยาและกระเพาะอาหารที่มีความเป็นกรดสูงมากอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังพบการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ค่อนข้างบ่อยและรุนแรงกว่า

จากการศึกษาพบว่า ผลข้างเคียงนี้พบบ่อยในผู้ใช้ยาที่มีอายุมาก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้โดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารร่วมด้วย โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายยาลดการหลั่งกรดนี้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งใช้อยู่แล้ว โอกาสของการเกิดเลือดออกจะมีมากขึ้นในผู้ที่ใช้ยาอื่นๆ ที่เสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดหรือต้านการแข็งตัวของเลือดหรือใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (steroids) ร่วมด้วย

ดังนั้น ผู้ที่ใช้ยาแอสไพรินควรเพิ่มความระมัดระวังการใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบในกลุ่ม NSAIDs เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดและเพิ่มความระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด อาจพิจารณาเลี่ยงไปใช้ยากลุ่มอื่นๆ เช่น ยาพาราเซตามอล หรือยาทรามาดอล (tramadol) เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงดังกล่าว

หากกล่าวโดยสรุป ยาแอสไพรินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีรายละเอียดในวิธีการใช้ยาทั้งขนาดยาที่ใช้และวิธีการรับประทานยาที่แตกต่างกัน รวมถึงข้อควรระวังในการใช้ยา หากผู้ใช้ยามีความเข้าใจในการใช้ยาแอสไพริน จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในขณะเดียวกันก็จะช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาลงด้วย

.

ที่มา : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วัคซีนสำหรับผู้หญิง เรื่องจริงที่ไม่ควรละเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625472

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.

วัคซีนสำหรับผู้หญิง เรื่องจริงที่ไม่ควรละเลย

นอกจากการรับวัคซีนตามช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิด จนถึงวัคซีนทั่วไปที่แนะนำในวัยผู้ใหญ่ เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานโรค ผู้หญิงถือเป็นอีกกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนตามความเหมาะสม เนื่องจากเพศหญิงมีการทำงานของอวัยวะในร่างกายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะช่วงการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ที่อาจส่งผลถึงทารกในครรภ์อีกด้วย

ข้อมูลโดย นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ระบุว่า แม้ผู้หญิงมากกว่า 50% จะตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า แต่ตามหลักการแล้วผู้หญิงทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นก่อนที่จะตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนควรมีการฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบ โดยมีวัคซีน ดังนี้

  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของโรค โดยควรฉีดปีละ 1 ครั้งทุกปี
  • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก ผู้หญิงที่ไม่เคยได้รับวัคซีนทั้ง 3 ชนิดนี้มาก่อน ควรได้รับวัคซีนเหล่านี้ทุกสิบปี
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (HAV)  โดยฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป แนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อเช็คภูมิคุ้มกันก่อน หากไม่มีภูมิ ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม หลังจากนั้น 2 เดือนให้ทำการตรวจภูมิคุ้มกันอีกครั้ง ถ้าพบภูมิคุ้มกัน ไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 2 แต่ให้ทำการฉีดกระตุ้นภูมิทุกๆ 10 ปี ในกรณีที่ตรวจแล้วไม่พบภูมิคุ้มกัน ให้ทำการฉีดจนครบ 3 เข็ม แล้วทำการเจาะเลือดเพื่อดูภูมิคุ้มกัน กรณีที่ภูมิคุ้มกันขึ้นหลังได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม แสดงว่าในตอนเด็กเคยได้รับวัคซีนชนิดนี้มาก่อน  แต่หากตรวจแล้วภูมิคุ้มกันไม่ขึ้นแม้ว่าจะฉีดจนครบ 3 เข็มแล้วก็ตาม แสดงว่าเป็นกลุ่ม Poor Responder คือไม่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน แนะนำให้ระวังตัวเองเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  • วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ในผู้หญิงที่มีอายุ 9-14 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม (แต่ถ้าหากเคยมีเพศสัมพันธ์ ควรตรวจภายในก่อน หากไม่พบความผิดปกติ หรือไม่พบมะเร็งจึงรับวัคซีนได้) ส่วนในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 14 ปี แนะนำให้ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ฉีดขณะตั้งครรภ์  เพราะยังขาดข้อมูลยืนยันถึงความปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์
  • วัคซีนป้องกันโรคคางทูมและหัดเยอรมัน ผู้หญิงที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนมาก่อน หรือไม่มีภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมันควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 ครั้ง นอกจากจะช่วยป้องกันโรคในคุณแม่แล้ว ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคหัดเยอรมันแต่กำเนิดในทารกหลังคลอด ซึ่งหากมีการติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์จะทำให้ทารกมีความผิดปกติ เช่น ตาบอด หูหนวกได้  ที่สำคัญควรคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือน หลังได้รับวัคซีน (หรือแพทย์บางท่านอาจแนะนำที่ 3 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับยี่ห้อของวัคซีน สามารถสอบถามรายละเอียดได้จากแพทย์)  เนื่องจากเป็นวัคซีนไวรัสที่มีชีวิต อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์การความพิการจากวัคซีนได้
  • วัคซีนป้องกันโรคสุกใส เนื่องจากยังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัย และมีความเสี่ยงทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด ติดเชื้ออย่างรุนแรง และน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้น หากกำลังวางแผนจะมีบุตรควรทิ้งระยะเวลาการตั้งครรภ์หลังการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1-3 เดือน  อย่างไรก็ตามคุณแม่หลังคลอดสามารถฉีดวัคซีนป้องกันสุกใสเข็มแรกก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล  และเข็มที่ 2 หลังคลอดแล้ว 6-8 สัปดาห์
  • วัคซีนป้องกันงูสวัด ควรฉีดสำหรับผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี
  • วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือกำลังจะเดินทางไปในทวีปแอฟริกา รวมถึงผู้ที่จะไปเรียนต่อในต่างประเทศที่ยังมีไข้กาฬหลังแอ่นอยู่ และผู้แสวงบุญยังประเทศซาอุดิอาระเบีย  จะมีโอกาสติดเชื้อได้ ดังนั้นจึงควรได้รับวัคซีนก่อนเดินทาง
  • วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ผู้หญิงที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่ เป็นโรคปอดเรื้อรัง (รวมถึงโรคหอบหืด) โรคหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง เบาหวาน หรือผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่ในผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงแนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ มากกว่า 50 ปี
  • วัคซีนสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ วัคซีนหลายชนิดไม่ได้ห้ามฉีดในระหว่างตั้งครรภ์ ตรงกันข้ามยังแนะนำอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงก่อนคลอด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ถ้าภายใน 1 ปี คุณแม่ตั้งครรภ์ยังไม่ได้รับวัคซีนชนิดนี้ แพทย์จะแนะนำให้ทำการฉีดเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ เมื่อพ้นการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 ไปแล้ว
  • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก แนะนำให้ฉีด 1 เข็ม ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน  เพื่อป้องกันการเกิดโรคในทารกแรกเกิด

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนที่ห้ามฉีดระหว่างตั้งครรภ์  เนื่องจากวัคซีนอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ติดเชื้อ ทำให้เกิดอวัยวะต่างๆ พิการ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคสุกใส   วัคซีนป้องกันงูสวัด รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคคางทูมและหัดเยอรมัน

ดังนั้น หากต้องการวางแผนตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและฉีดวัคซีนตามความเหมาะสมในระยะการตั้งครรภ์ที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์

ข้อสังเกตชวนสงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยารุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625464

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 08:15 น.

ข้อสังเกตชวนสงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยารุนแรง

แพทย์เตือนอันตรายจากการแพ้ยารุนแรง เสี่ยงพิการ อาจถึงขั้นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ รู้ทันปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้มีโอกาสแพ้ยาได้มากขึ้น และวิธีการสังเกตอาการแพ้ยาด้วยตัวเอง

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนอันตรายจากการแพ้ยา มีได้หลายแบบทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต และชนิดที่รุนแรงก่อให้เกิดความพิการ หรือถ้ารุนแรงมากอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ พร้อมแนะนำข้อสังเกตที่ทำให้สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาที่รุนแรง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เผยกรณีการเสนอข่าวจากเฟซบุ๊กสาวเตือนอุทาหรณ์ปวดฟันคุด ซื้อยาไอบูโพรเฟนมากินเองจนเกิดอาการแพ้หนัก ผิวหนังไหม้ลอก นอนไอซียู พร้อมโพสต์ภาพผิวหนังลอกทั่วตัวนั้น ข้อมูลดังกล่าวพบว่าเป็นอาการของการแพ้ยา  โดยการแพ้ยาส่วนมากมักเกิดภายหลังการรับประทานยาในช่วง 7-21 วันหลังเริ่มทานยาครั้งแรก แต่ถ้าเคยได้รับยาชนิดนั้นๆ ที่แพ้มาก่อนแล้วอาจมีอาการได้รวดเร็วในเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังทานยาได้ สำหรับกลุ่มลมพิษหรือมีปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน (Anaphylaxis) อาการจะแสดงได้อย่างรวดเร็วหลังทานยาในเวลาเป็นนาทีถึงชั่วโมง

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสแพ้ยาได้มากขึ้น ได้แก่ ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ เพศ ซึ่งมักพบการแพ้ยาในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย คนไข้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และคนที่มีประวัติเคยแพ้ยามาก่อน

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสทำให้เกิดการแพ้ยาได้สูง ได้แก่ ยากันชัก ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs : Nonsteroidal anti-inflammatory drugs) ยา allopurinol ยา dapsone ยาต้านรีโทรไวรัส (antiretroviral drugs) ยากลุ่มแก้อักเสบฆ่าเชื้อ เช่น กลุ่ม penicillin, cephalosporin, sulfonamides, β-lactam antibiotic, trimethoprim-sulfamethoxazole, minocycline เป็นต้น

ข้อสังเกตที่ทำให้สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาที่รุนแรงที่ต้องรีบมาพบแพทย์ ได้แก่

อาการแสดงทางผิวหนัง กรณีหลังรับประทานยาแล้วมีอาการดังต่อไปนี้ คือ

  • มีผื่นแดงทั้งตัว (Erythroderma)
  • มีหน้าบวมปากบวม
  • มีผื่นหรือแผลที่ปาก หรือเยื่อบุที่อื่นๆ
  • มีอาการแสบ กดเจ็บที่ผิวหนัง
  • มีตุ่มน้ำมีผิวหนังลอกหลุด
  • มีจุดจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง
  • มีตุ่มหนองตามตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับอาการทางร่างกายอื่นๆ ที่มักพบร่วมด้วยในคนที่แพ้ยารุนแรง ได้แก่

  • มีไข้
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • ปวดเมื่อยตามตัวปวด ข้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

ดังนั้น ในกรณีที่คนไข้ได้รับประทานยาแล้วมีอาการดังกล่าวข้างต้นที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะเป็นการแพ้ยาที่รุนแรงควรหยุดยาในทันทีรีบมาพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาอย่างรวดเร็วและควรนำยาที่สงสัยว่าจะแพ้มาให้แพทย์ดูร่วมด้วยซึ่งโดยส่วนมากถ้าอาการเข้าได้กับการแพ้ยาที่รุนแรงมักจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจนกว่าอาการจะดีขึ้นต่อไป

สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมที่สำคัญคือ ในกรณีคนไข้เคยแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วนั้นจะแพ้ยาชนิดดังกล่าวไปตลอดชีวิต รวมถึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะแพ้ยาตัวอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือกลุ่มที่ใกล้เคียงกับยาตัวเดิมที่แพ้ได้ และการได้รับยาที่เคยแพ้อยู่แล้วในครั้งถัดไป อาการที่เกิดจากการแพ้ยาในครั้งใหม่จะเกิดได้อย่างรวดเร็วขึ้นและอาจรุนแรงมากขึ้นด้วย ดังนั้น คนไข้ควรจดจำข้อมูลการแพ้ยาของตนเอง หรือเก็บบัตรแพ้ยาไว้กับตัวเสมอ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนการรักษาในครั้งถัดๆ ไป และระมัดระวังเรื่องการซื้อยาเพื่อรับประทานเอง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้นใหม่ได้

7+1 กลุ่มเสี่ยงที่รณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625159

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 07:07 น.

7+1 กลุ่มเสี่ยงที่รณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

สาธารณสุขรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมแนะหลัก ‘ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด’ ยุติโรคหน้าฝน

ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์

สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
  3. ผู้มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)
  4. บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  7. โรคอ้วน (ผู้ที่มีน้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)

รวมทั้งกลุ่มบุคลากรการแพทย์

โดยสามารถขอรับบริการวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2563 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังได้เตือนประชาชนให้ดูแลสุขภาพตนเองในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พร้อมแนะยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ควรพกอุปกรณ์กันฝนติดตัวออกจากบ้านทุกครั้ง

โดย นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้มีฝนตก อากาศมีความชื้นสูงขึ้น เอื้อต่อการระบาดของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย อาจทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานน้อย เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งกลุ่มดังกล่าวหากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัส เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus โดยการติดเชื้อที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย มักพบการระบาดได้ในสถานที่แออัดหรือในชุมชน สามารถพบผู้ป่วยได้ทุกช่วงกลุ่มอายุ การติดต่อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากปากและการหายใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ หรือบางรายที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จะมีอาการรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจสามารถป้องกันได้ โดยขอให้ประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ได้แก่

  • ปิด คือปิดปากและปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า หรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง
  • ล้าง คือล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล เมื่อสัมผัสสิ่งของ กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได หรือราวบนรถโดยสาร
  • เลี่ยง คือหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือเข้าไปในสถานที่แออัด ซึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก
  • หยุด คือเมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง หากมีอาการให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่สถานพยาบาล

สำหรับในช่วงนี้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่บ้านเพื่อลดการติดเชื้อโควิด 19 แต่หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านหรือไปทำงาน นอกจากต้องใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งแล้ว ควรมีหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนในกรณีเปียกฝน ควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในวงกว้าง ที่สำคัญในช่วงฤดูฝนนี้ควรพกร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเปียกฝน ซึ่งจะสามารถลดการอับชื้นและลดการสะสมของเชื้อราอันเป็นสาเหตุของการไม่สบายตัวและนำไปสู่การเจ็บป่วยได้

เช็กลิสต์ญาติสายตรงเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625158

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 06:40 น.

เช็กลิสต์ญาติสายตรงเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

รู้ลึกถึงแก่นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร พร้อมเช็กลิสต์ญาติสายตรงที่อาจเป็นข้อบ่งชี้ของการเกิดโรคมะเร็งได้

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ถ้าพูดถึงโรคกระเพาะอาหารหลายๆคนคงคิดว่าแค่กินยาสักอาทิตย์หรือปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตเช่นงดอาหารบางอย่างหรือกินอาหารให้ตรงเวลาก็จะทำให้อาการต่างๆ หายไปแต่ถ้าพูดถึงมะเร็งความคิดหรือความกังวลก็จะเกิดขึ้นมาทันทีแตกต่างจากการคิดถึงโรคกระเพาะทั่วๆ ไป

ข้อมูลโดย ผศ.นพ.ไชยรัตน์ ทรัพย์สมุทรชัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าในความเป็นจริงมะเร็งกระเพาะอาหารในประเทศไทยนั้นพบได้ไม่มากเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆเช่นมะเร็งเต้านมมะเร็งปอดมะเร็งตับมะเร็งลำไส้ใหญ่ปกติมะเร็งกระเพาะอาหารแบ่งได้หลายชนิดเช่นมะเร็งเยื่อบุผิวกระเพาะมะเร็งจีสเป็นต้นหากกล่าวขึ้นทั่วๆ ไปมักหมายถึงมะเร็งเยื่อบุกระเพาะอาหาร

หลายคนคิดว่าถ้ามะเร็งก็คงรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง หรือให้ยาเคมี แต่ในความจริงนั้นพบว่าค่อนข้างมีความยากลำบากในการรักษา เพราะไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งชนิดไหนหรือจะรักษาด้วยวิธีใดๆ ก็ตามสิ่งแรกที่จะมีผลต่อการรักษาก็คือความแข็งแรงของผู้ป่วยว่ามีความแข็งแรงมากพอที่จะทนต่อการรักษารูปแบบต่างๆ จนครบตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ซึ่งกระเพาะเป็นอวัยวะที่รองรับอาหารอวัยวะแรกของร่างกายที่ย่อยอาหารส่งพลังงานไปยังส่วนต่างๆ นั่นก็คือถ้ากระเพาะเสียไปไม่สามารถทำงานได้ ผู้ป่วยก็จะขาดอาหาร ทำให้ไม่สามารถทนกับการรักษาแบบต่างๆ ได้จนครบ และทำให้ผลการรักษาแย่ลง  นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนมากที่มาตรวจก็มักจะมาพบแพทย์ในตอนที่ตนเองมีอาการเยอะมากแล้ว นั่นคือ กินไม่ได้มีอาเจียนหลังกิน เป็นต้น

สาเหตุการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

สำหรับการเกิดมะเร็งกระเพาะ นั้นเกิดได้จากสองกระบวนการหลักๆ อย่างแรกคือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการอักเสบของกระเพาะอาหารแล้วเรื้อรังจนเยื่อบุกระเพาะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งกระบวนการนี้จะมีเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Helicobacter pylori (H. Pylori, เอชไพโลไร) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กระบวนการอักเสบไม่หายและนำไปสู่การเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารดังนั้นการรักษาการอักเสบเรื้อรังร่วมกับกำจัดเชื้อโรคตัวนี้จึงอาจมีผลป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในอนาคต

อาหารที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้เช่นอาหารที่ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยเกลือหรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าอาหารที่ดองเกลืออาหารที่ผ่านการรมควันเป็นต้นก็อาจจะเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้

ความผิดปกติทางพันธุกรรมกับมะเร็งกระเพาะอาหาร กลไกการเกิดอีกแบบคือ เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิดแล้วทำให้กระบวนการเกิดมะเร็งเกิดได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแม้ว่าเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะป้องกันได้ แต่เราก็สามารถจะเฝ้าระวังได้ มะเร็งกระเพาะอาหารจะพัฒนาและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญการตอบสนองต่อยาเคมีไม่ค่อยดี ซึ่งถ้าตรวจพบผู้ป่วยในระยะท้ายๆ ผู้ป่วยอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากตรวจพบในระยะแรกการรักษาก็สามารถหวังผลให้หายขาดได้

ในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศที่พบมะเร็งกระเพาะอาหารมากจะแนะนำให้ประชาชนทุกคนเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่ว่าคนนั้นจะมีหรือไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารก็ตาม ที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้พบมะเร็งชนิดนี้และผู้ป่วยส่วนมากมาตรวจตอนที่มีอาการแล้วทำให้ผลการรักษาไม่ดี ซึ่งโดยทั่วไปการตรวจทางเดินอาหารมักจะตรวจแค่เพื่อรักษาอาการของโรคแผลในกระเพาะเป็นหลัก ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญของการคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหาร

เช็กญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกเหนือจากข้อบ่งชี้ของการตรวจกระเพาะอาหารที่เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางตามสื่อต่างๆ ทั่วไปแล้วสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามคือ ต้องทำการตรวจในรายที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารดังนี้ คือ

  • มีญาติสายตรงอย่างน้อย 1 คนเป็นตอนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองอย่างน้อย 2 คน เป็นตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น อย่างน้อย 3 คนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น มะเร็งเต้านมและกระเพาะอาหารในคนเดียวกันตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงมะเร็งกระเพาะอาหาร และมีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรอง คนอื่นเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50ปี
  • นอกจากนี้ ยังรวมถึงคนที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารรวมถึงมะเร็งอื่นๆ ด้วย

การรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

โรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายรูปแบบ ทั้งการให้ยาเคมี การให้รังสีรักษา และ การผ่าตัดซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นกับระยะของโรค ตำแหน่งของมะเร็งว่าอยู่ส่วนไหนของกระเพาะอาหาร ความแข็งแรงของผู้ป่วย โดยหลักการสำคัญจะมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตที่นานที่สุด โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น ถ้าหากตรวจพบในระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายการรักษาจะหวังผลเพื่อให้หายขาดจากโรคยังคงต้องใช้การผ่าตัดเป็นหลัก

สำหรับการผ่าตัดรักษานอกจากจะต้องตัดเนื้อกระเพาะอาหารให้หมดจากมะเร็งแล้วยังจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองโดยรอบที่คาดว่ามะเร็งจะกระจายตัวออกไปทั้งหมดจึงจะได้ผลการรักษาที่ดีซึ่งวิธีการผ่าตัดจะมีรายละเอียดและความแตกต่างจากการตัดกระเพาะทั่วๆไปในโรคที่ไม่ใช่มะเร็งชัดเจนทั้งนี้จากที่กล่าวมาข้างต้นว่ามะเร็งของกระเพาะอาหารนั้นพบได้ไม่บ่อยนัก

ดังนั้น ศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหารให้ได้ผลรับที่ดีจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในการผ่าตัดรักษามะเร็งกระเพาะอาหารมาก่อน ซึ่งผลการรักษาที่ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าอัตราการอยู่รอดและผลการรักษาได้รายงาน ไว้โดย รศ.นพ. จักรพันธ์ เอื้อนรเศรษฐ์ ใน J Med Assoc Thai Vol. 90 No. 2 2007 ซึ่งมีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีของมะเร็งกระเพาะอาหารที่ทำการผ่าตัดทุกระยะที่ยังไม่มีการแพร่กระจายอยู่ที่ 59% ซึ่งมากว่าทางประเทศตะวันตกที่ส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 14-37% แม้ว่ายังน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นที่เป็นต้นแบบของการผ่าตัดมะเร็งกระอาหารอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม (อาจเนื่องจากมีการแบ่งระยะของโรคที่แตกต่างกันกับประเทศญี่ปุ่น) และมีภาวะแทรกซ้อนโดยรวมอยู่ที่17% ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ควรได้รับการผ่าตัดจากศัลยแพทย์ที่ชำนาญด้านมะเร็งกระเพาะอาหาร

ทั้งนี้ ถ้าหากพบว่าเป็นมะเร็งระยะแรกๆ ก็จะสามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือผ่าตัดผ่านกล้องได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากการผ่าตัดรักษาบางคนจะไม่มีการเพาะบางคนก็อาจจะมีน้อยลง ก็คงต้องปรับตัวเรื่องการกินอาหาร เนื่องจากการที่ไม่มีกระเพาะจะทำให้การดูดซึมแร่ธาติและวิตามินบางชนิดแย่ลง จึงต้องได้รับคำแนะนำต่างๆ จากศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดว่าควรจะปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดอย่างไร และต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

‘Kawasaki Disease’ รู้จักกับโรคคาวาซากิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625092

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 08:40 น.

'Kawasaki Disease' รู้จักกับโรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ อีกอันตรายที่รุนแรงจนสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตเฉียบพลันได้

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย  เด็กๆ อาจไม่สบายได้ ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากมีหลายโรคที่มีอาการใกล้เคียงกันจนแทบจะแยกไม่ออก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรคคาวาซากิ ความรุนแรงของโรคสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ถึงตอนนี้พ่อแม่ของเด็กทั้งหลายคงอยากทราบสาเหตุของโรคนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกหลาน

รู้จักโรคคาวาซากิ

ข้อมูลโดย ศ.พญ.ดวงมณี เลาหประสิทธิพร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคคาวาซากิ พบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง  แต่ส่วนใหญ่จะพบในเพศชายมากกว่า และพบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า  5 ปี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1-2 ปี โรคนี้ตั้งชื่อตามนายแพทย์คาวาซากิ  ซึ่งเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่ได้รวบรวมรายงานผู้ป่วยเป็นคนแรกของโลก

สาเหตุของโรค ยังไม่ทราบแน่ชัด เคยมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส  การใช้แชมพูซักพรม  หรือการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่ไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริง  พบว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นหลายแห่งในร่างกาย  ทำให้เกิดอาการแสดงต่างๆ ประมาณร้อยละ 25 ของผู้ป่วย เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วย  หากให้การวินิจฉัยและรักษาได้ภายใน 10 วัน นับจากมีไข้ จะช่วยให้การอักเสบของหลอดเลือดลดลงประมาณร้อยละ 5

ลักษณะเด่นของโรคคาวาซากิ            

  • เด็กจะมีไข้สูงทุกคน โดยมากมักเป็นนานเกิน 5 วัน บางรายอาจนาน 3–4 สัปดาห์อาจมีผื่นขึ้นตามตัวและแขนขา            
  • ตาขาวจะแดง 2 ข้าง แต่ไม่มีขี้ตา           
  • ริมฝีปากแห้งแดง อาจแตกมีเลือดออก ลิ้นแดงเป็นตุ่มๆ คล้ายผิวสตรอเบอร์รี่            
  • ฝ่ามือและฝ่าเท้าบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโต            

อาการทั้งหมดนี้จะเกิดภายในสัปดาห์แรก ในสัปดาห์ที่ 2 จะมีการลอกของผิวหนัง โดยเริ่มจากบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า และอาจลามไปที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า

อาการแสดงอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วม  ได้แก่  ข้ออักเสบโดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวอาจหายได้เองแม้ไม่ได้รับการรักษา แต่ที่สำคัญคือ โรคนี้อาจทำให้เกิดการอักเสบของหัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจมีลักษณะโป่งพอง ตีบหรือแคบได้ ในรายที่หลอดเลือดตีบแคบมาก อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยงเหมือนที่พบในผู้ใหญ่ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

เนื่องจากการวินิจฉัย  ต้องอาศัยอาการเป็นหลักร่วมกับการตรวจเลือด  ซึ่งอาการแสดงมักเกิดไม่พร้อมกัน  จึงทำให้เกิดความยากในการวินิจฉัยหากไม่ได้นึกถึงโรคนี้

ภาวะแทรกซ้อนที่พบ

ข้อมูลโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง อิงคนิจ ชลไกรสุวัฒน์  กุมารเวชศาสตร์เฉพาะทาง ระบุว่า โรคหัวใจหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโป่งพอง (coronary aneurysm) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยการตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวต้องอาศัยการตรวจโดยใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography)

การรักษา

การดูแลรักษาต้องอาศัยการดูแลร่วมกันระหว่างกุมารแพทย์ทั่วไปและกุมารแพทย์โรคหัวใจ โดยผู้ป่วยที่ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคคาวาซากิควรได้รับ intravenous gammaglobulin (IVIG) ในขนาดสูงเพื่อลดโอกาสการเกิดหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพอง ร่วมกับการให้ aspirin

การรักษา ในช่วงที่มีไข้ใน 10 วันแรก จะต้องตรวจหัวใจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ เพื่อดูลักษณะหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และให้ยาลดการอักเสบคือยาแอสไพรินขนาดสูงให้รับประทานอย่างต่อเนื่องประมาณ 1–2 สัปดาห์ และให้โปรตีนชนิดหนึ่งเข้าหลอดเลือดดำ  พบว่าหลังให้ยาดังกล่าว ไข้มักจะลดลงภายใน 24 – 48 ชั่วโมง หลังจากไข้ลดจะต้องให้ยาแอสไพรินขนาดต่ำวันละ 1 ครั้ง รับประทานต่อเนื่อง 6–8 สัปดาห์ เพื่อป้องกันเกล็ดเลือดรวมกันเป็นก้อน ซึ่งอาจไปเพิ่มการอุดตันในหลอดเลือดที่ผิดปกติได้

หลังจากนั้นถ้าตรวจอัลตราซาวน์หัวใจซ้ำ พบว่า หลอดเลือดหัวใจปกติก็สามารถหยุดยาได้ และจากการติดตามผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดผิดปกติหลัง 8 สัปดาห์นับตั้งแต่มีไข้ไปจนถึงเวลา 1 ปีหลังจากนั้น พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ ที่เหลือ 1 ใน 3 ยังมีความผิดปกติอยู่ต้องติดตามเป็นระยะ และรับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำไปตลอด

ทั้งนี้ โรคคาวาซากิเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาการสำคัญคือไข้สูง ปากแดง ตาแดง มือเท้าบวมลอก ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และผื่นตามร่างกาย สามารถหายได้เองแต่ถ้าวินิจฉัยช้าหรือให้การรักษาไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อนสำคัญ คือ การอักเสบของหลอดเลือดแดงเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพอง หรืออุดตัน ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดตามมา ดังนั้นเมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการไข้สูงเป็นเวลาหลายวันร่วมกับมีอาการดังกล่าว ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์โรคหัวใจเพื่อให้ได้รับตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

.

ที่มา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล / โรงพยาบาล WMC (เวิลด์เมดิคอล)