รู้วิธีบริโภคให้ปลอดภัย ป้องกันพยาธิตืดฝังลิ้นเพราะการกินอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594996

  • วันที่ 16 ก.ค. 2562 เวลา 17:50 น.

รู้วิธีบริโภคให้ปลอดภัย ป้องกันพยาธิตืดฝังลิ้นเพราะการกินอาหาร

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนให้สังเกตตัวเองหากสงสัยว่ามีตัวพยาธิในร่างกาย เช่น มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย น้ำหนักตัวลดผิดปกติ ถ้าไม่แน่ใจสามารถไปพบแพทย์ให้ตรวจวินิจฉัย เพื่อให้ยาฆ่าพยาธิที่มีประสิทธิภาพ

จากกรณีที่มีรายงานข่าวหญิงรายหนึ่งมีซีสต์หรือถุงตัวอ่อนพยาธิตืดหมูฝังอยู่ในลิ้น  น.พ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า พยาธิตืดสามารถพบได้ทั้งในคนและในสัตว์เลี้ยงที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ เช่น หมู สุนัข แมว วัว ควาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

ส่วนพยาธิตืดหมูที่พบในคนจะมีหมูเป็นตัวนำกึ่งกลางกินอาหารที่ปนเปื้อนไข่พยาธิ หรือในอุจจาระคน แล้วเกิดเป็นถุงตัวอ่อนในหมูเรียกกันว่าพยาธิเม็ดสาคูในเนื้อหมู เมื่อคนกินเม็ดสาคูในเนื้อหมูเข้าไป จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้เล็ก และพยาธิตืดมีอายุในคนได้นานถึง 25 ปี ซึ่งสามารถกินยาถ่ายพยาธิตืดออกมาได้

หากคนเรากินอาหารที่มีไข่พยาธิตืดหมูที่ปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่ม หรืออาเจียนขย้อนพยาธินี้มาที่กระเพาะ พยาธิตัวอ่อนจะฟักจากไข่แล้วไชทะลุลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ตา กล้ามเนื้อ กระพุ้งแก้ม และลิ้น เป็นต้น ซึ่งการเกิดโรคมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่ง จำนวน และอายุของถุงตัวอ่อนที่เข้าไปฝังอยู่ที่อวัยวะใด เช่น ฝังที่สมองอาจทำให้เกิดอาการชัก ความดันในสมองสูง เคลื่อนไหวผิดปกติ หากฝังที่ตาทำให้บวม เลือดออก มองเห็นมัว หากฝังที่กล้ามเนื้ออาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงในระยะแรก และบวมแดง ดังนั้น การที่ถุงตัวอ่อนพยาธิตืดเข้าไปฝังอยู่ในลิ้นตามที่เป็นข่าว จึงต้องพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และผ่าเอาถุงตัวอ่อนพยาธิออก

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคหนอนพยาธิและโปรโตซัวในลำไส้ของประเทศไทย ในปี 2552 เก็บตัวอย่างอุจจาระ 15,555 ตัวอย่าง ตรวจพบพยาธิตืดหมู-วัว 113 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 0.73 และในปี 2557 เก็บตัวอย่างอุจจาระ 10,140 ตัวอย่าง พบพยาธิตืดหมู-วัว 43 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 0.42

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ได้จัดให้พยาธิตืดหมู และซิสติเซอร์โคซิส เป็นกลุ่มโรคเขตร้อนที่ไม่ได้รับความสำคัญ (เป็นโรคที่ถูกละเลย) แต่ในปี 2553 แผนงานโรคเขตร้อนที่ไม่ได้รับความสำคัญ (โรคที่ถูกละเลย) ได้จัดทำกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายในการควบคุมและกำจัดโรคพยาธิตืดหมู และซิสติเซอร์โคซิส ในประเทศที่ได้รับการเลือกจากองค์การอนามัยโลก ภายในปี 2563

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนให้สังเกตตัวเองหากสงสัยว่ามีตัวพยาธิในร่างกาย เช่น มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย น้ำหนักตัวลดผิดปกติ ถ้าไม่แน่ใจสามารถไปพบแพทย์ให้ตรวจวินิจฉัย เพื่อให้ยาฆ่าพยาธิที่มีประสิทธิภาพ เพราะอาจเป็นหนอนพยาธิชนิดอื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบสุขาภิบาลและระบบสุขภาพของไทยดีขึ้นมาก การขับถ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้ปัญหาโรคหนอนพยาธิลดลงไปมาก

มาตรการในการป้องกันโรคพยาธิตืดหมู

  • ควรเลือกซื้อเนื้อหมู ผัก และผลไม้ ที่สด สะอาด จากแหล่งที่ถูกสุขลักษณะ
  • กรณีเนื้อหมูจะต้องล้างทำความสะอาด หรือแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำกว่า –5 ๐C หรือ 23 ๐F (การแช่แข็งนานติดต่อกัน 4 วัน สามารถฆ่าตัวอ่อนในถุงหุ้มซีสต์พยาธิตืดได้)
  • ควรปรุงให้สุกด้วยความร้อน
  • ดื่มน้ำสะอาด
  • ส่วนผัก ผลไม้ต้องล้างผ่านน้ำหลายๆ รอบให้สะอาดก่อนรับประทาน เพราะผักบางชนิดต้องกินสดๆ
  • ควรขับถ่ายอุจจาระลงส้วม และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ก่อนปรุงอาหาร และหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง เพราะในสิ่งแวดล้อมทั่วไปก็มีหนอนพยาธิชนิดต่างๆ ด้วยเช่นกัน

คุณแม่ตั้งครรภ์ กินซูชิ ซาชิมิ ได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594901

  • วันที่ 16 ก.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

คุณแม่ตั้งครรภ์ กินซูชิ ซาชิมิ ได้หรือไม่

สำหรับว่าที่คุณแม่ที่เป็นสาวกอาหารญี่ปุ่น ผู้คลั่งไคล้ซูชิ ปลาดิบ ซาชิมิ แต่กำลังกังวลว่าตัวเองสามารถกินอาหารเหล่านั้นได้หรือต้องงดกินเพราะจะเป็นอันตรายกับลูกในครรภ์ มาดูคำตอบกัน

คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนที่เป็นสาวกอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิหรือปลาดิบ อาจกังวลว่าตัวเองสามารถกินอาหารตามเดิมก่อนหน้าจะอุ้มท้องได้หรือไม่ ซึ่งบางคนก็เข้าใจผิดคิดว่าจำเป็นต้องงดกินซูชิ แต่จริงๆ แล้วซูชิที่ผ่านการปรุงสุกอย่างถูกวิธีนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพครรภ์ แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์ควรเลือกหรือควรเลี่ยงกินซูชิประเภทไหนบ้างนั้น มาดูกันเลย

เพราะเหตุใดคนท้องถึงไม่ควรกินปลาดิบ?

คนที่กำลังตั้งครรภ์ต้องพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารเป็นพิเศษ เพราะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มักมีภูมิคุ้มกันลดลงจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้ง่าย แม้คนท้องจะกินซูชิได้ก็ควรเลือกซูชิแบบที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น เพราะปลาดิบรวมถึงอาหารทะเลดิบๆ เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่คนท้องควรหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุผลดังนี้

  1. เสี่ยงต่อการปนเปื้อนพยาธิและเชื้อจุลินทรีย์ ปลาดิบ รวมถึงกุ้งดิบ หอยดิบ หรือปูดิบ ล้วนเสี่ยงต่อการปนเปื้อนปรสิต เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย เช่น พยาธิชนิดต่างๆ โนโรไวรัส เชื้ออหิวาต์ เชื้อซาลโมเนลลา และเชื้อลิสทีเรีย เป็นต้น ทั้งนี้ แม้ปลาดิบน้ำจืดมีโอกาสปนเปื้อนพยาธิสูง แต่ก็ใช่ว่าปลาดิบน้ำเค็มจะปลอดภัยเสมอไป ปลาน้ำเค็ม โดยเฉพาะแซลมอน เสี่ยงต่อการปนเปื้อนพยาธิอะนิซาคิส หากกินอาหารที่มีพยาธิชนิดนี้เข้าไปจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเกิดอาการแพ้ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้มีโอกาสค่อนข้างน้อยก็ตาม  นอกจากพยาธิแล้ว เชื้อลิสทีเรียก็เป็นแบคทีเรียอีกชนิดหนึ่งที่มักปนเปื้อนมากับปลาดิบในระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าคนท้องมีโอกาสติดเชื้อลิสทีเรียสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า อีกทั้งเชื้อชนิดนี้ยังสามารถแพร่กระจายสู่ทารกในครรภ์ผ่านทางรกได้ แม้ว่าแม่จะไม่แสดงอาการป่วยเลยก็ตาม โดยแม่ที่ติดเชื้ออาจเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร รวมถึงภาวะทารกตายในครรภ์ด้วย
  2. เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารปรอท โลหะหนักชนิดหนึ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย มักปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆ รวมถึงในทะเล หากร่างกายได้รับสารปรอทในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และไต อีกทั้งอาจทำให้เด็กในท้องบกพร่องทางพัฒนาการ แพทย์จึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการบริโภคปลาที่เสี่ยงมีสารปรอทปนเปื้อนสูง อย่างปลาอินทรี ปลาฉลาม ปลากระโทงดาบ และปลาทูน่า

แม้คนท้องบางคนอาจผิดหวังที่ต้องงดกินอาหารจานโปรดอย่างซูชิหน้าปลาและอาหารทะเลดิบ แต่อย่าลืมว่าซูชินั้นก็มีอีกหลายหน้าให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้เลือกกิน อีกทั้งการกินซูชิที่ปรุงสุกและไม่มีสารหรือเชื้อโรคปนเปื้อนนั้น นอกจากไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ แล้ว ยังทำให้ร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับสารอาหารที่สำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเองและพัฒนาการของลูกน้อยในท้องด้วย

สุดท้ายแล้ว คนท้องควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ และควรกินปลาประมาณสัปดาห์ละ 2-3 หน่วยบริโภค แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์ท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักการกินอาหารที่ถูกต้องในระหว่างที่อุ้มท้อง ควรไปพบแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำเพิ่มเติม

จับพิรุธ 8 จุดสังเกต “สัญญาณภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594867

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

จับพิรุธ 8 จุดสังเกต "สัญญาณภาวะซึมเศร้า" ในผู้สูงอายุ

ปัญหาใหญ่ในผู้สูงอายุที่คนในครอบครัวกังวล หนึ่งในนั้นต้องมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตอย่าง “ภาวะซึมเศร้า” แม้ไม่ใช่โรคภัยที่แสดงอาการทางร่างกายอย่างชัดเจน แต่หากปล่อยไว้ภาวะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจและนำไปสู่ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งส่งผลต่อความสุขในการดำเนินชีวิต รวมทั้งกระทบต่อคนรอบข้าง

8 จุดสังเกต “ภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เริ่มจากอาการดังต่อไปนี้

1.กินอาหารน้อยลงหรือไม่อยากกินอาหารเลยจนน้ำหนักลดลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อยลงหรือน้ำหนักลดลง มีโอกาสที่จะขาดสารอาหาร ควรดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และไม่กระทบต่อโรคประจำตัว

2.รู้สึกเบื่อหน่าย อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ ไม่ค่อยสนใจ หรือไม่สนใจที่จะดูแลตัวเอง จากที่เคยเป็นคนใส่ใจดูแลตนเองมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจการแต่งตัว ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล คือพยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ ให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำความสะอาดช่องปาก กระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย และหากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพบแพทย์เพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง หรือหากมีปัญหาด้านการมองเห็น ควรให้ตรวจสายตาและใส่แว่นตา

3.เริ่มไม่ค่อยอยากไปไหน ชอบเก็บตัวอยู่กับบ้าน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล กรณีผู้สูงอายุปลีกตัวจากผู้อื่น ใครชวนไปไหนก็ไม่อยากไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุปลีกตัวมากขึ้น อารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ควรหากิจกรรมทำ โดยควรเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว พาไปกินข้าวนอกบ้าน ปิกนิก หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ

4.นอนไม่ค่อยหลับในเวลากลางคืน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล หากผู้สูงอายุนอนกลางวันควรนอนระหว่าง 12.00-14.00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน และหากตอนกลางคืนไม่หลับ อาจชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือฟังธรรมมะ หากนอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์

5.พูดคุยน้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ควรให้ความรัก ความใส่ใจความรู้สึก อารมณ์ และความคิด พร้อมทั้งให้โอกาสผู้สูงอายุพูดในสิ่งที่ต้องการ ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า ความคิดและการเคลื่อนไหวจะช้าลง ทำให้บางทีแม้อยากจะพูด แต่ก็พูดไม่ทัน จึงควรเปิดโอกาสให้พูด ไม่ควรขัดจังหวะหรือพูดตัดบท และผู้ดูแลควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน ชวนพูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ หรือชวนคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข

6.อารมณ์ขึ้นลงง่าย บางครั้งหงุดหงิดฉุนฉียว คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ไม่ควรโต้เถียงเพราะอาจทำให่ผู้สูงอายุยิ่งเกิดอารมณ์ขุ่นมัว เป็นอุปสรรคขวางกั้นความสัมพันธ์ ผู้ดูแลควรรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน จากนั้นลดสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิด เบนความสนใจไปยังเรื่องที่มีความสุข หรืออาจจัดให้พักผ่อนในสถานที่สงบ รับฟังอย่างตั้งใจ อาจจะจับมือและนวดเบาๆ ที่หลังมือของผู้สูงอายุระหว่างคุย จะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวได้

7.บ่นว่าไม่สบาย ทั้งที่ตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล การบ่นว่าปวดคลอดเวลาเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าผู้สูงอายุต้องการความรักและความเอาใจใส่มากขึ้น ผู้ดูแลไม่ควรพูดตอกย้ำว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นอะไร แม้แพทย์จะตรวจแล้วก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ผู้ดูแลควรพูดถึงอาการที่ผู้สุงอายุบ่น เพื่อให้เขารู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่จากผู้ดูแล รู้สึกว่าผู้ดูแลรับฟังและให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา การสื่อสารด้วยความรัก คอยสัมผัสและดูแลด้วยความใส่ใจ เป็นการทดแทนหรือเติมเต็มสิ่งที่ผู้สูงอายุอยากได้รับมากที่สุด

8.รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและไม่อยากอยู่เป็นภาระของลูกหลาน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุคิดอยากทำร้ายตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ดูแลต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การที่ผู้สูงอายุชอบบ่นว่าไม่ไหว ไม่อยากอยู่แล้ว เบื่อโลก เบื่อชีวิต พูดฝากฝังลูกและครอบครัวไว้กับคนใกล้ชิด จัดการสมบัติ ทำพินัยกรรม ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร รู้สึกสงสัยว่าตนเองเกิดมาทำไม ในเมื่อเกิดมาแล้วก็เป็นภาระให้คนอื่น

ส่วนการเฝ้าระวังเมื่อผู้สูงอายุมีพฤติกรรมดังกล่าว คือการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา การระวังสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธได้ เช่น เชือก มีด กรรไกร ปืน ยาฆ่าแมลง หรือยารักษาโรค ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมียาหลายชนิดอยู่กับตัว บางทีเกิดความคิดอยากจะหลับไปเลยไม่อยากตื่นขึ้นมา ก็จะกินยาทั้งหมดที่มี ที่สำคัญคือหมั้นพูดคุย สัมผัส และแสดงถึงความรักความใส่ใจอยู่เสมอ

งานวิจัยชี้ “ดื่มน้ำผลไม้” เชื่อมโยงกับ “โรคมะเร็ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594859

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

งานวิจัยชี้ “ดื่มน้ำผลไม้” เชื่อมโยงกับ “โรคมะเร็ง”

รู้หรือไม่ ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่น้ำตาลทุกวันอย่างน้อย 1-2 แก้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและหนึ่งในนั้นคือ “มะเร็ง” แล้วจะเลือกดื่มน้ำผลไม้อย่างไรให้ได้ประโยชน์?

สื่อนอกรายงานผลงานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ British Medical Journal ล่าสุด ระบุจากผลงานวิจัยในหัวข้อ Sugary drink consumption and risk of cancer หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลทั้งจากการปรุงแต่งและจากธรรมชาติ รวมไปถึงน้ำผลไม้ พบความเกี่ยวโยงกันระหว่าง “น้ำผลไม้” กับ “โรคมะเร็ง” หรือการดื่มน้ำผลไม้อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

โดยทำการศึกษากับคนวัย 42 ปีที่มีสุขภาพดีจำนวน 101,257 คน และติดตามการดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานจากน้ำตาลการปรุงแต่งกว่า 94 ชนิด ทั้งน้ำอัดลม เกลือแร่ น้ำผลไม้ รวมไปถึงเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานอีก 12 ชนิด พบว่า หากดื่มเครื่องดื่มในปริมาณ 100 มิลลิลิตรเท่ากัน โดยเฉพาะกับน้ำอัดลม และน้ำผลไม้ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่ไม่แตกต่างกัน

ทั้งนี้้ การดื่มน้ำอัดลม 100 มิลลิลิตร มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 18% ขณะที่การดื่มน้ำผลไม้ 100 มิลลิลิตร มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 12% นอกจากนี้ ในงานวิจัยยังระบุอีกว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ได้ดื่มน้ำผลไม้ทุกวันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่น้ำตาลทุกวันอย่างน้อย 1-2 แก้ว ก็จะถือว่ามีความเสี่ยงที่นำไปสู่โรคอื่นๆ ได้มาก และหนึ่งในนั้นคือ “มะเร็ง” ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ได้ทำการวิจัยร่วมด้วยแต่ก็ปราศจากน้ำตาล คือ น้ำเปล่า ชาที่ไม่มีรสหวาน กาแฟ ก็ไม่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ระบุให้ชัดว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้การดื่มน้ำผลไม้จะมีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็พอจะสรุปได้ว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็น “น้ำตาล” จากน้ำผลไม้นั่นเอง

แล้วจะเลือกดื่มน้ำผลไม้อย่างไรให้ได้ประโยชน์?

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบหรือเลือกดื่มน้ำผลไม้ ควรควบคุมปริมาณให้พอเหมาะ โดยไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้วเล็ก หรือ 150 มิลลิลิตร และดื่มพร้อมมื้ออาหารแล้วแปรงฟันทุกครั้ง เนื่องจากน้ำผลไม้นั้นมีน้ำตาลสูง เสี่ยงทำให้ฟันผุได้ รวมทั้งเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่มั่นใจได้ว่าสดใหม่และมีคุณค่าทางสารอาหาร ดังนี้

  • น้ำผลไม้คั้นสด แต่ต้องคั้นโดยไม่ผ่านความร้อน เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าทางสารอาหาร ซึ่งน้ำผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะคงความสดและแร่ธาตุวิตามินต่าง ๆ ได้มากกว่า และผู้บริโภคยังมั่นใจได้ว่าไม่มีการเติมน้ำตาล สารให้ความหวาน หรือสารเติมแต่งกลิ่นรสใด ๆ หากซื้อจากร้านน้ำผลไม้ปั่นหรือคั้นสดก็ควรสั่งแบบหวานน้อยหรือแบบไม่เติมน้ำตาล และอาจดื่มแบบผสมผักผลไม้หลากหลายชนิดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร

  • เครื่องดื่มสมูทตี้ เป็นการปั่นรวมผักผลไม้และส่วนผสมหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น นม โยเกิร์ต โปรตีน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดเจีย เป็นต้น ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยเปลี่ยนผักหรือผลไม้ที่ไม่ชอบให้เป็นเมนูอร่อยและได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ หากปกติไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผักใบเขียว อาจนำผักโขมมาปั่นรวมกับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่หรือพีชที่มีกลิ่นหอมเพื่อกลบกลิ่นเขียว ตามด้วยนมหรือโยเกิร์ต ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย และควรเลือกโยเกิร์ตธรรมชาติไขมันต่ำ รวมทั้งควบคุมปริมาณผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงอย่างกล้วย และส่วนผสมอื่น ๆ ด้วย เพราะอาจทำให้ได้รับแคลอรี่มากเกินไปได้

ทั้งนี้ การเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่ปั่นแบบไม่แยกกากจะให้คุณค่าทางสารอาหารและมีกากใยมากกว่า ทั้งยังทำให้รู้สึกอิ่มด้วย ในขณะที่น้ำผลไม้คั้นแยกกากนั้นไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอิ่ม จึงทำให้ต้องรับประทานอาหารอื่นๆ เพิ่ม ส่งผลให้ได้รับแคลอรี่สูงขึ้นในแต่ละวัน นอกจากนี้ หลังจากคั้นหรือปั่นก็ควรดื่มให้หมดภายในครั้งเดียว เพราะหากปล่อยไว้ แบคทีเรียจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้มีอาการท้องไส้ปั่นป่วนหรือถ่ายท้องตามมาได้ ส่วนน้ำผลไม้คั้นสดในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ควรเลือกที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์มาแล้ว

ข้อดี vs ข้อเสียพวงเครื่องปรุง ปรุงแล้วได้อะไร…ไปดู?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594830

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

ข้อดี vs ข้อเสียพวงเครื่องปรุง ปรุงแล้วได้อะไร...ไปดู?

เราต่างมีรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นของตัวเอง บางคนชอบรสหวาน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ส่วนบางคนก็ไม่ชอบปรุงรสอะไรเพิ่มเลย แล้วรู้ไหมว่ารสชาติต่างๆ ที่เราปรุงในอาหารนั้นมีข้อดีข้อเสียกับร่างกายอย่างไร

เติมน้ำปลาเพิ่มรสเค็ม

ข้อดี – โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ควบคุมระดับความเป็นกรด-ด่างของเลือด ช่วยขับร้อน ลดเลือดออกตามไรฟัน บำบัดอาการท้องเฟ้อ

ข้อเสีย – เมื่อร่างกายมีโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ จะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ทำให้รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำ ร้อนใน หรือรุนแรงถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ รสเค็มจะทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้า ทำให้ความดันโลหิตสูง และหัวใจทำงานหนักขึ้น

เติมน้ำตาลเพิ่มรสหวาน

ข้อดี – น้ำตาลจัดอยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานกับร่างกายโดยทันที จึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้ประเปร่า ส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม มีสรรพคุณทางยารักษาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง และแก้กระหาย

ข้อเสีย – เมื่อกินรสหวานมากๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ทำให้อ้วนเพราะร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ คนเป็นเบาหวานยิ่งกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตรายมากเท่านั้น

เติมน้ำส้มเพิ่มรสเปรี้ยว

ข้อดี – ความเปรี้ยวช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน

ข้อเสีย – การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไป มักทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา จึงทำให้แผลหายช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดฟันผุ

เติมพริกเพิ่มรสเผ็ด

ข้อดี – อาหารรสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสีย – ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูง แถมก่อให้เกิดสิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ

เครื่องแกงไทย สุดยอดอาหารสุขภาพใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594826

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

เครื่องแกงไทย สุดยอดอาหารสุขภาพใกล้ตัว

ส่วนประกอบของอาหารไทยอย่าง “เครื่องแกง” นอกจากจะแฝงไปด้วยนานาสมุนไพรไทย ยังอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย

อาหารไทยนอกจากจะมีความอร่อยจนได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้ว ยังเป็นอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ เพราะมีความหลากหลายของชนิดอาหาร และมีครบถ้วนแทบทุกหมู่ จึงให้สารอาหารค่อนข้างครบถ้วน โดยส่วนประกอบของอาหารไทยจะมีพริกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งถือว่ามีความโดดเด่นในด้านประโยชน์เชิงสุขภาพ

นอกจากนี้ ตำรับแกงและผัด หรือพริกแกง แต่ละชนิดของไทยจะมีส่วนประกอบหลักที่เหมือนกัน คือ พริก หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า และผิวมะกรูด (kaffir lime peels) นำมาตำให้ละเอียดจนได้พริกแกงแล้วยังให้คุณสมบัติในการป้องกันโรคต่างๆ

คุณประโยชน์ต่างๆ ของ “เครื่องแกงไทย”

“พริก” มีคุณสมบัติที่มีส่วนช่วยในระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า ป้องกันการเกิดมะเร็ง

“กระเทียม” มีฤทธิ์ในการลดระดับคอลเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต

“ตะไคร้” มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ลดความดันโลหิต ตลอดจนป้องกันการเกิดมะเร็ง

“หอมแดง” ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

“ข่า” มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย และยีสต์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกมะเร็ง

“ผิวมะกรูด” มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต เป็นต้น นอกจากนี้การนำเครื่องเทศสมุนไพรดังกล่าวมาบดตำด้วยกันทำให้สารพฤกษเคมี หรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆ ออกมาผสมรวมกันและออกฤทธ์ทั้งเสริมหรือต้านกันจนก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพด้วย

ทั้งนี้ ยังผลการศึกษาวิจัยพบว่า อาหารไทยหลากชนิดล้วนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มีผลดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะเมนูที่มีพริกแกงและน้ำพริก ซึ่งล้วนใช้พริกเป็นวัตถุดิบจึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารไทยที่มีส่วนประกอบของเครื่องแกงเหล่านี้ จึงถือเป็นอีกวิธีที่จะช่วยสร้างสุขภาพได้ ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย

ไขปริศนา ‘ชานมไข่มุก’ ทำไมยิ่งกิน ยิ่ง(เสพ)ติด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594785

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 12:05 น.

ไขปริศนา 'ชานมไข่มุก' ทำไมยิ่งกิน ยิ่ง(เสพ)ติด?

นักวิชาการ ถอดรหัสลับความฟินชานมไข่มุก 1 แก้วแม้จะให้พลังงานเท่ากับ เย็นตาโฟ หนึ่งชาม แต่คุณค่าและสารอาหารที่ได้รับนั้นมันแตกต่างกัน

ใครที่ชื่นชอบในรสชาติ ความหวาน มัน หอม ของตัวชานม ยิ่งได้ความหนึบหนับของเม็ดไข่มุกมาช่วยเพิ่มความฟินขึ้นไปอีกระดับ ที่หลายคนรู้ทั้งรู้ว่ากินบ่อยๆแล้วอาจทำให้อ้วนขึ้นมาง่ายๆ แต่ก็ยังไม่สามารถหักห้ามใจได้ จนกลายเป็นทาสชานมไข่มุก ที่แม้ว่าอยากจะเลิก(กิน)แต่ก็ยังทำไม่ได้ เรามาดูกันว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หลายคนหลงใหลในเครื่องดื่มเมนูนี้

ชานมไข่มุก 1 แก้ว เท่ากับเย็นตาโฟ 1ชาม

ไชยสิทธิ์ พันธุ์ฟูจินดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธ.) เปิดเผยว่าการบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้วให้พลังงาน 240-360 กิโลแคลอรี (Kcal) แบ่งออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 45-62 กรัม ไขมัน 0-14 กรัม โปรตีน 0.4-2 กรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของส่วนผสมวัตถุดิบ เช่น ครีมเทียม ชนิดของไข่มุก และปริมาณของน้ำตาลที่ให้ความหวาน ขนาดของแก้วชานมไข่มุกที่แตกต่างกัน

การบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้ว เปรียบได้กับการรับประทานอาการเมนู เย็นตาโฟ 1 ชาม ซึ่งให้พลังงาน 326 กิโลแคลอรี แบ่งออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 41 กรัม,ไขมัน 8 กรัม, โปรตีน 21 กรัม หรือเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจากชานมไข่มุก เท่ากับข้าว 3-4 ทัพพี

ทำไมกินชานมไข่มุกถึงมีอาการ(เสพ)ติด

การบริโภคขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในรสชาติที่ผู้บริโภคต้องการ ทำให้เกิดการรับประทานซ้ำ จนเกิดการรับประทานทุกวัน จึงนำไปสู่การเสพติดในรสชาติ ทำให้สมองมีการจดจำรสชาติ เกิดความพึงพอใจในรสชาติที่ได้รับอย่างที่ผู้บริโภคต้องการ

เนื่องจากสารที่ประกอบในชานมไข่มุกจะประกอบไปด้วย น้ำตาล แป้ง และไขมัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมได้ทันที ทำให้ผู้ที่บริโภครู้สึกสดชื่น

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีการกิน หรือฝืนต่อความต้องการรับประทาน ก็จะทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ถึงผู้บริโภคจะรู้ว่าการรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวานส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ก็ยังมีความต้องการ

อย่างไรก็ตาม ไขมันเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกแปรสภาพไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ (Thiglycerides) ซึ่งร่างกายจะนำไปสะสมไว้ตามอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามผนังหลอดเลือด จึงทำให้เสี่ยงต่อโรคกลุ่มเรื้อรังไม่ติดต่อ (honestdocs) เช่น โรคเบาหวาน

คำเตือน ควรดื่มชานมไข่มุกไม่เกินวันละ 1 แก้ว

ไชยสิทธิ์ กล่าวว่าล่าสุดจากข้อมูลของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ทำการศึกษาชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ ที่ไม่ใส่น้ำแข็ง พบว่า 23 ยี่ห้อ มีปริมาณของน้ำตาลเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก แนะนำให้บริโภค คือ ไม่ควรบริโภคเกิน 24 กรัม หรือ 6 ช้อนชา ต่อวัน และมีเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น ที่ไม่เกินเกณฑ์

และมีการตรวจเม็ดไข่มุกของปริมาณสารกันบูด มีการตรวจพบแต่ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยพบมากสุด 551 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่หากกินในปริมาณที่มากและกินร่วมกับอาหารชนิดอื่นที่มีสารกันบูด ก็อาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย และการทำงานที่หนักของตับและไตในการขับของเสียออกจากร่างกาย

สำหรับการบริโภคชานมไข่มุก คือ ควรรับประทานให้พอเหมาะ โดยปกติพลังงานเฉลี่ยของวัยรุ่นชาย/หญิง วัยทำงานจะอยู่ที่ 2000 kcal โดยเมื่อบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้ว 360 กิโลแคลอรี จะเทียบเท่ากับพลังงาน 1 ใน 4 ของพลังงานที่ได้รับต่อวันซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงเทียบเท่าอาหารจานเดียว 1 จาน

ขณะที่สารอาหารของชานมไข่มุกส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานที่ได้รับจากน้ำตาล ในการเติมสารให้ความหวาน และตัวไข่มุกที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง กับน้ำตาลทรายแดง และผงโกโก้

โดยบางผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ชานมสำเร็จรูปแบบผงอาจมีการเติมไขมัน ชนิดอื่นๆ ที่ให้พลังงานที่สูง แต่ไม่มีข้อมูลทางโภชนาการที่บ่งชี้ส่วนประกอบหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ชัดเจน ว่าไขมันที่ใช้เป็นไขมันประเภทอะไร มีประโยชน์หรือโทษกับสุขภาพหรือไม่อย่างไร

ดังนั้นการแก้ไขอาจจะรับประทานเพียงชาที่ไม่มีการใส่นม หรือใส่น้ำตาล เพื่อเป็นการคงคุณค่าของคุณประโยชน์ของชาได้เต็มที่ แต่ก็ไม่ควรทานชาในปริมาณที่มากเพราะอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกาย ลดพลังงานโดยเปลี่ยนส่วนผสมอาจจะใช้เป็นนมสดแท้ หรือนมสด Low fat แทนการใช้ครีมเทียมผงสำเร็จรูป

รวมถึงเปลี่ยนเม็ดไข่มุกที่ทำจากแป้ง มาเป็นไข่มุกที่ทำจากบุก ก็จะทำให้พลังงานลดลงและมั่นใจในคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์

ดังนั้นควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด ไม่ควรเกินวันละ 1 แก้วต่อวัน หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค คือ รับประทานทานหวานน้อยลง หรือรับประทาน ทานวันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละครั้ง หรือนานๆ

กินชาไข่มุกแล้วไปออกกำลังกายซะ

อย่างไรก็ตาม การกินชานมไข่มุก หรือ ของหวานชนิดอื่นๆ ต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง หรือคอยตรวจเช็คน้ำหนักของตนเองเสมอ เมื่อน้ำหนักมีการเพิ่มขึ้น ก็ควรงดการรับประทาน หรือ รับประทานให้น้อยลง

กลุ่มประชากรในยุคปัจจุบันมีการบริโภคชานมไข่มุกในปริมาณที่มาก และควรใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคชานมไข่มุก เช่น ควรเป็นภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและย่อยสลายได้มาใช้ทดแทนภาชนะพลาสติกหรือหลอดที่ใช้บริโภค

ไชยสิทธิ์ ระบุข้อมูลดังกล่าว ส่วนหนึ่งอ้างอิงจาก ทิวาพร มณีรัตนศุภร เจาะลึกเบื้องหลังชานมไข่มุก:คุณหรือโทษ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาสวิชญ์ แก้วกัลยา “ชานม” ว่าอ้วนแล้ว เพิ่ม “ไข่มุก” นั้นอ้วนกว่า, กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ พชร แก้วกล้า, นักวิชาการด้านอาหาร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค “ชาไข่มุก” เครื่องดื่มสุดฮิต กินยังไงไม่ให้อ้วน? อาการเสพติดน้ำตาลและภาวะติดหวาน อาการ อันตราย วิธีการเลิก http://www.honestdocs.co/sugar-addiction-and-sweeteners , http://www.lovefitt.com/healthy-fact/กินเท่าไหร่ถึงพอดี-ปริมาณอาหารของคนแต่กลุ่มใน-1-วัน

พรพิมล ปฐมศักดิ์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510390

พรพิมล ปฐมศักดิ์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต

เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ในยุคที่เทคโนโลยีเบ่งบาน หลายอย่างเปลี่ยนไป เพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์ หลายธุรกิจต้องพังพาบ อีกหลายธุรกิจกำลังจะสูญหาย แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจที่เกิดขึ้นและกำลังเบ่งบานในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู โลกออนไลน์ทำให้บางธุรกิจเกิดขึ้นและไปได้ดี เช่น งานของเธอคนนี้ พรพิมล ปฐมศักดิ์ Chief Executive officer บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม

ธุรกิจของรีฟินน์ ก็คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้าน โดยจะให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงของทุกธนาคารว่ามีรูปแบบอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจจะรีไฟแนนซ์บ้านได้ทราบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อทำการเลือกเปรียบเทียบ และมีการช่วยประเมินหรือวิเคราะห์เบื้องต้นให้ว่า ลูกค้าควรจะเหมาะกับการไฟแนนซ์กับธนาคารใด โดยการมีบทวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อจับคู่คร่าวๆ

กลุ่มลูกค้า คือ อายุระหว่าง 35-45 ปี ซึ่งลูกค้าก็มีความหลากหลายทั้งอาชีพอิสระและพนักงานเอกชน ทางเว็บก็จะพยายามตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดในทุกๆ กลุ่ม เป็นการบริการแบบให้เปล่าไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ไม่ต้องไปเดินหาหรือสอบถามจากหลายๆ ธนาคารด้วยตนเองให้เสียเวลา ขณะเดียวกันก็เหมือนกับทางเว็บช่วยสกรีนลูกค้าให้กับธนาคารได้ระดับหนึ่ง โดยที่ธนาคารเห็นแนวโน้มของลูกค้าได้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาดูในเว็บไซต์ก็จะกลายเป็นลูกค้าของธนาคารใดธนาคารหนึ่งในอนาคต

 

พรพิมล กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่เปิดเว็บไซต์ให้บริการด้านข้อมูลเรื่องรีไฟแนนซ์บ้านไม่ถึงปี ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมาก มีลูกค้าสนใจเข้ามาดูข้อมูลเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เชื่อว่าตั้งเป้าการเติบโตไว้ในระยะ 1-2 ปีแรก ถึงปีละ 40%

“คิดว่าโลกมันเปลี่ยนไป คนอายุ 40 ปีลงไปก็เริ่มหันมาสนใจการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์หมดแล้ว ทุกอย่างในโลกนี้รวมอยู่ในอินเทอร์เน็ตไม่ต้องไปเดินหาข้อมูลเองเหมือนสมัยก่อน เทคโนโลยีถ้ารู้จักใช้ คุณจะได้ประโยชน์สูงสุด เป็นข้อมูลดีๆ ที่ให้ฟรีสำหรับทุกคน ในต่างประเทศเขาทำกันมาหลายปีแล้ว มีธนาคารเล็กๆ ทางอินเทอร์เน็ตมากมายไม่มีเคาน์เตอร์ ไม่มีออฟฟิศ ทุกอย่างผ่านออนไลน์ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าด้วย เพราะต้นทุนต่ำกว่า ธนาคารใหญ่ๆ ในอเมริกาก็เริ่มทำแบบนี้ เคาน์เตอร์น้อยลง ตัดให้เป็นเอาต์ซอสให้หมด ลดค่าใช้จ่าย ธนาคารก็ได้กำไรมากขึ้นด้วย ถือว่าการให้บริการในลักษณะนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายๆ ธุรกิจ ในประเทศไทยเราก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว” เธอ เล่าให้ฟัง

หลังจากให้บริการมาไม่ถึงปี เธอเล่าถึงแผนการในอนาคตของเว็บไซต์รีฟินน์ ว่า ปีหน้าจะเพิ่มบริการ Home for cash คือ นำบ้านมาแลกเงินสด ยังไม่มีเว็บไหนทำมาก่อน ที่มีอยู่คือเอารถมาแลกเงินสด เวลาที่เจอเรื่องเร่งด่วนต้องใช้เงินแล้วอยากจะเอาบ้านมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างไร แบบไหน ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจ คงเริ่มได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

 

ด้านการศึกษานั้น พรพิมล จบมัธยมศึกษาจากซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จบปริญาตรีด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ปริญญาโทด้านการบริหารจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ และเคยไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีนอยู่ครึ่งปี

ด้านการทำงานนั้นเธอคร่ำหวอดอยู่ในแวดวง สายการเงินอยู่กับธนาคารหลายแห่ง ทั้งธนาคารไทยและธนาคารต่างประเทศเป็นเวลากว่า 20 ปี จนกระทั่งได้มาร่วมงานกับเว็บไซต์รีฟินน์ ก็ถือว่าเป็นสายงาน ที่คุ้นเคย

เธอ บอกว่า ลักษณะการทำงานเปลี่ยนไปบ้าง จากที่เคยอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่มีสายงานแบ่งส่วนงานชัดเจน แต่พอมาอยู่องค์กรเล็ก รวมทุกอย่างไว้ใน จุดเดียวกัน เธอต้องดูแลแบบครบวงจร แต่สายงานก็สั้นและมีความรวดเร็วในการทำงาน ถือว่าเหนื่อยแต่ก็สนุก มีความคล่องตัวสูงถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ เป็นธุรกิจแห่งอนาคต

สำหรับหลักการทำงานนั้น เธอ คิดว่า ต้องมีเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจนว่าทิศทาง หรือเป้าหมายขององค์กรไปทางไหน ติดตามทำตามเป้าหมายให้บรรลุผล มุ่งมั่นให้ถึงเป้าหมายโดยไม่หลงทาง ในการทำงานของเธอแต่ละวัน เธอจะมีสมุดเล็กๆ คอยจด Things to do ไว้ทุกวันว่า วันนี้ต้องทำอะไร ก่อนหลัง เมื่อทำได้เธอจะขีดฆ่าออกทีละข้อ จะได้รู้ว่าแต่ละวันทำอะไรเสร็จไปแล้วบ้าง เพื่อไม่ให้หลงลืมพลาดเป้าหมาย และจะมี Year Plan ในแต่ละปีว่าภาพรวมของชีวิตปีนี้ควรจะเป็นแบบไหน อยากทำอะไร เพื่อกำหนดเป้าหมายกว้างๆ กับตัวเองไว้

 

“ทุกวันนี้เรามีข้อมูลเข้ามามากมาย แต่ละวันเราต้องอ่านเมล เข้ามาเป็น 100 เมล บางอันสำคัญ บางอันก็ไม่ ไหนจะไลน์อีก ถ้าอ่านทุกวันต้องใช้เวลาวันละ 1-2 ชั่วโมง ดังนั้นเธอจะจัดกลุ่มของเมลเป็นไฟล์ไว้ อันไหนส่งตรงถึงเรา อันไหนแค่ก๊อบปี้ถึงเราแค่ควรทราบ บางอันเป็นเมลที่ไม่จำเป็นต้องอ่านก็ได้ จัดเป็นไฟล์แยกไว้ เลือกอ่านที่สำคัญส่งตรงถึงเรา อันไหนแค่แจ้งเพื่อนทราบค่อยอ่านตอนว่าง อะไรแบบนี้ เทคโนโลยีถ้าเราจัดระบบให้ดี ก็เป็นประโยชน์และไม่ดึงเวลาจากเรามากนัก อยู่ที่เราลือกใช้และจัดการได้” เธอ เล่าอย่างเป็นระบบ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคต้องตั้งสติให้ดีแล้วเริ่มต้นใหม่ หากเกิดผิดพลาดพยายามแก้ไขและรู้จักให้อภัยตัวเอง เรียนรู้เริ่มใหม่ อย่าให้สิ่งที่ผิดพลาดไปนั้นไม่ให้ประสบการณ์อะไรกับตัวเองเลย

ผู้บริหารที่ดีต้องทำงานให้บรรลุเป้าหมาย สนองความต้องการขององค์กรและลูกค้า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย มีความประนีประนอม ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาตัวเองควบคู่ไปด้วย เปิดรับข่าวสารอยู่เสมอ เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง เพราะโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน

การเป็นผู้บริหารผู้หญิงมาถึงจุดนี้ได้ แม้จะไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย เวลาทำงานก็คือต้องทุ่มเทให้เต็มที่ โชว์พลังความตั้งใจออกมา ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่อุปสรรค ถ้าเรามีความสามารถพอ สำหรับประเทศไทยโอกาสก็มีอยู่เสมอ แน่นอนว่าผู้ชายอาจมีข้อได้เปรียบในบางเรื่อง แต่ผู้หญิงก็มีข้อดีในเรื่องความสุภาพอ่อนโยนและใส่ใจ เข้าถึงลูกน้องได้ดีกว่า

เธอมองภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้ 2-3 ปีข้างหน้า ว่าคงมองธุรกิจที่เกี่ยวข้องในเรื่องสตาร์ทอัพมากขึ้น และพยายามจะเชื่อมโยงธุรกิจกับคนกลุ่มนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

“หากเราหยุด โลกก็จะแซงหน้าจนเราอาจจะตามไม่ทัน เพราะปัจจุบันนี้เราไม่ได้แข่งขันกับคนในประเทศเราเองเท่านั้น แต่เรายังแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกล เพราะโลกแคบลงทุกวัน ที่สำคัญต้องพยายามยกระดับบุคลากร ส่งเสริมทีมงานให้สามารถแข่งขันในระดับโลกให้มากขึ้น”

นอกจากทุ่มเทกับงานใหม่ที่เธอเพิ่งเข้ามาเป็นแม่ทัพแล้ว เธอก็ยังบริหารเวลาให้กับเรื่องส่วนตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทุกวัน นอกจากนี้ เธอยังมีงานอดิเรกเป็นการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะเดินทางไปให้ครบในสถานที่ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกทั้ง 7 แห่ง เธอตามเก็บได้หลายสถานที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาชูปิกชู ที่เปรู พระราชวังเภตรา ประเทศจอร์แดน โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย โดยปลายปีนี้เธอตั้งเป้าจะไปไครสต์ ออฟ รีดีมเมอร์ ประเทศบราซิล

“การเดินทางสำหรับเรามันเป็นของขวัญของชีวิต เป็นของหวานแบบหนึ่งที่เราควรได้รับแล้วทำให้เราสดชื่นมีพลังยิ่งขึ้น การเดินทางมันได้เรียนรู้โลกในมุมที่แตกต่างออกไปจากชีวิตประจำวันเดิมๆ ได้เห็นบ้านเมืองตึกราม สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง การเดินทางทำให้เราเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

แล้วเราชอบถ่ายภาพ ด้วยตอนเด็กๆ เป็นช่างภาพของโรงเรียนเวลามีกิจกรรมต่างๆ เวลาไปเที่ยวก็ชอบถ่ายรูปเอง แอบฝันไว้ว่า ถ้าเดินทางไปดู 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นที่ประกาศขึ้นมาใหม่ครบ จะเขียนหนังสือถึงสถานที่เหล่านั้นเป็นแนวคู่มือท่องเที่ยว ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงเกี่ยวกับสถานที่นั้น มีภาพประกอบที่เราตั้งใจถ่ายเองอย่างสวยงาม (หัวเราะ) คิดว่าจะทำออกมาเป็นหนังสือให้ได้คงสักปีหน้า หวังไว้นะน่าจะทำได้” เธอ กล่าวอย่างมุ่งมั่น n

 

3 วิธี หนีโรคสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518550

3 วิธี หนีโรคสมองเสื่อม

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ใช้มันหรือยอมเสียมันไป” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้ได้กับ “สมอง” เว็บไซต์ time.com เผยแพร่ผลการศึกษาที่เกี่ยวกับสมองมนุษย์ว่า ผู้ที่ใช้สมองอยู่เสมอไม่ว่าจะใช้กับการศึกษา เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ หัดเล่นเครื่องดนตรีชนิดใหม่ หรือมีสังคมเพื่อนและครอบครัวที่เข้มแข็ง คนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่าและจะมีปัญหากับระบบคิดน้อยกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธความเสื่อมถอยของสมองตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้นได้ แต่เราสามารถรักษาการทำงานของระบบสมองให้มีประสิทธิภาพตามช่วงวัยได้ ตาม 3 วิธีหนีโรคสมองเสื่อมที่คนสูงวัยควรทำ

 

1.การศึกษา

จากการศึกษาในวารสารเกี่ยวกับสมองของฝั่งอังกฤษ (Neuroepidemiology) ได้วิเคราะห์แบบทดสอบด้านความจำจากคนสูงวัยชาวยุโรปจำนวน 1.1 หมื่นคน พบว่า การศึกษาสามารถต่อต้านภาวะสมองเสื่อมได้

ผู้เข้าร่วมต้องตอบแบบสอบถามทุกๆ 2 ปีในระยะเวลาเกือบ 10 ปี เพื่อนักวิทยาศาสตร์จะสามารถเปรียบเทียบผลของแบบสอบถามดังกล่าว ซึ่งพบว่า ผู้ที่มีการศึกษาสูงดูเหมือนจะมีอัตราการเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่า แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าการศึกษาสามารถป้องกันภาวะการรับรู้ทางสติปัญญาเสื่อมได้ (Cognitive decline)

2.เล่นบอร์ดเกมกับเพื่อน

การศึกษาดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ผู้ที่เล่นเกมการ์ดและมักทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อมกว่าผู้ที่ไม่สังสรรค์กับสังคม นอกจากนี้ จากการศึกษาผู้สูงวัยจำนวนกว่า 1,200 คน ยังพบว่า ผู้ที่แอ็กทีฟอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เป็นโรคสมองเสื่อมช้ากว่า หรือหากเผชิญกับโรคนี้แล้ว ผู้ที่แอ็กทีฟจะสามารถต่อต้านได้ดีกว่าคนที่ไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งวิธีที่ทำให้คุณเป็นคนแอ็กทีฟสามารถทำได้ง่ายๆ คือ นัดเพื่อนฝูงหรือครอบครัวแล้วหากิจกรรมใหม่ๆ ทำร่วมกัน เช่น ไปพิพิธภัณฑ์ หรือฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อให้สมองได้ทำงาน

3.ออกกำลังกาย

จากการศึกษาผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี จำนวน 1,600 คน พบว่า ผู้ที่ชอบนั่งเป็นเวลานานมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์สูง หมายความว่า การขยับเขยื้อนร่างกายเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้สมองฟิตไปด้วย เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้หัวใจแข็งแรง เมื่อหัวใจแข็งแรงก็จะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี การออกกำลังกายจึงทำให้สมองแข็งแรงตามไปด้วย

การออกห่างโรคสมองเสื่อมจึงสามารถทำได้ด้วย 3 วิธีควบคู่กันไป ซึ่งนอกจากสมองของคุณจะมีสุขภาพดีแล้ว อายุขัยของคุณก็จะยืนยาว

 

กรดอะมิโน และโอเมก้า สารอาหารเพื่อพัฒนาการสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518353

กรดอะมิโน และโอเมก้า สารอาหารเพื่อพัฒนาการสมอง

โอเมก้า (Omega) หรือกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัวช่วยในการบำรุงสมอง โดยกระตุ้นให้สมองพัฒนาระบบประสาทส่วนกลางและช่วยเรื่องการมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์ และทำให้มนุษย์เกิดความจำ อีกทั้งมีส่วนให้ร่างกายปรับสมดุลของสารเคมีที่มีผลให้รู้สึกสบาย ไม่เครียด มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย โอเมก้านั้นแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่กลุ่มที่มีประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาในเด็ก ก็คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9

นํ้านมนับว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับเด็กและคนทุกวัย และเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ มีปริมาณโปรตีนสูงและเป็นโปรตีนคุณภาพดีไม่ด้อยไปกว่าโปรตีนที่ได้รับจากไข่ เนื้อสัตว์ และถั่ว นอกจากนี้ในน้ำนมยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมาย อาทิ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส แล็กโทส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินซี น้ำ และเกลือแร่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโอเมก้า 369 (Omega 369) และกรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) จากผลวิจัยพบว่าในนมแม่จะมีกรดอะมิโนครบถ้วนต่อเด็กมากที่สุด ตามมาด้วยนมโค และนมแพะ ส่วนนมที่มีโปรตีนน้อยที่สุด คือ นมจากพืช 

กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อโครงสร้างไขมันในสมองและจอประสาทตา มีส่วนให้เกล็ดเลือดมีความสมดุลอยู่เสมอ จึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคหัวใจอีกด้วย ขณะที่กรดไขมันโอเมก้า-6 (Omega-6) มีส่วนให้เลือดไหลเวียนได้ดี รักษาระดับคอเลสเตอรอลที่ดีในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายลดอาการปวดและลดการอักเสบได้ รักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณ ช่วยคุมระดับฮอร์โมน และที่สำคัญคือช่วยให้สมองทำงานได้ดี และกรดไขมันโอเมก้า-9 (Omega-9) ช่วยควบคุมระบบการแข็งตัวของเลือด สร้างฮอร์โมนโพรสตาแกลนดินในร่างกาย ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี จึงมีผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นด้วย

ขณะที่กรดอะมิโนนั้นมีทั้งแบบที่ร่างกายสร้างเองได้และสร้างไม่ได้ กรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองได้ที่รู้จักกันทั่วไปมีราว 20 ชนิด ส่วนกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างไม่ได้มีอยู่ 9 ชนิด ซึ่งจำเป็นต้องรับจากการรับประทานอาหาร ใน 9 ชนิดนี้สำคัญต่อสมองมาก โดยมีการทำงานที่ซับซ้อนและสำคัญ กรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) ได้แก่ 

1.ทริปโตเฟน (Tryptophan) มีส่วนเสริมสร้างคุณภาพในการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ

2.ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย สู้เชื้อโรคและช่วยเผาผลาญไขมัน

3.ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัว และสร้างความทรงจำในสมอง

4.เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยสลายไขมัน

5.ลิวซีน (Leucine) ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มพลังกล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น

6.ไลซีน (Lysine) ช่วยเสริมสมาธิ ทำให้กระดูกแข็งแรง 

7.วาลีน (Valine) กระตุ้นการทำงานสมอง ทำให้กล้ามเนื้อประสานกันได้ดี

8.ไอโซลิวซีน (Isoleucine) เสริมสร้างการเจริญเติบโตของระบบประสาท เตรียมพร้อมสมองต่อพัฒนาการเรียนรู้

9.ฮิสทิดีน (Histidine) จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในเด็ก ช่วยการทำงานของระบบประสาท ป้องกันภาวะพัฒนาการช้า

อย่างไรก็ตาม เด็กในวัยกำลังเจริญเติบโตควรรับประทานอาหารอย่างเพียงพอให้ครบทั้ง 5 หมู่ เมื่อเห็นว่าลูกกินได้น้อย คุณพ่อคุณแม่ควรจัดอาหารระหว่างมื้อมาเพิ่ม แต่ต้องไม่บ่อยจนรบกวนอาหารมื้อหลัก และอาหารต้องไม่มีรสชาติหวานจัด เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากอาหารได้ อย่าติดสินบนเพื่อให้เด็กยอมกินอาหาร จะทำให้เด็กติดนิสัยและไม่ยอมกินเมื่อไม่มีของมาแลกเปลี่ยน และพยายามอย่าบังคับขู่เข็ญให้เด็กกินอาหาร เพราะจะทำให้รู้สึกไม่ดีต่อการกินและไม่อยากกิน จะกลายเป็นคนกินยากไปแทน