How to เตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน ขั้นตอนสำคัญของคนมีบุตรยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/672702

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 08:20 น. How to เตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน ขั้นตอนสำคัญของคนมีบุตรยากเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน สำคัญอย่างไร ขั้นตอนสำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยากที่เข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วควรรู้

การเตรียมผนังมดลูกเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยากที่เข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งจากกระบวนการทำ (IVF) / อิ๊กซี่ (ICSI) เพราะหลังจากได้ตัวอ่อนจากการปฏิสนธินอกร่างกายและเลี้ยงไปถึงระยะบลาสโตซิตส์ ซึ่งตัวอ่อนที่สามารถพัฒนาถึงระยะนี้ได้จะเป็นตัวอ่อนที่แข็งแรงและเหมาะสมสำหรับการย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ดังนั้นการเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อนเพื่อให้พร้อมสำหรับรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนและให้พัฒนาเติบโตเป็นทารกที่สมบูรณ์แข็งแรงในครรภ์ต่อไป จึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่หากเตรียมมาตัวดีโอกาสประสบความสำคัญในการตั้งครรภ์ย่อมสูงตามมา

“ครูก้อย” นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาผู้มีบุตรยากและผู้ก่อตั้งเพจ Babyandmom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ศึกษาและรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับหลักโภชนาการในการรับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ช่วยบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้มีบุตรยากมายาวนาน ได้ให้ข้อมูลว่า การเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อนมีความสำคัญมาก ผู้หญิงที่มีบุตรยาก ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมมดลูกให้ได้ตามเกณฑ์ก่อนย้ายตัวอ่อน โดยภายหลังที่ได้ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิตส์และคัดโครโมโซมผ่านแล้ว สามารถฟรีซตัวอ่อนแช่แข็งไว้ก่อน เพื่อจะได้เตรียมผนังมดลูกให้พร้อมก่อนย้ายตัวสู่โพรงมดลูก

โดยผนังมดลูกที่สมบูรณ์พร้อมตามเกณฑ์ที่เหมาะสมในการฝังตัวของตัวอ่อน ควรมีลักษณะดังนี้

  •  8-10 มิลลิเมตร (ไม่ควรหนาเกิน 14 มิลลิเมตร)
  • เรียง 3 ชั้นสวย (Triple lines) ผิวเรียบเห็นเส้นกลางชัดเจน
  • ใสเป็นวุ้น สะอาด ไม่หนาทึบทับถมด้วยประจำเดือนเก่าที่คั่งค้าง
  • มดลูกอุ่น คือ มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ไม่มีสารพิษตกค้าง

หลักการเตรียมผนังมดลูก มี 2 วิธีด้วยกัน คือ

1. เสริมด้วยหลักโภชนาการ ที่ช่วยให้ผนังมดลูกหนา แข็งแรง และมีเลือดสูบฉีดนำสารอาหารไปเลี้ยงอย่างเพียงพอซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฝังตัวของตัวอ่อนได้อย่างสมบูรณ์และลดการใช้ยากระตุ้นในกระบวนการทางการแพทย์

2. พึ่งการใช้ยาฮอร์โมน โดยกระบวนการทางการแพทย์ เป็นการใช้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)กระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน

“การเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมไม่ควรรอพึ่งกระบวนทางการแพทย์อย่างเดียว เพราะโอกาสความสำเร็จขึ้นอยู่กับวัตถุดิบตั้งต้นของแต่ละคน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและระบบเจริญพันธุ์ทั้งไข่ มดลูก ฮอร์โมน ซึ่งเป็นวัตถุตั้งต้นของเราให้พร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนแพทย์ เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด เมื่อเรานำวัตถุดิบดีๆไปให้แพทย์ โอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ก็จะมีสูงตามมา” ครูก้อย กล่าว

ครูก้อย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผนังมดลูกของผู้มีบุตรยากที่มาปรึกษาครูก้อยในเพจ babyandmom.co.th และจากการศึกษางานวิจัยที่พบบ่อยมี 3 กรณี คือ ผนังมดลูกบาง ผนังมดลูกหนาทึบ และ ผนังมดลูกขรุขระ ไม่เรียบ โดยมีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย 

1. ผนังมดลูกบาง

ผนังมดลูกบาง มาจากหลายปัจจัย เช่น เคยได้รับการขูดมดลูกมาก่อน ,มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกน้อยจนเกินไปมาก, มีภาวะบกพร่องของระยะลูเทียล (Luteal Phase Defect),มีฮอร์โมนเอสโตรเจนผิดปกติ ซึ่งอาจมาจากภาวะรังไข่เสื่อมหรือหยุดการทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวได้, การทานยากระตุ้นรังไข่ปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน6เดือน อาจมีผลทำให้ผนังมดลูกบางได้ในบางราย, มดลูกอักเสบติดเชื้อ หรือการได้รับโภชนาการที่ไม่สมบูรณ์ การรับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอที่จะไปเสริมการสร้างผนังมดลูก การทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เลือดเหนียวข้น

โดยหลักโภชนาการที่ช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์และช่วยให้ผนังมดลูกหนาตัวและแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้มีบุตรยากที่มีปัญหาผนังมดลูกบาง มีดังนี้

(1) ทานโปรตีนให้เพียงพอสร้างผนังหนา แข็งแรง

โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างมากต่อการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ผู้หญิงที่เตรียมวางแผนท้องต้องเน้นทานโปรตีนเพิ่มขึ้นเพื่อบำรุงเซลล์ไข่ให้สมบูรณ์และช่วยสร้างผนังมดลูกให้หนาตัว แข็งแรง ลดการทานคาร์บขัดสีแต่ให้ทานคาร์บเชิงซ้อนพวกธัญพืช เช่น งาดำ ลูกเดือย แฟล็กซีด เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

การเลือกทานโปรตีนสำหรับคนวางแผนท้องควรเน้นทานโปรตีนจากพืช เพราะปลอดภัยจากสารเร่งเนื้อแดง หรือ ฮอร์โมนแฝงที่มากับเนื้อสัตว์ หากรับประทานมากเกินไปจะรบกวนสมดุลฮอร์โมนเพศ รบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน

(2) ปรับสมดุลฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนด้วยการทานอาหารที่มีวิตามินซี และ ไบโอฟลาโวนอยด์สูง

หลังการตกไข่ร่างกายจะสร้างระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงขึ้น โดยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะส่งผลให้มดลูกหนาขึ้น พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน หากมีความบกพร่องของระยะนี้หมายความว่า ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมน โปรเจสเตอโรนน้อยเกินไป ทำให้เยื่อบุมดลูกไม่หนาตัว ส่งผลให้โอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนมีน้อยลง มีงานวิจัยจาก The University of Texas ศึกษาพบว่าผู้หญิง 53% ที่ทานอาหารวิตามินซี และไบโอฟลาโวนอยด์สูงจะมีช่วงลูเทียลเฟส (Luteal Phase) ยาวขึ้น

“ระยะลูเทียล” คือ ระยะเวลาหลังการตกไข่ที่ร่างกายจะสร้างระดับ “ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน” สูงขึ้น โดยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะส่งผลให้มดลูกหนาขึ้น พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน หากมีความบกพร่องของระยะนี้หมายความว่า ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนน้อยเกินไป ทำให้เยื่อบุมดลูกไม่หนาตัว ทำให้ช่วงระยะเวลาลูเทียล หรือ Luteal Phase สั้น ส่งผลให้โอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนมีน้อยลง

และรู้หรือไม่ว่า “น้ำมะกรูดคั้นสด” มี “วิตามิน C” และ “ไบโอฟลาโวนอยด์” สูงช่วยให้เลือดสูบฉีดไหลเวียนดี และทำเลือดไปเลี้ยงมดลูกได้เพียงพอ ทำให้มดลูกอุ่น และช่วยให้เส้นเลือดฝอยที่โอบอุ้มมดลูกแข็งแรง ลดการอักเสบติดเชื้อที่มดลูก นอกจากนี้ไบโอฟลาโวนอยด์ยังไปเสริมการทำงานของวิตามินซีที่ช่วยเรื่องการเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการตั้งครรภ์ ช่วยยืดระยะลูเทียลเฟส ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น

2. ผนังมดลูกหนาทึบ

ส่วนสาเหตุของ “ผนังมดลูกหนาทึบ” เกิดจากการลอกตัวของผนังมดลูกไม่สมบูรณ์ ทำให้มีประจำเดือนเก่าคั่งค้าง ทับถมส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ออกซิเจนในเลือดไม่เพียงพอ ทำให้เลือดไหลเวียนนำสารอาหารไปเลี้ยงมดลูกไม่เพียงพอ ดังนั้นการดีท็อกซ์มดลูกให้สะอาดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำบัดมดลูกให้ใสเป็นวุ้น พร้อมสำหรับการฝังตัวของ ตัวอ่อน มีทั้งหมด 3 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่

(1) “ดื่มชาดอกคำฝอย” ตัวช่วยล้างประจำเดือนเก่าที่คั่งค้างหมักหมม

ดอกคำฝอยมีสรรพคุณทางยาที่สำคัญคือการขับลิ่มเลือด การดื่มชาดอกคำฝอยจึงช่วยขับประจำเดือนเก่าที่คั่งค้างทับถมในมดลูก “เสมือนเป็นการล้างมดลูกให้สะอาด” ประจำเดือนจะไหลออกมาดีขึ้น สีแดงสะอาด โดยสามารถเริ่มดื่มเมื่อประจำเดือนมาวันแรกต่อเนื่อง 7-10 วัน นอกจากนี้ดอกคำฝอยช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนสตรีทำให้เลือดไหลเวียนดี ประจำเดือนมาปกติ และยังช่วยลดน้ำตาล ลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

(2) “ดื่มขิงดำ” เพิ่มสภาวะมดลูกอุ่น

การดื่มน้ำขิงดำเป็นประจำ ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดี เพิ่มออกซิเจนในเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนนำสารอาหารไปเลี้ยงมดลูกได้อย่างเต็มที่ขิงดำยังมีฤทธิ์อุ่น ช่วยปรับสภาพภาวะในร่างกายที่มีความเย็น ให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี มดลูกอุ่น ติดลูกง่ายขึ้น โดยสามารถดื่มช่วงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีประจำเดือน เพราะขิงทำให้เลือดไหลเวียนดี ทำให้ผ่อนคลายและนอนหลับลึก ช่วยให้นอนหลับที่เพียงพอยังช่วยลดความเครียดได้ด้วย เพราะขิงดำช่วยให้ผ่อนคลาย ลดฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวร้ายที่มีผลต่อการจัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนขิงดำยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและติดเชื้อในมดลูก ทำให้มดลูกแข็งแรง หากมดลูกอักเสบ ติดเชื้อก็ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัวหรือแท้งในระยะเริ่มต้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดกลุ่มอาการ PMS หรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนที่ฮอร์โมนกำลังแปรปรวน การดื่มขิงดำช่วยทำให้สมดุลฮอร์โมนปกติ ลดอาการตัวบวม ลดอาการปวดท้องประจำเดือน

(3) “ดีท็อกซ์มดลูก” ด้วยการทำ Castor Oil Pack (การแพ็คน้ำมันละหุ่งบำบัดมดลูก) ขับล้างสารพิษคั่งค้าง

การทำ Castor Oil Pack เป็นศาสตร์ทางตะวันตกที่มีการทำกันมาเป็นพันๆ ปีเพื่อบำบัด หรือ ดีท๊อกซ์มดลูก รวมถึงอวัยวะภายในทั้งรังไข่ ลำไส้ ตับอ่อนและตับถุงน้ำดี โดยการใช้น้ำมันละหุ่งทาบริเวณหน้าท้องและประคบด้วยถุงน้ำร้อน การทำ Castor Oil Pack จะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์เพราะช่วยเสริมสร้างสุขภาพมดลูก สร้างสุขภาพที่ดีให้รังไข่ กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น รวมถึงระบบเหลืองและระบบฮอร์โมนที่ดีขึ้น หลายคนที่มีปัญหาเรื่องท่อนำไข่ตัน ช็อกโกแลตซีสต์ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ถุงน้ำในรังไข่ ซึ่งจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลให้มีบุตรยากรวมถึงผู้หญิงหลายคนที่ระบบการไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดข้นเหนียว หรือระบบน้ำเหลืองที่ไม่ดี มีสารพิษ สารเคมีตกค้างในร่างกายจากการใช้ฮอร์โมนมากเกินไป

3. ผนังมดลูกขรุขระ ไม่เรียบ

เกิดจากการขาดโปรตีน หรือ มีเนื้องอกมดลูก เคยผ่าตัดเนื้องอก หรือ พังผืดในโพรงมดลูกมาก่อน ทำให้ผนังมดลูกทรุด มีผิวขรุขระ ให้เน้นทานโปรตีนเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมดลูก จะช่วยสร้างผนังให้เรียบตึงและแข็งแรง

กล่าวโดยสรุป การเตรียมผนังมดลูกเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ โดยต้องเตรียมมดลูกให้หนา 8-10 มิลลิเมตร ใสเป็นวุ้น เรียงสามชั้น และที่สำคัญระบบไหลเวียนเลือดต้องดีเพื่อมดลูกจะได้อุ่นพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อนที่จะพัฒนามาเป็นลูกน้อยของเราในครรภ์ตามวิธีที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นสตรีที่มีบุตรยากควรเตรียมวัตถุดิบตั้งต้นของเราให้ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้สูง หรือสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก รายการครูก้อยพบแพทย์ Ep.33 เตรียมผนังมดลูกอย่างไร ก่อนใส่ตัวอ่อน? ที่ช่องยูทูป babyandmom.co.th

เรื่องเที่ยวกับปัญหาผิวหนังกวนใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/672629

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 13:03 น.เรื่องเที่ยวกับปัญหาผิวหนังกวนใจรวมปัญหาผิวหนังที่พบบ่อยในนักท่องเที่ยว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรวมแมลงสัตว์กัดต่อยตามประเภทของแหล่งท่องเที่ยวที่เราอาจจะพบเจ้าถิ่น พร้อมแนะวิธีป้องกันและการรักษา

ภาพ : ยุทธนา สามัง

ปัญหาผิวหนัง เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในนักท่องเที่ยว โดยโรคที่พบมาก ได้แก่ แมลงสัตว์กัดต่อย อาการคันจากผิวแห้ง และผิวไหม้จากแสงแดด โดยแต่ละพื้นที่จะพบปัญหาผิวหนังที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนออกเดินทาง เราควรศึกษาหาข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวให้ละเอียด เพื่อเตรียมป้องกันตนเองจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

รศ.ดร.พญ.จิตติมา ฐิตวัฒน์ , รศ.พญ.กัญญรัตน์ กรัยวิเชียร และ อ.พญ.สุพิชชา กมลรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลเรื่องแมลงสัตว์กัดต่อยตามประเภทของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มาเรียนรู้กันว่า เราอาจจะพบเจ้าถิ่นแบบไหนและป้องกันอย่างไรก่อนเดินทาง

 

เที่ยวทะเล ….

1.ริ้นทะเล (ปึ่ง) ริ้นทะเลมีขนาดเล็กกว่ายุง เป็นแมลงบิน อยู่กันเป็นฝูงตามชายหาดและป่าชายเลน เรามักจะมองไม่เห็นตัวริ้นได้ยินแต่เสียงหึ่ง ๆ ริ้นทะเลบินได้ไม่สูงและไม่ไกลเกิน 1-2 กิโลเมตร ตัวเมียดูดเลือดสัตว์เป็นอาหารเพื่อใช้ในการผลิตไข่ ตัวผู้กินแมลง ซากเน่าเปื่อย ออกหากินเวลาเช้าตรู่และพลบค่ำ ส่วนของปากที่ใช้ดูดเลือดมีอวัยวะตัดเฉือนเนื้อเยื่อ ทำให้ผื่นผิวหนังของคนที่ถูกริ้นทะเลดูดเลือดจะมีรูตรงกลางเห็นได้ชัด ไม่ใช่เป็นจุดเล็กๆแบบยุงกัด มักพบหลายตุ่มบริเวณผิวหนังนอกร่มผ้า บางครั้งผื่นอาจเป็นคล้ายจ้ำเลือดเพราะขณะที่ริ้นทะเลกัดจะปล่อยสารยับยั้งการแข็งตัวของเลือด …การป้องกัน ไม่ไปเดินเล่นชายหาด บริเวณที่มีพุ่มไม้รก หรือป่าชายเลน ช่วงโพล้เพล้ ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ใช้ยากันแมลงพ่นที่ตัวเรา

2.พยาธิชอนไชผิวหนัง

เกิดจากการเคลื่อนที่ตัวอ่อนของพยาธิสัตว์บนผิวหนังชั้นนอกของคน ตัวอ่อนของพยาธิไชเข้ามาขณะที่เรานั่งหรือนอนเล่นบนพื้นทรายที่มีการปนเปื้อนของมูลสัตว์ เช่น สุนัข แมว เนื่องจากคน ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่พยาธิเติบโต พยาธิตัวอ่อนจึงอยู่ได้แค่ในผิวหนังกำพร้าแล้วตายไปในที่สุด ผื่นผิวหนังตอนแรกจะเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดงก่อน คันมาก เมื่อตัวอ่อนพยาธิเริ่มเคลื่อนที่จะเห็นผื่นเป็นเส้นนูนคดเคี้ยว สีแดงกว้าง 2-3 มิลลิเมตร ผื่นอาจมีความยาวได้ถึง 20 เซ็นติเมตร พบมากที่บริเวณเท้า ก้น ลำตัว ขา หรือบริเวณอื่น ๆ ที่สัมผัสกับดินโดยตรง…การป้องกัน หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า การนั่งหรือใช้มือสัมผัสดินปนทรายนาน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อพยาธิมากกว่าบริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึง

3.แมงกะพรุนไฟ

แมงกะพรุนไฟ มีเข็มพิษจำนวนมากอยู่ที่บริเวณหนวด เมื่อสัมผัสโดนผิวหนังเรา เข็มพิษจะแตกออก ปล่อยพิษเข้าสู่คน ทำให้เป็นผื่นแดง ไหม้ พุพอง บริเวณที่โดนพิษได้ ผื่นจากแมงกะพรุนไฟจะเป็นแนวยาวตามเส้นหนวดของแมงกะพรุนที่พาดกับผิวเรา แมงกระพรุนพบได้ทั้งฝั่งทะเลอันดามัน และ ฝั่งอ่าวไทย พบมากในช่วงเดือน กรกฎาคมถึง ตุลาคม การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแมงกระพรุน ทำตามลำดับ ดังนี้

1) เรียกให้คนช่วย อยู่นิ่ง ๆ

2) ห้ามขัดถูบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนหรือราดน้ำจืด เพราะจะทำให้มีการปล่อยพิษเพิ่มขึ้น ให้ราดน้ำส้มสายชู บริเวณที่มีร่องรอยจากการสัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วนานอย่างน้อย 30 วินาที จากนั้นค่อย ๆ ดึงเข็มพิษออกจากผิวหนังอย่างระมัดระวัง … การป้องกัน ศึกษาหาข้อมูลว่าหาดที่เราจะไปมีแมงกะพรุนชุกในช่วงใดของปี ไม่เล่นน้ำทะเลในฤดูฝน เล่นน้ำทะเลบริเวณที่ทางราชการจัดให้

4.หอยเม่น

เมื่อเล่นน้ำทะเลหรือดำน้ำบริเวณที่มีปะการังมักพบเห็นหอยเม่นที่พื้นทรายใต้ทะเล ถ้าเหยียบบนพื้นหรือจับโขดหินโดยไม่ระวัง อาจถูกหนามของหอยเม่นตำ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด หรือเป็นแผล และมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมา หอยเม่นบางชนิดมีเข็มพิษทำให้ปวดมาก การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกหนามของหอยเม่นตำ ให้ใช้ปากคีบดึงหนามออก แช่มือหรือเท้าบริเวณที่ถูกตำในน้ำร้อน 45 องศาเซลเซียส นาน 30-90 นาทีเพื่อทำลายพิษจากหอยเม่น

เที่ยวป่า ภูเขา น้ำตก…

1.เห็บ

คนจะโดนกัดเมื่อเข้าไปในถิ่นที่อยู่ของเห็บ เช่น ตามพุ่มไม้ บริเวณที่รก เห็บอาศัยตามใบไม้คอยกระโดดเกาะและดูดเลือดคนหรือสัตว์ที่ผ่านมา ขณะเห็บกัดคนมักไม่รู้สึกเพราะเห็บจะค่อย ๆ สอดส่วนปากลงไปในผิวหนังและน้ำลายของเห็บมีสารที่ทำให้รู้สึกชา สารยับยั้งการแข็งตัวของเลือด สารยับยั้งการอักเสบของร่างกาย เห็บสามารถกัดได้ทุกส่วนของร่างกาย อาการของเห็บกัดเกิดได้จากส่วนที่เหลือของปากเห็บที่ค้างในผิวทำปฏิกริยากับภูมิคุ้มกัน โดยชนิดและความรุนแรงของผื่น ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็บ ระยะเวลาการโดนดูดเลือด ขนาดของส่วนปากของเห็บ ประวัติการโดนเห็บกัดมาก่อนและปฏิกริยาภูมิคุ้มกันของแต่ละคน …การป้องกัน ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ไม่เดินไปในที่รก ใบไม้หนาทึบ ใช้ยากันแมลงพ่นที่ตัวเรา ถ้าถูกเห็บกัด ให้ใช้ปากคีบจับที่ส่วนหัวของเห็บดึงออกในแนวตรง ตั้งฉากกับผิวหนัง เมื่อเห็บหลุดออกมาให้สังเกตว่า มีส่วนของปากหลุดออกมาครบ และควรทำความสะอาดแผลด้วยการฟอกสบู่และทายาฆ่าเชื้อโรค

2.ริ้นดำ (คุ่น)

ริ้นดำจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายริ้นทะเล แต่มีถิ่นที่อยู่ต่างกัน คือ ริ้นดำจะวางไข่บริเวณก้อนหินบนลำธารน้ำไหล ตัวอ่อนต้องการน้ำที่มีออกซิเจนสูง ชอบอากาศเย็น จึงพบบริเวณลำธารบนภูเขาทางภาคเหนือของไทย ออกหากินทั้งเวลากลางวันกลางคืน ตัวเมียจะดูดเลือดสัตว์เป็นอาหาร ผื่นผิวหนังจากริ้นดำกัดจะมีลักษณะคล้ายกับที่โดนริ้นทะเล การป้องกัน ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ใช้ยาทากันแมลง

โรงแรมที่พัก โฮมสเตย์…

เรือด

ตัวเรือดมีลำตัวแบนสีน้ำตาลแดง ขนาดประมาณ 6-7 มิลลิเมตร ไม่มีปีก อาศัยอยู่ตามซอกรอยแตก ตะเข็บของที่นอน หมอนหรือเฟอร์นิเจอร์ ตัวเรือดจะออกมาเฉพาะกลางคืน เพื่อดูดเลือดจากสิ่งมีชีวิต อาจมาสู่บ้านของนักท่องเที่ยว โดยติดมากับกระเป๋าเดินทาง จึงควรเก็บกระเป๋าเดินทางออกจากพื้น และปิดฝากระเป๋าเมื่อไม่ใช้งานแล้ว ตัวเรือดกำจัดยากต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ตัวเรือดมักกัดบริเวณใบหน้า คอ แขน ลำตัว รอยกัดจากตัวเรือดจะเป็นตุ่มแดงคันขนาด 2-5 มิลลิเมตร ไม่เจ็บ ส่วนมากจะเรียงตัวกันเป็นแนว 3-4 ตุ่ม ผื่นเกิดหลังถูกกัด เป็นชั่วโมงหรือหลายวันได้ รอยกัดของตัวเรือดเป็นอาการเฉพาะที่ หายได้เองภายใน 2-4 สัปดาห์

จะเห็นว่าผื่นผิวหนังที่เกิดกับนักท่องเที่ยวไม่น่ากังวล และสามารถป้องกันได้ โดยการศึกษาข้อมูลและเตรียมเสื้อผ้า ของใช้ให้เหมาะสมต่อการเดินทางในแต่ละสถานที่ที่จะไปและกิจกรรมที่จะทำ อยากเชิญชวนให้เที่ยวเมืองไทย ประเทศของเรามีธรรมชาติที่สวยงามและขนมธรรมเนียมประพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดเช่นนี้ อย่าลืม รักษาระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย และ ล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์

‘ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย’ โอกาสเกิดและวิธีรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/672603

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 09:15 น.'ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย' โอกาสเกิดและวิธีรักษาเรามักจะได้ยินเรื่องหนุ่มสาวก่อนวัย ที่นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่มีการพัฒนาเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกันแล้ว ความสูงของเด็กที่มีภาวะนี้อาจพัฒนาเร็วและหยุดไว จึงอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ตัวเตี้ยในอนาคต

ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย คือภาวะที่เด็กผู้หญิง เริ่มมีเต้านมก่อนอายุ 8 ปี โดยเต้านมนี้จะนับตั้งแต่เริ่มคลำได้เป็นไตเล็ก ๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร ถ้าเห็นเป็นเต้าชัดเจน หรือเริ่มมีประจำเดือน เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเด็กเข้าวัยสาวมานานก่อนหน้านั้นแล้ว

ส่วนเด็กผู้ชาย จะมีการเพิ่มขนาดของลูกอัณฑะก่อนอายุ 9 ขวบ ซึ่งอาจสังเกตเองได้ยาก ส่วนที่สังเกตได้ง่ายกว่า เช่น การเพิ่มขนาดขององคชาติ หรือการมีกลิ่นตัว เสียงแตก สิว หน้ามัน และขนหัวหน่าวขึ้น บ่งบอกว่าเด็กเข้าวัยหนุ่มมานานก่อนหน้านั้นเช่นกัน

แพทย์หญิงสุทธิกานต์ สันติวัฒนา กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงว่า เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ช่วงที่เป็นหนุ่มสาว เด็ก ๆ จะมีความสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น นอกจากลักษณะการเป็นหนุ่มสาว การที่เด็กดูโตเร็วหรือตัวโตกว่าเพื่อนที่เพศและวัยเดียวกันมาก ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยสังเกตได้ โดยเด็กที่มีภาวะนี้มักมีอายุกระดูกที่ล้ำหน้าอายุจริง ทำให้ถึงแม้ว่าช่วงแรกสูงเร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน แต่มักจะหยุดสูงก่อนเพราะกระดูกปิดก่อน ในบางรายจึงอาจส่งผลเสียต่อความสูงสุดท้ายที่ควรจะเป็น ซึ่งกรณีดังกล่าวแพทย์หญิงสุทธิกานต์ เปิดเผยว่า หากพบสัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และให้แพทย์ช่วยประเมินให้แน่ใจก่อนว่าเข้าข่ายที่จะไม่กระทบความสูงสุดท้าย เพราะการรักษาล่าช้าอาจทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะสูงต่อได้

โดยแพทย์จะวินิจฉัยจากการตรวจดังต่อไปนี้

  • ประวัติการเจริญเติบโต เช่น สมุดวัคซีน สมุดรายงานการเรียนที่มีบันทึกน้ำหนักส่วนสูงแต่ละเทอม
  • การตรวจร่างกาย
  • หากประวัติและการตรวจร่างกายเข้าข่ายภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย จะต้องทำการตรวจเลือดเพื่อยืนยัน
  • การตรวจเอกซเรย์อายุกระดูกในเด็กที่เข้าสู่ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย

นอกจากนี้ ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของการเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย เช่น การทำ MRI สมอง เป็นต้น

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหนุ่มสาวก่อนวัยแล้ว แพทย์อาจพิจารณาให้ยายับยั้งการหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า “GnRH analog” ยา GnRH analogue ในปัจจุบัน จะให้ในรูปแบบการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เนื่องจากตัวยาค่อนข้างหนืดซึ่งจะทำให้ปวดบริเวณที่ฉีด จึงนิยมฉีดบริเวณที่กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ เช่น สะโพก จึงจะปวดน้อย โดยยานี้มีสองแบบ คือ แบบฉีดทุก 4 สัปดาห์ และแบบฉีดทุก 12 สัปดาห์

โดยส่วนมากจะใช้ระยะเวลาฉีดหลายปี เพื่อผลการรักษาที่ดี โดยผลการรักษาด้วยยา GnRH analogue ในเด็กที่มีภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย เทียบกับคนที่ไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้สูงขึ้น 5 – 10 เซนติเมตร โดยความสูงที่เพิ่มขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. เวลาที่เริ่มรักษา เร็วแค่ไหน

2. ความอ้วน ซึ่งอาจส่งผลให้ตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดี

3. พันธุกรรม หรือความสูงของคุณพ่อคุณแม่

“ในเด็กกลุ่มที่ไม่สามารถเพิ่มความสูงได้อีก คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจ อย่าโฟกัสแต่เรื่องความสูง เพราะจะสร้างความกดดันและความรู้สึกเป็นปมด้อยให้กับเด็ก ในทางกลับกัน ควรมองหาจุดเด่นของเขาและสนับสนุนจุดเด่นนั้นขึ้นมา และส่งเสริมให้มี self-esteem หรือความพอใจในสิ่งที่มีและสิ่งที่เป็น ให้เขารู้สึกว่าเป็นเด็กตัวเล็กที่มีความสุข มีความภูมิใจในตัวเอง” แพทย์หญิงสุทธิกานต์กล่าว

หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671349

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 11:17 น.หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อมห่วง! องค์การอนามัยโลกเตือน หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อมและพัฒนาการช้า ย้ำเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด หมอจุฬาฯ แนะตรวจคัดกรองผู้สูงวัย 50 ปีขึ้นไป และเด็กก่อนวัยเรียนทุกคน

ปัจจุบัน ประชากร 1 ใน 5 ของโลกมีปัญหาด้านการได้ยินและมีแนวโน้มที่จะเป็นสูงขึ้นถึง 1 ใน 4 และจากปัจจัยนี้เอง ทำให้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) ได้ออกมาแถลงการณ์เป็นครั้งแรกของโลกอย่างเป็นทางการถึงแนวทางในการตรวจคัดกรองปัญหาการได้ยินในกลุ่มเสี่ยง สำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก

ปัญหาใหญ่ หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อม

อ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์เฉพาะทาง หน่วยโสตประสาทวิทยา ฝ่ายโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และนักวิจัยอาวุโส ระดับ senior fellow หนึ่งในทีมวิจัย University College London  เผยว่า “ปัจจุบัน จำนวนผู้มีปัญหาการได้ยิน โดยเฉพาะในผู้มีอายุเกินกว่า 60 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ ซึ่งในขณะนี้ สามารถพบผู้มีปัญหาการได้ยินเป็นจำนวนกว่า 65% ทั้งนี้ ปัญหาการได้ยิน นำมาซึ่งภาวะไม่พึงประสงค์หลายประการ เช่น ภาวะแยกตัวจากสังคม ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการทรงตัวพลัดตกหกล้ม สับสน มีอารมณ์ฉุนเฉียว ทะเลาะกับครอบครัว กลายเป็นไม่พูดคุยกัน ซึ่งภาวะเหล่านี้นั้นนอกจากทำให้คุณภาพชีวิตลดลงแล้ว ยังล้วนเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมตามมาด้วยทั้งสิ้น”

“ปัญหาการได้ยิน นับเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดของการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยินจะมีความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกันที่ไม่มีปัญหาทางการได้ยิน  อย่างไรก็ดี นับเป็นข่าวดีที่ภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากปัญหาการได้ยินนี้เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ เพราะทีมวิจัยพบว่าความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมนี้จะหายไปถ้าผู้สูงอายุได้รับการดูแลและรักษาด้านการได้ยินจนหายดีแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยินเกิดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมนั้น เกิดจาก เมื่อมีเสียง คำพูด การสนทนาเข้าไปกระตุ้นสมองน้อยลง สมองก็จะเสื่อมถอยและประมวลผลได้น้อยลง ช้าลงเรื่อย ๆ เมื่อนานวันเข้า จากงานวิจัยและภาพแสกนสมองพบว่าเนื้อสมองฝ่อลงไปได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะเนื้อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแปลผลภาษา ซึ่งเมื่อถึงภาวะนี้แล้วนั้น การกระตุ้นให้สมองกลับมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพดังเดิมอาจต้องใช้เวลามาก”

องค์การอนามัยโลกย้ำ เด็กก่อนวัยเรียน ต้องตรวจทุกคน

นอกจากในวัยผู้สูงอายุแล้ว องค์การอนามัยโลกก็ให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนไม่แพ้กัน ชี้ชัดเป็นครั้งแรกว่า เด็กก่อนเข้าโรงเรียนควรตรวจคัดกรองระดับการได้ยินทุกคน ทั้งนี้ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีการเรียนรู้และพัฒนาการทางด้านภาษาและสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ นอกจากนั้น ยังแนะว่าโรงเรียนและแพทย์ควรให้ความรู้กับเด็ก ๆ และครอบครัวในการดูแลสุขภาพหูโดยร่วมมือกับทางโรงเรียนในพื้นที่อีกด้วย

อ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร ได้กล่าวเสริมว่า “กว่า 60% ของปัญหาการได้ยินโดยเฉพาะในเด็กเกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้ เช่น การรักษาภาวะติดเชื้อในหู การรับเสียงดังเกินควร การได้รับยาบางชนิดที่เป็นพิษต่อหู ปัญหาการติดเชื้อ หูน้ำหนวก ปัญหาขี้หูอุดตัน ปัญหาสิ่งแปลกปลอมในช่องหู และความผิดปกติผิดรูปอื่น ๆ ของช่องหู เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเรื้อรังในช่องหูนั้นเป็นปัจจัยที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจหาปัญหาและตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันปัญหาด้านการได้ยินที่อาจเกิดอย่างถาวรได้จากการติดเชื้อ ซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที”

หมอจุฬาฯ แนะตรวจคัดกรองทุกคน

อ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดภาวะที่ไม่พึงประสงค์และผลข้างเคียงของปัญหาการได้ยินทั้งในผู้สูงวัยและในเด็กก่อนวัยเรียน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และเด็กก่อนวัยเรียนควรได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยินทุกคน เพื่อทำการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและ รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม ก่อนที่ปัญหาจะลุกลานใหญ่โต และเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมาได้ และถ้าไม่มีการตรวจคัดกรองการได้ยิน หลายท่านอาจไม่ทันได้สังเกตุตนเองเนื่องจากความเสื่อมมักจะค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ซึ่งจากสถิติพบว่าในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่มีปัญหาการได้ยิน กว่าที่จะตัดสินใจเข้ารับการรักษานั้น หลาย ๆ ท่านทนทุกข์ทรมานกับปัญหาการได้ยินมากว่าสิบปี ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ตามมาอย่างมากมาย ถ้าท่านหรือคนที่ท่านรักเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาการได้ยิน หรือแม้ไม่แน่ใจก็อย่านิ่งนอนใจ ควรทำการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหูคอจมูกที่เชี่ยวชาญจะดีที่สุด จากงานวิจัยของหมอที่ทำร่วมกับทีมวิจัยในอังกฤษพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาปัญหาการได้ยินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยพัฒนาทั้งในแง่คุณภาพชีวิต สุขภาพกาย สุขภาพจิต ของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างมาก”

วิธีการรักษาที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671311

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 18:22 น.วิธีการรักษาที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น เผยเรื่องที่ทุกคนต้องรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งอันดับต้น ๆ ที่คร่าชีวิตผู้หญิงนับล้านทั่วโลก ซึ่งอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมในไทย เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ในผู้หญิงไทย พบว่ามะเร็งเต้านมถือเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยจากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งในหญิงไทยทั้งหมดมีมากถึง 22.8% ที่ป่วยด้วยมะเร็งเต้านม และมากถึงหนึ่งในสี่ของผู้หญิงไทยทั้งหมดมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการหมั่นตรวจคัดกรองประจำปีและเข้ารับการรักษามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะต้น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิต เพราะปัจจุบันความก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์และนวัตกรรมการรักษาที่หลากหลาย จะช่วยมอบทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น กล่าวว่า “ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่ามะเร็งเต้านมไม่ได้น่ากลัวอย่างในอดีต โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นให้สามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียทรัพยากรในการรักษามากนัก ยาแพง ๆ ก็อาจจะไม่จำเป็น นั่นคือเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สำหรับรายที่มีความเสี่ยงสูง”

อีกสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญคือการวินิจฉัยระยะของมะเร็ง เพราะมะเร็งรักษาหายได้ในระยะแรก และถือเป็นโชคดีที่คนไข้ส่วนใหญ่มากกว่า 60 – 70% มาพบแพทย์เมื่ออยู่ในระยะเริ่มต้น โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในทางการแพทย์แนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อโรค ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองแบบแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะการตรวจในปีถัดไปอาจตรวจเจอเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้นที่กำลังพัฒนาขึ้นได้  และสำหรับสตรีที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และใช้ชีวิตตามปกติควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างน้อยสักครั้ง และหากไม่พบความผิดปกติใด ๆ อีก 2 – 3 ปี จึงค่อยรับการตรวจซ้ำ

ส่วนสาเหตุของมะเร็งเต้านม แม้ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า มะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่หากใครสัมผัสกับฮอร์โมนเพศหญิงเป็นเวลานาน ๆ เช่น ผู้ที่ประจำเดือนมาเร็ว ผู้ที่หมดประจำเดือนช้า แต่งงานแล้วไม่มีบุตร กลุ่มนี้เรียกว่าไม่มีช่วงพักให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือผู้ที่มีความผิดปรกติทางด้านพันธุกรรม (Genetic) คือมียีนที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แล้วก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม (Hereditary) นับเป็นอีกกลุ่มความเสี่ยงสูง อย่างกรณีของ แองเจลิน่า โจลี ที่ตัดเต้านมทั้งสองข้างออก (prophylactic mastectomy) เพราะตรวจแล้วรู้ว่าตนเองมียีนกลุ่มนี้อยู่ เพราะหากปล่อยไปจนอายุ 40 – 50 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึง 60 – 85% และมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ได้อีก 15 – 40% ดังนั้นการผ่าตัดเอาเต้านมทั้งสองข้างออกจึงเป็นวิธีการป้องกันที่แนะนำสำหรับกลุ่มนี้

ผศ.พญ.เอื้อมแข ยังกล่าวด้วยว่า “การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมนอกจากระยะของโรคและสาเหตุแล้ว การพยากรณ์โรคยังมีส่วนสำคัญต่อทางเลือกที่เหมาะสมในการรักษา เช่นหากมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสิบรายมายืนเรียงกันเพื่อรับการรักษา แม้จะมีก้อนมะเร็งขนาดเท่ากัน แต่ทั้งสิบรายนี้จะมีการพยากรณ์ของโรคที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากระยะของโรคและชนิดของมะเร็งที่ต่างกัน”    

ทั้งนี้ มะเร็งเต้านมสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มตามการวินิจฉัยและการพยากรณ์ของโรค สองกลุ่มแรกคือกลุ่ม Luminal A และกลุ่ม Luminal B สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เซลล์มะเร็งมีตัวรับ (receptor) ทางฮอร์โมน ได้แก่ ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen receptor) และ/หรือ ตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone receptor) จึงสามารถรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์ต่อตัวรับเหล่านี้ได้ ทำให้เป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่นๆ กลุ่มที่สามคือกลุ่ม HER2+ เป็นกลุ่มที่มียีนก่อมะเร็งชนิด HER2 และกลุ่มที่สี่คือกลุ่ม TNBC (Triple Negative Breast Cancer) เป็นกลุ่มที่ไม่มีทั้งตัวรับทางฮอร์โมนและยีนก่อมะเร็งชนิด HER2 จึงเป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงและเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น

ด้านการรักษามะเร็งเต้านมนั้น ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในระยะและชนิดมะเร็งที่แตกต่างกันได้  ไม่ว่าจะเป็นยาต้านฮอร์โมน ยาเคมีบำบัด หรือ “การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่เป็นการรักษามะเร็งที่กำหนดเป้าหมายการรักษาตรงไปที่เซลล์มะเร็ง เพื่อหยุดหรือชะลอการเจริญเติบโตเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่จะไม่ทำอันตรายกับเซลล์ปกติ ที่ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระหว่างรับการรักษาให้ดียิ่งขึ้นด้วย  อีกทั้งแนวโน้มในปัจจุบันที่พยายามเข้าสู่วิธีการรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Personalized treatment) ให้มากที่สุด เพื่อออกแบบการรักษารวมทั้งรับยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น ๆ มากที่สุดโดยไม่จำกัดว่าจะต้องใช้ยาชนิดเดียว  เช่น อาจใช้ทั้งยาต้านฮอร์โมนควบคู่กับยาแบบมุ่งเป้าที่สามารถเสริมประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น

อีกทั้งการตรวจติดตามหลังการรักษาระยะต้นอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง และ “สำหรับโรคมะเร็งเต้านมนั้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาได้ตรงชนิดของมะเร็ง และในเวลาที่เหมาะสม รวมถึงโอกาสที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาและการรักษาก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ ซึ่งสิ่งที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญเช่นกันคือการส่งเสริมความเท่าเทียมและความเสมอภาคในการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งให้กับประชาชนไทยทุกคน ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบาย “มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สิทธิบัตรทอง ซึ่งสิ่งที่ควรร่วมกันผลักดันต่อไปคือการให้ยารักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะยากลุ่มที่ใช้รักษามะเร็งในระยะลุกลามหรือระยะแพร่กระจายได้เข้าไปบรรจุในบัญชียาแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งต่าง ๆ รวมทั้งมะเร็งเต้านมที่ด้อยโอกาสมีสิทธิเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม” ผศ.พญ.เอื้อมแข กล่าวปิดท้าย

กินเพื่อโลก กินอย่างไร…ให้ปลอดภัยยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671259

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 12:20 น.กินเพื่อโลก กินอย่างไร...ให้ปลอดภัยยั่งยืนอนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย : กินอาหารหมดจานคงไม่พอ แต่ต้องกินเพื่อไปต่อกับโลกใบนี้

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ควรตระหนักและรู้ถึงที่มาของการผลิตและการบริโภคให้ปลอดภัยแบบยั่งยืน เพื่อเป็นทางออกในการกินของมนุษย์ในยุคที่กำลังถูกธรรมชาติเอาคืน Urban Creature และ Oxfam in Thailand จับมือกันชวนผู้คนแวดวงอาหาร มาเสวนาในงาน ‘The Last Meal : Our Last Chance to Eat Right’ ที่ร้าน Na Café at Bangkok 1899 ให้รู้ว่ากินอาหารหมดจานคงไม่พอ แต่ต้องกินเพื่อไปต่อกับโลกใบนี้ ในหัวข้อ “อนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย” ดำเนินรายการโดยคุณ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

การเสวนาภายในงาน นอกจากเป็นการทำความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ยังเป็นพื้นที่ให้คนตลอดสายพานอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ผู้ออกแบบนโยบาย ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภค ได้หาทางออกร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ผ่านประเด็นที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Food Safety (การตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร), Ocean Sustainability (การรณรงค์ไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนและในแหล่งเพาะพันธุ์), Air Pollution (ไก่ไร่ฝุ่น) และ Equality (ความเท่าเทียมทางการค้าและแรงงาน)

พัทธมน รุ่งชวาลนนท์ ตัวแทนจาก UNDP Accelerator Lab Thailand ให้ความสำคัญของการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร โดยยกเคสภาคใต้ การสร้าง Trust ให้ผู้บริโภคในภาคใต้, ระบบนิเวศด้านอาหารในท้องถิ่น (ยะลา), ให้คนในพื้นที่รู้ที่มาของแหล่งอาหาร และโมเดลสมาพันธ์เกษตรยั่งยืน

นิทัสมัย รัญเสวะ ตัวแทนจาก Thailand Policy Lab หลังจากแนะนำการทำงานของ Thailand Policy Lab ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ของ UNDP กล่าวถึงนวัตกรรมที่นำมาใช้ออกแบบนโยบาย เพื่อดึง Stakeholder มามีส่วนร่วม “เราจะดูก่อนว่าแต่ละนโยบายตั้งแต่ต้นจนจบ ในแต่ละจุดนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง สามารถนำนวัตกรรมอะไรมาใช้ได้บ้าง วิธีการไปสู่คำตอบที่เราต้องการ เราต้องรู้ว่าทำไมผู้บริโภคต้องการแบบนี้ เมื่อเข้าใจข้อมูลอย่างแท้จริง จึงไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหา”

การตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร ได้อ้างอิงถึง “ส้ม” พืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ อยู่คู่กับชีวิตคนไทยในทุกรูปแบบ แต่จากการตรวจสอบของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า ส้ม 1 ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิด ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) โดยสารเคมีตกค้างเป็นชนิดดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 28 ชนิด นอกจากนี้ธรรมชาติของส้มจะให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม ซึ่งถือเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดเพราะเป็นส้มในฤดูกาล แต่ตลาดทีต้องการส้มตลอดทั้งปี ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีมากกว่าปกติ เพื่อผลิตส้มได้ตามความต้องการ ต้องการของผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช ถึง 52 ครั้งต่อปี หรือทุกสัปดาห์ ผู้บริโภคจึงควรมีสิทธิ์ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับส้มที่ซื้อผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างถูกต้อง มีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อทราบแหล่งที่มาของส้ม กระบวนการผลิตส้มตลอดปีทั้งในและนอกฤดู

สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ ผู้บริหารร้าน Lemon Farm ให้มุมมองเรื่องอาหารปลอดภัยในประเทศไทยเอาไว้อย่างน่าคิด “ต้องถามตัวเองก่อนว่า ขอบข่ายของเราคือแค่ไหน ครอบครัวเรา ลูกของเรา อยากให้ปลอดภัยแค่ไหน เพราะจริงๆ มนุษย์เป็นธรรมชาติที่สะอาด แม้จะเป็นมนุษย์ที่มีการพัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่โครงสร้างก็ยังเป็นมนุษย์ถ้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเยอะ ฉะนั้นสารเคมีหรืออะไรที่แปลกปลอมเข้ามา ร่างกายจะไม่รู้จัก ไม่รู้จะทำยังไงมันก็เลยสะสมสารที่ก่อมะเร็งไปเรื่อยๆ เราควรจะเลือกทานอาหารที่ดีต่อร่างกายที่สุด เพราะอาหารเป็นจุดตั้งต้นของชีวิตที่ดีของสมอง สุขภาพ และความสุข ก่อนที่จะนำมันเข้าไปในร่างกายจะต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะร่างกายเรามีค่า อาหารเกษตรอินทรีย์หรือออแกนิค น่าจะเหมาะกับร่างกายเราที่สุด”

ขุนกลาง ขุขันธิน เชฟผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปไม่ใส่สารเคมี Trust me I’m CHEF ในฐานะผู้เลือกอาหารให้ผู้บริโภค ได้แบ่งความปลอดภัยในอาหารเอาไว้ 3 อย่าง “อันแรกก็คือปลอดภัยในขบวนการผลิต ขบวนการทำ ปลอดภัยแบบไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ ในขบวนการผลิต พื้นที่ผลิตสะอาด ปลอดภัยที่สอง คือมีสารปนเปื้อนได้ในค่าที่ไม่เกินกำหนด ซึ่งค่าที่ว่าแต่ละที่มาก็จะต่างกัน ปลอดภัยที่สาม คือปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม ในความปลอดภัยเหล่านี้มันก็จะวนกลับมาที่หนึ่งสองสาม ยังไงก็ตามสารหรือสิ่งแปลกปลอมก็จะสะสมไปเรื่อยๆ จากการบริโภค”

การเสวนากล่าวถึงการรณรงค์ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยวางขายผลิตภัณฑ์ ‘ไก่ไร่ฝุ่น’ เพื่อผลักดันเรื่องควันพิษ เพราะสาเหตุหลักๆ ของภาคเหนือที่เปลี่ยนไปมาจากการ ‘เผาไร่’ เพื่อปรับหน้าดิน โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดเชิงอุตสาหกรรมที่นิยมเพาะปลูกบริเวณที่สูง เพราะมีผู้ผลิตอาหารรายใหญ่พร้อมรับซื้อเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ เกษตรกรในหลายพื้นที่ภาคเหนือจึงนิยมปลูกข้าวโพด ซึ่งวิธีจัดการกับซังข้าวโพด หรือต้นข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวแล้วได้ง่ายและเร็วที่สุดก็คือ ‘การเผา’

“ไก่” หนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจ มีปริมาณการผลิตและบริโภคสูงกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไก่แปรรูปอันดับ 1 ของโลก และไก่เนื้อเป็นอันดับ 8 ของโลก ตั้งแต่ปี 2558 ความต้องการบริโภคไก่ไทยไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ และปี 2563 ความต้องการบริโภคไก่ก็ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 1.7 ล้านตัน และ ข้าวโพด คือพืชเศรษฐกิจของไทย และเป็นอาหารหลักของไก่ที่ถูกจัดการด้วยวิธีเผา จึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภค รวมถึงปัญหา PM2.5

ช่วงท้ายการเสวนาในหัวข้อ “อนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย” ยังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานซัก-ถาม แสดงความคิดเห็นผ่านมุมมองและประสบการณ์ของตัวเอง ก่อนจะไปอิ่มอร่อยกับอาหารจานเด่น จากเชฟ Na Café at Bangkok 1899 ที่สะท้อนประเด็นการพูดคุยอย่างออกรสและลงตัว

การบริโภคของเราจะช่วยโลกได้ หาก ‘การผลิต’ และ ‘การกิน’ ไม่ส่งผลกระทบต่อโลก และเปลี่ยนแปลงให้ ‘ปลอดภัยอย่างยั่งยืน’ ได้มากยิ่งขึ้น

ฟื้นฟูร่างกายให้ฟิตอย่างไร หลังหายป่วยจากโควิด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/670841

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 11:40 น.ฟื้นฟูร่างกายให้ฟิตอย่างไร หลังหายป่วยจากโควิด?โดย นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน

การติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 คือการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย โดยปอดได้รับความเสียหายโดยตรง ซึ่งแต่ละคนที่ได้รับการติดเชื้อโควิด – 19 นั้นความรุนแรงของโรคมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล อาทิ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันมากน้อยแค่ไหน การรักษาที่ทันท่วงทีหรือไม่ และภาวะโรคประจำตัวของแต่ละคนที่อาจก่อความรุนแรงของโรคได้เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว คือการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม และหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 อีกครั้ง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตให้สดชื่นและแข็งแรงกับหลักวิธีการดูแลตนเอง ดังนี้  

นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน

นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด โดยผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ร่างกายจะยังไม่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพราะนอนพักรักษาตัวเป็นเวลานาน รวมถึงปอดได้รับความเสียหายโดยตรงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ร่างกายและปอดอาจยังฟื้นฟูได้ไม่ดีพอ ควรมีการออกกำลังกายเบาๆสม่ำเสมอ การฝึกหายใจ โดยหายใจเข้าลึกๆให้อากาศเข้าสู่ปอด และค่อย ๆ หายใจออกยาวๆจนสุด ทำเซ็ตละ 5 – 6 ครั้ง วันละ 3 เซ็ต

การฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาจนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ร่างกายจึงไม่ได้เคลื่อนไหว ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง หรือฝ่อลีบได้ การบริหารร่างกายเบา ๆ ด้วยการบริหารกล้ามเนื้อแขน และขา หรือการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยนักกายภาพบำบัด จึงช่วยเพิ่มสมรรถภาพของกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเร็วขึ้น

การฟื้นฟูสภาพจิตใจ ที่อาจยังรู้สึกกังวล ตื่นตระหนก หรือเกิดภาวะเครียดกับสถานการณ์โควิด-19 อาจร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือหางานอดิเรกทำเพื่อให้ผ่อนคลายเพลิดเพลิน บางรายอาจเกิดภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง หรือที่เรียกว่า Post-Traumatic Stress Disorder – PTSD ที่สภาวะจิตใจเจอกับเหตุการณ์รุนแรงหวาดกลัวจากภาวะโควิด – 19 โดยหากมีอาการหวาดกลัว ตื่นตระหนก หลีกเลี่ยงการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ปลีกตัวออกจากสังคม นอนไม่หลับ นานเกิน 1 เดือนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สังเกตอาการลองโควิด (Long COVID)

หลังจากติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ร่างกายยังสามารถเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง หรือยังฟื้นฟูร่างกายได้ไม่เต็มที่ แม้จะหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้วก็ตาม อาจพบว่ายังมีอาการหายใจลำบาก รับออกซิเจนได้ไม่เต็มปอด รู้สึกอ่อนเพลีย หรืออาจเกิดภาวะเจ็บหน้าอก ใจสั่นหรืออื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดันสูง โรคไต ภาวะอ้วน หากยังมีอาการควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางวินิจฉัยรักษา

การดูแลใช้ชีวิตแบบ New Normal สวมหน้ากากก่อนออกจากบ้าน เว้นระยะห่าง และล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสคน สิ่งของ และอื่น ๆ รวมถึงลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 และลดการเกิดความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ ด้วยการฉีดวัคซีน

การดูแลเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย

·      ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีน พวกเนื้อแดง เพื่อช่วยในการสร้างเซลล์ต่าง ๆของร่างกาย

ที่เพิ่มภูมิคุ้มกัน และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

·      วิตามิน C ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และต้านการอักเสบ โดยพบได้ในผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง พริกยวก

·      วิตามิน D3 ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดได้ โดยสามารถรับได้จากแหล่งพลังงานหลักจากแสงแดด ที่ควรตากแดดเป็นประจำวันละ 15 – 30 นาทีต่อวัน

·      สังกะสี ช่วยลดการติดเชื้อในร่างกาย โดยพบได้จาก อาหารทะเล เต้าหู้ ข้าวกล้อง เห็ด ผักโขม งาดำ เนื้อสัตว์ ถั่ว

·      โพรไบโอติกแบคทีเรีย ที่เป็นแบคทีเรียตัวดีในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ได้ดีขึ้น ช่วยทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายและเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยพบได้จาก      โยเกิร์ต กิมจิ นัตโตะ ผักดองต่าง ๆ ที่ผ่านการดองที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ และพรีไบโอติก อาหารของแบคทีเรียตัวดี เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในลำไส้ พบได้จาก หอมหัวใหญ่ หอมแดง กากใยต่าง ๆ เป็นต้น

แต่เพื่อการฟื้นฟูร่างกายหลังจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว การรับประทานอาหารอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอที่ร่างกายต้องการทุกวัน การเลือกรับประทานวิตามินเสริมอาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

Doctor Quote: นอกจากการฟื้นฟู และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายหลังการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว สิ่งสำคัญคือกำลังใจของสมาชิกในครอบครัว และตัวเองเพื่อให้สามารถมีพลังและมีวินัยในการฟื้นฟูร่างกาย ให้กลับมาปกติอีกครั้ง

อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ ‘โอไมครอน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/669455

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 12:58 น.อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ 'โอไมครอน'ข้อมูล ณ ปัจจุบัน เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์โอไมครอน สายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวลล่าสุด ดูงานวิจัยที่มีอยู่ตอนนี้ ประสิทธิผลของวัคซีน พร้อมฟังข้อแนะนำเพื่อการดำเนินการในระดับประเทศ

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้สายพันธุ์ B.1.1.529 เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล และตั้งชื่อว่า โอไมครอน ตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษาด้านวิชาการของ องค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของไวรัส (Technical Advisory Group on Virus Evolution) การตัดสินใจนี้อิงตามข้อมูลและหลักฐานที่นำเสนอต่อคณะที่ปรึกษาฯ ว่า โอไมครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้ เช่น ความง่ายในการแพร่เชื้อ หรือความรุนแรงของโรคเป็นอย่างไร ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ทราบและมีอยู่ในปัจจุบัน

ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์โอไมครอน ณ ปัจจุบัน

นักวิจัยในประเทศแอฟริกาใต้และทั่วโลกกำลังศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในแง่มุมต่าง ๆ ของสายพันธุ์โอไมครอน และจะเผยแพร่ผลการศึกษาเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น

ความสามารถในการแพร่เชื้อ

ยังไม่ชัดเจนว่า สายพันธุ์โอไมครอนสามารถแพร่เชื้อได้ดีกว่าหรือไม่ (เช่น แพร่จากอีกคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายกว่า) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ๆ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสายพันธุ์นี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ กำลังมีการศึกษาทางระบาดวิทยาเพื่อทำความเข้าใจว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อนี้เป็นเพราะสายพันธุ์โอไมครอน หรือปัจจัยอื่น ๆ

ความรุนแรงของโรค

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนจะทำให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น เดลต้า ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า มีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้น แต่นี่อาจเป็นเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมที่เพิ่มขึ้น มากกว่าเกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนโดยตรง

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่า อาการที่เกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนนั้นแตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ มีรายงานการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนครั้งแรก ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มคนอายุน้อยที่มีแนวโน้มจะมีอาการเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์เพื่อทำความเข้าใจถึงความรุนแรงของสายพันธุ์โอไมครอน ไวรัสโควิด 19 ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตาที่แพร่หลายไปทั่วโลกในขณะนี้ สามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นกุญแจสำคัญเสมอ

ประสิทธิผลของการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ก่อนหน้านี้

หลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำโดยสายพันธุ์โอไมครอนมีมากขึ้น (กล่าวคือ ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด 19 อาจติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์โอไมครอนได้ง่ายขึ้น) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่น่ากังวลสายพันธุ์อื่น แต่ขณะนี้ข้อมูลมีค่อนข้างจำกัด ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นนี้จะนำมาเผยแพร่เพิ่มอีกในไม่ช้า

ประสิทธิผลของวัคซีน 

องค์การอนามัยโลกและองค์กรภาคีกำลังทำงานร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ต่อมาตรการการรับมือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงวัคซีน วัคซีนยังคงมีความสำคัญในการลดการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากสายพันธุ์ที่มีอยู่ตอนนี้ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์เดลตา วัคซีนที่มีอยู่ตอนนี้ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

ประสิทธิผลของการตรวจทางห้องปฏิบัติการในปัจจุบัน 

การตรวจโควิดแบบวิธีมาตรฐาน RT-PCR ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายยังคงตรวจหาการติดเชื้อได้ ทั้งการติดเชื้อจากสายพันธุ์โอไมครอนและสายพันธุ์อื่น ๆ กำลังมีการศึกษาว่าสายพันธุ์โอไมครอนมีผลอย่างไรต่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการประเภทอื่น ๆ เช่น ชุดตรวจโควิด 19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test)

ประสิทธิผลของการรักษาในปัจจุบัน 

Corticosteroids และ IL6 Receptor Blockers จะยังคงมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในส่วนต่าง ๆ ของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน การรักษาแบบอื่น ๆ จะได้รับการประเมินเพื่อดูว่ายังคงมีประสิทธิภาพเท่าเดิมหรือไม่

งานวิจัยที่มีอยู่ตอนนี้

ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกกำลังประสานงานกับนักวิจัยจำนวนมากทั่วโลกเพื่อทำความเข้าใจกับการติดเชื้อโควิด19 สายพันธุ์โอไมครอนให้ดีขึ้น มีการศึกษาที่เริ่มไปแล้ว และกำลังจะเริ่มเพื่อประเมินความสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค (รวมถึงอาการ) ประสิทธิผลของวัคซีน การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาการติดเชื้อ และประสิทธิผลของการรักษา

องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาลผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลทางคลินิกโรคโควิด 19 ขององค์การอนามัยโลกเพื่อจะได้ข้อสรุปข้อมูลทางคลินิกและผลลัพธ์ของการรักษาโดยเร็ว

ข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งคณะที่ปรึกษาฯ ขององค์การอนามัยโลก จะติดตามและประเมินข้อมูลเหล่านี้ เพื่อประเมินว่าสายพันธุ์โอไมครอน เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไวรัสอย่างไร

ข้อแนะนำเพื่อการดำเนินการในระดับประเทศ

เนื่องจาก สายพันธุ์โอไมครอน ถูกกำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลจึงมีการดำเนินการหลายอย่างที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังและการถอดรหัสพันธุกรรม และ  การแบ่งปันข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วย บนฐานข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น GISAID รายงานการติดเชื้อครั้งแรกในผู้ป่วยหรือแบบกลุ่มก้อนต่อองค์การอนามัยโลก การสอบสวนโรคภาคสนามและการประเมินผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้เข้าใจดีขึ้นว่า สายพันธุ์โอไมครอน มีลักษณะการแพร่เชื้อหรือลักษณะเฉพาะของโรคแตกต่างกันหรือไม่ หรือมีผลกระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีน การรักษา การตรวจวินิจฉัย หรือมาตรการด้านสาธารณสุขและสังคม รายละเอียดเพิ่มเติมในประกาศเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน

ประเทศต่าง ๆ ควรคงมาตรการด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพต่อไปเพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยรวม โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงและแนวทางทางวิทยาศาสตร์ ควรเพิ่มขีดความสามารถด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่งคือการตอบสนองต่อความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด19 เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเสี่ยงในทุกแห่ง ทุกที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้สูงอายุ ได้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 และ เข็มที่ 2 ควบคู่ไปกับการเข้าถึงการรักษาและการตรวจวินิจฉัยที่เท่าเทียมกัน

ข้อแนะนำระดับบุคคล 

สิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่บุคคลสามารถทำได้เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด 19 คือการรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรจากผู้อื่น สวมหน้ากากให้ถูกต้องและเหมาะสม เปิดหน้าต่างเพื่อให้เกิดการระบายอากาศ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดีหรือมีผู้คนพลุกพล่าน ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ไอหรือจามใส่ข้อข้อพับแขนด้านในหรือกระดาษทิชชู และรับการฉีดวัคซีนเมื่อถึงคิวของตนเอง

องค์การอนามัยโลก จะปรับปรุงข้อมูลเมื่อมีข้อมูลใหม่ ตลอดจนการประชุมของคณะที่ปรึกษาฯ ครั้งถัดไป และเผยแพร่ข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมขององค์การอนามัยโลกต่อไป

อ้างอิง : https://www.who.int/…/detail/29-11-2021-Update-on-Omicron

4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668863

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 08:08 น.4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว“ทำงานให้สุด แล้วหยุดที่ ICU” วลีคุ้นหูที่ฟังดูติดตลก แต่ถ้าคิดตามแบบในชีวิตจริงคงเป็นสิ่งที่ตามหลอนคนทำงานอย่างเราๆ และเพื่อไม่ให้รู้ตัวเมื่อสาย เราได้รวบรวม 4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัวมาให้เพื่อเช็กอาการเบื้องต้นกันไว้เลย

  • ถ้าใช้ข้อม้อมือหนัก ๆ จนเกิดอาการชา หรือปวดที่นิ้วมือและฝ่ามือ ลามไปจนถึงไหล่ บางครั้งกำมือได้ไม่แน่น อาจจะหมายความว่าคุณเริ่มมีอาการ โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
  • ถ้าจ้องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีจอต่าง ๆ นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน จนมีอาการตาล้า ตาแห้ง สู้แสงไม่ได้จนเกิดอาการปวดหัว อาจเป็นอาการของ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม
  • โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาจจะเกิดขึ้นกับคนทำงานที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ จนเกิดอาการปวดคอ แล้วเริ่มลุกลามไปที่บ่า หลัง จนถึงแขน
  • โรคสำหรับคนทำงานอาจไม่ได้แสดงออกทางร่างกายอย่างเดียว โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน จะทำให้มีความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง  

รู้หรือไม่? โดยปกติคนทำงานทั่วไปใช้เวลาวันละ 8 -10 ชั่วโมงอยู่ในออฟฟิศ

ใน 1 เดือน เท่ากับใช้เวลาในที่ทำงานประมาณ 200 ชั่วโมง

ใน 1 ปี เท่ากับเราใช้เวลาหมดไปกับการทำงานมากถึง 2,400 ชั่วโมง

นี่ยังไม่นับว่าบางคนหิ้วงานกลับไปทำที่บ้านด้วยอีก เรียกได้ว่าเรานั้นใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดกับการไปทำงาน ซึ่งพฤติกรรมการทำงานแบบหักโหมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ  ทั้งโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย หรือแม้แต่โรคทางจิตใจด้วย และด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง อีกทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การรับประทานอาหาร และการนอนพักผ่อนไม่เป็นเวลาเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายต้องแบกรับภาวะความตึงเครียดเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว จึงมีโรคที่มักเกิดกับคนทำงานมาฝาก และอยากให้ลองสังเกตอาการต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นกับตัวเองหรือยัง

โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome – CTS): สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ที่ต้องใช้มือในการทำงาน มักจะมีโรคที่เกิดจากการใช้มือสัมผัสในการทำงาน 

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือคนที่ใช้ข้อมือหนัก

จุดสังเกต: มักจะมีอาการชา หรือปวดที่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ลามไปถึงหัวไหล่ โดยอาการมักจะเกิดตอนที่ใช้ข้อมือหนัก ๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ไม่สามารถกำมือได้แน่น

สาเหตุ: การใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ มีการใช้ข้อมือหนัก ๆ เช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือตอนควบคุมเมาส์โดยข้อมือมีการเสียดสีกับพื้นโต๊ะตลอดเวลา

การป้องกันและการรักษา: หากอาการยังไม่รุนแรง เบื้องต้นให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือ ลองหาอุปกรณ์มารองรับ หรือทำการประคบร้อน กดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท การยืดเส้นประสาท แต่หากเริ่มมีอาการหนักขึ้นอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome – CVS): มักเกิดกับคนทำงานผ่านหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งการทำงานที่ต้องใช้ตามองสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานาน มักจะทำให้เกิดปัญหาตามมา

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง

จุดสังเกต: ดวงตาล้า ดวงตาแห้ง รู้สึกแสบตา และดวงตาไม่สามารถสู้แสงได้ รวมถึงดวงตาไม่สามารถโฟกัสได้ ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว ปวดคอ และบ่ารวมด้วย

สาเหตุ: การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแสงสว่างบนหน้าจอมากเกินไป การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ชิดและเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีการพักสายตา รวมถึงการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสมกับระดับสายตา

การป้องกันและการรักษา: ควรจะพักสายตาบ่อย ๆ และหมั่นกระพริบสายตา อีกทั้งปรับความสว่างของแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และระดับหน้าจอให้เหมาะสมกับระดับสายตา คือศูนย์กลางหน้าจอควรต่ำกว่าระดับสายตา 4-5 นิ้ว หรือ 15 – 20 องศา และควรวางห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว  ทั้งนี้หากยังมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม: การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานของเหล่าคนทำงาน มักจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับคอและหลัง โดยโรคนี้คนทำงานออฟฟิศมักจะเป็นกัน

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือคนที่มีพฤติกรรมชอบบิดคอ หมุนคอ

จุดสังเกต: ปวดบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมกันจนทำให้อาการหนักขึ้นคือลามไปกดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดลามไปถึงแขน เริ่มมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหากไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดกระบอกตา และรู้สึกบ้านหมุน

สาเหตุ: มีพฤติกรรมการใช้คอและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ผิดลักษณะ เช่น การบิดคอ การนั่งก้มหน้าทำงานเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

การป้องกันและการรักษา: หากต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหมั่นยืดกล้ามเนื้อบ่อย ๆ ไม่ควรโน้มศีรษะอ่านหนังสือเป็นเวลานานเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตา ในกลุ่มคนที่อาการยังไม่รุนแรงสามารถรักษาด้วยการรับประทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Nucleoplasty) 

โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน (Attention Deficit Trait – ADT): การทำงานที่ต้องใช้สมองในการคิดงานอยู่เกือบตลอดเวลา อาจทำเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจและสมอง 

กลุ่มที่ต้องระวัง: ทุกคน

จุดสังเกต: ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้นาน ความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง รวมถึงมีอาการเครียด กังวล และคิดถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แสดงออก

สาเหตุ: สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้น วุ่นวาย ต้องรับผิดชอบงาน ภาวะกดดัน เครียด ประกอบกับชีวิตที่เร่งรีบต้องทำทุกอย่างเพื่อแข่งกับเวลา

การป้องกันและการรักษา: พักผ่อน หรือหาวิธีผ่อนคลาย อาจเปลี่ยนอิริยาบถหากรู้สึกว่าทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงพยายามจัดลำดับความสำคัญ แบ่งเวลาให้กับการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากรู้สึกไม่ดีขึ้นให้ไปลองพูดคุยและปรึกษาจิตแพทย์

การขยันทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่การดูแลรักษาสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน อย่าทำงานบนความเคยชิน และละเลยต่ออาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะหากเรามองเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่อาจตามมาคือความเสื่อมถอยของร่างกายและจิตใจ นำไปสู่โรคต่าง ๆ ที่อาจจะต้องเสียเงิน และเสียเวลาในการรักษา ดังนั้นลองให้เวลาตัวเองสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่าร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณเตือนอะไรมาให้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

ขอบคุณ jobthai.com / freepik.com

แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668859

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย อธิบายภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19

จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นได้ว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะกระตุ้นทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางรายเกิดอาการของโรคผมร่วงเป็นหย่อม ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ผู้ป่วยมีอาการผมร่วง เป็นหย่อม ๆที่ศีรษะ โดยอาจจะมีขนร่วงที่บริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น คิ้ว หนวด จอนหรือขนตามร่างกาย ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการผมร่วงทั่วศีรษะหรือขนตามร่างกายร่วงจนหมด

โดยทั่วไปโรคผมร่วงเป็นหย่อมนี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการศึกษาเชื่อว่าเกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านตนเอง ร่วมกับมีการเสียการควบคุมของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจมีปัจจัยทางกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง โดยร่างกายอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยบางอย่าง เช่น ความเครียดทั้งจากภาวะการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารสื่อประสาทที่บริเวณต่อมผม จึงทำให้การสร้างผมผิดปกติและวงจรชีวิตของผมเปลี่ยนจากระยะเจริญเติบโตเป็นระยะหลุดร่วงเร็วขึ้น

พญ.ชินมนัส เลขวัต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องรอผลการศึกษามากกว่านี้ ในเรื่องอุบัติการณ์การเกิด หลังจากการฉีดวัคซีนเนื่องจากวัคซีน ใช้กระบวนการที่เลียนแบบการสร้างภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโควิด-19 ดังนั้นอาจมีการกระตุ้นการเกิดภูมิคุ้มกันต้านตนเองและเกิดปฏิกิริยาอักเสบที่บริเวณต่อมผม ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมได้ ซึ่งในปัจจุบันพบรายงานการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม ที่กลับมาเป็นซ้ำหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นไปได้ที่โรคผมร่วงเป็นหย่อมจะเกิดขึ้นใหม่หรือในผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นมากอยู่แล้วจะเกิดมีอาการมากขึ้นหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หลังจากมีการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวมากพอที่จะสรุปผลได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นน้อยไม่พบว่ามีอาการมากขึ้น ภายหลังการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังพบว่าโรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจเกิดภายหลังการฉีดวัคซีนอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น วัคซีนงูสวัด, วัคซีนไวรัส ตับอักเสบบีและวัคซีนโรคไข้สมองอักเสบเจอี โดยจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคผมร่วงเป็นหย่อมร่วมด้วย เช่น ปัจจัยทางกรรมพันธุ์, ความเครียด, การเจ็บป่วย, โรคภูมิแพ้, โรคไทรอยด์, โรคลูปัส, ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก, ภาวะการขาดวิตามินดี

ซึ่งการดูแลและรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนหรือหลังการติดเชื้อโควิด-19 ควรจะรักษาตามมาตรฐานของการรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม โดยการรักษาขึ้นกับขนาดพื้นที่ของผมร่วงที่ศีรษะ ในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย มีผมร่วงเป็นหย่อมเพียงเล็กน้อย อาการผมร่วงอาจหายได้เองหรือไปรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง ด้วยการทายาสเตียรอยด์หรือฉีดยาสเตียรอยด์ที่ศีรษะร่วมกับการทายาไมน็อกซิดิล (Topical minoxidil) 2-5% วันละ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นผมให้ขึ้นใหม่ สำหรับในผู้ป่วยที่มีอาการมาก มีผมร่วงทั่วศีรษะหรือมีขนตามร่างกายร่วงด้วย ควรจะพบแพทย์เพื่อพิจารณาหาวิธีการรักษา เช่น การรักษาด้วยยาทาไดฟีนิลไซโคล, โพรพีโนนหรือ ยาทาดีพีซีพี หรือยาชนิดอื่น ๆ ตามที่แพทย์เฉพาะทางพิจารณา นอกจากนี้การรับประทานเหล็กและวิตามิน เช่น สังกะสี (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) ยังไม่มีหลักฐานทางการศึกษาชัดเจนว่าจะมีส่วนช่วยรักษาในผู้ป่วยที่ไม่ได้มีภาวะขาดเหล็กหรือวิตามิน

ด้าน รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบมากมายให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตที่ย่ำแย่จากการวิตกกังวลและความเครียดที่มีมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียตามมากับการใช้ชีวิตประจำวันของคนในสังคม โรคผมร่วงเป็นหย่อมเป็นอีกโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด การพักผ่อนน้อย การไม่สบายอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น ภาวะโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองอื่น ๆ อาทิ โรคเอสแอลอี (SLE), โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวของคนไข้มาทำลายรากผม ทำให้ผมหลุดร่วงเป็นหย่อม อาจจะเริ่มจากหย่อมเดียว ( Alopecia areata) กระจายหลาย ๆ หย่อม (Multiple alopecia areata) ผมร่วงทั้งศีรษะ(Alopecia totalis) หรือมีขนตามร่างกายร่วงทั้งหมด (Alopecia Universalis) สาเหตุของการเกิดโรคเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งเดิมมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ กลับมาทำลายเซลรากผมของคนไข้เอง

โรคผมร่วงเป็นหย่อม สามารถเกิดได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โอกาสพบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ของจำนวนประชากร ซึ่งการวินิจฉัย ตามปกติโรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากอาการแสดงทางคลินิก คือ มีผมร่วงเป็นหย่อม ลักษณะของผมร่วงเป็นผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (Non-scarring alopecia) อาจมีหย่อมเดียว หลายหย่อม ทั่วทั้งศีรษะหรือมีขนคิ้ว ขนตา ขนรักแร้ ขนตามตัวต่าง ๆ ร่วงด้วยก็ได้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วย โดยการดำเนินโรคส่วนหนึ่งสามารถหายขาดได้ ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื้อรังและอีกส่วนหนึ่งจะไม่หายถึงแม้ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว