คุยเรื่องไต ไขความจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675257

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 07:50 น.คุยเรื่องไต ไขความจริง

โครงการ “คุยเรื่องไต ไขความจริง” โดยสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ชวน น.อ.หญิง พญ. วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี อายุรแพทย์โรคไต ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง มาให้ความรู้เรื่อง ‘ภาษีความเค็ม’ ภาษีเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังสงสัย และให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

ทำไมต้องเก็บภาษีความเค็ม ที่มาจาก ‘โซเดียม หรือ เกลือ’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการประกอบอาหาร

น.อ.หญิง พญ. วรวรรณ อธิบายว่า ในปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ คือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งโซเดียมหรือความเค็มเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ เช่น โรคไต โรคความดันสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต มะเร็งกระเพาะ และ โรคกระดูกพรุน เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงมากและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ดังนั้น ภาครัฐจึงเริ่มมีการวางแผนเก็บภาษีความเค็มเพื่อเป็นหนึ่งเครื่องมือที่มุ่งหวังให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียม

ภาษีความเค็มนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในต่างประเทศเองก็มีการเก็บภาษีความเค็มมานานแล้วและก็ได้ผลดี เช่น ประเทศฮังการี ที่มีประชากรกว่า 9.75 ล้านคน หรือแม้แต่ ประเทศโปรตุเกส ที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ประเทศเหล่านี้ก็มีการเก็บภาษีความเค็ม เพื่อลดการบริโภคโซเดียมของประชากรในประเทศ

ภาษีความเค็มจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนหรือไม่

อีกหนึ่งคำถามที่เกิดขึ้นกับประชาชนหลังจากทราบข่าวภาครัฐเตรียมเก็บภาษีความเค็ม คือภาระค่าใช้จ่ายจะตกอยู่ที่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งการเก็บภาษีความเค็มนั้นไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนแต่อย่างใด แต่จะเป็นผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายนี้ โดยจะคิดตามสัดส่วนปริมาณโซเดียมที่เกินกว่ากำหนด ซึ่งจะขึ้นเพียงหลักสตางค์เท่านั้น โดยภาครัฐวางแผนจะเริ่มเก็บภาษีความเค็มกลุ่มสินค้าอาหารกึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มแรก เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมสูงและไม่ใช่อาหารหลักที่จำเป็น โดยจะประกาศแนวทางปฏิบัติในปี 2565 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริโภคและให้ผู้ประกอบการปรับปรุงการผลิต ก่อนจะกำหนดวันเริ่มบังคับใช้ในระยะต่อไป ซึ่งน่าจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 2 ปี

แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารลดโซเดียม

การปรุงอาหารรับประทานเองจะช่วยให้เราสามารถควบคุมปริมาณโซเดียมได้มากกว่าการรับประทานอาหารนอกบ้าน เนื่องจากเราสามารถเลือกวัตถุดิบและกรรมวิธีในการปรุงอาหารได้เอง อาหารทุกชนิดมีโซเดียมประกอบมากน้อยต่างกัน เช่น อาหารง่ายๆ อย่าง ไข่ต้ม จะมีค่าโซเดียมจากสารอาหารธรรมชาติที่แม่ไก่กินอยู่ที่ 30 มิลลิกรัม หากเปลี่ยนมาเป็นไข่เจียว จะมีโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 900-1000 มิลลิกรัม หรือกะเพราหมูสับ มีปริมาณโซเดียม 1200-1500 มิลลิกรัม ต่อจาน เนื่องจากมีการปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่างๆ ที่มีโซเดียม ดังนั้น วิธีการลดปริมาณโซเดียมที่ง่ายที่สุด คือ การปรุงอาหารรับประทานเองเพื่อควบคุมปริมาณเครื่องปรุงและกรรมวิธีประกอบอาหาร ติดตามชมคลิปเต็ม ตอน ภาษีความเค็ม

โครงการ “คุยเรื่องไต ไขความจริง” อัพเดทข่าวสาร สาระและความรู้เกี่ยวกับโรคไต โดยทีมแพทย์ เภสัชกร และนักกำหนดอาหาร ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ที่ผลัดเปลี่ยนกันมามอบสาระความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกัน ดูแล และรักษาโรคไต

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ผ่านทางทางเพจ Facebook สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย – The Nephrology Society of Thailand #คุยเรื่องไตไขความจริง #สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย

ส่องนวัตกรรมการแพทย์ : เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องปอดขั้นสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675078

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 12:05 น.ส่องนวัตกรรมการแพทย์ : เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องปอดขั้นสูง

เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องมีความจำเป็นต่อการรักษาทุกๆ โรคที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดเทคนิคนี้จะส่งผลทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อร่างกายน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไว เจ็บแผลน้อยหลังได้รับการผ่าตัด

ปัจจุบันการผ่าตัดแบบส่องกล้องแทบจะเป็นการผ่าตัดมาตรฐานในทุก ๆ อวัยวะภายในร่างกายไม่ว่าจะเป็นถุงน้ำดี ลำไส้ ไส้เลื่อน มดลูก จนไปถึงการผ่าตัดปอด ดังนั้นศัลยแพทย์ด้านนั้น ๆ จึงจำเป็นต้องมั่นฝึกฝนและศึกษาเพิ่มเติมในเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญและก่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

อ.นพ.ศิระ เลาหทัย คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล แพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องในช่องทรวงอก กล่าวว่า การผ่าตัดนั้นมีหลากหลายแบบ ถึงแม้หลักการจะคล้าย ๆ กัน แต่อุปกรณ์ที่ใช้หรือเทคนิคในการผ่าตัดมีความแตกต่างกัน การผ่าตัดแบบเปิดมักจะใช้เครื่องขนาดที่มือจับได้ แต่การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ศัลยแพทย์จะมีแต่เครื่องมือที่ใส่เข้าไปในรูนั้น ๆ ส่วนสายตาจะมองจอมอนิเตอร์หรือแอลอีดี ในลักษณะคล้ายกับการเล่นวีดีโอเกม ดังนั้นศัลยแพทย์ต้องฝึกฝนทักษะให้เกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญ ขอบเขตการให้บริการการผ่าตัดผ่านกล้องหรือที่เรียกว่า (VATS) Video assisted thoracoscopic surgery อ.นพ.ศิระ เลากทัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้การผ่าตัดส่องกล้องปอดค่อนข้างมีความหลากหลาย เทคนิคเริ่มตั้งแต่การผ่าตัด แบบ 3-4 จุด จนมาถึงปัจจุบันที่มีการทำผ่าตัดส่องกล้องปอดโดยเทคโนโลยีขั้นสูงแบบจุดเดียว หรือที่เรียกว่า Uniportal video assisted thoracoscopic surgery คือการผ่าตัดผ่านกล้อง ขนาด 3.5 เซ็นติเมตร แบบจุดเดียว โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ในช่องเดียวและมองผ่านทางจอวีดีทัศน์ขณะทำการผ่าตัด โดยเป้าหมายนี้ ทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเจาะผ่านหลายจุดและทำลายเนื้อเยื่อร่างกายให้น้อยมี่สุด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน

การผ่าตัดแบบจุดเดียวนั้นสามารถทำการผ่าตัดได้ตั้งแต่โรคลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) ,มะเร็งปอด ( Lung cancer), น้ำในเยื่อหุ้มปอด ( Pleural effusion) ,หนองในปอด (Empyema thoracic) ,เนื้องอกในช่องอกหรือต่อมไทมัส (Mediastin tumour) ,เหงื่อออกมือ (Palmar hyperhidrosis) และยังมีโรคอื่น ๆ อีกหลายอย่างในช่องทรวงอก การผ่าตัดชนิดนี้ทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้เริ่มทำการผ่าตัดชนิดนี้มานานหลายปี เพื่อทำให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วที่สุด

ผู้ป่วยท่านใดที่ต้องการสอบถามรายละเอียดการผ่าตัดส่องกล้องสามารถเข้ารับการปรึกษาได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก ผ่าตัดปอด หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ @lungsurgeryth

ทำความเข้าใจ ‘ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675025

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 17:19 น.ทำความเข้าใจ 'ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด'

PAM Foundation จัดงาน “เปิดใจคุยกัน มารู้จักกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ พร้อมเผยงานวิจัย พบมารดา 1 ใน 6 คน มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดโดยแต่ละคนจะมีลักษณะและความหนักของอาการที่ต่างกันออกไป

มูลนิธิประณัยยาและอาร์เธอร์มากอฟฟิน (Pranaiya & Arthur Magoffin Foundation) หรือ PAM Foundation จัดงาน “เปิดใจคุยกัน มารู้จักกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดย มี Dr.Maddalena Miele-Norton จิตแพทย์จากสหราชอาณาจักร และ พญ.ญาดาวี ตั้งตรงไพโรจน์ แพทย์จิตเวชศาสตร์ ร่วมด้วย มร.เฮมิช มากอฟฟิน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ PAM Foundation คุณเปิ้ล จริยดี-คุณเจย์ สเปนเซอร์ และ คุณหนิง ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา ที่มาแบ่งปันประสบการณ์จริงในฐานะผู้ที่เคยประสบภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท สุมิพล คอร์ปอเรชั่น จำกัด

มร.เฮมิช มากอฟฟิน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ PAM Foundation เล่าถึงประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการก่อตั้งมูลนิธิว่า “ในปี 2564 ได้สูญเสียภรรยา คุณประณัยยา อุลปาทร และ ลูกชาย น้องอาร์เธอร์ไปอย่างน่าเศร้าจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คุณประณัยยาเป็นที่รักของทุกคนและเป็นคุณแม่ที่ทุ่มเทให้กับลูกมาก ส่วนน้องอาร์เธอร์ก็สร้างความสุขให้กับคนรอบข้าง ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิในชื่อของทั้งสองคน ด้วยจุดประสงค์ที่จะสานต่อการทำงานเพื่อสังคมของคุณประณัยยา รวมถึงสร้างการรับรู้ สนับสนุนการดูแลและการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและภาวะอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนและหลังการคลอดบุตร”

งานวิจัยจาก 80 ประเทศทั่วโลกที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเกิดขึ้นกับมารดามากกว่า 1 ใน 6 คน โดยแต่ละคนจะมีลักษณะและความหนักของอาการที่ต่างกันออกไป นอกจากสถิติที่สูงของการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดแล้ว ยังสามารถพบอาการทางจิตเวชอื่นๆที่เกิดกับมารดาในช่วงก่อนและหลังการคลอดบุตร โดยประเด็นเหล่านี้มักจะไม่ถูกกล่าวถึงในวงกว้าง น้อยคนที่จะรับรู้ถึงภาวะอาการเหล่านี้ รวมถึงมุมมองทั่วไปในสังคมเกี่ยวกับปัญหาจิตวิทยาที่ไม่เป็นบวกนัก ส่งผลให้ผู้ที่ประสบภาวะอาการเหล่านี้มีความกังวลที่จะถูกตัดสินจากบุคคลภายนอก จึงทำให้การต่อสู้กับภาวะอาการทางจิตเวชในช่วงก่อนและหลังการคลอดบุตรยากขึ้นไปอีก

“ภาวะอาการทางจิตเวชเหล่านี้ เริ่มเป็นที่รับรู้ในสังคมและมีการพูดถึงมากขึ้นแบบเปิดเผย อย่างไรก็ดี คุณภาพของการรักษาผู้ป่วยที่ประสบภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและภาวะต่างๆที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการดูแลผู้ใกล้ชิดของผู้ป่วยในประเทศไทย ยังสามารถที่จะพัฒนาได้อีกมาก PAM Foundation จึงถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยมี 3 วัตถุประสงค์หลักในการทำงานเกี่ยวกับโรคภาวะซึม เศร้าหลังคลอดและโรคทางจิตเวชอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สร้างการรับรู้และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การให้ความดูแลแก่พ่อแม่มือใหม่ และการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม”

ภายในงานยังมีการเปิดตัวกิจกรรมระดมทุนกิจกรรมแรกของมูลนิธิ PAM Foundation โดย มร.เฮมิชจะร่วมวิ่งในรายการ JOGLE ที่ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นระยะทางกว่า 1,400 กิโลเมตร จากตอนเหนือสุดของสก็อตแลนด์ลงไปถึงจุดล่างสุดของประเทศสหราชอาณาจักรที่เมืองคอร์นวอลล์ทางตอนใต้ โดยใช้เวลารวม 17 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2565 เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมูลนิธิ และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รวมถึงระดมทุนเพื่อใช้ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

สามารถติดตามคลิปวีดีโองาน “เปิดใจคุยกัน มารู้จักกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” และรายละเอียดเกี่ยวกับ มูลนิธิประณัยยาและอาร์เธอร์ มากอฟฟิน (PAM Foundation) และ JOGLE รวมถึงกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิได้ที่เว็บไซต์ www.pamfoundation.org

สูตินรีแพทย์เผย 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/674602

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 09:48 น.สูตินรีแพทย์เผย 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง

พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี แชร์ข้อมูล 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง พร้อมแนะการตรวจคัดกรองเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

“เกิดเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก” คำกล่าวนี้จะเรียกว่าไม่ผิดนักก็ได้ เพราะในทุกๆ เดือนที่ผู้หญิงต้องมีประจำเดือน บางคนก็มีอาการปวดท้องที่ทำให้ต้องรู้สึกทรมานอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องที่น่าภิรมย์เท่าไร แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ปัญหาจริงๆ จะตามมาเมื่อผู้หญิงเริ่มอายุมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ความเสื่อมต่างๆก็เริ่มตามมา ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการสร้างกระดูกที่เริ่มลดลง ทำให้กระดูกบางลง ความเสี่ยงในการเกิดก้อนเนื้อหรือมะเร็งก็เพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

แพทย์หญิงน้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี สูตินรีแพทย์ และ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Clinicชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่ต้องระวังในผู้หญิง ดังนี้

1. มะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบมากเป็นอันดับต้นๆของหญิงวัยเจริญพันธุ์ สาเหตุที่สำคัญคือ เชื้อไวรัส HPV(Human Papillomavirus)จาการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ต้องอาศัยการตรวจคัดกรองเท่านั้น

2. มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งอันดับหนึ่งในเพศหญิง โดยระยะแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวก็มีการดำเนินของโรคไประยะหนึ่งแล้ว เช่น มีก้อน หรือความผิดปกติที่เต้านม เช่น น้ำเหลือง หรือของเหลวไหลออกจากเต้านม เป็นต้น โดยผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี

3. กระดูกพรุน คือการที่สูญเสียมวลกระดูก หรือเนื้อกระดูกบางลง ทำให้รับน้ำหนักได้น้อยลง เปราะ แตกหักง่าย โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และมีกระบวนการสลายกระดูกเพิ่มมากขึ้น

แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันเราสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงเหล่านี้ได้ รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการตรวจคัดกรองและการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือสูตินรีแพทย์นั่นเอง โดยผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงเป็นประจำ เพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพปกติ ดังนี้

  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สามารถตรวจได้ตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป โดยถ้าเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเดียว (ThinPrep) ต้องตรวจทุกปี แต่ถ้าเพิ่มการตรวจหาเชื้อระดับพันธุกรรม (HPV DNA test) สามารถตรวจได้ทุก 3-5 ปี
  • ตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และควรตรวจเป็นประจำทุกปี
  • ตรวจเอกซเรย์เต้านม (แมมโมแกรม) ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และควรตรวจเป็นประจำทุกปี
  • ตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก สามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน เพื่อคัดกรองความเสี่ยงในการเกิดการแตกหักของกระดูก

ซึ่งปัจจุบันการตรวจเหล่านี้สามารถทำได้อย่างปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การตรวจก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ดังนั้น อย่ารีรอที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

รู้ทัน! วัยทองก่อนวัย ก่อนรังไข่เสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/674407

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 11:10 น.รู้ทัน! วัยทองก่อนวัย ก่อนรังไข่เสื่อม

คุยกับครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ เรื่อง “วัยทองก่อนวัย” ที่ส่งผลให้มีบุตรยากตามมา

วัยทองก่อนวัยอันควร มักพบในผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี อันเนื่องมาจากจากฟองไข่ในรังไข่สลายเร็วกว่าปกติ ทำให้ประจำเดือนค่อยๆ ขาดหายและขาดหายอย่างถาวรในที่สุด ซึ่งโดยปกติแล้วผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่ออายุย่างเข้าช่วงวัย 45-55 ปี แต่กรณีวัยทองก่อนวัยในผู้หญิงน้อยกว่า40 ปี ส่งผลให้มีบุตรยากตามมา เนื่องจากรังไข่ มีหน้าที่หลักใน “สร้างเซลล์ไข่” และ “การสร้างฮอร์โมนเพศหญิง” กระตุ้นไข่ให้สุกและตกตามรอบเดือน เมื่อเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนวัย เป็นอาการบ่งชี้ถึง “ภาวะรังไข่เสื่อม” ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ถดถอยทำให้มีบุตรยาก

จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเข้าสู่ภาวะ “วัยทองก่อนวัย”

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาผู้มีบุตรยากและผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ศึกษาและรวบรวมงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับหลักโภชนาการในการรับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ช่วยบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้มีบุตรยากมายาวนาน ให้ข้อมูลว่า ก่อนจะเข้าสู่วัยทองร่างกายจะมีสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้า คือ ประจำเดือนเริ่มมาคลาดเคลื่อนทิ้งช่วงนาน ท้องยาก หรือมากะปริดกะปรอย ปริมาณประจำเดือนจะลดลง มีอาการที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น อาการร้อนวูบวาบตามตัว นอนไม่หลับ หงุดหงิด โมโหง่าย ช่องคลอดแห้ง เจ็บแสบช่องคลอดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ ผิวแห้ง ผมร่วง ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 40 ปี และเริ่มมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวิฉัยว่ากำลังเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนวัยหรือไม่ โดยแพทย์จะใช้ชุดตรวจเลือดเพื่อตรวจหาระดับ Follicle-Stimulating Hormone (FSH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สร้างไข่และกระตุ้นให้ไข่สุก มีผลต่อการมีประจำเดือน สามารถตรวจสอบโดยการเจาะเลือดตอนช่วงมีประจำเดือน 1-3 วันแรก หรือในรายที่สงสัยว่าน่าจะมีระดับไทรอยด์ต่ำ จะมีการตรวจฮอร์โมน Thyroid-Stimulating Hormone (TSH) ร่วมด้วยเพราะส่งผลต่อความผิดปกติของรอบเดือนเช่นกัน

โดยสามารถตรวจประเมินประสิทธิภาพของรังไข่จากตรวจค่า FSH ดังนี้

· FSH ต่ำเกินกว่า 4mIU/ml ไข่ใบเล็ก ท้องยาก

การมี FSH ในระดับต่ำเกินไปอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้วงจรรอบเดือนหยุดชะงักไปได้ ซึ่งค่าของฮอร์โมน FSH เป็นอีกหนึ่งปัจจัยมีผลต่อโอกาสตั้งครรภ์ มักจะพบในผู้หญิงที่มีอาการของภาวะถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovarian Syndrome หรือ PCOS) ภาวะที่มีไข่ใบเล็กจำนวนมากในรังไข่ ทำให้ไข่ไม่สุกและไม่โตตามเกณฑ์หรือไม่ตกตามรอบ ทำให้ประจำเดือนมาช้าและท้องยาก

· FSH 4-7mIU/ml ระดับปกติ

ระดับของ FSH ในร่างกายระดับนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ บ่งบอกถึงรังไข่สำรอง (Ovarian reserve) รวมถึงคุณภาพและจำนวนของไข่ที่เหลืออยู่ในเกณฑ์ปกติ

· FSH 10-20 mIU/ml เริ่มกระตุ้นไข่ได้ยาก เสี่ยงวัยทองก่อนวัยอันควร

ระดับของ FSH ที่เกิน 10mIU/ml จะเริ่มกระตุ้นไข่ได้ยาก หากมีอายุต่ำกว่า 40 ปีค่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ารังไข่เริ่มเสื่อม

· FSH สูงเกิน 20mIU/ml เข้าสู่วัยทอง มักจะพบในผู้หญิงที่เข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด สามารถทำให้เป็นผู้มีบุตรยากได้

เมื่อมีจำนวณไข่ลดน้อยลง และคุณภาพของไข่เสื่อมลง ร่างกายจะพยายามผลิต FSH ออกมามากขึ้นเพื่อชดเชยและกระตุ้นให้ follicle มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง หากพบว่ามีระดับ FSH สูง อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ไข่ที่คุณภาพดีจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและอินฮีบินบีสูง ผลคือ ค่า FSH จะต่ำลง หากไข่คุณภาพไม่ดีฮอร์โมนที่สร้างได้จากไข่จะมีระดับต่ำ ส่งผลให้ค่า FSH สูงขึ้น สัญญาณแรกที่บ่งบอกถึงการทำงานรังไข่ที่แย่ลง คือ ค่า FSH มากกว่า 10 mIU/mL ร่วมกับค่า E2 ที่น้อยกว่า 80 pg/ml มีรายงานว่าค่า FSH ที่มากกว่า 18 mIU/ml จะมีโอกาสการตั้งครรภ์น้อยมาก

กล่าวโดยสรุป การตรวจ FSH คือการตรวจฮอร์โมนการทำงานของรังไข่ ซึ่งหากตัวเลขยิ่งสูงแปลว่าการทำงานของรังไข่ยิ่งเสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตามค่า FSH ในแต่ละเดือนไม่คงที่หากได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือ โปรเจสเตอโรน เช่น ยาคุมกำเนิด อาจได้ค่าที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากกำลังทานยาคุมกำเนิดต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะมีผลต่อการตรวจและการแปลผลด้วย

ดังนั้น หากมีข้อสงสัยว่ากำลังเผชิญกับปัญหาเข้าสู่ “วัยทองก่อนวัยอันควร” หรือ “รังไข่เสื่อม” ควรต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของมดลูก เนื้องอกมดลูก ซีสต์รังไข่ หรือ โรคภายในสตรีเพื่อจะได้ให้แพทย์ตรวจวินินิจฉัยและรักษาต่อไป ครูก้อยกล่าวสรุป

ตรวจวัดความเสี่ยงก่อนสายเกินไป ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายที่คนไทยไม่ควรละเลย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673812

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 13:33 น.ตรวจวัดความเสี่ยงก่อนสายเกินไป ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายที่คนไทยไม่ควรละเลย

รู้หรือไม่ว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยอัตราการเสียชีวิตกว่า 58,000 ราย ในปี 2563 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ตัวเลขนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจมองว่าโรคหัวใจนั้นเป็นเรื่องไกลตัว และไม่ได้คาดคิดว่าพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันอาจส่งผลให้โรคร้ายนี้ก่อตัวเป็นภัยร้ายแฝงอยู่ในร่างกายอย่างเงียบๆ

แล้วเราจะเริ่มประเมินความเสี่ยงและรับมือกับภัยเงียบนี้ได้อย่างไร มาร่วมเจาะลึกทุกเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด กับ อาจารย์นายแพทย์ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ อายุรแพทย์สาขาโรคหัวใจโรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดความรู้และแนวทางการป้องกันโรคที่แม่นยำและทันสมัย พร้อมชวนคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

รู้ทัน ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายสำหรับคนไทยที่ไม่ควรละเลย

นอกเหนือจากอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ยังมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกกว่า 6 แสนรายในปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย และในแต่ละปี ช่วงวัยของกลุ่มผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับคนไทย โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมักพบในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป แต่ก็มีโอกาสพบในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 40 ปีด้วยเช่นกัน ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และอาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย หรือที่เราเรียกว่า ‘สหปัจจัย’ ซึ่งเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมและพฤติกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมาก่อน หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดโรค เช่น พฤติกรรมการดื่มสุรา สูบบุหรี่ พักผ่อน ไม่เพียงพอ ภาวะความเครียด ความดัน ไขมันในเลือดสูง อ้วนน้ำหนักเกิน และเบาหวาน เป็นต้น

ลักษณะของโรคหัวใจที่น่าเป็นห่วงและมักพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยและ ดูแข็งแรงดี คือ ผู้ป่วยอาจมีคราบไขมันสะสมในเส้นเลือดซ่อนอยู่ก่อนโดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการตีบตันใดๆ แต่หากวันใดวันหนึ่งที่ร่างกายเกิดความเครียดมาก จนคราบไขมันที่อยู่ในเส้นเลือดเกิดการแตกออก ร่างกายจะซ่อมแซมตนเองด้วยการส่ง เกล็ดเลือดไปอุดบริเวณที่เสียหาย เกล็ดเลือดที่ไปรวมกันในหลอดเลือดเล็กๆ นั้น สามารถที่จะทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันฉับพลันได้ไม่ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดฉับพลัน และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เหมือนที่เราจะเห็นได้ จากหลายๆ เคสที่ผู้ป่วยยังอายุไม่เยอะและสุขภาพร่างกายดูแข็งแรงปกติดี แต่กลับล้มลงและเสียชีวิตขณะออกกำลังกาย

สำหรับอาการเบื้องต้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบได้บ่อยและสามารถสังเกตได้ง่าย คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอกด้านซ้าย หรืออาการปวดลึกๆ บริเวณกลางอก อาจลามไปถึงแขนหรือกราม โดยอาการเจ็บส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับการออกแรง เมื่อได้หยุดพักอาการจะดีขึ้น หากมีอาการต้องสงสัยข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาโรคและดูแลรักษาต่อไป

มาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะอยากรู้แล้วว่าเราจะมีวิธีประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายนี้ได้อย่างไร ปัจจุบัน บุคคลทั่วไปก็สามารถลองทำแบบประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายๆ โดยไม่จำกัดอายุ เพื่อเริ่มประเมินตนเองเบื้องต้นว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ และเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ชุดข้อมูลพื้นฐานที่เป็นสากลในการทำแบบประเมิน คือ อายุ เพศ ค่าความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด และประวัติการสูบบุหรี่ เป็นต้น จากสถิติพบว่า ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ โอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ

รู้ไว ห่างไกลโรค กับ โทรโปนินไอ (Troponin-I)

ทั้งนี้ เนื่องจากแบบประเมินพื้นฐานดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานได้ง่ายกับกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย ในหลากหลายประเทศทั่วโลก ค่าความเสี่ยงที่ได้จึงจะเป็นค่าความเสี่ยงเบื้องต้นเท่านั้น หากต้องการความแม่นยำที่มากขึ้น หรือจำเพาะเจาะจงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทยจึงเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการช่วยประเมินความเสี่ยงให้แม่นยำขึ้นเข้ามาประยุกต์ใช้ควบคู่กัน ยกตัวอย่างเช่นการตรวจเลือดเพื่อหาค่าโทรโปนินไอ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของกล้ามเนื้อหัวใจ และมีความจำเพาะต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง จึงสามารถเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้นั่นเอง

ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงมีการตรวจหาค่าโทรโปนินไอที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำมากขึ้น หรือที่เรียกว่า ‘High Sensitivity Troponin-I (hsTni)’ “การตรวจเจาะเลือดแบบ High Sensitivity Troponin-I มีความไวและแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถตรวจได้แม้กระทั่งในบุคคลทั่วไปที่ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ โดยมีโอกาสตรวจพบค่าโทรโปนินไอ ในคนทั่วไปที่ไม่ได้มีอาการของโรคหัวใจได้สูงถึง 80 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่สุขภาพร่างกายอาจดูแข็งแรงปกติดี แต่อาจจะมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งการตรวจเลือดด้วยวิธีการอื่นๆ ทั่วไป อาจไม่ได้มีความละเอียดมากพอ สำหรับค่าเฉลี่ยมาตรฐานของโทรโปนินไอสำหรับผู้ชายไม่ควรเกิน 12 และสำหรับผู้หญิงไม่ควรเกิน 10 โดยค่าที่ได้นั้น เมื่อนำมาใช้ร่วมกับแบบประเมินความเสี่ยงพื้นฐาน ก็จะสามารถเพิ่มความสามารถในการบ่งบอกถึงความเสี่ยง รวมถึงคาดการณ์ระยะเวลาที่จะเกิดโรคได้ล่วงหน้าถึง 10 ปี เพื่อเตรียมแนวทางในการป้องกัน หรือวางแผนการดูแลรักษาเพื่อบรรเทาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต” นายแพทย์ ปริญญ์ กล่าวเสริม

สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับการตรวจ High Sensitive Troponin – I (hsTni) สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่โรงพยาบาล ใกล้บ้าน และสามารถรอรับผลตรวจได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 วัน

“เพราะโรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป อย่าปล่อยให้เรื่องสุขภาพของคุณสายเกินแก้”

5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนบ้างาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673795

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนบ้างาน

รู้หรือไม่? กว่า 10% ของคนเมืองมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นและมลพิษต่างๆ ที่สำคัญ “พฤติกรรมการทำงาน” ก็นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุด มาดู 5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนเมืองมีอะไรบ้าง

สำหรับมนุษย์งาน เกือบทั้งหมดของชีวิตมีแต่คำว่า “งาน ประชุม อีเมล ลูกค้า” คงไม่ผิดหรอกที่หลายคนภาคภูมิใจกับความสำเร็จของงานที่เกิดจากความทุ่มเทของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าแม้ใจยังสู้ แต่ร่างกายเราไม่ใช่เครื่องจักร ย่อมมีวันที่เหนื่อยและอ่อนล้า ถ้ามัวแต่เลือกงานแล้วมองข้ามตัวเอง เชื่อแน่ว่าร่างกายไปก่อนแน่ๆ แต่ถ้ายังอยากสนุกกับงานไปได้อีกนานๆ ก็ลองให้เวลาตัวเองสักนิดหันกลับมาสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่า ร่างกายของเราส่งสัญญาณเตือนภัยแล้ว ให้หันมาใส่ใจดูแลตัวเองได้แล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

กว่า 10% ของคนเมือง มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็น “โรคออฟฟิศ ซินโดรม – Office Syndrome” ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นและมลพิษต่างๆ ที่สำคัญ “พฤติกรรมการทำงาน” ก็นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุด ด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง ล้วนมีส่วนทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายของเราก็ต้องแบกรับภาวะความตึงเครียด ปราศจากการผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัว

5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนเมืองมีอะไรบ้าง

1 “ไมเกรน” โรคปวดศีรษะเรื้อรัง

เคยรู้สึกไหมว่าเวลานั่งทำงานเครียดเราจะรู้สึกปวดหัว ตึบ..ตึบ.. บริเวณขมับ ด้านหน้าศีรษะหรือหลังต้นคอ นั่นคือ สัญญาณเตือนให้คุณรู้ล่วงหน้าว่า สภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรค ‘ไมเกรน’ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ จนจับตัวเป็นก้อนที่เรียกว่า จุด “Trigger Point” และจุดดังกล่าวไปกดทับบริเวณเส้นเลือดที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงศีรษะ ทำให้เส้นเลือดหลังจุด “Trigger Point” เกิดการขยายตัวผิดปกติ ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น นอกจากนี้ แสงแดด ความร้อน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และการขาดฮอร์โมนบางชนิด ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิด ‘ไมเกรน’ ได้เช่นกัน

“ไมเกรน” มักจะพบในช่วงอายุ 10 – 50 ปี อัตราเฉลี่ยเพศหญิง ร้อยละ 18 และเพศชาย ร้อยละ 6 วิธีการดูแลให้ห่างไกลจาก “ไมเกรน” ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ร้อนจนเกินไป บริหารกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอให้มีการยืดหยุ่นอยู่เสมอเพื่อเลี่ยงการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ เปลี่ยนอิริยาบถในการนั่งทำงานเพื่อลดการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อ หรือปรึกษาแพทย์ นักกายภาพบำบัด เพื่อทำการกดจุดสลาย “Trigger Point” บริเวณกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย

2 สภาวะเสียสมดุล

ปกติร่างกายของมนุษย์ถูกออกแบบขึ้น เพื่อรองรับภาวะรบกวนต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม พร้อมขจัดและปรับระบบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี “สมอง” เป็นจุดศูนย์รวมของการทำงานของร่างกาย “สมอง” จะทำหน้าที่ออกคำสั่งและส่งคำสั่งนั้นไปตามเส้นประสาทเพื่อไปควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายทุกระบบ รวมทั้งกล้ามเนื้อ และข้อต่อต่างๆ ซึ่งระบบรากประสาททั้งหมดออกมาตามแนวกระดูกสันหลัง แต่หากแนวกระดูกสันหลังเสียสมดุล ไม่อยู่ในแนวความโค้งที่ปกติ (เช่น ค่อม งอ คด แอ่น) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการนั่งทำงานในออฟฟิศที่ผิดวิธี หรือทำงานในลักษณะซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อทานไม่ไหว ร่างกายก็จะฟ้องออกมาในรูปแบบของความเจ็บปวดต่างๆ เช่น ปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอ ชาหรือแขนขาไม่มีแรงเป็นต้น ในระยะแรกอาจไม่แสดงผลอย่างชัดเจน แต่ถ้าละเลยอาจรุนแรงถึงขั้นทับเส้นประสาท อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ หรือแม้แต่ส่งผลให้เป็นโรคภัย ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติได้ด้วย

การดูแลและป้องกันนั้น มีวิธีง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองทุกวัน โดยคืนความสมดุลให้กับโครงสร้างร่างกาย เช่น การยืดหยุ่นร่างกายไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป เพื่อลดอัตราการเกร็งกล้ามเนื้อ หรือไม่ทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักมากเกินไป หรือเพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลัง ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวยึดให้กระดูกอยู่ในแนวปกติถือเป็นการคงสภาพให้โครงสร้างร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถทำการปรึกษากับนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการปรับโครงสร้างร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินไลฟ์สไตล์ใหม่ได้เช่นกัน

3 กระดูกสันหลังคดงอ ‘อาการปวดหลังเรื้อรัง’

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศสมัยใหม่ ที่ทำงานนั่งอยู่กับโต๊ะ ใช้ชีวิตคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบวันละ 8 ชั่วโมง ใส่ร้องเท้าส้นสูงบ่อยๆ เคยลองสังเกตไหมว่าร่างกายสะสมความอ่อนเพลียและเมื่อยล้าไว้มากขนาดไหน และรู้หรือเปล่าว่านั้นคือสาเหตุเริ่มต้นของโรคปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งโดยค่าเฉลี่ย 80% มักจะเคยมีอาการปวดหลังสักครั้งในชีวิต และกว่า 20% จะพบว่ามีอาการปวดหลังแบบเรื้อรังมาจาก “กระดูกสันหลังคดงอ”

วิธีการรักษาที่นิยมทำกันโดยทั่วไปในปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี คือ การรักษาด้วยการให้ยาและกายภาพบำบัดแบบ Passive ซึ่งช่วยลดอาการปวดได้ดี แต่ไม่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างพอเพียงที่จะป้องกันอาการปวดซ้ำซากในอนาคตได้ ส่วนวิธีการรักษาแบบ “Active Rehabilitation” นั้นเป็นแนวทางใหม่ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับกันว่าสามารถระงับปัญหาอาการปวดเรื้อรังได้อย่างถาวร ดีกว่าการรักษาแบบเดิมๆ และการออกกำลังกายที่เน้นตรงกล้ามเนื้อในส่วนที่มีปัญหา โดยออกแบบโปรแกรมให้เข้ากับเฉพาะตัวบุคคล และมีผู้ดูแลควบคุมใกล้ชิดนั้นได้ผลดีกว่าการออกกำลังกายตามลำพังตัวคนเดียวอย่างชัดเจน

4 ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เอ็นกล้ามเนื้อต้นคออักเสบ

อีกโรคที่คุกคามอย่างเงียบๆ คงจะหนีไม่พ้น ‘ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เอ็นกล้ามเนื้อต้นคออักเสบ’ หรือ ‘Carpal Tunnel Syndrome (CTS)’ ที่กำลังขยายวงกว้างในกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยสาเหตุหลักเกิดจากการการใช้ข้อมือในการยึดจับสิ่งของ หรือเม้าส์คอมพิวเตอร์ในท่าเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบและเกิดพังผืดยึดจับบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก หรืออาจเกิดจากการทำงานของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณผ่านท่อนแขนจากข้อศอกไปยังบริเวณข้อมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดอาการปวดของปลายประสาท หรือเส้นเอ็นบริเวณต้นคอเกิดการอักเสบนั้นก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน

อยากห่างไกลความเสี่ยงเลือกวิธีปฎิบัติง่ายๆ ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณมือและข้อมือทุก 15 – 20 นาที หรือปรึกษานักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการรักษาแบบ “Manual Therapy” หรือการบำบัดด้วยวิธีการใช้มือเป็นหลัก ผสานเข้ากับการใช้เครื่องมือบำบัดเฉพาะทาง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีที่มีอาการอักเสบรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะการบาดเจ็บที่รุนแรง และลดอัตราการผ่าตัดลง

5 ‘หูดับ’ โรคประสาทหูเสื่อม

อีกหนึ่งภัยคุกคามที่คนเมืองควรรู้กับปัญหา “หูดับ” หรือโรคประสาทหูเสื่อม ซึ่งส่วนมากเกิดจากปัจจัยหลายสาเหตุ อาทิ กรรมพันธุ์ โรคบางชนิด หรือปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นต้น ส่งผลให้ระดับการได้ยินเสียงลดลง โดยปกติประสาทหูจะเริ่มเสื่อมทีละน้อยๆ ในช่วงอายุประมาณ 30 – 50 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองมากขึ้น สังเกตได้จากค่านิยมในการใช้มิวสิกโฟนผ่านทางมือถือและเครื่อง MP3 การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อมได้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าประสาทหูเสื่อมสภาพ ในขั้นต้นหากรู้สึกว่าได้ยินเสียงลดลง ได้ยินเสียงไม่ชัดเจนต้องตั้งใจฟังหรือให้คู่สนทนาต้องพูดซ้ำบ่อยๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อตรวจหาสาเหตุความบกพร่องทางการได้ยินพร้อมรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หรือปรึกษาศูนย์ฯ บริการด้านการได้ยิน เพื่อตรวจวัดระดับของการได้ยินพร้อมรับคำปรึกษา และแนวทางฟื้นฟูการฟัง เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

และนี่เป็นเพียง 5 อันดับโรคยอดฮิตเรียกน้ำย่อยสำหรับคนเมือง พ.ศ.นี้ แต่ความเป็นจริงยังมีโรคภัยอีกมากมายที่คืบคลานเข้ามาหาตัวเรา  ที่สามารถดูได้ใน ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก ถ้าเรายังเลือกทำแต่งาน แล้วมองข้ามสุขภาพตัวเอง…ใส่ใจตัวเองสักนิด หาความสมดุลให้กับชีวิต แล้วจะรู้ว่า ชีวีตที่มีสุขเป็นอย่างไร

ดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673728

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 10:45 น.ดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne)

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม เผยสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne) พร้อมแนะวิธีดูแลและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวหน้า

การป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโรคนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่อาจละเลยได้ในปัจจุบัน การสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเวลาที่ต้องออกไปสถานที่สาธารณะจึงเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ แต่การใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลานั้นมักทำให้เกิดปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพผิวโดยที่เราไม่รู้ตัว อาทิ การอับชื้น เกิดการเสียดสีระหว่างผิวกับหน้ากากอนามัย เกิดสิว ผื่นแพ้ เกิดการระคายเคืองและทำร้ายผิวหน้าของเราได้ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ได้แนะนำ “วิธีดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย” กับผลิตภัณฑ์ ‘เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช’ (Purifying Face Wash), ‘แอสตริเจนต์ โทนเนอร์’ (Astrigent Toner), ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น (Hydrating Emulsion) และ ‘รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก’ (Revitalising Face Mask) โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยร่วมเผยวิธีการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้แข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง อาทิ รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา, พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา และ วิชาดา พูลผล

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำวิธีดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย ดังนี้

ปัจจุบันเราต้องสวมใส่แมสก์อยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค แต่การใส่แมสก์ตลอดเวลานั้นทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง จนทำให้เกิดสิวบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ถูกปิดทับด้วยหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากนี้ เรียกว่า ‘Maskne’ เป็นสิวที่เกิดจากการเสียดสีระหว่างผิวหนังกับหน้ากากอนามัย ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง และเกิดการอุดตันของรูขุมขนจนทำให้เกิดสิว ส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาบริเวณที่ถูกหน้ากากอนามัยปิดทับ เช่น คาง แนวกราม แก้ม จมูก และรอบปาก ส่วนผู้ที่สวม Face Shield เป็นประจำมักจะพบปัญหาสิวบริเวณหน้าผาก นอกจากปัญหาสิวแล้วยังพบสภาวะโรคผิวหนังอักเสบ (Rosacea) หรือผื่นผิวหนังอักเสบรอบปาก (Perioral dermatitis) ซึ่งเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne) อาทิ

· การแต่งหน้า (Makeup) ในสภาวะที่ต้องสวมหน้ากากอนามัยยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันรูของขุมขนและทำให้เกิดสิวตามมา

· ความชื้น (Humidity) ความร้อนและความชื้นจากลมหายใจที่หมุนเวียนภายในหน้ากากอนามัย รวมถึงความอับชื้นจากเหงื่อ และละอองน้ำลาย ส่งผลให้เกิดสภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนัง (microbiome dysbiosis) ทำให้เกิดสิวหรือผิวอักเสบรวมถึงโรคผิวหนังอื่นๆ ตามมา

· ความเย็นและแห้งของอากาศ (Cold, Dry weather) ส่งผลเสียต่อผิว เนื่องจากต่อมไขมันจะหลั่งน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อปกป้องและรักษาความชุ่มชื้นของผิว เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวจึงทำให้เกิดการรวมตัวกับน้ำมันส่วนเกินและเกิดการอุดตันของรูขุมขน จึงทำให้เกิดสิว

· ความเครียด (Stress) ทำให้ผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) โดยจะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันบนผิวหนังผลิตน้ำมันออกมาเยอะเกินความจำเป็น หากทำความสะอาดผิวได้ไม่ดีพอ ก็จะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน จนกลายเป็นสิวอุดตันได้

ปัญหาสิวจากการใส่หน้ากากอนามัยมีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงของเกราะปกป้องผิว (Skin Barrier) ซึ่งเป็นผิวหนังขั้นนอกสุด ช่วยปกป้องไม่ให้สิ่งสกปรกหรือสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกเข้ามาในชั้นผิว รวมถึงทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ภายในผิว หากเกราะปกป้องผิวเกิดความอ่อนแอ ผิวก็จะไม่แข็งแรง ทำให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง รวมถึงการเกิดผดผื่นและสิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นและแข็งแรงอยู่เสมอ ส่วนวิธีป้องกันการเกิดสิวที่เกิดจาการใส่หน้ากากอนามัยนั้น สามารถทำได้โดย

· ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยบ่อยๆ หรือทำความสะอาดหน้ากากอนามัยแบบผ้าเป็นประจำทุกวัน

· ควรหาเวลาให้ผิวได้ระบายอากาศบ้าง หลังจากใส่หน้ากากอนามัยมาเป็นระยะเวลานาน ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อย 10-15 นาที ทุกๆ 4 ชั่วโมง แต่ต้องมั่นใจก่อนว่าเราอยู่คนเดียว หรืออยู่ในพื้นที่ปลอดการติดเชื้อ เช่น ในห้องส่วนตัว ในรถยนต์ส่วนตัว

· งดใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางค์ที่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน หรือควรงดแต่งหน้าบริเวณที่ใส่หน้ากากอนามัย

· การล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัฑณ์ที่มีความอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่ก่อให้เกิดความแห้งตึงของผิวหลังการล้าง

· เน้นการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบา และไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน (Non-comedogenic) ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพผิวอย่างสารสกัดจากชิโซะ (Shiso), น้ำมันมะพร้าวออแกนิค (Organic coconut oil), สารสกัดจากอูกอน (Ougon extract) เป็นต้น

· การดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร งดหรือลดอาหารที่มีรสหวานจัด ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นม ช็อกโกแลต ไอศกรีม เพราะส่งผลต่อระดับอินซูลินที่สูงขึ้น ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้

หากใครที่มีปัญหาการแพ้หน้ากากอนามัยก็ขอแนะนำว่าให้สวมใส่หน้ากากผ้าไว้ด้านในก่อน แล้วค่อยสวมหน้ากากอนามันปิดทับไว้ด้านนอกตรงนี่ก็ช่วยลดอาการแพ้หน้ากากอนามัยได้เป็นอย่างดี

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้แข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่คุณแม่ยังสวย รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เผยว่า “แมสก์ถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย ทุกครั้งที่ต้องออกไปข้างนอกก็ต้องสวมใส่แมสก์ตลอด โดยจะเลือกแมสก์ที่มีความกระชับพอดีกับใบหน้า ไม่เล็กหรือหลวมจนเกินไป ไม่ใช้แมสก์ซ้ำ ต้องเปลี่ยนแมสก์ทุกวัน และที่สำคัญไม่ละเลยการดูแลความสะอาดผิวหน้า ใส่ใจในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเช็ดล้างเครื่องสำอาง เลือกผลิตภัณฑ์ทำที่จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างหมดจด เช็ดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์ และบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะ นอกจากนั้นทุกสัปดาห์จะฟื้นฟูผิวหน้าด้วยเฟซ มาส์ก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อปกป้องและรักษาสมดุลความชุ่มชื้นให้กับผิว ผิวจะได้แข็งแรง ไม่แพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย”

ถัดมาที่สาวยิ้มหวาน พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา เล่าว่า “ตั้งแต่ต้องใส่หน้ากากทุกครั้งเวลาออกไปข้างนอก เราก็มักจะเจอปัญหาเป็นสิวบริเวณคางและแก้มทั้งสองข้าง เนื่องจากเวลาใส่แมสก์จะเกิดการเสียดสีระหว่างแมสก์กับใบหน้าของเราทำให้เกิดรอยแดง รอยยับบนใบหน้า ยิ่งวันไหนที่ต้องแต่งหน้าสิวก็จะขึ้นง่ายกว่าปกติด้วย วิธีแก้ปัญหาของเราอย่างแรกเลยก็คือต้องไม่เปลี่ยนยี่ห้อหน้ากากอนามัยบ่อยๆ เพราะมีทั้งหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากแบบแฟชั่น ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีคุณภาพแตกต่างกัน ถัดมาก็คือการให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้า เริ่มจากการคลีนซิ่งเครื่องสำอางออกก่อน หลังจากนั้นก็ล้างหน้าด้วยเฟซ วอช เช็ดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์ และลงครีมบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบของสิว และอาการระคายเคืองต่างๆ โดยจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิค มีส่วนผสมจากธรรมชาติ จะได้อ่อนโยนต่อผิวไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคือง”

ปิดท้ายที่สาวรักสุขภาพ วิชาดา พูลผล กล่าวว่า “เรามีปัญหาเรื่องแพ้หน้ากากอนามัย ทุกครั้งที่ต้องใส่หน้ากากเวลาออกไปข้างนอก ผดหรือผื่นเล็กๆ จะขึ้นบริเวณรอบๆ ที่ใส่หน้ากากอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อต้องใส่หน้ากากเป็นเวลานานๆ จะยิ่งอับชื้นและสิวจะขึ้นง่ายมาก วิธีแก้ปัญหาของเราก็คือหลังกลับจากข้างนอกเมื่อถึงบ้านจะต้องรีบล้างใบหน้าให้สะอาดด้วยเพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช และเช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างด้วยโทนเนอร์ เพราะผดผื่นที่ขึ้นมานั้นเกิดจากความอับชื้นขณะที่เราใส่หน้ากาก หากเราได้ล้างใบหน้าให้สะอาดผดผื่นก็จะยุบลงตามธรรมชาติ โดยเราจะเลือกเฟซ วอช ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นหลักอย่างสารสกัดจากชิโซะหรือน้ำมันมะพร้าว เพื่อไม่ให้เกิดสารตกค้างและเกิดการอุดตันรูขุมขน แต่การที่ล้างหน้าให้สะอาดก็มักจะตามมาด้วยอาการผิวตึงซึ่งเราก็ต้องเลือกครีมบำรุงที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นอย่าง ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น ผิวจะได้ไม่แห้งตึงและยังชุ่มชื้นอยู่เสมอ”

ย้อนไทม์ไลน์เทคโนโลยีแก้ปัญหาสายตา จากเริ่มแรกนับพันปีสู่ขั้นที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673573

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 11:53 น.ย้อนไทม์ไลน์เทคโนโลยีแก้ปัญหาสายตา จากเริ่มแรกนับพันปีสู่ขั้นที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์”โพสต์ทูเดย์ร่วมพูดคุยกับ รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี เคลียร์ชัดปัญหาความผิดปกติทางสายตา ที่มา สาเหตุ และวิวัฒนาการด้านการรักษาจากแรกเริ่ม สู่ขั้นที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์” ที่สุดในปัจจุบัน

เรื่อง วารุณี มณีคำ

เพราะดวงตาไม่ใช่แค่หน้าต่างของดวงใจ แต่ยังเป็นอะไรที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต คอลัมน์สุขภาพโพสต์ทูเดย์ ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลสิคและรักษาสายตา มาเผยเรื่องราวที่อยากรู้เกี่ยวกับปัญหาสายตาแบบหมดเปลือก โดย รองศาสตราจารย์นายแพทย์อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ไทยคนแรกที่ได้รับประกาศนียบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการรักษาสายตาผิดปกติจากอเมริกา ผู้ก่อตั้งศูนย์เลสิคและรักษาสายตา Laser Vision International LASIK Center 

“ผมจบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นศึกษาต่อทางด้านแพทย์เฉพาะทางตา คณะแพทยศาสตร์ ภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลสงขลานรินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิโรจน์ และที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนไปต่อที่ภาควิชาจักษุวิทยา Washington University Eye Center ที่อเมริกา ซึ่งมีชื่อเสียงมากทางด้านนี้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ Laser Vision International LASIK Center” คุณหมออนันต์ กล่าวแนะนำตัวให้เรารู้จัก 

หากย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ยุคนั้นการทำเลสิกเริ่มแพร่หลายในต่างประเทศ พอกลับมาที่ประเทศไทยจึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ และนักธุรกิจ เปิด Laser Vision International LASIK Center ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2541 ในสมัยนั้นนับว่าเป็นอะไรที่ใหม่มากในไทยและทันสมัยมาก ช่วงแรกคนไทยยังมีความกลัวการทำเลสิก เพราะการทำอะไรก็ตามกับดวงตา ไม่มีใครไม่กลัว ประกอบกับยังไม่แน่ใจถึงผลข้างเคียง กลัวมองไม่เห็น แต่เนื่องจากผลการรักษาที่ออกมาดีจนหลายคนบอกว่า “มันเปลี่ยนชีวิต” การทำเลสิกจึงได้รับการยอมรับมากขึ้น ผ่านบทพิสูจน์เรื่อยมา ปละพัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็นที่ยอมรับมากในปัจจุบัน ซึ่งเราเป็นศูนย์รักษสายตาที่มีมาตราฐานสูงในระดับเอเชียที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รักษาผู้ป่วยไปแล้วจำนวนมาก โดยทีมแพทย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

สำหรับภาวะความผิดปกติทางสายตาอย่างที่เรารู้จักกัน หากแบ่งง่ายๆ ได้แก่ สายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาว สำหรับสายตายาวเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุด เพราะมีทั้งสายตายาวโดยกำเนิด สายตายาวตามอายุ ปัจจัยที่ทำให้ภาวะสายตาเกิดความผิดปกติมีเยอะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่โดยสถิติแล้วพบว่า เกิดจากกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นได้จากสภาวะแวดล้อม ซึ่งเห็นชัดเลยว่าเด็กในยุคปัจจุบันใช้ไอแพด ไอโฟน ใช้งานคอมพิวเตอร์เยอะตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้น เด็กยุคนี้จึงมีปัญหาสายตาเยอะ สายตาสั้นมาก เพราะทุกอย่างเป็นออนไลน์ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการต้องเรียนออนไลน์ หรือพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ยุคใหม่

ยังมีปัจจัยอื่น อาทิ การใช้งานสายตามากเกินไป การเพ่งมองจอ พฤติกรรมส่วนตัว การใช้สายตามองในที่มืด ต้องยอมรับว่าปัจจุบันคนเราใช้สายตามากเกินไปเพราะอยู่กับจอมากกว่าคนสมัยก่อน ทำให้มีปัญหาสายตามากกว่าคนในอดีตที่อ่านหนังสือ ด้วยภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปแม้เทคโนโลยีจะช่วยในเรื่องการทำงาน แต่ก็ส่งผลเสียงต่อสายตาและสุขภาพตามมา

ปัญหาทางสายตาพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และในทุกช่วงอายุ เริ่มตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไปยังผู้สูงอายุ ซึ่งในเด็กอาจสังเกตได้ยาก ทั้งจากที่มีปัญหาโดยกำเนิด หรือค่อยๆ มีปัญหาสายตาเพราะสภาวะแวดล้อม ประกอบกับองค์ประกอบอื่นๆ เราเริ่มเห็นเด็กสายตาสั้นตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่เดือน เด็กวัยเรียน จนถึงวัยมหาวิทยาลัย ในก็เรื่องของเพศก็พบได้ใกล้เคียงกัน บางประเทศก็ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย บางประเทศก็ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่ปัญหาสายตาสั้นนั้นคนในแถบเอเชียจะมีปัญหาสายตาสั้นมากกว่าโซนยุโรป อาทิ คนจีน เวียดนาม ไทย จะมีปัญหาสายตาสั้นมากกว่าฝรั่ง

เมื่อถามถึงวิธีการถนอมสายตาให้อยู่นานที่สุด คุณหมออนันต์ แนะนำเรื่องแรกคือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ต้องยอมรับว่าร่างกายเราตั้งแต่หัวจรดเท้าได้รับสารอาหารจากสิ่งที่เรากิน แม้สิ่งที่เรากินในวันนี้จะไม่ได้ออกผลให้เห็นทันที แต่จะสะสมและแสดงผลในระยะยาว  อาหารพวกจังค์ฟู้ดอร่อยแต่เราก็รู้ว่าไม่ดี แบบนี้ก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ที่ต้องปลูกฝัง สิ่งที่มีประโยชน์มากในเด็กคือ นม ผัก ผลไม้ โปรตีน เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ที่มีโอเมก้าช่วยเรื่องสมอง ความจำ ช่วยในเรื่องสายตา ผัก ผลไม้ สีเหลือง สีแดง มีแคโรทีน สารซีแซนทีน ลูทีน บำรุงสายตา บำรุงจอประสาทตา และไปบำรุงสมองด้วย แม้รสชาติไม่ค่อยอร่อย เด็กไม่ชอบทาน แต่ก็ควรฝึกและปลูกฝังให้ลูกๆ ได้กินมากกว่าไอศกรีม ขนมหวาน สแน็ค หรืออาหารจังค์ฟู้ดที่ถูกปาก รสชาติอร่อย ซึ่งหมอมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องสอนให้กิน พอโตก็กินเป็นเอง

ต่อมาก็ต้องปลูกฝังให้เด็กทำกิจกรรมอย่างอื่น เด็กสมัยนี้บางบ้านก็อาจเลี้ยงลูกง่ายๆ แค่ให้ไอแพดลูกไปลูกก็เงียบ พ่อแม่ก็นั่งทำงาน พอดึงออกก็ร้อง ลองปรับมาเป็นกิจกรรมให้ทำโน่นทำนี่ร่วมกัน อย่างการช่วยงานบ้าน ทำให้เด็กลดเวลาอยู่กับเทคโนโลยี อยู่กับเกมน้อยลง และละสายตาจากคอมพิวเตอร์เพื่อลดอัตราการเกิดปัญหาสายตาตามมา เรื่องนี้จึงควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็ก

ส่วนการแก้ไขปัญหาภาวะผิดปกติทางสายตา เริ่มตั้งแต่การแก้ไขแบบไม่ต้องผ่าตัด วิธีที่คลาสสิกสุดเริ่มตั้งแต่นับพันปีที่แล้ว คือการใช้ “แว่นตา” เพื่อช่วยในการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้น ถัดมาในช่ว 30-40 ปีแล้วก็มีการคิดค้น “คอนแทคเลนส์” ช่วยแก้ไขเรื่องของอุปรรคในการดำเนินชีวิตของคนที่ใส่แว่น ตอบโจทย์คนที่มีแอคทิวิตี้ที่ต้องใช้ความคล่องตัว นักกีฬา หรืออาชีพที่ต้องอาศัยบุคลิกภาพ ซึ่งคอนแทคเลนส์ก็เรียกว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก เพราะทำให้คนไม่ต้องใส่แว่นตา และนับเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นในวงการ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาก็ทำให้ความนิยมลดลง เพราะการดูแลที่ยากลำบากต้องถอดๆ ใส่ๆ ต้องคำนึงเรื่องความสะอาด และอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระจกตา เสี่ยงต่อการตาบอด

ถัดมาเป็นนวัตกรรมที่เริ่มมีการคิดค้นการแก้ไขปัญหาสายตาแบบถาวร โดยมีการกรีดเนื้อกระจกตาที่รัสเซีย แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะยังไม่นิ่ง นวัตกรรมถัดไปที่เริ่มใช่แพร่หลาย คือการใช้เลเซอร์ PRK (Photorefractive Keratectomy) การลอกผิวกระจกตาที่อยู่ด้านนอกสุดของกระจกตาออกก่อน จากนั้นจะใช้เลเซอร์ไปปรับความโค้งของผิวกระจกตา ช่วงแรกยังคงมีผลข้างเคียง ยิงช้า ไม่ค่อยแม่นยำ ใช้พื้นที่ในการยิงเยอะ แผลรักษาหายช้า ซึ่งการยิงเลเซอร์เข้ามาในบ้านเราประมาณ 25 ปีที่แล้ว ในช่วงที่แรกๆ ที่ก่อตั้ง Laser Vision International LASIK Center พอดี

จากนั้นก็มีการคิดค้นพัฒนาต่อมาเป็นเลสิก LASIK (Laser In-Situ Keratomileusis) ซึ่งแก้ไขจุดด้อยของนวัตกรรมก่อนหน้า โดยการยิงเลเซอร์แยกชั้นกระจกตา ช่วยให้แก้ปัญหาตรงจุดมากขึ้น เป็นการยิงเลเซอร์แบบไม่มีแผลเป็นเพื่อปรับความโค้งของกระจกตาชั้นใน โดยการเปิดแผ่นกระจกตาทั้งหมด ต่อมาเปลี่ยนเป็นเปิดแผ่นกระจกตาแบบเหลือขั้วกระจกตา (บานพับ) ไว้ แล้วจึงปิดผิวกระจกตาลงดังเดิม

การพัฒนายังคงดำเนินต่อมาเรื่อยๆ จนเป็น เฟมโตเลสิก FemtoLASIK (Femtosecond – LASIK) เป็นเลสิกแบบไร้ใบมีด โดยเทคโนโลยีการทำเลสิกที่ใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่แยกชั้นกระจกตา และปรับความโค้งกระจกตา (เลเซอร์ต่างประเภทกัน) วิธีนี้เพิ่มความแม่นยำ ปลอดภัย แผลหายเร็วขึ้น แต่ยังต้องใช้พลังงานมาก

จากนั้นก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เป็นการยิงเลเซอร์แบบไม่ต้องเปิดชั้นกระจกตา เรียกว่า Relex ซึ่งข้อดีคือไม่ต้องเปิดชั้นกระจกตา ไม่มีปัญหาเรื่องย่น แต่อาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าเลสิกที่เห็นผลได้ในวันรุ่งขึ้น และแผลที่เล็กกว่าการทำเลสิก ซึ่งทั้งสองอย่างต่างมีข้อดีที่แตกต่างกันไป

ปัจจุบันการทำเลสิกได้ถูกพัตนาเลเซอร์ให้ใช้พลังงานน้อยลง โดยเป็นการใช้พลังงานในระดับนาโนจูน ซึ่งข้อดีคือช่วยลดการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น กระทบกระเทือนกระจกตาน้อยลง เรียกว่า “NanoLASIK” เลสิกไร้ใบมีดที่ใช้พลังงานในระดับนาโน

ส่วนทางด้านของ Relex ก็เป็นเทคโนโลยีล่าสุด NanoRelex CLEAR นวัตกรรมใหม่ที่นำเข้าโดยเลเซอร์วิชั่น ถือเป็นผู้บุกเบิก NanoRelex CLEAR แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นนิวเจเนอเรชั่นของรีเล็กซ์ ซึ่งคิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาสายตาสั้น เอียง และสายตายาว โดยมีจุดเด่นคือใช้ระยะเวลาผ่าตัดน้อย แผลมีขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบ AI เข้ามาใช้เพื่อวิเคราะห์การรักษา วิเคราะห์ปัญหาสายตา

จะเห็นได้ว่าทุกการพัฒนาช่วยลดความไม่เพอร์เฟ็กต์ของการรักษา ณ ปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีที่ใช้รักษาปัญหาสายตาได้พัฒนามาไกลมาก ซึ่งปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่ดีมาก จนเรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์ที่สุด” เหมือนคนที่เกิดมาสายตาดี หรือไม่เคยสายตาผิดปกติมาก่อน และการแก้ไขเพียงครั้งเดียว ก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต (เว้นปัญหาสายตายาวตามอายุ) ดังนั้น NanoRelex CLEAR ในมุมมองของหมอถือว่าดีที่สุด ใช้พลังงานต่ำที่สุด ทั้งนี้ การตัดสินใจทำในแต่ละอย่างก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของตาแต่ละบุคคล ทั้งความหนาบางของกระจกตา ความยากง่ายของปัญหาสายตา ซึ่งควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

“จริงๆ สายตาเป็นเรื่องสำคัญ?ที่สุดในชีวิตคนเรา เราจึงต้องรักษามันให้ดี ถ้ามีลูกก็รักษาสายตา ถนอมสายตาให้อยู่นานที่สุด ส่วนคนทำงานก็ใช้สายตาเท่าที่จำเป็น จากที่ตื่นมาสิ่งแรกที่หยิบคือ “มือถือ” ก่อนนอนสิ่งสุดท้ายที่ทำคือดู “มือถือ” ก็ต้องปรับ เพราะสายตาเราไม่รักษาไม่ได้ การดูอะไรมากไป ใช้สายตามากไป ย่อมส่งผลเสีย เมื่อดูจอมากขึ้น ก็พักผ่อนน้อยลง ร่างกายก็แย่ตามมา แม้ว่าปัจจุบันค่าเฉลี่ยของคนเราจะมีอายุยืนขึ้น แต่ถ้าสายตาแย่ลงเร็ว ก็ไม่ไหว จริงไหม

ครั้นพอตามีเราปัญหาแล้วสนใจอยากจะแก้ไข สิ่งสำคัญคือ ดูให้ดี ตาเราสำคัญมีเพียงคู่เดียว เลือกที่ที่เราจะรักษา เอาให้มั่นใจว่านั่นคือที่ที่ให้สายตาที่ดีที่สุด ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ใช้ความเชี่ยวชาญที่มากที่สุด และให้ความใส่ใจมากที่สุด เพื่อให้ตาเราได้สายตาที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุด” รองศาสตราจารย์นายแพทย์อนันต์ วงศ์ทองศรี กล่าวปิดท้าย

แพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673367

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 08:05 น.แพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด-19สธ.นำองค์ความรู้แพทย์แผนไทย ยาแผนไทย สมุนไพร ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในระบบ HI /CI และกลุ่มที่มีอาการหลังติดเชื้อ Long COVID พร้อมแนะนำยาฟ้าทะลายโจรและยาแผนไทยเป็นทางเลือกช่วยรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีอาการน้อยได้ผลดี

เพื่อเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ศาสตร์การแพทย์ทุกแขนงในการช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์แผนไทย เปิดโครงการ “แพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด-19” 

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมการถ่ายทอดองค์ความรู้การดูแลผู้ป่วยอาการหลังติดเชื้อและได้รับผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 ด้วยการแพทย์แผนไทย โดยมี นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์การทางเลือก และเครือข่ายการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแถลงข่าว “แพทย์แผนไทยรวมพลังทั้งแผ่นดินสู้ภัยโควิด” ว่า

กระทรวงสาธารณสุขได้บูรณาการองค์ความรู้ศาสตร์การแพทย์ทุกแขนงเพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยปี 2565 ได้จัดสรรงบประมาณ 246 ล้านบาท ให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดหายาสมุนไพรเพื่อใช้ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการแพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด 19 สนับสนุนชุดยาสมุนไพรให้กับสถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่มีการจัดบริการแพทย์แผนไทยทุกแห่งทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม–มีนาคม 2565 สำหรับดูแลผู้ติดเชื้อระยะเริ่มต้นที่มีอาการเล็กน้อย (กลุ่มสีเขียว) ที่เข้าระบบ Home Isolation และ Community Isolation ที่มีกว่า 700,000 ราย รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยด้วยอาการหลังติดเชื้อ Long COVID หรือภาวะ Post COVID-19 Syndrome อีกกว่า 400,000 ราย ให้สามารถเข้ารับบริการได้ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับเครือข่ายการแพทย์แผนไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีประมาณ 2,000 คน จัดทำแนวทางการใช้ปฏิบัติเวชกรรมไทย การใช้ยาสมุนไพร ให้กับสถานบริการสาธารณสุขของรัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยที่อาการหลังติดเชื้อและได้รับผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 รวมถึงจัดบริการออกหน่วยแพทย์แผนไทยเคลื่อนที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการดูแลเชิงรุก

ด้านนายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ปัจจุบัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนซึ่งมีอาการไม่รุนแรง เข้าระบบดูแลรักษาแบบ Home Isolation และ Community Isolation จากข้อมูลการรักษาที่ผ่านมาพบว่า ยาฟ้าทะลายโจร สามารถรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ผลดี

ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจะจ่ายยาฟ้าทะลายโจรเพื่อช่วยบรรเทาอาการ รวมถึงยาตรีผลา ชุดรมไอน้ำสมุนไพร และอื่นๆ ส่วนกลุ่มผู้ป่วยด้วยอาการหลังติดเชื้อ Long COVID หรือภาวะ Post COVID-19 Syndrome ส่วนใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ วิตกกังวล มีไข้ อ่อนล้า มึนงง วิงเวียน นอนไม่หลับ ท้องอืด ท้องเสีย หายใจไม่อิ่ม ซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจในระยะยาว จะได้รับชุดยาไทย เช่น ยาฟ้าทะลายโจร ยาหอมนวโกฐ ยาห้าราก ยาประสะมะแว้ง ยาสหัสธารา เป็นต้น เพื่อบำบัดและบรรเทาอาการ