ดื่มน้ำผิด ชีวิตพัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480977

ดื่มน้ำผิด ชีวิตพัง!

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คํากล่าวที่ว่าน้ำเปล่าดีที่สุด ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ แต่คำว่าทางสายกลางก็ยังคงจริงแท้แน่กว่า การดื่มน้ำที่ถูกวิธีและในปริมาณที่พอดี จะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร แต่การดื่มน้ำเปล่าผิดวิธี เป็นระยะเวลานานๆ หรือหากดื่มในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไปก็ส่งผลไม่ดีต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยอาจเป็นสาเหตุของโรคที่คุณคาดไม่ถึง เช่น กรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ปวดบวมตามอวัยวะต่างๆ ภาวะร่างกายบวมน้ำ เบาหวาน ฯลฯ นั่นเพราะการดื่มน้ำผิดวิธีจะส่งผลให้อวัยวะภายในต่างๆ ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลเสียต่อสมดุลของร่างกาย ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วกว่าคนวัยเดียวกัน เมื่อร่างกายเสื่อม
โรคภัยต่างๆ ก็จะตามมา

จากข้อมูลหนังสือ คนไทยต้องไม่ป่วย และใครไม่ป่วยยกมือขึ้น โดย วีระชัย วาสิกดิลก (หมอแดง ดิอโรคยา) ระบุว่า การดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหารมากๆ ทำให้ร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดี ตามหลักของแพทย์แผนไทยและจีน ระบบย่อยอาหารจะอาศัยธาตุไฟในการย่อยจึงจะเรียกว่าทำงานได้ดี ดังนั้นการดื่มน้ำมาก หรือรับประทานอาหารฤทธิ์เย็นมากระหว่างรับประทานอาหาร เป็นเสมือนการนำฤทธิ์เย็นไปดับไฟ ซึ่งกำลังใช้ย่อยอาหาร ทำให้อาหารถูกย่อยไม่ดี การดูดซึมสารอาหารของร่างกายก็ทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นต้น การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักโดยเฉพาะไต และทำให้ร่างกายบวมน้ำ ส่วนตัวอย่างของการดื่มน้ำน้อยเกินไปคือ ทำให้เลือดข้น เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ลำไส้ก็จะแห้ง ระบบขับถ่ายก็จะไม่ดี เป็นต้น

แล้วในหนึ่งวันควรดื่มน้ำกี่แก้ว? การดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ทางเดียวที่จะรู้ได้คือต้องสังเกตตัวเอง บางคนกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมากอยู่แล้ว ก็จะต้องการน้ำน้อยกว่าคนทั่วไป บางคนเสียเหงื่อมากเนื่องจากการออกกำลังกาย ร่างกายก็ต้องการน้ำมากกว่าคนปกติ แต่ปริมาณที่แพทย์แนะนำให้แต่ละวันคือ ผู้มีน้ำหนักตัว 45-50 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 7.5 แก้ว/วัน ผู้มีน้ำหนักตัว 50-55 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 8-9 แก้ว/วัน ผู้มีน้ำหนักตัว 60-70 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 10-11 แก้ว/วัน ผู้มีน้ำหนักตัว 80-90 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 13-15 แก้ว/วัน

 

รักดวงตาดั่งดวงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480904

รักดวงตาดั่งดวงใจ

แม้ว่าดวงตาจะเปรียบเสมือนหน้าต่างของหัวใจ แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าตาเป็นอวัยวะที่เรามักไม่ให้ความสำคัญในการดูแลกันเท่าไร

บางครั้งกว่าจะรู้ตัวและไปพบจักษุแพทย์ก็สายไปหรือเกือบจะเสียดวงตาไปเสียแล้ว… อย่าลืมว่าดวงตาเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นอย่าปล่อยให้ตาคู่สวยของคุณต้องผิดปกติและเสื่อมสภาพไปก่อนเวลาอันควร หันมาใส่ใจและหมั่นตรวจสุขภาพตาเป็นประจำกับโรงพยาบาลชั้นนำ เพื่อดวงตาที่แข็งแรงและการมองเห็นที่สดใสไปอีกนานกันดีกว่า

ไม่ว่าปัญหา(ตา)ไหน ก็เอาอยู่

โรคเกี่ยวกับตามีหลากหลายชนิดมาก เราอาจไม่รู้เลยว่าอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เกิดจากปัญหาอะไร ยิ่งบางโรคไม่แสดงอาการผิดปกติจนกระทั่งป่วยขั้นรุนแรง ย่อมมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียการมองเห็น ดังนั้น จึงควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ และตรวจตาอย่างสม่ำเสมอกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยจะเป็นการถนอมดวงตาที่ดีที่สุด โรคตาหรืออาการผิดปกติต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เรามาดูกันดีกว่าว่าอาการใดเข้าข่ายเป็นโรค หรือมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาอะไรบ้าง

ต้อกระจก

โรคยอดฮิตในผู้สูงอายุเกิดจากเลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพจนมีความขุ่นมัวเกิดขึ้น ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา เมื่อแสงส่งผ่านไปยังประสาทตาไม่เต็มที่ การมองเห็นจึงไม่ชัดเจน หรือมีอาการตามัวได้ สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่

ต้อหิน

เป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตาส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นและเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน ได้แก่ ความดันตาที่สูง แนวการรักษาโรคต้อหินจะเป็นการประคับประคอง เพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากกว่าเดิม และคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุดเท่านั้น เนื่องจากเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจะได้ผลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ดังนั้นยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไรยิ่งดี

จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของจุดศูนย์กลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่ทำให้เรามองเห็น โรคนี้แบ่งออกเป็นชนิดแห้งและชนิดเปียก โดยชนิดแห้งเป็นชนิดที่พบได้มากกว่า เกิดจากเซลล์ประสาทตาบริเวณจุดรับภาพค่อยๆ เสื่อมไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ตามอายุ จนถึงระยะที่ผู้ป่วยมองไม่เห็นตรงกลาง แต่มองเห็นด้านข้างได้ (ตรงกันข้ามกับต้อหิน) ส่วนชนิดเปียกพบได้น้อยกว่า แต่รุนแรงกว่า เนื่องจากมีการเสื่อมของจอตาร่วมกับมีการสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอตา ทำให้จอตาบวมและมีเลือดออกได้ ส่งผลให้ตามัวเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจมองไม่เห็นทันทีได้

ม่านตาอักเสบ

เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อส่วนกลาง (Uvea) ภายในลูกตา ซึ่งเนื้อเยื่อส่วนนี้มีเส้นเลือดเป็นส่วนประกอบมากมาย สามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ เห็นจุดลอยไปมามากขึ้น กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคม่านตาอักเสบ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคพุ่มพวง หรือ SLE โรคกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing Spondylitis) โรคผิวหนังแข็ง (Scleroderma) และผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

โรคตาในเด็ก

การตรวจคัดกรองโรคมีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาโรคตาในเด็ก เนื่องจากเด็กต้องได้รับการแก้ไขในช่วงอายุที่ยังรักษาได้ โดยสามารถเริ่มตรวจครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุ 3-6 เดือน และตรวจครั้งต่อๆ ไปเมื่ออายุ 3 ขวบ และ 6 ขวบ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีประวัติเป็นโรคตาถือว่ามีความเสี่ยงสูง จึงควรนำเด็กมาพบแพทย์ให้เร็วและสม่ำเสมอ ปัญหาสายตาและการมองเห็นที่พบบ่อยในเด็กและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ได้แก่ ภาวะสายตาผิดปกติ ตาเข สายตาขี้เกียจ หนังตาตกแต่กำเนิด และมะเร็งจอตาในเด็ก

ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง

การรักษาโรคและความผิดปกติทุกชนิดของเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา ต้องอาศัยจักษุแพทย์ด้านศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้างที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านจักษุและศัลยกรรม เพื่อประเมินตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาความผิดปกติของเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา เพื่อให้นัยน์ตาสามารถทำหน้าที่ในการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะสายตาผิดปกติ

ภาวะสายตาผิดปกติสามารถแก้ไขได้ด้วยเลเซอร์และทำได้หลายวิธี เช่น LASIK PRK และ ReLEx SMILE ซึ่งเป็นการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แบบแผลเล็ก ไร้ใบมีด และมีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน

ReLEx SMILE เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ

ReLEx (Refractive Lenticule Extraction) SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) เป็นการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและเอียงด้วยเลเซอร์แบบแผลเล็ก ไร้ใบมีด และเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นต่อจากการผ่าตัดแบบ LASIK เพื่อให้มีความแม่นยำสูงขึ้นและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง

ReLEx SMILE ใช้เทคโนโลยี Femtosecond Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ล่าสุด สามารถแยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายใน และนำเลนส์ที่ตัดไว้ออกมา ผ่านแผลเปิดเล็กๆ ที่กระจกตาขนาดเพียง 2-4 มม. เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข ทำให้แผลหายเร็วมีอาการเคืองน้อยมาก เมื่อเทียบกับ LASIK แบบเดิมและผู้รับการรักษาสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติหลังจากผ่าตัดเพียง 1-2 วันเท่านั้น

ทำไม ReLEx SMILE คือคำตอบของการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ

ไม่เจ็บขณะผ่าตัด เพราะไม่มีการใช้เครื่องมือแยกชั้นฝากระจกตาแบบ LASIK ที่ต้องใช้แรงกดลงบนลูกตา จึงช่วยให้สบายตาหลังผ่าตัดมากกว่า

ไม่มีฝากระจกตาอย่างแท้จริง (Flapless) จึงไม่ต้องกังวลเรื่องภาวะแทรกซ้อนจากการแยกชั้นฝากระจกตาแบบ LASIK ซึ่งอาจเกิดขณะผ่าตัด หรือฝากระจกตาเคลื่อนหลังผ่าตัด

เป็นเทคนิคที่ปราศจากใบมีดอย่างสิ้นเชิง (Bladeless) และมีความแม่นยำสูงมาก

สามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ถึง 1,000 (-10.00 D) และสายตาเอียงได้ถึง 500 (หรือ -5.00 D)

เป็นทางเลือกที่ทันสมัยที่สุดของการใช้เลเซอร์รักษาค่าสายตาผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีความจำกัดเรื่องความหนาของกระจกตาเป็นการเพิ่มโอกาสให้รักษาสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ได้

รู้อย่างนี้แล้วมาดูแลสุขภาพตาเพื่อคืนการมองเห็นที่คมชัดและคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์กันนะคะ… ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลชั้นนำแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับการรับรองจากองค์กร Joint Commission International (JCI) หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาสามารถไปรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อีกหนึ่งโรงพยาบาลที่รักษาอาการผิดปกติต่างๆ เกี่ยวกับตาได้อย่างครอบคลุมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมให้คำปรึกษาและบริการผู้ป่วยทุกโรคที่เกี่ยวกับดวงตา ตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด คุณจึงมั่นใจได้ในความแม่นยำ รวดเร็ว ทำให้รักษาได้ทันท่วงทีและได้ผลดี

 

โรคทางทวารหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480418

โรคทางทวารหนัก

โดย…พจ.ณัฐฐิมา เตชะพิพัฒน์ชัย แผนกผิวหนังและความงาม คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว Facebook Fanpage : huachiew tcm

โรคทางทวารหนักเป็นโรคที่เกิดกับทวารหนัก ส่วนมากจะพบได้ในตำแหน่งรูทวาร ลำไส้ตรง และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย โรคที่มักพบเจออยู่บ่อยๆ ได้แก่ ริดสีดวงภายใน ริดสีดวงภายนอก ขอบทวารอักเสบ ขอบทวารปริ ฝีคัณฑสูตรเฉียบพลัน ฝีคัณฑสูตรเรื้อรัง โรคกระเปาะทวารหนัก (Rectocele) ติ่งเนื้อ เป็นต้น การรักษาโดยแพทย์แผนจีนได้ผลดีและเหมาะสำหรับคนไข้ที่มีอาการหนักจะต้องผ่าตัด แต่อยากหลีกเลี่ยงการผ่าตัด การแพทย์แผนจีนเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการรักษาโดยใช้สมุนไพรจีนบรรเทาอาการ

สาเหตุของโรค

1.ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำ จนส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักโป่งพองหรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย

2.การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย รับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ (รสเผ็ดร้อนจัดจ้าน ของมันให้พลังงานสูง)

3.ยืนนาน นั่งนาน หรือแบกของหนักมากเกินไป

4.การเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน จากการเล่นโทรศัพท์มือถือ หรืออ่านหนังสือในขณะขับถ่ายอุจจาระ

5.แรงดันในช่องท้อง เช่น ภาวะตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวมาก (โรคอ้วน)  เพราะน้ำหนักจะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลกลับหัวใจได้ลดลง จึงเกิดการคั่งอยู่ในหลอดเลือดและเกิดหลอดเลือดบวมพองตามมา

6.ท้องเสียเรื้อรัง (ลำไส้อักเสบ)

การรักษาโดยวิธีทางแพทย์แผนจีน

1.การรับประทานยาจีน

2.ยาใช้ภายนอกและทำแผล (สมุนไพรจีน)

วิธีดูแลและป้องกัน

1.ระวังอย่าให้ท้องผูกด้วยการรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงๆ ให้มากๆ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและผ่านไปได้โดยง่าย

2.รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากๆ ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว

3.การเลือกใช้กระดาษชำระที่มีผิวสัมผัสนุ่ม ไม่เช็ดก้นด้วยความรุนแรง

4.ออกกำลังกายให้เพียงพอ พยายามเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ควรฝึกขมิบก้นบ่อยๆ

5.หลีกเลี่ยงการนั่ง หรือยืนเป็นเวลานานๆ

6.ถ้ามีปัญหาเกียวกับรูทวารควรรีบรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่ควรปล่อยไว้เรื้อรัง

 

Purvottanasana Variations A (Tabletop Pose Variations A)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480417

Purvottanasana Variations A (Tabletop Pose Variations A)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เพราะในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ เรามักจะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ โน้มหัวไหล่มาด้านหน้า หรือการขับรถนานๆ ทำให้หัวไหล่มักอยู่ในท่าห่อเข้ามา สะสมความเมื่อยล้าที่บริเวณหัวไหล่ บ่า ไหปลาร้า การฝึกท่ากระดานจะช่วยยืดร่างกายด้านหน้า ประกอบไปด้วย หัวไหล่ หน้าอก หน้าท้อง ส่วนด้านหลัง ส่งผลถึงกระดูกสันหลังกระชับก้น สร้างความแข็งแรงให้ข้อมือ และท่อนแขน เพิ่มกำลังหน้าท้อง

ในเวอร์ชั่นนี้ ครูออกแบบให้ใช้พลังขาและก้นมากขึ้น กระตุ้นกล้ามเนื้อน่อง เทคนิคการวางฝ่ามือเพื่อลดอาการบาดเจ็บที่ข้อมือ ควรหมุนปลายนิ้วมือออกด้านข้าง แยกนิ้วมือออกจากกัน กระจายน้ำหนัก ลงสู่พื้นอย่างมั่นคง ไม่โถมน้ำหนักลงข้อมือ หากมีอาการบาดเจ็บที่ข้อมือหรือที่ต้นคอ ควรงดการฝึกท่านี้

วิธีปฎิบัติ

1.นั่งชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น แยกฝ่าเท้าออกจากกัน วางฝ่ามือด้านหลัง โดยหันปลายนิ้วมือออกจากกัน เพื่อเตรียม

 

2.หายใจเข้า ใช้พลังจากแขนและฝ่าเท้า ยกก้นลอยจากพื้น ดันหน้าท้องและลำตัวด้านหน้าขึ้นสู่เบื้องบน ผ่อนคลายต้นคอ ไม่เกร็งคอ หายใจเข้าและหายใจออก ประมาณ 5 วินาที

 

3.เขย่งส้นเท้าทั้งสองข้าง ลอยขึ้นจากพื้น ใช้กำลังขาดันก้นไว้กลางอากาศ ไม่หย่อนก้น เพื่อให้ก้นกระชับ ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก จากนั้นค่อยๆ ลดก้นลงเพื่อคลายจากท่า ผ่อนคลายข้อมือ หมุนข้อมือเบาๆ

 

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

ว่าด้วยเรื่อง “ความอ้วน” ถ้าไม่ระวังโรคภัยต่างๆ จะถามหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480058

ว่าด้วยเรื่อง "ความอ้วน" ถ้าไม่ระวังโรคภัยต่างๆ จะถามหา

โดย…ภาดนุ ภาพ เอพี/เอเอฟพี

ความอ้วนเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ มากมายซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพย่ำแย่ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะทุกคนสามารถระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเป็นโรคอ้วนได้ ด้วยการสังเกตดูน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ

เราสามารถประเมินตัวเองว่าเป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินหรือไม่ โดยการวัดค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) ซึ่งเป็นการวัดค่าไขมันในร่างกายโดยเทียบกับส่วนสูง น้ำหนัก และค่าดัชนีมวลกาย โดยใช้สูตรง่ายๆ ดังนี้

BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) X 2

เช่น หากสูง 170 ซม. และหนัก 55 กก. ค่า BMI จะเท่ากับ 55/(1.7) X 2 = 19.03 โดยประมาณ ซึ่งในวัยผู้ใหญ่ หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5-24.9 ก็ถือว่าน้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าค่า BMI อยู่ที่ 25-29.9 แสดงว่าน้ำหนักตัวเกิน และถ้าค่า BMI เท่ากับ 30 หรือมากกว่า นั่นหมายความว่า คุณกำลังเป็นโรคอ้วนแล้วล่ะ

ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนถือเป็นอันตรายต่อชีวิต เพราะน้ำหนักที่มากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งไต และมะเร็งถุงน้ำดี

ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะทำให้หายใจลำบาก มีปัญหาเรื้อรังเกี่ยวกับกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ปัญหาทางผิวหนัง และทำให้มีบุตรยากอีกด้วย

ข้อสังเกต : จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่า ทั่วโลกมีคนในวัยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินมากกว่า 1,000 ล้านคน และอย่างน้อย 300 ล้านคนในจำนวนนี้เป็นโรคอ้วน

เพิ่มน้ำหนัก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง

จากการศึกษาของคณะวิจัยมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ พบว่า ชายและหญิงที่มีไขมันในร่างกายและสัดส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพกสูง จะมีโอกาสเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในขณะที่ปัจจัยในวัยเด็ก เช่น น้ำหนักแรกคลอด และภาวะโภชนาการ ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานน้อยมาก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวอาจช่วยลดความเชื่อที่ว่า สุขภาพที่ไม่ดีในบั้นปลายชีวิต เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตก่อนหน้านี้

ข้อสังเกต : จากการรวบรวมข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า มีประชากรประมาณ 150 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคเบาหวาน และตัวเลขนี้อาจเพิ่มเป็น
2 เท่าภายในปี 2025

งานบ้านขจัดไขมัน

คุณผู้อ่านทราบไหมว่า การทำงานบ้านทุกวันสามารถเผาผลาญน้ำหนักส่วนเกินออกไปได้ รายการต่อไปนี้เป็นตัวอย่างกิจกรรมที่ใช้พลังงาน (แคลอรี) ในระดับต่างกัน สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย 70 กก. แต่ถ้าน้ำหนักของเรามากหรือน้อยกว่านี้ ก็จะใช้พลังงานแตกต่างกันออกไปด้วย

– เลี้ยงหลาน (แต่งตัวหรือป้อนอาหาร) ใช้พลังงาน 211-246 แคลอรี/ชั่วโมง

– เล่นกับหลาน ใช้พลังงาน 281-352 แคลอรี/ชั่วโมง

– ทำความสะอาดบ้าน ใช้พลังงาน 176-317 แคลอรี/ชั่วโมง

– ทำสวน ใช้พลังงาน 352 แคลอรี/ชั่วโมง

– ตัดหญ้าในสนาม ใช้พลังงาน 176-387 แคลอรี/ชั่วโมง

– เคลื่อนย้ายเครื่องเรือน ใช้พลังงาน 422 แคลอรี/ชั่วโมง

– ทาสีบ้านหรือติดวอลเปเปอร์ ใช้พลังงาน 317 แคลอรี/ชั่วโมง

– กวาดถนน ใช้พลังงาน 281 แคลอรี/ชั่วโมง

ได้อัพเดทเกร็ดความรู้ว่าด้วยเรื่องความอ้วนกันไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่คุณผู้อ่านจะต้องลุกขึ้นมาปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตัวเองซะใหม่แล้วล่ะ ถ้าทำได้รับรองว่าโรคภัยต่างๆ จะไม่ถามหา และโรคอ้วนจะไม่มาเบียดเบียนแน่นอน

 

โยคะฝึกลำตัวช่วงล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/479354

โยคะฝึกลำตัวช่วงล่าง

โดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

หนึ่งในท่าที่ท้าทายการฝึกลำตัวช่วงล่างก็คือท่าสคอท 1 ขา เหตุที่ท่านี้เป็นท่าที่ท้าทายเพราะต้องใช้กำลังความแข็งแรงของขา ผสมผสานกับการทรงตัวและความยืดหยุ่น เคล็ดลับการฝึกท่านี้ให้ได้ดีคือการควบคุมลำตัวช่วงล่างทั้งข้อเท้า หัวเข่า ข้อต่อสะโพก และหน้าท้อง ซึ่งท่านี้อาจไม่ค่อยเหมาะกับผู้ฝึกใหม่มากนัก แต่สามารถค่อยๆ ฝึกได้

หากยกขาลอยไม่ไหวก็ให้เอาส้นเท้าวางที่พื้นแทนได้ สำหรับเวอร์ชั่นนี้ มีเพิ่มความยากขึ้นมาคือ การบิด จะทำให้การทรงตัวยากขึ้น ครูขอแนะนำให้ก่อนฝึกท่านี้ได้มีการอบอุ่นร่างกาย หรือไหว้พระอาทิตย์ก่อน และไม่ควรฝึกหากมีปัญหาที่ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อเท้า หรืออาจลองฝึกโดยใช้โยคะบล็อก มารองใต้ก้นแทน

วิธีปฏิบัติ

1.ยืนในท่าภูเขา พนมมือที่อก หายใจเข้าออก 1 รอบ เพื่อเตรียม  (รูป 1)

(รูป 1)

 

2.ท่าเก้าอี้ เช็กหัวเข่าอย่าให้เลยปลายเท้า ค้างท่านี้ 2 รอบลมหายใจ  (รูป 2)

(รูป 2)

 

3.หายใจออกบิดตัวไปด้านซ้าย ให้ข้อศอกขัดออกไปด้านนอกขาซ้ายลึกๆ หายใจเข้าออกอีก 2 รอบลมหายใจ (รูป 3)

(รูป 3)

 

4.ค่อยๆ หย่อนก้นลงนุ่มๆ กลางอากาศ เหมือนนั่งยองๆ แล้วส่งขาขวาลอดทะลุออกไปด้านหน้า และยกขาขวาลอยไว้ ด้วยการใช้กำลังขาทั้งหมดโดยเฉพาะหน้าขา ควบคู่กับหน้าท้อง โดยก้นก็ไม่สัมผัสพื้นเช่นกัน ทรงตัวให้นิ่ง ค้างท่าไว้ประมาณ 3 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า จากนั้นลองฝึกสลับข้าง  (รูป 4)

(รูป 4)

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

ท่องคาถา อะไรเอ่ย… ยิ่งกินยิ่งผอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/478719

ท่องคาถา อะไรเอ่ย... ยิ่งกินยิ่งผอม

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

กูรูทางด้านสุขภาพหลายคนลงความเห็นตรงกันว่า สุขภาพและรูปร่างที่ดีสร้างได้จากในครัว แต่ไม่แนะนำให้ไปออกกำลังกายข้างตู้เย็นหรือเตาแก๊ส แต่หมายถึงสิ่งสำคัญคือ อาหาร

การลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย มีวิธีการหลักอยู่ 2 วิธี คือ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ที่ต้องทำควบคู่กันเป็นทีม เพราะแม้คุณจะออกกำลังกายหนักหน่วงแค่ไหน แต่สวาปามทุกอย่างตรงหน้า ไขมันก็ไม่มีวันลดเด็ดขาด ดังนั้นการควบคุมอาหารจึงเป็นบ่อเกิดของรูปร่างที่ดีลำดับแรก

ถ้าคุณเป็นคนจัดสรรเวลาไปออกกำลังกายยากแสนยาก ทางออกที่สำคัญหากต้องการลดไขมัน คือต้องควบคุมอาหาร โดยหาเวลาออกกำลังกายบ้าง ไม่ต้องหักโหมอย่างบ้าคลั่ง เท่านี้ก็จะเป็นคนที่มีรูปร่างสมส่วนและสุขภาพดีจากภายใน แต่จะทำอย่างไรให้พฤติกรรมนี้ติดเป็นนิสัย และทำให้รูปร่างดีไปได้ตลอด สิ่งสำคัญคือ การเลือกหยิบของเข้าปากนี่แหละ! มีคาถาสำหรับนักบริโภคนิยมที่ต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจ

สร้างความเข้าใจใหม่

ว่าควบคุมอาหารไม่ใช่อดอาหาร บางคนงดมื้อเย็น หรือกินน้อยเท่าแมวดมซึ่งผิด! เพราะที่ถูกต้องคือ คุณต้องควบคุมปริมาณสารอาหารให้เหมาะสมกับกิจกรรมในแต่ละวัน และการออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องอดหรืองดอาหาร เรียกได้ว่า ยิ่งกินยิ่งผอมเลยทีเดียว

เลี่ยงแป้งขัดขาว

และคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น แป้งสีขาว ขนมปังขาว อาหารประเภทเส้น อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ซึ่งกลุ่มนี้เป็นแหล่งพลังงานสูง ถ้ากินเยอะเกินไปจะทำให้เกิดการสะสมไขมัน แต่ใช่ว่าจะไม่กินเสียเลย เพราะคนที่งดแป้งเด็ดขาดหากออกกำลังกายก็อาจทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้ เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้ง่าย

อาหารสีขาวที่ดี

เหมาะสมและแนะนำให้รับประทานในช่วงลดน้ำหนักคือ ผักอย่างดอกกะหล่ำปลี หัวไชเท้า กะหล่ำปลี กลุ่มเนื้อสัตว์ก็เช่น เนื้อปลา ไข่ขาว อก สันในไก่ เป็นต้น

จัดตารางเวลาการกินใหม่

ห้ามอดมื้อเช้า มีมื้อของว่างระหว่างวันให้กินผลไม้ มื้ออาหารที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ มื้อเช้าและมื้อเย็น (หลังออกกำลังกาย) สำหรับมื้อเช้าที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นมื้ออาหารมื้อแรกของวัน ควรรับประทานให้ครบหมู่เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์และมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการ เพื่อใช้เป็นพลังงานในระหว่างวัน ส่วนมื้อเย็นที่เป็นมื้อหลังการออกกำลังกาย จะเป็นสารอาหารที่ชดเชยและช่วยซ่อมแซมร่างกายที่ถูกใช้งานไปในระหว่างวันและในการออกกำลังกาย ซึ่งมื้อหลังออกกำลังกายนี้อาจลดในส่วนของข้าว แป้งลง แต่เน้นในส่วนของผัก และโปรตีนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้เหลือเป็นพลังงานในช่วงที่ร่างกายลดการเผาผลาญลงขณะที่นอนหลับนั่นเอง

น้ำเปล่าดีที่สุด

การลดน้ำหนักที่ง่ายขึ้น เครื่องดื่มที่ดีที่สุดคือน้ำเปล่า การดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ร่างกายได้น้ำอย่างเพียงพอ และลดการกักเก็บน้ำไว้ในร่างกาย ยิ่งในช่วงของการลดน้ำหนักควรดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ทำให้รู้สึกอิ่ม และยังช่วยลดความอยากทานของหวานๆ ได้

ส่วนเครื่องดื่มที่ควรงด ได้แก่ กาแฟสำเร็จรูป เครื่องดื่ม เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชานมไข่มุก และเครื่องดื่มผสมเกลือแร่ให้พลังงาน เพราะน้ำผลไม้กล่องในตู้แช่ หรือน้ำให้พลังงานล้วนมีน้ำตาลผสมอยู่มากมาย หายนะจะมาเยือนหากไม่ห้ามใจ

ปล่อยผีสักทีก็ดีเหมือนกัน

การดึงเชือกให้ตึงเกินไปเชือกอาจจะขาดได้ เช่นเดียวกันกับการลดปริมาณไขมันด้วยการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดจนเกินควร เมื่อถึงวันที่ตบะแตก คุณจะหยิบทุกอย่างที่ขวางหน้าเข้าปาก และความดีทั้งหมดที่สะสมมาก็มลายหายไปพร้อมน้ำหนักที่เด้งกลับมา ดังนั้นกฎของการลดไขมันอย่างได้ผลคือ การปล่อยให้มีมื้อตามใจภายในหนึ่งอาทิตย์ อาจจะไม่เกิน 2 มื้อต่อสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเองด้วย Cheat meal แต่อย่าหนักมากจนกระทบกับตารางอาหารในสัปดาห์ต่อไปเสียล่ะ

ท้ายที่สุด คุณจะกินดีอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าด้วย

 

อยากรู้มั้ยทำไมนอนไม่หลับ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/478529

อยากรู้มั้ยทำไมนอนไม่หลับ?

โดย…บีเซลบับ/ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันสถิติคนนอนไม่หลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุมาตรฐานที่ถูกระบุไว้มีมากกว่า 40 สาเหตุที่ทำให้ปัญหานอนไม่หลับเกิดขึ้น โดยครึ่งหนึ่งของคนที่มีอาการมีสาเหตุมาจากด้านจิตใจและโรคทางจิตเวช ความเครียด วิตกกังวล การปรับตัว โรคซึมเศร้า การเรียนรู้ในลักษณะที่เกิดอาการกลัวการนอนว่าจะหลับหรือไม่หลับต่างๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องปลีกย่อยที่พบได้บ่อย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งพบว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติด้านร่างกาย

สำหรับความผิดปกติที่พบได้บ่อย คือ ปัญหาการหายใจระหว่างหลับ ได้แก่ การหยุดหายใจเป็นพักๆ ในระหว่างหลับ (SleepApnea) การกระตุกของขาหรือแขนในระหว่างหลับที่จะรบกวนการนอน การใช้ยานอนหลับมากเกินไปหรือการดื่มแอลกอฮอล์ อาการปวดตามร่างกาย เช่น ปวดตามข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปัญหาที่เกิดจากพยาธิสภาพของกระเพาะอาหาร ได้แก่ การไหลย้อนกลับของน้ำในกระเพาะขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้มีอาการแสบบริเวณหลอดอาหารในขณะที่นอนหลับ เป็นต้น

ข้อมูลจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า การหลับยากที่เป็นมานานหรือเรื้อรัง อาจเป็นสภาวะหนึ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ของร่างกายโดยที่เจ้าของร่างกายเองก็ไม่รู้ตัว ผู้ป่วยหลายคนรู้สึกง่วงแต่เมื่อเอนกายลงบนที่นอนก็ตาสว่างทันที หลายคนนอนไปคิดไปว่าคืนนี้จะนอนหลับ(ได้)หรือไม่ บางคนกลัวการนอนอย่างมาก

“การหลับๆ ตื่นๆ หลับไม่สนิทนั้น อาจมีสาเหตุบางอย่างที่มารบกวนการนอนของคุณ คุณหลับแต่หลับไม่เต็มที่ ประสิทธิภาพการนอนต่ำ คุณภาพการพักผ่อนต่ำ ทั้งหมดนี้คือปัญหา”

นอกจากนี้ในบางรายยังพบว่าเป็นกลุ่มของผู้ที่สมองตื่นตัวง่าย สมองยังตื่นตัวในขณะที่มีการนอนหลับ ผลก็คือจะรู้สึกเหมือนรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่ได้หลับเลย ทั้งๆ ที่คนที่นอนข้างคุณสังเกตว่าคุณนอนหลับตลอดคืน ก็เป็นไปได้และเป็นไปแล้ว ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ แพทย์จะทำการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด

ส่วนในรายที่นอนหลับได้ แต่มักตื่นกลางดึก จากนั้นนอนหลับต่อไม่ได้อีก สาเหตุที่พบบ่อยมี 2 สาเหตุ คือ 1.โรคซึมเศร้า 2.เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน โดยผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้า อาจไม่ได้สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของตัวเองที่จะมีลักษณะหดหู่ เบื่อหน่าย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร หากสังเกตได้ว่าเมื่อตื่นแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือหลับต่อได้ยาก

“โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นเพราะสารเคมีบางตัวในสมองทำงานไม่สมดุลกัน สารเคมีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการนอนหลับของเราด้วย จึงทำให้มีอาการดังกล่าว เช่นเดียวกับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้มีอาการในลักษณะเดียวกัน ถ้าการตื่นนอนของคุณเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ คุณต้องงดและเลิกดื่ม เพื่อให้การนอนกลับมาเป็นปกติ”

นอกจากนี้ การนอนไม่หลับในบางรายเป็นผลจากภาวะโรคที่เป็นอยู่ โรคที่ทำให้นอนไม่หลับพบบ่อยใน 2 กลุ่มอาการ คือ 1.การหยุดหายใจในระหว่างหลับ (Sleep Apnea) เป็นการหยุดหายใจเป็นพักๆ ในระหว่างหลับ เป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากและนอนกรนเสียงดัง อาจมีผลต่อการเกิดปัญหาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง หรือหลอดเลือดในสมอง รวมทั้งมีปัญหาต่างๆ ตามมาได้อีกหลายโรค

2.กลุ่มความผิดปกติของระบบประสาท (Narcolepsy) เป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่จะมีอาการ “หลับผล็อย” ได้อย่างทันทีเป็นพักๆ แม้ในขณะพูดคุยสนทนาหรือในระหว่างรับประทานอาหาร นอกจากนี้อาจมีอาการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่อยู่ขณะมีอารมณ์รุนแรงในลักษณะต่างๆ เช่น ดีใจ เสียใจ ตกใจมากๆ เป็นต้น ทั้งสองกลุ่มอาการดังกล่าวต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์

คำถามต่อไปคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าเรานอนหลับเพียงพอหรือมีคุณภาพการนอนที่ดีหรือไม่ อาการบ่งชี้คืออาการง่วงในตอนกลางวัน หากมีอาการสมองไม่ปลอดโปร่ง ทำงานได้ไม่เต็มที่ สมาธิลดลง เผลอหลับในได้บ่อย ๆ โดยในรายที่รุนแรงอาจทำให้เกิด “การหลับ” ขึ้นอย่างกะทันหัน เพียงแค่นั่งทำงานก็หลับคาโต๊ะได้ หรือแม้แต่ขณะขับรถรอไฟแดงเพียง 2-3 นาที ก็หลับคาพวงมาลัยได้

สำหรับการรักษาอาการนอนไม่หลับ เมื่อรู้สาเหตุแล้วไม่ยาก โดยการรักษาจะมุ่งแก้ไขที่สาเหตุ เช่น ผู้มีปัญหานอนไม่หลับจากการหายใจผิดปกติ อาจใช้เครื่องมือบางอย่างช่วยในการหายใจ หรืออาจใช้การปรับเปลี่ยนท่านอน กรณีปัญหาเกิดจากการใช้ยา หรือแอลกอฮอล์ ก็ต้องเลิกถอนยา หยุดดื่ม

ยังมีวิธีการบำบัดอีกหลายวิธีตามความเหมาะสม เช่น การฝึกการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ การจัดตารางการนอน-การตื่น หลีกเลี่ยงกาเฟอีน และการใช้แสงสว่างบำบัด สรุปว่าถ้าพบตัวเองมีปัญหาการนอน อย่าท้อหรือถอดใจ ปรึกษาแพทย์หรือคลินิกนอนไม่หลับแล้วจะพบว่า ค้นสาเหตุเจอเมื่อไหร่ก็ง่ายนิดเดียวZzzzzzzzzzzz

 

การใช้อารมณ์รักษาอารมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/478152

การใช้อารมณ์รักษาอารมณ์

โดย…แพทย์จีนสุรีย์รัตน์ เกกีงาม (โจว จิ้ง เหวิน) คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

มนุษย์ปุถุชนอย่างเรามีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง สุข เศร้า เหงา ทุกข์ คละเคล้าปะปนเป็นธรรมดา แต่ถ้าเราต้องจมอยู่ในห้วงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ จนไม่สามารถสลัดทิ้งออกไปจากจิตใจได้ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าโศก ความโกรธเคือง หรือความวิตกกังวลต่างๆ จนทำให้สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรมล้มป่วยในที่สุด เราจึงจำเป็นต้องทำความสะอาดหัวใจของเราให้กลับคืนสู่สภาพที่ผ่องใสดังเดิม

เมื่อสาเหตุความเจ็บป่วยครั้งนี้ไม่ได้มาจากเชื้อโรค แต่มาจากใจหรืออารมณ์ที่ป่วย ดังนั้นการรักษาก็จำต้องใช้ใจและอารมณ์เข้าช่วยบำบัดเยียวยาเฉกเช่นเดียวกัน

ในทางการแพทย์จีนโบราณมีทฤษฎีการใช้อารมณ์ข่มอารมณ์มาใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากใจ โดยมีที่มาจากคัมภีร์แพทย์จีนโบราณชื่อหวงตี้เน่ยจิง จากบททฤษฎีปัญจธาตุหรืออู่สิง ได้บันทึกไว้ว่า อารมณ์เศร้าใช้รักษาความโกรธ อารมณ์หวาดกลัวให้รักษาด้วยความดีใจ ซึ่งในสมัยโบราณก็มีหมอจีนที่ได้ทำวิธีการชนิดนี้มารักษาที่ได้ผลดีมาแล้วมากมาย ซึ่งตัวอย่างที่จะนำเล่าให้วันนี้คือการใช้ความโกรธรักษาความคิดถึง

เรื่องราวมีอยู่ว่า ในยุคปลายสมัยราชวงศ์หมิง หญิงม่ายผู้หนึ่งอาศัยอยู่กับบุตรสาวเพียงลำพัง ทั้งสองดูแลห่วงใยกัน ด้วยรู้ว่ามีกันแค่เพียงสองคน ต่อมาบุตรสาวต้องแต่งงานและย้ายไปอยู่ต่างตำบลที่ห่างไกลออกไป ย่างเข้าฤดูหนาวได้ไม่นานลูกสาวรู้ข่าวว่าแม่ของตนล้มป่วยหนักจึงรีบเดินทางไปหา แต่ด้วยหนทางที่ทุรกันดารทำให้ไปไม่ทันดูใจของแม่ นางเศร้าโศกเสียใจมาก เฝ้าโทษตัวเองที่ไม่สามารถมาปรนนิบัติแม่แม้ในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ จนในที่สุดนางก็ล้มป่วยลง ฝ่ายสามีได้พยายามหาหมอต่างๆ มารักษา แต่อาการของนางก็ไม่ดีขึ้นเลย วันหนึ่งฝ่ายสามีได้เชิญหมอจีนเข้ามารักษา

เมื่อหมอได้แมะและสอบถามอาการเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวว่า ภรรยาของท่านเป็นโรคป่วยทางใจ ยาอะไรก็รักษาไม่หาย ต้องใช้วิธีอื่น เมื่อซินแสได้นัดแนะทำความเข้าใจถึงวิธีการรักษากับฝ่ายสามีเรียบร้อยแล้วจึงลากลับไป ฝ่ายสามีจึงเข้าไปบอกภรรยาที่นอนป่วยอยู่ในห้องว่า

“บ่ายวันนี้พี่จะเชิญคนทรงเข้ามา เพื่อเชิญวิญญาณแม่ของน้องมาพูดคุยให้หายคิดถึง”

ทันทีที่คนทรงเข้ามาในห้องก็ได้ประกอบพิธีกรรมเพื่อเชิญดวงวิญญาณ หญิงสาวเมื่อเห็นว่าวิญญาณของแม่ตนเข้ามาอยู่ที่ร่างทรงแล้ว นางจึงร้องไห้ออกมาความรันทดใจ แต่ทันใดนั้นเสียงจากร่างทรงกลับตวาดสวนออกมาว่า

“แกไม่ต้องมาร้องไห้พิรี้พิไร ฉันเกลียดแกนังลูกชั่ว ตั้งแต่แกเกิดมาผัวฉันก็ตาย ชีวิตต้องตกอับขมขื่น แกจำไว้เถอะว่าถึงฉันจะอยู่ในนรกขุมไหนก็ตามฉันจะคอยสาปแช่งแกไปจนวันตาย และที่แกนอนป่วยใกล้ตายอยู่อย่างนี้ ก็เป็นเพราะฉันเอง ดูสารรูปของแกตอนนี้สิ ช่างน่าสมเพชจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

หญิงสาวเมื่อได้ฟังถ้อยคำจนจบ รู้สึกโกรธขึ้นมาจับใจ คิดเสียดายเวลาที่เฝ้าคิดถึงจนตัวเองต้องล้มป่วย ตั้งแต่นี้ไปเราจะตัดใจ ไม่ปล่อยให้จิตใจจมจ่อมอยู่กับความโศกเศร้า เมื่อคิดได้ดังนั้นอาการป่วยของหญิงสาวจึงค่อยๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติในที่สุด

เมื่อใดที่เราปล่อยใจให้จมอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเป็นเวลานาน ในที่สุดอารมณ์มักจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา ยิ่งในสมัยปัจจุบันมีสิ่งกระทบเข้าสู่จิตใจของเราได้ง่าย สิ่งที่จะป้องกันได้คือคำว่า “สติรู้” คำเดียว

 

โรคพิษสุนัขบ้า ในสัตว์เลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/477725

โรคพิษสุนัขบ้า ในสัตว์เลี้ยง

โดย…นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค ผอ.โรงพยาบาลสัตว์ ด็อก & แคท เฮลท์ เซนเตอร์ ระยอง

เนื่องจากในระยะนี้ พบการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอยู่บ่อยๆ โดยพบการระบาดในสุนัขมากเป็นอันดับ 1 ส่วนสัตว์อื่นๆ เท่าที่มีรายงาน การพบโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่ แมว โค และช้าง ถึงแม้บ้านเราจะกำหนดให้สัตว์เลี้ยงทุกตัวที่มีเจ้าของต้องพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนกับสัตวแพทย์ ตาม พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่ายังพบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเสมอมา โดยเฉพาะในกลุ่มสุนัขและแมวที่มีเจ้าของจะพบโรคนี้มากกว่า สุนัขที่ไม่มีเจ้าของเสียอีก ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าเป็นเพราะเหตุใด คงต้องมีการศึกษากันต่อไป

แต่วันนี้หมอจะมาแชร์ข้อมูลของโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อให้ทุกท่านได้ช่วยกันดูแลหากพบว่าสัตว์เลี้ยงของเรา หรือที่เราพบมีอาการของโรคจะได้ช่วยกันดูแลครับ

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ หรือโรคหมาว้อ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า ไม่ได้เกิดจากอากาศร้อนอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจนะครับ ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั้งปี แต่ที่พบการระบาดมากในช่วงหน้าร้อน เนื่องจากว่าเป็นช่วงปิดเทอมเด็กๆ ออกมาวิ่งเล่น และอีกสาเหตุคือ สุนัขจะผสมพันธุ์กันมากในเดือน พ.ย.-ธ.ค. เนื่องจากเป็นฤดูผสมพันธุ์ และตั้งท้องประมาณ 58-63 วัน ก็จะคลอดลูก ประมาณราวเดือน มี.ค.-เม.ย.

ในฤดูผสมพันธุ์สุนัขจะกัดกันมากกว่าฤดูอื่นจึงมีโอกาสได้รับเชื้อ เมื่อเข้าฤดูร้อนครบระยะฟักตัวพอดี จะแสดงอาการและแพร่เชื้อในน้ำลาย จึงเห็นได้ว่าลูกสุนัขจะมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่าสุนัขโต และแม่สุนัขเองก็จะหวงลูกและกัดคนมากขึ้น

โรคนี้เกิดได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammal) ทุกชนิด เช่น สุนัข แมว กระต่าย ชูการ์ไกรเดอร์ หนู กระรอก ค้างคาว โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ช้าง ม้า เป็นต้น แต่ที่พบโรคพิษสุนัขบ้าเป็นหลักในบ้านเรา ได้แก่ สุนัขและแมว เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงกันมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ นั่นเอง

การติดต่อของโรคนี้ ช่องทางหลักๆ คือการสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคนี้ เนื่องจากเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจะขับออกมาทางน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคนี้ หากเราโดนกัด เชื้อที่อยู่ในน้ำลายจะเข้าทางบาดแผลที่กัดนั่นเอง แต่ถ้าสัตว์ที่เป็นโรคนี้มาเลียเรา แล้วเรามีบาดแผลพอดี ก็จะติดเชื้อได้ แต่ถ้าไม่มีบาดแผลหรือรอยถลอก โอกาสติดเชื้อก็น้อยลงนะครับ แต่มีข้อระวังคือ เชื้อไวรัสจะถูกขับออกมาทางน้ำลายได้ตั้งแต่ 1-7 วัน ก่อนที่สัตว์จะแสดงอาการป่วยเสียอีก ทำให้เราไม่ทราบว่าสัตว์ตัวนั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้าและมีโอกาสติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดไม่ควรไปสัมผัสกับน้ำลายของสัตว์แปลกหน้าที่เราไม่ทราบประวัติจะดีที่สุดครับ

โรคนี้มีระยะฟักตัวหลังจากถูกกัดประมาณ 3-8 สัปดาห์ ไม่เกิน 6 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่โดนกัด เพราะเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าจะเดินทางไปตามเส้นประสาท และเมื่อไปถึงสมอง ผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยจะแสดงอาการทางระบบประสาท นั่นหมายความว่าหากโดนกัดบริเวณปลายเท้าจะมีระยะฟักตัวนานกว่าโดนกัดบริเวณหน้า และหลังจากที่สัตว์เริ่มแสดงอาการ จะตายภายใน 10 วัน ซึ่งอาการจะมีทั้งแบบดุร้าย และแบบซึม

อาการของสัตว์ที่ติดเชื้อจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรก สุนัขจะมีอารมณ์และนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยร่าเริง ขี้เล่น จะเปลี่ยนเป็นซึม ไม่ร่าเริง ดูหงอยๆ สุนัขที่เคยตื่นกลัว ไม่เคยคลุกคลีกับเจ้าของจะเข้ามาหาหรืออยากจะคลุกคลีด้วย ระยะนี้สุนัขอาจจะมีไข้เล็กน้อย ม่านตาจะขยายโตกว่าปกติ และเริ่มมีการตอบสนองต่อแสงลดลง สุนัขจะแสดงอาการระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน ก่อนจะเข้าสู่ระยะตื่นเต้น

อาการระยะตื่นเต้น ระยะนี้สุนัขจะเริ่มมีอาการทางประสาท เช่น กระวนกระวาย ตื่นเต้น หงุดหงิด ไม่อยู่นิ่ง กัดแทะสิ่งของไม่เลือก ที่สำคัญ เมื่อดูที่ม่านตาจะพบว่ารูม่านตาจะขยายกว้าง เริ่มออกวิ่งโดยไร้จุดหมาย แสดงอาการดุร้าย ถ้ากักขังจะกัดกรงอย่างรุนแรงจนเลือดกบปาก หรือฟันหัก โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด เสียงเห่าหอนจะผิดไป เนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง สังเกตบริเวณลิ้นจะพบ
สีแดง ลิ้นห้อย คางห้อยตก นํ้าลายไหล ขย้อนอาหารคล้ายมีอะไรติดอยู่ในลําคอ กลืนน้ำและอาหารไม่ได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า โรคกลัวน้ำ สาเหตุเพราะเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนและการกิน โดยสุนัขจะแสดงอาการระยะนี้ประมาณ 1-7 วัน ก่อนเข้าสู่ระยะอัมพาต

อาการระยะอัมพาตจะสั้นมาก จะมีอาการขาอ่อนเปลี้ย โดยเฉพาะขาหลัง เนื่องจากความสัมพันธ์ในการทำงานของกล้ามเนื้อเปลี่ยนไป สุนัขจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ เกิดเป็นอัมพาตขึ้นทั่วตัวอย่างรวดเร็วแล้วตาย

โดยทั่วไปพบว่าสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ จะแสดงอาการในระยะตื่นเต้นให้เห็นเด่นชัด หรือเรียกว่าเป็นบ้าแบบดุร้ายมากกว่าแสดงอาการในระยะอัมพาต หรือบ้าแบบซึม

การป้องกัน ในสัตว์เลี้ยงป้องกันโดยพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนกับสัตวแพทย์เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอายุครบ 3 เดือน และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่อมีอายุครบ 6 เดือน หลังจากนั้นฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี อย่าให้ขาดนะครับ

การรักษา ในสัตว์เลี้ยงหรือคนที่ติดเชื้อและป่วยด้วยโรคนี้จะไม่มีทางรักษา เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัส

ดังนั้น หากท่านมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ ควรพาสัตว์เลี้ยงของท่านไปพบสัตวแพทย์ เพื่อปรึกษาในเรื่องของการเลี้ยงดู การป้องกันโรคต่างๆ ซึ่งสัตวแพทย์จะให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะนอกจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ แล้ว ในเรื่องของการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องดูแลอีกมากมาย