7 ตัวช่วยกินเพิ่มระบบเผาผลาญ อาหารของคนฉลาดเลือก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/590294

  • วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 06:01 น.

7 ตัวช่วยกินเพิ่มระบบเผาผลาญ อาหารของคนฉลาดเลือก

7 สิ่งนี้จำไว้ให้ดี เพราะมันจะช่วยให้เรามีระบบเผาผลาญที่ดีขึ้นและมีหุ่นที่สวยสมใจ

เพราะใครๆ ก็อยากมีหุ่นดี แต่การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เพียงแค่การอดอาหารอย่างเดียว เราต้องเลือกกินอาหารให้ถูกด้วย แล้วอาหารประเภทไหนที่จะช่วยให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเราทำงานดีขึ้นบ้าง

โปรตีน

พบได้ในเนื้อ นม ไข่ ถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนลดความอ้วน เพราะว่าโปรตีนจะช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ และยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น แถมยังทำให้อิ่มนานอีกต่างหาก

กาแฟ

ใครว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างเดียว กาแฟก็มีข้อดีคือช่วยเพิ่มการเผาผลาญ เครื่องดื่มประเภทที่มีกาเฟอีนจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ถึง 11% ตามการศึกษาวิจัยผู้ที่บริโภคกาเฟอีนอย่างน้อย 270 มก.ต่อวัน หรือเทียบเท่ากาแฟ 3 แก้ว จะเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 100 แคลอรี

ชา

ชาทั่วไปมีส่วนผสมของกาเฟอีน และคาเทชิน สองสารประกอบนี้ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ โดยเฉพาะชาเขียวและชาอู่หลงจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญถึง 4-10% อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายทำไขมันมาใช้เป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

โกโก้

สารสกัดจากต้นโกโก้ จะไปส่งเสริมยีนที่กระตุ้นการใช้ประโยชน์ไขมันให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และโกโก้ยังป้องกันการทำงานของเอนไซม์ที่ไปดูดซึมไขมันและคาร์โบไฮเดรตระหว่างการย่อยอาหารได้ แถมยังช่วยการดูดซึมแคลอรีบางส่วนอีก

น้ำมันมะพร้าว

มีไตรกลีเซอไรด์ กรดไขมันเหล่านี้จะดูดซึมไปที่ตับและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญมากกว่าไขมันชนิดเดี่ยว นอกจากนี้ นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าว 30 มก. ในแต่ละวัน จะทำให้คนอ้วนน้ำหนักลดลงอีกด้วย

พืชตระกูลถั่ว

ไม่ว่าจะเป็นถั่วอัลมอนด์ ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วพวกนี้เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับอาหารจากพืชอื่นๆ ดังนั้น หนุ่มๆ สาวๆ ที่อยากมีหุ่นดี ก็ต้องเลือกกินพืชตระกูลนี้ที่นอกจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญดีแล้วยังช่วยย่อยอาหารได้ดีอีกด้วย

เครื่องเทศ

เผ็ดร้อนนิดๆ ดีต่อสุขภาพ ดีต่อระบบการเผาผลาญ ยกตัวอย่างเช่น การกินชาขิงร้อนจะช่วยเผาผลาญแคลอรีไปมากกว่า 43 แคลอรี ขณะที่น้ำร้อนธรรมดาเผาผลาญ 26 แคลอรี แถมตัวชาขิงร้อนยังช่วยลดความหิวและกระตุ้นให้อิ่มไวขึ้นได้อีกด้วย

 

ภาพ : freepik

เรียนรู้ อยู่อย่างเข้าใจ กับโรคเบาหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612651

  • วันที่ 25 ม.ค. 2563 เวลา 07:08 น.

เรียนรู้ อยู่อย่างเข้าใจ กับโรคเบาหวาน

อยู่กับโรคเบาหวานอย่างไรให้มีความสุข ไม่ใช่ว่าจะต้องห้ามทานอาหารทุกๆ อย่าง แต่ต้องรู้ว่าควรกินได้ในปริมาณเท่าไหร่จึงไม่ก่ออันตราย

“โรคเบาหวาน” ถ้าเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีคนเป็นโรคเบาหวานมากขึ้นถึงสองเท่าตัว บ้างก็ว่าเป็นเพราะการตรวจคัดกรองที่ดีขึ้น และส่วนหนึ่งมาจากที่คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น พออายุมากร่างกายก็เสื่อมถอย โอกาสเป็นเบาหวานจึงมากขึ้นตาม แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ปัจจุบันพบว่าคนเป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ 30 เศษๆ ก็เป็นกันแล้ว

คนที่เป็นตั้งแต่อายุยังน้อยต้องอยู่กับเบาหวานไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว คิดดูว่าถ้าเริ่มเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 30 ปี แล้วเราต้องอยู่ไปจนถึงอายุ 80 ปี เท่ากับเราต้องอยู่กับเบาหวานนานถึง 50 ปี นี่มันครึ่งชีวิตเลยทีเดียวนะ และยิ่งต้องอยู่กับเบาหวานนานมากเท่าไหร่ โรคแทรกซ้อนย่อมตามมามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉลี่ยของคนที่เป็นโรคเบาหวานเกิน 10 ปี ขึ้นไป จะเริ่มมีโรคแทรกซ้อนตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ ความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด โรคไต และอื่นๆ ตามมาอีกเป็นแถว

เรียนรู้และเข้าใจในเบาหวาน

คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ตามสถิติพบว่าคนที่เป็นเบาหวานมากกว่าครึ่งมีคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นด้วย เพราะฉะนั้นโรคเบาหวานส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม ถ้าพ่อหรือแม่เป็นเบาหวานเรามีโอกาสเป็นมากกว่าคนอื่น 1 เท่า แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นเบาหวาน เรามีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าคนอื่นถึง 2 เท่า แต่จะเป็นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของเรา ว่ารู้จักกิน รู้จักออกกำลังกาย รู้จักปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตหรือไม่ ถ้าไม่เบาหวานก็มาหาเร็วหน่อย ที่สำคัญเบาหวานเป็นอะไรที่ค่อยเป็นค่อยไปกว่าจะมีอาการให้เห็น นั่นหมายความว่าคุณอาจเป็นมานานแล้ว เช่น หิวน้ำบ่อย คอแห้ง กินจุแต่ผอมลงๆ ซึ่งถ้าเราย้อนดูประวัติเขากลับไปซัก 5-10 ปี จะเห็นว่าน้ำตาลมันค่อยๆ ขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่ได้สนใจ ปล่อยให้ระดับน้ำตาลมันค่อยๆ ไต่ จนกระทั่งสูงถึงขั้นฟันธงว่าเป็นเบาหวานแน่ๆ ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปคุมน้ำตาลตั้งแต่วันนั้น เราก็อาจไม่เป็นเบาหวานเลยในวันนี้

เบาหวานแบ่งได้เป็น 4 ชนิด

  • ชนิดที่ 1 คือเบาหวานในเด็ก สำหรับบ้านเราพบได้น้อย มีเพียงประมาณ 5% แต่เด็กในแถบสแกนดิเนเวียเป็นกันมากถึง 30% และเนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลยตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเด็กน้อยจึงต้องอยู่กับเบาหวานไปตลอดชีวิต
  • ชนิดที่ 2 คือ เบาหวานในผู้ใหญ่ ในคนทั่วไปที่เรารู้จักกันดี มีความสัมพันธ์กับเรื่องของอายุ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิต
  • ชนิดที่ 3 คือ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ปัจจุบันพบว่า 1 ใน 4 ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นเบาหวาน เนื่องจากผู้หญิงในปัจจุบันตั้งครรภ์กันตอนอายุมาก เหตุผลเพราะรอให้มีความพร้อมทางฐานะการเงินก่อน เมื่อฐานะทางการเงินพร้อม เบาหวานก็พร้อมมาด้วยเช่นกัน และจากการติดตามคนที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ไปเรื่อยๆ พบว่ามีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานจริงๆ ได้ในอนาคต
  • ชนิดที่ 4 คือ เบาหวานที่เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น กินเหล้าจนตับอ่อนไม่สามารถทำงานได้ เบาหวานที่เกิดจากการทานยาบางชนิด หรือเนื้องอกบางชนิดทำให้เป็นเบาหวานแต่พบได้น้อยมากสำหรับเบาหวานชนิดนี้

ทำอย่างไรเมื่อเบาหวานมาเยือน

การมุ่งแต่รักษาโรคเบาหวานเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ เราไม่สามารถหยุดอายุไว้ได้ เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขพันธุกรรมได้ แต่เราสามารถควบคุมแก้ไขสิ่งแวดล้อมของตัวเราเองได้ ถ้าเราสามารถตรวจเจอเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วรีบป้องกัน ควบคุมให้ดีๆ ตั้งแต่แรกเริ่มที่น้ำตาลยังไม่สูง จะสามารถควบคุมได้ง่าย และอาจไม่มีโรคแทรกซ้อนเลยก็เป็นได้

การคุม คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เบาหวานคุมได้หรือไม่อยู่ที่พฤติกรรมการกินการอยู่ ใครบอกว่าเป็นเบาหวานแล้วกินไม่ได้ กินได้ทุกอย่าง ทุเรียนยังกินได้เลย แค่เราจะกินเหมือนคนที่ไม่เป็นเบาหวานไม่ได้ ต้องรู้ว่าอะไรกินได้แค่ไหน บางอย่างต้องกินน้อยลง เช่น ข้าว แป้ง บางอย่างต้องกินมากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายต้องการ ใครที่ยังไม่เป็นเบาหวานถ้าป้องกันและควบคุมตัวเองได้ก็มีโอกาสไม่เป็นเบาหวานเลย แต่ถ้าใครที่เป็นก็มีโอกาสที่จะรอดพ้นจากภาวะแทรกซ้อน

กลวิธีปราบเบาหวาน

เบาหวานเป็นอะไรที่ไม่หายขาด เบาหวานไม่ต้องรอการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่เบาหวานต้องการการเรียนรู้ ปัจจุบันจะพึ่งหมออย่างเดียวไม่ได้ คนที่เป็นต้องพึ่งตัวเอง โดยคุณหมอจะมีคลาสสอนเรื่องเบาหวานให้กับคนไข้ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าจะต้องดูแลตัวเองอย่างไร อาหารการกินต้องกินอย่างไร ต้องรู้จักฉลาดซื้อ ฉลาดเลือก พลิกหน้าพลิกหลังดูฉลากอาหารก่อนซื้อ ว่ามีแคลลอรี่เท่าไหร่ น้ำตาลเท่าไหร่ ควรกินได้ในปริมาณเท่าไหร่

ที่สำคัญคนที่เป็นเบาหวานต้องรู้จักน้ำตาลของตนเอง สามารถตรวจเบาหวานที่ปลายนิ้วเองได้ที่บ้าน ซึ่งจะสามารถช่วยให้การควบคุมน้ำตาลเป็นไปได้อย่างดี เพราะในแต่ละมื้อคนไข้จะทราบเลยว่าถ้ากินแบบนี้แล้วน้ำตาลขึ้น มื้อต่อไปต้องลดหรือเปลี่ยนการกิน มีคนไข้รายหนึ่งชอบกินทุเรียนมาก มื้อแรกกินไป 1 พลู ผลการเจาะน้ำตาลพุ่งกระฉูด มื้อที่สองจึงลดลงมาเหลือ 3 เม็ด น้ำตาลก็ลดแต่ยังไม่พ้นขีดอันตราย มื้อที่สามจึงลองใหม่คราวนี้กินเม็ดเดียวพอ ผลน้ำตาลออกมาเป็นที่น่าพอใจ คนไข้จึงเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า อ๋อ…ฉันก็กินทุเรียนได้ แต่กินได้แค่ครั้งละ 1 เม็ด แบบนี้ก็ไม่ต้องอดอีกต่อไป ชีวิตก็แฮปปี้มีความสุข จะเห็นว่าเบาหวานไม่ใช่ว่าจะต้องห้ามทานอาหารทุกๆ อย่าง แต่ต้องรู้ว่าควรกินได้ในปริมาณเท่าไหร่ จึงไม่ก่ออันตราย

 

ภาพ freepik

“ทีมเจ็ทส์” คอมมูนิตี้แห่งความสนุกและสุขภาพ พร้อมขยายพื้นที่ออกกำลังกายจากฟิตเนสสู่สนามแข่งจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612634

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 17:00 น.

“ทีมเจ็ทส์” คอมมูนิตี้แห่งความสนุกและสุขภาพ พร้อมขยายพื้นที่ออกกำลังกายจากฟิตเนสสู่สนามแข่งจริง

เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เปิดตัว “ทีมเจ็ทส์” คอมมูนิตี้แห่งความสนุกและสุขภาพ พร้อมขยายพื้นที่ออกกำลังกายจากฟิตเนสสู่สนามแข่งจริง

เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง ฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย ประกาศเปิดตัว “ทีมเจ็ทส์ (Team Jetts)” ครั้งแรกของธุรกิจฟิตเนสที่ก้าวขึ้นมาบุกเบิกการสร้างคอมมูนิตี้เพื่อให้คนที่รักการออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้เข้ามาฝึกฝนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญและโค้ชโดยตรง พร้อมกับพบปะผู้ที่มีความชื่นชอบคล้ายกัน ผ่านกิจกรรมเวิร์คช็อปและการออกกำลังกายที่สนุกสนานเป็นกันเอง ณ สาขาของเจ็ทส์ ฟิตเนส โดยการเปิดตัวทีมเจ็ทส์ในครั้งนี้จะตอกย้ำความแข็งแกร่งของเจ็ทส์ในฐานะผู้นำธุรกิจด้านการออกกำลังกายและความเป็นแหล่งรวมของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการกีฬาอย่างแท้จริง

เดน แคนท์เวล ผู้จัดการประจำประเทศไทยของเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง กล่าวว่า “นอกจากเจ็ทส์จะสร้างประสบการณ์การออกกำลังกายที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมและเพลิดเพลินแล้ว เรายังเป็นองค์กรที่มุ่งเสริมสร้างสุขภาพให้กับผู้คนในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเป็นต้นมา เจ็ทส์ได้ร่วมมือกับบุคคลและองค์กรต่างๆ เพื่อคิดค้นและจัดกิจกรรมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกภาคส่วนได้ใกล้ชิดกัยสภาพแวดล้อมของการออกกำลังกายและหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ไม่ว่าจะมีทักษะเบื้องต้นมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ข้อนี้ของเจ็ทส์ เราจึงตัดสินใจเดินหน้าไปสู่ก้าวสำคัญครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว ‘ทีมเจ็ทส์’ ให้เป็นคอมมูนิตี้ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน นับตั้งแต่สมาชิกของเจ็ทส์ไปจนถึงบุคคลทั่วไป ให้ได้เข้ามาพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา พร้อมกับท้าทายความสามารถของตัวเอง”

“เราเชื่อว่าพลังบวกที่เกิดจากการรวมตัวของผู้ที่มีความชอบและเป้าหมายเดียวกัน สามารถกระตุ้นให้เรามีร่างกายที่แข็งแกร่งและสุขภาพที่ดีขึ้นได้” เดนกล่าว “ทีมเจ็ทส์คือคอมมูนิตี้ที่นำเอาประสบการณ์การออกกำลังกายที่สนุกสนานและเป็นมิตรทั้งในและนอกฟิตเนสมาบรรจบกัน เพื่อให้สมาชิกทีมสามารถสร้างสุขภาพที่ดีได้ทุกที่ พร้อมกับรับคำแนะนำและการฝึกซ้อมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญไปพร้อมๆ กัน”

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง ระบุเพิ่มเติมว่า เจ็ทส์มีจุดแข็งที่จะส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาของสมาชิกในคอมมูนิตี้ได้ เนื่องจากมีฟิตเนสที่มีอุปกรณ์สำหรับฝึกซ้อมกีฬาเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั่วทุกพื้นที่และสามารถเดินทางได้สะดวก รวมถึงมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่เราสรรหาเข้ามาร่วมทีม แน่นอนว่าผู้ที่มีทักษะด้านกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วสามารถเข้าร่วมทีมเจ็ทส์เพื่อพัฒนาฝีมือได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ขณะเดียวกันทีมเจ็ทส์เองก็ยินดีต้อนรับมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้พื้นฐานและรับฟังประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญและโค้ชตั้งแต่ต้นเช่นกัน

ในช่วงแรกของการเปิดตัว ทีมเจ็ทส์จะเน้นกิจกรรมที่เกี่ยวกับไตรกีฬา ซึ่งเป็นกีฬาที่กำลังมาแรงไปทั่วโลกและไม่ว่าใครก็สามารถเล่นได้ ด้วยความที่ไตรกีฬาจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนและการเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผู้เชี่ยวชาญและโค้ชผู้มากประสบการณ์ของทีมเจ็ทส์จึงจะคอยดูแล ฝึกซ้อม พร้อมร่วมแชร์เคล็ดลับ เทคนิค และเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงที่สร้างแรงบันดาลใจให้สมาชิกในทีมได้รับฟังผ่านกิจกรรมเวิร์คช็อป

“ภายในคอมมูนิตี้แห่งนี้ สมาชิกจะได้สนุกไปกับกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การสอนจากทีมโค้ชผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยในฟิตเนสของเราสำหรับการฝึกซ้อม เช่น เครื่องกรรเชียงบก จักรยานออกกำลังกาย และลู่วิ่งไฟฟ้า นอกจากนี้ เจ็ทส์ยังมีแผนที่จะจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่อสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลให้กับเพื่อนสมาชิก เพื่อให้ทุกคนมีประสบการณ์ในการเล่นไตรกีฬาที่ดีที่สุด และพร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีใหญ่” เดนกล่าวสรุป

จเร เจียระนัย นักไตรกีฬามืออาชีพและโค้ชไตรกีฬา หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งทีมเจ็ทส์ เผยว่า “โดยส่วนตัวผมคลั่งไคล้ไตรกีฬามาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว เพราะมันเปิดโอกาสให้เราเล่นกีฬาได้ถึง 3 อย่างภายในเวลาเดียวกัน และเป็นกีฬาที่ท้าทายความสามารถ เมื่อทำได้สำเร็จก็เท่ากับว่าเราสามารถเอาชนะตัวเองได้ สำหรับใครที่เล่นไตรกีฬาอยู่แล้วหรือกำลังมองหากีฬาสนุกๆ เล่น อยากให้ลองเข้ามาร่วมทีมเจ็ทส์กับพวกเรา รับรองเลยว่าเป็นกีฬาที่พอได้ลองเล่นและแข่งจริงแล้วจะสนุกจนถอนตัวไม่ได้”

อรุณณภา พาณิชจรูญ หรือ “หวานหวาน” นักแสดงสาวผู้ผันตัวเป็นนักไตรกีฬา กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งทีมเจ็ทส์คือเราต้องการให้การออกกำลังกายไม่จำกัดอยู่แค่ในอาคารหรือฟิตเนสเท่านั้น แต่ได้ออกไปสนุกข้างนอกด้วย โค้ชทุกคนของทีมเจ็ทส์ชื่นชอบทั้งไตรกีฬาและกีฬากลางแจ้งชนิดอื่นๆ เพราะฉะนั้นในอนาคตเราจึงหวังว่าจะได้ขยายประเภทกีฬาในทีม และมีการจัดกิจกรรมประเภทแคมป์ หรือโค้ชชิ่งให้กับสมาชิกมากยิ่งขึ้น สำหรับใครที่สนใจสามารถเข้ามาปรึกษาเราได้ตลอด หากไม่เคยเล่นไตรกีฬามาก่อนก็ไม่ต้องกังวล เนื่องจากเมื่อฝึกซ้อมจนชินและร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว เราจะมีความมั่นใจขึ้นมาเอง”

ผู้เชี่ยวชาญและโค้ชผู้ก่อตั้งทีมเจ็ทส์ ได้แก่

เดน แคนท์เวล: เดน แคนท์เวล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง ผู้หลงใหลในไตรกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ

สจวร์ต แดเนียลส์: ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลที่ที่มีกิจกรรมโปรดยามว่างคือการฝึกฝนและเล่นไตรกีฬา

จเร เจียระนัย: นักไตรกีฬามืออาชีพและโค้ชไตรกีฬาจากภูเก็ตที่เริ่มต้นจากการเป็นคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น จนทุกวันนี้ว่ายน้ำเก่งกว่าใคร

กาญจนา เดชยูวะเวส: ผู้จัดการและบล็อกเกอร์ด้านไอที หนึ่งในนักไตรกีฬาตัวท็อปในรุ่นอายุเดียวกัน มีความเชี่ยวชาญด้านการวิ่งแข่งเป็นพิเศษ

กมลชนก ก้อนแก้ว: อดีตนักไตรกีฬาทีมชาติไทยที่เคยร่วมแข่งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ ปัจจุบันเป็นบัณฑิตจากคณะกายภาพบำบัด

อรุณณภา พาณิชจรูญ: นักแสดงสาวที่ผันตัวเป็นนักปั่นและนักไตรกีฬา ผู้ชื่นชอบความเร็วและสนามแข่งขัน

ธีรินทร์ ธนาทิกชนุดม: ผู้จัดการประจำสาขาของเจ็ทส์ ที่แม้จะเป็นมือใหม่ในด้านไตรกีฬา แต่มีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะร่วมแข่งขันในรายการ IRONMAN 70.3 ที่บางแสน ในปี 2563 นี้

กาญจนา เรือนมงคล: เทรนเนอร์ส่วนตัวที่เจ็ทส์ 24 ชั่วโมงฟิตเนส และนักไตรกีฬาหน้าใหม่ไฟแรงผู้หวังจะเข้าแข่งไตรกีฬาครั้งแรกให้ได้ภายในปีนี้

ยิ่งรู้จักยิ่งน่ากลัว PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงโรคซึมเศร้า-ฆ่าตัวตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612551

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 11:11 น.

ยิ่งรู้จักยิ่งน่ากลัว PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงโรคซึมเศร้า-ฆ่าตัวตาย

หลายงานวิจัยใหม่ พบการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ เพิ่มความเสี่ยงเชื่อมโยงสุขภาพจิต โรคซึมเศร้า ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

เราต่างก็รับรู้กันแล้วว่ามลภาวะนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของสุขภาพร่างกาย ทั้งโรคเรื้อรัง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด กระทบกับผิวหนัง ดวงตา แล้วอาการเจ็บป่วยทางด้านสุขภาพจิตล่ะ

จากคำถามนี้ ทีมวิจัยในประเทศอังกฤษจึงทำการวิเคราะห์งานศึกษาจากหลาย 16 ประเทศ อาทิ สหรัฐเยอรมนี ไอร์แลนด์ เบลเยียม แอฟริกาใต้ ไปจนถึงเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน (รายงานการวิจัยอื่นซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Health Perspectives) ข้อมูลทางสถิติยืนยันว่ามลพิษทางอากาศส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้า-อัตราการจบชีวิตตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ การศึกษาเพิ่มเติมยังให้ข้อมูลที่ชี้ชัดว่า มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับสติปัญญาของคนลดลงอย่างมาก และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการวิกลจริต การศึกษาแบบครอบคลุมทั่วโลกในต้นปี 2019 ได้ข้อสรุปชัดว่า มลพิษทางอากาศอาจจะทำลายอวัยวะและเซลล์ในร่างกายมนุษย์ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพระยะยาว

ผลวิจัยสรุปได้ว่า ถ้าในเมืองๆ หนึ่งระดับฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน คนจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 10% อธิบายได้ว่า การสูดดมฝุ่นมลพิษฝุ่นพิษที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (เทียบเท่า 0.00025 มิลลิเมตร) หรือ PM2.5 เข้าไปในปริมาณ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปีหรือมากกว่านี้ มีความเสี่ยงสูงขึ้น 10% ที่จะมีอาการซึมเศร้า

ตามรายงานของ WHO กล่าวเสริมว่า หากลดระดับฝุ่น PM2.5 ลงมาที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะช่วยลดอัตราซึมเศร้าของคนเมืองได้ถึง 2.5% แต่ ในระยะสั้นการเพิ่มขึ้นของปริมาณฝุ่นชนิดอื่นอย่าง PM10 ในปริมาณ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายใน 3 วัน กลับเพิ่มความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายถึง 2% แม้จะดูเป็นความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยแต่ผู้คนทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองกว่า 90% อยู่ในภาวะที่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 มากเกินกว่าเกณฑ์ที่ EU และ WHO กำหนดมาก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการศึกษาข้อมูลงานวิจัยทั่วโลกล่าสุดเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ของภาวะซึมเศร้ากับการสัมผัสมลพิษทางอากาศของ อิโซเบล เบรทเวต จาก University College London (UCL) หัวหน้าคณะวิจัยพบข้อมูลที่น่าตกใจคือ คนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษทางอากาศมีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

โดยงานวิจัยกล่าวว่ามลพิษทางอากาศที่สำคัญคือ อนุภาคฝุ่นขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล กิจกรรมในชีวืตประจำวันมนุษย์และจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นแหล่งที่มาของฝุ่นมลพิษเหล่านี้ นักวิจัยระบุว่า ข้อมูลใหม่ที่พบยิ่งทำให้ต้องมีการเรียกร้องอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดย WHO จัดว่า “มลพิษทางอากาศ” เป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงด้านสุขภาพและสาธารณสุขที่จำเป็นต้องจัดการอย่างเร่งด่วน จากการประเมินของ WHO พบว่ามีคนเป็นโรคนี้ถึง 264 ล้านคนทั่วโลกและแต่ละปีผู้ที่มีอาการซึมเศร้าฆ่าตัวตายราว 800,000 คน

ผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพจิตเด็ก

วารสารทางการแพทย์ในสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพจิตเด็ก โดยมีการเจาะจงไปที่ PM2.5 และได้เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลเด็ก พบว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตรวจพบค่า PM2.5 ในปริมาณสูง จำนวนผู้มาพบจิตแพทย์จะสูงขึ้นกว่าปกติในอีก 2-3 วันต่อมา ในขณะที่ผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์วันเดียวกับที่ค่ามลพิษสูง มักเป็นผู้ป่วยจิตเภท ขณะที่สองสามวันต่อมา มักจะเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการปรับสภาพจิตใจและมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ เด็กๆที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเด็กด้อยโอกาส เด็กที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจสังคมระดับล่าง และเด็กที่มีโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพได้น้อย เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากว่าจะได้รับผลกระทบทางจิตใจเมื่อมลพิษทางอากาศพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอาการวิตกกังวลและความคิดอยากฆ่าตัวตาย

สุขภาพคนไทยในม่านหมอก(พิษ) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612482

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 14:50 น.

สุขภาพคนไทยในม่านหมอก(พิษ)

PM2.5 กับปัญหาสุขภาพ กระทบส่วนไหน กระทบใคร ป้องกันได้อย่างไรบ้าง

ประเทศไทยต้องรับมือกับปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว และปีนี้ยังมีทีท่าว่าจะสาหัสและอยู่ยาวนานกว่าครั้งก่อน ฝุ่นยิ่งละอองมีขนาดเล็กลงเท่าใด ก็ยิ่งเป็นอันตรายคุกคามต่อสุขภาพเท่านั้น เนื่องจากมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าไปลึกถึงปอดและทางเดินหายใจ บางอนุภาคอาจจะเข้าไปถึงกระแสเลือดและไหลเวียนทั่วร่างกายของเราได้ในที่สุด

ผลกระทบจากมลพิษละอองฝุ่นดังกล่าวต่อสุขภาพนั้นร้ายแรงกว่าที่คิด

จากงานศึกษาวิจัยสำคัญๆ ในระยะสิบปีที่ผ่านมา ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า มลพิษทางอากาศเป็นอันตรายคุกคามสุขภาพของเรามากกว่าที่เราเคยเข้าใจ องค์การอนามัยโลกประมาณการว่ามีประชากรที่ต้อง “ตายก่อนเวลาอันควร” เนื่องจากมลพิษในอากาศทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคนในแต่ละปี และในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบราวร้อยละ 10 คือประมาณ 600,000 คน เมื่อคุณภาพอากาศเลวลง อัตราการไปห้องฉุกเฉินและการเข้าอยู่โรงพยาบาลจะสูงขึ้น เพราะมลพิษทำให้ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่กำเริบขึ้น และเป็นเหตุให้หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองตีบ หอบหืดกำเริบ และอื่นๆ อีกมากมาย

อันตรายคุกคามต่อปอดและระบบทางเดินหายใจ

มลพิษในอากาศเป็นทั้งสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอดและระบบทางเดินหายใจและที่ทำให้โรคกำเริบขึ้นได้ ซึ่งรวมถึงโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด

ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กมากพอที่จะหายใจเข้าไปสู่ปอด และซึมผ่านผนังปอดเข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้นแล้วผลที่เกิดขึ้นกับร่างกายจึงมีทั้งแบบเฉียบพลัน (เห็นผลใน 1-2 วัน) ซึ่งส่วนมากจะเกิดกับระบบทางเดินหายใจ คือ ไอ เจ็บคอ หายใจแล้วมีเสียงฟืดฟาด เลือดกำเดาไหล ซึ่งหากเลือดไหลลงคอก็จะทำให้เสมหะมีเลือดเจือปน ส่วนผลแบบเรื้อรัง ที่ค่อยๆ สะสมแล้วแสดงผลในระยะยาว คือการเป็นมะเร็งปอด เพราะฝุ่นขนาดเล็กจะมีสารก่อมะเร็ง Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) นอกจากนั้นแล้ว อีกโรคหนึ่งที่น่าตระหนักถึงความอันตรายของฝุ่น PM 2.5 คือโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งมีความอันตรายเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่

อันตรายคุกคามผิวหนัง

ผลกระทบต่อผิวหนังจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้น และระยะเวลาของการสัมผัสฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ผลกระทบแบบเฉียบพลัน คือทำลายเซลล์ผิวหนังกำพร้าของมนุษย์โดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังที่มากขึ้นได้

งานวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 เพียงแค่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก็สามารถกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังได้แล้ว ซึ่งฝุ่นละอองนี้จะทำให้การทำงานของเซลล์ผิวหนังผิดปกติไป ทั้งในด้านกลไกการป้องกันของผิวหนังจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และการซ่อมแซมผิวหนัง

นอกจากนั้น ยังทำลายโปรตีนที่ผิวหนังที่ชื่อ Filaggrin ซึ่งมีหน้าที่เป็นโปรตีนที่ช่วยป้องกันผิวหนัง และเพิ่มการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบที่ผิวหนัง ดังนั้น เมื่อผิวหนังสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 ก็จะเกิดการอักเสบ ระคายเคืองที่ผิวหนังได้ อีกทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สามารถจับตัวกับสารเคมีและโลหะต่างๆ และนำพาเข้าสู่ผิวหนัง มีผลทำร้ายเซลล์ผิวหนัง และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคันที่ผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคผิวหนังเดิมอยู่แล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน สิว ผมร่วง จะทำให้มีการระคางเคือง คันมากขึ้น ผื่นกำเริบมากขึ้นได้

ผลกระทบแบบเรื้อรัง คือทำให้ผิวเสื่อมชราได้เร็วยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านการถูกแสงแดดและการสูบบุหรี่ มลพิษ PM2.5 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่สามารถส่งผลร้ายต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์ ทั้งในกระบวนการสร้างเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะความชราของผิวหนัง รวมถึงจุดด่างดำบนชั้นผิวหนังด้วย โดยพบว่ามีการเกิดจุดด่างดำบริเวณใบหน้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีการเกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้มมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังพบการลดลงของการทำงานในระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังด้วยเช่นกัน

อันตรายคุกคามต่อสมอง

เป็นที่เชื่อกันว่าการเผชิญกับมลพิษในอากาศเป็นระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดในสมองได้

ในเด็กมีหลายงานวิจัยที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของระดับ PM 2.5 ต่อความผิดปกติทางด้านพัฒนาการทางสติปัญญา อาทิเช่น มีสติปัญญาด้อยลง (Global Intelligence Quotient; IQ), การพัฒนาการช้าลง (ทั้ง Cognitive และ Psychomotor Development), มีปัญหาการได้ยินและการพูด รวมทั้งยังมีผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit) และภาวะออทิซึม (Autism) เพิ่มมากขึ้นถึง 68%

ในผู้ใหญ่พบว่า การได้รับฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า และทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มได้ถึง 34% (Fu, 2019) รวมทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมอง (Stroke) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยทุก ๆ 10 μg/m3 ของระดับ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมองประมาณ 13% ถ้าได้รับฝุ่นจิ๋วในระดับความเข้มข้นที่เพิ่มมากขึ้น ความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยในกลุ่มคนที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองอยู่แล้ว การได้รับ PM 2.5 ยังเป็นการเพิ่มอัตราการตายในคนกลุ่มนี้อีกด้วย

คนที่ออกกำลังกายในสถานที่ที่มีฝุ่น PM2.5 จำนวนมาก จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพสมอง และเพิ่มอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดสมอง การรับประทานผักและผลไม้ (มากกว่า 3.5 serving ต่อวัน) จะช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจิ๋วต่อร่างกายได้ เนื่องจากผลของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีในผักและผลไม้

ในกลุ่มคนที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนปกติ ฝุ่น PM2.5 รวมทั้งมลพิษในอากาศชนิดอื่นๆ สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นมาได้ โดยพบว่าในช่วงเวลาที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วอยู่ในระดับสูง เช่น ฤดูหนาว จะพบคนที่เป็นไมเกรนเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง จนต้องไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาที่ห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงปกติประมาณ 4-13%

อันตรายคุกคามต่อหัวใจ

การเผชิญกับมลพิษในอากาศอาจทำให้เกิดเหตุรุนแรงเฉียบพลันกับกล้ามเนื้อหัวใจได้ รวมทั้งหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ อัตราการผันแปรการเต้นของหัวใจลดลง ตลอดจนมีความเสี่ยงที่จะเกิดการตายจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานปรากฏด้วยว่า ภาวะหลอดเลือดแข็ง โดยที่มีการสะสมตะกอนที่เรียกว่าพลาคภายในหลอดเลือดซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจวายและหลอดเลือดสมองตีบจนถึงตายได้

อันตรายคุกคามต่อกระดูก

ข้อมูลของทีมนักวิจัยนานาชาติ นำโดยสถาบันเพื่อสุขภาพโลกแห่งบาร์เซโลนา (ISGlobal) ของสเปน ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open โดยระบุว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ตอนต้นของเมืองที่มีฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับสูง มีแนวโน้มที่สัดส่วนแร่ธาตุในกระดูกจะลดน้อยถอยลงกว่าปกติ

อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เผยแพร่เมื่อปี 2017 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ในเมืองบอสตันของสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้ป่วยกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนถึงกว่า 86,000 รายต่อปี

อันตรายคุกคามต่อดวงตา

โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรืออาการตาแดง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือมลพิษในอากาศ เช่น ฝุ่นควันจาก PM 2.5 เมื่อฝุ่นละอองเข้าสู่เยื่อบุตาจนเกิดการอักเสบ ดาแดง แสบตา คันตา ถ้าไม่รุนแรงมาก อาการจะหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่การพบแพทย์เพื่อใช้ยาก็จะช่วยให้หายเร็วขึ้น

ใครอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะความเสี่ยงสูง?

เด็ก

ส่วนใหญ่แล้วเด็กมักใช้เวลาอยู่กลางแจ้งเพื่อเล่นกีฬาและทำกิจกรรมนอกบ้าน ยิ่งอายุน้อยเท่าใด ความเสี่ยงยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ปอดและระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังอยู่ในระยะที่กำลังพัฒนา การเผชิญกับมลพิษในอากาศจะขัดขวางการเจริญเติบโตของปอดในเด็กในวัยเรียน นอกจากนั้น เด็กยังมีอัตราที่จะเป็นโรคหอบหืดและโรคระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงอื่นๆ มากกว่า ซึ่งโรคเหล่านี้กำเริบขึ้นได้อย่างง่ายดายเมื่อระดับมลพิษสูง

มีผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าการได้รับมลพิษทางอากาศ รวมทั้งฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อระบบความจำและสมาธิของเด็ก และจะส่งผลเสียต่อสมองของเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิต

หญิงมีครรภ์

การเผชิญกับมลพิษในอากาศจากฝุ่นละอองในระดับสูงระหว่างตั้งครรภ์มีความเชื่อมโยงกันกับการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวทารกแรกคลอดต่ำ และความเสี่ยงที่จะเกิดการแท้งบุตรและอัตราการตายของทารกเพิ่มขึ้น

ผู้สูงวัย

ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะมีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับมลพิษ ทั้งนี้เพราะระบบภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุมักจะอ่อนแอลง และร่างกายมักจะมีความสามารถน้อยลงที่จะรับมือกับมลพิษในอากาศ นอกจากนั้น ผู้สูงอายุยังมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะมีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยซึ่งกำเริบขึ้นเนื่องจากมลพิษในอากาศ

ผู้ที่เป็นโรคปอดหรือโรคหัวใจ

เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหอบหืด โรคถุงลมในปอดโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มีความเสี่ยงมากขึ้นเนื่องจากอนุภาคฝุ่นละอองสามารถทำให้สภาวะโรคที่มีอยู่ก่อนหน้านี้กำเริบขึ้นได้

เราสามารถลดทอนอันตรายที่อาจเกิดกับคุณได้ โดยการเฝ้าตรวจสอบระดับมลพิษแบบเรียลไทม์และการพยากรณ์ดัชนีคุณภาพอากาศ ซึ่งมีพร้อมให้ดูออนไลน์ และผ่านสมาร์ทโฟนแอพ อย่างเช่น Asia Air Quality (Android), Global Air Quality (Android) และ Air Quality Index (iOS)

ข้อควรปฏิบัตในช่วงที่ระดับมลพิษสูงขึ้น

ลดกิจกรรมนอกบ้าน : อันตรายความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากมลพิษในอากาศจะเพิ่มขึ้นหากทำกิจกรรมนอกบ้านที่ใช้กำลังมาก ตามระยะเวลาที่อยู่กลางแจ้ง และระดับความรุนแรงของมลพิษ ดังนั้น เราสามารถลดอันตรายลงได้โดยลดระดับการใช้กำลัง (ตัวอย่างเช่น เดินแทนที่จะวิ่งเหยาะๆ) ลดเวลาอยู่กลางแจ้งลง และวางแผนเลี่ยงทำกิจกรรมในช่วงเวลาหรือในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง อย่างเช่นถนนที่มีการจราจรติดขัดและทางหลวงที่มีผู้ใช้หนาแน่น

อยู่ภายในอาคารเมื่อระดับมลพิษสูง : เมื่อระดับมลพิษขึ้นสูงขนาดที่เป็นอันตราย ให้พิจารณาการอยู่ภายในอาคารและย้ายไปทำกิจกรรมภายในอาคาร เช่น แทนที่จะออกกำลังบริหารร่างกายกลางแจ้ง ให้มาออกกำลังในโรงยิมแทนเพื่อใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่อากาศสะอาดกว่า

ปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร : ปิดหน้าต่างให้หมดในช่วงมลพิษสูง ปรับเครื่องปรับอากาศให้ใช้อากาศภายในอาคารหมุนเวียนแทนที่จะดึงเอาอากาศภายนอกเข้ามา พิจารณาการใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีเครี่องกรองอนุภาคฝุ่นละอองที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งนี้เพื่อลดระดับอนุภาคภายในอาคาร คอยดูแลให้บริเวณแวดล้อมบ้านปราศจากควัน และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งที่มีการเผาไหม้ เช่น เทียน การปิ้งย่าง หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ทำให้เกิดควัน

สวมหน้ากากป้องกันทางเดินหายใจที่เหมาะสม : เมื่อสวมอย่างถูกต้องแล้ว หน้ากากป้องกันทางเดินหายใจจะสามารถกรองอนุภาคฝุ่นละอองที่สร้างมลพิษในอากาศได้สูงถึงร้อยละ 99 (หน้ากาก N95 กรองได้อย่างน้อยร้อยละ 95 ส่วนหน้ากาก N99 กรองได้ร้อยละ 99) แต่หน้ากากเหล่านี้จะใช้การได้ดีก็ต่อเมื่อสวมอย่างถูกต้องเท่านั้น ดังนั้น ต้องแน่ใจว่าสวมตามวิธีการที่ระบุไว้และหมั่นตรวจสอบให้หน้ากากรกระชับกับหน้าอย่างเหมาะสม อนึ่ง ควรเข้าใจว่าหน้ากากป้องกันทางเดินหายใจต้านมลพิษไม่เหมือนกับกับหน้ากากที่แพทย์และพยาบาลใส่ในห้องผ่าตัด หรือหน้ากากที่ทำจากผ้าหรือกระดาษ – ซึ่งหน้ากากพวกนี้ไม่มีประสิทธิผลเลยโดยสิ้นเชิงในการต้านมลพิษในอากาศจากอนุภาคฝุ่นละออง หน้ากาก N95 และ N99 มีจำหน่ายตามร้านค้าส่วนใหญ่ที่ขายผลิตภัณฑ์ปรับปรุงที่อยู่อาศัยและผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย

สังเกตอาการ : อาการเรื้อรังต่อเนื่องอย่างเช่น การหายใจลำบาก รู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ หรือไอรุนแรง อาจเป็นสัญญาณที่บ่งถึงปัญหาที่มีสาเหตุเกี่ยวกับสภาพปอดหรือการทำงานของปอด รีบปรึกษาแพทย์หากมีอาการใหม่ๆ ที่แสดงถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจ หรือสังเกตว่าสุขภาพแย่ลง

ชวนกิน 5 ถั่วมงคล รับเอ็นเนอร์จีบวกๆ ในเทศกาลตรุษจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612458

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 13:21 น.

ชวนกิน 5 ถั่วมงคล รับเอ็นเนอร์จีบวกๆ ในเทศกาลตรุษจีน

วันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่จีน ถือเป็นเทศกาลสำคัญที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน คนไทยเชื้อสายจีนถือว่าเทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน และได้ร่วมรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมเพรียง

อาหารที่จะใช้ในเทศกาลตรุษจีนนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถันและนิยมไหว้ด้วยอาหารที่สื่อความหมายให้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต พร้อมทั้งให้คุณประโยชน์แก่ร่างกาย ซึ่งหนึ่งในอาหารมงคลเหล่านี้มักมีถั่วเป็นองค์ประกอบหลัก ยกตัวอย่างเช่น ผัดห้าเซียน ข้าวผัดแปดเซียน เป็นต้นถั่ว ซึ่งถือว่ามีความหมายที่ดี อาทิ ถั่วตัด ด้วยลักษณะที่เป็นแท่ง จึงเปรียบเสมือนแท่งเงิน ให้ความหมายทางด้านโชคลาภ

โดยเทศกาลตรุษจีนปีนี้นั้น ทางเครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็มีถั่วมงคลทั้ง 5 ชนิดมาแนะนำ เพื่อให้คนไทยเชื้อสายจีนทุกคนได้ทานอาหารมงคลและเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ครบครัน

หลายคนคงเคยได้ยินว่าเพียงกินถั่ววันละหนึ่งกำมือ ก็สามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวกับสมอง ลองมาดูกันว่าถั่วแต่ละชนิดมีประโยชน์อะไรบ้าง

1.ถั่วอัลมอนด์ เป็นถั่วที่คนส่วนใหญ่นิยมทานกันมากสุด และในปัจจุบันมีนมอัลมอนด์วางขายในรูปแบบสำเร็จรูป พร้อมดื่ม โดยไม่ต้องเสียเวลาคั้นเอง ถือว่าสะดวกและตอบโจทย์คนรักสุขภาพ เพราะช่วยในเรื่องการรักษาระดับของโคเลสเตอรอล มีไขมันชนิดดี (HDL) ดีต่อสุขภาพหัวใจ และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย

2.เม็ดมะม่วงหิมพานต์ นับเป็นแหล่งของโปรตีนและไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรง แถมยังช่วยบำรุงสุขภาพผมและผิวหนัง

3.ถั่วพิสทาชิโอ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ลดความเสี่ยงจากอาการประสาทตาเสื่อม

4.ถั่ววอลนัท เป็นถั่วที่มีไขมันโอเมก้า 3สูง ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจโดยไปลดไตรกลีเซอไรด์ และลดการก่อคราบ อุดมไปด้วย อัลฟ่า-ไลโนเลนิค แอซิด (ALA) พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

5.ถั่วแมคคาเดเมีย สำหรับแมคคาเดเมียที่ถือได้ว่าเป็นราชาแห่งถั่ว ด้วยรสชาติที่อร่อย เคี้ยวมัน และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อีกทั้งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี

และนี่คือ 5 ถั่วมงคลที่อยากแนะนำให้ทุกคนลองทานในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ สามารถนำไปประกอบอาหารคาวหรืออาหารหวานเพื่อให้เมนูอาหารนั้นเต็มไปด้วยความสิริมงคลและมีคุณประโยชน์อย่างครบถ้วน

วัคซีนจำเป็นแค่ไหน สำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคปอดบวม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612219

  • วันที่ 20 ม.ค. 2563 เวลา 20:21 น.

วัคซีนจำเป็นแค่ไหน สำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคปอดบวม

“ปอดบวม” เพชฌฆาตเงียบตัวจริง เช็กอาการที่ส่งสัญญาณเสี่ยง อย่านิ่งนอนใจเพราะเป็นภัยถึงชีวิต

แพทย์หญิงสุมิตรา อวิรุทธ์นันท์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด แพทย์ประจำโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์ ให้ข้อมูลว่า “โรคปอดบวม” ในทางภาษาแพทย์เรียกว่า นิวโมเนีย (pneumonia) มีทั้งติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ แต่ส่วนมากที่พบบ่อยคือ ปอดบวมจากการติดเชื้อ ซึ่งจะมีทั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัส โดยจะพบเชื้อไวรัสมากกว่า ส่วนปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “สเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี (Streptococcus Pneumoniae)” เป็นแบคทีเรียตัวร้าย นอกจากทำให้เกิดโรคปอดบวมในวัยเด็กแล้ว ยังทำให้เกิดโรคอื่นตามมาได้ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ติดเชื้อในหูชั้นกลาง ทั้งนี้หากมีการติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส จะเรียกว่าเป็นกลุ่มโรคไอพีดี ซึ่งย่อมาจากคำว่า Invasive Pneumococcal Disease (IPD) นั่นเอง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ ได้แก่

  • กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัวและคลอดก่อนกำหนด
  • ผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคทางปอด โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน

วิธีสังเกตอาการของโรค

ในช่วงเริ่มแรก อาการจะคล้ายเป็นไข้หวัดทั่วไป โดยจะมีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีไข้ แต่หากเชื้อเริ่มลงปอดแล้ว ไข้จะสูง 39-40 องศาเซลเซียส มีอาการไอมาก หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หายใจกระแทก หายใจหอบ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที

แนวทางในการรักษา

แพทย์จะทำการตรวจและฟังเสียงหลอดลม หากไม่ติดเชื้อรุนแรง สามารถรักษาโดยการพ่นยา หรือรับยาไปรับประทาน แต่หากติดเชื้อรุนแรง จะต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อพ่นยา รับยาฆ่าเชื้อ และให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด เมื่อเกิดอาการเบื้องต้น ควรรีบรักษาอย่านิ่งนอนใจรอจนอาการลุกลามหนัก ซึ่งเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

การป้องกันตนเองจากโรคปอดบวม

วิธีการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคปอดบวม ควรเริ่มตั้งแต่การปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดีด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” หากไอหรือจามต้องปิดปากปิดจมูก เมื่อไอหรือจามแล้วควรล้างมือให้สะอาด เนื่องจากเชื้อเหล่านี้จะแพร่กระจายทางสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย ในกลุ่มเด็กเล็กและอยู่ในวัยเรียนหากติดเชื้อแล้วควรงดไปโรงเรียน เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ

ฉีดวัคซีนจำเป็นหรือไม่

นอกจากนี้ วิธีการป้องกันอีกอย่างหนึ่งคือ การได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย หรือวัคซีนไอพีดี (IPD) โดยวัคซีนนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในวัคซีนฟรีของรัฐบาล  สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปี และทุกกลุ่มอายุ ซึ่งวัคซีนนี้นอกจากจะป้องกันโรคปอดบวมแล้ว ยังป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมไปถึงโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วย ปัจจุบันมีทั้งวัคซีน 10 สายพันธุ์ และวัคซีน 13 สายพันธุ์ สามารถป้องกันโรคปอดบวมได้ทั้ง 2 แบบ โดยในวัคซีน 13 สายพันธุ์จะมีความครอบคลุมมากกว่า

‘ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ’ รักษาไม่ทันอันตรายยันสมอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612152

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 16:43 น.

'ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ' รักษาไม่ทันอันตรายยันสมอง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งในผู้ที่มีอาการรุนแรง หากรักษาไม่ทันอาจเป็นอันตราย ส่งผลต่อความจำ ซ้ำร้ายถึงขั้นสมองพิการ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดกับใครได้บ้าง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ป่วยทั่วไปจากภายหลังการดื่มสุราในปริมาณมาก โดยไม่ได้รับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย หรือในผู้ที่เป็นเนื้องอกบางชนิดที่มีการสร้างฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามมา แต่ส่วนใหญ่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นได้ใน “ผู้เป็นเบาหวาน” ที่ได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือยาฉีดอินซูลิน ในกรณีที่รับประทานอาหารผิดเวลา รับประทานอาหารน้อยไป ออกกำลังกายมากไป หรือระดับการทำงานของไตผิดปกติ ส่งผลให้การออกฤทธิ์และการขับยาออกจากร่างกายไม่เป็นไปตามภาวะปกติที่ควรจะเป็น

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

อาการที่พบขึ้นกับความรุนแรงของภาวะดังกล่าว ในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงไม่มาก ผู้ป่วยจะมีอาการเตือน ซึ่งเป็นผลจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลีย หวิวๆ ร่วมกับมีการหิว อยากรับประทานอาหาร มือสั่น ใจสั่น กระสับกระส่าย  ถ้าภาวะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลงมาก จนทำให้ผู้ป่วยเริ่มมีอาการของสมองขาดน้ำตาล ได้แก่ ปวดมึนศีรษะ แขนขาอ่อนแรง มือชา ปากชา และถ้าเป็นรุนแรง อาจมีอาการชักหรือหมดสติร่วมด้วย หากปล่อยให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อาจส่งผลต่อความจำ ทำให้เกิดความจำเสื่อม สมองพิการ ซึ่งในบางคนอาจหลับไม่ตื่น เนื่องจากสมองพิการอย่างถาวร

การแก้ไขเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

การแก้ไขเบื้องต้นขึ้นกับอาการความรุนแรงและระดับความรู้สึกตัว ถ้ายังรู้สึกตัวให้รีบดื่มน้ำหวานหรือรับประทานของหวานๆ เช่น ลูกอมทันที ซึ่งจะช่วยให้อาการทุเลาลงได้ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้น้ำตาลกลูโคสทางหลอดเลือดดำ ไม่ควรกรอกน้ำตาลหรือน้ำหวานเข้าปากช่วงที่หมดสติ เพราะอาจทำให้สำลักลงปอดได้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยารักษาเบาหวานอยู่ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ในช่วงที่ไม่สบายหรือรับประทานอาหารได้น้อย ควรพกของหวานติดตัวไว้รับประทานเมื่อมีอาการ อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าควรมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยเครื่องตรวจปลายนิ้ว เพื่อยืนยันว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจริง ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดจะแตกต่างจากคนทั่วไป คือถ้าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานได้ค่าต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จัดได้ว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

 

ภาพ freepik

PM2.5 กับผลกระทบทางผิวหนัง และสัญญาณอันตรายของมะเร็งผิวหนัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612147

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 15:47 น.

PM2.5 กับผลกระทบทางผิวหนัง และสัญญาณอันตรายของมะเร็งผิวหนัง

เมื่อปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน นอกจากความกังวลด้านสุขภาพและผลกระทบต่อระบบทางเดินทางใจ อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ผิวหนัง” ที่สัมผัสฝุ่นพิษโดยตรง

รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ภาควิชาตจวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospitalคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ความรู้ว่า ฝุ่นละอองในอากาศเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นทั่วโลก และกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย PM ย่อมาจาก Particulate Matter ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในมลพิษที่ลอยในอากาศ (airborne particulate matter pollution) โดยปกติมลพิษประกอบไปด้วยสารหลายชนิดทั้ง ฝุ่นมลพิษ PM 2.5, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่วน 2.5 มาจากขนาดของฝุ่นมลพิษ PM ที่เล็กเท่ากับขนาด 2.5 ไมครอน โดยรวมจึงเรียกว่า PM 2.5

ฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากนี้ นอกจากทำให้มีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หืดหอบ มีอาการกำเริบ และในระยะยาวจะส่งผลให้ปอดทำงานถดถอย จนอาจก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด ส่งผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือดแล้วนั้น  งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าฝุ่นละอองยังสามารถแทรกซึมเข้าไปทางผิวหนัง และก่อให้เกิดการระคายเคืองได้อีกด้วย

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเรา ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันอันตรายจากพวกแบคทีเรีย, ไวรัส อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยควบคุมการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ และรับความรู้สึก ผิวหนังเป็นอวัยวะหลักที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมและมลภาวะต่าง ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝุ่นละอองดังกล่าวจะส่งผลต่อผิวหนังด้วย

โดยผลกระทบที่เกิดกับผิวหนังนี้มี 2 ระยะ ซึ่งการส่งผลกระทบต่อผิวหนังในทั้งสองระยะ จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้น และระยะเวลาของการสัมผัสฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

1.ผลกระทบแบบเฉียบพลัน

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าฝุ่นละออง PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวหนังกำพร้าของมนุษย์โดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังที่มากขึ้นได้ มีงานวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 เพียงแค่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก็สามารถกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังได้แล้ว ซึ่งฝุ่นละอองนี้จะทำให้การทำงานของเซลล์ผิวหนังผิดปกติไป ทั้งในด้านกลไกการป้องกันของผิวหนังจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และการซ่อมแซมผิวหนัง

นอกจากนั้น ยังทำลายโปรตีนที่ผิวหนังที่ชื่อ Filaggrin ซึ่งมีหน้าที่เป็นโปรตีนที่ช่วยป้องกันผิวหนัง และเพิ่มการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบที่ผิวหนัง ดังนั้นเมื่อผิวหนังสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 ก็จะเกิดการอักเสบ ระคายเคืองที่ผิวหนังได้ อีกทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สามารถจับตัวกับสารเคมีและโลหะต่าง ๆ และนำพาเข้าสู่ผิวหนัง มีผลทำร้ายเซลล์ผิวหนัง และ กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคันที่ผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคผิวหนังเดิมอยู่แล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน สิว ผมร่วง จะทำให้มีการระคางเคือง คันมากขึ้น ผื่นกำเริบมากขึ้นได้

มีงานวิจัยในต่างประเทศถึงระยะเวลาของการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่มีต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์โดยทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ผิวหนังมนุษย์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป

2.ผลกระทบแบบเรื้อรัง

การสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผิวเสื่อมชราได้เร็วยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านการถูกแสงแดดและการสูบบุหรี่ มีงานวิจัยถึงผลของ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ต่อผิวหนังมนุษย์ในระยะยาว พบว่าฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่สามารถส่งผลร้ายต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์ ทั้งในกระบวนการสร้างเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะความชราของผิวหนัง รวมถึงจุดด่างดำบนชั้นผิวหนังด้วย โดยพบว่ามีการเกิดจุดด่างดำบริเวณใบหน้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีการเกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้มมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังพบการลดลงของการทำงานในระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังด้วยเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นพบว่า ฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อผิวหนังได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นการปกป้องผิวหนังให้สัมผัสกับฝุ่นดังกล่าวให้น้อยที่สุด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีโรคผิวหนังอยู่เดิม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบมากยิ่งขึ้น

สำหรับการดูแลรักษาตนเองให้ปลอดภัยจากฝุ่นมลพิษ PM 2.5 นั้น ควรทราบว่าตัวท่านเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ได้แก่

  • กลุ่มที่ความต้านทานของผิวหนังน้อย เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ฯ

หากท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ควรงดเว้นการออกไปในบริเวณที่มีปริมาณฝุ่นมลพิษปริมาณมาก หรือสัมผัสให้สั้นที่สุด การใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกาย การทาโลชั่นหรือครีม การชะล้างทำความสะอาดผิวหนัง จะมีส่วนช่วยลดทอนการสัมผัสโดยตรงต่อ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ได้

ทั้งนี้ เรื่องของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ถือเป็นปัญหาระดับชาติซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากประชาชนต้องดูแลตนเองให้พ้นจากผลเสียของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 แล้ว ประชาชนยังต้องทำความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป ศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นความรู้ประกอบเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างมีสติและปลอดภัย

มะเร็งผิวหนังและอาการที่สังเกตได้ในระยะเริ่มต้น

แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าฝุ่นพิษเป็นตัวการหรือสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง แต่หากเราสะสมด้วยการสัมผัสกับมลพิษเป็นเวลานาน สิ่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุของโรคร้าย มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง มะเร็งผิวหนังบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่ต้องเสี่ยงกับการรักษามะเร็ง ในรูปแบบที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย

ข้อมูลโดย พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ระบุว่า การวินิจฉัยมะเร็งผิวหนังต้องได้รับการตรวจด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยพยาธิแพทย์ แต่เราสามารถสังเกตมะเร็งผิวหนังในระยะเริ่มต้น จาก 6 สัญญาณอันตราย ดังนี้

  1. มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเป็นก้อนนูนที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือขยายขนาดอย่างรวดเร็ว
  2. ก้อนที่ผิวหนังมีแผลเกิดขึ้น หรือมีเลือดออกได้ง่าย
  3. แผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย หรือมีแผลเกิดขึ้นบริเวณที่เป็นแผลเป็น หรือบริเวณแผลไฟไหม้มาก่อน
  4. รอยโรคบริเวณแผลเดิมมีสีดำ หรือน้ำตาลที่ขอบเขตไม่ชัดเจน และมีแผลเกิดขึ้น
  5. ไฝมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ รูปร่างสีที่เปลี่ยนแปลงไปอาจเป็นสีขาว หรือสีน้ำตาล ดำไม่สม่ำเสมอ มีแผลเกิดขึ้น หรือมีเลือดออกง่าย โดยเฉพาะบริเวณมือและเท้ารวมทั้งบริเวณเล็บ
  6. พบผื่นเรื้อรังที่มีการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นเนื้อนูนขึ้นมา

ดังนั้น การสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ห่างไกลจากโรคผิวหนังต่าง ๆ รวมถึงโรคมะเร็งผิวหนัง

 

ภาพ freepik

รู้ตัวว่าเสี่ยงเป็นมะเร็งจากพันธุกรรม ควรทำอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611956

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 06:08 น.

รู้ตัวว่าเสี่ยงเป็นมะเร็งจากพันธุกรรม ควรทำอย่างไร

“พันธุกรรมมะเร็ง” เรื่องกังวลของคนที่มีความเสี่ยงเพราะคนใกล้ตัวในครอบครัวหรือญาติทางสายโลหิตเป็นโรคร้าย ลดความกังวลได้หากรู้ลักษณะบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรมและตรวจหายีนเสี่ยง

มะเร็งนับเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของมนุษย์ สาเหตุของการเกิดมะเร็งเกิดขึ้นได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การรับประทานอาหารหรือการได้รับสารพิษที่มีสารก่อมะเร็ง สารดังกล่าวสามารถทำให้สารพันธุกรรมภายในเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและเสียหายขึ้นได้ จนนำไปสู่การกลายพันธุ์ (Mutation) และพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

โดยปกตินั้นการเกิดมะเร็งไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของยีนเพียงยีนเดียว แต่เกิดจากความผิดปกติของยีนมากมายที่สะสมเป็นระยะเวลานานจนเกิดการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด โดยยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ยีนต้านมะเร็ง ยีนก่อมะเร็ง และยีนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมดีเอ็นเอ

มะเร็งที่พบส่วนใหญ่มักอยู่ในประเภทมะเร็งที่เกิดขึ้นเอง (Sporadic Cancer) แต่มีมะเร็งบางชนิดที่สามารถสืบทอดทางพันธุกรรม (Hereditary Cancer) ซึ่งเกิดจากการได้รับยีนที่ผิดปกติมาจากบิดาหรือมารดา สามารถพบได้ประมาณ 10-15 เปอร์เซนต์ มะเร็งประเภทนี้จึงจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงชนิดหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังเมื่อมีคนในเครือญาติเป็นมะเร็ง

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการของมะเร็ง ซึ่งมักจะอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว เนื่องจากในระยะเริ่มต้นของมะเร็งมักไม่ปรากฏอาการ ดังนั้น หากเราสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ในระยะแรกก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้มากกว่าปล่อยให้มะเร็งลุกลามในระยะท้าย ปัจจุบันนี้มีวิธีการตรวจทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดและการรักษามะเร็ง โดยสามารถตรวจพบได้ในระยะต้นหรือก่อนจะเกิดมะเร็ง ทำให้แพทย์สามารถคาดการณ์ ประเมินความเสี่ยง หรือวินิจฉัยมะเร็ง และสามารถนำไปสู่การวางแผนเพื่อป้องกัน หรือรักษามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยมากที่สุด

ใครที่ควรตรวจหายีนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็ง มีประวัติครอบครัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรม สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของยีนได้ชัดเจนว่า มี หรือ ไม่มี ผลการตรวจให้ข้อมูลที่ช่วยชี้นำการดูแลทางการแพทย์ในอนาคต

ลักษณะใดที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรม

  1. มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเมื่ออายุยังน้อย
  2. มีมะเร็งหลายชนิดเกิดขึ้นในคนเดียวกัน
  3. เกิดมะเร็งในอวัยวะที่มีเป็นคู่ โดยเกิดมะเร็งทั้ง 2 ข้าง
  4. มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน
  5. เกิดมะเร็งในสภาวะที่ไม่พบบ่อย เช่น มะเร็งเต้านมในเพศชาย
  6. มีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ก้อนที่ผิวหนังหรือกระดูก ที่สัมพันธ์กับกลุ่มอาการของมะเร็งทางพันธุกรรม
  7. มีเชื้อชาติที่เสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการของโรคมะเร็งทางพันธุกรรม

การตรวจทางพันธุกรรมทำอย่างไร

สามารถนัดพบแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษาและแนะนำการตรวจยีนที่เหมาะสม โดยการตรวจทางพันธุกรรมใช้สิ่งส่งตรวจเพียงเล็กน้อย ได้แก่ เลือด น้ำลาย หรือสำลีพันปลายไม้ขูดจากกระพุ้งแก้ม เป็นต้น จากนั้นจะส่งไปยังห้องปฏิบัติการที่เชี่ยวชาญการตรวจยีนนั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ หรือนานกว่านั้นสำหรับยีนบางตัว ผลการตรวจจะส่งกลับมายังแพทย์เพื่อนัดมารับฟังผล และข้อมูลที่เหมาะสมในการดูแลสุขภาพต่อไป

 

ภาพ freepik