งดแป้งกับออกกำลังกาย ไปด้วยกันไม่ได้จริงหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515400

งดแป้งกับออกกำลังกาย ไปด้วยกันไม่ได้จริงหรือ

คาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย ที่เราควรบริโภคเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอกับการทำงานในแต่ละวัน และร่างกายไม่สามารถดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้ทันที ต้องใช้พลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตและกลูโคสเป็นตัวเริ่มต้นการใช้พลังงานก่อนถึงจะค่อยดึงไขมันมาใช้

ในแนวคิดของการลดน้ำหนักจะถูกแบ่งออกเป็น 2 สาย คือสายแรกเน้นลดน้ำหนักด้วยการลดแป้งและไขมัน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแต่พอเหมาะ สายที่ 2 คือออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายดึงไขมันไปเผาผลาญให้มากที่สุด โดยยังคงรับประทานอาหารเหมือนเดิม แต่ถ้าลดแป้งและไขมันได้บ้างก็จะดี แต่ความจริงที่หลายคนไม่ทราบคือ หากคุณออกกำลังกายอย่างหนัก ต้องห้ามงดแป้งอย่างเด็ดขาด

ในสายของการลดน้ำหนักด้วยการงดแป้งนั้นจะเน้นการรับประทานแป้งและไขมัน เพียงแค่เป็นตัวให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมมาใช้ให้มากที่สุด ด้วยอัตราเผาผลาญพลังงานมาตรฐานเฉลี่ยที่ 2,000 กิโลแคลอรี/วัน ถ้าร่างกายเรารับแป้งอยู่ที่ประมาณ 500 กิโลแคลอรี/วัน ที่เหลือก็จะดึงไขมันมาใช้อีก 1,500 กิโลแคลอรีผอมได้เหมือนกันแต่ไม่ฟิตแอนด์เฟิร์มเท่าคนที่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายด้วยระบบคาร์ดิโอ ได้แก่ การวิ่ง ปั่นจักรยาน และแอโรบิก คือการออกแรงซ้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ช่วง 15-30 นาทีแรกของการออกกำลังกาย ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน หลังจากนั้นถึงจะเริ่มดึงไขมันสะสมมาใช้ พร้อมกับวิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยให้ระบบประสาทและการทำงานในร่างกายมีความสมดุลให้มากที่สุด

การออกกำลังกายในสายนี้จำเป็นต้องรับประทานอาหารให้เพียงพอ เพราะร่างกายเราต้องการแป้งและน้ำตาลเป็นตัวจุดระบบการเผาผลาญ เมื่อมีการใช้งานต่อเนื่องอย่างหนักเป็นเวลานาน ถึงจะดึงไขมันมาใช้ซึ่งให้พลังงานสูงและต่อเนื่องได้ดีกว่านั่นเอง

ถ้าเราคิดจะออกกำลังกายด้วยการวิ่งแต่ยังต้องการลดแป้งด้วย ผลที่ได้ก็คือร่างกายจะดึงเอาคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเท่าที่มีและถ้าไม่พอใช้ใน 15-30 นาทีแรกก็จะดึงไกลโคเจนมาใช้ ซึ่งไกลโคเจนนี้เป็นพลังงานสำรองฉุกเฉินของร่างกายที่มีอยู่จำกัด เมื่อไกลโคเจนหมดก็จะเริ่มดึงโปรตีนในกล้ามเนื้อมาใช้ หรือพูดง่ายๆ ว่าเปลี่ยนเซลล์กล้ามเนื้อเป็นพลังงานจนกว่าจะถึงจุดที่ไขมันพร้อมถูกนำมาใช้นั่นเอง

อ่านดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากก็แค่ดึงมาใช้นิดหน่อย แต่จริงๆ แล้วผลร้ายแรงกว่าที่คิด อย่างแรกคือผู้ออกกำลังกายจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ เพราะเซลล์กล้ามเนื้อสลายกลายเป็นพลังงาน ถ้าคุณยังงดแป้งโดยที่ยังออกกำลังกายแบบนี้อยู่ จำนวนการเผาพลังงานต่อวันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับที่งดอาหารก็แล้วออกกำลังกายก็แล้วน้ำหนักยังขึ้นอยู่นั่นเอง เขาถึงบอกว่าสายงดแป้ง ไขมัน และน้ำตาลไม่ควรที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั่นเอง

 

(Half Lotus Toe Balance Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515159

(Half Lotus Toe Balance Pose)

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเราฝึกท่า Half Bound Lotus Standing Forward Bend สามารถฝึกท่านั่งปลายนิ้วเท้า ต่อได้ การฝึกท่านี้ไม่ง่ายเพราะการค้างท่าให้นานนั้นยากเนื่องจากต้องทรงตัวด้วยปลายนิ้วเท้า ท่านี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้นิ้วเท้า ข้อเท้า ขา หลังและหน้าท้อง การวางตำแหน่งส้นเท้าให้อยู่ระหว่างกระดูกรองนั่ง ยืดหลังให้ตรง หน้าแข้งขนานไปกับพื้นจะทำให้ทรงตัวได้ง่าย เทคนิคการค้างท่า ต้องหาจุดโฟกัสการตั้งมั่น อาจโฟกัสที่หัวใจของเรา หรือการจ้อง ที่จุดใดจุดหนึ่ง (Drishti) การฝึกท่านี้จึงนับได้ว่าเป็นการฝึกเทคนิคการจ้อง หรือที่เรียกว่า ดริสที้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปรัตยาหาระ (Pratyahara) และธารณา (Dharana) องค์แปดของโยคะ (Eight Limbs)

วิธีปฏิบัติ

1.จากท่า Half Bound Lotus Standing Forward Bend (รูป 1)

และพับตัวลง (รูป 2)

ให้หายใจเข้า-ออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ

2.ค่อยๆ นั่งยิงยองลงมาช้าๆ เขย่งส้นเท้า  ทรงตัวด้วยปลายนิ้วเท้า ทั้ง 5 นิ้ว ตำแหน่งส้นเท้าต้องสมดุล อยู่ระหว่างกระดูกรองนั่ง ใช้มือขวาประคองเบาๆ ที่พื้นก่อน หากไม่มั่นคงอาจใช้ปลายนิ้วมือประคองไว้ หายใจเข้า-ออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ (รูป 3)

3.ยืดหลังให้ตรง ทรงตัวให้นิ่ง เพ่งสมาธิที่จุดใดจุดหนึ่ง (Drishti) ยกแขนขวายืดมาด้านหน้า หายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ (รูป 4)

จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาทหรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท โทร. 02-636-6758-9

 

ก้าวต่อไปของ CRISPR – รักษามะเร็ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 13:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515157

ก้าวต่อไปของ CRISPR - รักษามะเร็ง?

 โดย โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ : อีพีเอ

 ในช่วงปีที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวในวงการแพทย์ที่มีคนพูดถึงมากไปกว่าเทคโนโลยี CRISPR-9 อีกแล้ว

เพราะเทคนิคทางการแพทย์ด้วยการตัดต่อยีนชนิดนี้ อาจจะเป็นหนทางแห่งการรักษาโรคมะเร็ง ที่เราทุกคนกำลังเฝ้ารออยู่ก็เป็นได้

เทคนิคการรักษาด้วยการตัดต่อยีนเพื่อรักษาผู้ป่วยในมนุษย์ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2009 ครั้งนั้นแพทย์ใช้การดึงเอา ​Immune Cells (เซลล์ที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย) ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ออกมาข้างนอก แล้วทำการดัดแปลงยีน CCR5 เพื่อไม่ให้​ทำงานได้

ซึ่งโดยปกติแล้วเชื้อไวรัส HIV จะอาศัยเจ้า CCR5 ตัวนี้เป็นประตูทางเข้าไปทำลายเซลล์ของร่างกาย เมื่อตัดแต่ง Immune Cells เสร็จเรียบร้อยก็ใส่คืนเข้าไปในร่างกายเช่นเดิม

ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้มีโอกาสสูงที่ไวรัส HIV จะหายไปทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงใดๆ

ที่จริงถ้าย้อนกลับไปช่วงปี 1990 มีการใช้เทคนิคการเติมยีนเข้าไปในเซลล์ร่างกายเพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรมที่ไม่ค่อยพบเห็นกันบ่อยๆ แต่การใช้เทคนิคการตัดต่อยีนแบบ CRISPR นั้นเป็นการปรับเปลี่ยนยีนที่อยู่ในเซลล์ (ไม่ใช่การเติมยีนเพิ่มเข้าไป) เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นเทคนิคที่น่าจะรักษาโรคต่างๆ ได้มากกว่าวิธีแบบเก่า

CRISPR เป็นเทคนิคการตัดแต่งยีนของมนุษย์เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีความแม่นยำสูงที่สุดในเวลานี้ และเมื่อเดือน ต.ค. 2016 ที่โรงพยาบาล West China Hospital มันถูกใช้เพื่อทดลองในมนุษย์ (Clinical Trial) เป็นครั้งแรกเพื่อรักษามะเร็งปอด

Immune Cells ของผู้ป่วยถูกเอาออกมาหยุดการทำงานยีนที่ชื่อว่า PD-1 แล้วก็ใส่กลับเข้าไปในร่างกาย

ยีน PD-1 นั้นทำหน้าที่เป็นสวิตช์ “ปิด-เปิด” บอกให้เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นทำงานหรือให้อยู่เฉยๆ ซึ่งปกติแล้วเจ้าเนื้อร้ายจะทำงานโดยการไป “ปิด” สวิตช์ว่าไม่ต้องทำงาน เมื่อ Immune Cells ไม่รู้ว่าตัวเองต้องต่อสู้กับเนื้อร้าย มันก็อยู่เฉยๆ และถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นถ้า CRISPR ตัดการทำงานของยีน PD-1 ไปแล้วโดยการสั่งให้มัน “เปิด” ตลอดเวลา ตามทฤษฎีแล้วเจ้าเนื้อร้ายก็ไม่สามารถหลอกให้ยีน PD-1 ปิดสวิตช์อีกต่อไป แต่ปัญหาคือเรายังไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไป Immune Cells ที่ถูกดัดแปลงให้อยู่ในโหมด “Always On” จะเริ่มทำร้ายเซลล์ของร่างกายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นพิษภัยอะไรรึเปล่า เพราะการทดลองครั้งนี้ยังต้องมีการเฝ้ารายงานผลและจะเสร็จสิ้นในปี 2018

แต่ถึงยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีการวางแผนทดลองรักษาด้วย CRISPR ต่อไปในประเทศจีนอีกเป็นสิบรายต่อจากนี้ ทั้งในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ และมะเร็งในลำไส้

ก้าวต่อไปของโครงการทดลองทางการแพทย์โดยใช้ CRISPR คือการปรับแต่งเซลล์ภายในร่างกายของมนุษย์เลย เป้าหมายของการทดลองครั้งนี้คือป้องกันการเกิดของมะเร็งปากมดลูก โดยใช้ CRISPR เพื่อค้นหาและทำลายยีน HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งชนิดนี้ การทดลองครั้งนี้จะเริ่มขึ้นในเดือน ก.ค. ที่ประเทศจีนเหมือนกัน

ถ้าสำเร็จ ผู้ป่วยหลายล้านคนจะได้รับประโยชน์จากการทดลองครั้งนี้ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้มีวัคซีนป้องกัน HPV แต่ก็ไม่ได้ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสในร่างกายของคนที่มีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งเจ้าไวรัสตัวนี้เป็นสาเหตุของมะเร็งในปาก ลำคอ ทวารหนัก (ทั้งผู้ชายและผู้หญิง) และแน่นอนว่าเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก

ทางเลือกเดิมอย่างการทำคีโมเทอราปีที่เหมือนการยิงปืนกลแบบกวาดเรียบ ไม่เลือกว่าเซลล์ดีหรือเซลล์มะเร็ง เพราะวิธีการทำงานของเคมีบำบัดคือการรับสารเคมีที่ไปทำลายเซลล์ที่มีคุณสมบัติในการแบ่งตัว ทำให้เซลล์ที่กำลังแบ่งตัวหยุดชะงักและตายลงไป เซลล์ดีเซลล์ร้ายไม่มีการแบ่งแยก

นี่เป็นสาเหตุให้คนที่เข้ารับทำคีโมบำบัดมีอาการเจ็บปากเจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเสีย และผมร่วง เพราะเซลล์ของร่างกายเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มที่สารเคมีเข้าไปทำลายเช่นเดียวกัน

แถมยังมีปัจจัยหลายอย่างในการรักษา (ชนิดของมะเร็ง ระยะที่เป็น ความแข็งแรงของผู้ป่วย ฯลฯ) ที่เป็นตัวแปรว่าผู้เข้ารับการรักษาจะหายขาดรึเปล่า เมื่อฟังแบบนี้ CRISPR ดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่าแน่นอน

แต่ในขณะเดียวกันที่ CRISPR กำลังถูกมองว่าเป็นผู้ช่วยให้รอด เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยมีทางเลือกสักเท่าไหร่นัก ต้องย้อนกลับไปมองให้ชัดๆ กันอีกทีหนึ่งว่าการทำงานของ CRISPR นั้นคือการ “ตัดแต่ง” DNA ของร่างกายมนุษย์ แล้วถ้าเกิดมีความผิดพลาดในกระบวนการตัดแต่งขึ้นมาล่ะ

แทนที่จะเปลี่ยนตัวหนึ่งกลับเปลี่ยนตัวอื่นแทน ทีนี้ร่างกายไม่รวนทำงานผิดพลาดกันไปหมดเหรอ ถ้าเราเอา DNA ที่ถูกปรับเปลี่ยนเรียบร้อยใส่กลับเข้าไปในร่างกายแล้วมันเกิดเป๋ขึ้นมา ตอนนี้จะไปตามหามันกลับมาแก้ไขจะง่ายเหมือนตอนแรกที่ดึงมันออกมาจากร่างกายรึเปล่า? นี่เป็นอีกคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้

มีเหตุการณ์หนึ่งในปี 2002 ที่การทดลองโดยใช้ Gene Therapy (คนละแบบกับ CRISPR แต่ไอเดียเหมือนกัน) เกิดผิดพลาดขึ้นมาและไปปรับแต่ง DNA ที่ไม่ได้กำหนดไว้ เด็กผู้ชายที่เข้ารับการรักษาเริ่มมีอาการป่วยโรคลูคีเมียหลังจากที่ได้รับยีนที่ถูกตัดแต่งใส่กลับเข้าไปในร่างกาย ทำให้เกิด DNA ที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่สถานการณ์ที่ทุกฝ่ายคาดหวังจะให้มันเกิด แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอ

แน่นอนว่า CRISPR นั้นมีการพูดถึงเป็นอย่างมาก และการทดลองในมนุษย์กำลังเริ่มต้นขึ้นในที่ต่างๆ ของโลก อย่างอังกฤษหรืออเมริกา มันเป็นทั้งเรื่องที่น่าตื่นเต้น และในขณะเดียวกันก็ต้องจับตามองให้ดีว่าผลกระทบที่ตามมาในผู้ที่เข้ารับการรักษาเป็นยังไงบ้าง อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปว่า CRISPR คือเจ้าชายที่ขี่ม้าขาวมาช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่าง

เพราะมีคำกล่าวว่า “And no wonder, for even Satan disguised himself as an angel of light.”

“การกระทำเช่นนี้ไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์แห่งความสว่างได้”

2 Corinthians 11:14

แต่ถ้าอยากมองโลกในแง่ดีสักนิด CRISPR อาจจะกำลังรักษามะเร็งให้หายไปจากโลกนี้…ก็เป็นได้

 

ชุดตรวจจิ๋วสุดเจ๋ง คัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ทุรกันดาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515152

ชุดตรวจจิ๋วสุดเจ๋ง คัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ทุรกันดาร

 โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : มจธ.

 ปัจจุบันการตรวจเชื้อเอชไอวี (HIV) ยังมีความสามารถดำเนินการได้จำกัดเฉพาะแต่ในห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาลหรือคลินิกขนาดใหญ่เท่านั้น

กระบวนการตรวจยังใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเข้าถึงได้ยากสำหรับผู้ที่อยู่ห่างไกล ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุด “ชุดตรวจขนาดเล็กสำหรับคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี”

เจ้าของผลงานคือ ดร.ทัศนีย์วรรณ ลักษณะโสภิณ อาจารย์จากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดย “โครงการพัฒนาเทคโนโลยีระบบของไหลจุลภาคสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคในพื้นที่ทุรกันดาร” ยังได้รับรางวัลระดับดีเด่น ประเภทผลงานวิทยานิพนธ์ งานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2560 ด้วย

 สำหรับชุดตรวจขนาดเล็กสำหรับคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี เป็นแนวทางหนึ่งในที่จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของไวรัสเอชไอวี โดยการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยเชื้อเอชไอวี รวมทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เนื่องจากโรคเหล่านี้มักไม่มีอาการที่จำเพาะเจาะจง

ดร.ทัศนีย์วรรณ เล่าว่า การติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หนองในเทียม (Chlamydia) หนองในแท้ (Gonorrhea) หรือเริมอวัยวะเพศ (Herpes Simplex Virus Type II) จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่และติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้น 3-11 เท่า ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องแม่นยำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจะได้รับผลกระทบร้ายแรงต่อแม่และลูกในครรภ์ หากไม่ได้รับการตรวจดูแลรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที

ดังนั้น การพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคที่ใช้สารคัดหลั่งของร่างกายสำหรับการตรวจหาเชื้อ จากเลือด น้ำลาย ในปริมาณน้อยมาก ใช้ระยะเวลาในการวินิจฉัยน้อย แต่มีความแม่นยำสูงนี้ จะมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในประชากร

สำหรับการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Test) สามารถส่งเสริมการดูแลและควบคุมโรคเพื่อให้ได้ผลดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ที่ขาดแคลนบุคลากรและห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีระบบของไหลจุลภาค หรือห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab-on-a-Chip) ถือว่าเหมาะสมที่สุด

“เนื่องจากเทคโนโลยีนี้มีขนาดเล็ก ราคาถูก พกพาง่าย ทำงานได้อัตโนมัติ จึงสามารถลดระยะเวลาในการรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ทำให้แพทย์สามารถตัดสินใจดำเนินการรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที และสามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดต่อได้”

ดร.ทัศนีย์วรรณ กล่าวว่า ชุดตรวจอย่างง่ายสำหรับตรวจวัดปริมาณแอนติบอดี้ต่อเชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสในเลือด เป็นการใช้เทคนิคการทดสอบการคัดกรองแอนติบอดี้ (Immunoassay) บนไมโครฟลูอิดิกชิพ (Microfluidic Chip) ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีระบบของไหลจุลภาคที่มีราคาถูก พกพาง่าย ใช้วัสดุที่สามารถผลิตได้ง่าย แต่สามารถให้ผลการตรวจที่มีความแม่นยำสูงเช่นเดียวกับการตรวจในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองโรคได้มากกว่า 1 โรคในเวลาเดียวกันจากเลือดปริมาณน้อย (น้อยกว่า 2 ไมโครลิตร) และให้ผลตรวจภายในเวลาเพียง 15 นาที อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายต่อการตรวจต่อครั้งในการเปลี่ยนแผ่นทดสอบประมาณ 200-300 บาท ก็ยังนับว่ามีราคาสูงเกินไปสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย

ดร.ทัศนีย์วรรณ เล่าว่า ชุดตรวจยังได้ถูกพัฒนาให้มีการใช้งานที่ง่าย คล้ายคลึงกับเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดหรือตรวจเบาหวานที่บุคคลทั่วไปสามารถตรวจได้ด้วยตนเอง โดยได้ออกแบบให้ส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ไม่ซับซ้อน และไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากจนเกินไป เน้นขนาดเล็กของอุปกรณ์ เพื่อการเชื่อมต่อกับโปรแกรม (หรือแอพพลิเคชั่น) ในสมาร์ทโฟน

“ด้วยวิธีนี้เครื่องมือชุดตรวจจิ๋วนี้ จึงสามารถช่วยในการเก็บข้อมูลด้านสาธารณสุขของภาครัฐได้อีกด้วย”

สำหรับการทดสอบหรือทดลองปฏิบัติงาน ชุดตรวจนี้ได้ทดสอบการใช้งานจริงโดยพยาบาลและเจ้าหน้าที่คลินิกในประเทศรวันดามาแล้ว ได้ให้ผลการทดสอบที่มีความแม่นยำใกล้เคียงกับชุดทดสอบอื่นๆ รวมถึงการอ่านผลการทดสอบ ก็เป็นไปโดยง่าย สะดวกรวดเร็ว

“ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้หรือทักษะการใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการมาก่อน ชุดทดสอบนี้สามารถพัฒนาและปรับปรุงต่อยอดให้ตรวจโรคอื่นๆ ที่เป็นโรคไม่ติดต่อได้ ด้วยการเปลี่ยนแอนติเจนและแอนติบอดี้ของชุดตรวจเป็นชนิดที่จำเพาะเจาะจงต่อโรคนั้น ง่ายมากๆ” ดร.ทัศนีย์วรรณ กล่าวทิ้งท้าย

 

พฤติกรรมเสี่ยงกล้ามเนื้ออักเสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515123

พฤติกรรมเสี่ยงกล้ามเนื้ออักเสบ

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล  sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : 3.bp.blogspot.com

 อยากให้ร่างกายแข็งแรงต้องขยับร่างกายบ่อยๆ พฤติกรรมการนั่งนาน ทำกิจกรรรมซ้ำๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย เสี่ยงการเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ (Myositis)

ทั้งการนั่งทำงานนานๆ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ นั่งเล่นสมาร์ทโฟน จึงทำให้คนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ บ่า สะบัก

ข้อมูลจากเว็บไซต์พบแพทย์นำเสนอว่า กล้ามเนื้ออักเสบเป็นภาวะอักเสบที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อและใยกล้ามเนื้อ ซึ่งมักมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและล้ามากหลังเดินหรือยืนเป็นเวลานาน

อาการเจ็บและบวมที่กล้ามเนื้อ โดยอาจเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ หรือเป็นอาการเรื้อรัง ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากการติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาก็ได้

อาการของกล้ามเนื้ออักเสบส่วนใหญ่จะแสดงในลักษณะของกล้ามเนื้ออ่อนแรงและปวดกล้ามเนื้อ บางครั้งผู้ป่วยอาจสังเกตได้เอง แต่บางครั้งก็อาจรู้ได้จากการตรวจเท่านั้น ซึ่งความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นนี้มักจะค่อยๆ แย่ลงเมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน และส่งผลต่อกลุ่มกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ทั้งหลาย เช่น คอ หัวไหล่ หลัง ขา และสะโพก

ผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากโรคนี้มักพบความลำบากในการลุกขึ้นหลังจากหกล้มหรือตกจากเก้าอี้ นอกจากนี้อาการอื่นๆ ที่สามารถเกิดร่วมกับการอักเสบ ได้แก่ มีผื่นขึ้น หรือผิวหนังที่มือหนาขึ้น ในกรณีที่มีผิวหนังอักเสบร่วมด้วย อ่อนล้า กลืนลำบาก หายใจลำบาก

สาเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบ อาจเกิดจากปัจจัยใดๆ ก็ตามที่นำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อ แบ่งเป็นประเภทได้คือ การอักเสบ ภาวะที่ก่อให้เกิดการอักเสบไม่ว่าบริเวณใดของร่างกายก็สามารถส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ และมักตามมาด้วยการอักเสบอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อที่จำเป็นต้องรับการรักษาระยะยาว

การติดเชื้อ การติดเชื้อที่เป็นต้นเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส

ยารักษาโรค ยารักษาโรคหลากหลายชนิดที่สามารถส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเสียหาย

การได้รับบาดเจ็บ การออกกำลังกายอย่างแข็งขันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การปวด บวม และอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย

นอกจากนี้ กล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอย่างเฉียบพลัน อาจนำไปสู่เกิดภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย ที่ทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อบวม อ่อนแรง และอักเสบในที่สุด โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปัสสาวะเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีแดงร่วมด้วย

ข้อมูลจาก เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แจกแจงถึงการเป็นกล้ามเนื้ออักเสบว่า เกิดจากการที่กล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไป เช่น ออกแรงมากกว่าปกติ หรือยืดมากกว่าปกติ มีการเกร็งค้างอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ หรือซ้ำๆ อยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องต่อเนื่อง หรือซ้ำๆ ก่อให้กล้ามเนื้อเกร็ง ไม่มีการไหลเวียนของเลือด จึงเกิดการอักเสบขึ้นมา

พฤติกรรมที่เสี่ยงกล้ามเนื้ออักเสบคือพฤติกรรมต่างๆ ในการใช้ชีวิต ทั้งการนั่งที่ไม่ถูกต้องและต่อเนื่องนานๆ เช่น นั่งไขว้ห้าง หลังงุ้ม ก้มคอ ทำให้กล้ามเนื้อบ่า คอ สะบักเกิดการอักเสบ

การนอนที่อยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น นอนตะแคงทับหัวไหล่ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ข้อไหล่ถูกกดทับอาจเกิดการอักเสบของเส้นเอ็นรอบๆ หัวไหล่ได้ การยืนหรือเดินมากเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อน่อง เข่า หรือหลังอักเสบ จากการที่ใช้งานหนักทั้งวันได้ การเล่นกีฬาที่ต้องกระแทก หรือเล่นหนักเกินกำลังก่อให้เกิดการอักเสบได้ เป็นต้น

การรักษาเบื้องต้น เมื่อเริ่มมีอาการคือเมื่อเริ่มปวด มีลักษณะบวมๆ เกร็งๆ จับดูอาจจะรู้สึกร้อนๆ รุมๆ หรือถ้าสังเกตบริเวณที่เป็นอาจเห็นบวมๆ แดง หากเป็นลักษณะนี้ควรใช้แผ่นเย็นประคบก่อน พักให้ผ่อนคลาย พักการใช้งานหนัก เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ จนรู้สึกว่าเบาสบายขึ้น แล้วค่อยกลับไปใช้ได้งานได้เหมือนเดิม

หากไม่รักษาหรือดูแลอย่างถูกต้องในตอนแรกที่เป็น อาจทำให้อาการอักเสบนั้นเกิดการอักเสบเรื้อรัง และกลายเป็นพังผืด มีผลกระทบต่อโครงสร้างอื่นๆ ในร่างกาย เช่น เมื่อเกร็งมาก และไม่ได้ผ่อนคลาย การเกร็งนั้นอาจทำให้ไปดึงให้โครงสร้างกระดูกผิดรูป อาจทำให้กระดูกสันหลังคด หลังโก่ง หรือไหล่ติดได้

ทั้งนี้ ถ้าต้องนั่งทำงานนานๆ ควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตัวเองทุกๆ 1 ชั่วโมง คือ ใช้มือประสานกันเหยียดไปทางด้านหน้า เหยียดแขนให้ตึง แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ จนแขนตึงลำตัวตึง ยืดตัวเองให้เหยียดขึ้นด้านบน แล้วค่อยแยกมือออกจากกัน วาดแขนทั้งสองข้างดันไปด้านหลัง และค่อยๆ เคลื่อนไหวลงช้าๆ จนสุด ทำสัก 2-3 ครั้ง/ชั่วโมง

อีกวิธีคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ตอนลุกเปลี่ยนท่าทางก็ควรมีการบิดลำตัว เอี้ยวลำตัวช้าๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายบ้าง

ที่สำคัญที่สุดคือพยายามนั่งหลังตรง ดึงสะบัก เพื่อผายหัวไหล่ไปด้านหลังไว้เล็กน้อยตลอดเวลา ไม่นั่งก้มคอ หรือไหล่งุ้มมาด้านหน้ามากเกินไป เลื่อนตัวเข้าใกล้จอคอมพิวเตอร์หรือคีย์บอร์ดเพื่อให้หลังตรง จัดอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำ หรือต้องเอี้ยวตัว เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นกล้ามเนื้ออักเสบได้

 

สิ่งที่ควรทำ ก่อนอายุ 50

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514725

สิ่งที่ควรทำ ก่อนอายุ 50

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บๆ ปี เพิ่งอายุ 30 เมื่อเดือนที่แล้ว เผลอแป๊บเดียวจะ 40 แล้วหรือเนี่ย ดังนั้นควรหันมาทบทวนตัวเองว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้ทำก่อนจะเข้าเลขสี่ โลกยิ่งหมุนไวไปเร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้เยอะ ลองสละเวลาสักนิดมาเช็กลิสต์ดูซิว่า เราได้ลองพาตัวเองไปลิ้มรสประสบการณ์ชีวิตของคนที่วัย 30-40 กว่าๆ ทำกันมาครบหรือยัง ก่อนท่ี่คุณจะเข้าวัย 50 เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์

1.มาอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่ๆ

หากบ้านคุณไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงหรือหัวเมืองใหญ่ๆ หรือถ้าเป็นคนต่างจังหวัดละก็ ต้องลองมาอยู่เมืองหลวงดูสักครั้ง ข้อดีของการใช้ชีวิตในหัวเมืองใหญ่ๆ คนเดียวดูบ้าง คือ การเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบเจอกับผู้คนที่หลากหลาย เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ต่อให้มีเงินถุงเงินถังก็หาซื้อไม่ได้ นอกจากมาลองสัมผัสเอง

2.เช็กความฟิตของร่างกาย

ในวัยหนุ่มสาวที่กำลังวังชายังเต็มร้อย สมรรถภาพร่างกายยังเต็มสูบ ลองหาโอกาสท้าทายร่างกายตัวเองด้วยการไปมาราธอนสักรอบ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่เพื่อให้ได้รูปเก๋ๆ มาอวดลงโซเชียล แต่เรากำลังสร้างบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญ ที่จะได้สัมผัสกับความหมายของคำว่าพยายามเพื่อเอาชนะทุกขีดจำกัดทะยานไปสู่จุดหมาย ไม่แน่ว่าทักษะของความมุ่งมั่นนี้อาจติดตัวเรา จนสามารถนำไปใช้ในการพาตัวเองไปสู่เป้าหมายในอนาคตก็เป็นได้

3.ใช้สมาธิสร้างความสงบ

สิ่งที่มนุษย์เราต้องเผชิญตลอดชีวิต คือ ภาวะความเครียด เพราะฉะนั้นเพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงในระยะยาว เราจำเป็นต้องฝึกฝนวิธีการสงบจิตใจ หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือ การฝึกสมาธิและทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะการหมั่นฝึกสมาธิจะทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ทำ และมีสติเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร

4.กล้าที่จะตกหลุมรัก

ไม่สำคัญหรอกว่าผลลัพธ์จากความรักครั้งล่าสุดจะเป็นอย่างไร แต่ความรู้สึกที่ได้ลองรักใครสักคน ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับคนคนหนึ่งต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ เพราะแม้สุดท้ายจะต้องเลิกรา แต่ภาพความสุขและประสบการณ์ของการได้ตกหลุมรักคือสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครหามาให้คุณได้

5.อย่ากลัวความล้มเหลว

หนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่วัย 30 อัพ ต้องพาตัวเองออกไปลิ้มลองคือ รสชาติความผิดหวังและล้มเหลว และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะเรียนรู้วิธีที่จะพาตัวเองก้าวพ้นวันที่โหดร้ายนั้น เพราะเราสามารถผ่านมันมาได้

6.ออกเดินทางคนเดียวสักครั้ง

หากตอนนี้เรายังอยู่ตัวคนเดียว และฐานะการเงินพอจะเอื้ออำนวย อย่าพลาดที่จะลองออกไปดูโลกใบใหญ่นี้ด้วยตาตัวเอง ลองทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และออกไปเที่ยวคนเดียว ไม่แน่ว่าจบทริปแล้วคุณอาจจะพบคุณคนใหม่ที่น่าหลงใหลกว่าเดิม

7.ลองทำธุรกิจ 

เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ทำให้ยุคนี้ใครๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่เราจะทิ้งโอกาสนี้อย่างน้อยแม้สุดท้ายธุรกิจจะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ก็ได้บทเรียนล้ำค่ามากมายกลับมาเป็นของรางวัล ซึ่งเราไม่มีวันหาได้จากตำราเล่มไหน หรือมีมหาวิทยาลัยแห่งไหนเปิดสอน

8.เขียนบล็อกดูบ้าง

การเขียนเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนพึงมี แต่หลายครั้งถูกมองข้ามหรือถูกสกัดดาวรุ่งด้วยการบอกตัวเองว่า เราไม่ถนัดเขียน เพราะฉะนั้นเพื่อทลายกำแพงคำว่าทำไม่ได้ ต้องลงมือทำ เริ่มจากการเขียนบล็อกส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าว่าบล็อกของเราต้องดัง หรือต้องเป็นบล็อกเกอร์ตัวแม่ของวงการ แต่แค่เขียนในเรื่องที่เราสนใจออกมาให้ดีที่สุดก็พอ

9.ลองเรียนภาษาต่างประเทศ

เปิดโลกของเราให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ด้วยการเรียนภาษาอื่นๆ แล้วคุณจะรู้ว่า โลกใบนี้กว้างใหญ่เหลือเกิน

10.เข้าคลาสทำขนมหรืออาหาร

การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ต่อให้เราจะพอมีเสน่ห์ปลายจวักติดตัวอยู่บ้าง แต่บางครั้งอาหารจานง่ายๆ ที่ทำ ก็ไม่สามารถหยิบมาโชว์หรือใช้เป็นหน้าเป็นตาในโอกาสสำคัญได้ เพราะฉะนั้นคงจะดีไม่น้อย ถ้าหาเวลาไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหาร เพื่อสรรหาจานเด็ดสักเมนูไว้เป็นเมนูออกงาน ที่ทำอวดได้ไม่ขายหน้า

11.ลองทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า

ในโลกไร้พรมแดน เราไม่จำเป็นต้องขังตัวเองอยู่ในคอมฟอร์ตโซน บางครั้งการเปิดใจ พูดคุยกับคนแปลกหน้าและคนรอบตัวที่เจอบ้าง ก็ทำให้ปริมาณความสุขของคุณเพิ่มขึ้นได้แบบไม่รู้ตัว ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ได้มิตรภาพเพิ่มเติม 

 

ประโยชน์ของ ‘เปปไทด์’ ในเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514488

ประโยชน์ของ ‘เปปไทด์’ ในเนื้อสัตว์

ปัจจุบันกระแสอาหารฟังก์ชั่น หรือฟังก์ชันนอลฟู้ด (Functional Food) กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากผู้บริโภคสมัยนี้ หันมาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพมากขึ้น ถือเป็นอาหารทางเลือกหนึ่ง เมื่อบริโภคแล้วทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายในการเสริมสุขภาพ เนื่องจากเป็นอาหารที่มีสารอื่นที่เป็นประโยชน์ในเชิงการป้องกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคบางอย่าง

ดร.ดาลัด ศิริวัน หัวหน้าฝ่ายโภชนาการและสุขภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความรู้ว่า องค์ประกอบหรือสารสำคัญที่ทำให้อาหารธรรมดาๆ กลายเป็นอาหารฟังก์ชั่น คือ สารอาหารฟังก์ชั่น (Functional Ingredient) สารอาหารกลุ่มนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ไม่ใช่สารอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการแบบปกติทั่วไป แต่จะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างจำเพาะเจาะจงต่อระบบใดระบบหนึ่งของร่างกาย เช่น เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง ลดไขมันในเลือด เป็นต้น

สารกลุ่มโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ เช่น เปปไทด์ ก็ถือเป็นสารอาหารฟังก์ชั่นที่สำคัญชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาและวิจัยกันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ท่านผู้อ่านรู้จักเปปไทด์ได้ดีขึ้น จะขอขยายความว่าเปปไทด์คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และพบได้ที่ไหนบ้าง

เปปไทด์ คือโปรตีนชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยกรดอะมิโน มาเชื่อมต่อกันเป็นสายสั้นๆ ประมาณ 2-30 กรดอะมิโน ซึ่งการเรียงตัวของกรดอะมิโนที่ต่างชนิดกันไป จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้เกิดความแตกต่างกันของการออกฤทธิ์ทางชีวภาพในร่างกายของคน ทั้งนี้ มีรายงานการศึกษาพบว่าเปปไทด์มีคุณประโยชน์เชิงสุขภาพต่อร่างกาย ดังนี้

1. ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง (Anti-hypertensive activity) มีการศึกษาในต่างประเทศพบว่า เปปไทด์ที่ได้จากเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่นั้น เป็นแหล่งที่ดีในการยับยั้งเอนไซม์ Angioten-converting enzyme หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ACE ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบความดันโลหิตของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้มข้นของโซเดียมที่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น

นักวิจัยพบว่าเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารรูปแบบต่างๆ อาทิ การรมควัน การหมักเกลือแล้วตากแห้ง จะยิ่งทำให้ได้เปปไทด์ที่มีคุณสมบัติ ลดความดันโลหิตดีขึ้น เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยก็มีการศึกษา โดย เพลินใจ ตังคณะกุล และคณะนักวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พบว่าเปปไทด์ที่ได้จากปลาร้าชนิดต่างๆ ก็มีผลในการยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ดีเช่นกัน

2. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) มีการศึกษาพบว่า เปปไทด์ที่ได้จากเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อปลา และไส้กรอกที่ผ่านกระบวนการหมักแบบธรรมชาติหรือตากแห้งนั้น มีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการในการทำให้เกิดโรคชราและโรคที่เกิดจากภาวะการเสื่อมสภาพของเซลล์ได้

3. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Anti-microbial activity) เปปไทด์ที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ก่อโรคได้นั้น ส่วนใหญ่จะได้จากเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ของสัตว์ที่ผ่านการหมักแล้ว เช่น แหนม พาร์ม่าแฮม ปลาร้า ปลาส้ม และผลิตภัณฑ์ประเภทนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต ซึ่งเปปไทด์ในกลุ่มนี้จะมีกรดอะมิโนที่มีคุณสมบัติทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของจุลินทรีย์ได้

4. ฤทธิ์เพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (Immunomodula tory activity) มีรายงานวิจัยพบว่าเปปไทด์นั้นสามารถช่วยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยมีการทดลองในเซลล์พบว่า เปปไทด์จากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้กำจัดเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่กลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง

ถึงแม้เปปไทด์จะมีประโยชน์ แต่ก็มีหน้าที่เป็นสารอาหารฟังก์ชั่น ไม่ใช่สารอาหารหลัก ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน จึงควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพที่ดีได้ โดยไม่ต้องหาซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่มีราคาแพง

 

สัญญาณเตือนที่ต้องเปลี่ยน เพื่อลูกสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514291

สัญญาณเตือนที่ต้องเปลี่ยน เพื่อลูกสุขภาพดี

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า พ่อแม่ต้องตระหนักว่าโภชนาการที่ดีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก โดยใส่ใจพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งเสริมโภชนาการเพื่อสุขภาพและวางพื้นฐานให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพตนได้เต็มที่ การขาดโภชนาการที่ดีจะกีดขวางการเจริญเติบโตของเด็ก ทำให้พัฒนาการล่าช้า ลดทอนศักยภาพในอนาคต

สํานักงานสถิติแห่งชาติ (MICS) ปี 2015 รายงานภาวะโภชนาการว่า ประเทศไทยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่เตี้ยกว่าเกณฑ์ประมาณ 10% น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ 7% ในขณะที่เด็กอ้วนมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในปี 2552 เป็น 8.5% ในปี 2558 เป็นเครื่องหมายคำถามให้กับพ่อแม่ที่ต้องกลับไปคิด

“พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตพัฒนาการลูก รวมถึงพฤติกรรมที่เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ต้องเริ่มเปลี่ยน 3 ข้อ ได้แก่ การที่ลูกเริ่มไม่กินผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย และติดหน้าจอ ไม่ค่อยวิ่งเล่น หรือออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เด็กวัย 3-5 ขวบ มีพัฒนาการทางร่างกายไม่สมวัย เช่น อ้วน ผอม หรือส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยนี้ และเป็นภาพสะท้อนว่าเด็กอาจกำลังมีปัญหาด้านโภชนาการ”

ด้าน กนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า เนสท์เล่ เจ้าของโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงจัดกิจกรรม “1 วันสร้างสุขให้ลูกเปลี่ยน” ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองและครูที่เข้าร่วมโครงการ

“ในกิจกรรมนี้เราได้แนะนำการสร้าง 3 สุขนิสัยในชีวิตประจำวันที่จะทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงและร่างกายสมส่วน ได้แก่ 1.การดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน 2.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณพอเหมาะ โดยปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่อมื้อของเด็กอายุ 3-5 ปี ประกอบด้วยข้าว หรือแป้ง 1 ทัพพีครึ่ง เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ ผักสุกครึ่งทัพพี หรือผักดิบ 1 ทัพพี (ประมาณ 1 ฝ่ามือเด็ก) และผลไม้ 4 ชิ้นคำ 3.การขยันขยับเคลื่อนไหวร่างกาย เนื่องจากเด็กสมัยนี้โตมาพร้อมกับเทคโนโลยี บางคนอาจเกิดการติดจอ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ครอบครัวจึงควรหากิจกรรมออกกำลังง่ายๆ ที่สามารถสนุกร่วมกัน”

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวเสริมว่า จริงๆ แล้วพ่อแม่ส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโภชนาการและเห็นความสำคัญของพฤติกรรมการกินที่ดีเพียงแต่ขาดการลงมือทำ การเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากหากมีความตั้งใจและพยายาม บางคนบอกว่าทำงานหนักจนไม่มีเวลา หรือไม่มีเงินพอจะหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้ลูกกิน หรือไม่มีความรู้ด้านโภชนาการเพียงพอ แต่จริงๆ ความรู้ทางโภชนาการไม่ใช่ของหายาก และอาหารที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง มีผักผลไม้มากมายในตลาดที่ราคาถูกและเต็มไปด้วยสารอาหาร

“การปลูกฝังนิสัยการกินผักผลไม้ให้ลูกควรเริ่มแต่เนิ่นๆ เมื่อเด็กเริ่มกินอาหารอื่นนอกจากนมแม่โดยไม่ต้องปรุงรสชาติ เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับรสชาติแบบธรรมชาติและฝึกนิสัยกินง่าย หากเด็กมีปัญหากินยาก สามารถใช้หลัก Food Chain โดยสังเกตสิ่งที่เด็กชอบกินและให้เด็กค่อยๆ ลองกินอาหารชนิดใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือการให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกผัก ผลไม้ และช่วยเตรียมอาหารจะทำให้เด็กมีแนวโน้มกินผักผลไม้มากขึ้นโดยไม่ต้องบังคับ” รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว 

 

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514295

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ความสูงนับเป็นค่านิยมในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่ให้ค่าความสวยความหล่อจากส่วนสูงและน้ำหนัก จนหลงลืมไปว่า “ความเตี้ย” ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักโดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีลูกก่อนวัยหนุ่มสาว เพราะส่วนสูงของพวกเขาอาจเป็นสัญญาณของ “โรคเด็กเตี้ยผิดปกติ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเด็ก (pediatric endocrinologist) กล่าวว่า เด็กเตี้ยเป็นภาวะหรืออาการแสดงที่ทำให้เห็นว่าเด็กคนนั้นตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยมีหลายประการ ทั้งจากพันธุกรรมและจากโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone)

 

 

ฮอร์โมนเจริญเติบโต เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง หากต่อมใต้สมองไม่ผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตก็จะทำให้ระดับการเจริญเติบโตของเด็กต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุที่ทำให้ต่อมนี้ทำงานผิดปกติอาจเป็นพันธุกรรมบางอย่าง หรือมีก้อนเนื้อไปกดทับ จึงทำให้ต่อมใต้สมองไม่สามารถทำงานได้

“ผู้ปกครองอาจจะสังเกตด้วยการเทียบความสูงของลูกกับเพื่อนในชั้นเดียวกันว่าตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ หรือไม่ หรือสังเกตได้จากอาการบางอย่าง เช่น ถ้ามีอาการที่สัมพันธ์กับก้อนที่ไปกดต่อมใต้สมองก็จะมีอาการของภาวะมีก้อนในเนื้อสมอง เช่น ปวดหัว อาเจียน หรือบางคนถ้าเป็นตั้งแต่กำเนิดก็จะมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีอาการสายตาผิดปกติร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม ความเตี้ยมักเกี่ยวข้องกับ 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ หนึ่ง ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว แต่บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่างๆ (Integrated Effects) ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมนเจริญเติบโต สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพของพันธุกรรม

สอง ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรม จะพบได้บ่อย 2 ชนิด คือ ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้าโดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว และมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาหรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ หรือมารดามีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ 14-18 ปี) หรือบิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ

รวมถึงภาวะเตี้ยตามพันธุกรรม คือ มีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือหากเตี้ยทั้งพ่อและแม่ รวมทั้งปู่ย่าตายาย ก็จะชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด โดยดูจากสมุดสุขภาพประจำปีของเด็ก

นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวต่อว่า เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะสังเกตเห็นได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองที่พาลูกมาพบแพทย์จะอยู่ในช่วงวัยประถมศึกษา รวมถึงความสูงของเด็กที่มีภาวะดังกล่าวก็จะไม่เท่ากัน เช่น บางรายอายุ 8 ขวบ มีความสูงเพียง 75 ซม. จะนับว่าเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรงค่อนข้างมาก ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตที่ต่อมใต้สมองผลิตออกมา หากผลิตไม่ได้เลย หรือไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตเลย ก็จะทำให้เด็กตัวเล็กแบบสังเกตเห็นได้ชัด

“เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะเตี้ย แต่จะไม่เตี้ยเหมือนเด็กขาดอาหาร เพราะเด็กที่กินไม่ดีมักจะผอมแห้งตัวเตี้ย แต่เด็กกลุ่มนี้จะตัวเตี้ยแล้วดูจ้ำม่ำ เพราะพวกเขาได้รับอาหารที่ดีแต่ไม่ยอมโต” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับเกณฑ์ความสูงของเด็กนั้น ให้ดูได้จากการเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวคือผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด หากพบว่าบุตรหลานมีการเจริญเติบโตเบี่ยงเบนไปจากเส้นกราฟการเจริญเติบโตที่ปกติ ควรพาบุตรหลานไปรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ก่อน เมื่อพาเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคเด็กเตี้ยผิดปกติไปพบกุมารแพทย์ จะมีการประเมินและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากพบความผิดปกติหรือสงสัยจะส่งต่อไปให้กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อตรวจหาสาเหตุความผิดปกติต่อไป และให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตจะมีการวินิจฉัยผ่านกระบวนการทดสอบทางฮอร์โมนโดยการกระตุ้นฮอร์โมนเจริญเติบโต เมื่อตรวจพบความผิดปกติของระดับฮอร์โมนดังกล่าว กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อจะพิจารณาการรักษา โดยให้ฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งจะเป็นฮอร์โมนชนิดฉีดเท่านั้น เพราะในปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตชนิดกิน ชนิดพ่น หรือแบบอื่นๆ ตามที่ได้มีการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กเฉพาะทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางด้านจิตใจ และระบบร่างกายอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อเล็ก และมีไขมันสะสมมาก เป็นต้น

ด้าน นพ.สุทธิพงศ์ อธิบายถึงการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เนื่องจากฮอร์โมนเจริญเติบโตหลั่งขึ้นๆ ลงๆ เป็นรูปคลื่น (Pulsatile Secretion) ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการวินิจฉัยโรคจึงต้องให้ยาไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตออกมา หากกระตุ้นแล้วระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ออกมาเท่าที่ควรจะเป็นก็จะแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของต่อมใต้สมองในการผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตนั้นทำได้ไม่ดี

“ถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์ไปกดต่อมใต้สมองไว้ แพทย์ต้องผ่าตัดนำก้อนพวกนี้ออก แต่ถ้าไม่มีอะไรไปกดทับ แต่เป็นเพราะการทำงานผิดปกติของต่อมใต้สมอง แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเจริญเติบโตสังเคราะห์ไปทดแทน เสมือนกับถ้าน้ำในโอ่งเริ่มพร่อง เราก็จะเติมให้เต็ม โดยทั่วไปในเด็กเราจะมุ่งเน้นเรื่องการเจริญเติบโตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในเด็กที่ขาด แพทย์จะให้ยาจนกระทั่งเด็กได้ความสูงสุดท้าย คือ สูงดีเท่ากับเด็กปกติและจะหยุดการรักษา ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะต้องรักษาต่อไหม แต่ละรายจะต้องมารีเทสต์ฮอร์โมนกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าวัยผู้ใหญ่จะไม่สูงขึ้นแล้ว แต่การขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตอาจมีผลทางด้านอื่น เช่น ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกไม่แข็งแรง เป็นต้น”

 

 

จากการสัมภาษณ์คุณแม่ท่านหนึ่งที่มีบุตรชายเป็นภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต เธอเล่าว่า ได้สังเกตเห็นลูกชายสูงช้าลงในช่วงวัย 4-6 ขวบ คือ มีความสูงเพิ่มขึ้นปีละไม่ถึง 1 ซม. จากปกติต้องเพิ่มขึ้นปีละ 3-5 ซม. จึงพาลูกไปพบกุมารแพทย์และทำให้ทราบว่า ลูกชายคนโตประสบกับภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต

“เราสังเกตได้จากความสูงของลูกที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก รวมถึงเสื้อผ้าของลูกที่ใส่ไซส์เดิม ใส่กางเกงเบอร์เดิม และลูกสาวคนเล็กเริ่มมีความสูงเท่ากับพี่ชาย ในตอนแรกเราไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร เพราะเขายังกินได้เหมือนเดิม นอนได้ดีเหมือนเดิม แค่ตัวไม่โตขึ้นเท่านั้น และไม่เคยรู้จักภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตมาก่อน เลยตัดสินใจพาไปหาคุณหมอและรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมน ลูกเริ่มฉีดยาครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ จนตอนนี้อายุ 13 ปี เขาสูงขึ้นเกือบ 10 ซม. ซึ่งสูงไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชั้น ทำให้คนเป็นแม่สบายใจขึ้น แต่ก็ยังต้องรักษาต่อเนื่อง คือ ไปพบคุณหมอทุกๆ 3 เดือน และฉีดฮอร์โมนทุกคืนก่อนนอน รวมถึงการดูแลเรื่องเวลานอนว่าต้องนอนหลับก่อนสี่ทุ่ม สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา และดูแลเรื่องอาหารให้เขารับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ได้เดือนละ 1 กก. ก็จะเป็นตัวเสริมให้ลูกสูงขึ้นได้”

คุณแม่ท่านนี้ยังได้ฝากถึงผู้ปกครองทุกคนว่า พ่อแม่ควรสังเกตลูกในช่วงวัยเจริญเติบโตว่ามีความผิดปกติเรื่องความสูงหรือไม่ และควรพาลูกไปพบแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจร่างกาย หากมีความผิดปกติก็จะสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่สายเกินไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับความสูงมากขึ้น จึงมีโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการเพิ่มความสูงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการยืดกระดูก การรับประทานอาหารเสริมสำเร็จรูป หรือการฝังเข็มเพิ่มความสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริงโดยไม่ได้ผล ดังนั้นการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือ

“อาหารเสริมเพิ่มความสูงที่โฆษณาตามสื่อออนไลน์ หากดูส่วนประกอบแล้วจะเป็นพวกโปรตีน นม อาจจะมีแคลเซียมปะปน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูกอยู่แล้ว แต่ถามว่ากินอาหารเสริมพวกนี้แล้วจะสูงหรือไม่ ยังไม่มีทางการแพทย์พิสูจน์” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กจะสูงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลักๆ คือ พันธุกรรม ซึ่งมีผลต่อความสูงค่อนข้างมาก สอง หากพันธุกรรมดีแต่กินอาหารได้ไม่สมบูรณ์ก็จะส่งผลให้เด็กโตช้า สาม สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้เด็กโตได้ดี ได้แก่ การนอนหลับพักผ่อนที่ดีพอ และการออกกำลังกายที่ดีพอ จะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตซึ่งจะส่งผลให้เด็กโตได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าพันธุกรรมดี กินดี พักผ่อนดี ออกกำลังกายดี และฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ผิดปกติ ก็จะทำให้เด็กสูงดีตามไป

รวมทั้งยังเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ที่ต้องสังเกตบุตรหลานและลูกศิษย์ถึงความผิดปกติทางร่างกาย เพราะเรื่องความเตี้ยที่อาจดูเป็นเรื่องทั่วไป โดยเฉพาะกับเด็กไทยอาจมีภาวะซ่อนเร้นที่ต้องรักษาอย่างทันท่วงที

 

5 กีฬาสุดมัน ฟิตได้ทุกวันแม้ฝนกระหน่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514129

5 กีฬาสุดมัน ฟิตได้ทุกวันแม้ฝนกระหน่ำ

อยากออกไปวิ่งในสวน ปั่นจักรยานทัวริ่งกับแก๊งเพื่อน ตีเทนนิสกับคู่หู เล่นกีฬากลางแจ้งแบบเท่ๆ แต่ฝนตกอีกแล้ว แค่เห็นบรรยากาศหม่นๆ มัวๆ ก็ชวนให้ง่วงนอน ไม่ต้องพูดถึงความเฉอะแฉะกวนใจที่ทำให้นึกรำคาญและวุ่นวายทุกทีที่อยากออกจากบ้าน

แล้วแบบนี้จะไปออกกำลังกายในแบบที่ชอบได้อย่างไรล่ะ ถ้าฝืนไปนอกจากจะทำให้ป่วยไข้ไม่สบายแล้ว พื้นลื่นๆ ตอนฝนตกยังเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอีกด้วย

ถึงจะถูกจำกัดบริเวณ แต่อย่าให้สายฝนที่ไม่เป็นใจมาจำกัดความฟิตแอนด์เฟิร์มของเราซะล่ะ หากอยากออกกำลังกายเรียกเหงื่อกันแบบจริงๆ จังๆ แนะนำให้หาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนด้วยวิธีง่ายๆ คือ ฟังพยากรณ์อากาศ อย่างน้อยก็ช่วยให้วางแผนชีวิตได้แบบไม่ประมาท คิดไว้เลยว่าถ้าแจ็กพอตเจอฝนขึ้นมา จะหาอะไรอย่างอื่นทำดี ที่เป็นกีฬาหรือการออกกำลังกายซึ่งให้ประโยชน์ไม่ต่างจากสิ่งที่ทำทุกวัน อย่างการกระโดดเชือก วิ่งอยู่กับที่ หรือเต้นตามวิดีโออยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน แต่ถ้าอยากได้ทั้งความฟิต ความมัน และความสนุกละก็ แม้จะอยู่ในอินดอร์ เราก็มีกิจกรรมในร่มมานำเสนอ

1.แบดมินตัน

เป็นกีฬาที่ต้องใช้สมรรถภาพทางร่างกายที่ดี ทั้งด้านความแข็งแรง ความอดทน การทำงานสัมพันธ์กันของระบบประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ พลังความยืดหยุ่นของอวัยวะต่างๆ ความคล่องตัว ฯลฯ ดังนั้นคนที่เล่นแบดมินตันจึงมีร่างกายที่แข็งแรง อวัยวะทุกส่วนได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมือ แขนขา และสายตา ทั้งยังเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความฉลาดและไหวพริบสูงอีกด้วย จึงสนุกมากเมื่อได้เล่นกับคู่แข่งที่มีชั้นเชิงพอๆ กัน แค่เลือกคอร์ตในร่มก็สนุกกับการแข่งขันชิงไหวชิงพริบในหน้าฝนได้แล้ว

2.เต้นซุมบ้า

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ผสมผสานท่าเต้นตามสไตล์ละตินอเมริกา เวลาเต้นจึงเหมือนได้ระบำหน้าท้อง แอโรบิก และฮิปฮอปไปด้วย แถมเสียงเพลงละตินที่เร้าใจยังทำให้ซุมบ้าเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานและเพลิดเพลินไปในขณะเดียวกัน ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้นแบบไม่รู้สึกเบื่อ และยังช่วยเบิร์นไขมันได้ดีสุดๆ ที่สำคัญคลาสเต้นส่วนใหญ่อยู่ในฟิตเนส ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องฟ้าฝนอีกด้วย

3.ชกมวย

อีกหนึ่งกีฬาที่ได้ทั้งความมัน สนุก และเผาผลาญได้ดีเยี่ยม เพราะเป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อได้เยอะมาก ทั้งยังใช้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งแขน ขา ลำตัว จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้จริงๆ ส่วนเรื่องสถานที่ ค่ายมวยส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในร่ม เรื่องฝนจึงหมดกังวล ลองหอบเอาความอึดอัดและความเครียดจากที่ทำงานและสายฝน ไประบายอารมณ์ด้วยการเตะ ต่อย ศอก กับกระสอบทรายให้หายเครียดกันสักหน่อยดีมั้ย

4.ปีนหน้าผาจำลอง

นี่ก็ท้าทายความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจไม่น้อย เพราะต้องจับ เกาะ ยึดเหนี่ยว และโหนตัวไปบนหน้าผาที่ทั้งสูงทั้งเสียวดังนั้นนอกจากจะได้เหงื่อแล้ว ยังได้ความตื่นเต้น และไหวพริบเพิ่มมาเป็นของแถมด้วย คนที่รักความเสี่ยงและชอบความมัน ควรเลือกปีนหน้าผาจำลองในยิมหรือศูนย์กิจกรรมอินดอร์ ไปประลองฝีมือกันดูสิ

5.ฟุตซอลในร่ม

ปกติหนุ่มๆ ก็ชอบเตะฟุตบอลกันอยู่แล้ว แค่ลองเปลี่ยนสถานที่ไปเล่นในสนามอินดอร์แล้วเปลี่ยนจำนวนผู้เล่นให้น้อยลง เป็นฟุตซอลฝั่งละ 5 คน รับรองว่าความสนุกและความเหนื่อยที่ได้นั้นไม่ด้อยกว่าสนามใหญ่แน่นอน

เห็นมั้ยว่า ถึงฝนจะตก ฟ้าจะร้อง แต่คนรักการออกกำลังกายก็เรียกเหงื่อได้ด้วยกีฬาในร่มที่แอ็กทีฟได้ไม่แพ้กลางแจ้งเลยละ ว่าแล้วจะรออะไร จองคอร์ตแบด สนามบอล คลาสต่อยมวย แล้วเตรียมชุดกีฬาไว้ให้พร้อม เย็นนี้ไปเสียเหงื่อให้เต็มที่แบบไม่แคร์สายฝนกันดีกว่า