เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว สังเกตที่ไหน ดูกันอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627731

วันที่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 09:20 น.เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว สังเกตที่ไหน ดูกันอย่างไร?ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล เตือนพ่อค้าหัวใสย้อมหมูขาย #เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล เผยเดือน มิ.ย. พบ 7 ใน 8, ต้น ก.ค. พบ 13 ใน 15 ตัวอย่างเป็นเนื้อหมู!!!

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แชร์เรื่องที่ต้องระวังกรณี การปลอมเนื้อหมูเป็นเนื้อวัว ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ความว่า 

#เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว สังเกตที่ไหน ดูกันอย่างไร?

เนื้อสุกร หรือหมู มีกลิ่นพิเศษที่แม้แต่คนกินหมูเองก็ไม่ชอบ กลิ่นที่ว่านี้คล้ายเหงื่อไคล หรือแอมโมเนียจากปัสสาวะ สารเคมีที่สร้างกลิ่นคือ “แอนโดรสเตอโนน” (Androstenone) นอกจากนี้ ยังมีอีกกลิ่นหนึ่งที่ระเหยออกมาจากเนื้อหมูเมื่อได้รับความร้อน ออกไปทางเหม็น จากสารเคมีที่ชื่อว่า “สกาโทล” (Skatole) สร้างจากตับและลำไส้ใหญ่ บางคนว่าเป็นกลิ่นอุจจาระ ล้างด้วยน้ำปริมาณมากกลิ่นนี้จะหายไปได้ กลิ่นที่ว่านี้ไม่ได้เป็นเหตุผลให้มุสลิมไม่บริโภคหมู เหตุผลหลักคืออัลกุรอานห้ามไว้ซึ่งปรากฏในหลายบท ส่วนที่ว่าเนื้อหมูมีพยาธิ์หรือเชื้อโรค หมูเป็นสัตว์สกปรก กินอาหารไม่เลือก นั่นเป็นเพียงเหตุผลรอง สรุปเอาเป็นว่ามุสลิมไม่กินหมู

พักนี้มีตัวอย่างเนื้อส่งมาวิเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ที่ #ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวนมากผู้ส่งเป็นผู้ขายอาหารบ้างขายเนื้อตามเขียงในตลาดบ้างเกิดความสงสัยในเนื้อที่ตนเองรับซื้อมา

                       – เครดิตภาพ : muslimthaipost.com –

เนื้อหมูราคาแตกต่างจากเนื้อวัวมาก เป็นเหตุผลเชิญชวนให้คนเห็นแก่ได้ นำเนื้อหมูมาย้อมเป็นเนื้อวัว วิธีเปลี่ยนสีของเนื้อหมูให้ดูคล้ายเนื้อวัว ทำได้ตั้งแต่การใช้เนื้อหมูแก่ หรือเนื้อหมูที่เลี้ยงด้วยสารเร่งเนื้อแดง อย่าง เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) ซิลปาเทอรอล (Zilpaterol) แรคโตพามีน (Ractopamine) ที่มีฤทธิ์เร่งการเปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ และลดการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ สารหลายตัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกวิธีหนึ่งคือการย้อมสี อาจย้อมด้วยสีผสมอาหารหรือสีสังเคราะห์ หรือย้อมด้วยเลือดวัวเพื่อกลบกลิ่นเนื้อหมู

สิ่งที่น่าตกใจคือในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทางศูนย์ตรวจเนื้อไป 8 ตัวอย่าง พบ 7 ตัวอย่างเป็นเนื้อหมูส่งมาจากหลายแหล่งในกรุงเทพฯส่วนใหญ่สีแดงจากการย้อมด้วยเลือดวัวตรวจดีเอ็นเอแล้วพบว่าเป็นเนื้อหมูส่วนเลือดที่ติดมาเป็นเลือดวัวบางตัวอย่างคงเป็นเนื้อหมูแก่หรือใช้สารเร่งเนื้อแดงเพราะเนื้อสีเข้มโดยไม่พบเลือดวัว

น่าตกใจกว่านั้นคือ สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม รับตัวอย่างเนื้อมา 15 ตัวอย่าง ตรวจดีเอ็นเอให้ผลออกมาว่า 13 ตัวอย่างเป็นเนื้อหมู ทุกตัวอย่างจุ่มด้วยเลือดวัว ส่วนสองตัวอย่างเป็นเนื้อวัวจริง ทีมงานของ ดร.พรพิมลมะหะหมัดทดลองนำเนื้อหมูแช่ด้วยเลือดวัวตรวจพบปริมาณดีเอ็นเอในลักษณะที่สอดคล้องกัน 

ราคาเนื้อวัวที่แพงกว่าเนื้อหมูมากน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นอีกปัจจัยหนึ่งคือเนื้อวัวจำนวนมากมาจากแหล่งเชือดและชำแหละที่ไม่มีการรับรองฮาลาลบางแห่งไม่มีแม้แต่การรับรองจากกรมปศุสัตว์ค้าขายแบบคนกันเองอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสำคัญทำให้เนื้อหมูถูกสอดไส้เข้ามาในห่วงโซ่อุปทานของการค้าขายเนื้อการตรวจสอบหากดูด้วยตาหาคำตอบได้ยากสีของเนื้อไม่ต่างกันเลยใช้วิธีการล้างเนื้อก็ยังบอกไม่ถูก 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ส่งเนื้อมาตรวจหลายรายกล่าวว่า ลูกค้าสงสัยในรสสัมผัสของเนื้อที่นุ่มลิ้น ลูกค้าที่ไม่ใช่มุสลิมเคยลิ้มรสเนื้อหมูมาแล้ว ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นรสของเนื้อหมู อีกวิธีหนึ่งที่พอจะใช้การได้ มาจากประสบการณ์ของตัวนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์เองที่บ่นว่าเนื้อหมูทุกตัวอย่างเมื่อหั่นแล้ว แม้ย้อมด้วยเลือดวัว ยังคงมีกลิ่นเฉพาะของเนื้อหมู เป็นกลิ่นสาปของสารเคมีแอนโดรสเตอโนน และสกาโทลที่บอกไว้ข้างต้น สังเกตจากกลิ่นคงพอจะบอกได้บ้าง ง่ายๆอย่างนั้น

ทั้งนี้ ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล ยังแชร์ภาพตัวอย่างการพบสุกรในผลิตภัณฑ์สำหรับมุสลิม อาทิ ไส้กรอก ห้อยจ๊อ ไก่เชียง ไก่หยอง ข้าวต้มปลา อีกด้วย

ภาพ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: The Halal Science Center CU

ไข้เลือดออก เช็กอาการ-ดูแลคนในบ้านอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627667

วันที่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 08:35 น.ไข้เลือดออก เช็กอาการ-ดูแลคนในบ้านอย่างไร?ทุบสถิติทะลุสองหมื่นราย Dengue Fever โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายหน้าฝนอันตรายของคนทุกวัย แพทย์แนะสังเกต 9 สัญญาณอันตรายต้องรีบไปหาหมอ แล้วถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคไข้เลือดออก เราจะดูแลอย่างไร?

ในฤดูฝนมีโรคร้ายที่เราต้องเผชิญอีกหนึ่งโรคคือ “โรคไข้เลือดออก” จากสถานการณ์ไข้เลือดออก เดือนมกราคม–สิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2563 โดยกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สรุปตัวเลขรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยสะสมมากถึง 22,639 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 12 ราย และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำลายจากสถิติผู้ป่วยและเสียชีวิตจากปี 2557-2560 ปี ที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือในปี 2558 จำนวน 21,232 ราย

สำหรับกรุงเทพมหานคร มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 1,560 ราย อัตราผู้ป่วยตตามกลุ่มอายุที่พบสูงสุดในกรุงเทพมหานคร 3 ลำดับแรกคือ

  1. กลุ่มอายุ 5 -14 ปี (57.26 ต่อประชากรแสนคน)
  2. กลุ่มอายุ 15 -34 ปี (45.63 ต่อประชากรแสนคน)
  3. กลุ่มอายุ 0 – 4 ปี (29.50 ต่อประชากรแสนคน)

การดำเนินโรคของโรคไข้เลือดออกเดงกี แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะไข้ 

ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง (flushed face) ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรืออาการไอ เบื่ออาหาร อาเจียน และไข้จะสูงลอยอยู่ 2-7 วัน อาจพบมีผื่นแบบ erythema หรือ maculopapular ซึ่งมีลักษณะคล้ายผื่น rubella ได้ อาการเลือดออกที่พบบ่อยคือ ที่ผิวหนัง การทำ tourniquet test ให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) ส่วนใหญ่จะคลำตับ โต ได้ประมาณวันที่ 3-4 นับแต่เริ่มป่วย ในระยะที่ยังมีไข้อยู่ ตับจะนุ่มและกดเจ็บ

  • ระยะวิกฤติ/ช็อก

ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี จะมีอาการรุนแรง มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค (ถ้ามีไข้ 2 วัน) หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค (ถ้ามีไข้ 7 วัน) ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง และจะเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมง หลังเริ่มมีภาวะช็อก

  • ระยะฟื้นตัว

ระยะฟื้นตัวของผู้ป่วยค่อนข้างเร็ว ในผู้ป่วยที่ไม่ช็อกเมื่อไข้ลดส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยช็อกถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ระยะฟื้นตัวมีช่วงเวลาประมาณ 2-3 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน

ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี จึงให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรค และให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมีการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีตลอดระยะวิกฤต คือ ช่วง 24-48 ชั่วโมง ที่มีการรั่วของพลาสมา หลักในการรักษามีดังนี้

ในระยะไข้สูง บางรายอาจมีอาการชักได้ถ้าไข้สูงมาก ให้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพวกพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาพวกแอสไพริน, ibrupophen, steroid เพราะจะทำให้เกล็ดเลือดเสียการทำงาน จะระคายกระเพาะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้นให้ผู้ป่วยได้สารน้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและเกลือโซเดียม ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตรวจพบและป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลาดูการเปลี่ยนแปลงของเกล็ดเลือดและ hematocrit เป็นระยะๆ เพราะถ้าปริมาณเกล็ดเลือดเริ่มลดลง และ hematocrit เริ่มสูงขึ้น เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน้ำเหลืองรั่วออกจากเส้นเลือดและอาจจะช็อกได้ จำเป็นต้องให้สารน้ำชดเชยสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกหรือเลือดออก แพทย์จะต้องให้การรักษาเพื่อแก้ไขสภาวะดังกล่าว ด้วย สารน้ำ พลาสมา หรือสาร colloid อย่างระมัดระวัง เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและป้องกันโรคแทรกซ้อน

9 สัญญาณอันตรายของโรคไข้เลือดออก

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี แนะนำ 9 สัญญาณอันตรายที่จะบ่งบอกว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่

  1. ไข้ลดลง แต่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ อาทิเช่น เบื่ออาหาร ไม่ค่อยเล่นและอ่อนเพลีย
  2. คลื่นไส้ อาเจียน ตลอดเวลา 
  3. ปวดท้องมาก
  4. มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดาไหลอาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
  5. พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากปกติ 
  6. กระหายน้ำตลอดเวลา 
  7. ร้องกวนมากในเด็กเล็ก
  8. ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลง หรือตัวเป็นลายๆ
  9. ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 4-5 ชั่วโมง

ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคไข้เลือดออก เราจะดูแลอย่างไร?

การดูแลผู้ป่วยที่บ้านนั้นก็สำคัญมากการดูแลก็สามารถใช้วิธีปฏิบัติง่ายๆ คือ

  • การเช็ดตัวให้ผู้ป่วยไม่ให้ตัวร้อนจัด
  • ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่ทำให้ร่างกายสดชื่น เช่น น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ และพักผ่อนมากๆ
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หรือหากจำเป็นต้องซื้อเอง ห้ามรับประทานยาแอสไพรินโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกตามอวัยวะภายใน อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 
  • เฝ้าสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอยู่เสมอ หากพบว่าผู้ป่วยซึมลง อ่อนเพลียมาก กินและดื่มไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้องกะทันหัน หรืออาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับไปพบแพทย์อีกครั้งโดยเร็วที่สุด 

มาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรคจากกรมควบคุมโรค

  1. เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. เก็บขยะ ที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  3. เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่

ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ

  1. โรคไข้เลือดออก
  2. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา
  3. โรคไข้ปวดข้อยุงลาย

กินอยู่อย่างไร…ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627664

วันที่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 07:22 น.กินอยู่อย่างไร...ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์กินอยู่อย่างไร…ห่างไกลภาวะสมองเสื่อม เจาะลึกโภชนาการและการป้องกันภาวะสมองเสื่อม “7 อาหารต้านทานอัลไซเมอร์”

โภชนาการและการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อมคือภาวะที่การทำงานของสมองเสื่อมถอยลงและแย่ลงเรื่อยๆจนมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตการช่วยเหลือตัวเองในการทำกิจวัตรประจำวันและสุดท้ายทำให้ผู้สูงอายุต้องเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในที่สุดดังนั้นการป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีและสามารถช่วยเหลือและพึ่งพิงตนเองให้ได้มากที่สุด

ปัจจัยสำคัญหนึ่งพบว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายปกติจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงอย่าง มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน (overweight: body mass index = 25-29 kg/m2) และ ภาวะอ้วน (obesity: body mass index ≥ 30 kg/m2) โดยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินจะมีความเสี่ยงต่อการ เกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 25% และผู้ที่มีภาวะอ้วนจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับคนที่มีดัชนี มวลกายปกติ

แม้ว่าในปัจจุบันการป้องกันภาวะสมองเสื่อมยังต้องอาศัยการศึกษาวิจัยที่มากกว่าในปัจจุบัน แต่เราสามารถปฏิบัติตัวให้แข็งแรงห่างไกลภาวะสมองเสื่อมได้โดย

  • ควบคุมน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักตัวให้ค่าดัชนีมวลกายปกติ (BMI) 18.5- 22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร
  • ควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูงโรคไขมันในเลือดสูงการสูบบุหรี่และโรคอ้วน
  • กินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมหมั่นดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์โดยการควบคุมดัชนีมวลกายให้เหมาะสม
  • กินอาหารครบสามมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้าจะทำให้สมองทำงานได้ดี มื้อเช้าควรประกอบด้วย อย่างน้อย ข้าว-แป้งหรือธัญพืชและเนื้อสัตว์เสริมด้วยผักผลไม้
  • เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว
  • เพิ่มการกินผักโดยเฉพาะผักที่มีสีเขียวเข้มและหลากสีกินผลไม้อย่างเหมาะสมควบคุมการกินผลไม้รสหวานผักและผลไม้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระใยอาหารวิตามินซีและโฟเลต
  • กินปลาน้ำจืดสลับกับทะเลไข่เนื้อสัตว์ไม่ติดมันถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์เป็นประจำ
  • ดื่มนมและผลิตภัณฑ์เป็นประจำ 9. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงหวานจัดเค็มจัด
  • เลือกใช้น้ำมันพืชที่ดีอย่างเหมาะสมกับการประกอบอาหาร
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
  • กินอาหารที่มีความปลอดภัยไม่ปนเปื้อนสารโลหะหนักหรือสารเคมีต่างๆ

ที่สำคัญอย่างมากคือการปรับไลฟ์สไตล์ อย่างการงดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงอยู่ในที่ๆ มีควันบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว รำมวยจีน เป็นต้น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-9 ชั่วโมง ห มั่นการฝึกสมอง ได้แก่ พยายามให้สมองได้คิดบ่อยๆ เช่น อ่านหนังสือเขียนหนังสือบ่อยๆ คิดเลขเล่นเกมฝึกการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

พูดคุยพบปะผู้อื่นบ่อยๆ เช่นไปวัดไปงานเลี้ยงต่างๆ หรือเข้าชมรมโรงเรียนผู้สูงอายุ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีโรคประจำตัวต้องติดตามการรักษาเป็นระยะและปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงยาอาหารหรือกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อสมอง เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน หรือการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น

ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม พยายามมีสติในสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำและฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลา ทำจิตใจให้ผ่องใส พยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจกรรมต่างๆ ทำเพื่อคลายเครียดเ ข้าร่วมกิจกรรมสังคมบ่อยๆ พบปะพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ

7 อาหารต้านทานอัลไซเมอร์ 

1. อาหารที่มีวิตามินอีสูง เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำร้าย เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และช่วยกระตุ้นการสร้างออกซิเจนเพื่อไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ ส่งผลให้โอกาสจะเกิดภาวะสมองถดถอยน้อยลงมาก แหล่งอาหารของวิตามินอีคือผักและผลไม้ เช่น อะโวคาโด สตรอว์เบอร์รี ถั่วเหลือง ข้าวโพด มะเขือเทศ เมล็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ จมูกข้าวสาลี ฯลฯ

2. อาหารที่มีวิตามินซีสูง เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้สูงพอๆ กับวิตามินอี ซึ่งจะทำให้ห่างไกลจากโรคที่เกิดจากความเสื่อม ชะลอความเสื่อมของเซลล์สมอง บำรุงสุขภาพสมอง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี เราสามารถพบวิตามินซีได้มากในผลไม้ เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ สตรอว์เบอร์รี กีวี ส้ม ฝรั่ง ลำไย เงาะ สับปะรด ลิ้นจี่ มะละกอ มะขามป้อม มะขามเทศ ฯลฯ

3. อาหารที่มีวิตามินบีรวมสูง โดยเฉพาะวิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 สารอาหารในกลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อสมอง บรรเทาอาการทางประสาทและอาการหลงลืม มีส่วนสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทในสมองที่ใช้เก็บความทรงจำ อาหารที่มีวิตามินบี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว บรอกโคลี กะหล่ำปลี กล้วย ส้ม แอปเปิล ฯลฯ

4. อาหารที่มีโฟเลตสูง จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมองให้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพ หากแต่ละวันร่างกายได้รับโฟเลตน้อยเกินไปจะทำให้อารมณ์หงุดหงิดและความจำไม่ดี ส่วนใหญ่เราสามารถพบสารอาหารชนิดนี้ได้จากผักและผลไม้ เช่น ผักกาดแก้ว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา องุ่น ทับทิม มะม่วง แอปเปิล กีวี ฯลฯ

5. อาหารที่มีไลโคปีนสูง ซึ่งมีอยู่ในผักและผลไม้ที่มีสีแดง สีส้ม และสีเหลือง เช่น มะเขือเทศ แตงโม แคร์รอต มะละกอ ฟักข้าว เกรปฟรุตสีชมพู ฝรั่งสีชมพู ฯลฯ เป็นสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 2 เท่า ช่วยชะลอการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและเซลล์สมองไม่ให้เสื่อมลง ป้องกันภาวะความจำสั้นและสมองเสื่อม

6. อาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 สูง เป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทในการช่วยบำรุงสมองและป้องกันโรคซึมเศร้า เสริมสร้างพัฒนาการของสมองและความจำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงจะเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันลดลง ช่วยปรับปรุงระบบไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น แหล่งของกรดโอเมก้า 3 จะพบในธัญพืชชนิดต่างๆ ปลาทะเลอย่าง ปลาแซลมอน ปลาแมคคาเรล ปลาทูน่า ปลาทู และผักผลไม้ทั่วไป

7. อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เป็นสารอาหารที่มีสารสำคัญๆ หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นวิตามินอีและกรดโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของสมองตามวัย มักพบอยู่ในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น

กรมการแพทย์เตือน! ฟันปลอมชำรุดระวังหลุดลงคอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627499

วันที่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 17:40 น.กรมการแพทย์เตือน! ฟันปลอมชำรุดระวังหลุดลงคอกรมการแพทย์เตือน! ฟันปลอมชำรุด หลวม หลุดง่าย รีบปรึกษาทันตแพทย์ ปล่อยไว้ระวังอันตรายถึงชีวิตหากฟันปลอมหลุดลงในคอหรือหลอดลม

กรมการแพทย์ โดยสถาบันทันตกรรม เตือนผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใส่ฟันปลอม หากพบฟันปลอมชำรุด หลวม หรือหลุดง่าย ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข อย่าปล่อยทิ้งไว้ อาจอันตรายถึงชีวิตหากฟันปลอมหลุดลงในคอหรือหลอดลม

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงปัจจุบันมีรายงานข่าวพบผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมหลุดลงในคอ ซึ่งอันตรายเป็นอย่างมาก หากชิ้นส่วนของฟันปลอมหลุดลงไปในหลอดลมหรือทางเดินหายใจ ดังนั้น หากฟันปลอมชำรุด แตก หัก หลวม หลุดง่าย ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข ไม่ควรซ่อมหรือแก้ฟันปลอมด้วยตนเอง และควรรับการดูแลรักษาจากทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

ทันตแพทย์อำนาจ ลิขิตกุลธนพร ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนการสูญเสียฟันธรรมชาติที่หายไป ฟันปลอมช่วยในการบดเคี้ยวอาหารได้ดียิ่งขึ้นและยังช่วยสร้างความมั่นใจในด้านความสวยงาม การพูด

  • การใช้ฟันปลอมควรใช้อย่างระมัดระวัง
  • ไม่ควรเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือเหนียวจนเกินไป
  • ควรทำความสะอาดฟันปลอมทุกครั้งหลังรับประทานอาหารและก่อนนอน โดยใช้แปรงสีฟันขนนุ่มร่วมกับยาสีฟันหรือสบู่
  • ก่อนนอน ควรถอดฟันปลอมออกแล้วแช่น้ำสะอาด ไม่ควรใส่ฟันปลอมนอน

นอกจากนี้ การใส่ฟันปลอมมีความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ หากไม่ได้ดูแลเรื่องการแปรงฟันและการทำความสะอาดฟันปลอมอย่างเหมาะสม อีกทั้งเมื่อใช้ฟันปลอมไประยะหนึ่ง ฟันปลอมอาจหลวม เนื่องจากมีการแตกหักของฐานฟันปลอม ตะขอหัก หรือตะขออ้าไม่รัดแน่นเหมือนเดิม หรือกระดูกใต้ฐานฟันปลอมมีการละลายตัว ทำให้ฟันปลอมหลวมและกระดกได้ ใช้งานแล้วอาจมีอาการเจ็บบริเวณเหงือกหรือฟัน จึงควรพบทันตแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการเจ็บเพื่อแก้ไขฟันปลอม ซึ่งบางรายต้องเสริมฐานฟันปลอมหรือปรับตะขอให้แน่นขึ้น หรืออาจจำเป็นต้องทำใหม่ถ้ามีฟันที่ถูกถอนออกไปมากขึ้น

ดังนั้น จึงควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจฟันว่ามีฟันผุหรือไม่ มีหินปูน เหงือกอักเสบหรือไม่ และตรวจเช็คฟันปลอมว่ายังอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลช่องปากและฟันปลอมอย่างถูกวิธี

ที่มา : กรมการแพทย์

ลดหวาน ลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627394

วันที่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 06:40 น.ลดหวาน ลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง!!ดร.วินัย ดะห์ลัน ห่วงคนไทยเป็นสารพัดโรคสาเหตุจากการบริโภคน้ำตาล แนะไม่ให้ดื่มน้ำอัดลมเกินวันละครึ่งกระป๋อง ดีที่สุดคือไม่ควรดื่มน้ำอัดลมเลย

รองศาตราจารย์ ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะลดหวาน ลดความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงฟันผุ แชร์ความรู้เรื่อง “ลดหวานลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง” ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ดังนี้

รู้ๆ กันอยู่ว่าน้ำตาลก่อปัญหาสารพัดโรค หนักมากอย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ฟันผุ และอีกสารพัดโรค รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด หน่วยงานสุขภาพทั้งหลายรวมทั้งองค์การอนามัยโลก จึงออกมาเตือนว่าอย่าบริโภคน้ำตาลมาก

น้ำตาลที่ไม่แนะนำเน้นไปที่น้ำตาลทราย (Table sugar) และน้ำตาลฟรุคโตสไซรัป (High Fructose Corn Syrup, HFCS) ซึ่งก็คือน้ำตาลทรายชนิดเหลว นอกจากนี้ ยังไม่แนะนำบรรดาน้ำตาลเชิงเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นกลูโคส หรือฟรุคโตส หรือน้ำตาลเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ ใช้เติมในขนม เครื่องดื่มโซดา หรือน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน รวมไปถึงน้ำผลไม้ที่มีการเติมน้ำตาล ผลิตภัณฑ์อาหารไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี หรือขนมขบเคี้ยว และอีกมากมายหลายอย่าง ในบ้านเราก็อย่างเช่นบรรดาขนมไทยทั้งหลายที่เติมน้ำตาลกันมากกว่าปกติ รวมไปถึงอาหารทั่วๆ ไปที่นิยมเติมน้ำตาลกันจนหวานเกินเหตุ สรุปคือแนะนำไม่ให้บริโภคอาหารหวานมากเกินไปนั่นเอง

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าคนทั่วไปต้องการพลังงานจากอาหารวันละ 1,800-3,000 แคลอรี (หรือที่นิยมเรียกกันในบ้านเราว่ากิโลแคลอรี) พลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตไม่ควรเกินร้อยละ 60 หรือหากร่างกายต้องการพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไม่ควรเกิน 1,200 แคลอรี โดยเป็นพลังงานจากน้ำตาลที่กล่าวถึงข้างต้นไม่ควรเกิน 200 แคลอรี

คิดกันง่ายๆ ในน้ำอัดลมโคล่าหนึ่งกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ หรือ 330 ซีซี มีน้ำตาลอยู่ประมาณ 39 กรัมหรือ 140 แคลอรี เมื่อคิดถึงว่าคนเราได้น้ำตาลจากอาหารชนิดอื่นๆ อีก ใครที่ดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องก็ถือได้ว่าได้พลังงานจากน้ำตาลเกิน 200 แคลอรีไปแล้ว

มาครั้งใหม่นี้โรคอ้วน เบาหวาน ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง นักวิชาการจึงแนะนำว่า ที่ทางองค์การอนามัยโลกเคยแนะนำว่าไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน หากเป็นคนไทยร่างกายปกติซึ่งต้องการพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี จึงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 100 แคลอรี

น้อยระดับนี้ย่อมหมายความว่า ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมเกินวันละครึ่งกระป๋อง ดีที่สุดคือไม่ควรดื่มน้ำอัดลมเลย หากทำได้อย่างนั้นจะให้ประโยชน์กับร่างกายหลายประการ สำคัญที่สุดคือ ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงฟันผุที่เกิดขึ้นเป็นปกติในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่

‘อัลไซเมอร์’ สมองเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องความจำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627332

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 09:50 น.‘อัลไซเมอร์’ สมองเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องความจำทำความเข้าใจโรคของวัยเก๋า “อัลไซเมอร์” เมื่อสมองเสื่อมกลับไม่ใช่แค่เรื่องของความจำ

อัลไซเมอร์ เป็นหนึ่งในโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยของการทำงานหรือโครงสร้างของเนื้อเยื่อของสมองซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยไม่ใช่ความเสื่อมตามธรรมชาติเพราะผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์ทุกคน แต่เป็นความเสื่อมที่เกิดจากโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบต้า-อะไมลอยด์ (beta-amyloid) ชนิดไม่ละลายน้ำซึ่งเมื่อไปจับกับเซลล์สมองจะส่งผลให้เซลล์สมองเสื่อมและฝ่อลง รวมถึงทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองเสียหายจากการลดลงของสารอะซีติลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลโดยตรงกับความทรงจำ 

การสะสมของเบต้า-อะไมลอยด์ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองค่อยๆ ลดลง เริ่มจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ที่มีบทบาทสำคัญในการจดจำข้อมูลใหม่ๆ เมื่อเซลล์สมองส่วนนี้ถูกทำลาย ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำโดยเฉพาะความจำระยะสั้น จากนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจะแพร่กระจายไปสู่สมองส่วนอื่นๆ และส่งผลต่อการเรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิด ภาษา และพฤติกรรม

อัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อม

โรคอัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อม (dementia syndrome) นั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งการเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจการวินิจฉัยของแพทย์ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ภาวะสมองเสื่อมหมายถึง กลุ่มอาการผิดปกติที่เป็นผลมาจากการเสื่อมของสมองหลายส่วนซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุ โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทตามสาเหตุ ได้แก่ 

ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาให้หายขาดได้ พบประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด โดยสาเหตุมักเกิดจากโรคทางกาย เช่น หลอดเลือดสมองตีบตัน เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมองบางชนิด การขาดวิตามินบี12 และโรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมนภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาด พบมากถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และมีโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุถึงร้อยละ 50 ส่วนที่เหลือเป็นโรคที่ทำให้สมองเสื่อมคล้ายอัลไซเมอร์อีก 5-6 โรค  ดังนั้น อัลไซเมอร์จึงเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด 

อายุ จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น เพราะ สถิติในปัจจุบันพบว่ากลุ่มที่มีอายุราว 65 ปี พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 5  กลุ่มผู้ที่มีอายุราว 75 ปี พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 15 และกลุ่มผู้ที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไป พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์มากถึงร้อยละ 40 ฉะนั้น จำนวนผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคนเรามีอายุที่ยืนยาวขึ้น

นอกจากนี้ โรคอัลไซเมอร์ยังสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แต่พบเป็นส่วนน้อย คือประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการให้เห็นตั้งแต่อายุ 50-60 ปี 

อัลไซเมอร์ไม่ใช่แค่หลงลืม

อาการแรกเริ่มที่สำคัญของผู้ป่วยอัลไซเมอร์คือการสูญเสียความจำระยะสั้น ซึ่งเป็นอาการที่ใกล้เคียงกับภาวะความจำเสื่อมตามธรรมชาติในผู้สูงอายุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยร้อยละ 80-90 จะมีอาการทางพฤติกรรมหรือทางจิตเวชร่วมด้วย ซึ่งอาการทางพฤติกรรมนี่เองที่ทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะรายที่มีอาการก้าวร้าว  

อาการทั่วไปของโรคอัลไซเมอร์อาจแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นสามระยะ ได้แก่

  • ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีความจำถดถอยจนตัวเองรู้สึกได้ ชอบถามซ้ำ พูดซ้ำๆ เรื่องเดิม สับสนทิศทาง เริ่มเครียด อารมณ์เสียง่ายและซึมเศร้า แต่ยังสื่อสารและทำกิจวัตรประจำวันได้ ระยะนี้เป็นระยะที่คนรอบข้างยังสามารถดูแลได้ 
  • ระยะกลาง ผู้ป่วยมีอาการชัดเจนขึ้น ความจำแย่ลงอีก เดินออกจากบ้านไปโดยไม่มีจุดหมาย พฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก เช่น จากที่เป็นคนใจเย็นก็กลายเป็นหงุดหงิดฉุนเฉียว ก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย หรือจากที่เป็นคนอารมณ์ร้อนก็กลับกลายเป็นเงียบขรึม และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ชงกาแฟไม่ได้ ใช้รีโมททีวีหรือโทรศัพท์มือถือไม่ได้ คิดอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่อยู่ในโลกของความจริง เช่น คิดว่าจะมีคนมาฆ่า มาขโมยของ คิดว่าคู่สมรสนอกใจ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่ยากต่อการดูแลและเข้าสังคม
  • ระยะท้าย ผู้ป่วยอาการแย่ลง ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างน้อยลง สุขภาพทรุดโทรมลงคล้ายผู้ป่วยติดเตียง รับประทานได้น้อยลง การเคลื่อนไหวน้อยลงหรือไม่เคลื่อนไหวเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สมองเสื่อมเป็นวงกว้าง ไม่พูดจา ภูมิคุ้มกันอ่อนแอซึ่งมักนำไปสู่การติดเชื้อและเสียชีวิตในที่สุด โดยระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่แรกวินิจฉัยจนเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี

นิ่วในถุงน้ำดี เรื่องที่ควรระวังของคนรักบุฟเฟ่ต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627243

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 08:20 น.นิ่วในถุงน้ำดี เรื่องที่ควรระวังของคนรักบุฟเฟ่ต์ปวดท้อง แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เรื่องปกติหรือผิดปกติ!! เมื่อการกินเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี งานนนี้บอกเลยว่าสายเลิฟบุฟเฟ่ต์ สาวกของทอด ต้องอ่าน

รู้สึกท้องอืด แน่นท้องทีไร ก็มักเข้าใจว่าเกิดจากอาหารไม่ย่อยหรือเป็นโรคกระเพาะอีกแน่ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหาร อย่าง “นิ่วในถุงน้ำดี” ภัยเงียบที่มักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องนัก ส่วนการกินจะส่งผลเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดีได้ยังไง บอกเลยว่า “สายเลิฟบุฟเฟต์ ของทอด” ควรอ่าน!

ข้อมูลโดย พล.ท.นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ ศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท 2 เผย นิ่วในถุงน้ำดี โรคนี้…มีที่มาที่ไปยังไงกันนะ?

แม้ว่าปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี” จะมีด้วยกันหลายอย่าง แต่ปัจจัยหลักๆ มักมาจาก “พฤติกรรมของตัวเราเอง” เพราะเมื่อระดับไขมันหรือคอเลสเตอรอลมีเพิ่มมากขึ้น และน้ำดีไม่สามารถย่อยสลายได้หมด ไขมันนั้นก็อาจเกิดปฏิกริยาแล้วค่อยๆ ตกตะกอนกลายเป็น “ก้อนนิ่ว” ซึ่งระดับไขมันที่มีมากเกินจนไม่สามารถย่อยสลายได้หมดนั้น โดยส่วนใหญ่ก็มาจากพฤติกรรมที่ชอบทานอาหารไขมันสูงและไม่ชอบออกกำลังกายนั่นเอง

แล้วจริงไหม? นิ่วในถุงน้ำดี เกิดขึ้นแค่กับผู้สูงวัย

เราอาจจะใช้คำว่า “ผู้ป่วยส่วนใหญ่” ที่ตรวจพบความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี มักมีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า…โรคนิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุหลักมาจากระดับคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลกระทบมาจากการมีภาวะอ้วน การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมการชอบทานอาหารที่มีไขมันสูงและเส้นใยต่ำ ทำให้กลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้เหมือนกัน!!

แม้ว่าไขมันจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ก้อนนิ่ว…ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้

ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักถูกตรวจพบก้อนนิ่วชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นผลมาจากระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มมากขึ้น หรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อในถุงน้ำดีน้อยจึงไม่สามารถบีบสารออกได้หมด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีก้อนนิ่วชนิดที่เกิดจากเม็ดสี ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยโรคตับแข็ง หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หรือผู้ป่วยโรคโลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD

เรากำลังเสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี” หรือเปล่า? สังเกตได้จากอาการเตือนเหล่านี้

  • นิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักไม่ก่อให้เกิดอาการ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ดังนี้..
  • ท้องอืด
  • แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา หรือปวดใต้ลิ้นปี่
  • ปวดท้องรุนแรง และปวดร้าวไปถึงสะบักหรือไหล่ด้านขวา
  • หากมีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน จะทำให้มีไข้สูงเฉียบพลัน
  • อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
  • หากถุงน้ำดีเกิดติดเชื้อ จะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก

แนวทางการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ในการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี วิธีที่เหมาะสมที่สุด คือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก! เพราะจะช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกนั้น มีด้วยกัน 2 วิธี คือ

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการถุงน้ำดีมีการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันหลังผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก! ควรดูแลตัวเองอย่างไร

สิ่งแรกที่ผู้ป่วยควรให้ความใส่ใจ คือ เรื่องของแผลผ่าตัด โดยในช่วงระยะ 1-2 เดือนแรกหลังผ่าตัด ห้ามยกของหนักหรือเดินทางระยะไกลๆ เพราะหากแผลยังไม่สมานเป็นเนื้อเดียวกัน อาจเกิดการปริแยกของแผลได้

อาหารการกิน

ในส่วนของอาหารการกิน ผู้ป่วยเองก็ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษเช่นกัน โดยแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อ ในแต่ละมื้ออาจลดปริมาณการกินเหลือเพียง 25-50% จากปกติ เน้นอาหารที่ย่อยง่าย อย่าง โจ๊ก ไข่ตุ๋น เนื้อปลา หรือตุ๋นผักเปื่อยๆ เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

สำหรับอาหารที่มีไขมันสูงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอดหรือผัด ควรงด! แล้วหันมาเลือกทานไขมันดี เช่น ไขมันจากปลาที่มีโอเมก้า 3 แทน

เพราะปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคนิ่งในถุงน้ำดีมักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงนับว่าเป็นโรคที่เราสามารถความความเสี่ยงได้! เพราะฉะนั้น หากคุณยังมีนิสัยชอบการทานของมันๆ บุฟเฟต์เบคอนเนื้อสัตว์ติดมัน แถมไม่ค่อยออกกำลังกาย แนะนำว่า…ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะใหม่ ก่อนที่ร่างกายจะต้องปราศจากถุงน้ำดี!!!

.

ที่มา : โรงพยาบาลพญาไท 2

ปวดหัวเรื้อรังสัญญาณอันตราย ‘เนื้องอกสมอง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627169

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 11:33 น.ปวดหัวเรื้อรังสัญญาณอันตราย 'เนื้องอกสมอง'เนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดาพบได้บ่อยกว่าเนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็ง แพทย์ชี้ “เนื้องอกสมอง” ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

กรมการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา เผยเนื้องอกในสมองเป็นโรคที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง แต่บางรายพบความผิดปกติจากพันธุกรรม โดยพบเนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดาได้บ่อยกว่าเนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็ง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื้องอกในสมอง คือเนื้อที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์ในสมองหรือบริเวณเนื้อเยื่อและต่อมต่างๆ บริเวณใกล้เคียงกับสมองไปรบกวนระบบประสาทและการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน มีปัญหาด้านพฤติกรรม บุคลิกภาพ การพูด การได้ยิน การมองเห็น ความจำ และอาจเกิดอาการชัก เป็นอัมพาตครึ่งซีก

เนื้องอกในสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท มี 4 ระดับ โดยวัดตามลำดับการเจริญเติบโตของเนื้องอกและโอกาสในการกลับมาเป็นอีก แม้ได้รับการรักษาแล้ว คือ

  1. เนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดา เป็นเนื้องอกที่มีการเจริญเติบโตช้า ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง สามารถรักษาให้หายหรือมีขนาดเล็กลงได้ และมีโอกาสน้อยที่ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นอีกหลังการรักษา
  2. เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย เป็นเนื้องอกอันตราย มีการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติคือ เซลล์มะเร็ง อาจเกิดบริเวณสมอง หรือเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นแล้วลามเข้าสู่สมอง เนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็งจะมีการเจริญเติบโตเรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมได้ และมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นได้อีก

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของเนื้องอกในสมอง เกิดจากความผิดปกติของ สารพันธุกรรมในเซลล์สมอง หรือการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งจะทำให้เซลล์มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตในอัตราที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติเหล่านี้จึงก่อตัวเป็นเนื้องอกบริเวณสมอง ซึ่งสร้างความเสียหายแก่สมองและระบบประสาท หรืออาจเกิดจากมีเซลล์มะเร็งที่อื่นแล้วลามเข้าสู่สมองทางกระแสเลือด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่เฉพาะเจาะจงในการป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกในสมอง แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง ได้แก่

  • อายุ
  • การได้รับรังสีอันตรายเข้าสู่ร่างกาย
  • ประวัติบุคคลในครอบครัวที่เคยมีเนื้องอกในสมอง

ปัจจุบันแนวทางการรักษาเนื้องอกในสมองมีอยู่ 3 วิธี คือ การผ่าตัด ฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะเลือกแนวทางรักษาจากอาการของผู้ป่วย ตำแหน่งของเนื้องอก และขนาดของเนื้องอก หากผู้ป่วยมีเนื้องอกที่ไม่ได้ทำให้เกิดอาการและมีขนาดเล็กมาก อยู่ในตำแหน่งของสมองที่ไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานของร่างกาย อาจเพียงแค่ติดตามอาการเพื่อดูว่ามีการขยายตัวของเนื้องอกเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจึงค่อยทำการรักษา แต่ถ้าเนื้องอกมีขนาดใหญ่พอสมควรและทำให้เกิดอาการ เช่น อ่อนแรงหรือปวดศีรษะมาก จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้องอกออก ในกรณีที่ผ่าตัดเนื้องอกออกไปแล้ว พบว่าเป็นเนื้อร้ายอาจต้องทำการฉายรังสีหรือให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย

ดังนั้น หากมีสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่อาจบ่งบอกว่ามีเนื้องอกในสมอง เช่น อาการปวดศีรษะเรื้อรังที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการอ่อนแรงที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาการชัก ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างทันท่วงที

A-B-O-AB กินตามกรุ๊ปเลือด เลือกอย่างไรให้สุขภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627082

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 08:30 น.A-B-O-AB กินตามกรุ๊ปเลือด เลือกอย่างไรให้สุขภาพดีถอดสูตรกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจากหนังสือ Best Seller “Eat Right For Your Type” การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดทำให้คนเราสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้น อายุยืนขึ้น แถมยังช่วยเรื่องลดความอ้วน

ทำไมต้องกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด?

คำตอบสั้นๆ จากหลายๆ คน เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็คือ อยากมีสุขภาพดี! อยากอายุยืนยาว! อยากลดความอ้วน! สำหรับแนวคิดการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดมาจากหนังสือ Best Seller ที่ชื่อว่า “Eat Right For Your Type” ของ Dr.Peter D’Adamo กล่าวเอาไว้ว่า การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดทำให้คนเราสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้  มีอายุที่ยืนมากขึ้น แถมยังควบคุมน้ำหนักของตัวเองได้อีกด้วย เนื่องจากเลือดในแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีที่แตกต่างกัน หากกินอาหารที่ไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดก็จะทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ทั้งระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ การสร้างอินซูลิน และฮอร์โมนในร่างกายเกิดความไม่สมดุล จากความแตกต่างนี้เองทำให้ความสามารถในการย่อยอาหารต่างกัน ถ้าสามารถย่อยอาหารได้หมด ร่างกายก็จะนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าย่อยไม่หมดก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมา

ที่เราอ้วนอาจไม่ใช่เพราะกินเยอะ!!!

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าที่อ้วนลงพุงน้ำหนักเยอะอยู่ทุกวันนี้  เกิดจากการกินเกินความต้องการ  เวลาอยากจะลดน้ำหนักคนส่วนมากมักพยายามจำกัดการกินอาหาร  แต่ผลที่ตามมาก็คือร่างกายขาดสารอาหาร แถมเมื่อกินอาหารไปก็รู้สึกไม่อิ่ม เพราะสมองไม่สั่งให้หยุดกิน ทำให้หิวอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ากินอาหารตามกรุ๊ปเลือดอย่างเหมาะสม สมองก็จะรับรู้และทำให้รู้สึกอิ่ม ปริมาณอาหารที่กินก็น้อยลง ดังนั้น ไม่ว่าเราจะกินอาหารที่ดีมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด ก็จะไม่ช่วยควบคุมน้ำหนักแต่อย่างใด

Dr.Peter J. D’Adamo ใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากอเมริกาในปี 1990 และได้เขียนหนังสือชื่อ “Eat Right for Your Type” ซึ่งเขาอธิบายไว้ว่า “เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ในอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียวและจับเกาะติดเลือด เรียกว่า ‘เล็คติน’ โดยจะเกิดขึ้นเมื่อการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะกับเลือดเรา นอกจากนี้ เล็คตินยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมนอีกด้วย

ง่ายๆ คือในร่างกายเรามีกลุ่มเลือดหลักอยู่ คือ A-B-O-AB โดยในเม็ดเลือดของเราจะมีโปรตีนแอนติเจน (Antigen) และในหมู่เลือดของมนุษย์จะมีหมู่เลือดที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดีอยู่ 2 ระบบ คือ

  • ระบบ ABO (เอบีโอ) คือหมู่เลือดที่แบ่งเป็นเอ บี โอ และเอบี ซึ่งคนไทยส่วนมากจะอยู่ในหมู่เลือดโอ
  • ระบบ Rh (อาร์เอช) จะแบ่งเป็น Rh (+) (อาร์เอชบวก) และ Rh (-) (อาร์เอชลบ) ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ที่มีหมู่เลือดอาร์เอชบวก มีเพียงประมาณ 03% ของประชากรทั้งหมดที่จะมีหมู่เลือดอาร์เอชลบ 

เทคนิคกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดแบบง่ายๆ

  • กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดสูง = กินเนื้อสัตว์ได้มาก เรียงตามลำดับ O > B > AB > A
  • กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดต่ำ = กินผักได้มาก เรียงตามลำดับ  A > O > AB > B

หมายเหตุ : แม้ว่ากรุ๊ป O เลือดจะมีความเป็นกรดสูง  แต่ต้องกินผักมากเป็นอันดับ 2  เพราะเมื่อกินเนื้อมากก็ต้องกินผักมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสมดุล

อย่างไรก็ตาม หากใครต้องการจะดูแลสุขภาพจากข้อมูลของแต่ละกลุ่มเลือดที่แนะนำให้รับประทานก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย เพราะล้วนอยู่ในอาหารหลัก 5 หมู่ แต่ควรรับประทานตามความเหมาะสม ไม่มาก หรือน้อยจนเกินไป ดังนี้

เลือดกรุ๊ป A

ควรเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น  อาหารทะเล  ปลา  ผักสดและผลไม้  รวมถึงธัญพืชต่างๆ และอาหารที่ทำจากธัญพืช เช่น  เต้าหู้ นมถั่วเหลือง  ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์เหล่านี้  เช่น  วัว   หมู  เป็ด  กุ้ง  ปู  ปลาดุก  หอยนางรม  หอยแครง  รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

อาหารช่วยลดน้ำหนักคือ  อาหารมังสวิรัติจะช่วยลดน้ำหนักได้เร็วมาก แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย  ส่วนการออกกำลังกายควรเน้นออกกำลังกายแบบเบา  เช่น โยคะ และควรนั่งสมาธิเป็นประจำเพื่อคลายเครียด

เลือดกรุ๊ป B

สามารถเลือกทานอาหารได้หลากหลายทั้งเนื้อสัตว์  ผัก  ผลไม้  นม  อาหารทะเล ได้ในปริมาณที่เหมาะสม

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่  ผักใบเขียว  ปลา เวลาลดน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงขนมปังทุกชนิด ธัญพืชต่างๆ  โดยเฉพาะถั่วลิสง   ข้าวโพด งา และมะเขือเทศ เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลินและระบบเผาผลาญอาหาร การออกกำลังกายควรออกกำลังกายแบบไม่หนักหรือเบาจนเกินไป เช่น เล่นเทนนิส ศิลปะป้องกันตัว การปีนเขา เป็นต้น

แต่มีเรื่องน่าเศร้าของคนกรุ๊ป B  คือเป็นคนอ้วนง่าย  แถมภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีอีกต่างหาก  ทำให้มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อไวรัส  มีระบบประสาทไม่ค่อยดี  ปวดตามข้อเป็นประจำ  และมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ตัวเองได้ด้วย  

เลือดกรุ๊ป O

ควรเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนสูง  สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด  แถมยังกินผักและผลไม้ได้ในปริมาณที่มากกว่ากรุ๊ปเลือดอื่นๆ อีกด้วย  นับว่าโชคดีสุดๆ ไปเลย 

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่  เนื้อวัว,  อาหารทะเล,   สาหร่ายทะเล,   ผักจำพวกบร็อกโคลี,  ผักโขม   เวลาลดน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง  ถั่ว  น้ำตาล และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม  จะทำให้ระบบเผาผลาญแย่ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้นได้ง่าย  

เรื่องที่ทำให้คนกรุ๊ปเลือด O  หงุดหงิดใจก็คือ  มักมีปัญหาเรื่องระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่คงที่ทำให้อ้วนได้ง่าย  ควรเน้นการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก ๆ เช่น วิ่งมาราธอน  ปั่นจักรยาน  เต้นแอโรบิก  ว่ายน้ำ  ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี

เลือดกรุ๊ป AB

ควรเลือกทานอาหารประเภท  ปลา  นม  เต้าหู้   ธัญพืช  ผักและผลไม้   กินเนื้อสัตว์ได้น้อยกว่าคนกรุ๊ป B  และกินผักได้ไม่เท่ากับคนกรุ๊ป A  เพราะคนกรุ๊ปเลือด AB มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ  

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่   เต้าหู้  ผักใบเขียว  ธัญพืช  และสาหร่ายทะเล   ควรหลีกเลี่ยงอาหาร ได้แก่  ไก่   ข้าวโพด  ถั่วแดง  ธัญพืช  สามารถกินข้าวและขนมปังได้บ้าง เพราะแป้งไม่ทำให้อ้วนได้ง่ายเหมือนคนกรุ๊ป  O  ที่สำคัญควรงดอาหารหมักดองทุกชนิด   การออกกำลังกาย  ควรเน้นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ  เช่น  เดิน   เล่นโยคะ เป็นต้น

นอกจากจะเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสมแล้ว  การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็นับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย  3 วันหรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์  ก็จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น  มีร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย

ผื่นกุหลาบ-ผื่นร้อยวัน โรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627078

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 06:25 น.ผื่นกุหลาบ-ผื่นร้อยวัน โรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน “โรคผื่นกุหลาบ” “โรคผื่นร้อยวัน” อาการเฉียบพลันที่ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส แพทย์ผิวหนังแนะวิธีสังเกตอาการและการรักษา

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง แนะนำ “โรคผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นโรคไม่ติดต่อที่มีอาการเฉียบพลัน สามารถหายเองได้ มักเกิดในวัยหนุ่มสาว พบไม่บ่อยในเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคผื่นกุหลาบเป็นโรคผิวหนังมีอาการเฉียบพลัน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด พบมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส ผื่นมีลักษณะเฉพาะ รูปร่างกลมหรือรี มีการกระจายเป็นแนวตามร่องบนผิว คล้ายกับลักษณะของต้นสน โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดในคนอายุน้อย โดยเฉพาะช่วงอายุ 10-35 ปี พบได้ในทุกเชื้อชาติ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในอัตรา 2:1

ผื่นมักเกิดอยู่นานประมาณ 6-8 สัปดาห์แล้วหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นนานถึง 5 เดือนหรือมากกว่า การวินิจฉัยแยกกับผื่นผิวหนังอักเสบอื่นๆ และมีรายงานว่าการเกิดผื่นกุหลาบในผู้ป่วยตั้งครรภ์ เป็นความเสี่ยงทำให้เกิดการแท้งได้ โดยเฉพาะช่วง 15 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

ทางด้าน แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ระบุว่า ผื่นแรกมักเกิดขึ้นบริเวณลำตัวและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจพบบริเวณคอ หรือแขนขาส่วนบนได้ โดยมักจะเกิดนำผื่นอื่นๆ เป็นชั่วโมงหรือวัน ลักษณะเป็นผื่นเป็นสีชมพู สีแซลมอน หรือสีน้ำตาล อาจจะมีขอบยกเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร แต่บางกรณีอาจมีขนาด 1 เซนติเมตร หรือใหญ่ถึง 10 เซนติเมตร ตรงกลางของผื่นมีขุยขนาดเล็ก ขอบขยายใหญ่ขึ้น ประมาณ 5% ของคนไข้มีอาการนำมาก่อน เช่น ปวดหัว มีไข้ ปวดข้อ และปวดเมื่อย อาจพบตุ่มหนองเล็กๆ ในช่วงแรกของโรค มักไม่พบผื่นบริเวณหน้า มือและเท้า อาการคันในโรคผื่นกุหลาบพบได้ประมาณ 25%

ผื่นกุหลาบมักไม่มีอาการแสดงและสามารถหายได้เอง โดยไม่ทิ้งร่องรอย การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก การใช้ครีมชุ่มชื้นผิวที่เหมาะสม ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์ หรือยากินในกลุ่ม antihistamines สามารถช่วยลดอาการคันได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรับประทานยาในกลุ่มสเตียรอยด์ช่วงสั้นๆ การฉายแสง UVB (Narrowband or broadband) สามารถช่วยควบคุมโรคได้

ทั้งนี้ ข้อมูลโดย พญ.ทิมาพร ปัตยะกรท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ผิวหนังและเลเซอร์ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า

อาการโรคผื่นกุหลาบ ผื่นจะขึ้นตามตัว โดยที่สุขภาพทั่วไปยังแข็งแรงดีและมักไม่มีอาการไข้ แต่ในบางรายก็อาจพบอาการนำมาก่อนมีผื่นขึ้น ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ และคลำพบต่อมน้ำเหลืองโต โดยผื่นปฐมภูมิ (ผื่นอันแรก) เกิดขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นและผื่นขนาดเล็กจะขึ้นตามมาภายหลัง โดยผื่นปฐมภูมินี้มักมีจำนวนเพียง 1 ผื่น มีขนาดประมาณ 2 – 6 เซนติเมตร ใหญ่กว่าผื่นทุติยภูมิ ผื่นมักจะหายไปได้เองภายใน 2 – 6 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีผื่นอยู่นานถึง 3 – 4 เดือนหรือนานกว่านี้ ทำให้โรคนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “โรคผื่นร้อยวัน”

ลักษณะโรคผื่นกุหลาบ เป็นรูปวงรี รูปไข่ หรือวงกลม ตรงกลางของผื่นมีลักษณะย่น มีสีชมพู สีส้ม หรือสีเนื้อปลาแซลมอน ส่วนบริเวณรอบนอกของผื่นจะเป็นสีแดงเข้ม (ขอบผื่นชัด) ทั้ง 2 บริเวณนี้จะแยกจากกันด้วยขุยหรือเกล็ดบางๆ ที่ขอบของผื่นและมักจะขึ้นบนลำตัว

การรักษาโรคผื่นกุหลาบ

  • ไปพบแพทย์เพื่อวินิฉัยแยกจากโรคอื่น
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผื่นมีอาการคันมากขึ้น เช่น การมีเหงื่อออก การอาบน้ำอุ่น/ร้อนจัดจนผิวแห้ง
  • พยายามให้ผิวสัมผัสแสงแดดบ้างทุกวัน จะช่วยให้ผื่นไม่ขึ้นมากและหายเร็ว