นักวิชาการพบอาหารไทยปัจจุบันหวานกว่าตำรับโบราณเกือบ2เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 19:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518027

นักวิชาการพบอาหารไทยปัจจุบันหวานกว่าตำรับโบราณเกือบ2เท่า

นักวิชาการเปิดตำราอาหารคาวย้อนหลัง 40 ปี ทั้ง แกง ยำ น้ำพริก และอาหารจานเดียว พบปัจจุบันสัดส่วนปริมาณน้ำตาลเพิ่มทุกเมนู 1.63 เท่า

ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ อรุณประพันธ์ ทันตแพทย์จากสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ในฐานะนักวิชาการเครือข่ายไม่กินหวาน เปิดเผยว่า หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาหารไทยในยุคปัจจุบัน มีความหวานเพิ่มขึ้นในหลายเมนู ทั้งประเภทยำ น้ำพริก ผัด แกง อาหารจานเดียว จึงตั้งสมมติฐานในการค้นคว้า ว่าเมนูตำรับอาหารโบราณของไทยมีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากคนไทยกินอาหารคาว 3 มื้อเป็นอาหารหลัก ถ้ามีปริมาณน้ำตาลมาก อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

การศึกษาครั้งนี้ ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ ใช้วิธีการค้นหาตำรับอาหารไทยโบราณ 57 ตำรับจากนิตยสารแม่บ้านรวมเล่ม ตีพิมพ์เมื่อปี 2520 เทียบกับตำรับอาหารจากเว็บเพจอาหาร วิเคราะห์ศึกษาเพื่อตอบโจทย์ว่าการใส่น้ำตาลในอาหารคาวเปลี่ยนแปลงในอาหารประเภทไหนบ้าง และเปลี่ยนอย่างไร โดยใช้หลักการคำนวณน้ำตาล และเครื่องปรุงทุกชนิดเป็นน้ำหนักต่อกรัม และสรุปเป็นสัดส่วนน้ำตาลออกมาเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละในแต่ละกลุ่มของอาหารประเภทแกง น้ำพริก ยำ ผัด และอาหารจานเดียว

“เมื่อนำมาเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน พบว่า ปี 2560 มีสัดส่วนการใส่น้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น 1.63 เท่า โดยได้คำตอบว่าอาหารไทยในยุคนี้มีการใส่น้ำตาลร้อยละ 3.15 มากกว่าสัดส่วนในอดีตที่ใส่น้ำตาลเพียงร้อยละ 1.93 ส่วนใหญ่มาจากน้ำตาลจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และถ้าแยกเป็นประเภทอาหาร พบว่า อาหารประเภทยำ พบสัดส่วนการใส่น้ำตาลเพิ่มสูงเป็นอันดับแรก 2.16 เท่า โดยอดีตเคยใส่น้ำตาลเพียงร้อยละ 0.43 แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็นร้อยละ 8.93 รองลงมาอาหารประเภทจานเดียว พบสัดส่วนการใส่น้ำตาลเพิ่มขึ้น 1.65 เท่า โดยอดีตเคยใส่น้ำตาลร้อยละ 2.29 แต่ปัจจุบันใส่น้ำตาลร้อยละ 3.77 ส่วนที่คงที่คือกลุ่มน้ำพริกและประเภทแกง เช่นแกงขี้เหล็ก แกงหมูเทโพ แกงฮังเล เป็นต้น” ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ ให้ข้อมูล

ทั้งนี้นักวิชาการเสนอว่าควรต้องส่งเสริมให้คนไทยรณรงค์งดน้ำตาลในอาหารคาว และอาหารจานเดียว รวมทั้งเตรียมจะศึกษาข้อมูลในกลุ่มอาหารยอดฮิตเมนูมื้อเช้า ทั้งข้าวมันไก่ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวหมูแดง เพื่อดูว่ามีปริมาณการใช้น้ำตาลมากน้อยเท่าไหร่

 

งานวิจัยใหม่ที่น่่าทึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 15:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/517802

งานวิจัยใหม่ที่น่่าทึ่ง

โดย 0000000

เจ้าหน้าที่ดูแลส่วนบุคคลเปิดตู้ยาแล้วอบเค้ก จากนั้นก็วางเค้กบนจานตรงหน้าผู้ป่วยที่กำลังหมดแรง เขาถอนใจ ดึงจานเข้ามาใกล้ เวลายกส้อม แขนเขาเจ็บ ต้องพยายามกลืนเค้กนั้น แต่เขาก็กินมันจนหมดไม่เหลือเศษ เพราะกัญชาในเค้กอาจจะช่วยชะลอโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Scelrosis) ที่เขาเป็นอยู่ได้ โรคนี้ทำให้ เขามีอาการป่วยข้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว และเจ็บจี๊ดๆ ตามผิวหนัง

ผู้ดูแลส่วนบุคคลหันไปหาผู้ป่วยคนถัดไปที่เป็นโรคข้อเสื่อม เขายิ้มในขณะที่ควันจากบ้องสูบไหลเข้าปอด ช่วยผ่อนคลายอาการปวดข้อลงได้ ในระหว่างวันผู้ดูแลจะไปเยี่ยมผู้ป่วยหลายโรค จากคลื่นไส้อาเจียนไปจนถึงอัลไซเมอร์ผู้ป่วยที่ต้องให้ช่วยป้อนยา ทั้งยาแบบเม็ด เค้ก ยาฉีดพ่น และบุหรี่ ทั้งหมดนี้มีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือมีกัญชา เป็นส่วนผสม

นี่คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ขณะที่คุณอ่านอยู่นี้ ทุกๆ ปี ร้านขายยาดัตช์จะขายยาจากกัญชาหลายพันขวด มีอีกหลายประเทศกำลังดำเนินรอยตามด้วยการทบทวนบทกฎหมายใหม่ ตัวอย่างล่าสุดคือเยอรมนี ซึ่งเริ่มกฎหมายใหม่แล้วในปี 2017 จนกลายเป็นประเทศที่ 9 ในทวีปยุโรปที่อนุญาตให้แพทย์สั่งยาจากกัญชาได้

อีกหลายแห่งอนุญาตให้ทดสอบทางการแพทย์กับกัญชาได้ จากการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ล่าสุด พืชต้องห้ามนี้มีศักยภาพอย่างใหญ่หลวง เพราะไม่เพียงช่วยรักษาโรคร้ายหลายชนิด เช่น โรคสมองเสื่อมและลมชัก แต่ยังพบว่า พวกเขาสามารถผลิตยาจากกัญชาให้ออกฤทธิ์ตามที่ต้องการ เพื่อนำไปรักษาโรคร้ายแรงที่อยู่ในสมอง และร่างกายได้โดยผู้ป่วยไม่ต้องได้รับผลข้างเคียง

หยุดสมองเสื่อม

กัญชาซึ่งมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ปุ๊น เนื้อ หรือมารีฮวนนา เป็นที่รู้จักในนามยาเสพติด องค์การสหประชาชาติ บอกว่า คนทั่วโลกราว 200 ล้านคนใช้กัญชาเป็นประจำ ทั้งสูบ บริโภค หรือไม่ก็ใช้วิธีดูดซึม ทั้งใบ เมล็ด ดอก หรือยาง จากกัญชา 2 สปีชีส์ คือ Cannabis Stiva และ Cannabis Indica ส่วนต่างๆ ของกัญชามีโมเลกุล THC แคนนาบิดิโอล (Cannabidiol) และสารเคมีอื่นๆ อีกอย่างน้อย 100 ชนิด ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกดีอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมของกัญชาก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น หัวใจเต้นเร็ว ปัญหาเรื่องสมาธิ การเสพติด จิตหลอน ดังนั้น กัญชาจึงเป็นยาผิดกฎหมายในหลายส่วนของโลก ถึงกระนั้นนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อ หาว่ากัญชาเปลี่ยนสารเคมีในร่างกายอย่างไร และสร้างสมดุลสุขภาพขึ้นได้ อย่างไรในผู้ป่วยโรคร้ายแรงหลายโรค

ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำโมเลกุล THC ที่มีผลทางจิตประสาทใส่ในจานเพาะเชื้อที่มีเซลล์สมองที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมอยู่ เดฟ ชูเบิร์ต นักชีววิทยา จากสถาบันซอลก์เพื่อการศึกษาทางชีววิทยา (Salk Institute for Biological Studies) ในแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษาก้อนโปรตีนเบต้าอะมีลอยด์ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งทำให้เซลล์สมองติดเชื้อร้ายแรงได้ โดยหลังจากใส่โมเลกุล THC ลงไปเพียงแค่ 2 วัน เขาพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าทีึ่งมาก นั่นคือก้อนโปรตีนในเซลล์สมองเริ่มหายไป การติดเชื้อก็หายไปด้วย โมเลกุลจากกัญชาทำสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามจะทำมานานหลายปี มันป้องกันเซลล์สมองป่วยไม่ให้ตายจากโรคอัลไซเมอร์

ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่สิ้นหวังเริ่มมีหวังใหม่ในปี 2016 เมื่อนักประสาทวิทยาจากนิวยอร์กยืนยันว่า ส่วนผสมจากกัญชาอีกชนิดก็สามารถสร้างความอัศจรรย์ได้ ออร์ริน เดวินสกี้ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกาได้ทดสอบสารออกฤทธิ์ แคนนาบิดิโอลกับคนหนุ่มสาว 214 คนที่เป็นโรคลมชักรุนแรง พวกเขาป่วยจากอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ซึ่งแพทย์หยุดอาการนี้ไม่ได้ เมื่อผู้ป่วยที่ยังหนุ่มสาวดื่มเครื่องดื่มที่มีสารแคนนาบิดิโอลเป็นประจำทุกวันนาน 3 เดือน อาการชักลดลงครึ่งหนึ่ง จากเฉลี่ยชักวันละครั้ง กลายเป็นว่าชักวันเว้นวัน อีกร้อยละ 4 ไม่มีอาการชักเลยตลอดเวลา 3 เดือนที่ทดลอง เป็นอีกครั้งที่กัญชาช่วยผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งได้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แพทย์เกือบยอมแพ้ไปแล้ว

องค์ประกอบต่างๆ ในกัญชาทำงานต่างกัน

นักวิทยาศาสตร์สนใจเป็นพิเศษในสาร 2 อย่าง คือ THC และแคนนาบิดิโอล THC ทำให้คนเกิดอาการ “เมา” ในขณะที่แคนนาบิดิโอลลดอาการเมานั้น ผลของ THC นั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่ผลของแคนนาบิดิโอลยังไม่แน่ชัด นักวิทยาศาสตร์รู้เพียงว่า สารนี้ไปปรับสัญญาณในเซลล์สมอง จึงส่งผลต่อสมองทั้งหมด ดังนั้นแพทย์ต้องแยกสาร 2 อย่างนี้เวลานำไปใช้ทางการแพทย์ การศึกษาแสดงว่าแคนนาบิดิโอลนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อนำไปใช้กับโรคปลอกประสาทอักเสบและอาการเครียด หลังเกิดเหตุการณ์ร้าย ในขณะที่ THC ช่วยลดอาการคลื่นไส้ของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังทำเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่ต้องการลดอาการปวดดูจะเป็นกลุ่มที่ได้ผลดีที่สุดถ้าจะกินกัญชาเข้าไปทั้งต้น ทำให้ได้รับสารทั้งสองในเวลาเดียวกัน

อาจรักษาผู้ป่วย 47 ล้านคนได้

รายชื่อโรคร้ายที่อาจรักษาได้ด้วยกัญชาเพิ่มขึ้นไปอีกมาก ถ้าพิสูจน์สาร THC ได้ว่า มีผลการรักษาในเซลล์สมองมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากโรคสมองเสื่อมเหมือนที่ทำได้ในห้องแล็บ ถ้าทำได้จริง คน 47 ล้านคนที่เป็นโรคสมองเสื่อมในปัจจุบัน และที่คาดว่าอาจจะเพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าก่อนปี 2050 ก็อาจได้รับการรักษาได้

ผลการวิจัยใหม่นับว่าเปลี่ยนทัศนคติในแง่ลบต่อกัญชา และอาจจะทำให้ผู้มีอำนาจในหลายๆ ประเทศเปลี่ยนมุมมองต่อกัญชาไปด้วย

ในอนาคตอันใกล้ ดูเหมือนกัญชาจะไม่ต้องทำ การซื้อขายกันอย่างลับๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะต่อไปจากนี้ยาเม็ด ยาผสม และอาหารที่มีสาร THC และสารแคนนาบิดิโอล ก็จะวางจำหน่ายในร้านขายยา สถานพยาบาล และบ้านพักคนชราทั่วโลก

 

อภิวิชญ์ คุณาดิเรก ว่ายน้ำสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/517829

อภิวิชญ์ คุณาดิเรก ว่ายน้ำสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์ม

โดย  ภาดนุ ภาพ พาณุวัฒน์ เงินพจน์

หนุ่มหล่อหน้าใสวัย 25 ปี บูม-อภิวิชญ์ คุณาดิเรก ก้าวเข้าสู่การเป็นนายแบบตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ในรั้วมหาวิทยาลัย ปัจจุบันก็ยังรับงานเดินแบบถ่ายแบบอยู่ตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะรักการออกกำลังกายและฟิตหุ่นด้วยการเล่นกีฬาอยู่เสมอ

“ปัจจุบันผมเรียนจบปริญญาตรีและทำงานประจำ โดยเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังรับงานเดินแบบถ่ายแบบอยู่เหมือนเดิม ที่ผ่านมาผมมีงานละครช่วงเย็นเรื่อง ‘สงครามเพลง’ ทางช่อง 28 ที่เพิ่งจบไป และล่าสุดก็กำลังถ่ายละครเรื่อง ‘คุณแม่สวมรอย’ เป็นละครช่วงเย็นทางช่อง 3 ออริจินัล (ช่อง 33) โดยรับบทนักกายภาพสุดหล่อ แสดงทั้งหมด 4 ตอนด้วยกัน

ส่วนผลงานอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้เข้ารอบ 20 คนในกิจกรรมเฟ้นหาหนุ่มหล่อสุขภาพดี ‘Men’s Fitness Cool Guy Search 2017’ ซึ่งนิตยสาร Men’s Fitness จัดขึ้นด้วยครับ โดยออนแอร์ใน Line TV และทางช่อง Men’s Fitness ล่าสุดผมก็มีผลงานถ่ายแบบแนวเซ็กซี่สไตล์ผู้ชายๆ บนนิตยสารออนไลน์ที่ชื่อว่า Real Men ด้วย ยังไงก็ฝากติดตามนะครับ”

บูมบอกว่า การเป็นนายแบบและนักแสดงคืออาชีพที่ต้องฟิตร่างกายและดูแลหน้าตาให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา สำหรับเขาแล้วถือว่าโชคดี เพราะเขาชอบเล่นกีฬาคือเล่นบาสเกตบอลมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้น แถมยังเป็นนักกีฬาโรงเรียนด้วย ส่วนกีฬาโปรดประเภทอื่นที่ยังคงเล่นอยู่ต่อเนื่องก็คือ ฟิตเนสกับว่ายน้ำ

“ผมผูกพันกับการว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็กๆ เลย พอจำความได้คุณแม่ก็จะพาไปว่ายน้ำที่สวนสนุกบ้าง สระของหมู่บ้านบ้าง ผมมาเรียนว่ายน้ำจริงๆ ก็ตอนเรียนชั้นประถม 6 เพราะเป็นคลาสในชั้นเรียนที่มีคุณครูสอนและมีการให้คะแนนด้วย จากนั้นก็มาว่ายน้ำอย่างจริงจังอีกทีตอนเรียนชั้นมัธยมต้นโดยมักไปว่ายน้ำกับลูกพี่ลูกน้องที่สระในหมู่บ้านเป็นประจำ ทุกวันนี้แม้ผมจะเล่นเวตสัปดาห์ละหลายวัน แต่ในวันที่หยุดพักจากการเล่นเวต ผมมักจะไปว่ายน้ำเสมอ โดยว่ายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โชคดีว่าผมเป็นคนผิวขาวอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยดำเพราะการว่ายน้ำสักเท่าไหร่” (หัวเราะ)

บูมบอกว่า การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโออย่างหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งดีต่อระบบหัวใจ ดีต่อกล้ามเนื้อ แล้วยังช่วยผ่อนคลายจากความเครียดได้ด้วย

“ผมว่าการว่ายน้ำเป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถทำได้ แม้เป็นผู้ป่วยโรคอ้วน โรครูมาตอยด์ ก็สามารถว่ายน้ำได้หมด ถือเป็นกีฬาที่ปลอดภัยซึ่งแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยกระดูกหัก หรือผู้ป่วยพักฟื้นสามารถทำได้ เนื่องจากจะช่วยเซฟข้อต่อ เอ็น และกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ เพราะการว่ายน้ำไม่มีแรงปะทะหรือกระแทก แถมร่างกายยังได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วนอีกด้วย

แต่การว่ายน้ำก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน หากว่ายน้ำไม่เก่ง แนะนำว่าให้เลือกสระว่ายน้ำที่เท้าเราสามารถยืนถึง เพราะหากเกิดเป็นตะคริวที่ขาขึ้นมา จะได้ใช้ขาอีกข้างหนึ่งพยุงตัวยืนทรงตัวในน้ำได้ หรือมีเวลาเรียกให้คนอื่นเข้ามาช่วยได้”

บูมเสริมว่า สำหรับคนที่ว่ายน้ำเก่งแล้วก็ไม่ควรประมาท เพราะอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นก่อนว่ายน้ำทุกครั้งควรมีการวอร์มอัพ ยืดเหยียด เพื่อให้กล้ามเนื้อรู้สึกตัวก่อนทุกครั้ง และถ้าวันไหนฝนตกหรืออากาศหนาวก็ไม่ควรลงว่ายน้ำ เพราะอาจจะป่วยหรือเป็นตะคริวได้

“สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่อยากว่ายน้ำ แนะนำให้หาครูสอนว่ายน้ำที่มีประสบการณ์และสอนได้ถูกวิธีมาสอนให้ เพราะทักษะการว่ายน้ำนั้นสามารถฝึกฝนกันได้ อีกอย่างการที่เราว่ายน้ำเป็นนั้นมีข้อดี เวลาไปเที่ยวทะเล หรือนั่งเรือข้ามแม่น้ำ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เราจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และบางครั้งยังอาจช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย ถ้ารู้วิธีการช่วยที่ถูกต้อง

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการว่ายน้ำ ถ้าเป็นผู้ชายก็ควรมีกางเกงว่ายน้ำในสไตล์ที่ตัวเองชอบ ใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นทรงบิกินี่หรือทรงขาสั้นก็ใช้ได้หมด และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แว่นตาว่ายน้ำ เพราะนอกจากช่วยป้องกันน้ำเข้าตาแล้ว ยังช่วยป้องกันคลอรีนในสระหรือเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำเข้าตาซึ่งอาจทำให้ตาแดงหรือตาอักเสบด้วย สุดท้ายคือ หมวกว่ายน้ำ ควรใส่ทุกครั้งเมื่อลงสระว่ายน้ำ เพื่อช่วยป้องกันเส้นผมหลุดร่วงลงไปอุดตันในท่อน้ำ จนอาจมีปัญหาตอนทำความสะอาดได้”….ติดตามได้ที่ IG : @Boom_Apiwit

 

 

Yoga Pose for Office Workers : Malasana (Garland Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 08:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/517663

Yoga Pose for Office Workers : Malasana (Garland Pose)

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ www.YogaSutraThai.com

หลายๆ คนที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือนั่งเขียนหนังสือ ทำงานหน้าโต๊ะหลายๆ ชั่วโมงต่อเนื่อง มักจะนั่งในท่าที่ผิด เช่น นั่งแบบหลังโก่ง Hunching หลังงอ Slouching ส่งผลเสียให้กระดูกสันหลังและข้อต่อหลายๆ ชิ้น เพราะร่างกายมนุษย์ออกแบบมาให้เคลื่อนไหว

การนั่งนานๆ ในท่าที่ผิดๆ ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่ลดลงในการเคลื่อนไหว และการลดลงของความยืดหยุ่น พอหลายเดือนผ่านไป คุณก็จะพบว่าคุณมีประสบการณ์ของการปวดตามข้อ ปวดหลัง พอเริ่มปวดก็ทำให้เริ่มนอนไม่หลับ เลือดลมไหลเวียนติดขัด การไหลเวียนของเลือดไม่ดี คุณก็จะเริ่มเครียด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง สมองไม่แล่น ไม่สดชื่น

เมื่อคุณทำงานได้ไม่ดี ก็ส่งผลไปถึงความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้าของคุณ ส่งไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะการทำงานคือแหล่งรายได้ให้ครอบครัว สิ่งเหล่านี้คือปัญหาลูกโซ่

ดังนั้น เมื่อคุณมองเห็นปัญหา คุณจึงต้องหาทางออก การกระตุ้นให้ฝึกโยคะและเห็นความสำคัญของการฝึกได้ส่งผลที่ดีมากมาย ทั้งกับลูกจ้างและเจ้าของบริษัท วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ต่างก็ได้ประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยในส่วนของร่างกายแล้ว ในส่วนของจิตใจยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นระบบประสาทให้ผ่อนคลาย และช่วยพัฒนาสมาธิขณะทำงานให้โฟกัสต่อเนื่องกับงานได้อย่างยาวนานขึ้น

สำหรับท่ามาลาสนะที่เราจะฝึกกันในวันนี้ ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังให้ตรง เพิ่มความยืดหยุ่นให้สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารอีกด้วย เริ่มต้นให้ยืนแยกขาออกจากกันกว้างกว่าสะโพกก่อนแล้วหายใจเข้าเพื่อเตรียม (รูป 1)

จากนั้นหายใจออกพับตัวลงมาจากสะโพก ให้เลือดลงศีรษะ ค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจสักครู่ (รูป 2)

วางมือทั้ง 2 ข้างลงสู่พื้น หายใจเข้า (รูป 3)

จากนั้นหายใจออก ค่อยๆ หย่อนก้น นั่งท่าสคอทลงมา ให้ระวังหัวเข่า ขากว้างกว่าลำตัวเปิดปลายฝ่าเท้าออกทั้ง 2 ข้าง จากนั้นพนมมือที่อกโดยให้ข้อศอกทั้ง 2 ข้าง ขัดที่ด้านในต้นขาไว้ จะทำให้ช่วยยืดลำตัวได้ดีขึ้น สำหรับผู้ที่ยังลงสุดไม่ได้ให้ใช้ผ้ารองใต้ก้นได้ ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจเข้าออก แล้วค่อยๆ คลาย (รูป 4)

 

เตรียมตัวให้พร้อม จะกี่มาราธอนก็พร้อมลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516717

เตรียมตัวให้พร้อม จะกี่มาราธอนก็พร้อมลุย

เริ่มจากมาทำความเข้าใจความแตกต่างของมาราธอนแต่ละประเภทกันก่อน — สำหรับการวิ่งมาราธอน หมายถึงการวิ่งในระยะทางประมาณ 42.195 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการวิ่งระยะไกลมาก และอาจจะหนักเกินไปสำหรับมือใหม่ เพราะฉะนั้นช่วงเริ่มต้นแนะนำเป็นการวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร หรือการวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ก่อนลงสนาม อย่าลืมเตรียมพร้อมให้ดี หรือศึกษาคู่มือนักวิ่งมาราธอนที่รวบรวมและคัดสรรมาให้แล้วว่าจำเป็น!

เทรนด์วิ่งมาราธอนยังไม่มีทีท่าจะจางลงง่ายๆ เพราะยังคงเป็นหนึ่งในกีฬาท็อปฮิตที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ นอกจากจะได้สุขภาพแล้ว ยังได้คอนเนกชั่น แถมมีรูปสวยๆ ถ่ายลงโซเชียล ทว่า สำหรับมือใหม่หัดวิ่งมาราธอน หรือใครที่ยังเอาแต่กลัวๆ กล้าๆ ปลอบใจตัวเองว่าแค่เดินยังเหนื่อย ลองคิดใหม่ เพราะแค่เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ดูถูกศักยภาพตัวเอง จะมาราธอนไหนก็พิชิตได้ไม่เกินเอื้อม

 1.อย่าอ่อนซ้อม

ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะเป็นมาราธอน หรือมินิฮาล์ฟมาราธอน ต้องมั่นใจก่อนว่าร่างกายพร้อมจะวิ่งระยะไกลแล้ว ทางที่ดีก่อนจะผลีผลามริลงสนาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ของทีมบียอนด์ ทีมนักวิ่งที่มีฝันจะเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมเล่นกีฬาได้อย่างเท่าเทียมกัน แนะนำว่าควรซ้อมวิ่งออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ และต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี พอร่างกายเริ่มชินแล้ว ก็เริ่มเพิ่มบททดสอบที่ท้าทายขึ้นด้วยการฝึกวิ่งระยะไกล เพื่อเป็นการเทรนร่างกายในเบื้องต้น

ควรต้องซ้อมวิ่งให้ได้ระยะทางรวมกันสัปดาห์ละ 24-32 กิโลเมตร อย่างน้อยเป็นเวลา 4-6 เดือน ก่อนลงวิ่งมาราธอน หากคิดว่าฝึกซ้อมจนร่างกายฟิตแล้ว 2-3 เดือนก่อนลงแข่งขัน ให้ลองซ้อมวิ่งในระยะทาง 24 กิโลเมตรแบบม้วนเดียวจบ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้โอกาสที่เป้าหมายที่จะพิชิตเส้นชัยอยู่ใกล้แค่เอื้อม แถมยังช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อไปด้วย

2.รู้จักลิมิตร่างกาย

หากระหว่างการซ้อมวิ่งเกิดบาดเจ็บหรือป่วยขึ้นมา ห้ามซ้อมวิ่งต่อเด็ดขาด จนกว่าอาการเจ็บป่วยจะหายสนิทจริงๆ  นอกจากนี้ อีกเคล็ดลับที่สำคัญ คือ ถึงจะมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมขนาดไหน แต่อย่ามองข้ามอานุภาพของการพักผ่อนให้เพียงพอ ทางที่ดีก่อนลงสนามวิ่งมาราธอนจริงๆ ต้องพักผ่อนให้เต็มอิ่ม อย่างน้อยต้องนอนหลับไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมง เพื่อที่ตื่นมาจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า

นอกจากนี้ ยังต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในช่วงที่ซ้อมวิ่งระยะไกล แต่ในช่วงก่อนเริ่มลงสนามวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง ควรกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเล็กน้อย เช่น ขนมปังหรือกล้วย 1 ลูก เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไปใช้ในการวิ่งที่สำคัญ ก่อนถึงเวลาลงสนามประมาณ 20-30 นาที นักวิ่งควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ส่วนในระหว่างที่วิ่งอยู่ ควรจิบน้ำเป็นระยะๆ หรือถ้ารู้สึกกระหายน้ำจนปากคอแห้ง หมายถึงร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ควรแวะหยิบน้ำจากจุดบริการมาจิบแก้กระหายโดยเร็วที่สุด

3.ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพิ่มความฟิต

ก่อนวิ่งมาราธอนก็ควรยืดเหยียดร่างกาย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมๆ กัน โดยควรวอร์มร่างกายประมาณ 10-15 นาทีล่วงหน้า 

4.เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า หมวก ผ้าคาดหัวเพื่อกันเหงื่อไหลเข้าตา ต้องเตรียมให้พร้อม แนะนำให้เลือกใช้ของที่คุ้นเคยที่สุด เช่น รองเท้า ไม่จำเป็นต้องให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อคู่ใหม่ เพราะอาจจะกัดหรือทำให้วิ่งไม่ถนัด จนกลายเป็นว่าซ้อมแทบตาย มาตกม้าตายเพราะรองเท้าทำพิษ

สำหรับนักวิ่งหญิง ถ้ามีประจำเดือนในช่วงนั้นพอดี แนะนำให้ใส่ผ้าอนามัยแบบสอด และอย่าลืมทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวด้วย

 

ปรับสมองด้วยธรรม และ NLP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516556

ปรับสมองด้วยธรรม และ NLP

โดย ราช รามัญ

NLP : คือ Neoro-Linguistic Programming & Dharma Gatewayการเรียนรู้ศาสตร์ NLP (Neoro-Linguistic Programming) หรือศาสตร์แห่งพลังจิตสั่งจิต หรือแปลให้ตรงตัว ก็คือ โปรแกรมภาษาเกี่ยวกับจิต รวมถึงศาสตร์แห่งการเข้าถึงธรรมะภาคสมบูรณ์ที่กล่าวถึงคือกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์ (Dharma Gateway) หรือปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) รวมถึงการสวดมนต์ (To prayer) ตามลำดับที่กล่าวมานั้น

โดยที่หลักการทางวิทยาศาสตร์และหลักการทางศาสนาทั้งสองศาสตร์นั้น ได้เข้ามาเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีหลักปฏิบัติคล้ายๆ กัน ด้านการปฏิบัติ ให้มนุษย์ที่ต้องการแก้ไขปัญหาชีวิต ได้ตอกย้ำแนวคิดแห่งความสำเร็จและแนวคิดที่ทำให้จิตใจผ่องใส สงบ เยือกเย็น ทั้งหมดต้องทำให้เกิดความเคยชินและสื่อนั้นจะเข้าฝังในจิตสำนึก และแสดงออกสู่ภายนอกได้ ถ้าเป็น NLP ก็จะเรียกว่า “ภาษากาย” “วาจา” ถ้าเป็นการปฏิบัติธรรม เรียกว่า รู้ซึ้งถึงกระบวนการ “เกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์”

เมื่อมนุษย์รู้ดังนี้แล้ว พฤติกรรมที่แสดงออกมาจะอยู่ในลักษณะของความมีสติและไม่ประมาทกับชีวิตอีกต่อไป ความประพฤติส่วนใหญ่จะเข้าสู่แนวแห่งการสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ชีวิตและมุ่งสู่ความสงบสุข

ดังนั้น ทั้งศาสตร์ NPL จึงเป็นความคิดเดียวกับศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) ธรรมอันลึกซึ้งและปรากฏเป็นของลึกซึ้ง หลักธรรมข้อนี้ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เพราะหลายคนไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอด ที่ว่านี้แหละ หมู่สัตว์นี้จึงวุ่นวายเหมือนเส้นด้ายที่ขอดกันยุ่ง…” รวมทั้งการสวดมนต์ย้ำคิดย้ำทำแต่เรื่องดีๆ (To Prayer)

โดยเฉพาะส่วนของการสวดมนต์นั่งสมาธินั้น เป็นการเข้าถึงจิตใจมนุษย์ได้ด้วยการกระทำซ้ำๆ ทุกๆ วัน เพื่อตอกย้ำจิตสำนึกให้นึกถึงแต่การทำความคิดเชิงบวก ตลอดจนการเข้าวัดทำบุญในบางโอกาสของคนที่ต้องการสงบจิตใจชั่วคราวและสั่งสมแนวคิดที่ได้จากการสวดมนต์ย้ำคิดย้ำทำแต่เรื่องการสร้างความดี

ในการสั่งจิตของทั้งสองศาสตร์ NLP กับปฏิจจสมุปบาท ซึ่งพ่วงถึงการสวดมนต์ภาวนา (T0 Prayer) ก็เพื่อสร้างสมาธิและการสวดมนต์ส่วนหนึ่ง ก็เป็นการบอกกล่าวกับตนเองชนิดหนึ่งเหมือนกันว่าให้ประพฤติปฏิบัติดีกับทุกๆ สิ่งและให้คิดดีทำดีกับทุกๆ สิ่งทั้งที่แวดล้อมรอบตัวเราและอยู่ห่างไกลตัว เช่นเดียวกับ “ศาสตร์สั่งจิต (NLP)” ที่ต้องสร้างสรรค์ความคิดเชิงบวกเพื่อตอกย้ำฝังรากลึกลงไปในจิตใต้สำนึกเพื่อให้สั่งการให้สมองทำงานโดยอัตโนมัติ

ในขณะเดียวกันการล้างความคิดติดลบหรือความคิดเชิงไม่สร้างสรรค์ให้หายไปจากสมอง โดยการลืมสิ่งทิ่มแทงใจเหล่านั้น และตอกย้ำสิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่และทำใหม่ โดยคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่ส่งผลให้เราสามารถยืนอยู่บนโลกมนุษย์นี้ได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติภพหนึ่ง

จิตที่ทำให้นิ่งและสงบ จะทำให้การทำงานทั้งของศาสตร์ทั้งสองประเภทกลมเกลียวเป็นเนื้อเดียวกัน คือ การนำสื่อต่างๆ ที่ได้จากความคิด “เชิงบวก” มาสะสมไว้ในส่วนของ “พลังจิตใต้สำนึก” ในขณะที่ต้องมีการใช้ภาษากายประกอบไปด้วย โดยการนำสติสัมปชัญญะเข้ามาช่วยเพื่อความสำเร็จในทุกบททุกตอนของชีวิต

To Prayer ก็เช่นเดียวกัน จะมีวิธีการสร้างสถิติด้วยการสวดมนต์เจริญภาวนาเป็นหลักของศาสนาพุทธซึ่งต้องทำให้กาย วาจา ใจ สำรวมที่สุด ไม่คิดฟุ้งซ่านใดๆ ในขณะสวดมนต์ให้ใจจดใจจ่อกับการเจริญภาวนาและการนั่งสมาธิ โดยตามหลักศาสนาพุทธจิตนั้นต้องนิ่งจริงๆ ห้ามคิดออกนอกประเด็น เพราะการคิดนอกประเด็นจะไม่เรียกว่า การนั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิด้วยวิธีอื่นๆ ก็ตาม

สำหรับ NLP จะเน้นเรื่อง “วาจา” มากที่สุด รองลงมา คือ “อาการทางกาย” หรือการใช้ภาษากายที่เกี่ยวข้องกับรูป รส กลิ่น เสียง เพื่อส่งข้อมูลย้อนกลับเข้าไปเปลี่ยนจิตใต้สำนึกให้เป็นไปตามที่ต้องการ หากเปรียบเทียบกับบทสวดมนต์ บทสวดมนต์คือการเน้นถึงการสร้างพลังด้วยแรงศรัทธาหมั่นสวดภาวนา นั่งสมาธิ เพื่อให้จิตสงบ เมื่อจิตสงบสิ่งต่างๆ ที่ต้องการก็มักจะปรากฏให้เห็น

และการแลเห็นเป็นรูปธรรมก็จะตามมา ซึ่งก็จะทำให้คนผู้นั้นสามารถเลือกทางเดินที่ดีได้หากจะเลือกเอาทาง “ธรรม” ไปเลยต่อก็คงต้องบวช แต่หากจะยังคงวนเวียนอยู่กับสังคมมนุษย์โลกก็สามารถสร้างรากฐานชีวิตให้มีความสุขได้ ก็คงต้องศึกษาและเรียนรู้ “วิชาศาสตร์สั่งจิต”

ดังนั้น การอาศัยการฝึกจิตวิญญาณให้มีความนิ่งและสงบให้ได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ นั่นคือการละวาง แล้วจิตใจจะโปร่งใส เมื่อจิตโปร่งใส ก็เท่ากับคนเราสามารถเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่ดีๆ ได้เสมอ อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาทจิตใจของคนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ดังนั้นตามหลัก NLP มักจะบอกให้ผู้ปฏิบัติตอกย้ำความคิดเชิงบวกใส่ลงไปให้ได้ทุกวัน วันละ 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้น

เพราะการกล่าวย้ำๆ ถึงความคิดเชิงบวกหรือการสวดมนต์ภาวนา จะเป็นการลบล้างความคิดเชิงลบที่เป็นอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

 

การฝึกโยคะลดเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 14:15 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516445

การฝึกโยคะลดเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกโยคะช่วยพัฒนาทั้งความจำและส่งผลดีอย่างไร สำหรับคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s)

 

มีงานวิจัยจากต่างประเทศหลายตัว ที่ชี้ให้เห็นว่าการฝึกโยคะในแนวกุณฑาลิณี และภักติโยคะ เช่น เคอตันกริยา (Kirtan Kriya) การเปล่งมนตรา การสวดมนต์และฝึกสมาธิ ให้ผลที่ดี ในเชิงลึกมากกว่า การฝึกกระตุ้นสมองโดยเล่นเกมครอสเวิร์ด หรือเกมกระตุ้นความจำจากคอมพิวเตอร์

ตัวอย่างงานวิจัยจากกลุ่มนักประสาทวิทยา ของ UCLA ได้นำผู้เข้าร่วมทั้งหมด 25 คน ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ขึ้นไปที่มีปัญหาด้านความจำ ไม่ว่าจะเป็นลืมชื่อ ลืมที่อยู่บ้าน ชื่อถนน ลืมการนัดหมาย เข้าร่วมการทดลองโดยได้สแกนสมองและทดสอบความจำ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

ในกลุ่มแรก มีจำนวน 11 คน ให้ใช้วิธีการกระตุ้นความจำด้วยการเล่นเกมและเทคนิคกระตุ้นความจำทั่วไปทุกวันเป็นเวลา 20 นาที และร่วมคลาสพิเศษอีก 1 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงให้ใช้วิธีการเพิ่มพูนความจำ

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีทั้งหมด 14 คน เข้าร่วมฝึกโยคะแบบกุณฑาลิณี เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ และฝึก เคอตันการเปล่งมนตราด้วยตัวเอง เป็นเวลา 20 นาทีที่บ้านทุกวัน (เป็นการใช้เทคนิคพลังแห่งเสียง โดยเปล่ง Saa Taa Naa Maa (ซ้า ทา หน่า มา) ให้เสียงวิ่งในลักษณะเหมือน ตัว แอล L เชพ คือเสียงวิ่งผ่านด้านบนของศีรษะและพุ่งออกที่จุดดวงตาที่ 3 จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว พร้อมกับทำมือมุทรา เปลี่ยนให้ตรงกับมนตราขณะฝึก)

หลังจาก 12 สัปดาห์ ทั้งสองกลุ่มให้ผลดีในเรื่องกระตุ้นความจำ แต่สำหรับกลุ่มที่ฝึกโยคะ ให้ผลที่มากกว่า ทั้งในเรื่องของความจำ การลดความกังวล ลดอาการซึมเศร้า

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ก็ตาม แต่การป้องกันและพัฒนาทั้งด้านความจำ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้ป่วยย่อมสำคัญที่สุด ผู้ที่เป็นโรคหลงๆ ลืมๆ มักมีความกังวลใจ และมีความซึมเศร้าร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นการฝึกโยคะ จึงเป็นทางเลือกเพื่อลดอาการของโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและคนในครอบครัวและพวกเขาก็จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

พบกับคลาสพิเศษ Kirtan Concert เคอตันคอนเสิร์ต จัดเพียงปีละ 1 ครั้ง เท่านั้นในวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย.นี้ เวลา 14.00-16.00 น. รวมทั้งการเสวนาในหัวข้อพิเศษ “Self Development, Spirituality, Healing” (สำรองที่นั่ง รับจำนวนจำกัด) โทร. 02-636-6758-9

ขอบคุณข้อมูลจาก The Journal of Alzheimer’s Disease

 

Thai-NMSQ แอพเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516396

Thai-NMSQ แอพเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล          sopitasavang2010@gmail.com

 หากกล่าวถึงโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงอาการที่ผิดปกติทางการเคลื่อนไหว เช่น อาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็งเท่านั้น

แต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยพาร์กินสันอาจมีอาการอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากอาการทางการเคลื่อนไหว (non-motor symptoms) ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลได้เช่นกัน

โรคพาร์กินสันเป็นโรคเรื้อรังทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุทั่วโลก หรือประมาณ 1% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ความชุกของโรคจะพบสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีอายุน้อยลง หรืออายุประมาณ 40-50 ปี เพิ่มขึ้น

รศ.นพ.ประวีณ โล่ห์เลขา หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โดปามีน (Dopamine) มีหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย

เมื่อปริมาณของสารโดปามีนลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เช่น อาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็งและทรงตัวลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะมีการดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว เช่น อาการอ่อนเพลีย ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ นอนละเมอ ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก หลงลืมง่าย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวมาก่อนกลุ่มอาการทางการเคลื่อนไหวอีกด้วย

 

“กลุ่มอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว เช่น อาการท้องผูกเป็นประจำ อาการนอนละเมอคล้ายตอบสนองต่อความฝัน (REM Behavior Disorder, RBD) อาการซึมเศร้าและความผิดปกติของการดมกลิ่นหรือรับรส สามารถพบได้ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการทางการเคลื่อนไหว

“ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเหล่านี้นำมาก่อนล่วงหน้าได้นานถึง 5-10 ปี อาการวิตกกังวล ปวดเกร็ง ปัสสาวะลำบาก อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ สามารถพบได้ในทุกระยะของโรค อาการหลงลืมง่าย ประสาทหลอน กลืนลำบาก สำลัก และทรงตัวลำบาก มักเป็นอาการที่ตามมาในระยะหลัง ประวัติของอาการในข้างต้นและการดำเนินโรคมีความสำคัญและมีส่วนช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรค”

ผู้ป่วยพาร์กินสันแต่ละรายอาจมีอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวที่มากน้อยแตกต่างกัน หากผู้ป่วย ผู้ดูแลและแพทย์ตระหนักถึงปัญหาของอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวที่เป็นปัญหาหลักของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน ก็จะสามารถช่วยให้แพทย์ทำการรักษาได้อย่างละเอียดและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ชมรมพาร์กินสันไทยและหน่วยประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ เพื่อเป็นเครื่องมือในการคัดกรองอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด

แอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นแบบสอบถามอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวจำนวน 40 ข้อ ด้วยคำถามพร้อมภาพประกอบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจแบ่งเป็น 10 หมวดหมู่ ได้แก่

1.ปัญหาการนอนหลับและอาการอ่อนเพลีย

2.ปัญหาระบบไหลเวียนโลหิตและการอาการหกล้ม

3.ปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม

4.ปัญหาด้านการรับรู้และอาการประสาทหลอน

5.ปัญหาด้านความจำและสมาธิ

6.ปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร

7.ปัญหาทางระบบทางเดินปัสสาวะ

8.ปัญหาทางเพศ

9.ปัญหาอื่นๆ

10.อาการขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยา

โดยแต่ละคำถามนั้นจะมีระดับความถี่ของอาการในช่วงหนึ่งเดือนให้ผู้ป่วยได้เลือก พร้อมสรุปผลและบันทึกเป็นภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการนำไปเป็นข้อมูลให้แพทย์ทำการวินิจฉัยต่อไป

“การพัฒนาแอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถจดจำอาการของผู้ป่วยได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความเป็นกังวลของผู้ป่วยว่าอาการต่างๆ จะเป็นสัญญาณเสี่ยงถึงโรคอื่นๆ หรือไม่ รวมถึงย่นระยะเวลาการซักประวัติและการวินิจฉัยของแพทย์อีกด้วย” รศ.นพ.ประวีณ โล่ห์เลขา กล่าวเพิ่มเติม

ผู้ป่วยและผู้ดูแลรวมถึงแพทย์สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ ฟรี ได้แล้วที่ App Store สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และที่ Google Play Store สำหรับระบบระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

 

หลีกให้ห่าง… ถ้าอยากมีชีวิตยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515984

หลีกให้ห่าง... ถ้าอยากมีชีวิตยืนยาว

ใครๆ ก็รู้ว่าอันตรายเมื่อกินอาหารตามใจปาก โรคภัยไข้เจ็บถามหาถ้ากินไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง ความดันโลหิตสูง ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุในการคร่าชีวิตคนไทยปีละกว่า 4 แสนรายในปัจจุบัน เพราะเช่นนั้นถ้าอยากมีชีวิตยืนยาว ก็ต้องปรับพฤติกรรมการกินเสียใหม่

พฤติกรรมการกินของคนในยุคสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เพราะกินผักผลไม้น้อยลง แต่กินแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมันและน้ำตาลเพิ่มขึ้น กินอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น ออกไปกินอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น กินตามกระแสนิยมหรือโฆษณา

ถามตัวเองว่ากินอาหารพวกนี้อยู่หรือเปล่า เช่น อาหารขยะที่มีแป้งและไขมันในปริมาณสูง ฟาสต์ฟู้ด ขนมกรุบกรอบ เค็มจัดหวานจัดมันจัด ดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำ ชา และเครื่องดื่มเสริมพลังงาน ที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าน้ำตาลและสีผสมอาหาร อาหารปรุงแต่งสูง มีผงชูรสและวัตถุกันเสียปริมาณสูง

 

1.อาหารฟาสต์ฟู้ด

อาหารจานด่วน เป็นอาหารหรือขนมที่ปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีการเตรียมปรุงไว้ล่วงหน้า พร้อมรับประทานได้ทันที แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ฟาสต์ฟู้ดที่อิ่มท้อง เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ฮอตด็อก เฟรนช์ฟรายส์ ฯลฯ กับอาหารกึ่งขนม เช่น เค้ก โดนัท ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบทั้งหลายที่เต็มไปด้วยแป้ง เกลือ น้ำตาล แต่กลับมีสารอาหารและใยอาหารน้อย ฟาสต์ฟู้ดเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่นตามมา

2.อาหารขยะ

อาหารขยะ (Junk Food) เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำหรือไม่มีเลย นอกจากจะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ถ้ากินมากๆ ติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพ เพราะมีเกลือ น้ำตาล และไขมันสูงมาก โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม หมากฝรั่ง และลูกอม

นอกจากนี้ ยังมีอาหารปิ้งย่างจนไหม้ อาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ อาหารใส่สีฉูดฉาด อาหารที่มีไขมันสูง อาหารเค็มจัดหวานจัด อาหารรมควัน อาหารหมักดอง และอาหารปนเปื้อนสารเคมี

สารปรุงแต่งอาหารเพื่อให้อาหารน่ากิน รสชาติดีขึ้นและเก็บรักษาได้นาน ถือเป็นอาหารอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของสารเคมี เช่น ผงชูรส อาจทำให้เกิดอาหารปวดหัว แสบร้อนบริเวณหน้าและคอ หรือสารให้ความหวาน เช่น ขัณฑสกร ซัคคารีน ซูคาโคส อาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ชักและเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ รวมไปถึงสารแต่งสีต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้

3.น้ำอัดลม

เป็นเครื่องดื่มยอดฮิต เพราะช่วยดับกระหายและให้ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่ส่วนประกอบสำคัญของน้ำอัดลม คือ หัวน้ำเชื้อ ที่มีส่วนผสมของสารแต่งสีกลิ่นรส และกรดบางชนิด เช่น กรดมะนาว บางชนิดมีกาเฟอีนสูงถึง 10-50 มิลลิกรัมในแต่ละกระป๋อง

นอกจากนี้ ยังมีสารให้ความหวานที่หวานกว่าน้ำตาลถึง 100 เท่า แต่น้ำอัดลมกลับให้พลังงานที่มาจากน้ำตาลเพียง 35-45 แคลอรีต่อ 100 มิลลิลิตรเท่านั้น และไม่มีสารอาหารอื่นใดเลย ปริมาณน้ำตาลที่สูงและภาวะเป็นกรด ยังเป็นต้นเหตุสำคัญของฟันผุ กระดูกพรุน ข้อเสื่อม ท้องอืด และโรคกระเพาะ

สรุปว่าอาหารที่ไม่มีประโยชน์เหล่านี้ ทำให้เป็นโรคอ้วน ถ้าอ้วนตั้งแต่ยังเด็ก กระบวนการเผาผลาญอาหารจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน จะมีโอกาสสูงถึง 90% ที่จะกลายเป็นโรคอ้วนแน่นอน เสียชีวิตเร็วกว่าคนปกติ (ที่ไม่เป็นโรคอ้วน) โดยคนอ้วนเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 2-3 เท่า!

ผู้อยากมีชีวิตยาวยืน แข็งแรงและห่างไกลโรค นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกหลักแล้ว ยังต้องออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย ทั้งนี้ ต้องทำเป็นประจำและต่อเนื่อง หมายถึงการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียน เสริมสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญพลังงาน ขณะเดียวกันต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ทำอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใส อย่าเครียดง่าย

เพียงแค่นี้ ก็จะทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น 17-26 ปี รู้อย่างนี้ ยังจะใจแข็งพอที่จะไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินผิดๆ และหันมาออกกำลังกายกันอีกหรือ 

ข้อมูล : resource.thaihealth.or.th

 

ระวังไว้! มะเร็งร้ายใกล้ตัวผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515575

ระวังไว้! มะเร็งร้ายใกล้ตัวผู้หญิง

มะเร็งรังไข่ มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบมากเป็นอันดับที่ 7 ของมะเร็งสตรีทั่วโลก และพบเป็นอันดับที่ 6 ของมะเร็งสตรีในประเทศไทย รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้ทุกช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 50-60 ปี สัญญาณเตือนที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากมีอาการท้องอืดเป็นประจำ อาหารไม่ย่อย ปวดท้องเรื้อรัง รับประทานยาลดกรดไม่ดีขึ้น มักมีอาการท้องโตกว่าปกติและคลำพบก้อนในท้องน้อย หรือปวดแน่นท้อง ตามด้วยอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ในระยะท้ายๆ ของโรคอาจมีน้ำในช่องท้องทำให้ท้องโตขึ้นกว่าเดิม ผอมแห้งและภาวะขาดอาหารร่วมด้วย

เรื่องสุขภาพของคุณสาวๆ พึงระวัง หากเกิดความผิดปกติต้องรีบตรวจเช็ก ก่อนจะเป็นภัยที่คุกคามชีวิตผู้หญิงได้ พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์ สูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ข้อมูลเอาไว้

การตรวจและวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ มักทำร่วมกับการตรวจภายใน ซึ่งจะพบก้อนเนื้อได้ในสตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 30 มักเป็นมะเร็งของรังไข่ สำหรับการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ช่วยบอกได้ว่ามีก้อนหรือมีน้ำในช่องท้อง สำหรับในบางรายที่อ้วนหรือหน้าท้องหนามาก การตรวจร่างกายตามปกติอาจตรวจได้ยาก

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความละเอียดแม่นยำสูง สามารถเห็นภาพลักษณะ ขนาด และจำนวนก้อนในท้อง สามารถตรวจต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้องได้ อาจมีการตรวจเลือดประกอบเพื่อช่วยในการวินิจฉัย และติดตามการรักษา โดยสตรีที่มีอายุ 30-35 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจเช็กสุขภาพ และตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี

มะเร็งปากมดลูก พบได้บ่อยที่สุดสำหรับอวัยวะสืบพันธุ์สตรี การค้นหาสามารถทำได้ง่ายและสามารถป้องกันได้ แต่ยังมีสตรีชาวไทยเสียชีวิตจากมะเร็งของปากมดลูกเฉลี่ยแล้วประมาณวันละ 10 คน อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ แต่ถ้าเป็นมากพอสมควร อาจมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ การมีระดูขาวที่ผิดปกติ มีกลิ่น ถ้ากระจายไปยังอวัยวะอื่นอาจมีอาการปวด ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือดได้ ซึ่งระยะมะเร็งที่เพิ่งเริ่มต้น การรักษาทำได้ง่าย มีโอกาสที่จะหายขาดได้สูง วิธีที่จะทราบได้ คือ การตรวจภายใน เพื่อนำเซลล์จากปากมดลูกมาตรวจ ที่เรียกกันว่า ตรวจแป๊ป (Pap Smear) และถ้าตรวจร่วมกับการหาเชื้อไวรัส HPV จะทำให้ได้รับความแม่นยำมากขึ้น

มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง และมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปอด แต่ความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมจะลดลงตามความเร็วในการตรวจค้นพบ โดยมะเร็งเต้านมสามารถเกิดได้กับผู้หญิงทุกคน และยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ สิ่งที่ทำได้ คือ การตระหนักว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ เช่น มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือเริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยกว่า 12 ปี หรือประจำเดือนหมดหลังอายุ 55 ปี ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การใช้ยาฮอร์โมนทดแทนสำหรับวัยทองติดต่อกันเป็นเวลานาน ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ และการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

การคัดกรองมะเร็งเต้านมให้ตรวจพบได้ระยะแรกๆ คือ การตรวจคลำเต้านม โดยตรวจด้วยตัวเอง เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และไม่มีค่าใช้จ่าย แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละหนึ่งครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ หลังหมดประจำเดือนหนึ่งสัปดาห์ แต่หากต้องการตรวจคัดกรองให้พบมะเร็งเต้านมได้เร็วยิ่งขึ้น วิธีที่ได้รับการยอมรับและเป็นมาตรฐาน คือ การตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรม และอัลตราซาวด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาความผิดปกติของเต้านม แม้เพียงขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร

สตรีที่มีอายุ 30-35 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งเต้านมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งควรตรวจห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม