‘วิตามิน’ กับ ‘ยา’ ความเหมือนบนความต่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626916

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 15:40 น.'วิตามิน' กับ 'ยา' ความเหมือนบนความต่างเภสัชกรชี้ “วิตามิน” ไม่ใช่ “ยา” ความคล้ายที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด พร้อมแนะใช้ให้ถูกวิธีเพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัย

ร่างกายของคนเรามีสารต่างๆ ประกอบอยู่ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน น้ำตาล วิตามิน และแร่ธาตุ การได้รับ “วิตามิน” ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะวิตามินสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต แตกต่างกับ “ยา” ซึ่งหากใช้ติดต่อกันเป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อตับและไตได้ ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิตามินและยา จากทีมเภสัชกรไบโอฟาร์ม แนะนำเรื่องนี้เอาไว้ว่า

ความแตกต่างของ “วิตามิน” กับ “ยา”

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ยา กับ วิตามิน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่าง ๆ ได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย

หลักการใช้ยาที่ถูกต้อง

เมื่อเรารับประทานยาจนหายป่วยแล้ว ต้องหยุดใช้ยา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี หากใช้เป็นประจำและเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดอาจเกิดการสะสมในร่างกาย และส่งผลเสียต่อตับและไตได้

“วิตามิน” สิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้

วิตามิน คือสารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ หากขาดวิตามินแล้ว ร่างกายจะแสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นทันที และเมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น สามารถตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ และรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

วิตามินแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต โดยการปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง
  • วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผูที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม้ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

แม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ ช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก

สำหรับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับทุกวัน ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้วจะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล

วิตามินเกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สารอนุมูลอิสระ เปรียบเสมือนยาพิษ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือ เจอกับมลภาวะ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งความน่ากลัวของอนุมูลอิสระคือ แม้จะไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้วการเสริมวิตามินและเกลือแร่ จะเป็นเกราะป้องกันอนุมูลอิสระชั้นดีให้กับร่างกาย แต่สิ่งที่ควรทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทำลายสุขภาพ ก็จะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง

แพทย์ไทยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626765

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 07:58 น.แพทย์ไทยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19เคสแรกของโลก ‘หมอรามาฯ’ เผยความสำเร็จปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมด้วย มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยความสำเร็จ ในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างเร่งด่วนเคสแรกของโลก จากเด็กชายศิลา บุญกล่อมจิตร (น้องจีโอ้) ผู้บริจาคไขกระดูกวัย 5 ขวบ ขณะติดเชื้อโควิด-19 เพื่อรักษา เด็กหญิงจินตนาการ บุญกล่อมจิตร (น้องจีน) พี่สาววัย 7 ขวบ ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียตั้งแต่กำเนิด ตอกย้ำความเป็นเลิศทางการแพทย์และก้าวสำคัญของรามาธิบดีในฐานะโรงเรียนแพทย์ที่พึ่งของผู้ป่วย

“เคสนี้มีความท้าทายและซับซ้อนเป็นอย่างมาก ในวันที่เราจะต้องเก็บสเต็มเซลล์น้องจีโอ้ กลับตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 น้องจีโอ้จึงอยู่ในฐานะผู้ป่วยอีกคน อีกทั้งผู้ป่วยสองคนยังอายุน้อยด้วยกันทั้งคู่คือ 5 และ 7 ขวบ ทุกขั้นตอนจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ การจัดเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูกจึงมีความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของสเต็มเซลล์ที่ได้จะมีเชื้อโควิด-19 รวมถึงขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากน้องจีโอ้ต้องถูกกักโรคและส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ที่เป็นศูนย์ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในขณะที่น้องจีนยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลร2าธิบดี และความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงขณะปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ซึ่งเคสนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในโลกสำหรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างเร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19” ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในเด็ก อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

นอกจากความเสี่ยงของเชื้อโควิด-19 แล้ว การทำงานของคณะแพทย์ยังต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากน้องจีนได้เข้ากระบวนการเตรียมความพร้อมของร่างกายด้วยการรับเคมีบำบัดหรือคีโมจนครบเรียบร้อยแล้ว ร่างกายจึงมีภูมิคุ้มกันต่ำและเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในเวลานั้น

“การจะหาสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคใหม่ให้พี่จีนขณะนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจะหาสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้ในผู้บริจาคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมมีน้อยมาก คิดเป็นอัตราส่วน 1 ใน 20,000-50,000 ราย ซึ่งต้องใช้เวลา ส่วนการตัดต่อยีนส์ไม่สามารถทำได้เนื่องจาก สเต็มเซลล์ของน้องจีโอ้จึงเป็นความหวังเดียว ทีมแพทย์ได้ประชุมและร่วมกันพิจารณาอย่างรอบครอบ จนมั่นใจแล้วว่าโอกาสสำเร็จในเคสนี้มีมากกว่าความเสี่ยง จึงตัดสินใจดำเนินการเจาะไขกระดูกเพื่อเก็บสเต็มเซลล์ของน้องจีโอ้ทันที วินาทีที่เราตรวจสเต็มเซลล์ที่ได้ว่าเป็นสเต็มเซลล์ปลอดเชื้อโควิด-19 และการปลูกถ่ายไปยังพี่จีนประสบผลสำเร็จ จึงไม่เพียงเป็นความน่ายินดีที่เราสามารถช่วยชีวิตคู่พี่น้องได้อย่างปลอดภัย แต่นี่ยังถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่น่าภาคภูมิใจของการแพทย์ไทยอีกด้วย” รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ แพทย์ผู้ดำเนินการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด อาจารย์สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นและถูกทำลายได้ง่าย ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อน นอกจากการรักษาแบบประคับประครองโดยการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็กแล้ว ปัจจุบันพบว่าสามารถรักษาผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดได้ ด้วยวิธีการดัดแปลงพันธุกรรมของเซลล์ในร่างกายผู้ป่วยเองหรือการตัดต่อยีน หรือด้วยวิธีการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากไขกระดูกของบุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีไปยังผู้ป่วย โดยทั้งผู้ให้และผู้รับต้องมีความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อโดยสมบูรณ์ 100% โรงพยาบาลรามาธิบดีประสบความสำเร็จในการรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532

“ครอบครัวเรามีความผูกพันธ์กับโรงพยาบาลรามาธิบดีฯ มากว่า 7 ปี คุณแม่ของพี่จีนและน้องจีโอ้ ฝากครรภ์ที่นี่ทั้งสองครั้ง คุณหมอตรวจพบว่าน้องจีนป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย มีแนวโน้มตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ที่ผ่านมาน้องจีนเข้ารับการรักษาและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาโดยตลอด จนปลายปี 2561 ครอบครัวได้รับข่าวดี ว่าผลการตรวจเนื้อเยื่อของพี่จีนและน้องจีโอ้เข้ากันได้ คุณหมอบอกว่าครอบครัวเราโชคดีมากๆ เพราะโอกาสที่พี่น้องจะมีเนื้อเยื่อตรงกันนั้นมีเพียงแค่ร้อยละ 25 ครอบครัวจึงตัดสินใจให้น้องจีนเข้ารับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างไม่ลังเล โดยน้องจีนได้รับคิวผ่าตัดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา” คุณพ่อน้องจีน-จีโอ้ กล่าว

“ยอมรับว่าตอนนั้น ผมแทบล้มทั้งยืน รู้สึกเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อใกล้ถึงวันที่พี่จีนจะได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ความหวังรอพวกเราอยู่แล้ว แต่กลับได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายติดเชื้อโควิด-19 ภรรยาเองก็ติดเชื้อไปด้วย ทุกคนจำเป็นต้องแยกจากกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หากเป็นในสถานการณ์อื่นผมคงมืดแปดด้านและทำอะไรไม่ถูก แต่ในความกังวลนี้ผมก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่ครอบครัวอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาโดยตลอด หลังทราบข่าว ทีมคุณหมอก็ได้เข้ามาพูดคุยและให้ความเชื่อมั่นว่าการผ่าตัดมีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จมากกว่า อีกทั้งน้องจีโอ้และคุณแม่ก็อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ที่เป็นศูนย์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยครั้งนี้ทางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ซึ่งช่วยแบ่งเบาครอบครัวได้เยอะมากอีกด้วย” คุณพ่อน้องจีน-จีโอ้ กล่าว

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ในฐานะองค์กรการกุศล มีพันธกิจในการเป็นศูนย์กลางการระดมทุน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งทางด้านพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการวิจัย รักษา และป้องกัน รวมไปถึงการก่อสร้างอาคาร เพิ่มจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วย จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ตลอดจนการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายจำเป็นต่างๆ ของผู้ป่วยอีกด้วย

“มูลนิธิรามาธิบดีฯ มุ่งมั่นจะเป็นที่พึ่งของคนไทยทุกคนให้พ้นจากความเจ็บป่วย สนับสนุนค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลให้ประชาชนทุกระดับได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานและเป็นไปอย่างทั่วถึง จึงใคร่ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสมทบทุนเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษา ตลอดจนสนับสนุนด้านการค้นคว้าและวิจัยทางการแพทย์ พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อเป็นรากฐานที่ยั่งยืนในการรักษา และช่วยเหลือผู้ป่วยในอนาคต” นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวปิดท้าย

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เชื่อมั่นว่าการมอบสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนคือการให้อันยิ่งใหญ่และไม่สิ้นสุด และมุ่งมั่นเป็นสื่อกลางให้ผู้มีจิตศรัทธาได้มอบ “การให้อันยิ่งใหญ่และไม่สิ้นสุด” นี้แก่สังคมไทยตลอดไป

โรคเบาหวาน : ภาวะน้ำตาลสูง-ต่ำ อันตรายแค่ไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626689

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 12:15 น.โรคเบาหวาน : ภาวะน้ำตาลสูง-ต่ำ อันตรายแค่ไหน?รู้จักกับ “ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง-ต่ำในผู้ป่วยเบาหวาน” จับทางสัญญาณบ่งบอก วิธีสังเกตอาการ การช่วยเหลือตัวเอง และการป้องกัน

ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ต่างก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ทั้งนั้น โดยคนส่วนมากจะรู้จักเพียงภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน แล้วรู้หรือไม่ว่า ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน มาทำความเข้าใจกับภาวะระดับน้ำตาลในเลือดำให้มากขึ้น พร้อมกับลองพิจารณาดูว่าเรากำลังถูกโรคนี้คุกคามอยู่หรือไม่

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) 

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและไม่พบกรดคีโตนคั่ง ภาวะนี้พบได้ในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ค่อยดีจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมื่อมีความเจ็บป่วยรุนแรงหรือร่างกายเกิดการติดเชื้อ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกระหายน้ำมาก คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อยและมากผิดปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืนอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดตาพร่ามัวซึม อาจถึงขั้นหมดสติ หรือมีอาการชักกระตุกเฉพาะที่  
  2. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและมีกรดคีโตนคั่ง หมายถึง ภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ร่วมกับมีสารคีโตนคั่งในเลือดเฉียบพลัน ทำให้มีกรดเกินในกระแสเลือด ภาวะนี้ค่อนข้างอันตรายรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ มักเกิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากขาด การฉีดอินซูลิน หรือได้รับยาไม่เพียงพอ หรือภาวะเครียดจากการเจ็บป่วย อาการทีพบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียนมาก ปัสสาวะบ่อย ลมหายใจมีกลิ่นเหมือนผลไม้ หายใจเหนื่อยหอบลึก อาจช็อคหมดสติ การรักษาภาวะฉุกเฉินนี้ ดื่มน้ำมากๆ และรีบไปโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ช่วยตนเองอย่างไร? … เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

  • ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
  • ถ้ามีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ควรเจาะเลือดเช็คดูระดับน้ำตาลว่าสูงเท่าใด
  • ปรับขนาดยาฉีดอินซูลินขึ้น 1-2 ยูนิต ในกรณีที่ไม่แน่ใจควรโทรปรึกษาแพทย์ หรือทีมวิทยากรเบาหวาน
  • หากมีอาการรุนแรงมากกว่านี้ ควรมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

จะป้องกันอย่างไร? … ไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

  1. ควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  2. รับประทานยาหรือฉีดอินซูลินตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  3. ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ
  4. เมื่อมีอาการเจ็บป่วย ควรไปพบแพทย์
  5. ห้ามหยุดฉีดอินซูลิน หรือหยุดรับประทานยาเอง
  6. มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

หมายถึง ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 60 มก./ดล. หรือเป็นผู้เป็นเบาหวาน บางราย เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มก./ดล. อาจมีอาการได้ในกรณีที่มีประวัติน้ำตาลสูงมากๆ

สัญญาณบอกว่า…ว่าเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

  • เหงื่อออกมาก ตัวเย็น
  • ใจสั่น หัวใจเต้นแรงและเร็ว
  • หิวมาก มือสั่น
  • อารมณ์หงุดหงิดง่ายปวดศรีษะ มึนงง หน้ามืด ตาลาย
  • ถ้าอาการรุนแรงอาจชักหรือหมดสติถ้าเกิดเวลากลางคืน อาจมีอาการปวดศรีษะ มึนงง เหงื่อออกมากขณะหลับ ฝันร้าย เมื่อตื่นขึ้นมาอาจสังเกตว่าเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นได้อย่างไร?

  1. รับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน พลาดเวลาอาหารหลัก รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
  2. ฉีดอินซูลิน หรือรับประทานยามากเกินไป
  3. ออกกำลังกายหักโหม หรือทำงานหนักมากกว่าปกติ
  4. การรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงท้องว่าง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้

จะช่วยตัวเองอย่างไร?….เมื่อเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

ถ้าอาการไม่มาก และเกิดขึ้นใกล้เวลาอาหาร ควรรีบรับประทานทันที หรือรีบรับประทานของว่าง เช่น ขนมปัง นม ผลไม้รสหวานก่อน

กรณีที่มีอาการค่อนข้างมาก แต่ยังรู้สึกตัว ให้ดื่มน้ำหวาน ½ – 1 แก้ว หรืออมลูกอม 1-2 เม็ด หรือน้ำตาล 2 ก้อน อาการควรจะดีขึ้นภายใน 5-10 นาที แล้วรีบรับประทานข้าว หรืออาหารประเภทแป้ง แต่ถ้าสังเกตอาการตนเองแล้วยังรู้สึกไม่ดีขึ้น สามารถดื่มน้ำหวานซ้ำอีก 1 แก้ว ทันที

ถ้ามีอาการรุนแรงถึงขั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว ห้าม ให้ลูกอม หรือดื่มน้ำหวาน เพราะอาจทำให้สำลัก รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือคลินิกที่ใกล้ที่สุด แล้วแจ้งแพทย์ที่ดูแลด้วยว่าเป็นเบาหวาน

จะป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำได้อย่างไร?

  1. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
  2. ฉีดยา และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง (ทั้งปริมาณยา และเวลา)
  3. หากจำเป็นต้องออกกำลังกายนานกว่า 30 นาที ควรรับประทานอาหารว่าง เช่น นม ขนมปัง หรือผลไม้ รองท้องประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย
  4. ปรึกษาแพทย์ในกรณีที่ต้องรับประทานยารักษาโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะยานั้นอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
  5. แจ้งบุคคลใกล้ชิดให้ทราบว่าท่านเป็นเบาหวาน และอธิบายวิธีช่วยเหลือ เมื่อมีอาการผิดปกติควรมีลูกอม น้ำตาลก้อน หรือน้ำผลไม้พกติดตัวไว้เพื่อเดินทางยาม ฉุกเฉิน
  6. ถ้ามีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ควรเจาะเลือดเช็คระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ

สมุนไพรไล่ยุง ของดีใกล้ตัวจากคำแนะนำของแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626683

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 11:35 น.สมุนไพรไล่ยุง ของดีใกล้ตัวจากคำแนะนำของแพทย์ยุงลายเป็นพาหะนำโรคร้ายอย่าง “โรคไข้เลือดออก” คำแนะนำของแพทย์เรื่องสมุนไพรที่ช่วยไล่ยุง รู้ไว้ของใกล้ตัวอาจช่วยเราให้ห่างไกลจากไข้เลือดออกได้

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่พบว่ามีการระบาดของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ปัจจุบันของโรคไข้เลือดออกคาดว่า ในปี 2563 จะมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกประมาณ 140,000 ราย สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยโรคไข้เลือดออก คือ กลุ่มเด็กวัยเรียน (อายุ 5-14 ปี) แต่กลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตนั้น คือ วัยผู้ใหญ่ (อายุ 35 ปีขึ้นไป) โดยเฉพาะในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

สำหรับโรคไข้เลือดออกมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรกถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องโดยเฉพาะในระยะ ที่มีเลือดออก (ระยะช็อก) ก็อาจส่งผลทำให้เสียชีวิตได้ และวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออก คือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งภายในบ้าน ชุมชน รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ

นายแพทย์สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำประชาชนใช้สมุนไพรพื้นบ้านช่วยไล่ยุง ป้องกันโรคไข้เลือดออกในช่วงฤดูฝน หาง่าย ใช้สะดวก เป็นที่รู้จักของคนในชุมชน มีสารสำคัญช่วยไล่ยุง ป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกได้ เช่น ตะไคร้หอม มีสารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหยง่าย (Citronella oil) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงอื่นๆ วิธีการนำมาใช้ไล่ยุงง่าย ๆ เพียงแค่นำต้นตะไคร้หอมสดมาขยี้หรือทุบให้มีกลิ่น แล้วนำไปวางไว้บริเวณมุมอับหรือจุดที่ต้องการไล่ยุง นอกจากนี้ ยังสามารถ นำสมุนไพรชนิดอื่นมาใช้ไล่ยุงได้โดยใช้วิธีเดียวกัน ได้แก่ ตะไคร้ ผิวมะกรูด กะเพรา โหระพา ยูคาลิปตัส เป็นต้น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมใช้ที่ทำมาจากตะไคร้หอม สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือตามร้านสะดวกซื้อ แต่หากต้องการทำสเปรย์ตะไคร้หอมไว้ใช้ ก็มีวิธีทำง่ายๆ โดยหั่นตะไคร้หอมเป็นชิ้นเล็กๆ ปริมาณ 100 กรัม ผิวมะกรูดหั่นปริมาณ 50 กรัม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ใส่ลงในโหลแก้วเติมเอทิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 1 ลิตร ใส่การบูรปริมาณ 10 กรัม ปิดฝาให้แน่นหมักไว้ 7 วัน ระหว่างทำการหมักต้องเขย่าโหลแก้วทุกวัน เมื่อครบกำหนดกรองเอาแต่น้ำนำมาบรรจุขวดสเปรย์ ให้ติดฉลากว่าสเปรย์ตะไคร้หอมกันยุง เพื่อป้องกันการหยิบใช้ผิด วิธีใช้ให้ฉีดตามผิวกายแต่ควรระวังการสัมผัสกับเยื่อบุอ่อนที่บอบบาง เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้

ข้อมูลโดย  น.พ.สมชาย แสงกิจพร เผยว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดขณะนี้คือการป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวไม่ให้ยุงกัด โดยใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงที่มีประสิทธิภาพดี ซึ่งประชาชนยังสามารถนำสมุนไพรไทยมาใช้ทาป้องกันยุงกัดได้ สำหรับสารออกฤทธิ์ที่เป็นสมุนไพร หากเป็นสารชนิดเดียว เช่น น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมต้องทาซ้ำทุกครึ่งชั่วโมง เนื่องจากป้องกันยุงลายได้น้อยกว่ายุงรำคาญ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต้องมีสารเสริมฤทธิ์และสารที่ช่วยให้ติดทนนาน

อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาวิจัยแล้วว่า การใช้สมุนไพรหลายชนิดรวมกันจะให้ผลในการป้องกันยุงได้ดีกว่าการใช้สมุนไพรชนิดเดียว ซึ่งสมุนไพรส่วนที่ออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยจะหมดฤทธิ์เร็วกว่าสูตรที่เป็นดีทหรือไออาร์ นอกจากนี้ ยังต้องให้ความรู้กับประชาชนอีกว่าตะไคร้หอมเพื่อป้องกันยุงกัดนั้นจะต้องนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยและทำเป็นสูตรตำรับเฉพาะก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ การขยี้ ตี ตำ หรือปลูกตะไคร้หอมไว้บริเวณรอบบ้านตามที่เคยเชื่อมานั้นไม่สามารถป้องกันยุงกัดได้ 

ทั้งนี้ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การระบาดของไข้เลือดออก ขอแนะนำให้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ยุงชุกชุม ไม่สวมเสื้อผ้าสีทึบ และควรพกพาสเปรย์ตะไคร้หอมติดตัวไว้ไล่ยุง ทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดและป้องกันโรคที่จะมากับยุงในช่วงฤดูฝนนี้ 

10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626467

วันที่ 22 มิ.ย. 2563 เวลา 09:19 น.10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน”รู้จักโรคไมเกรนกันดีแค่ไหน อ่านก่อนรู้ก่อน 10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” โดยแพทย์ด้านประสาทวิทยา

ข้อมูลโดย นพ.อดิศักดิ์  กิตติสาเรศ อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยา จากศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ความรู้สุขภาพเรื่อง 10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” ดังนี้

เรื่องที่ 1 ปวดศีรษะไม่ได้มีแค่ไมเกรน

การปวดศีรษะเป็น ระบบเตือนของร่างกายที่แสดงออกมา เพื่อให้เรารู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นและจะได้ตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ใช่เพื่อให้รับยาแก้ปวดแล้วจบเรื่อง มีโรคที่ทำให้ปวดศีรษะได้จำนวนมาก มีหลายโรคที่มีลักษณะคล้ายการปวดของไมเกรน ดังนั้น หากท่านมีอาการปวดที่มากขึ้น ไม่แน่ใจในลักษณะอาการปวด ควรพบผู้เชี่ยว ชาญเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

เรื่องที่ 2 ปวดศีรษะไมเกรนเป็นอย่างไร

การปวดศีรษะของไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ผิวสมอง ทำให้สมองถูกกระตุ้นได้ง่ายและไวกว่าปกติ เมื่อมีการปวดแล้วจะมีการรับรู้ที่ระบบประสาทรับความรู้สึกที่เพิ่มมากกว่าปกติ ทำให้รู้สึกถึงการเต้นของหลอดเลือดเกิดอาการปวดขึ้น มักปวดบริเวณขมับร้าวไปกระบอกตา ลักษณะตุ๊บๆ เหมือนหลอดเลือดเต้น มักเป็นทีละข้างสลับไปมาได้ นอกจากนี้ยังไม่อยากได้กลิ่น ได้ยินเสียงหรือรับแสง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะพักไปนอนเพื่อให้ได้หลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นต่างๆ ก็จะดีขึ้น อาจมีอาการร่วมอื่นๆ ที่พบบ่อย คือ การเห็นแสงเป็นเส้นซิกแซกผิดปกติการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อมีอาการเรื้อรังจะมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจมีลักษณะอาการปวดเปลี่ยนลักษณะและอาการแสดงอื่นๆ ร่วมได้ เช่น เจ็บที่หนังศีรษะเวลาถูกสัมผัส นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้หญิงอีกด้วย

เรื่องที่ 3 ปวดศีรษะต้องเอ็กซเรย์สมองหรือไม่

หลายคนเข้าใจว่าการปวดศีรษะจำเป็นต้องมีอะไรในศีรษะและสมองทุกกรณี ซึ่งไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามหากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ลักษณะมีอาการปวดรุนแรงในทันที, มีอาการซึมลง, อ่อนแรงแขนขา, ชา, พูดไม่ชัด, อาการปวดที่รุนแรงและถี่มากขึ้น, อาการปวดศีรษะครั้งแรกในผู้สูงอายุ (>50 ปี) และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรค โดยการเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) แล้วแต่กรณี

เรื่องที่ 4 ทำอย่างไรไม่ให้ปวดศีรษะไมเกรน

โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีสิ่งกระตุ้นที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่พบบ่อย คือ แสงแดด อากาศร้อน หนาว กลิ่นเหม็นการใช้เหล้า บุหรี่ อาหารบางชนิด การอดหลับอดนอน ภาวะเครียด การมีประจำเดือน ควรสังเกตุและหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้กระตุ้นการเกิดไมเกรน

เรื่องที่ 5 ยาแก้ปวดกินอย่างไรถึงได้ผลดี

ในระยะที่มีการปวดศีรษะต้องรับประทานทันทีที่เริ่มปวดศีรษะจึงจะได้ผลดี ยาที่ใช้ได้ คือ พาราเซตามอล,ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), ยากลุ่มทริปแทน (Triptan) และยาที่มีส่วนผสมของเออโกทามีน(Ergotamine) การใช้ยาแต่ละชนิดมีข้อควรระวังที่ต่างกัน ต้องอ่านฉลากก่อนใช้ยา ควรได้รับคำแนะนำจากผู้ เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

เรื่องที่ 6 ถ้าปวดถี่มากขึ้นทำอย่างไรดี

เมื่อเป็นไมเกรนที่รุนแรงถี่มากขึ้นควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาการรับยาป้องกันการปวดศีรษะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไป และป้องกันการเกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวด (MOH) ยาที่ใช้ในการป้องกันมีหลายชนิด เช่น Amitriptyline, Nortriptyline, Topiramate, Valproic acid, Propanolol, Flunarizine การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย ที่สำคัญ คือ ยากลุ่มนี้ต้องรับประทานทุกวันในขนาดที่เหมาะสม

เรื่องที่ 7 กินยาป้องกันทุกวันจะอันตรายไหม

โดยทั่วไปการรับประทานต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสมมีความปลอดภัยกว่าการรับประทานยากลุ่มแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง เมื่ออาการดีขึ้นแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งสามารถหยุดได้ ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและหายจากอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ ยาในกลุ่มป้องกันมีหลายชนิดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณา

เรื่องที่ 8 รู้จักไหม “เออร์โกทิซึม”

ในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่มีส่วนผสมของเออร์โกทามีน (Ergotamine) ในขนาดสูง มีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการนี้ จะมีอาการคือหลอดเลือดส่วนปลายหดตัวอย่างรุนแรง ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเขียวคล้ำ อาจขาดเลือดจนมีการตายของเนื้อเยื่อได้, เป็นตะคริว, ปวดเกร็งท้อง, ชัก ,ความรู้สึกตัวผิดปกติ มียาหลายกลุ่มที่เมื่อรับประทานคู่กับยากลุ่มนี้แล้วเกิดความเป็นพิษได้สูง เช่น ยาฆ่าเชื้อรายต้านไวรัสกลุ่ม Prptease inhibitor, ยาฆ่าเชื้อกลุ่มMacrolideควรพิจารณาใช้อย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์

เรื่องที่ 9 รู้ไหมการออกกำลังกายช่วยให้หายไมเกรนได้                                   

มีหลายการศึกษาที่บ่งชี้ถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิคในสถานที่ธรรมชาติที่มีสิ่งแวดล้อมสีเขียวและการผ่อนคลายความเครียด สามารถช่วยให้อาการปวดศีรษะไมเกรนหายได้เร็วยิ่งขึ้น จึงควรทำการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างต่อเนื่องแล้วอาการจะดีขึ้นเกินคาด

เรื่องที่ 10 คาถารักษาไมเกรน

หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

ร้อนก็กางร่มใส่แว่นดำ

หนาวก็หาผ้าไว้คลุมกาย

เรื่องเครียดอดนอนเราไม่ทำ

เริ่มปวดหัวแล้วรีบกินยาโดยฉับพลัน

ปวดถี่เมื่อใดหาหมอหาเหตุรับยาป้องกันแล้วกินทุกวัน

หมั่นขยันออกกำลังกาย

ขอขอบคุณ : ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

‘เลี่ยง ลด เลือก’ ต้องกินอย่างไรเมื่อไขมันขึ้น!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626466

วันที่ 22 มิ.ย. 2563 เวลา 06:10 น.‘เลี่ยง ลด เลือก’ ต้องกินอย่างไรเมื่อไขมันขึ้น!!รู้หรือไม่! ว่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีอันตรายอย่างไร แล้วต้อง ‘เลี่ยง ลด เลือก’ การบริโภคแบบไหนไม่ให้ไขมันขึ้นสูง!!

เมื่อไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เกิดปื้นเหลืองที่ผิวหนัง เป็นเม็ดพุพอง หากมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาจรุนแรงถึงขั้นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ตับโต ม้ามโต อ่านดูแล้วไม่โก้เลยสักนิด อย่างนี้ต้องมาพิชิตไขมันไม่ดีด้วยวิธีง่ายๆ  จาก อ.พญ.นิพาวรรณ  ไวศยะนันท์ อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อ และนักกำหนดอาหาร  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาเชียงใหม่ ดังนี้

ลดพลังงานรวมต่อวัน

เลี่ยง : อาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งต่างๆ เช่น ไส้กรอก แฮม ขนมเค้ก เบเกอรี่ คุกกี้ มันฝรั่งทอด

ลด : ปริมาณอาหารที่จะรับประทาน ควรรับประทานอาหารหลากหลาย แต่อย่างละเล็กอย่างละน้อย

เลือก : ชิมอาหารก่อนปรุงรสทุกครั้ง ควรเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยน้ำตาล

เลือก : อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อทราบปริมาณพลังงานและส่วน ประกอบที่จะรับประทาน

เลือก : ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ (หากอ้วนควรลดน้ำหนัก) ควรมีรอบเอวไม่เกินครึ่งหนึ่งของความสูง

เพิ่มอาหารที่มีไฟเบอร์สูงทดแทนแป้งและน้ำตาล

เลี่ยง/ลด : ข้าวเหนียว ข้าวขัดสี แป้งและน้ำตาล ขนมหวานต่างๆ เช่น ขนมไทยรสหวานจัด บราวนี่ เค้ก คุกกี้ โดนัท ขนมปังเนยน้ำตาล นมข้นหวาน น้ำผึ้ง ทอฟฟี่ น้ำตาลมะพร้าว

เลี่ยง : เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ นมรสหวาน นมเปรี้ยว โยเกิร์ตพร้อมดื่ม น้ำอัดลม น้ำอ้อยสด เครื่องดื่มผง 3 in 1 เครื่องดื่มชูกำลัง

เลี่ยง : ผลไม้แช่อิ่ม น้ำผลไม้ที่ผสมน้ำตาลสูง ผลไม้ที่จิ้มพริกน้ำตาลหรือน้ำปลาหวานปริมาณมาก

เลือก : รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ผัก ธัญพืช ถั่ว ขนมปังโฮลวีล ข้าวกล้องหรือข้าวขัดสีน้อยชนิดอื่นๆ

เลือก : รับประทานผลไม้สดหรือผลไม้ปั่นไม่แยกกาก แทนขนมหวานปริมาณ 3-4 จานเล็กต่อวัน (ขนาดจานรองกาแฟ)

เลือก : เครื่องดื่มน้ำตาลน้อย เช่น นมรสจืดไขมันต่ำ น้ำเปล่า กาแฟดำไม่เติมน้ำตาล น้ำสมุนไพรไม่เติมน้ำตาล เช่น น้ำใบเตย น้ำตะไคร้ น้ำขิง น้ำมะตูม

ลดอาหารมัน โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์

เลี่ยง : เนื้อสัตว์ติดมันติดหนัง มาการีน (เนยเทียม) อาหารทอดต่างๆ เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก ไส้อั่ว  แหนม แฮม โบโลน่า หมูยอ)

เลือก : รับประทานปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ที่ไม่ติดมันติดหนัง

เลือก : โปรตีนจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ปรุงประกอบทดแทนโปรตีนจากสัตว์ และเวย์โปรตีนในบางมื้ออาหาร อาจช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์

เลือก : รับประทานแหล่งโอเมก้า 3 จากปลาทะเล (ปลาซาดีน ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาทู ปลาทูน่า)     หรือปลาน้ำจืด (ปลาช่อน) ขนาดชิ้นประมาณเท่าฝ่ามือ อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือจากเมล็ดพืช เช่น เมล็ดดาวอินคา งาม้อน เมล็ดเชีย เมล็ดฟักทอง ซึ่งมีส่วนช่วยในลดไขมันไตรกลีเซอไรด์

เลือก : ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันเมล็ดแฟล็ก น้ำมันถั่วเหลือง   (น้ำมันควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวิธีการปรุงประกอบ)

เลือก : รับประทานถั่วเปลือกแข็ง เช่น ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พิตาชิโอ แมคคาเดเมีย อัลมอนด์     วอลนัท ปริมาณไม่เกิน 1 กำมือต่อวัน (30 กรัม)

เลือก : รับประทานแหล่งใยอาหารที่ละลายน้ำได้และสารพฤกษเคมีในพืช ชื่อว่า แพลนท์สเตอรอล  (plant sterols) พบในธัญพืชต่างๆ เมล็ดพืช พืชตระกูลถั่ว จมูกข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์  รำข้าวและมะเขือม่วง อาจช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์

นอกจากนี้ ยังควรออกกำลังกายให้หัวใจได้สูบฉีดเลือด เพื่อสุขภาพร่างกายและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพียงแค่นี้เราก็จะมีสุขภาพการที่แข็งแรง แถมไตรกลีเซอไรด์ในเลือดไม่สูงอีกด้วย.

ที่มา : sriphat 

5 กลุ่มอาหารไตรกลีเซอไรด์สูง ตัวการทำไขมันในเลือดพุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626464

วันที่ 21 มิ.ย. 2563 เวลา 06:10 น.5 กลุ่มอาหารไตรกลีเซอไรด์สูง ตัวการทำไขมันในเลือดพุ่งสำรวจอาหารจานโปรดที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ภัยร้ายที่ซ่อนมากับความอร่อย และสาเหตุอื่นที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น

ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งในร่างกาย เกิดขึ้นได้ทั้งจากการรับประทานไขมันจากอาหารเข้าไปโดยตรง และเกิดจากการที่ตับสังเคราะห์ขึ้นใช้เอง จากน้ำตาล ข้าว-แป้ง และแอลกอฮอล์ ไตรกลีเซอไรด์ละลายอยู่ในเลือดได้โดยรวมตัวกับโปรตีน และนำไปใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย บางส่วนถูกสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน บางส่วนถูกสะสมในตับ

ปัจจัยด้สนพฤติกรรมที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง   

  • การรับประทานอาหารที่มีไขมันปริมาณมาก
  • การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการจึงนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในปริมาณมาก
  • มีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต
  • ขาดการออกกำลังกาย

สาเหตุอื่นที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น

  • ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ จึงทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติมาก บางคนอาจจะสูงถึง 800-1,000 มก./ดล. ซึ่งในคนปกติมีไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 150 มก./ดล. เท่านั้น
  • ยารักษาโรค การทานยารักษาโรคบางชนิดก็ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นได้ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาปรับฮอร์โมนเพศหญิง ยาขับปัสสาวะ เมื่อหยุดทานยาเหล่านี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์อาจจะลดลงมาเป็นปกติได้

อาหารชนิดใดบ้างที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงๆ จนไม่ควรทาน

1. อาหารที่มีแป้งมาก ได้แก่ ข้าวขัดขาว ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งการทานอาหารในกลุ่มนี้ก็เหมือนกับการทานน้ำตาล เพราะเมื่อย่อยแล้วแป้งจะถูกแปรรูปไปเป็นน้ำตาล หากทานมากเกินไปก็จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากต้องการทานคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ แนะนำคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง เป็นต้น

2. อาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล เช่น ขนมไทยต่างๆ อย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ผลไม้เชื่อม รวมไปถึงเครื่องดื่มสำเร็จรูปทั้งแบบผงและแบบซอง เช่น ชา กาแฟ น้ำผลไม้กล่อง นมกล่อง นมเปรี้ยว น้ำอัดลม เป็นต้น เครื่องดื่มบางขวดมีขนาดขวดที่เล็กมากแต่กลับมีน้ำตาลมากถึง 3-4 ช้อนชาเลยทีเดียว กินแค่ขวดสองขวดก็ได้น้ำตาลเกินกว่าที่ต้องการต่อวันแล้ว

3. อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง ไขมันทรานส์เป็นไขมันที่ย่อยยากและไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารที่มีไขมันทรานส์อยู่มากส่วนใหญ่จะเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ด และอาหารที่อยู่ในกลุ่มเบเกอรี่ เช่น โดนัท เค้ก คุกกี้ เป็นต้น

4. อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ขาหมูทอด อาหารที่ปรุงจากน้ำมันหมู อาหารทอดๆ เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก แมลงทอด โรตี เป็นต้น

5. แอลกอฮอล์และบุหรี่ สองอย่างนี้ถึงแม้ไม่ใช่อาหารแต่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายสูงได้เช่นกัน กลไกการสร้างไตรกลีเซอไรด์ เมื่อดื่มแอลฮอล์หรือสูบบุหรี่  ตับจะถูกกระตุ้นให้ผลิตไตรกลีเซอไรด์มากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้ไขมันถูกกำจัดออกจากเลือดได้ช้าลงอีกด้วย

กลไกการสร้างไตรกลีเซอไรด์

จากอาหารที่กล่าวถึงด้านบน อาหารบางอย่างไม่ได้มีไตรกลีเซอไรด์เป็นส่วนประกอบ แต่ที่ร่างกายมีไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการกินอาหารที่ไม่สมดุล ไม่ถูกสัดส่วน จนทำให้ได้รับพลังงานและแคลอรี่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้หมด ร่างกายมีการสร้างและย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์อย่างผิดปกติ ไตรกลีเซอไรด์จะถูกขับเข้ากระแสเลือดมากขึ้น

อากาศเปลี่ยนทำ ‘หอบหืดกำเริบ’ จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626297

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 09:10 น.อากาศเปลี่ยนทำ ‘หอบหืดกำเริบ’ จริงหรือ?เข้าใจโรคหอบหืด ดูสาเหตุ วิธีการสังเกตอาการ และเคล็ดลับจัดการกับโรคหอบหืดให้อยู่หมัดด้วยตัวเราเอง

โรคหอบหืด เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เป็นๆ หายๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นโรคนี้จะต้องมีปัญหาในการหายใจไปตลอด  ซึ่งโรคนี้เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้เยื่อบุและผนังหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจากภายในและจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกและมีเสียงหวีด เหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก โดยเฉพาะตอนกลางคืนและช่วงเช้ามืด โดยหอบหืดสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย และทำให้เสียชีวิตได้หากอาการรุนแรง หอบหืดไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้

โรค “หอบหืด” และโรค “หืด” เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

โรคหอบหืดและโรคหืดเป็นโรคเดียวกัน บางครั้งเรียกหอบหืดในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหอบร่วมด้วย ซึ่งในผู้ป่วยโรคหืดบางรายอาจไม่มีอาการหอบ มีเพียงอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเกิดจากการอักเสบในหลอดลบลมและมีหลอดลมตีบแต่ไม่ถึงขั้นหอบ โดยอาการหอบจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่หลอดลมตีบที่รุนแรง และในทางปฏิบัติพบว่าโรคหืดเป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่สำคัญ นอกจากกรดไหลย้อน และจมูกอักเสบเรื้อรัง

อาการของโรคหอบหืดหรือโรคหืด

  • ไอต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์
  • หายใจมีเสียงหวีด 
  • อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
  • หากอาการหนักอาจทำให้หายใจไม่ออก ไม่สามารถรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ และไม่สามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้ เกิดระบบหายใจล้มเหลว จนถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด

สาเหตุของโรค

เกิดจากการอักเสบของหลอดลมเรื้อรัง ร่วมกับการที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากผิดปกติ ทำให้เกิดอาการของโรคหืด ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ในและนอกครัวเรือน เช่น ฝุ่น และไรฝุ่น รังแค สัตว์ เกสรดอกไม้ รวมทั้งสารก่อมลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ ไอระเหยน้ำมัน สารเคมี ก๊าซพิษต่างๆ เป็นต้น หรือการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียและเชื้อราในอากาศ นอกจากนี้ ยังพบว่าสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดได้ด้วย

สภาพอากาศเย็นกระตุ้นให้เกิดหอดหืดอย่างไร?

ในสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง ปราศจากความชื้น จะกระตุ้นให้หลอดลมเกิดการหดตัว ส่งผลให้ผู้ป่วยหายใจลำบากและมีอาการหอบหืดกำเริบได้ 

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น

อาการสำคัญที่เป็นสัญญาณของโรคหอบหืดมีทั้งหมด 3 อย่าง ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง 
  • หายใจมีเสียงวี้ด
  • เหนื่อยหอบ

หากพบว่ามีครบทั้ง 3 อาการ ทำให้เพิ่มความน่าจะเป็นของการเป็นโรคหืด อย่างไรก็ตาม ควรทดสอบเพื่อวินิจฉัยโรคหืดในผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง

เคล็ดลับจัดการกับโรคหอบหืดให้อยู่หมัด

  • รู้ว่าสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคหอบหืดของคุณคืออะไร เพื่อหลีกเลี่ยงโรคหอบหืดที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ สิ่งแรกเลยคือคุณต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด โดยสามารถตรวจสอบได้จากการทดสอบโรคภูมิแพ้ หรือแม้แต่ตรวจสอบเลือดและผิวหนัง เมื่อคุณทราบว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้เกิดโรคหอบหืด คุณก็จะได้สามารถทำตามขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส และปกป้องไม่ให้โรคหอบหืดของคุณเกิดขึ้นได้
  • กำจัดไรฝุ่นต่างๆ ไรฝุ่นถือเป็นสารก่อภูมิแพ้อันดับที่ 1 ที่อาจจะทำให้เกิดโรคหอบหืดในร่มได้ ดังนั้น การลดไรฝุ่นในห้องนอน ถือเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างมาก การหาผ้ามาคลุมที่นอนและหมอนจะสามารถป้องกันไรฝุ่นได้ การซักผ้าปูที่นอนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดไรฝุ่นได้
  • ไม่ควรนอนร่วมกับสัตว์เลี้ยง หลายคนที่เป็นโรคหอบหืด มักจะถูกกระตุ้นได้ง่ายจากแมวและสุนัข ถึงมันจะมีขนหรือไม่มีขนก็ตาม ถึงแม้จะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับผลกระทบจากสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงมานอนร่วมกับคุณในห้องนอน เนื่องจากโปรตีนจากน้ำลายหรือปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงก็อาจทำให้เกิดโรคหอบหืดได้เช่นกัน
  • ใส่ใจในการเลือกแผ่นกรองอากาศ ใช้แผ่นกรองอากาศชนิด HEPA (High Efficiency Particulate Air) ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้ สามารถใช้แผ่นกรองอากาศชนิด HEPA เข้ามาช่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ในห้องนอน เนื่องจาก HEPA นั้นสามารถกรองอนุภาคฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแผ่นกรองกาศชนิดนี้จะทำหน้าที่ในการดักสารระคายเคืองต่าง ๆ ไม่ให้ถูกปล่อยกลับสู่อากาศอีก นอกจากนั้นแผ่นกรอง HEPA ยังมีขายสำหรับเครื่องดูดฝุ่นอีกด้วย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่า โรคอ้วนอาจส่งผลให้เกิดอาการหอบหืดรุนแรง และยังสามารถทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วย นอกจากนั้นผู้ที่เป็นโรคอ้วนจำนวนมาก จึงมักจะมีอาการอักเสบเรื้อรังร่วมด้วย ดังนั้น การรักษาน้ำหนักให้เป็นไปตามมาตรฐาน จะทำให้ป้องกันตัวเองจากอาการหอบหืดรุนแรงได้ ทั้งยังทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วย
  • ออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจ จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจ สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตและลดความจำเป็นในการใช้ยาขยายหลอดลมได้ด้วย แต่ถึงอย่างไรการออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจก็ยังจำเป็นจะต้องใช้ควบคู่ไปกับการรักษาโรคหอบหืดด้วยยาอยู่ดี
  • ออกกำลังกายระดับปานกลาง การออกกำลังกายถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปอดและช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันได้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคในระดับปานกลาง เช่น เดิน เล่นโยคะ หรือว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมากที่สุด แต่สำหรับบางคนคลอรีนในสระว่ายน้ำก็อาจจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดหอบหืดได้ ดังนั้น การปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ
  • ตรวจสอบรายงานคุณภาพอากาศอยู่เสมอ การตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่ถือเป็นเรื่องที่ควรจะทำสำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด เนื่องจากถ้าคุณเจอสภาพอากาศที่ไม่ดีคุณก็จะสามารถปรับกิจกรรมของคุณ เพื่อรับมือ และจัดการกับโรคหอบหืดได้ดีขึ้น และเมื่อคุณจำเป็นจะต้องออกไปข้างนอกก็จะได้เตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม เช่น นำยาขยายหลอดลมออกไปด้วย สวมผ้าพันคอ หรือแม้แต่สวมหน้ากากอนามัย

โรคมะเร็งตับ ความเสี่ยงและการป้องกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626259

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 16:55 น.โรคมะเร็งตับ ความเสี่ยงและการป้องกันโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชายคือ โรคมะเร็งตับ ส่วนในเพศหญิงพบเป็นอันดับที่ 4 รองจากโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก และโรคมะเร็งลำไส้

ข่าวการจากไปด้วยโรคมะเร็งตับของ ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ดาราและผู้กำกับมากความสามารถ สร้างความช็อกให้กับทุกวงการ ทำให้หลายคนหันมาตระหนักถึงการดูแลตนเองกันมากขึ้น จากข้อมูลผู้ป่วยประเทศไทยในปี พ.ศ.2560 พบว่า โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชายคือ โรคมะเร็งตับ ส่วนในเพศหญิงพบเป็นอันดับที่ 4 รองจากโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก และโรคมะเร็งลำไส้

ข้อมูลที่น่าสนใจจากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้อธิบายเรื่องรางเกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ รวมไปถึงคำแนะนำและวิธีปฏิบัติในการดูแลตนเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรค ดังนี้

“โรคมะเร็งตับ” ที่พบบ่อยในประเทศไทย

โรคมะเร็งตับ ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) และ โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma)

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งตับ

สาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคมะเร็งตับ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี ซึ่งติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน การรับเลือดหรือสารคัดหลั่งของร่างกายจากผู้เป็นพาหะ และการถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตร ภาวะตับแข็งจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นสาเหตุสำคัญของการโรคมะเร็งตับเช่นกัน นอกจากนี้ การบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ เช่น การได้รับสารพิษอะฟลาท็อกซิน จากการบริโภคถั่วลิสง กระเทียม หรือพริกแห้งที่มีเชื้อรา รวมถึงการบริโภคปลาน้ำจืดที่ปรุงไม่สุก ซึ่งอาจมีพยาธิใบไม้ในตับ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับชนิดท่อน้ำดีได้

อาการของโรคมะเร็งตับ

ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการแสดงใดๆ ดังนั้นเมื่อมีอาการเกิดขึ้นและรับการตรวจจากแพทย์โรคมักดําเนินไปมากแล้ว อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคมะเร็งตับคือ ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องซีกขวาด้านบน คลําพบก้อนเนือบริเวณท้องซีกขวาด้านบน มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดเนื่องจากท้องอืดและแน่นท้อง เกิดภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อบุช่องท้อง โรคดีซ่าน และมีภาวะเลือดออกภายในร่างกาย

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งตับ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะได้ผลดี ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  1. การตรวจร่างกายโดยแพทย์ โดยแพทย์จะคลำหน้าท้องของผู้ป่วย เพื่อดูขนาดตับและม้าม
  2. การตรวจหาระดับแอลฟาฟีโตโปรตีน (Alpha Fetoprotein) ซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งตับ
  3. การตรวจวินิจฉัยโดยใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น เครื่องอัลตราซาวน์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และเครื่องเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  4. การตัดชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษา

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งตับขึ้นอยู่ระยะของโรคและขนาดของก้อนมะเร็ง โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ซึ่งสามารถทำการรักษาได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด การฉีดยาเฉพาะที่เข้าก้อนมะเร็งโดยตรง การฉีดแอลกอฮอล์เข้าก้อนมะเร็งผ่านทางผิวหนัง การฉายรังสี และการรักษาด้วยเคมีบำบัด

วิธีดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันโรคมะเร็งตับ

การป้องกันโรคมะเร็งตับสามารถทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขลักษณะ ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ อาหารที่มีเชื้อรา และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือซี รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ 

แม้ว่าโรคมะเร็งตับจะเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตของผู้ป่วย แต่หากรู้ตัวก่อนก็สามารถรักษาได้ เพราะฉะนั้น เราควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมถึงการหมั่นสังเกตุอาการผิดปกติของตัวเองด้วยตัวเอง (เช่น การที่น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ต่ำเป็นประจำ ปวดหรือเสียดชายโครงขวาหรือคลำพบก้อนในช่องท้อง เป็นต้น) รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับได้

‘เนื้องอกในมดลูก’ โรคฮิตของผู้หญิงวัยทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626176

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 08:40 น.‘เนื้องอกในมดลูก’ โรคฮิตของผู้หญิงวัยทำงานไม่ต้อง “ตรวจภายใน” ไม่ได้หรอ แพทย์ระบุคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง พอตรวจอย่างละเอียดกลับพบเป็น “เนื้องอกในมดลูก” โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทำงาน

ขึ้นชื่อว่าวัยทำงาน ส่วนใหญ่เราก็ต่างใช้ชีวิตแบบลืมคิดคำนึงถึงสุภาพ อาจทำงานยุ่งวุ่นวายจนลืมตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะการตรวจภายใน ซึ่งผู้หญิงส่วนมากเลือกที่จะเลี่ยงการตรวจไปจนกว่าจะมีอาการผิดปกติบางอย่างเสียก่อน

ก่อนจะมาทำความรู้จักว่าเนื้องอกในมดลูกคืออะไร ลองพิจารณาดูว่าเราเคยมีอาการต่อไปนี้บ้างหรือไม่

  • ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ
  • มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก
  • มีอาการท้องผูกผิดปกติ
  • อยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวดท้อง

หากมีอาการเหล่านี้ นี่อาจเป็นสัญญาณผิดปกติที่บ่งว่าเราเสี่ยงมีเนื้องอกในมดลูก

ข้อมูลจาก พญ.จิติมา ติยายน นายแพทย์ชำนาญการงานมะเร็งนรีเวช กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า โรคเนื้องอกในมดลูกมีอาการเด่นๆ คือ ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก หรือมีอาการท้องผูก ผิดปกติ คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง แต่พอตรวจอย่างละเอียดส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งโรคนรีเวชจะพบมากในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี หรือประมาณ 20-25% ของผู้หญิงวัยทำงาน คิดเป็น 1 ใน 4

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเนื้องอกในมดลูก ได้แก่

  1. กรรมพันธุ์ซึ่งถ้าคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูกทำให้คนอื่นมีโอกาสเป็นมากขึ้น
  2. การรับประทานอาหารซึ่งอาหารจำพวกเนื้อ หรือเนื้อแดง เพิ่มความเสี่ยงในการทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูกได้สูง 

โดยความรุนแรงของอาการเนื้องอกในมดลูกนั้นไม่ส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิด เช่น เลือดออกมากจนผิดปกติตอนมี ประจำเดือนหรือถ้ามีการกดเบียดของก้อนเนื้อก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือรบกวนการทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ป่วยโรคเนื้องอกในมดลูกนั้นคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจไปตรวจ เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการปวดประจำเดือนธรรมดา และบางส่วนมีความเขินอายที่จะมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน ถึงแม้ว่าอาการโรคเนื้องอก ในมดลูก ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่จากสถิติแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคเนื้องอกในมดลูก 1,000 คน จะพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 1 คน ซึ่งส่วนมากมักพบในผู้หญิงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ดังนั้นสาวๆ ควรสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง ควรตรวจสุขภาพ และตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อพบว่ามีความผิดปกติควรไปพบแพทย์ทันที

ทางด้าน อ.พญ.อรวิน วัลลิภากร สาขาวิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า เนื้องอกในมดลูกถือว่าเป็นเนื้องอกที่พบได้เยอะที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์คือเริ่มมีประจำเดือน โดยขนาดของเนื้องอกก็มีหลากหลายในแต่ละราย ตั้งแต่เล็กๆ ระดับมิลลิเมตรคือไม่ถึงเซนติเมตร ไปจนถึงเป็นสิบๆ เซนติเมตร เท่ากับลูกมะพร้าว หรือลูกแตงโมก็แล้วแต่สรีระของแต่ละบุคคล

ส่วนใหญ่ประมาณ 99% ไม่ใช่เนื้อมะเร็ง ก็คือเป็นเนื้องอกที่เป็นเนื้อดี จะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนใหญ่เราจะอัลตราซาวนด์ตรวจเจอว่าเป็นเนื้องอกมดลูก แต่ว่ามันก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นมะเร็ง แต่ว่าไม่เยอะ ประมาณสัก 1 ใน 10,000 หรือ 1 ใน 100,000

สาเหตุที่ทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูก

ปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นเรื่องกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโรคใดๆ และเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง อย่างที่ทราบกันคือ ตัวเนื้องอกนี้มักจะเจอในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์คือ มีประจำเดือนไปสัก 3 ปี 5 ปี 10 ปี แล้วเริ่มตรวจเจอว่ามีเนื้องอกมดลูก จริงๆ มันก็คือเหมือนเซลล์กล้ามเนื้อมดลูกของเรา เซลล์มดลูกเราปกติที่มีการตอบสนองต่อฮอร์โมน แล้วก็เจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นเนื้องอก

อาการ เนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่จะมาด้วย 3 อาการหลักๆ

  1. อาการแรกที่เจอเยอะที่สุดคือ คนไข้จะคลำได้ก้อนที่ท้องน้อย ซึ่งถ้าเกิดผู้หญิงเราคลำก้อนที่ท้องน้อยได้ ส่วนมากจะเป็นเนื้องอกมดลูก สังเกตดูจากคนท้อง กว่าจะเห็นว่าตั้งครรภ์ก็ประมาณ 4-5 เดือนไปแล้ว เช่นเดียวกัน เนื้องอกมดลูกนี้ก็ต้องทำให้มดลูกมีขนาดโตเท่ากับคนท้อง 4-5 เดือนแล้ว ซึ่งประมาณสัก 15 เซนติเมตรขึ้นไปถึงจะคลำเองได้จากหน้าท้อง
  2. อาการที่พบบ่อยที่ทำให้คนไข้ต้องมาพบคุณหมอสูตินรีเวช คือมีประจำเดือนออกเยอะ เพราะตัวเนื้องอกไปเบียดโพรงมดลูก ทำให้ประจำเดือนออกเยอะ แล้วบางทีออกเยอะมากเป็นลิ่มเลือดเป็นก้อนเลือด บางคนให้ประวัติว่า เป็นประจำเดือนแล้วเป็นลม แล้วก็ต้องไปรับเลือดที่โรงพยาบาลทุกครั้งที่เป็นประจำเดือน อันนี้จะมีบ้างประปราย
  3. อาการที่สามมักจะเกี่ยวข้องกับการมีบุตรยาก จะตรวจพบเมื่อคนไข้ไปตรวจกับหมอผู้เชี่ยวชาญด้านมีบุตรยาก พออัลตราซาวนด์ถึงจะเจอ อันนี้มักจะเป็นลักษณะก้อนเล็กๆ ไม่บ่งอาการอะไร บางทีอาจจะมีก้อนแค่ 1-2 เซนติเมตรอยู่ในโพรงมดลูก ไปขวางการฝังตัวของทารกทำให้มีบุตรยาก

อาการที่รุนแรง บางคนมีเลือกออกเยอะก็มีอาการโลหิตจางได้ หรือบางคนที่ลักษณะก้อนมันยื่นออกไปข้างนอก หมายถึงไม่ได้ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ก็จะทำให้ไม่มีประจำเดือนออกเยอะ แต่มันจะยื่นเข้าไปในอุ้งเชิงกรานหรือว่าในท้องน้อยของเรา อันนี้ก็จะไปกดเบียดลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ที่เจอบ่อยก็คือ มันเบียดมาข้างหน้า ก็จะกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คนไข้ปัสสาวะบ่อย คนไข้อาจจะเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมง นอนหลับไปแล้วก็ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำทุก 2-3 ชั่วโมง นอนไม่เต็มอิ่ม อันนี้ก็จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตคนไข้

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเนื้องอกในมดลูก

ถ้าตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ก็จะรักษาง่ายกว่า อาจจะรักษาด้วยยาหรือสังเกตอาการ วิธีป้องกันยังไม่มีวิธีที่ชัดเจน แต่มีรายงานว่าคนไข้ที่มีลูกแล้วจะทำให้พบอุบัติการณ์การเกิดเนื้องอกในมดลูกน้อยกว่าผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีลูก ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่าการรับประทานเนื้อแดงสัมพันธ์กับการเกิดเนื้องอกในมดลูก แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ให้งดขนาดนั้น คือรายงานมาจากการไปสอบถามคนที่เป็น แล้วเจอว่าคนที่เป็นเนื้องอกมดลูกจะมีการรับประทานเนื้อแดงมากกว่า แต่ถามว่ามันเป็นสาเหตุหรือเปล่า ก็อาจจะยังไม่ใช่

คำแนะนำจากหมอ

แนะนำให้หญิงไทยเข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หมอสูตินรีเวชจะมีการตรวจภายใน ก็คือ การคลำมดลูกรังไข่ด้วย ถ้ามดลูกโตเท่ากับคนท้องสัก 2 เดือน ก็จะเจอแล้ว สักประมาณ 4-5 เซนติเมตร เราก็จะคลำได้ เพราะฉะนั้น แนะนำให้เข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจภายใน ถ้าคุณหมอสงสัยจริงๆ ก็จะมีการอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย

สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เราก็หลีกเลี่ยงไม่ตรวจภายในได้ การตรวจอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องก็เห็นเนื้องอก 2-3 เซนติเมตรได้.

ที่มา : พบหมอรามาฯ / สสส / โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภาพ : Freepik