หลอดเลือดแดงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513973

หลอดเลือดแดงใหญ่

โดย นพ.ชนาพงษ์ กิตยารักษ์ สาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่” กันนะครับ บางคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง บางคนก็อาจจะรู้สึกคุ้นๆ จากสื่อต่างๆ

หลอดเลือดแดงใหญ่มีชื่อทางการแพทย์ว่า เอออร์ตา (Aorta) มีหน้าที่รับเลือดแรงดันสูงออกจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย ตั้งแต่สมอง แขนขา ลำไส้ ตับ และไต ปกติแล้วจะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร

โรคที่เราพบได้บ่อยกับหลอดเลือดนี้ ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) คือการที่หลอดเลือดนี้มีขนาดโตกว่าปกติ เพราะฉะนั้นผนังของหลอดเลือดจึงบางลงเช่นเดียวกับลูกโป่งที่ยิ่งขยายตัวมากก็จะยิ่งบางลงและแตกง่าย หลอดเลือดที่ค่อยๆ โตจะค่อยๆ ก่อให้เกิดอาการปวดตามตำแหน่งของหลอดเลือด เช่น ในช่องอก หรือในช่องท้อง

ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ผู้ที่เป็นโรคนี้บางส่วนไม่มีอาการใดๆ เลย แปลว่ามันก็คือมหันตภัยเงียบที่รอวันแตกนั่นเอง อีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกเซาะ (Aortic Dissection) เกิดจากความอ่อนแอของผนังหลอดเลือด ร่วมกับความดันโลหิตที่สูงผิดปกติฉีกเซาะผนังด้านในหลอดเลือด สร้างทางเดินใหม่ที่ผิดธรรมชาติ

ทั้งนี้ ทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอเฉียบพลันและยังฉีกเซาะแขนงเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ ผู้ป่วยจึงมีอาการปวดมากทันทีทันใด ปวดมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลักษณะฉีกขาดของอวัยวะในช่วงอก หรือแผ่นหลังและอาจจะมีอาการร่วม เช่น อัมพาตครึ่งซีกซ้ายขวา หรืออัมพาตท่อนล่างของร่างกาย ไตวาย ขาขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากการฉีกเซาะของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเหล่านั้น

โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกเซาะนี้ ถ้าเกิดใกล้ขั้วหัวใจอัตราการเสียชีวิตจะสูงมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างทันท่วงที และเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การปริแตก (Ruptured Aortic Aneurysm/ Dissection) อัตราการเสียชีวิตจะสูงมากขึ้นไปอีก

ลองนึกภาพท่อประปาขนาด 1 นิ้วแตก แล้วมีน้ำพุ่งออกมาตลอดเวลา กับปริมาณเลือดทั้งตัวที่มีประมาณ 5 ลิตร ผู้ป่วยสามารถ เสียชีวิตจากการเสียเลือดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ท่านผู้อ่านบทความนี้ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไปนัก ถึงแม้จะเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ก็เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก

แล้วใครบ้างที่จะเป็นผู้มีความเสี่ยงในการพบโรคนี้ เรามักพบในผู้ป่วยชายสูงอายุ คนสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว

แต่ในบางครั้งก็สามารถพบได้ในผู้ป่วยอายุน้อยที่มีความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม ซึ่งทำให้เนื้อเยื่ออ่อนแอผิดปกติ ที่เราพบบ่อยๆ เช่น Marfan’s Syndrome ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะสูงผิดปกติ แขนขาและนิ้วยาวเก้งก้าง มีความผิดปกติทางสายตา

ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สงสัย หรือมีความกังวลเกี่ยวกับโรค สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น การทำเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตามความเหมาะสม

การรักษาโรคนี้ในปัจจุบันจะรักษาเมื่อมีอาการปวดที่ไม่ขึ้นหลังควบคุมความดัน หรืออาการที่เกิดจากการกดเบียดของเส้นเลือดที่โป่งพอง เช่น กดหลอดลมจนหายใจลำบาก กดหลอดอาหารจนกลืนลำบาก หรือกดกระเพาะลำไส้จนทานอาหารไม่ได้ หรือก้อนมีขนาดใหญ่ ขนาดของเส้นเลือดโป่งพองที่เป็นข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดในปัจจุบันคือ 5-6 เซนติเมตร

การรักษาแบ่งเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันคือ การผ่าตัดเปิดแบบมาตรฐาน และการใส่ขดลวดค้ำยันผ่านทางเส้นเลือดแดงบริเวณขาหนีบ (Aortic Endovascular Treatment)

การผ่าตัดแบบเปิดถึงแม้แผลผ่าตัดจะใหญ่กว่าและการพักฟื้นนานกว่า แต่ก็จะสามารถรักษาได้ในทุกพยาธิสภาพ และถือว่าหายขาดในช่วงของเส้นเลือดที่ได้รับการผ่าตัด จึงมักจะเลือกวิธีการรักษานี้ในผู้ป่วยที่แข็งแรงและมีอายุน้อย

ส่วนการรักษาด้วยการใส่ขดลวดค้ำยันนั้นแผลผ่าตัดจะเล็กกว่ามาก การฟื้นตัวของผู้ป่วยก็รวดเร็ว สามารถกลับบ้านภายใน 2-3 วัน แต่ไม่สามารถให้การรักษาได้ในทุกพยาธิสภาพ และจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลติดตามอาการต่อเนื่องตลอดอายุขัย เนื่องจากขดลวดมีโอกาสเลื่อน รั่ว ตีบและตันได้

วิวัฒนาการของขดลวดในปัจจุบันดีขึ้น จึงทำให้อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวลดลงมาก จึงพิจารณาใช้วิธีการรักษานี้ในผู้ป่วยที่อายุมาก มีโรคร่วมหลายโรค ร่างกายไม่แข็งแรง และต้องมีพยาธิสภาพของหลอดเลือดที่เหมาะสมกับการใส่ขดลวด

การรักษาทั้งสองแบบต่างก็มีความเสี่ยง ผู้ที่เป็นโรคนี้ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การปริแตก การรักษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในภาวะฉุกเฉินไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็มีอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนที่สูงมาก

นอกจากนี้โรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลภาวะนี้ในประทศไทยมีจำนวนจำกัด สำหรับผู้ที่คิดว่ามีความเสี่ยง มีความกังวลเกี่ยวกับโรคนี้ สิ่งที่สามารถทำได้เลย คือ เลิกสูบบุหรี่ และตั้งใจควบคุมความดันให้ดี และอย่าลืมไปพบแพทย์นะครับ

 

 

Ardha Baddha Padmottanasana (Half Bound Lotus Standing Forward Bend)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 12:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513830

Ardha Baddha Padmottanasana (Half Bound Lotus Standing Forward Bend)

ก่อนฝึกท่านี้ควรวอร์มอัพร่างกายก่อน เพราะอาสนะท่านี้เป็นส่วนผสมของหลายท่ารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นท่าครึ่งดอกบัว ท่าก้มพับตัวและท่ายืนทรงตัว

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ช่วยเปิดสะโพกและยืดต้นขาด้านหลัง การส่งมืออ้อมหลังไปจับเท้าช่วยยืดแขนและไหล่ ส่วนการพับตัวไปแนบขาช่วยนวดอวัยวะในช่องท้อง

สำหรับผู้ฝึกใหม่การส่งมือไปจับเท้าอาจจะยาก ครูแนะนำให้ฝึกจากท่านั่งให้ได้ก่อนแล้วค่อยลองฝึกแบบยืนขาเดียวโดยให้โฟกัสที่หัวไหล่ เพื่อที่จะส่งมือให้ถึงเท้า ให้ดึงปีกหรือกระดูกสะบักออกมาจากกระดูกสันหลัง ในขณะที่พับตัวลง ต้องคอนโทรลร่างกาย ครูแนะนำให้เซฟเข่าด้วยการงอเข่านิดๆ ก่อนค่อยๆ ลงมา

ระวังอาการมึนศีรษะเมื่อลงมาแล้วค่อยๆ ลองยืดขา ขณะคลายออกจากท่า ก็ให้ทำเช่นเดิม งอเข่านิดๆ ขึ้นยืนช้าๆ ระวังอาการมึน คุมลมหายใจให้ดี

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นให้ยืนในท่าต้นไม้แบบครึ่งดอกบัว โดยพับขาซ้ายเป็นครึ่งดอกบัว พนมมือที่อกหายใจเข้าออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ จิตตั้งมั่นมีสมาธิ (รูป 1)

2.ให้ส่งมือซ้ายอ้อมจากด้านหลังไปจับฝ่าเท้าซ้าย ยืดหลังให้ตรง ทรงตัวให้นิ่ง หายใจเข้าออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ หากจับฝ่าเท้าไม่ได้ให้ใช้ออปชั่น เช่น ใช้เชือกช่วย หรือกำขอบกางเกงหรือเสื้อไว้ หรือฝึกจับเท้าจากท่านั่งให้ชำนาญก่อนแต่หากอยากลองฝึกแบบยืนแม้จะจับเท้าไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวล ให้เลือกออปชั่นดู ค่อยๆ ฝึก (รูป 2)

3.หายใจเข้ายืดอกอยู่นิ่งๆ จากนั้นหายใจออกค่อยๆ พับตัวลงช้าๆ จากสะโพก โดยงอเข่าเล็กน้อยเพื่อเซฟข้อเข่าวางมือขวาลงข้างฝ่าเท้าที่พื้น หรือหากไม่ถึงใช้โยคะบล็อกช่วยต่อมือ (รูป 3)

4.ยืดขาขวาที่ยืนให้สุดโน้มตัวพับลงมาเท่าที่ทำได้ ค้างท่าสักครู่หายใจเข้าออกประมาณ 5 รอบลมหายใจ (รูป 4) จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง วิธีการคลาย หากไม่ฝึกท่าอื่นต่อ ให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ ระวังมึนศีรษะ หรืออาจต่อท่าด้วยการฝึกท่านั่ง ในสัปดาห์หน้า ครูจะเสนอการต่อท่าจากท่านี้ให้ลองติดตามกัน

 

โปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ‘ตักบาตร’… อย่าลืมถามพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513806

โปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ‘ตักบาตร’... อย่าลืมถามพระ

โดย พริบพันดาว

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา มีความตื่นตัวในการจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ สามเณรฯ โดยมีการตรวจวัดความดัน ตรวจเลือด ตรวจฟัน ตรวจสายตาให้แก่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าโรคส่วนใหญ่ที่เกิดกับพระสงค์ได้แก่ โรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน และโรคไตวาย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคอันสืบเนื่องมาจากอาหารที่ญาติโยมใส่บาตร

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2558 พบพระสงฆ์เข้ารักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ คือ 1.โรคเมตาโบลิซึมและไขมันในเลือดผิดปกติ 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไตวายและไตล้มเหลว และ 5.โรคข้อเข่าเสื่อม

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าสาเหตุของอาการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 90 มาจากอาหาร โดยเฉพาะอาหารชุดยอดนิยม เช่น แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกะเพรา ของทอด รสจัด รวมถึงน้ำปานะที่มีรสหวาน อย่างกาแฟกระป๋อง ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง เสี่ยงต่อการอาพาธโรคอ้วน โรคเบาหวาน ถึงร้อยละ 45 ซึ่งจะกลายเป็นโรคเรื้อรังที่จะทำเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในภายหลัง และยังพบภาวะเสี่ยงกระดูกพรุน เนื่องจากพระสงฆ์จำนวนมากมีแคลเซียมต่ำกว่าคนปกติ 8-10 เท่า

เหตุฉันอาหารโปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ขยับร่างกายออกกำลังกายน้อยกว่าชายไทย จึงเป็นวิกฤตสุขภาพของพระสงฆ์ไทยยุคปัจจุบัน ที่เป็นเหตุให้เจ็บป่วยและต้องรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลายเป็นปัญหาสุขภาวะที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พบพระสงฆ์ กทม. และเขตเมืองกว่าครึ่งเสี่ยงโรคอ้วน

พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เนื่องจากพระภิกษุและสามเณรไม่สามารถเลือกฉันอาหารตามใจชอบได้ แต่จะขึ้นอยู่กับผู้มีจิตศรัทธาที่ไปทำบุญตักบาตร

การทำบุญตักบาตรของคนไทยโดยทั่วไปมาจากความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าเมื่อใดก็ตามจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ใหญ่ ที่ล่วงลับไปแล้ว อันดับแรกที่ทุกคนนึกถึง คือในขณะที่ญาติผู้ใหญ่มีชีวิตอยู่ชอบรับประทานอะไร ซึ่งหนีไม่พ้นอาหารคาวหวานทั้งหลาย โดยอาหารบางอย่างมีรสชาติหวานจัด มันจัด และเค็มจัด พระภิกษุและสามเณรก็ต้องฉันอาหารตามที่ได้รับมา ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

อาหารตามท้องตลาดส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้ามักปรุงรสชาติเข้มข้นจัดเป็นหลัก เมื่อพระภิกษุฉันไปเรื่อยๆ จากที่ไม่มีความเสี่ยงเจ็บป่วย พอผ่านไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย จากที่มีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ก็เริ่มป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระภิกษุในไทยอายุเฉลี่ยเกิน 60 ปีขึ้นไปมีมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพระภิกษุอายุมากและรับประทานอาหารหวานจัด มันจัด และเค็มจัด ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ประกอบกับออกกำลังกายน้อย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

ความเคลื่อนไหวของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โดยความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สช. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรณีพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับภาวะสุขภาพที่เสื่อมลงจากอหารการกิน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ

รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการพระสงฆ์ในระดับประเทศ (สสส.) กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพระสงฆ์ใน กทม. และในภาคอีสานพบว่า พระสงฆ์ใน กทม. และในเขตเมืองกว่าครึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน

โดยพระสงฆ์ใน กทม. 48% ของกลุ่มตัวอย่างมีภาวะอ้วนลงพุงมากกว่าชายใน กทม. 39% และชายทั่วประเทศ 28% ทั้งยังเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่สำคัญได้แก่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ส่วนจากการเก็บข้อมูลพระสงฆ์ในภาคอีสาน พบว่า พระสงฆ์ในเขตเมืองเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินสูงกว่าในเขตนอกเมือง

“สาเหตุสำคัญมาจากอาหารใส่บาตรที่มีโปรตีนต่ำหรือได้รับเพียง 60% ของปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับ ปริมาณใยอาหารมีระดับต่ำ จึงชดเชยด้วยการดื่มน้ำปานะที่มีน้ำตาลสูงถึง 7 ช้อนชา/วัน”

รศ.ดร.ภญ.จงจิตร ให้ข้อมูลต่อว่า จากการเก็บข้อมูลฝั่งฆราวาสพบว่า อาหารส่วนใหญ่ในการถวายพระมาจากการซื้ออาหารชุดใส่บาตร โดยมีหลักการเลือกอาหาร คือ ความสะดวกและราคา เลือกเมนูที่ผู้ล่วงลับชอบบริโภค ซึ่งเมนูหลักที่แม่ค้านิยม เช่น ไข่พะโล้ แกงเขียวหวาน หมูทอด และขนมหวาน ทำให้พระสงฆ์จำเป็นต้องฉันเพื่อให้ญาติโยมได้บุญ ไม่เสียศรัทธา

นอกจากนี้ ยังพบว่าพระสงฆ์ออกกำลังกายน้อยเพราะกลัวผิดพระธรรมวินัย โดยพบว่า ใน 1 วัน พระสงฆ์เดินเบาประมาณ 30 นาที ซึ่งน้อยกว่าชายไทยที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 100 นาที

“พระสงฆ์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสในการส่งเสริมสุขภาพต่ำ ได้แก่ ขาดการบริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ขาดการตรวจสุขภาพประจำปี และมีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย ที่ผ่านมาจึงได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อร่วมกันออกแบบชุดความรู้สงฆ์ไทยไกลโรคในการให้ความรู้ความเข้าใจถึงการสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์”

พระธรรมวินัยเรื่อง “ฉันอาหาร”

ข้อมูลในพระไตรปิฎกฉบับประชาชน เกี่ยวกับ “โภชนวรรค” วรรคว่าด้วยการฉันอาหาร เป็นวรรคที่ 4 มี 10 สิกขาบท คือ สิกขาบทที่ 1 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 1 มื้อ)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ไปฉันอาหารในโรงพักเดินทาง ที่คณะเจ้าของเขาจัดอาหารให้เป็นทานแก่คนเดินทางที่มาพัก แล้วเลยถือโอกาสไปพักและฉันเป็นประจำ เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุพึงฉันอาหารในโรงพักเพียงมื้อเดียว ถ้าฉันเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงผ่อนผันให้ภิกษุไข้ ซึ่งเดินทางต่อไปไม่ไหวฉันเกินมื้อเดียวได้

สิกขาบทที่ 2 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม)

พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะ จึงต้องเที่ยวขออาหารเขาตามสกุล ฉันรวมกลุ่มกับบริษัทของตน มนุษย์ทั้งหลายพากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุฉันอาหารรวมกัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ภายหลังทรงผ่อนผันให้เมื่อเป็นไข้ เมื่อถึงหน้าถวายจีวร เมื่อถึงคราวทำจีวร เมื่อเดินทางไกล เมื่อไปทางเรือ เมื่อประชุมกันอยู่มากๆ เมื่อนักบวชเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร

สิกขาบทที่ 3 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น)

กรรมกรผู้ยากจนคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปฉันที่บ้าน ภิกษุทั้งหลายไปเที่ยวบิณฑบาตฉันเสียก่อน (อาจจะเกรงว่าอาหารเลวหรือไม่พอฉัน) เมื่อไปฉันที่บ้านกรรมกรคนนั้นจึงฉันได้เพียงเล็กน้อย (เพราะอิ่มมาก่อนแล้ว) ความจริงอาหารเหลือเฟือ เพราะชาวบ้านรู้ข่าวเอาของไปช่วยมาก พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารรายอื่นก่อน ภายหลังทรงผ่อนผันให้ในยามเจ็บไข้ ในหน้าถวายจีวร ในคราวทำจีวร มอบให้ภิกษุอื่นฉันในที่นิมนต์แทน

สิกขาบทที่ 4 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 3 บาตร)

มารดานางกาณาทำขนมไว้จะให้บุตรีนำไปสู่สกุลแห่งสามี ภิกษุเข้าไปรับบิณฑบาตแล้วกลับบอกกันต่อไปให้ไปรับ นางจึงถวายจนหมด แม้ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ที่ทำขนมก็เกิดเรื่องทำนองนี้ จนบุตรีของนางกาณาไม่ได้ไปสู่สกุลสามีสักที ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุตรีของนาง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ถ้าเขาปรารถนาด้วยขนมหรือด้วยข้าวสัตตุผง เพื่อนำไปได้ตามปรารถนา พึงรับเพียงเต็ม 2-3 บาตร ถ้ารับเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ทางที่ชอบ ภิกษุรับ 2-3 บาตรแล้ว พึงนำไปแบ่งกับภิกษุทั้งหลาย

สิกขาบทที่ 5 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว)

ภิกษุรับนิมนต์ไปฉันบ้านพราหมณ์คนหนึ่ง แล้วบางรูปไปฉันที่อื่นหรือไปรับบิณฑบาตอีก พราหมณ์ติเตียน แสดงความน้อยใจ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุฉันเสร็จแล้วบอกไม่รับอาหารที่เขาเพิ่มให้แล้ว เคี้ยวหรือฉันของเคี้ยวของฉัน ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงอนุญาตให้ฉันอาหารที่เป็นเดนได้

สิกขาบทที่ 6 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด)

ภิกษุรูปหนึ่งรู้ว่า ภิกษุอีกรูปหนึ่งฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว แกล้งแค่นไค้ให้ฉันอาหารอีก เพื่อจับผิดเธอ (ตามสิกขาบที่ 5) พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ 7 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล)

ภิกษุพวก 17 ฉันอาหารในเวลาวิกาล พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารในเวลาวิกาล (ตั้งแต่เที่ยงไปจนรุ่งอรุณ)

สิกขาบทที่ 8 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน)

พระเวลัฏฐสีสะเก็บข้าวตากไว้ฉันในวันอื่น พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน

สิกขาบทที่ 9 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ขออาหารประณีต คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม มาเพื่อฉันเอง เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ทำเช่นนั้น เว้นไว้แต่อาพาธ

สิกขาบทที่ 10 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน)

ภิกษุรูปหนึ่งไม่ชอบรับอาหารที่มนุษย์ถวาย จึงไปถือเอาเครื่องเซ่น ที่เขาทิ้งไว้ตามสุสานบ้าง ตามต้นไม้บ้าง ตามหัวบันไดบ้าง มาฉัน เป็นที่ติเตียนของคนทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารที่เขามิได้ให้ (ประเคน) เว้นไว้แต่น้ำและไม้สีฟัน

พระราชวรมุนี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า แม้อาหารบิณฑบาตจะเลือกไม่ได้ แต่สามารถพิจารณาฉันอาหารที่ดีต่อร่างกายตนได้ โดยพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ฉันอาหารพอสมควร และพระสงฆ์ไม่สามารถออกกำลังกายเหมือนฆราวาส เพราะพระภิกษุต้องประพฤติตนสำรวม โดยเฉพาะในละแวกบ้านหรือเขตชุมชนตามหลักเสขิยวัตร

“แต่มีหลักกิจวัตร 10 ประการที่พระพุทธเจ้าอนุญาต ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกาย เช่น การเดินบิณฑบาต กวาดลานวัด ทำความสะอาดวัด เดินจงกลม ตัดต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ เพื่อขยับร่างกาย รวมถึงแกว่งแขนลดพุงลดโรค ซึ่งทำได้ในพื้นที่วัด ในช่วงจำพรรษาจึงอยากให้พระสงฆ์หันมาดูแลสิ่งของภายในวัด ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายในลักษณะการทำความสะอาด ดูแลงานสาธารณูปการในวัด และฉันอย่างพิจารณา”

พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดมติมหาเถรสมาคม เรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” โดยจะมีการขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป คือ ความร่วมมือในการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องมือปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์ ฆราวาส และหน่วยบริการสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพที่นำเอาหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวนำ และใช้ความรู้ทางสุขภาพเป็นตัวเสริม

ซึ่งในธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์จะมี 3 มิติที่เกี่ยวข้องโดย สช. จะร่วมสนับสนุนการจัดทำและขับเคลื่อนธรรมนูญฯ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม และแผนเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ก่อนเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อเห็นชอบ และประกาศให้ภาคีเครือข่ายรับทราบในสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 10 ในเดือน ธ.ค. นี้

บุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกและเป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนสุขภาวะพระสงฆ์อย่างเป็นรูปธรรม

“หลังจากธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติประกาศใช้แล้วจะมีการเสนอไปยังที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในพระสงฆ์ร่วมกันทั่วประเทศเพื่อให้พระสงฆ์ตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเอง หลักปฏิบัติที่ถูกต้องของฆราวาส รวมถึงการส่งเสริมให้พระสงฆ์เป็นผู้นำทางสุขภาพ ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกของสงฆ์และหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์อย่างเป็นระบบ”

นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร สสส. กล่าวว่า สสส. มีตัวอย่างการทำงานที่เป็นรูปธรรมเชิงพื้นที่ และทำงานเชิงรุกในมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้พระนิสิตมีความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพระในฐานะนักสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promoter) ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของคณะสงฆ์เพื่อเป็นแกนนำเสริมสร้างสุขภาวะตามแนวพระพุทธศาสนา

“ปัจจุบันมีพื้นที่เรียนรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคณะสงฆ์ทั้งสิ้น 20 จังหวัด ทำให้เกิดชุดความรู้ในการสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย รวมถึงร่วมกับกลุ่มพระสังฆะในการจัดการความรู้ให้ฆราวาสเรื่องสุขภาวะพระสงฆ์ ผ่านโครงการสร้างพระธรรมทายาทนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ เป็นต้น”

“ปิ่นโตสุขภาพ” ทุ่งตะโกโมเดล จ.ชุมพร

นวัตกรรมออกแบบสุขภาพความสุข อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร มีการบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการจัดการบริการสุขภาพที่มีความเข้มแข็งของเครือข่าย เชื่อมระบบตั้งแต่ระดับอำเภอไปสู่ชุมชน ด้วยนวัตกรรมการบริหารที่เรียกว่า “ทุ่งตะโกโมเดล”

นวัตกรรมความร่วมมือที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพให้รุดหน้า รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยหัวใจหลักของระบบการทำงานนั้น ประกอบด้วย คนทั้ง 5 ช. คือ คนชง เป็นคนที่พบเจอปัญหา คนชู คือผู้เป็นประธานการทำงานนั้น คนช่วย คือผู้ที่สามารถให้ความร่วมมือช่วยเหลือ คนเชียร์ คือคนที่เป็นแรงสนับสนุนให้กำลังใจ ส่วนสุดท้าย คนชิม คือประชาชนที่ได้รับผลแห่งความสุขนั้นทุ่งตะโกโมเดล

โดยได้ริเริ่มมาเป็นเวลา 9 ปี ทำให้เห็นการทำงานเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น ผ่านงานด้านเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนของโรงพยาบาลทุ่งตะโก การสนับสนุนจากเทศบาลทุ่งตะโก สาธารณสุข และความร่วมมือจากภาคประชาชน ที่ในอดีตต่างฝ่ายต่างทำงานแค่ในส่วนของตน แต่วันนี้การทำงานร่วมกันภายใต้ทุ่งตะโกโมเดลนั้น ทำให้เกิดผลสำเร็จ

ประชาชนในพื้นที่มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับความช่วยเหลือที่อย่างทั่วถึง การส่งเสริมเรื่องสุขภาพและอาหารปลอดภัยที่เข็มแข็ง ตลอดจนกระทั่งการบูรณาการความรู้ไปสู่โรงเรียน เพื่อต่อยอดความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขอนามัยโดยเริ่มต้นจากเยาวชน รากแก้วที่พร้อมจะเติบโตเป็นต้นไม้แห่งความหวังของชุมชนต่อไป

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทุ่งตะโกโมเดล จ.ชุมพร ถือเป็นตัวอย่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ในพื้นที่ จากปัญหาสุขภาพพระสงฆ์ทำให้ชาวบ้านมาพูดคุยกันและเกิดกติกา “ปิ่นโตสุขภาพ” เวลาใส่บาตรจะต้องเอาเมนูสุขภาพใส่ในปิ่นโตถวายพระ และพระในชุมชนก็เป็นนักส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะมีการจัดการความรู้ที่ถูกต้อง รวมทั้งการออกกำลังกายของพระสงฆ์เพื่อให้เกิดความรู้ร่วมกัน

พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามมติสมัชชาแห่งชาติเรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” โดยมอบหมายให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานหลักไปปรับแผนยุทธศาสตร์ชาติพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ ให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน และนำเสนอต่อที่ประชุม คมส. โดยให้ยึดหลักการสำคัญ 3 เรื่อง คือ

1.พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย

2.ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย

3.บทบาทพระสงฆ์กับการเป็นแกนนำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม

ทั้ง 3 เรื่อง เป็นแนวทางที่คณะทำงานขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร่วมกันวางไว้

“ต้องการเร่งรัดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 1 ปีรองรับยุทธศาสตร์ฯ  เพราะการเดินหน้าเรื่องนี้ ต้องเร็ว ต้องทำแผนให้ชัดว่าใน 1 ปีจะทำอะไร จะเกิดผลอะไรได้บ้าง และต้องให้สะเทือนทั้งสังคม” นพ.ปิยะสกล กล่าว

ประธาน คมส. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก

“สมเด็จพระสังฆราช ท่านยังเป็นตัวอย่างได้อย่างดีในการดูแลสุขภาพ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะพระสงฆ์ โดยที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมได้บรรจุเรื่องวัดส่งเสริมสุขภาพและธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติเข้าสู่แผนงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์”

สถานการณ์ความคืบหน้าล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ เพื่อให้การขับเคลื่อนสุขภาวะพระสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการต่อไป

“การขับเคลื่อนเรื่องนี้จะสำเร็จได้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะเป็นเรื่องความเชื่อและพฤติกรรมด้วยในการตักบาตร หรือใส่บาตรอาหาร รวมถึงถวายภัตตาหารให้กับพระสงฆ์ ที่มุ่งอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้รับ เป็นต้น และเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องปรึกษากับมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ด้วย ให้ปรับระเบียบกองทุนให้ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ได้ เพราะจะช่วยลดพระสงฆ์อาพาธ ลดภาระของการรักษาพยาบาลได้อย่างดี”

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย กล่าวว่า 2 แนวทางหลักที่กรมอนามัยขับเคลื่อน ประกอบด้วย

1.โครงการพัฒนาวัดส่งเสริมสุขภาพ ที่ทำอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี กลไกหลักเป็นการอบรมพระอาสาสมัครสุขภาพประจำวัด (พระ อสว.) แต่พบว่าทำไปได้เพียง 3,000 วัด จาก 30,000 วัด ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของเจ้าอาวาสของแต่ละวัดเป็นหลัก

และ 2.ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ที่อยู่ระหว่างการยกร่าง เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป

 

ภิกษุสงฆ์อาพาธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 09:30…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513804

ภิกษุสงฆ์อาพาธ

โดย พรเทพ เฮง

พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาพระธรรมวินัย แม้บางรูปจะได้บรรลุธรรมชั้นสูง แต่ก็หาหลีกเลี่ยงความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตไปได้ไม่ ในบาลีพระไตรปิฎก จึงพบเหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดวิธีการเยียวยารักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยเหล่านั้น

พระไตรปิฎก เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2 เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วงได้กล่าวถึง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ยาก5 อย่าง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ง่าย 5 อย่าง องค์ของภิกษุผู้ไม่เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง องค์ของภิกษุผู้เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง ซึ่งเป็นพระธรรมวินัยในหมู่ภิกษุสงฆ์มาจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อพิจารณาหลักฐานโดยภาพรวมเท่าที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า การแพทย์สมัยพุทธกาลนับว่ามีความเจริญก้าวหน้าพอสมควร การแพทย์สมัยพุทธกาล มีวิธีการรักษาตามความหลากหลายของโรค

ทั้งการดูแลป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บเบื้องต้น ตามหลักการที่สำคัญของพระพุทธศาสนาที่สอนว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และสมณธรรมจะเป็นไปได้ด้วยดี ก็ด้วยมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน

วิธีการรักษา หมายถึง การลงมือบำบัด ขจัด ปัดเป่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ คือรักษาโดยการวิธีการทางการแพทย์ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของพระภิกษุที่มีหลักฐานจารึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีทั้งระดับธรรมดาระดับปานกลาง กระทั่งระดับรุนแรง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เวลานั้น การรักษาส่วนใหญ่ก็ใช้ยา

อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาความเจ็บไข้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ในกรณีที่อาการหนักก็ได้แต่ดูแลกันตามมีตามเกิดช่วยได้ก็มี ช่วยไม่ได้ต้องปล่อยให้ตายไป

การรักษาโดยการสวดพระปริตรให้ฟัง การสวดพระปริตร หมายถึงการใช้บทสวดต่างๆ สาธยายให้คนป่วยฟัง กรณีดังกล่าวนี้ พบทั้งกรณีการสวดให้ฆราวาสญาติโยมฟัง การสวดให้พระภิกษุด้วยกันฟัง รวมกระทั่งการสวดให้พระพุทธเจ้าฟัง

การสวดในลักษณะดังกล่าว ส่งผลหลายลักษณะ เช่น ในรายที่อาการหนักไม่ไหว ไม่รอดแล้ว ก็ถือเป็นการช่วยประคองจิตให้อยู่ในฐานะที่ควร ที่เหมาะสมอย่างน้อยก็พอจะประกันได้ว่า หากตายไปในสภาพจิตแบบนี้ ไม่ไปสู่ทุคติแน่นอนข้อนี้ได้กลายมาเป็นแบบแผนสำหรับการปฏิบัติของชาวพุทธในปัจจุบัน

ในรายที่เป็นพระสงฆ์สาวก ท่านได้รับการฝึกจิตมาดีแล้ว ท่านมีพลังจิตสูงการสวดพระปริตร จะส่งผลให้ท่านหายจากอาการป่วยไข้ได้ การรักษาโรคด้วยการสวดพระปริตรให้ฟังจึงพบเห็นได้บ่อยทั้งในคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถา เรียกพระสูตรนี้ว่า มหากัสสปะโพชฌงคะสูตร มหาโมคคัลลานะโพชฌงคะสูตร และมหาจุนทะโพชฌงคะสูตร

นอกจากพระสูตรดังกล่าวแล้ว ยังมีพระสูตรอื่นๆ ที่บันทึกหลักฐานการใช้พระปริตรสวดเพื่อบรรเทาอาการอาพาธ เช่น ในคิริมานนทะสูตร ซึ่งในพระสูตรนี้ใช้บทสวดที่เกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยคลายความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ปัจจุบันภิกษุสงฆ์อาพาธมาจากโรคเรื้อรังที่กินอาหารล้นโภชนาการและกำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพอยู่ในทุกวันนี้

 

ปั่นอย่างไรให้เป็นโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513645

ปั่นอย่างไรให้เป็นโปร

เตรียมพร้อมก่อนปั่น

ไม่ใช่แค่เบื่อรถติดที่ทำให้หลายๆ คนหันมาปั่นจักรยาน แต่เป็นอีกเทรนด์การออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ ธ.กรุงเทพและไอเอ็มจีเซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จึงรวมพลังกันแต่งแต้มสีสันให้กับวงการนักปั่นเมืองไทย เตรียมจัดงาน Bangkok Bank CycleFest 2017 ณ สยามคันทรีคลับพัทยา มหกรรมปั่นจักรยานแนวไลฟ์สไตล์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Ride for All” ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ มือใหม่ หรือมือโปร ก็ปั่นร่วมกันได้ ซึ่งงานนี้นักปั่นระดับโลก เยนส์ วอยท์ (Jens Voigt) ผู้คว้าตำแหน่งแชมป์สเตจจากรายการระดับโลกอย่าง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ จะมาร่วมปั่นไปด้วยกัน พร้อมทั้งยังได้แนะนำเหล่านักปั่นถึงการเตรียมความพร้อมก่อนจะถึงวันจริง ในวันที่ 11-12 พ.ย.นี้

สิ่งแรกต้องมั่นใจก่อนว่าเลือกจักรยานมาถูกคัน ซึ่งหมายความว่าจักรยานคันนั้นต้องรับกับสรีระและท่าขี่จักรยานของเรา สำหรับการปั่นที่กินระยะทางไกลขึ้น ต้องเลือกแต่งกายที่เหมาะสม เช่น รองเท้าสำหรับการปั่นจักรยานโดยเฉพาะ หรือกางเกงปั่นจักรยานที่พร้อมรองรับแรงกดจากอานรถ แว่นกันลม เพื่อกันลม แมลงและฝุ่นผงต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ดวงตา รวมถึงหมวกกันน็อก คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้ อย่าลืมเช็กความแน่นของนอตและสกรูต่างๆ เช็กลมยาง ทางที่ดีควรพกยางอะไหล่และที่สูบลมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน อย่าลืมพกขวดน้ำและอาหารจุบจิบเผื่อไว้กันหิวด้วย

ซ้อมให้ถูกหลัก

ไม่ว่าจักรยานจะเทพขนาดไหนก็ช่วยไม่ได้ถ้าร่างกายไม่พร้อม สำหรับมือใหม่การซ้อมปั่นทางไกลแนะนำให้ลองเริ่มปั่น 1 ชม.ก่อน เพื่อดูว่าร่างกายรับมือกับการออกแรงแบบนี้ได้ดีหรือไม่ ซึ่งถ้าทำได้แบบสบายๆ ให้ลองเพิ่มระยะทางเป็นสองเท่าในวันถัดมา แต่ถ้ารู้สึกไม่ไหว ให้ลองกลับไปฝึกด้วยระยะทางเดิมจนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ ที่สำคัญจำไว้เสมอว่าฝึกซ้อมแบบค่อยเป็นค่อยไป และหมั่นสังเกตร่างกายของตัวเองอยู่เสมอ สำหรับนักปั่นมือใหม่ที่ต้องการลองลงปั่นในระยะทาง 45-65 กม. แนะนำให้ใช้เวลาฟิตซ้อมร่างกายก่อนสัก 1-2 เดือน

จะเก่งได้ใจต้องแกร่ง

ประสบการณ์การปั่นทุกครั้ง แน่นอนว่าต้องมีทั้งขาขึ้นและขาลง ทั้งในเรื่องของกำลังใจ กำลังกาย หรือแม้แต่สภาพเส้นทาง ซึ่งหลังจากปั่นไปได้สัก 2-3 ชม. อาการเหนื่อยล้าจะเริ่มเข้ามาทักทายจนอาจคิดยอมแพ้ ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ เยนส์ วอยท์แนะนำว่า “บางครั้งผมจะหันไปมองนักปั่นคนอื่นๆ รอบตัวผม และบอกตัวเองว่า พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนๆ กันและคงไม่ได้ปั่นได้เร็วกว่า หรืออดทนได้นานกว่าผมนักหรอก ดังนั้น ผมจึงสามารถผ่อนแรงลงได้สักนาทีหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องหยุดพักบ้างเหมือนกัน”

เมื่อเตรียมกายเตรียมใจกันพร้อมแล้วก็เข้าไปสมัครร่วมปั่นพร้อมกันได้ที่ https://bangkok bankcyclefest.com/

 

สวยสตรองแบบ Unlike Any

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513419

สวยสตรองแบบ Unlike Any

คมเปญสุดเก๋ “Unlike Any” ให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะฉีกกรอบและดึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใน เพื่อสร้างความสำเร็จของตัวเองและไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความเข้มแข็งของนักกีฬาหญิงในโอลิมปิก 2016 เปิดตัวคอลเลคชั่น Fall/Winter 2017 ที่เพิ่มดีเทลให้มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น กางเกงเนื้อผ้าเทคโนโลยีพิเศษที่ให้ความยืดหยุ่น รวมไปถึงรองเท้ารุ่นใหม่ที่สวมใส่ได้ทุกวัน

เป็นผู้หญิงยุคนี้ต้องสตรองแค่ไหน ด้วยหลากหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน เป็นคุณแม่ เป็นแม่บ้านคนเก่งที่ต้องดูแลทุกคนในครอบครัว และทำทุกหน้าที่ให้ดีไปพร้อมๆ กัน Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาเพอร์ฟอมานซ์ สปอร์ตแวร์ จึงปลุกพลังหญิงสาวด้วย

จากแคมเปญ Unlike Any อยากให้ผู้หญิงทุกคนเชื่อว่าตัวเองมีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เพียงแต่ต้องมุ่งมั่นและค้นหาจุดที่ซ่อนอยู่นั้นให้เจอ ซึ่งหญิงเก่ง แหม่ม-ปริศนา ศิริสมถะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยู เอ สปอร์ต (ประเทศไทย) ได้แนะนำการปรับ Mindset เบื้องต้นให้กับผู้หญิงทุกคนว่า ให้เริ่มต้นจากการรักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเองก่อน เช่น หลายๆ คนเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่ยาก สิ่งแรกที่มักจะคิดก่อนเลยคือ คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ซึ่งอยากให้เปลี่ยนความคิดในจุดนั้น ลองเชื่อมั่นในตัวเองว่าสามารถทำได้ ก้าวผ่านทุกอุปสรรคได้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นจึงมองหาเทคนิคในการทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น การดูแลรูปร่าง ลองเชื่อมั่นว่าตัวเองก็สามารถมีรูปร่างที่ดีได้ แล้วลองหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะ เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นก็จะยิ่งรู้สึกมั่นใจและรักตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญคืออย่าผัดวันประกันพรุ่ง

ผู้จัดการทั่วไป ยังได้แนะนำวิธีการเลือกเสื้อชั้นในสำหรับออกกำลังกายว่า ไม่ใช่แค่รองเท้าที่ต้องเลือกให้เข้ากับประเภทของกีฬา แต่สปอร์ตบราก็เช่นกัน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบออกกำลังกายแบบหนังหน่วง วิ่งมาราธอน ยกน้ำหนัก หรือไตรกีฬา ควรเลือกสปอร์ตบราแบบ Deep impact เพื่อเพิ่มความกระชับ รองรับกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ หรือ Mid Impact ที่เหมาะกับการออกำลังกายที่ใช้แรงในระดับกลางๆ เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ และแบบ Low Impact ที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายแบบเบา เช่น โยคะ หรือพิลาทีส เป็นต้น

 

กินดีวันละนิด ชีวิตแจ่ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513447

กินดีวันละนิด ชีวิตแจ่ม!

ใครๆ ก็ทราบว่า คนที่กินอาหารเพื่อสุขภาพจะมีอายุยืนยาวกว่า และมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์แห่งนิวอิงแลนด์ เผยว่า การกินอาหารที่มีประโยชน์สามารถยืดอายุขัยได้มากกว่าร้อยละ 10

ผู้วิจัยได้ติดตามกลุ่มคนจำนวน 73,700 คน เป็นเวลากว่า 12 ปี โดยมุ่งศึกษาพฤติกรรมการกินว่าส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร คนจำนวนนี้ประกอบด้วยคนที่กินอาหารมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ พวกเขาจะถูกบันทึกพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่วมการวิจัย จากนั้นจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารที่บริโภคไปทุกๆ 4 ปี เป็นเวลาทั้งหมด 12 ปี เพื่อศึกษาว่าตลอดระยะเวลาวิจัยพฤติกรรมการบริโภคอาหารได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และสุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

บุคคลที่ตอบคำถามว่า กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ปลา เป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตต่ำคนที่กินอาหารไม่มีประโยชน์ ทว่าคนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมาบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์มากขึ้นก็สามารถลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนกำหนดได้ โดยการควบคุมอาหารมากขึ้นร้อยละ 20 สามารถลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนกำหนดได้ร้อยละ 8-17 และในทางตรงกันข้าม หากคุณกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์มากขึ้นร้อยละ 20 จะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากขึ้นร้อยละ 6-12

ดังนั้น การเปลี่ยนอาหารเพียง 1 มื้อ ให้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ก็สามารถช่วยให้สุขภาพและยืดอายุขัยของคุณได้ ยกตัวอย่าง เปลี่ยนจากสเต๊กเนื้อแดงเป็นสเต๊กปลา หรือเปลี่ยนไส้กรอกให้เป็นถั่วต่างๆ ก็สามารถลดความเสี่ยงที่จะตายลงได้มากถึงร้อยละ 17 แล้วลองคิดว่า ถ้าคุณเปลี่ยนทุกมื้อให้เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ ชีวิตคุณจะดีขึ้นขนาดไหน 

 

ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย 3 ท่าในเวลานิดเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 13:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513219

ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย 3 ท่าในเวลานิดเดียว

RSM Academy ไฟต์คลับสอนมวยไทยและสตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ เอาใจหนุ่มสาวออฟฟิศที่รักสุขภาพแต่ไม่ค่อยมีเวลา แนะนำ 3 ท่าออกกำลังกายอย่างง่าย ที่ใช้เวลาสั้นๆ ก็ช่วยเร่งการเผาผลาญได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์

1. Split Jump เริ่มต้นจากท่ายืน ให้แขนทั้งสองยกขึ้นอยู่ระดับอก พร้อมกับกำฝ่ามือทั้งสองข้างแบบหลวมๆ ให้เหมือนกับอยู่ในท่าเตรียมวิ่ง หลังจากนั้นค่อยดึงขาขวาไปด้านหลัง พร้อมกับดึงขาซ้ายไปด้านหน้า โดยย่อลงให้หัวเข่าตั้งฉากทำมุม 90 องศา หลังจากนั้นทำสลับข้างกัน โดยระหว่างสลับอาจจะกระโดดเบาๆ เพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว แนะนำให้ทำประมาณ 22 วินาที แล้วพัก 10 วินาที หลังจากนั้นจึงเริ่มเซต 2 โดยทำประมาณ 5-6 เซต

 

 

2. Man maker เริ่มจากอยู่ในท่าเตรียม ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างวางบนพื้น ลำตัวเหยียดตรงขนานกับพื้น พร้อมกับให้ปลายเท้ากดลงบนพื้น ซึ่งเป็นลักษณะของท่าเตรียมวิดพื้นนั่นเอง หลังจากนั้นค่อยๆ ดันตัวลงให้สุดในท่าวิดพื้น พร้อมกับดันตัวขึ้น แล้วยกฝ่ามือด้านขวาขึ้นให้ฝ่ามืออยู่ประมาณหัวไหล่แล้ววางลง ก่อนจะยกฝ่ามือด้านซ้าย นับเป็น 1 ครั้ง หลังจากนั้นวางฝ่ามือทั้งสองข้างกลับสู่ท่าเตรียม ก่อนจะทำซ้ำ พยายามทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือจะนับเป็นเซต 15 ครั้ง ต่อ 1 เซต

 

3. Climber เริ่มต้นจากท่าเตรียมวิดพื้นตามเดิม แต่เปลี่ยนจากท่าที่ใช้พลังแขน มาเพิ่มพลังการเผาผลาญด้วยการยกขาขวาและซ้ายสลับกันแบบเร็วๆ ในท่าวิ่ง โดยพยายามดึงเข่าให้เข้าใกล้แขน พร้อมกับเร่งความเร็วให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งนับว่าเป็นท่าเด็ดที่ช่วยเร่งระบบเผาผลาญได้ดี โดยจะทำท่าเดียวติดต่อกันหลายๆ เซต หรือทำแต่ละท่าให้ครบทั้ง 3 ท่า แล้วนับเป็น 1 เซตก็ยังได้

 

นอกจากนั้น RSM Academy ยังตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ด้วย 2 เทรนด์การออกกำลังกาย ในคอนเซ็ปต์ Beauty & The Beast อย่าง RSM Academy ไฟต์คลับสอนมวยไทย และ BOX HiiT BY ASE WANG ที่รวมความบู๊ สายโหด และคาร์ดิโอ สายเบิร์น เพื่อสุขภาพและหุ่นสวย ที่เน้นการออกกำลังกายแบบหนักหน่วงสลับเบา หรือที่เรียกว่า High HIIT (High-Intensity Interval Training) ไว้ให้ได้ลอง สายสตรองคนไหนสนใจก็แวะไปลองกันได้ที่ RSM Academy โครงการฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ สุขุมวิท 77

 

เดินเพื่อสุขภาพกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 14:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512853

เดินเพื่อสุขภาพกระดูก

 โดย ศาสตราจารย์ ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และหัวหน้าหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล Logo

การเดินเป็นการลงทุนต่ำแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นเพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ดังนั้นการเดินบนพื้นราบอย่างน้อยวันละ 30-40 นาที เป็นเวลา 4-5 วัน/สัปดาห์ จึงดีต่อผู้สูงอายุที่มีความพร้อมและไม่มีข้อห้ามเรื่องการเดิน

ทั้งนี้ ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องการเดินเพื่อสุขภาพกระดูก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าจะป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้หรือไม่ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาผลดีของการเดินต่อความแข็งแรงของกระดูกอย่างละเอียดรอบด้าน แต่ในต่างประเทศมีงานวิจัยหลายเรื่องที่ยืนยันว่า ผู้สูงอายุที่เดินเป็นประจำจะมีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่าผู้ที่เดินน้อย

“เดินอย่างไรให้สุขภาพกระดูกดี”

การเดินก็เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย นั่นคือ ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผู้สูงอายุจึงควรเดินเป็นประจำจนติดนิสัยชอบเดิน มีงานวิจัยยืนยันว่าการเดินที่จะส่งผลดีต่อความหนาแน่นของกระดูก ต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน โดยเดินประมาณ 40 นาที/วัน 4 วัน/สัปดาห์ การเดินควรอยู่บนพื้นราบ ส่วนการเดินขึ้นลงบันไดนั้นร่างกายต้องมีความพร้อม เช่น ไม่มีโรคข้อเข่าเสื่อม หรือโรคหัวใจ

“ทำไมการเดินจึงดีต่อกระดูก”

ที่จริงไม่แต่เฉพาะการเดินเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในขณะออกกำลังกาย เช่น การปั่นจักรยาน การวิ่ง หรือว่ายน้ำ จะสร้างแรงกระทำต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ของกระดูก โดยเฉพาะเซลล์กระดูกชนิดออสติโอไซต์ ซึ่งเป็นตัวตรวจรับแรงที่มากระทำต่อกระดูก และส่งสัญญาณให้มีการสร้างกระดูกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อกล้ามเนื้อมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง เซลล์ของกล้ามเนื้อจากสร้างสารเคมีที่เรียกว่า ไมโอไคน์ เข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งทำให้กระดูกสะสมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

ในอนาคตจึงอาจมีการใช้การเดินและการออกกำลังกายที่มีความแรงเหมาะสมมาช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อีกด้วย

 

หลอดเลือดสมอง ป้องกันได้รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 17:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512618

หลอดเลือดสมอง ป้องกันได้รักษาได้

โดย พญ.อรอุมา ชุติเนตร & สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ & คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของโลกและของไทย โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากโรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อเกิดโรคแล้วผู้ป่วยอาจเสียชีวิตหรือมีความพิการอย่างถาวรที่เรียกว่า อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องมีผู้ดูแล

โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจาก ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำให้สมองขาดเลือด หรือมีเลือดออกในสมอง ส่งผลให้สมองบางส่วนทำงานผิดปกติ

ถ้าสมองที่ผิดปกติอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมการทำงานของ กล้ามเนื้อแขนขาก็จะเกิดอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ที่เรียกว่าอัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมการพูด การใช้ภาษาก็จะเกิดอาการพูดไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจภาษา หรือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ มีอาการที่พบได้บ่อย 3 อาการ คือ ปากเบี้ยว แขนขา อ่อนแรง หรือชาด้านใดด้านหนึ่ง พูดผิดปกติ (พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ลิ้นแข็ง หรือพูดไม่รู้เรื่อง) หรืออาจมีอาการอื่นๆ ได้อีก เช่น กะระยะไม่ถูก เห็นภาพซ้อน มีตามัวอย่างรวดเร็ว เวียนศีรษะและปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือหมดสติได้ ซึ่งถ้ามีอาการผิดปกติเหล่านี้ต้องรีบ พบแพทย์ทันที

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน กับโรคหลอดเลือดสมองแตก โดยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เป็นการเสื่อมของหลอดเลือด ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรืออาจมีโรคหัวใจบางชนิดที่ทำให้มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหัวใจแล้วหลุดไปอุดตันยังหลอดเลือดในสมอง

เช่น ผู้มีภาวะหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะชนิด Atrial Fibrillation ผู้ที่มีโรคของลิ้นหัวใจ หรือผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

อย่างไรก็ตาม ในคนอายุน้อยมีโรคอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ เช่น ภาวะหลอดเลือดตีบจากหลอดเลือดถูกกระทบกระเทือนจนมีเลือดเซาะเข้าไปในผนังของหลอดเลือด อาจเกิดขึ้นได้หลังมีอุบัติเหตุบริเวณคอ หรืออาจเกิดจากการบิดคออย่างรุนแรงจากการเล่นกีฬา การบริหารร่างกาย หรือการนวดที่ไม่ได้มาตรฐาน หลอดเลือดสมองอักเสบ หรือหลอดเลือดสมองหดตัวจากการได้รับยา หรือสารเสพติดบางชนิด เช่น ยาบ้า

ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ เช่นกัน คือ เลือดออกในเนื้อสมอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดโป่งพองขึ้นและเปราะแตกง่าย และเลือดออกในชั้น เยื่อหุ้มสมอง (เลือดออกมาในน้ำที่อยู่รอบสมอง) ซึ่งมักจะพบใน ผู้ที่มีหลอดเลือดโป่งพอง

อย่างไรก็ดี เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยการดูแลรักษาปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การปรับพฤติกรรมตัวเอง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในที่มีควันบุหรี่ ลด หรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักให้ไม่อ้วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 40 นาที และระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร โดยเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือมีไขมันสูง ยิ่งถ้ามีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีระดับไขมันในเลือดสูง ก็ยิ่งควรระวัง

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองควรรีบไป โรงพยาบาลทันทีหรือรวดเร็วที่สุด เพราะการรักษาในระยะเฉียบพลันตั้งแต่เพิ่งเริ่มมีอาการอาจช่วยลดความพิการและการเสียชีวิตลงได้ หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และมีอาการมาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง แพทย์จะรีบรักษาและพิจารณาว่าผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำหรือไม่

ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Drug) เป็นยาที่จะช่วยละลายลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดให้หายไปได้ โดยหวังผลว่าเมื่อลิ่มเลือดละลายไปแล้ว เลือดจะกลับมาเลี้ยงสมองบางส่วนที่ยังไม่ตายได้ทันท่วงทีและทำให้สมองส่วนนั้นฟื้นตัวกลับมาทำหน้าที่ได้ตามเดิม

โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดจะมีอาการที่ดีขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยใส่อุปกรณ์ผ่านสายสวนหลอดเลือดเข้าไปลากหรือดูดลิ่มเลือดออกมาหรือการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดแดง

แต่วิธีต่างๆ เหล่านี้มีข้อจำกัดในการรักษา แพทย์จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมที่จะได้รับการรักษาซึ่งทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากร และอุปกรณ์พร้อมเท่านั้น

แต่ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก จะต้องป้องกันไม่ให้เลือดออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในระยะเฉียบพลันโดยการควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงมาก แพทย์จะให้ยาลดความดันเพื่อควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนดอย่างรวดเร็ว และหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองแตกเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำในอนาคต