คู่มือเรื่องอาหารการกินในวัย ‘สูงอายุ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611955

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 06:17 น.

คู่มือเรื่องอาหารการกินในวัย 'สูงอายุ'

ผู้สูงอายุกับความสำคัญของอาหารแต่ละหมู่ที่จำเป็น ควรเน้นหรือห่างจากอะไร และทำความเข้าใจเรื่องปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ

ความสำคัญของอาหารกับวัยสูงอายุ

ผู้สูงอายุมีความต้องการปริมาณอาหารลดลงจากวัยหนุ่มสาว แต่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างความต้านทานโรค อาหารมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ผู้ที่มีภาวะทางโภชนาการดีมีสุขภาพแข็งแรง มีการดำเนินชีวิตที่ดี ไม่เครียดจนเกินไป การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในร่างกายจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ไม่ค่อยแก่ ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี เจ็บป่วยดื่มสุรา มีน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป ร่างกายจะเสื่อมโทรมเร็วทำให้แก่เร็ว

สำหรับปัญหาเรื่องอาหารการกิน หรือโภชนาการในวัยนี้ มีข้อคิดอยู่ว่าขอให้รับประทานอาหารให้ครบหมู่ และควบคุมปริมาณโดยดูจากการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากขึ้น และในกรณีน้ำหนักเกินอยู่แล้ว ควรจะลดน้ำหนักให้ลงมาตามที่ควรเป็นด้วย เพราะโครงสร้างของท่านเสื่อมตามวัย ถ้ายังต้องแบกน้ำหนักมากๆ จะเป็นปัญหาได้

ผู้สูงอายุมักมีการขาดอาหารได้ง่าย เนื่องจากเมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะร่างกาย สังคม และเศรษฐกิจ อันอาจนำไปสู่ภาวะทุโภชนาการได้ เช่น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อาจจะเป็นอุปสรรคในการไปหาซื้ออาหารข้างนอก หรือแม้แต่การจะประกอบอาหารด้วยตนเอง การที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ขาดการติดต่อกับสังคมภายนอก ก็ปล่อยปละละเลยในเรื่องอาหารการกิน จนถึงปัญหาที่ต้องใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง เพราะรายได้ลดลงหรือไม่มีเลย เนื่องจากต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ ผู้สูงอายุบางรายหันเข้าหาเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือปัญหาทางจิตใจ เมื่อผู้สูงอายุดื่มสุรามาก ทำให้ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากแอลกอฮอล์ ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร และขาดสารอาหารอย่างอื่นที่จำเป็น ที่สำคัญเช่น วิตามินบีหนึ่ง กรดโฟลิค เป็นต้น นอกจากนั้นโรคประจำตัวเรื้อรังที่มักพบในผู้สูงอายุก็ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร หรือทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่าปกติ ผู้สูงอายุจึงเป็นกลุ่มที่มีการขาดอาหารได้ง่ายกว่ากลุ่มประชากรอื่นๆ

วิธีสังเกตว่าผู้สูงอายุกำลังมีการขาดอาหารที่ซ่อนเร้นอยู่ โดยทั่วไปผู้สูงอายุมักจะแลดูผอมลง แก้มตอบ กล้ามเนื้อขมับทั้งสองข้างเล็กลง ตาลึกลง กล้ามเนื้อแขนขาก็อาจจะเล็กลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ทำให้ดูเสมือนว่า ผู้สูงอายุอาจมีการขาดโภชนาการที่ดี ยิ่งบางรายมีน้ำหนักลดลงจะยิ่งกังวลมาก โดยธรรมชาติเมื่อเข้าสู่วัยชรา ผู้สูงอายุอาจมีน้ำหนักลดลงได้บ้างแต่ไม่ควรเกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวเดิมในเวลา 6 เดือน ซึ่งเกิดจากการลดลงของเนื้อเยื่อพวกกล้ามเนื้อ กระดูก ปริมาณน้ำในร่างกายและอื่น ๆ แต่ถ้าน้ำหนักลดมากเกิน ร้อยละ 5 จากน้ำหนักเดิม เช่น น้ำหนักตัวเดิม 60 กิโลกรัม แต่ลดลงเหนือ 56 กิโลกรัม ภายในเวลา 6 เดือน มักจะมีสาเหตุที่เป็นความผิดปกติที่ควรปรึกษาแพทย์

โปรตีนคุณภาพ

ควรให้รับประทานไข่วันละ 1 ฟอง และดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว สำหรับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ควรลดน้อยลง เพราะส่วนใหญ่จะติดมันมากับเนื้อสัตว์ด้วย

อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง จะให้สารอาหารที่เรียกว่า “โปรตีน” ผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับโปรตีนให้เพียงพอเพื่อช่วยซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ในวันหนึ่งผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

เนื้อปลาเป็นอาหารโปรตีนที่ผู้สูงอายุควรเลือกรับประทาน เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ควรเลือกก้างออกให้หมด เนื้อปลายังมีกรดไขมันชนิดโอเมก้ -3 ที่สามารถป้องกันหลอดเลือดแข็งและโรคหัวใจได้ รวมทั้งยังมีแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการอีกด้วย

หากผู้สูงอายุต้องการรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ควรสับให้ละเอียดหรือต้มให้เปื่อยเพื่อสะดวกต่อการเคี้ยว สำหรับเนื้อไก่ควรลอกหนังออก เนื่องจากหนังไก่จะมีไขมันมากเกินไป

ผู้สูงอายุควรรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ฟอง ในกรณีผู้สูงอายุที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง ควรเลือกรับประทานเฉพาะไข่ขาวเท่านั้น

ผู้สูงอายุควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว นมเป็นอาหารให้สารอาหารโปรตีน และเเคลเซียมสูง สำหรับผู้สูงอายุที่ดื่มนมแล้วท้องเสีย อาจเปลี่ยนเป็นนมถั่วเหลืองแทน

พืชจำพวกถั่วชนิดต่างๆ เป็นอาหารประเภทโปรตีน ช่วยซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งผู้สูงอายุแม้จะไม่เจริญเติบโตอีกแต่ร่างกายก็ต้องมีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อทดแทนของเดิมที่สูญสลายไปตลอดเวลา ผู้สูงอายุต้องการสารอาหารกลุ่มนี้มากกว่าในวัยหนุ่มสาวเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาไม่แพงที่ให้คุณค่าม่แพ้เนื้อสัตว์ ทั้งยังมีกากเส้นใยทำให้ลำไส้บีบตัวดี ป้องกันเรื่องท้องผูกได้

ไขมัน

ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด ในการปรุงอาหาร เพราะเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือด เท่ากับเป็นการช่วยลดภาวะหลอดเลือดแข็ง และโรคหัวใจขาดเลือด

ไขมันจากสัตว์ และพืช อาหารหมู่นี้ให้พลังงานแก่ร่างกายหากกินมากจะทำให้อ้วน และไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้

หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่ใช้ประกอบอาหารกะทิซึ่งเป็นน้ำมันจากมะพร้าว

หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ เช่น หนังไก่ หนังหมู ไข่แดง อาหารกลุ่มนี้จะให้ไขมันสูงมาก ซึ่งถ้ารับประทานมากเกินไปจะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก ทำให้หลอดเลือดแข็ง และเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญลดลง เช่น สมอง และหัวใจ

คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล)

คนสูงอายุควรรับประทานข้าวให้ลดน้อยลง ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ข้าวเมื้อละ 1 จาน หรือ ปริมาณ 2 ทัพพี

ไม่ควรรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มาก หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัดและของหวานทุกชนิด อาหารจำพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน ให้สารอาหารที่เรียกว่า “คาร์โบไฮเดรท” ซึ่งให้พลังงานต่อร่างกาย หากรับประทานมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมัน ควรเลือกรับประทานในรูปของธัญพืช เช่น ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด หรืออาหารแป้ง เช่น ขนมปัง บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว อาหารเหล่านี้จะมีกากใยอาหารอยู่ด้วยซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ

หากผู้สูงอายุต้องการรับประทานข้าวกล้องก็ควรหุงให้นิ่ม ข้าวกล้องนอกจากจะให้พลังงานแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้อีกด้วย

อาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก มันสำปะหลัง ผู้สูงอายุควรรับประทานลดลง เนื่องจากความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อลดลง ควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้แต่พออิ่ม ไม่มากจนเกินไป เพราะส่วนที่เกินจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามที่ต่างๆ อันจะเป็นผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลต่อข้อเข่า ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นและปวดเข่าเวลาเดินในภายหลัง

เกลือแร่และวิตามิน

แร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการและมักจะขาดคือ ธาตุแคลเซียม และธาตุสังกะสี ธาตุแคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก พบมากในนม ก้อนเต้าหู้ ผักผลไม้ เมล็ดงา กระดูกสัตว์ เช่น ปลาป่นหรือปลากระป๋อง ผู้สูงอายุจึงควรรับประทานนมบ้าง แต่ควรเป็นนมพร่องไขมันเนย เพื่อลดปริมาณไขมันที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนธาตุสังกะสีมีความจำเป็นต่อร่างกายหลายระบบโดยเฉพาะผิวหนัง ซึ่งมีมากในอาหารทะเล ปลา เป็นต้น

เกลือแร่เป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่พบว่ามีการขาดในผู้สูงอายุ เกลือแร่ที่ควรให้ความสนใจมากๆ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก จากข้อกำหนดสารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ กำหนดให้ผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม และฟอสฟอรัสประมาณ 800 มิลลิกรัม/วัน แต่มีการศึกษาว่าควรได้รับสูงกว่านี้ คือประมาณ 1,000-1,500 มิลลิกรัม/วัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน เพราะมีการดูดซึมแคลเซียมน้อยลง จึงทำให้เกิดมีปัญหาของกระดูก เนื่องจากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ และทำให้กระดูกเปราะ พรุนและไม่แข็งแรง จึงพบว่าเมื่อประสบอุบัติเหตุ หรือหกล้มเพียงเล็กน้อย ผู้สูงอายุจะมีอาการของกระดูกหักได้ง่าย

เหล็กเป็นเกลือแร่อีกชนิดหนึ่งที่พบว่ามีการขาดในผู้สูงอายุ และทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุเหนื่อยง่าย ความต้านทานโรคน้อยลง เจ็บป่วยได้ง่าย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เกลือแร่มีในอาหารทุกชนิด ทั้งเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้ และธัญพืช แต่ในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน

วิตามินนั้นมีหลายชนิด แต่ที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะขาดได้บ่อยเช่น วิตามินบีหนึ่ง วิตามินอี วิตามินดี และกรดโฟลิค ถ้าผู้สูงอายุท่านนั้นอยู่แต่ในบ้าน

วิตามินเป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพื่อช่วยในการเผาผลาญอาหา ที่บริโภคให้เป็นพลังงาน และสามารถนำไปใช้ในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ เพิ่มภูมิต้านทานโรคและสร้างสารเคมีที่จำเป็นสำหรับร่างกาย วิตามินมีหลายชนิด มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

ปัญหาการขาดวิตามินในผู้สูงอายุพบได้เสมอ เช่น การขาดวิตามินบีหนึ่ง ทำให้เกิดโรคเหน็บชา มีอาการชาตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ซึ่งเกิดได้เพราะ รับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารซ้ำๆ เป็นเวลานาน ทำให้ได้รับวิตามินบางชนิดน้อยลง วิตามินมีมากในผัก และผลไม้ ควรเลือกผักและผลไม้ที่รับประทานง่าย ให้ผู้สูงอายุได้รับประทานทุกมื้อและให้มีหลากชนิดในแต่ละวัน นอกจากได้รับวิตามินแล้ว ผักและผลไม้ยังให้ใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ไม่เกิดปัญหาท้องผูกในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

ใยอาหาร

คนสูงอายุควรรับประทานอาหารที่เป็นพวกใยอาหารมากขึ้น เพื่อช่วยป้องกันการท้องผูก เชื่อกันว่าช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และลดอุบัติการของการเกิดมะเร็งของลำไส้ใหญ่ลงได้

ใยอาหารมิได้เป็นสารอาหาร และไม่ได้ให้พลังงาน แต่ร่างกายควรได้รับทุกวัน เพราะช่วยในการขับถ่าย ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุมักมีปัญหาท้องผูกอยู่เสมอ ใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาณ ของอุจจาระ และอุ้มน้ำไว้ ทำให้อุจจาระไม่แข็งตัว และช่วยกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการขับถ่ายได้สะดวก ผู้สูงอายุจึงควรได้รับใยอาหารให้เพียงพอด้วย โดยใยอาหารที่เหมาะสมคือใยอาหารที่ได้มาจากข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ ผัก และผลไม้

ปัญหาการบริโภคผัก และผลไม้ของผู้สูงอายุก็คือ ไม่สามารถเคี้ยวผักสดหรือผลไม้ที่แข็งได้ จึงควรดัดแปลงการประกอบอาหารประเภทผัก และผลไม้ ให้มีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวได้ง่าย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถบริโภคได้สะดวกขึ้น ก็เป็นทางหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้น

ผักและผลไม้

ผักต่างๆ ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักคะน้าผักกวางตุ้ง ฯลฯ ผักประเภทผล เช่น แตงกวา มะระ ฟักทอง แครอท ฯลฯ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารประเภทวิตามิน และเกลือแร่ ผู้สูงอายุสามารถกินได้ไม่จำกัดแต่ควรกินหลายๆ ชนิดสลับกัน

ควรกินผักนึ่งหรือต้มสุกไม่ควรกินผักดิบเพราะย่อยยากทำให้ท้องอืดได้

ปัจจุบันพบว่าผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิดมีคุณสมบัติเป็นพืชสมุนไพร

ผลไม้ต่างๆ ผู้สูงอายุเลือกกินได้ทุกชนิด และควรกินทุกวันอาหารในหมู่นี้จะให้สารอาหารใน สารอาหารที่เรียกว่า “วิตามิน” มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติคือควรเลือกผลไม้ที่มีเนื้อ นุ่มเคี้ยวง่าย ได้แก่ มะละกอ กล้วยสุก ส้มเขียวหวาน เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และผู้ที่อ้วนมาก ไม่ควรกินผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า

น้ำดื่ม

คนสูงอายุควรรับประทานน้ำประมาณ 1 ลิตร ตลอดทั้งวัน แต่ทั้งนี้ควรจะปรับเองได้ ตามแต่ความต้องการของร่างกาย โดยให้ดูว่า ปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อนๆ เกือบขาว แสดงว่าน้ำในร่างกายเพียงพอแล้ว

น้ำเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน แต่มีความจำเป็นแก่ร่างกายในการนำพาสารอาหารต่างๆ ไปยังอวัยวะภายในร่างกาย และทำให้ผิวพรรณสดใสและเกิดความสดชื่น น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด บริสุทธิ์ ไตของผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพน้อยลงในการขับถ่ายของเสีย การดื่มน้ำมากๆ ช่วยให้มีน้ำ ผ่านไปที่ไตมากพอที่จะช่วยไตขับถ่ายของเสียได้ง่ายขึ้น ผู้สูงอายุจึงควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

น้ำชา และกาแฟ ผู้สูงอายุบางคนมีอาการท้องผูกหรือนอนไม่หลับหลังจากดื่มน้ำชา หรือกาแฟ ลูกหลานหรือผู้สูงอายุเองควรสังเกตอาการหลังจากดื่มชาหรือกาแฟด้วย และควรหลีกเลี่ยง ถ้าเกิดอาการเช่นนั้น

น้ำอัดลมมักทำให้เกิดแก๊สมากในกระเพาะ และทำให้มีอาการอึดอัด เกิดความไม่สบายหลังการดื่ม จึงควรหลีกเลี่ยง ในกรณีที่ไม่มีอาการดังกล่าวก็สามารถดื่มได้ แต่ไม่ควรมาก หรือบ่อยเกินไป เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ให้น้ำตาลเพียงอย่างเดียวทำให้อิ่ม รับประทานอาหารได้น้อยลง และทำให้อ้วนได้ ถ้าดื่มในปริมาณมาก และทุกวัน

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ วิสกี้ ฯลฯ แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้ สามารถทำลายตับได้ ดังนั้นผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากๆ จึงพบว่าเป็นโรคตับแข็ง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการขาดสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ได้ แต่ถ้าดื่มเพียงเล็กน้อยก่อนอาหาร เพื่อให้เจริญอาหารย่อมทำได้

ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ

มีผลมาจากความเสื่อมทางด้านสรีระ โดยเฉพาะระบบการย่อย และดูดซึมอาหารของผู้สูงอายุเอง ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางการดำรงชีวิต เช่น สภาพทางเศรษฐกิจด้วยลง กิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการพบปะสังสรรค์ทางสังคมน้อยลงก็ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอารมณ์เศร้าซึม หรือแม้กระทั่งปัญหาการเบื่ออาหาร เนื่องจากรับรู้รสอาหารด้อยลง การเลือกรับประทานอาหารโดยไม่คำนึงถึงประเภทที่หลากหลาย และความครบถ้วนของสารอาหารที่ควรได้รับ หรือไม่ควรได้รับมากน้อยเกินไป

โรคขาดสารอาหาร หรือภาวะบกพร่องทางอาหาร เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการยึดมั่นอยู่กับการกินที่ไม่ถูกต้อง ขาดแคลนเงินซื้ออาหาร ไม่มีความอยากอาหาร ระบบการย่อยและดูดซึมเสื่อมสภาพ และอารมณ์ที่ผันแปร ว้าเหว่ วิตกกังวล ทำให้ความอยากอาหารลดลง

ลักษณะการขาดสารอาหารที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ น้ำหนักตัวน้อยอันเนื่องมาจากการเสื่อมถอยของระบบทางเดินอาหาร และย่อยอาหาร และการขาดวิตามินแร่ธาตุ ผู้สูงอายุมีโอกาสขาดวิตามิน และแร่ธาตุสูง

ถ้าการบริโภคอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ครบถ้วนตามที่ร่ายกายต้องการ การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดนั้นยังเกี่ยวพันกับการบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอ หรือมีคุณภาพไม่ดีพออีกด้วย

ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะขาดวิตามินแทบทุกชนิด ที่พบบ่อยคือการขาดวิตามินซี มักพบในรายที่รับประทานผักและผลไม้น้อย เป็นโรคโลหิตจางเนื่องมาจากการขาดธาตุเหล็ก และอีกโรคหนึ่งที่สำคัญที่มักพบโดยทั่วไปก็คือ โรคกระดูกพรุน อันเนื่องมาจากการขาดแคลเซียม และมีภาวะการขาดโปรตีน วิตามินดี และวิตามินซี ร่วมด้วย ดังนั้น การดูแลโภชนาการผู้สูงอายุที่ควรได้รับนั้นจึงมีความสำคัญ และต้องมีความครบถ้วนอย่างพอดีต่อความต้องการของร่างกาย

นอกจากนี้ยังควรดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจของผู้สูงอายุให้แข็งแรงแจ่มใสด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพอเหมาะกับวัย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นดูแลรักษาร่างกายเป็นประจำ พบปะสังครรค์กับครอบครัว และผู้ใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ หากิจกรรมยามว่างทำเพิ่มเติม และทำจิตใจให้เป็นสุข

 

ภาพ freepik

How to เซฟชีวิตในวิกฤตฝุ่น PM2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612042

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 19:25 น.

How to เซฟชีวิตในวิกฤตฝุ่น PM2.5

PM2.5 มหันตภัยร้ายใกล้ตัวที่ห้ามมองข้าม How to เซฟชีวิตในวิกฤตฝุ่นบุกไทย

เมื่อวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศอย่าง ฝุ่น PM 2.5 หรือปัญหาน้ำประปาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นมหันตภัยร้ายที่รอวันก่ออันตรายถึงชีวิตแบบไม่รู้ตัว ลองมาดู 5 วิธีเซฟชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยได้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้

ไอเท็มคู่กายแห่งยุค

ทราบกันหรือไม่ว่าเจ้าฝุ่น PM 2.5 นี้ ส่งผลกระทบกับร่างกายอย่างไรบ้าง หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการแสบจมูก ตา คอ และเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ, โรคเยื่อบุตาอักเสบ, โรคผิวหนัง, โรคหัวใจ และหลอดเลือดในระยะยาวได้ ปรากฏการณ์ฝุ่นนี้ยังคงไม่จากเราไปง่ายๆ จึงจำเป็นต้องมีไอเท็มสำคัญอย่าง “หน้ากากอนามัย N95 (N95 Mask)” ไว้ป้องกันอันตรายจากฝุ่นอย่างเหมาะสม สำหรับสาวๆ คงต้องการแบบที่ใส่แล้วรูปทรงกระชับกับใบหน้า แต่ยังเป็นวัสดุผ้าที่ซักได้ ไม่ต้องกังวลแม้เปรอะเมคอัพ หรืออย่างกลุ่มเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็นทวีคูณ ผู้ปกครองก็ควรหาซื้อหน้ากากไซส์เด็กโดยเฉพาะ โดยทั่วไปหน้ากากอนามัยที่เหมาะสมนั้น ต้องมีวาล์วระบายอากาศได้ดี สามารถกรองฝุ่นอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นแทรกซึมเข้ามาสู่เราได้ และควรสวมใส่ง่ายด้วยสายคล้องหูซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน บอกเลยว่าของมันต้องมี!

เปลี่ยนอากาศเป็นพิษให้เป็นมิตร

หลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดว่าเมื่อเราอยู่ภายในอาคารแล้ว ฝุ่น PM 2.5 นั้นสามารถทำอันตรายได้น้อยลง แต่ความจริงแล้วมันสามารถแทรกซึมเข้ามาภายในอาคารได้เหมือนกับอากาศที่คนเราใช้หายใจ ดังนั้นควรจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการปรับอากาศที่เป็นพิษภายในอาคารให้สะอาดขึ้นไม่ว่าจะเป็น “เครื่องวัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 (PM 2.5 detector)”  ซึ่งจะแสดงปริมาณของฝุ่นภายในสถานที่หรือห้องนั้นๆ ได้แบบเรียลไทม์ และ “เครื่องฟอกอากาศ (Air purifier)” ที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมทั้งดักจับกลิ่นไม่พึงประสงค์ นอกจากภายในอาคารแล้ว รถยนต์เองก็เป็นยานพาหนะที่เราใช้เวลาเดินทางไม่น้อยในแต่ละวัน จึงควรใส่ใจป้องกันฝุ่นร้ายด้วยเช่นกัน ปัจจุบันนี้มี “เครื่องกรองอากาศในรถ (Car Air purifier)” ที่มีขนาดเล็กพกพาไปใช้งานได้สะดวก เท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนอากาศเป็นที่พิษให้เป็นมิตรต่อสุขภาพได้แล้ว

เพราะน้ำคือ…ชีวิต

ไม่ใช่แค่อากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราโดยตรงเท่านั้น แต่ “น้ำ” ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับธรรมชาติที่แปรปรวนเช่นกัน บางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากรสชาติน้ำที่เปลี่ยนไป บางพื้นที่พบว่าน้ำที่เคยสะอาดกลับมีตะกอน จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่จะช่วยเปลี่ยนน้ำที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองให้กลับมาใสสะอาดอย่าง “เครื่องกรองน้ำ (Water purifier)” ซึ่งในช่วงวิกฤตแบบนี้ควรเป็นเครื่องกรองน้ำที่สามารถกรองฝุ่นตะกอนอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอนได้ พร้อมให้แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ

เสริมภูมิคุ้มกันต้านฝุ่น

นอกจากการป้องกันตัวเองให้ห่างจากมลพิษต่างๆ แล้ว ก็ควรเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายด้วย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่าง “ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง” อาทิ ส้ม มะม่วงสุก สัปปะรด ฝรั่ง และมะละกอ เหล่านี้ล้วนมีวิตามินซีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างภูมิต้านทานในร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่มีเวลาหาซื้อผลไม้หลากหลายชนิด วิตามินรวมหรืออาหารเสริมก็เป็นตัวเลือกที่ช่วยตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี

ใช้ธรรมชาติบำบัด

นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือนวัตกรรมสมัยใหม่ที่มนุษย์นำมาใช้บรรเทาวิกฤตสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมแล้ว “ต้นไม้ฟอกอากาศ (Air purifying plants)” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถหามาติดบ้านไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็น สาวน้อยประแป้ง ลิ้นมังกร หรือไทรใบสัก นอกจากจะช่วยกรองอากาศ ดูดซับสารพิษในอากาศแล้ว ยังช่วยตกแต่งบ้านให้สวยงามในราคาไม่แพงด้วย

 

ขอบคุณ Lazada Thailand

โภชนาการที่ดีช่วยลดความเสี่ยงการเสื่อมของสมองได้ถึง 1 ใน 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611950

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

โภชนาการที่ดีช่วยลดความเสี่ยงการเสื่อมของสมองได้ถึง 1 ใน 3

งานวิจัยชี้ คุณภาพของอาหารที่เรารับประทานเข้าไป มีส่วนสำคัญต่อการชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวทางหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวาน

จากงานวิจัยที่เผยแพร่ใน Neurology ที่ทำใน 40 กว่าประเทศโดยกระจายไปในทุกทวีปกว่า 700 ศูนย์วิจัย ด้วยผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 27,860 คน ทั้งชายและหญิง ซึ่งมีอายุมากกว่า 55 ปี และมีประวัติโรคประจำตัวทางด้านหลอดเลือดของหัวใจหรือสมองอย่างน้อยหนึ่งโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง และรวมถึงผู้ป่วยด้วยเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยที่มีประวัติร่วมของโรคเหล่านี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความเสื่อมของสมองเมื่ออายุมากขึ้น

การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประสิทธิภาพของยาลดความดันโลหิต ต่อผู้ที่ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมองอยู่แล้ว ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของการรับประทานอาหาร ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นไปที่อาหารของชาติใดชาติหนึ่ง ดังเช่นงานวิจัยอื่นๆ ที่เคยผ่านตากันมา เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน หรืออาหารเอเชีย ที่มักมีการอ้างถึงจากงานวิจัยว่าเป็นอาหารสุขภาพ แต่เนื่องจากผู้ป่วยโรคเหล่านี้มีอยู่ทั่วโลก ในทางปฏิบัติจึงไม่สะดวกนัก หากจะเลือกรับประทานเมนูสุขภาพที่ไม่ใช่อาหารท้องถิ่นของตนเอง

งานวิจัยนี้จึงเก็บข้อมูลในลักษณะของคุณภาพของอาหารมากกว่า โดยคำนึงถึงส่วนประกอบของอาหาร มากกว่าคำนึงถึงเมนูอาหาร โดยผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลการรับประทานอาหารในแต่ละวัน ได้แก่

  • ชนิดของโปรตีนที่เลือกรับประทาน เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว
  • สัดส่วนของเนื้อปลาต่อเนื้อแดง
  • สัดส่วนของผัก ผลไม้ ในแต่ละวัน
  • การรับประทานธัญพืช
  • การรับประทานของทอด
  • ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์

โดยนำข้อมูลมานับเป็นคะแนน หลังจากนั้นทำการทดสอบการทำงานของสมองด้วยแบบประเมินมาตรฐาน MMSE (Mini-Mental State Examination) โดยทำหนึ่งครั้งก่อนเข้าร่วมการทดลอง และอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้งตลอดระยะเวลาที่อยู่ในการศึกษา

ภายหลังการติดตามการศึกษาไป 5 ปี พบว่ากว่า 16.8 % หรือ 1 ใน 6 ของผู้ร่วมวิจัยมีการเสื่อมลงของสมอง และพบว่าผู้ที่มีโภชนาการที่ดีนั้น สามารถลดความเสี่ยงของความเสื่อมของสมองลงได้กว่า 1 ใน 3

ทีมผู้วิจัย อธิบายว่า ผลของอาหารต่อการชะลอความเสื่อมของสมองนั้น น่าจะเป็นจากอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ลดการอักเสบของหลอดเลือด และปรับสมดุลกระบวนการเผาผลาญ เมื่อระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานดีขึ้น การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองย่อมดีขึ้น โดยพบว่าในผู้ที่มีการชะลอลงของความเสื่อมของสมองนั้น มีคะแนนการทำแบบทดสอบ MMSE ดีกว่าอีกกลุ่ม ในเรื่องหัวข้อการจดจำ ประมวลผล และทำซ้ำ โดยโจทย์ให้จดจำรูปร่างเรขาคณิต แล้ววาดซ้ำให้เหมือนต้นฉบับ

ผู้วิจัยสรุปว่า ผู้ที่มีปัญหาของหลอดเลือดนั้น ในระยะยาวอาจจะส่งผลต่อเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดความเสื่อมของการทำงานได้

ปัจจุบันนั้นโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมองนั้นมีหลายโรคด้วยกัน โดยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เช่น อัลไซเมอร์ ดังนั้น การรักษาจึงเป็นเพียงการชะลอเวลาไม่ให้ตัวโรคทรุดเร็ว

ดังนั้น การพบสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวทางหลอดเลือด การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารจะมีส่วนช่วยสำคัญในการป้องกันโรคดังกล่าว ไม่ให้ไปสร้างความเสียหายต่อสมองในภายหลัง โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเมนูการกินให้แต่งต่างจากเดิมมากนัก

 

ภาพ freepik

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยสุขภาพที่นักเดินทางต้องรู้จัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611847

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 09:30 น.

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยสุขภาพที่นักเดินทางต้องรู้จัก

กรมควบคุมโรคห่วงนักเดินทาง แนะ 6 วิธีป้องกันตนเองจากโรคปอดอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อไปเยือนต่างประเทศ ขณะที่ WHO เตือนไทย พร้อมย้ำไร้ยารักษา

โรคปอดอักเสบ ( Pneumonia) ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้ทั้งการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอด และเนื้อเยื่อโดยรอบ มีอาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังคัดกรองและป้องกันควบคุมโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนา ของกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค มีทั้งการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลทำการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น รวมทั้งการเฝ้าระวังในชุมชน

วิธีป้องกันตนเองของนักเดินทาง

เนื่องจากองค์การอนามัยโลกไม่มีประกาศจำกัดการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. ระหว่างเดินทางในต่างประเทศ ขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอ จาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน
  2. หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรวมถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก
  3. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น
  4. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ
  5. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  6. หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนไทยรับมือไวรัสโคโรนาจากจีน

องค์การอนามัยโลก เตือนเชื้อไวรัสโคโรนาจากจีนอาจมีการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ และอาจจะมีการแพร่ระบาดในขอบเขตที่กว้างขึ้น แนะประเทศไทยเฝ้าระวังคัดกรองเข้มข้นนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ โดยเฉพาะที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้และอาการไอ พร้อมทั้งได้เตือนโรงพยาบาลทั่วโลกให้ทำการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าว และทำการควบคุม หากพบการระบาดของไวรัส โดยที่ WHO ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มียารักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา

นายริชาร์ด โบรว์ ผู้แทน WHO ประจำประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาจากจีน ขณะที่ใกล้ถึงวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นเทศกาลตรุษจีน และจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากจีนเดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยให้ทำการคัดกรองนักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีไข้และอาการไอ

ขณะนี้มีรายงานล่าสุดว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวน 41 รายในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยรายหนึ่งที่เสียชีวิต ทั้งนี้ วงการแพทย์ได้ค้นพบเชื้อไวรัสโคโรนาในมนุษย์จำนวน 6 สายพันธุ์ มี 4 สายพันธุ์ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจในระดับปานกลาง ส่วนอีก 2 สายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ SARS และโรค MERS

10 วิธีนอนถูกหลักอนามัย Sleep Hygiene นอนอย่างไรกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611774

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 12:56 น.

10 วิธีนอนถูกหลักอนามัย Sleep Hygiene นอนอย่างไรกัน

10 วิธีที่ช่วยให้การนอนมีประสิทธิภาพ เพื่อการนอนที่ถูกหลักอนามัย (Sleep Hygiene) พร้อมเลิกเข้าใจผิดเรื่องกินนมอุ่น จิบชาคาโมมายด์ หรือออกกำลังกายให้เหนื่อยจะช่วยให้หลับง่าย

สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) ชวนคนไทยใส่ใจการนอนในงานเสวนา “Why We Sleep: นอนเปลี่ยนชีวิต” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและครอบครัว และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผอ.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การนอนพักผ่อนที่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดี ข้อมูลวิชาการชี้ชัดว่า หากนอนไม่มีคุณภาพจะส่งผลกระทบทางสุขภาพและสังคม ทั้งก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ การด้อยประสิทธิภาพการทำงาน หรือการเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับการนอนที่ถูกหลักอนามัย (sleep hygiene) สำหรับผู้ใหญ่มีข้อปฏิบัติ 10 ประการ ดังนี้

  1. ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน ทั้งวันทำงานและวันหยุด
  2. ไม่ควรงีบในเวลากลางวัน ถ้านอนกลางวันเป็นประจำ ไม่ควรงีบเกิน 30 นาที และไม่ควรงีบหลังบ่าย 15.00 น.
  3. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอน
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และอาหารมื้อหนัก รสจัด เผ็ด หรืออาหารหวานอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน
  5. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน
  6. เตียงนอนควรเป็นเตียงที่นอนแล้วสบาย มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ระบายอากาศดี ไม่ควรมีแสงเล็ดลอดเข้ามา และไม่ควรมีเสียงดัง
  7. ควรผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล ไม่ควรดูภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญก่อนนอน
  8. ควรใช้ห้องนอนเพื่อการนอนและกิจกรรมทางเพศเท่านั้น อย่าใช้ห้องนอนและเตียงนอนเป็นที่ทำงาน เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูโทรทัศน์
  9. หากนอนไม่หลับภายใน 30 นาที ควรลุกจากที่นอนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ แล้วกลับมานอนใหม่อีกครั้งเมื่อง่วง
  10. รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้าอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน เนื่องจากแสงแดดเป็นตัวควบคุมนาฬิกาชีวิตที่สำคัญ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะช่วยให้หลับได้ดี มีความตื่นตัวในเวลากลางวัน ทำงานได้ดีขึ้น และสุขภาพทางกาย-ใจดีขึ้น

ทางด้าน นพ.ณัฐพงษ์ เจียมจริยธรรม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าศูนย์นิทราเวชโรงพบาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า คนไข้ส่วนใหญ่ที่มารักษาที่ศูนย์นิทราเวช 80% มาด้วยปัญหาการนอนกรน แล้วมีภาวะหยุดหายใจตอนนอน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การนอนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่มีคุณภาพ นอกจากนั้น อีก 20% เป็นการนอนไม่หลับ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น มาจากอาการป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดัน ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ตอนกลางคืน ทำให้หลับยาก หรือมีอาการหลับๆ ตื่นๆ หรือการหยุดหายใจระหว่างหลับ ซึ่งเมื่อคนมีอาการนอนไม่หลับไปพบแพทย์ สิ่งที่มักจะได้กลับมาคือ ยานอนหลับ แต่ความจริงคือ การกินยานอนหลับไม่ได้ช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับให้หายขาดได้ แถมตื่นขึ้นมาเขาจะรู้สึกว่าไม่สดชื่น เพลีย เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อความเข้าใจผิดๆ เช่น การดื่มนมอุ่นๆ จิบชาคาโมมายล์ ก่อนนอน ออกกำลังกายให้เหนื่อยแล้วจะนอนหลับ ซึ่งแพทย์จะไม่แนะนำให้ออกกำลังกายช่วง 4-6 ชม. ก่อนนอน หรือแม้แต่อาการเครียด ทำให้นอนไม่หลับแท้จริงแล้ว อาจเป็นสาเหตุให้นอนไม่หลับในครั้งแรก แต่เมื่อสถานการณ์กดดันต่างๆ หายไป แต่ยังนอนไม่หลับจึงเกิดจากการฝึกให้ตัวเองไม่หลับมาเรื่อยๆ จนเคยชิน ซึ่งวิธีการรักษาอาการนอนไม่หลับที่ได้ผลดี 60-70% หายแต่อาจต้องใช้เวลา คือ การปรับพฤติกรรมและความคิด โดยต้องไม่เครียดหรือตั้งใจจนเกินไป ลองปฏิบัติตามหลักสุขลักษณะการนอนที่ดี

 

ภาพ สสส. / freepik

ผลวิจัยชี้มลพิษทางอากาศเร่งกระดูกเสื่อม เปราะ หักง่ายก่อนวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611447

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 09:51 น.

ผลวิจัยชี้มลพิษทางอากาศเร่งกระดูกเสื่อม เปราะ หักง่ายก่อนวัย

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ระบุมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกระทบหัวใจ ปอด ดวงตา ทารกในครรภ์ หรือแม้แต่สุขภาพจิต ล่าสุดพบว่าสามารถทำให้กระดูกเสื่อมจนเปราะหักง่ายก่อนวัย

ข้อมูลของทีมนักวิจัยนานาชาติ นำโดยสถาบันเพื่อสุขภาพโลกแห่งบาร์เซโลนา (ISGlobal) ของสเปน ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open โดยระบุว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ตอนต้นของเมืองที่มีฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับสูง มีแนวโน้มที่สัดส่วนแร่ธาตุในกระดูกจะลดน้อยถอยลงกว่าปกติ

มีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของฝุ่น PM2.5 จากสถานที่ 23 แห่งโดยรอบเมืองไฮเดอราบัดของอินเดีย กับความหนาแน่นของแร่ธาตุในมวลกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังของชาวอินเดีย 3,700 คน ที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว ซึ่งคนเหล่านี้มีอายุโดยเฉลี่ย 35.7 ปี

มลพิษทางอากาศทำให้พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง-อาชญากรรมพุ่งสูงผลวิจัยเผย มลพิษอากาศทำให้เสี่ยงแท้งพอๆ กับสูบบุหรี่ผลวิจัยเผยอยู่ใกล้ถนนจราจรคับคั่งเสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นผลปรากฏว่าพื้นที่ที่ทำการศึกษามีค่าเฉลี่ยของระดับ PM2.5 ในอากาศตลอดทั้งปีที่ 32.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับปลอดภัยที่องค์การอนามัยกำหนดไว้ถึง 3 เท่า

ทีมผู้วิจัยพบว่า เมื่อฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นทุก 3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูกของประชากรทั้งหญิงและชายจะลดลง 0.011 กรัมต่อตารางเซนติเมตรในกระดูกสันหลัง และลดลง 0.004 กรัมต่อตารางเซนติเมตรสำหรับกระดูกสะโพก ทั้งยังพบว่า ผงฝุ่นเขม่าดำ (Black Carbon) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของฝุ่น PM2.5 มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับมวลกระดูกที่ลดลงด้วย

แม้จะยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่มลภาวะทางอากาศทำให้สุขภาพของกระดูกอ่อนแอลง แต่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าการอักเสบภายในร่างกาย และภาวะไม่สมดุลระหว่างอนุมูลอิสระกับสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากฝุ่น PM2.5 อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะกระดูกเสื่อมและโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ได้

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เผยแพร่เมื่อปี 2017 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ในเมืองบอสตันของสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้ป่วยกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนถึงกว่า 86,000 รายต่อปี

ทีมวิจัยชุดดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า คนหนุ่มสาววัย 20-30 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงที่มวลกระดูกสะสมตัวจนมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งสูงสุดในชีวิต อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศจนสะสมมวลกระดูกได้น้อยลง และมีความเสี่ยงจะเป็นโรคกระดูกพรุนสูงกว่าเดิมเมื่อมีอายุมากขึ้น

 

ภาพ Freepik

‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’ ภัยเงียบที่ไม่ค่อยส่งสัญญาณเตือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611191

  • วันที่ 09 ม.ค. 2563 เวลา 07:03 น.

'ภาวะหัวใจล้มเหลว' ภัยเงียบที่ไม่ค่อยส่งสัญญาณเตือน

สังเกต 6 สัญญาณเตือนของอาการ “ภาวะหัวใจล้มเหลว” ภัยเงียบที่คนไทยน้อยคนนักจะรู้ตัว พร้อมรู้วิธีง่ายๆ ช่วยป้องกันตัวเองจากความเสี่ยง

ในปัจจุบันมีแนวโน้มในการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวสูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มีโอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจต่ออาการจะช่วยลดความเสี่ยงและลดการสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

ภาวะหัวใจล้มเหลว คือกลุ่มอาการที่เกิดจากหัวใจทำงานสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ หรือเกิดจากโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ จนทำให้ขาดประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งลักษณะอาการจะต่างกันไปในแต่ละอวัยวะที่มีการไหลเวียนเลือดที่ไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภัยเงียบที่ไม่ค่อยส่งสัญญาณอาการของโรคมากนัก ดังนั้น การสังเกตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารเข้ารับการรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

1. เริ่มหายใจติดขัด หายใจไม่ออก

2. มีอาการไอเรื้อรัง หรือมีเสียงขณะหายใจ

3. มีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลียได้ง่ายอย่างผิดปกติ

4. ขาดความรู้สึกอยากอาหาร หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน

5. มีความรู้สึกสับสน มีความบกพร่องด้านการคิดวิเคราะห์

6. หัวใจเต้นเร็วขึ้น

หากมีอาการ “ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป” แม้ว่าจะยังไม่เคยเป็นโรคทางหัวใจและหลอดเลือดมาก่อนก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

วิธีการหลีกเลี่ยงจากภาวะหัวใจล้มเหลว

ทำได้โดยการป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงต่างๆ ด้วยการปรับรูปแบบการใช้ชีวิต อาทิ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์และการควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม รวมทั้งการลดความเครียด ทั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวก็ควรให้การดูแลผู้ป่วยทั้งด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ freepik

ชีวิตติดฝุ่น อันตรายร้ายของเด็กและผู้สูงอายุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611190

  • วันที่ 09 ม.ค. 2563 เวลา 06:04 น.

ชีวิตติดฝุ่น อันตรายร้ายของเด็กและผู้สูงอายุ

ทำไมอันตรายของ PM 2.5 ในเด็กและผู้สูงอายุถึงวิกฤตกว่าคนธรรมดาสามัญ

PM 2.5 เป็นฝุ่นพิษขนาดเล็กที่เมื่อถูกสูดเข้าไปจะสามารถผ่านลงไปลึกถึงหลอดลมฝอยและถุงลมที่เป็นส่วนปลายสุดของปอด ก่อให้เกิดการระคายเคือง และเกิดการอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง ทำให้คนที่เป็นโรคระบบการหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ ทั้งโรคจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ โรคหืด และโรคถุงลมโป่งพอง และอาจทำให้เกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น ซึ่งผลงานวิจัยล่าสุด พบว่ากลุ่มประชากรที่ได้รับ PM 2.5 ในระดับสูงจะมีความเสี่ยงกับการเป็นโรคตับโรคไตโรครูห์มาติกโรคอัลไซเมอร์และโรคเบาหวาน

ที่น่ากังวลคือการเจริญเติบโตทางกายภาพและสมรรถนะของปอดในระยะถดถอยจนอาจทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองเหมือนกับคนที่สูบบุหรี่อีกทั้งทารกในครรภ์มารดามีการเจริญเติบโตและอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาอวัยวะต่างๆเช่นปอดและสมองการได้รับมลพิษในช่วงนี้อาจส่งผลระยะยาวต่ออวัยวะต่างๆ

เด็กจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับผลกระทบ เพราะ

• เด็กหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ มีสัดส่วนปริมาตรการหายใจต่อน้ำหนักตัวสูงกว่าผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสได้รับมลพิษทางอากาศรวมถึง PM 2.5 มากขึ้น

• ร่างกายที่ยังไม่สูงระดับจมูกใกล้พื้นซึ่งอากาศไม่ถ่ายเทและมลพิษบางชนิดสะสมสูงจึงมีโอกาสได้รับมลพิษทางอากาศมากขึ้น

• ระบบต้านทานต่อสิ่งแปลกปลอมไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุทางเดินหายใจระบบภูมิคุ้มกันยังเจริญไม่เต็มที่ไม่สามารถป้องกันได้เต็มประสิทธิภาพ

ผลวิจัยพบฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ ในวัย 75 ปีขึ้นไป

จากการศึกษาผลกระทบของฝุ่นต่อการเสียชีวิตรายวันของผู้มีอายุเกิน 75 ปี ในประเทศญี่ปุ่นและสเปน พบว่า ในประเทศญี่ปุ่นมีการทำนายว่าหากทำการลดระดับฝุ่น PM 2.5 ลง เหลือ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้อีก 3,602 ราย ในจำนวน นี้ 77% เป็นกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 75 ปี ผลการศึกษาสรุปได้ว่า การปรับปรุงคุณภาพอากาศสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับการศึกษาในประเทศสเปนที่พบว่าความเข้มข้นรายวันของฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบอย่างมากต่อการเสียชีวิตของผู้มีอายุเกิน 75 ปี ในกรุงมาดริดจำเป็นต้องลดปริมาณการจราจร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษในเมือง

มาตรฐานคุณภาพอากาศที่ดีควรอยู่ระดับใด

องค์การอนามัยโลกได้ออกแนวทางกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ (Air Quality Guideline : AQG) เพื่อเป็นหลักเกณฑ์กลางให้ทุกประเทศใช้อ้างอิง โดยชี้ว่าไม่มีระดับปริมาณสารมลพิษระดับใดที่ถือได้ว่าปลอดภัยสำหรับทุกคน เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลาต่างกัน ตัวเลขที่กำหนดไว้จึงเป็น “ค่าเป้าหมาย” ที่มีหลักฐานวิชาการ สนับสนุนว่าเป็นระดับปริมาณสารมลพิษที่มีผลกระทบต่อ สุขภาพน้อยที่สุดที่ยอมรับได้ โดยแนวทางนี้ได้กำหนดตัวเลข ที่สูงขึ้นเป็น 3 ระดับขึ้น เรียกว่า “เป้าหมายระหว่างทาง” (Interim Target) เพื่อให้แต่ละประเทศใช้กำหนดค่ามาตรฐานที่สอดคล้องกับบริบทของตนเองโดยคาดหวังให้มีการดำเนินการเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ

สำหรับประเทศไทย เพิ่งมีการเพิ่ม PM 2.5 เข้ามาในรายการสารมลพิษที่ต้องตรวจวัดและควบคุมตั้งแต่ปี 2553 โดยเลือกใช้เป้าหมายระหว่างทางระดับที่ 2 ขององค์การอนามัยโลกมากำหนดเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นมาตรฐานระดับเดียวกับมาเลเซีย และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการอะไรที่บังคับว่าต้องมีการปรับเกณฑ์มาตรฐานเป็นระยะ อย่างเช่น หน่วยงาน EPA ของสหรัฐอเมริกาเคยถูกฟ้องร้องเนื่องจากไม่ปรับเกณฑ์มาตรฐานตามที่บทบัญญัติของกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) กำหนดไว้

5 เทคนิคกู้หุ่นพังหลังปีใหม่ ฉบับเทรนเนอร์เชอร์รี่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610935

  • วันที่ 06 ม.ค. 2563 เวลา 15:56 น.

5 เทคนิคกู้หุ่นพังหลังปีใหม่ ฉบับเทรนเนอร์เชอร์รี่

เร่งซ่อมหุ่นพังหลังปีใหม่ ด้วยสูตรคุมน้ำหนักเห็นผลทันตา ฉบับเทรนเนอร์เชอร์รี่

ก้าวสู่ปีใหม่กันอีกแล้ว ใครที่ยังนั่งทบทวนดู New Year’s Resolution ด้วยหัวใจแห้งเหี่ยว เพราะความฝันที่จะฟิตหุ่น คุมน้ำหนักไม่เป็นจริงซักที อย่าเพิ่งท้อแท้ หมดหวัง เพราะล่าสุดแอบเห็น เชอร์รี่-พิมพ์ชญา พีระสนิทพงษ์ เทรนเนอร์ชื่อดัง ซึ่งไม่เพียงมีประสบการณ์ปั้นหุ่นสุดเป๊ะให้กับเหล่าคนดังมากมายทั้ง กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาส, ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต, แอน ทองประสม, คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ ฯลฯ ยังเนรมิตหุ่นสวยให้สาวๆ มานับไม่ถ้วน มาเดินช็อปปิ้งที่ “วิลล่า มาร์เก็ท หลังสวน” เลยไม่พลาดถามเทคนิครีดไขมัน สร้างหุ่นเป๊ะแบบเห็นผล แถมทำได้ง่ายๆ มาฝากสาวๆ กัน

1. เปลี่ยนมายด์เซ็ต

พูดถึงภารกิจลดหุ่น หลายคนนึกถึงแต่การออกกำลังกาย แต่เทรนเนอร์เชอรรี่ย้ำว่า “การออกกำลังกายก็สำคัญ แต่การคุมอาหารนั้นสำคัญกว่า” ก่อนจะพิชิตหุ่นสวยได้ สิ่งที่สาวๆต้องปรับจูนทัศนคติให้ตรงกันก่อน คือ ในการลดน้ำหนัก รีดไขมันส่วนเกิน การคุมอาหารมีส่วนสำคัญถึง70% ขณะที่การออกกำลังกายมีผลเพียง 30% เท่านั้น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะในแต่ละวัน เราใช้เวลากับการกินมากกว่าอย่างอื่น การกินจึงกลายเป็นทั้งคุณและโทษได้ในเวลาเดียวกัน หากเลือกกินของที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ นอกจากจะทำให้อ้วน ยังเป็นบ่อเกิดของโรคภัย ดังนั้น สเต็ปแรกเมื่อคิดจะลดน้ำหนัก ไม่ต้องรีบไปซื้อสปอร์ตบรา หรือ รองเท้าออกกำลังกาย แค่นั่งเช็คลิสต์รายการอาหารแต่ละวันที่กินเข้าไปก่อนว่ามีอะไรบ้างดีกว่า จะได้ปรับลดได้ถูกจุด

2. กินครบ 3 มื้อได้ไม่ต้องอด แต่ต้องเลือกกินให้เป็น

แม้การดูแลอาหารจะเป็นตัวแปรสำคัญของการควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่า จะตั้งหน้าตั้งตาคุมแต่ปริมาณอาหาร โดยไม่ใส่ใจคุณภาพ เลย เพราะถ้าเลือกกินให้ถูกหลักโภชนาการ เลือกซื้อจากแหล่งที่มีคุณภาพ เน้นผักหรือผลไม้มากกว่าเอะอะก็ให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานหรือชาไข่มุก ก็ยังสามารถกินอาหารได้ 3 มื้อตามปกติ

3. อย่าเข้าใจผิด กินผลไม้แล้ว “อ้วน”

หลายคนลดปริมาณการกินผลไม้ลง เพราะคิดว่า มีรสหวานจะทำให้อ้วน ทั้งที่ความจริงแล้ว ความหวานธรรมชาติที่มีอยู่ในผลไม้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายเหมือนกับน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ ที่สำคัญผลพลอยได้จากการกินผลไม้ยังมีแร่ธาตุ และ กากอาหารที่ดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนสาวๆที่เรื่องสารตกค้าง ของฝากที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งอาจติดมากับผักและผลไม้ แนะนำให้เลือกกินผักผลไม้ออร์แกนิค ซึ่งปัจจุบันบ้านเรามีทางเลือกมากขึ้น ถึงบางครั้งอาจต้องจ่ายแพงกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ ถือว่าคุ้มค่า เพราะมั่นใจว่า ปลอดสารพิษตั้งแต่กระบวนการปลูก จนถึงมือผู้บริโภค

4. เนื้อสัตว์ออร์แกนิค ทางเลือกแสนอร่อยของคนอยากคุมน้ำหนัก

การลุกขึ้นมาดูแลรูปร่าง และสุขภาพ ไม่ใช่การลงโทษตัวเองให้ต้องเลิกราจากของอร่อยหรือของที่ชอบ แต่เหมือนกับการถอยหลังกลับมาเพื่อมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ยกตัวอย่าง เนื้อสัตว์ปัจจุบันก็มีแบบออร์แกนิค 100% ให้เลือก ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์สำหรับคนที่อาจจะมีโรคบางอย่าง และต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งต่างๆ แต่ยังรวมถึงคนที่อยากป้องกันตัวเองก่อนจะเป็นโรค ด้วยการเลือกกินของดีมีคุณภาพ โดยไม่ทำร้ายตัวเอง

5. อย่ามองข้ามเครื่องปรุงตัวร้าย

หลายครั้งที่สาวๆ ให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบชั้นยอด แต่ดันพลาดท่าเพราะเครื่องปรุงรสที่นำมาใช้ อาจจะมีโซเดียมเยอะ หรือบางคนหักดิบไม่ใส่เลย จนทำให้เสียอรรรถรสของการกินของดีไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ปัจจุบันมีเครื่องปรุงคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลกมากมายมา ที่ให้ครบทั้งรูป รสและกลิ่นที่ช่วยชูรสแถมดีต่อสุขภาพ

งานนี้ใครที่อ่านแล้วก็รู้สึกว่ายังยากอยู่ดี เทรนเนอร์เชอร์รี่กระซิบดังๆ เลยว่า หายห่วง แค่แวะมาบ้านหลังที่สองของคนเมืองแหล่งรวมของอร่อยและของดีจากทั่วโลก วิลล่า มาร์เก็ทหลังสวน โครงการเวลา สินธร วิลเลจ มีคำตอบของทุกสิ่ง “เท่าที่เดินสำรวจดูแล้ว รู้แล้วว่าวิลล่า มาร์เก็ท คัดสรรแต่ของดีมา เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพ มีของดีของอร่อยจากทั่วโลกมาให้เลือกช็อป แถมยังออร์แกนิคแท้ 100%  ตั้งแต่ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ไก่ ไปจนถึงเครื่องปรุง ที่สาวๆน่าจะชอบเป็นพิเศษ คือ มีมุมให้ชิมก่อนตัดสินใจซื้อ แถมถ้าคิดจะซื้อไปตุนเป็นเสบียง สำหรับวันที่ภารกิจรัดตัว ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะของสดใหม่ ต่อให้แช่เก็บไว้ในตู้เย็นหลายวันก็ยังอร่อยอยู่”

เครื่องมือยุคดิจิทัล สมมุติฐานที่มาของโรคอ้วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610810

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 06:16 น.

เครื่องมือยุคดิจิทัล สมมุติฐานที่มาของโรคอ้วน

ความอ้วนเป็นโรคที่นำพาปัญหาต่างๆ ทั้งด้านสุขภาพและด้านจิตใจ ซึ่งคนยุคปัจจุบันมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนสูงมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าโลกใบนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเกินไป นี่อาจเป็นเพียงข้อสมมุติฐาน แต่เรามาดูกันว่ามันมีมูลเหตุหรือไม่

คนขยับตัวน้อยลง เพราะชีวิตยุคนี้มีแต่สิ่งอำนวยความสะดวก

สิ่งอำนวยความสะดวกบนโลกเราถูกผลิตคิดค้นขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน ยกตัวอย่าง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ตลอดจนเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ และแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยเฉพาะแอปสั่งอาหาร สิ่งเหล่านี้ทำให้ในวันหนึ่งเราแทบจะไม่ต้องทำอะไร ชนิดที่ว่าสามารถนั่งอยู่กับที่และจัดการทุกสิ่งอย่างผ่านอุปกรณ์ยุคดิจิทัลเหล่านี้ได้เลย

แบบนี้ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะมีการศึกษาจากรัฐเท็กซัสออกมาบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ขนาดรอบเอวของคนเราจะเชื่อมโยงกับการใช้งานสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เมื่อมีอุปกรณ์ดิจิทัลมากขึ้น ขนาดตัวของคนเรา น้ำหนักตัวของคนเราก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขนาดที่องค์การอนามัยโลก ยังให้ความสนใจและได้จัดทำสถิติชุดตัวเลขเกี่ยวกับโรคอ้วนขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันก็พบแล้วว่า โลกมีประชากรที่เกิดโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นกว่าในปี 2518 ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว

ปัจจัยที่ทำให้คนยุคดิจิทัลน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

เป็นเรื่องน่าสนใจมากว่า ทำไมคนในโลกยุคปัจจุบันที่มีการศึกษาในเรื่องสรีระร่างกาย และเข้าถึงแหล่งความรู้ในการดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพ และควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าในอดีต จึงมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เรื่ิองนี้ Richard Lopez นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rice ได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมา กับพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลของมนุษย์เราหลายๆ อย่างพร้อมกัน

ผลปรากฏว่า คนที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลหลายๆ อย่างพร้อมกันมีความเสี่ยงสูงมากที่จะกลายเป็นโรคอ้วน เพราะสมองจะมีการสั่งการที่แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งจะทำให้สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนควบคุมตัวเองนั้นทำงานได้น้อยลง เมื่อเห็นอาหารจึงเกิดความรู้สึกอยากกิน และขาดซึ่งความยับยั้งชั่งใจในทันที

ต่างจากคนที่ห่างไกลเทคโนโลยี ที่สมองส่วนที่ควบคุมตัวเองยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่าคนที่ทำงานโดยใช้อุปกรณ์หลายๆ อย่างพร้อมกันนั้น เป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะส่งผลโดยตรงเกี่ยวกับการพัฒนาสมองของคนเหล่านี้นั่นเอง

เทคโนโลยีทำให้มนุษย์เราอยู่ติดที่

สิ่งที่น่ากลัวคือ ไม่เพียงแต่ผู้คนในต่างประเทศเท่านั้นที่กำลังประสบปัญหาโรคอ้วน แต่คนไทยเองก็เช่นกัน ซึ่งรายงานสุขภาพคนไทย พบว่าคนไทยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 2 เท่าในรอบ 20 ปี ซึ่งถือว่าสูงมาก และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุที่วิเคราะห์กันคือ เพราะเทคโนโลยีในโลกที่พัฒนามากขึ้น ทำให้คนเป็นโรคติดเก้าอี้มากขึ้นตามไปด้วย

เป็นเรื่องจริงที่มนุษย์เราจะถูกตรึงอยู่กับที่ด้วยการใช้เทคโนโลยีมากกว่าเดิม จากเด็กที่เคยวิ่งเล่นในสนาม ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนนิสัยมาเล่นโทรศัพท์ ดูไอแพด ดูยูทูป นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น ทำให้การออกกำลังกายน้อยลง ที่สำคัญกิจกรรมเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับน้ำและขนมในมือซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มขีดความอ้วนให้สูงขึ้น

เครื่องมือยุคนี้รบกวนการนอนหลับ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์เรามีความสะดวกสบาย และทำให้เรานั่งติดที่เท่านั้น แต่ยังรบกวนการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสมดุลร่างกายให้เผาผลาญพลังงาน และไม่ให้เกิดโรคอ้วนตามมา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ทีวี แท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งสามารถนำไปไว้ในห้องนอนได้ ก็จะเพิ่มโอกาสในการเกิดผลเสียทั้งต่อตัวเด็กและผู้ใหญ่ได้พร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ เพราะในช่วงกลางคืน หากได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอมากเกินไปจะส่งผลให้ร่างกายเกิดการนอนหลับยาก นอนหลับไม่เต็มอิ่ม เมื่อร่างกายนอนไม่พอก็จะทำให้ฮอร์โมนที่ชื่อว่า Ghrelin ที่ควบคุมความหิวของเราเพิ่มมากขึ้น และในทางกลับกันการนอนไม่พอก็จะไปลดฮอร์โมนควบคุมความอิ่มที่ชื่อว่า Leptin ลง เท่ากับว่าร่างกายของเราจะหิวอาหารอยู่ตลอดเวลา เป็นหนึ่งในผลกระทบจากเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

 

ภาพ freepik