นวัตกรรมเครื่องออกกำลังกาย ทั้งเผาผลาญและสร้างความแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/508591

นวัตกรรมเครื่องออกกำลังกาย ทั้งเผาผลาญและสร้างความแข็งแรง

โดย…ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

หากพูดถึงนวัตกรรมของเครื่องออกกำลังกายในยุคนี้ เรามักจะได้เห็นอุปกรณ์ออกกำลังกายที่มีฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมาให้คนรักสุขภาพได้เซอร์ไพรส์กันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเครื่องออกกำลังกายแต่ละชนิดนี้ก็มีผลต่อการเอ็กเซอร์ไซส์และให้ผลต่อกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ แตกต่างกันไป

เราจึงรวบรวมนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายที่ทั้งช่วยเผาผลาญ สร้างความยืดหยุ่น และสร้างความแข็งแรง มาฝากชาวฟิตเนสเลิฟเวอร์กัน

เครื่องออกกำลังกายที่ใช้ในคลาส Burn 

เป็นอุปกรณ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานกล้ามเนื้อที่หลากหลาย เพื่อการออกกำลังกายทั้งแบบคาร์ดิโอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน การออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์เหล่านี้

นอกจากจะเสริมสร้างความแข็งแรงทนทานของร่างกายโดยรวมแล้ว ยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานต่อเนื่องไปตลอดทั้งวันหลังการออกกำลังกายอีกด้วย นับเป็นการปฏิวัติร่างกายจากภายใน เพื่อท้าทายเป้าหมายที่ไม่เคยคิดว่าจะทำสำเร็จมาก่อน ลองไปดูซิว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง

– Air Bike

เครื่องแอร์ไบค์หรือจะเรียกว่าเครื่องปั่นจักรยานแบบมีลมเป่าก็ได้ เครื่องนี้สามารถตั้งโปรแกรมการปั่นจักรยานได้หลากหลาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อหลายๆ ส่วน ได้มากกว่าการใช้กล้ามเนื้อส่วนขาเพียงอย่างเดียว โดยเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้กล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกายเข้าไปด้วย พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการปั่นจักรยานในร่มให้มีบรรยากาศเหมือนการออกไปปั่นจักรยานกลางแจ้ง ด้วยลมที่เข้ามาปะทะ ให้ความรู้สึกเหมือนผู้เล่นเคลื่อนไปข้างหน้าโดยปั่นจักรยานจริงๆ พร้อมกับขาและแขนที่ทำงานเคลื่อนไหวประสานกันอย่างต่อเนื่อง

– Rowing

อุปกรณ์ที่นำลักษณะการใช้กล้ามเนื้อหลัก 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อลำตัว และกล้ามเนื้อแขน จากการพายเรือมาใช้ เมื่อร่างกายแต่ละส่วนทำงานประสานกัน เราจะสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อนที่จะใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กตามลำดับ ดังนี้เมื่อใช้เครื่องนี้จึงเหมือนเป็นการสร้างมิติใหม่ในการใช้กล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพในการออกกำลังกายมากขึ้น

– Skierg

เครื่องนี้จะช่วยให้ร่างกายออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอโดยใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ออกกำลังกายโดยเครื่องนี้ หากได้รับการจัดท่าอย่างเหมาะสมจากเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญ และโฟกัสกล้ามเนื้อให้ถูกจุด ก็จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนแขน ขาและแกนกลางของร่างกายได้ นับว่าเป็นเครื่องออกกำลังกายที่เสริมสร้างความแข็งแรงและความทนทานของร่างกายได้เป็นอย่างดี

เครื่องออกกำลังกายที่ใช้ในคลาส Surge

การออกกำลังกายแบบ Surge นั้น จะต้องอาศัยทั้งความเร็ว ความแข็งแรง ความคล่องตัว และพลังของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวหลากหลายมิติ การออกกำลังกายแบบนี้มักจะใช้เครื่องที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นใช้พลังของตัวเองเป็นแรงขับเคลื่อน จึงนับเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบคาร์ดิโอที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกายและเปลี่ยนมันให้มีศักยภาพเช่นเดียวกับนักกีฬาเลยก็ว่าได้

– Skill Mill

เครื่องนี้เป็นนวัตกรรมด้านการออกกำลังกายที่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะเครื่องนี้ได้ผ่านการทดสอบและพัฒนาขึ้นโดยนักกีฬาโอลิมปิกครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเข้าใจถึงการทำงานของกล้ามเนื้อขณะออกกำลัง ก่อนที่จะออกแบบเครื่องนี้ให้ผู้เล่นสามารถใช้กล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างที่บอกว่าสกิลมิลล์จะใช้แรงผู้เล่นเป็นตัวขับเคลื่อนโดยไม่ใช่พลังงานไฟฟ้า ด้วยพื้นลู่วิ่งที่มีลักษณะโค้งออกแบบให้มีองศารับกับการขยับข้อเท้าเมื่อร่างกายเดินหรือวิ่ง อีกทั้งรับแรงกระแทกจากน้ำหนักตัวขณะเคลื่อนไหว พร้อมทั้งราวที่สามารถเลือกระดับในการยึดจับตามลักษณะท่าเดิน วิ่ง ดึง หรือผลัก ได้อย่างเหมาะสม

หากผู้เล่นเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องควบคู่กับการใช้งานในท่าต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว จะพบกับความสนุกของการใช้งานในลักษณะที่หลากหลาย เพราะนอกเหนือจากจะสามารถปรับให้เดิน-เดินถอยหลัง วิ่ง-วิ่งด้านข้าง ตามความเร็วที่ต้องการได้แล้ว ยังสามารถปรับระดับเพื่อสร้างความชันคล้ายการเดินขึ้นเขา จึงทำให้ออกแบบรูปแบบของการเคลื่อนไหวหนักเบาตามต้องการได้ด้วยตัวเอง

 

อย่าละเลยสุขภาพเส้นผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/507853

อย่าละเลยสุขภาพเส้นผม

ปกติคนเราจะมีเส้นผมประมาณ 90,000-140,000 เส้น ในหนึ่งตารางเซนติเมตรจะมีเส้นผมอยู่ 120-200 เส้น และร่วงไม่เกินวันละ 100 เส้น

“ผม” ของแต่ละคนจะมีขนาดใหญ่ หรือเล็ก ตรง หรือหยิก สีทอง หรือสีดำ ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและกรรมพันธุ์ อย่างคนเอเชียจะโชคดีหน่อยที่ผมอาจจะแข็งแรงกว่าคนผิวขาว หรือคนผิวดำ แต่ ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง หัวหน้าสาขาโรคเส้นผมและการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม ภาค
วิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า หากมีการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพผมไม่ถูกต้องก็อาจจะเสี่ยงเป็นโรคทางเส้นผมและหนังศีรษะได้

การดูแลเส้นผมโดยทั่วไปจะอาศัยหลักการรักษาสุขภาพแบบง่ายๆ คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียด นอกจากนั้น ยังต้องเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ผมเสีย เช่น การทำเคมี ทั้งยืด ดัด ย้อมผม บ่อยเกินไปก็ทำให้ผมร่วงก่อนวัยอันควร และหมั่นสังเกตสัญญาณเริ่มต้นของอาการผมบางศีรษะล้าน โดยเริ่มจากมีผมร่วงมากขึ้นเกินวันละ 100 เส้น และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการอักเสบของหนังศีรษะ หนังศีรษะมัน มีแผล ฝี รังแค เป็นต้น

การหลุดร่วงของผมขึ้นกับวงจรการเติบโตของเส้นผม ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะดังนี้

1.ระยะการเจริญเติบโต หรือ Anagen Phase ระยะที่ต่อมรากผมจะอยู่ลึกที่สุดในชั้นหนังแท้ โดยมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงอยู่มากมาย และจะใช้เวลาประมาณ 1,000 วัน หรือ 3 ปี ในการเจริญเติบโตเป็นเส้นผม โดยเส้นผมทั้งศีรษะประมาณ 85-90% จะอยู่ในระยะการเจริญเติบโตนี้

2.ระยะหยุดการเจริญเติบโต หรือ Catagen Phase ต่อมรากผมจะหยุดการแบ่งเซลล์ แต่ต่อมรากผมจะมีการค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยทั่วไประยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์

3.ระยะพัก หรือ Telogen Phase ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของเส้นผมเมื่อต่อมรากผมเลื่อนสูงขึ้นจนถึงบริเวณของเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) แล้ว ผมของคนเราก็จะเข้าสู่ระยะพัก ซึ่งจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 100 วัน หรือ 3 เดือน ทั้งนี้ 10% ของเส้นผมทั้งศีรษะจะอยู่ในระยะพักนี้ ก่อนที่เซลล์ต้นกำเนิดจะส่งสัญญาณให้ต่อมผมเลื่อนลงมาอีกครั้งเพื่อให้มีการสร้างผมใหม่ โดยเส้นผมใหม่ที่สร้างขึ้นใหม่จะดันผมเก่าให้หลุดร่วงไป

สำหรับปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยนั้น เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและกรรมพันธุ์ซึ่งเป็นตัวกำหนด แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย คือ เรื่องของความเครียด สารเคมี การสูบบุหรี่ เรื่องของการใช้ยาต่างๆ ซึ่งทำให้มีภาวะผมร่วงมากขึ้น บางครั้งอาจมากถึง 200 เส้นต่อวัน นอกจากผมหงอก คนเราเมื่ออายุมากขึ้นผมก็จะมีลักษณะเหี่ยวเหมือนกัน เพราะเปลือกผมจะเป็นริ้วรอยจากการเสียดสีของหวี ดังนั้น ยิ่งหวีผมมากเท่าไหร่ ผมยิ่ง “เหี่ยว” มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ความร้อนและสารเคมี เช่น การรีดผม หรือดัดผม ถือเป็นตัวการสำคัญทำให้เปลือกผมเป็นริ้วรอยมากขึ้น ทำให้ระยะการเจริญเติบโตของผมสั้นลง จำนวนเส้นผมจะน้อยลงอย่างน้อยๆ 10% และในทุกช่วงอายุ 10 ปี ขนาดของเส้นผมของคนเราจะเล็กลง

ดังนั้น การดูแลถนอมเส้นผมเป็นสิ่งสำคัญ ควรบำรุงด้วยครีมนวดผม หากทำการรีดผม หรือดัดผม ย้อมผม ก็ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป และควรเลือกสีย้อมผมตามธรรมชาติ

คนที่มีปัญหาผมร่วงเยอะขึ้นเรื่อยๆ ควรไปปรึกษาแพทย์ โดยรักษาด้วยการทายา และกินยาใน 1 ปีแรก หากยังไม่ได้ผลก็จะรักษาด้วยการปลูกถ่ายเส้นผม ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือกในปัจจุบัน

 

ออกกำลังกายด้วยการเดินแต่ละนาทีดีอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/507851

ออกกำลังกายด้วยการเดินแต่ละนาทีดีอย่างไร

เรารู้กันดีว่าแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย เพราะทุกการเคลื่อนไหวสามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้ ซึ่ง “การเดิน” ถือเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่ง่ายที่สุด มาเจาะลึกกันว่าในแต่ละช่วงนาทีของการเดินนั้นให้ประโยชน์อะไรกับร่างกายเราบ้าง

ข้อมูลจากกรมอนามัย ให้ความรู้แบบง่ายๆ ถึงประโยชน์และความมหัศจรรย์ของการเดิน โดยระบุว่า

การเดินนาทีที่ 1-5 ในก้าวแรกๆ ของการเดินจะช่วยกระตุ้นร่างกายให้ปล่อยสารบางชนิด ชีพจรจะเร่งขึ้นเป็น 70-100 ครั้งต่อนาที กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและให้ความอบอุ่นแก่กล้ามเนื้อ ไขข้อที่ฝืดและตึงจะคลายตัวลงเพื่อให้การเคลื่อนไหวทำได้ง่ายขึ้น เมื่อเคลื่อนที่ไปร่างกายจะเผาผลาญพลังงาน 5 แคลอรีต่อนาที

การเดินนาทีที่ 6-10 ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้น ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 6 แคลอรีต่อนาที เมื่อก้าวเท้าได้มากขึ้นความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจะช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อที่กำลังใช้งานมากขึ้น

การเดินนาทีที่ 11-20 อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเริ่มออก เมื่อเส้นเลือดส่วนที่ใกล้ผิวหนังขยายขึ้นเริ่มปลดปล่อยความร้อนออกมา เมื่อเดินมากขึ้นจะเผาผลาญได้มากไปถึง 7 แคลอรีต่อนาทีและหายใจเร็วขึ้น สารฮอร์โมน เช่น เอฟพะเนฟฟริน และกลูคากอน จะถูกปล่อยออกมามากขึ้น เพื่อเพิ่มเชื้อให้กับกล้ามเนื้อที่กำลังใช้งานอยู่

การเดินนาทีที่ 46-60 กล้ามเนื้ออาจจะรู้สึกเมื่อยล้า เมื่อปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ลดลง เมื่อร่างกายเริ่มเย็นตัวลง ชีพจรจะเต้นช้าและหายใจช้าลง อัตราการเผาผลาญพลังงานจะลดน้อยลง แต่ก็ยังสูงกว่าตอนที่เริ่มเดิน จำนวนแคลอรีที่เผาผลาญจะคงที่ไปอีกราวหนึ่งชั่วโมง และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว

 

บ้านกับฟิตเนส ออกกำลังที่ไหนดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 14:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/507644

บ้านกับฟิตเนส ออกกำลังที่ไหนดีกว่า

เรื่อง : โยโมทาโร่ ภาพ : เอพี, อีพีเอ

ฉันจะฟิตฉันจะผอมใน 3 เดือน แต่ปัญหาก็คือระหว่างการออกกำลังกายที่บ้านกับที่ฟิตเนสจะเล่นที่ไหนดี เชื่อว่าระหว่างออกกำลังกายที่บ้านกับที่ฟิตเนสเป็นคำถามแรกๆ สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะออกกำลังกายแต่ไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี ส่วนใหญ่คนเราจะมีความคิดว่าจะซื้อเครื่องออกกำลังกายไปไว้ที่บ้านเพราะมันทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าระยะยาวได้มากกว่า

แต่เชื่อเถอะว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถออกกำลังกายที่บ้านจนประสบความสำเร็จ เพราะอะไรที่ทำให้การออกกำลังกายที่บ้านไม่ประสบความสำเร็จ อย่างแรกคือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย เช่น

1.เวลากลับมาถึงบ้านเราจะรู้สึกอยากพักผ่อนมากกว่าออกกำลังกาย

2.เครื่องออกกำลังกายมีน้อยจนเกิดความซ้ำซาก เบื่อหน่าย เพราะส่วนใหญ่มักจะมีแค่ ลู่วิ่ง หรือเครื่อง ปั่นจักรยาน และชุดดัมเบลแบบถอดเปลี่ยนน้ำหนักได้ ซึ่งทำให้การออกกำลังกายค่อนข้างน่าเบื่อไปสักนิด

3.ไร้คนจูงใจ เช่น พอถึงเวลาออกกำลังกายภรรยาก็วานให้ออกไปซื้อกับข้าว หรือลูกเข้ามาป่วนเวลาออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้การออกกำลังกายในบ้านไม่ประสบความสำเร็จ

หากคุณต้องการออกกำลังกายในบ้านให้ประสบความสำเร็จ จะต้องมีสมาชิกในบ้านเป็นแนวร่วมในการออกกำลังกาย เพื่อดึงให้มาออกกำลังกายด้วยกัน เมื่อมั่นใจว่าคุณสามารถควบคุมตัวเองในการออกกำลังกายที่บ้านได้แล้วค่อยลงทุนซื้อเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ เพื่อให้เกิดความท้าทายในการออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายที่บ้านยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ สามารถออกเวลาไหนก็ได้ที่เราต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับคนในครอบครัวมากขึ้น

แม้จะมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่าออกกำลังกายที่ฟิตเนสดีกว่า แต่ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย เหตุผลที่ทำให้การเล่นฟิตเนสประสบความสำเร็จมากกว่าการออกกำลังกายที่บ้าน ส่วนหนึ่งมาจาก…

1.มีแรงจูงใจในการออกกำลังกายที่ดีกว่าด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความมุ่งมั่นในการออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้คุณกลับมาเล่นซ้ำมากขึ้น

2.เครื่องออกกำลังกายครบครันกว่าทั้งลู่วิ่งและเครื่องยกเวตแบบบริหารเฉพาะส่วน ช่วยให้เราสร้างกล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนในจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและเห็นผลมากกว่า

3.มีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำและโปรแกรมออกกำลังกายพิเศษ เช่น คอร์สโยคะ หรือบอดี้คอมแบต ซึ่งช่วยทำให้การออกกำลังกายเต็มไปด้วยความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ดี บางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการออกกำลังกายที่ฟิตเนส มีสาเหตุมาจากไม่สามารถบริหารเวลาในการออกกำลังกายได้ อาจจะด้วยจำนวนงานที่มาก ฟิตเนสอยู่ไกลจากบ้านหรือที่ทำงาน และสุดท้ายมีความจำเป็นต้องใช้เงินในด้านอื่นๆ จึงเลิกเป็นสมาชิกฟิตเนส

ดังนั้น การเลือกฟิตเนสสำหรับออกกำลังกายที่ดี ควรเลือกที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดูเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง และคำนวณต้นทุนค่าเดินทางไว้กับค่าสมาชิกรายเดือนด้วย เพราะช่วยทำให้คุณเห็นภาพต้นทุนที่แท้จริงในการออกกำลังกายกับฟิตเนสนั้นๆ แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกที่ไหนเป็นสถานที่ออกกำลังกายประจำ สิ่งสำคัญก็คือเสียเงินแล้วต้องหาเวลาไปเล่นให้คุ้มค่าเงินและได้สุขภาพที่ดีกลับมา n

 

สีสันของเสียในร่างกาย… แจ้งโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 13:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/507330

สีสันของเสียในร่างกาย... แจ้งโรค

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : เอพี

การขับถ่ายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนที่มีสุขภาพดีมักจะท้องไม่ผูก ท้องไม่อืด หรือแม้กระทั่งท้องเสีย และต้องขับถ่ายอย่างต่ำวันละ 2 ครั้งแน่นอน หากพูดถึงการขับถ่ายหนักก็ดูเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับของเสียที่ออกมาเพราะจะมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เวลาทำกิจในห้องน้ำ แต่รู้ไหมว่า หากสังเกตของเสียในแต่ละวันที่ขับถ่ายออกมาจะรู้ได้ว่ามีสุขภาพดีอย่างไร และตัวของเสียที่เกิดมาจากการถ่ายหนักก็สามารถบ่งชี้ถึงโรคได้

สีอุจจาระ (Stool color) จึงเป็นเรื่องที่คนมักมองผ่านโดยไม่สังเกต แต่ความจริงเป็นเรื่องที่สามารถทำให้เรารู้ตัวเองว่า ควรรักษาสุขภาพหรือป้องกันภัยจากโรคจากสัญญาณเตือนผ่านสีของอุจจาระ

ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ บรรณาธิการกิตติมศักดิ์ของเว็บไซต์หาหมอได้จำแนกสีปกติของอุจจาระไว้ว่า มักเป็นสีน้ำตาล น้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลออกเหลือง ทั้งนี้ โดยเป็นสีที่เกิดจากน้ำดีที่เป็นน้ำย่อยอาหารจากตับและจากถุงน้ำดี

นอกจากนั้น ในคนปกติสีของอุจจาระยังขึ้นกับประเภทอาหาร เครื่องดื่ม ยา และทุกอย่างที่เราบริโภค แต่ทั้งนี้อุจจาระปกติมักเป็นก้อนแข็ง หรือก้อนอ่อน และไม่มีอาการผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ท้องเสียมีไข้ ปวดท้อง

สีอุจจาระ ที่พบได้บ่อยที่ไม่ได้เกิดจากโรคนอกจากที่กล่าวแล้ว คือ อุจจาระสีดำ หรือน้ำตาลเข้มจัดเกือบดำ หรือเขียวเข้มจัดหรือม่วงจนดำ เมื่อกินผลไม้เปลือกสีดำหรือม่วงเข้ม เช่น พรุน องุ่นดำ เชอร์รี่ดำ, ยาบำรุงเลือด/ธาตุเหล็ก, ยาโรคกระเพาะบางชนิดเช่น ยาที่มีสารบีสมัธ/Bismuth, สมุนไพรบางชนิดโดยเฉพาะสมุนไพรจีน, สีอาหาร/ลูกอม และเฉาก๊วย

อุจจาระสีออกแดง หรือชมพู เช่น เมื่อกินมะละกอสุก มะเขือเทศ บีตรูต อุจจาระสีเหลือง เช่น เมื่อดื่มนมมาก หรือกินอาหารไขมันมาก

อุจจาระสีเขียว มักเกิดจากในอุจจาระมีน้ำดีที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยปนออกมามาก มักเกิดเมื่อกินอาหารหวาน หรือน้ำตาลบางชนิดมากเกินไปโดยเฉพาะจากของค้าง ของไม่สด หรืออาจเกิดจากสารที่ใช้แต่งสี กลิ่น รส อาหารเช่น ในขนมกรุบกรอบ ลูกกวาด หรือจากสมุนไพรบางชนิดที่อยู่ในอาหาร เช่น ชะเอม ที่มักใช้เป็นสารเพิ่มความหวาน

ส่วนสีอุจจาระผิดปกติ ซึ่งไม่ใช่โรคแต่เป็นภาวะผิดปกติที่เกิดจากโรค มักเกิดร่วมกับลักษณะอุจจาระผิดปกติ เช่น เป็นก้อนเละ เหลว เป็นน้ำ หรือเปียกเหนียวอาจมีกลิ่นผิดปกติหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับสาเหตุต่างๆ เช่น สาเหตุผิดปกติที่ทำให้สีอุจจาระเปลี่ยนไป ที่พบได้บ่อย คืออุจจาระดำ เปียก เหนียว เหมือนยางมะตอยและมีกลิ่นเหม็นรุนแรงผิดปกติ จะเกิดจากมีเลือดออกในทางเดินอาหารตอนบน(หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กตอนบน)

อุจจาระเป็นเลือด พบบ่อยจาก โรคริดสีดวงทวาร ติ่งเนื้อเมือกลำไส้ใหญ่ ลำไส้อักเสบ และมะเร็งลำไส้ใหญ่

อุจจาระสีซีด ออกสีเทา เกิดจากภาวะไม่มีน้ำดีในอุจจาระ เช่น ตับอักเสบ ไวรัสตับอักเสบ และโรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดมีการอุดตันของระบบทางเดินน้ำดี เช่น ตับอ่อนอักเสบ มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อมีสีและลักษณะอุจจาระผิดปกติ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง หรือหลังกินยาแก้ปวดต่อเนื่อง ควรต้องพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลเสมอ

เมื่อมาขมวดสรุปรวมก็มีวิธีสังเกตสีอุจจาระที่อาจเป็นปกติ คือ 1.สีน้ำตาลอ่อน เป็นสีอุจจาระที่บอกถึงสุขภาพที่ดี ระบบทางเดินอาหารเป็นปกติ 2.สีแดงคล้ำหรือดำคล้ำ หากอุจจาระของคุณมีสีเช่นนี้ แม้จะดูน่ากลัว แต่อาจไม่แย่เสมอไป เพราะสีดังกล่าวมักเกิดจากอาหารหรือยา หากอุจจาระสีดำคล้ำ อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสีดำ3.สีเขียว อุจจาระสีโทนเขียว ดูประหลาดก็จริง แต่ถือว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการที่อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่เพื่อการดูดซึมเร็วเกินไป จนเกิดเป็นสีเขียว

ส่วนสีอุจจาระที่เป็นอันตราย 1.อุจจาระสีดำเข้มเหมือนยางมะตอย นี่คือสัญญาณอันตรายที่ชี้ว่า มีภาวะเลือดออกภายใน ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 2.อุจจาระมีเลือดปนออกมาจำนวนมากมักเกิดจากริดสีดวงทวารภายในหรือภายนอกแตก หรืออุจจาระมีสีแดงสดบอกถึงภาวะเลือดออกบริเวณลำไส้ใหญ่หรือสำไส้ตรง เพราะฉะนั้นควรไปพบแพทย์โดยด่วน 3.อุจจาระสีเหลือง มีคราบมัน และกลิ่นเหม็น ไขมันส่วนเกินที่อยู่ในอุจจาระ อาจเกิดจากระบบการดูดซึมอาหารผิดปกติ อาจเป็นอาการของโรคร้ายแรง เกิดจากภาวะที่ทำให้การผลิตเอนไซม์ไลเพลสจากตับอ่อนลดลง หรือสกัดกั้นการลำเลียงเอนไซม์ดังกล่าวไปยังลำไส้

4.อุจจาระร่วงสีเหลืองที่เกิดจากการติดเชื้อไกอาเดีย ซึ่งเป็นปรสิตที่พบในของเน่าเสียและน้ำเสีย ที่อาจทำให้อุจจาระร่วง มีไข้ และมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หากอุจจาระยังมีสีเหลืองนานเกิน 1-2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน 5.อุจจาระสีเทาเหมือนขี้เถ้า อาจบอกถึงภาวะที่ตับหรือตับอ่อนกำลังมีปัญหา ซึ่งอาจเป็นตับอ่อนอักเสบ ตับแข็ง หรือตับอักเสบ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที น้ำดีหรือท่อน้ำดีอุดตัน ซึ่งอาจเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี การติดเชื้อแผล หรือเนื้องอกที่บริเวณตับ ตับอ่อนหรือถุงน้ำดี หากอุจจาระสีอ่อน ขาว หรือสีคล้ายดิน อาจบอกได้ว่าในอุจจาระขาดน้ำดีซึ่งมีสาเหตุจากท่อน้ำดีอุดตัน หรือผลข้างเคียงจากการรับประทานยาแก้ท้องเสีย และยาแก้ท้องเสียอื่นๆ มากเกินไป

 

Yoga for Cyclists (ท่าโยคะสำหรับนักปั่น)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/507329

Yoga for Cyclists (ท่าโยคะสำหรับนักปั่น)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

งานอดิเรกอย่างหนึ่งของครูคือการขี่จักรยาน จึงอยากนำเสนอท่าโยคะง่ายๆ  สำหรับคนที่ขี่จักรยาน ก่อนอื่น หากคุณขี่จักรยาน คุณต้องแน่ใจก่อนว่าคุณได้ปรับ หรือฟิตติ้ง จักรยาน (Fitting) ซึ่งก็คือการปรับจักรยานให้เข้ากับตัวเรา ก่อนเริ่มขี่ทุกครั้ง เพื่อที่จะไม่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ โดยเฉพาะหัวเข่า และหลัง

สำหรับท่าที่ครูเลือกมาครั้งนี้ จะเป็นท่าแบบองค์รวม คือเมื่อเราอยู่บนอานนานเป็นชั่วโมง จะทำให้เมื่อยล้าแผ่นหลัง และการที่ต้องโน้มลำตัวส่วนบนไปด้านหน้าเพื่อจับแฮนด์จักรยานนานๆ ก็จะทำให้เมื่อยล้า แขน และหลังส่วนบน ท่าโยคะในวันนี้ จึงเป็นท่าที่ใช้คลายความเมื่อยล้า และช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายได้เข้าที่ ในระดับหนึ่ง สามารถฝึกทั้งก่อนและหลังขี่จักรยานได้ และทำจำนวนละ 5-10 รอบได้ ในแต่ละท่าอาสนะ

วิธีปฏิบัติ

1.ยืนในท่าภูเขา พนมมือหายใจเข้าออก 1  รอบ ลมหายใจ วางฝ่ามือที่บั้นท้ายโดยให้นิ้วมือชี้ลงล่างเพื่อเซฟ ข้อมือ หายใจเข้าผลักบั้นท้ายเพื่อส่งสะโพกและหน้าขามาด้านหน้ายืดหน้าอกขึ้น และหายใจออก

2.จากนั้นหายใจเข้าอีกครั้ง ลึกและยาวที่สุดแล้วแอ่นหลัง โดยระวังไม่หักคอ ให้ยืดคอตามแผ่นหลังส่วนบน ค้างท่าประมาณ 5 วินาที แล้วค่อยๆ ส่งตัวกลับไม่กระชาก

3.ค่อยๆ โน้มมาด้านหน้า สอดนิ้วมือประสานกันด้านหลัง งอเข่า เพื่อคลายหลัง ประมาณ 10 วินาที แล้วค่อยๆ ยืดขาตึงเท่าที่ยืดได้ ดึงมือและท่อนแขนออกจากหลัง บีบฝ่ามือเข้าหากันแน่นๆ นอกจากคนที่ไหล่ติดมากๆ ให้ทำเท่าที่ทำได้ ค้างท่าสักครู่หนึ่งประมาณ 15 วินาที

4.งอเข่า แล้ว วางมือทั้งสองข้างลงสู่พื้นด้านหน้า แยกนิ้วมือออกจากกัน เพื่อเตรียม เดินเท้าไปด้านหลัง จิกนิ้วเท้าไว้ ยกเข่าลอยแล้วยืดแขนให้สุด กดมือแน่นๆ เพื่อยกลำตัวไว้ เปิดขยายหน้าอก ค้างท่าประมาณ 20 วินาที ให้หายใจเข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติ

 

 

เคล็ดลับสุขภาพดี อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496432

เคล็ดลับสุขภาพดี อายุยืน

โดย…ภาดนุ ภาพ เอพี/เอเอฟพี

การที่คนเราจะมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง และอายุยืนยาวได้นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราเองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการขับถ่าย ล้วนแต่มีผลกับสุขภาพของเราในระยะยาวทั้งสิ้น และนี่คือ “เคล็ดลับ สุขภาพดี อายุยืน” ที่อยากแนะนำให้ปฏิบัติตาม

กินอาหารให้ครบ 3 มื้อในทุกๆ วัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอกับความต้องการตลอดทั้งวัน โดยไม่กินมื้อใดมื้อหนึ่งมากเกินไปจนจุกแน่น และอย่าลืมควบคุมปริมาณพลังงานที่ได้รับไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะจะทำให้อ้วนขึ้นได้

กินโปรตีนประมาณ 1 ใน 3 (20-30%) ของอาหารในจาน โดยกินโปรตีนทั้งจากพืชและสัตว์ให้หลากหลาย หมู ปลา ไก่ ถั่ว และธัญพืช อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง ลดการกินเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงลง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เลือกกินแบบที่ไม่ติดมัน เพราะจะเป็นการลดไขมันอิ่มตัวที่ได้รับ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องไขมันในเลือดสูง หัวใจขาดเลือด มะเร็ง และลดภาระไม่ให้ลำไส้ทำงานหนักในการย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ลง

กินคาร์โบไฮเดรตประมาณ 1 ใน 3 หรือ 30% ของอาหารในจาน (รวมขนม ของหวาน เครื่องดื่มแล้ว) โดยพยายามเลิกกินข้าวขัดสี (ข้าวขาว) ให้น้อยที่สุด พยายามกินข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ (มอลต์) ข้าวสาลี (โฮลวีต) เพราะอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นแหล่งรวมของวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร

หลีกเลี่ยงการกินอาหารทอดและผัด เช่น ไข่เจียว ไข่ดาว ข้าวผัด ผัดกะเพรา ผัดซีอิ๊ว และผัดไทย เนื่องจากในเนื้อสัตว์และถั่วมีไขมันอยู่แล้ว ซึ่งปริมาณไขมันดังกล่าวก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ในขณะที่อาหารที่ใช้วิธีทอดหรือผัดเพียง 1 จาน อาจมีน้ำมันมากกว่า 4 ช้อนโต๊ะ จึงทำให้เราได้รับไขมันมากเกิน 65 กรัม/วัน และอาจได้รับไขมันอิ่มตัวมากกว่า 20 กรัม/วันด้วย

กินผักให้ได้ประมาณ 1 ใน 3 (30%) ของอาหารในจาน และเมื่อรวมกับผลไม้ที่อยู่นอกจานอาหารอย่างน้อยควรกินวันละครึ่งกิโลกรัม โดยเลือกกินผลไม้ที่สดๆ เพราะหากผ่านการแปรรูปแล้วจะทำให้สารอาหารที่ดีสูญสลายไป พยายามเลือกกินผลไม้ที่มีเส้นใยสูงและมีรสชาติไม่หวานมากนัก เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง สับปะรด

ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร โดยกระจายการดื่มให้ครอบคลุมไปทั้งวัน เพื่อช่วยระบบขับถ่าย (ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้) ช่วยให้ไตขับของเสียได้ดีขึ้น ช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินไป (ลดความเสี่ยงโรคความดันและหัวใจ) และช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของเลือด น้ำลาย และน้ำย่อย

กินฟาสต์ฟู้ดและของจุบจิบให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่ เค้ก ของหวาน น้ำสลัด เพราะมีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาล ไขมันทรานส์ และสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากกินขนมพยายามเลือกที่มีส่วนผสมของธัญพืช เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการบ้าง หรือเลือกกินผักผลไม้อบแห้งเป็นของขบเคี้ยว แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม ยิ่งกินมากก็จะยิ่งอ้วนมาก

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียม เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส ซุปก้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของขบเคี้ยว พริกน้ำปลา พริกเกลือ กะปิ ซีอิ๊ว น้ำปลา หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ควรกินโซเดียมมากกว่าวันละ 2,400 มิลลิกรัม (2.4 กรัม)

เลิกดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่สนับสนุนให้ดื่มหรือสูบ

หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อรา หากกินอาหารนอกบ้าน ต้องดูเครื่องปรุงให้ดีว่า มีโอกาสมีเชื้อราหรือไม่ หากสงสัยว่ามีก็ไม่ควรกินเครื่องปรุงนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง

ก่อนจะซื้อสินค้าอะไรก็ตาม อ่านฉลากให้ถี่ถ้วนเสมอ สังเกตให้ดีว่าสินค้านั้นเลยวันหมดอายุไปแล้วหรือยัง

ควบคุมน้ำหนัก อย่าให้มีค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) เกิน 25 โดยคำนวณได้จาก (น้ำหนัก/ความสูง X 2 = BMI) หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5-24.9 ก็ถือว่าน้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ ให้พิจารณาเปอร์เซ็นต์ไขมันควบคู่ไปด้วย

ออกกำลังกายให้หัวใจเต้น 60-80% ของอัตราการเต้นสูงสุดของคนวัยนั้นๆ โดยออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาทีต่อเนื่อง โดยพยายามออกกำลังกายแบบแอโรบิกควบคู่ไปกับแบบแอนาโรบิก

นอนหลับให้เพียงพอในตอนกลางคืนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง/วัน

 

จำกัดความหวานอย่างได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496269

จำกัดความหวานอย่างได้ผล

โดย…สมแขก ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

อาหารจานโปรดในหน้าร้อนคงหนีไม่พ้นน้ำแข็งไส ไอศกรีม น้ำอัดลมเย็นซ่า และสารพัดเครื่องดื่มที่ทั้งหวานทั้งชื่นใจ เริ่มจากหนึ่งแก้ว สองแก้ว บางคนพอหมดร้อนก็ยังติดนิสัยกินของหวานไม่ยอมเลิก เพราะคิดว่าเมนูเหล่านี้จะบรรเทาความเหนื่อย เรียกความสดชื่น และทำให้กระปรี้กระเปร่าได้ แต่เมื่อรับประทานไประยะหนึ่งหากหยุดกิน หรือขาดไปจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ภาวะแบบนี้เรียกว่าภาวะขาดน้ำตาล ซึ่งทำให้ต้องกินของหวานในปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลเกินความต้องการ น้ำตาลเหล่านั้นจะแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อระบบต่างๆ ในร่างกายอีกมากมาย ทั้งความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ

ที่พูดมาทั้งหมดดูเหมือนน้ำตาลจะเป็นผู้ร้าย แต่ร่างกายคนเราก็ยังต้องการน้ำตาลอยู่ เพื่อช่วยการทำงานของระบบต่างๆ ที่สำคัญน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ดังนั้นร่างกายจึงควรรับน้ำตาลให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกกินน้ำตาลที่มาจากธรรมชาติไม่แปรรูป และจะดีกว่าไหมถ้ามีวิธีที่สามารถสร้างความสดชื่น ในขณะเดียวกันก็จำกัดความหวานให้ร่างกายเราในปริมาณที่พอดีด้วย

กลับตัวปรับใจ การจำกัดความหวานในช่วงแรก ร่างกายที่เคยชินอาจรู้สึกว่าอาหาร หรือ เครื่องดื่มที่เรารับประทานโดยที่ขาดรสหวานจะไม่คุ้น แต่หากให้เวลากับร่างกายในการปรับตัว ไม่เกิน 10 วัน การรับรสของลิ้นเราจะปรับสภาพให้คุ้นเคยกับรสชาติอาหารที่ไม่หวาน ซึ่งข้อดีคือทำให้เราโหยน้ำตาลน้อยลง

เลือกกิน ตัวอย่างของการเลือกกินซึ่งเป็นเบื้องต้นที่ทำได้ทันที คือ เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำที่มีรสหวาน น้ำเปล่าช่วยให้ความสดชื่น กำจัดของเสียในร่างกาย ช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารและออกซิเจนในร่างกายสะดวก และยังทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ 8 แก้วต่อวัน จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้านก่อนวัย ต่อมาคือเลือกกินผลไม้สดแทนขนมหวาน ผลไม้สดให้ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และมีรสหวานจากธรรมชาติทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ดังนั้นการมีผลไม้สดหลากชนิดไว้ในตู้เย็น จะช่วยกำจัดน้ำตาลที่ไม่จำเป็นได้อีกเยอะ

งดปรุง ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ปรุงแต่ง (รสอาหาร) มากเกินไป ไม่ชิมก่อนปรุง ให้เลิกเสีย ถ้าเป็นไปได้ให้งดเติมน้ำตาลลงในอาหารและเครื่องดื่มที่ปรุงมาแล้ว ถ้าจำเป็นต้องกินอาหารจานเดียวนอกบ้าน ถ้าทำได้ควรสั่งอาหารว่าไม่ใส่น้ำตาล หรือหวานน้อยไว้ก่อน

ตัดใจไม่ได้ ถ้าคุณตัดใจไม่ได้ หักดิบกินของไร้น้ำตาลในทันที ถ้าอยากกินน้ำแข็งไส แนะนำให้ลดน้ำหวานและเครื่องทั้งหลาย แทนที่จะเป็นของเชื่อม ให้เปลี่ยนมาเป็นธัญพืชที่กากใยสูงที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน และลดความอยากกินของหวานได้ด้วย เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ลูกพรุน เป็นต้น

ปากต้องสะอาดอยู่เสมอ การแปรงฟัน หรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะของหวาน เป็นเหมือนการล้างรสชาติที่ติดอยู่ในปาก การที่เราไม่บ้วนปากทำให้ต่อมรับรสชาติยังทำงาน ทำให้เรายังมีความอยากกินของหวานหรืออาหารอยู่ จึงรู้สึกเอนจอยอีตติ้งมาก นอกจากทำให้อ้วนยังอาจทำให้ฟันผุได้อีกด้วย

 

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496156

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

โดย…พุสดี

ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวัฒโนสถ ได้ให้ความรู้ถึงการรับมือกับมะเร็งเต้านมที่ผู้หญิงไทยจำนวนมากยังเข้าใจผิดและละเลยเอาไว้

1.ต้องสังเกตตัวเองอยู่เสมอ สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ คลำเจอก้อนแข็งที่เต้านม มีความเปลี่ยนแปลงของลักษณะผิว หรือมีสีเปลี่ยนแปลงที่เต้านม มีรอยบุ๋มของผิวหนังบริเวณเต้านม หัวนมบุ๋ม มีเลือดออกจากหัวนม เป็นต้น จึงควรสังเกตและตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำทุกเดือน

2.ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม อาทิ มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อยกว่า 40 ปี มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย กินยาคุมกำเนิด หรือยาฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น คือกลุ่มที่ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านม

3.ต้องดูแลตัวเองอยู่เสมอ ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายทุกวัน วันละ 30 นาที เพราะการออกกำลังกายจะทำให้การหลั่งของฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม

4.เลิกเข้าใจผิดว่าคนที่เสริมหน้าอกมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าคนทั่วไป เพราะจริงๆ แล้วยังมีความเสี่ยงเท่าๆ กัน แต่จะตรวจหามะเร็งเต้านมยากกว่าคนทั่วไปเท่านั้นเอง

5.โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายได้ และโอกาสกลับมาเป็นใหม่น้อยมาก หากว่าเจอในระยะต้นๆ การรักษามี 4 วิธีด้วยกัน ได้แก่ 1.การผ่าตัด เป็นวิธีที่ดีที่สุดในระยะต้นๆ โดยตัดเฉพาะส่วนที่มีเชื้อมะเร็งเท่านั้น 2.รักษาด้วยยาเคมี 3.ใช้การฉายแสง และ 4.รักษาทางชีวะ โดยการใช้ฮอร์โมน

 

“สมองเสื่อม” เยียวยาได้ด้วยความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496154

"สมองเสื่อม" เยียวยาได้ด้วยความรัก

โดย…พุสดี

ถึงแม้วิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้า แต่โรคที่มากับวัยอย่าง “ภาวะสมองเสื่อม” ก็ยังเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับผู้สูงอายุ เพราะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้หายขาด

อ.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมการศึกษาและสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความรู้และวิธีรับมือกับภาวะดังกล่าวในงาน “พาราไดซ์ พาร์ค สูงวัยอย่างมีคุณภาพ” ว่าภาวะสมองเสื่อมเป็นความถดถอยในการทำงานของสมอง เกิดจากการสูญเสียเซลล์สมอง โดยเริ่มจากส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจึงลุกลามไปยังสมองส่วนอื่นอย่างช้าๆ บางครั้งอาจใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้

สาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อม ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ อายุที่มากขึ้น พันธุกรรม โรคประจำตัวต่างๆ ได้แก่ โรคของหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงการใช้ยาที่มีผลกดการทำงานของสมองในระยะเวลานาน

อาการที่เด่นชัดมากของภาวะสมองเสื่อม คือ หลงลืม ซึ่งไม่ใช่การขี้หลงขี้ลืมแบบเป็นนิสัย หรือเป็นไปตามความจำที่เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา แต่ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันถดถอยไป อาทิ เริ่มจำไม่ได้ว่าไปไหนมา หรือเมื่อสักครู่พูดว่าอะไร ในบางรายถ้าอาการหนักอาจถึงขั้นจำคนในครอบครัวไม่ได้ หรือลืมว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งนอกจากอาการหลงลืมแล้ว อาจจะส่งผลให้มีบุคลิกภาพเปลี่ยนเป็นก้าวร้าว หรือเงียบซึมได้”

“ถึงแม้ภาวะสมองเสื่อมจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ด้วยการดูแลสุขภาพ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับการบริหารสมองและอารมณ์ให้มีความสมดุล ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม เล่นเกม เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ท่องเที่ยวพักผ่อน แต่ทั้งหมดนี้ต้องเกิดจากความพึงพอใจ ไม่ใช่ทำเพราะถูกสั่งให้ทำ

การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมให้ได้ผลดีที่สุด นอกจากการรักษาของแพทย์แล้ว การดูแลของคนใกล้ชิดให้ถูกต้องก็เป็นเรื่องจำเป็นไม่แพ้กัน เพราะภาวะสมองเสื่อมไม่ได้เป็นปัญหาเพียงเฉพาะกับตัวผู้ป่วย แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อครอบครัวคนรอบข้าง โดยผู้ดูแลจะต้องทำความเข้าใจและยอมรับกับอาการ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีปัญหาเรื่องความจำ การใช้ความคิด ไปถึงจนสูญเสียการควบคุมตัวเอง จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวันได้

นอกจากนี้ ยังต้องให้ความรัก มอบกำลังใจดีๆ ให้กับผู้ป่วย ขณะเดียวกันผู้ดูแลก็ต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองด้วย เพราะอาจเกิดความเครียด หรือปัญหาด้านอารมณ์ หากรู้สึกเหนื่อยก็ควรหยุดพักให้ผู้อื่นมาดูแลแทน เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมแล้วค่อยกลับมาดูแลใหม่ ด้วยสภาพอารมณ์และบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วย ผู้ดูแลจึงควรเป็นคนใกล้ชิดในครอบครัวที่รู้จักและเข้าใจผู้ป่วยดี สามารถทำกิจกรรมร่วมกันกับผู้ป่วยได้ เพราะการดูแลด้วยความรักและความเข้าใจจากบุคคลในครอบครัวนั้น จะช่วยส่งเสริมภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก