เคล็ดลับ ปรับสุขภาพกาย-ใจให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2560 เวลา 21:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484409

เคล็ดลับ ปรับสุขภาพกาย-ใจให้แข็งแรง

โดย…ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

เทรนด์การดูแลสุขภาพยังคงมาแรง จะเห็นได้จากการที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งหลักการพื้นฐานโดยทั่วไปก็คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ และดูแลจิตใจให้แจ่มใส แต่การจะมีสุขภาพที่ดีได้ก็ต้องเริ่มจากการจัดระเบียบชีวิตอย่างมีระบบด้วยเช่นกัน เราจึงนำเคล็ดลับที่ช่วยปรับสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงมาฝากคุณผู้อ่าน

ดื่มน้ำหลังตื่นนอนตอนเช้า

ก่อนเข้านอนให้วางขวดน้ำดื่มสะอาดไว้ใกล้ๆ เตียง เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาจะได้พร้อมดื่มทันที ซึ่งการดื่มน้ำตอนเช้านี้จะช่วยเติมของเหลวให้กับร่างกาย ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยสร้างความสดชื่นแจ่มใส แถมยังกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้ดีอีกด้วย

จิบน้ำแร่ธรรมชาติระหว่างออกกำลังกาย

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการออกกำลังกายก็คือน้ำ เพราะระหว่างออกกำลังอยู่นั้นอุณหภูมิร่างกายเราจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าร่างกายระบายน้ำได้ไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำได้ แต่น้ำแร่จะช่วยลดปัญหานี้และเติมความสดชื่นให้ร่างกายได้

ตั้งเวลาเตือนให้ดื่มน้ำบ่อยๆ

ในระหว่างวันควรดื่มน้ำทุกครึ่งหรือ 1 ชั่วโมง โดยดื่มน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และควรกระจายมื้ออาหารในแต่ละวันให้ได้ประมาณ 5-6 มื้อ อาจแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2-3 มื้อ เว้นช่วงเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อคืนความสดชื่นให้ร่างกายระหว่างวัน หรือจะลองใส่ผลไม้ที่คุณชอบลงไปในน้ำเย็นๆ แล้วแช่ทิ้งไว้ กลิ่นหอมๆ ของผลไม้จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้น

211 รหัสลับประจำมื้อ

211 หมายถึง “ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง” ซึ่งเป็นรหัส (ไม่) ลับที่กรมอนามัยได้กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นสูตรให้คนไทยกินผักมากขึ้น นั่นคือ ใน 1 มื้อ ควรมีผักหลากสี 50% (2 ส่วน) เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 25%
(1 ส่วน) และข้าวหรือแป้ง 25% (1 ส่วน) ตามด้วยการดื่มน้ำสะอาดหลังอาหารจานหลักพอประมาณ ก็จะช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารได้ดี

ปรับอารมณ์ให้มีความสุข

ยิ่งอารมณ์บูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เรากินมากและกินไวกว่าปกติ และมักจะเลือกอาหารที่มีรสชาติหวานหรือมัน เพื่อทดแทนความผิดหวังที่เกิดขึ้น ดังนั้นควรดูแลอารมณ์ของตัวเองให้ดีและมีความสุขอยู่เสมอจะดีที่สุด

เพิ่มความกระฉับกระเฉงตลอดวัน

การทำตัวให้แอ็กทีฟอยู่เสมอจะช่วยเพิ่มความรู้สึกอยากออกกำลังกายมากขึ้น อย่างเวลาทำงานก็อย่านั่งติดโต๊ะนานเกินไป ขยับเดินไปที่ไหนเสียบ้าง ลองสร้างนิสัยเดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศ ลองเปลี่ยนจากเติมน้ำใส่ขวดบนโต๊ะทำงานเป็นเติมน้ำในแก้วแทน เพื่อที่เวลาน้ำหมดก็จะเป็นการบังคับกลายๆ ให้เราลุกขึ้นจากโต๊ะไปเติมน้ำทุก 30 นาที หรือระหว่างนั่งดูทีวีก็อาจจะเพิ่มกิจกรรมกวาดบ้าน จัดเก็บบ้าน รีดผ้า ก็จะช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงสู่ร่างกายได้อย่างง่ายๆ

ฟิตร่างกายได้ทุกวัน

เพียงตื่นเร็วขึ้น 15 นาที เพื่อออกกำลังกายในห้องนอนง่ายๆ ด้วยการยืด เหยียด หรือเต้นแอโรบิกตามจังหวะเสียงเพลงมันๆ แค่นี้ก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระฉับกระเฉง พร้อมรับวันใหม่ได้อย่างเต็มที่

คิดบวกเพิ่มพลัง

มาเติมพลังความคิดบวกกันเถอะ เพราะคนที่คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี ย่อมมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเสมอ โดยคิดว่าการเปลี่ยนตัวเองเป็นโอกาสที่คุณจะได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ และอาจได้ค้นพบสิ่งที่ดีกว่าซึ่งรอคุณอยู่ข้างหน้าก็ได้

บริหารเวลาอย่างฉลาด

การรู้จักจัดสรรเวลาเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ลองเริ่มแบ่งเวลาตามกฎ 80 : 20 โดยแบ่งเวลาให้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต 20% และอีก 80% ให้เวลากับสิ่งสำคัญที่รองๆ ลงไป แล้วจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการบริหารเวลาชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ฝึกหายใจล้างพิษ

คนที่มีความเครียดสูงมักหายใจเร็วและสั้น คือมีการขยับของทรวงอกมากกว่าช่องท้อง วิธีฝึกหายใจแบบล้างพิษจะช่วยขับไล่ของเสียในเลือด ช่วยขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้มาก และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ วิธีการฝึกทำได้ทั้งในท่านั่งหรือท่ายืน และควรทำในที่ที่มีอากาศถ่ายเทดี เริ่มจากหายใจเข้าให้ท้องพอง ทรวงอกยกขึ้นจนเต็มที่ กลั้นลมหายใจไว้ 2-3 วินาที ต่อด้วยค่อยๆ ระบายลมหายใจออกมาผ่านไรฟันและริมฝีปากให้เกิดเสียง “ซี” จนรู้สึกว่าปอดและท้องแฟบ ให้ปฏิบัติเช่นนี้วันละ 5 นาที ความเครียดก็จะลดลง

 

โรคหืด โรคใกล้ตัวที่ควรรู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 21:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/483785

โรคหืด โรคใกล้ตัวที่ควรรู้จัก

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้มีผู้ที่รู้จักหลายท่านได้สอบถามผมเรื่องโรคหืด (ในฐานะที่ผมเป็นอายุรแพทย์โรคปอด) ว่าโรคหืดรักษาได้มั้ย รุนแรงขนาดถึงขั้นเสียชีวิตเลยหรือไม่ จริงๆ แล้วโรคหืดเป็นโรคทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเราเท่าไรนัก เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคเรื้อรังทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่พบได้บ่อย ในประเทศไทยพบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคหืดในประชากรไทยประมาณ 10% โรคหืดเป็นโรคที่พบได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยแต่ส่วนมากมักมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้ป่วยอาจมีอาการแตกต่างกันมากตั้งแต่แค่มีอาการไอเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงจนไม่สามารถหายใจได้เองและเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง การเข้าใจโรคและแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสมจะจึงมีความสำคัญมาก

โรคหืดเกิดจากอะไร

โรคหืดเป็นโรคที่เกิดมีการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) ในทางเดินหายใจส่วนล่างหรือหลอดลม การอักเสบที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรคนะครับ แต่เป็นการที่มีเซลล์อักเสบเข้ามาอยู่ในเยื่อบุหลอดลมเนื่องจากได้รับการกระตุ้นบางอย่าง เช่น ภาวะภูมิแพ้การอักเสบเรื้อรังดังกล่าวจะทำให้เกิดการตีบของทางเดินหายใจและอากาศจะผ่านเข้าออกจากปอดได้น้อยลง อาการผู้ป่วยโรคหืดจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการตีบของทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีอาการไอ หอบเหนื่อยมีเสมหะมาก ได้ยินเสียงวี้ดในปอด โดยอาการจะเป็นช่วงๆ และในช่วงที่ไม่มีอาการก็จะเหมือนคนปกติ อาการของผู้ป่วยมักเกิดขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น สัตว์เลี้ยง หรือในภาวะบางภาวะ เช่น การติดเชื้อหวัด อุณหภูมิหรือความชื้นของอากาศเปลี่ยน ภายหลังการออกกำลังกาย ภาวะเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้หลอดลมตีบได้

โรคหืดรักษาอย่างไร

การรักษาโรคหืดจะมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ

1.ให้ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ไอหรือหอบเหนื่อย

2.ให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ

3.ไม่มีภาวะหลอดลมตีบเฉียบพลัน

4.มีสมรรถภาพของปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เราพบว่าผู้ป่วยหืดส่วนใหญ่ที่ได้รับยาอย่างเหมาะสมจะสามารถควบคุมอาการจนเป็นเหมือนคนปกติได้ แต่ต้องขอเน้นนะครับว่าการรักษาโรคหืดจะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการรักษาไม่ทำให้ผู้ป่วยหายขาดนะครับ แต่ควบคุมอาการของโรคได้ (คล้ายๆ กับการทานยาควบคุมความดันโลหิตครับ)

แนวทางในการรักษาโรคหืดที่สำคัญจะประกอบด้วย

1.ยืนยันการวินิจฉัย เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องภายหลังการวินิจฉัยและอาการของโรคหืด เช่น หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง ก็เป็นอาการที่ไม่จำเพาะสำหรับโรคหืด แต่สามารถพบได้ในโรคอื่นๆ หลายๆ โรค ดังนั้น การวินิจฉัยโรคหืดจึงมีความสำคัญมากว่าได้รับการวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแน่นอนตั้งแต่แรก

2.การประเมินความรุนแรงของโรค โดยดูจากอาการของผู้ป่วยว่ามีอาการหอบบ่อยแต่ไหน ต้องใช้ยามากแค่ไหนในการควบคุมอาการ และตรวจสมรรถภาพปอดเพื่อประเมินระดับความสามารถของปอด

3.การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก สารที่กระตุ้นให้มีอาการมากขึ้น ได้แก่ ควันบุหรี่ มลภาวะ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ สารก่อภูมิแพ้ที่สามารถพบได้บ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น แมว สุนัข แมลงสาบ

4.การใช้ยา เมื่อผู้ป่วยมีอาการระดับหนึ่ง แพทย์จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการโรคหืด หลักการใช้ยาที่สำคัญในการรักษาโรคหืด คือ

-การใช้ยาแบบพ่นหรือสูดจะดีกว่าการรับประทานยา

-การใช้ยาจะต้องใช้อย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

-มีการปรับลดและเพิ่มยาตามอาการของผู้ป่วย

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดจะประกอบด้วยยา 2 กลุ่มคือ

1.ยาที่ใช้ป้องกันหืด เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในหลอดลม ยาหลักที่ใช้กันมาก ได้แก่ ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น ยากลุ่มนี้คือต้องใช้ต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อควบคุมและป้องกันการเกิดอาการ ห้ามหยุดยาเอง ต้องให้แพทย์นำว่าควรจะหยุดยาเมื่อไร

2.ยาที่ใช้รักษาหลอดลมตีบ ได้แก่ ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้จะใช้เป็นครั้งคราวในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยหรือมีอาการกำเริบเท่านั้น

จะเห็นว่าโรคหืดเป็นโรคทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่การรักษาที่เหมาะสมจะสามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างมาก เรียกว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยครับ ดังนั้น ถ้าท่านมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหืดควรปรึกษาแพทย์ครับ ส่วนท่านที่เป็นโรคหืดอยู่แล้วต้องพยายามใช้ยาให้ถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำครับ

 

ผลวิจัยชี้กินผักผลไม้10ส่วนต่อวันอายุยืนห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482835

ผลวิจัยชี้กินผักผลไม้10ส่วนต่อวันอายุยืนห่างไกลโรค

โดย…www.m2fnews.com

เป็นที่ทราบกันดีว่า การบริโภคผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ แต่ผลการศึกษาล่าสุดโดยราชวิทยาลัยลอนดอนของอังกฤษยังพบข้อมูลด้วยว่า การรับประทานอาหารกลุ่มพืช 10 ส่วนต่อวัน ยังช่วยให้ผู้คนอายุยืนขึ้นด้วย

ผลการค้นคว้าซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านระบาดวิทยานานาชาติ มาจากการศึกษาพฤติกรรมการกินของผู้คนกว่า 2 ล้านคน จากผลการศึกษา 95 ฉบับ ซึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวัน เสี่ยงต่อโรคหัวใจ มะเร็งและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้ที่ไม่แตะต้องผักและผลไม้เลย

นอกจากนี้ ปริมาณการรับประทานยังมีผลต่อระดับความเสี่ยงด้วย เมื่อเทียบกับคนที่ไม่รับประทานผักหรือผลไม้ คนที่รับประทานอาหารกลุ่มผักและผลไม้ 200 ก. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ 13% ส่วนคนที่ทานมากถึง 800 ก. หรือคิดเป็น 10 ส่วนต่อวัน ความเสี่ยงลดลงสูงถึง 28%

ด้านความเสี่ยงโรคมะเร็ง คนที่รับประทานอาหารกากใยลดความเสี่ยงให้ตัวเอง 4% และมากถึง 13% เมื่อทาน 800 ก.ต่อวัน ขณะที่ภาวะการเสียชีวิตก่อนวัย ผู้ที่ทานผักและผลไม้ 200 ก. จะเสี่ยงน้อยกว่า 15% ขณะที่ 800 ก. จะห่างไกลไปอีก 31%

ประเภทของผักยังมีส่วนในการลดความเสี่ยงของโรคร้ายด้วย เช่น ผักใบเขียวอย่างผักโขม ผักสีเหลืองอย่างพริกหยวก หรือผักตระกูลกะหล่ำ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ถ้าต้องการป้องกันโรคหัวใจ ควรทานแอปเปิล แพร์ ผลไม้รสเปรี้ยว สลัดผัก ผักใบเขียว หรือผักกะหล่ำเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ปริมาณ 10 ส่วน หรือ 800 ก.ต่อวัน เทียบเท่ากล้วยใบเล็ก 10 ลูก หรือผักชามโตชามหนึ่ง ซึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับมุมมองหรือลักษณะการกินของผู้บริโภคเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไป องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนหรือ 400 ก.ต่อวันอยู่แล้ว แต่ผลการศึกษาเรื่องนี้ต้องการบ่งชี้เพิ่มเติมว่า ผู้คนจะยิ่งมีสุขภาพดี ห่างไกลจากความเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากขึ้น หากปรับเพิ่มปริมาณรับประทาน

 

โรครองช้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482675

โรครองช้ำ

โดย…แพทย์จีน สมชาย จิรพินิจวงศ์ แผนกฝังเข็ม คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

โรครองช้ำ เป็นชื่อที่ประชาชนทั่วไปรู้จักว่าจะมีอาการเจ็บบริเวณส้นเท้า โดยเฉพาะเวลาที่ตื่นนอนลงจากเตียงตอนเช้า หรือนั่ง หรือยืนนานๆ เดินนานๆ จะเจ็บจนต้องพัก ชื่อเป็นทางการ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) สาเหตุส่วนมากเกิดจาก

1.น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อต้องยืน เดิน มากๆ จึงอักเสบ

2.อิริยาบถที่ยืน เดินนานๆ เช่น คนที่เป็นยาม หรือคนขายของตามหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า

3.เลือกใส่รองเท้าไม่เหมาะสม แข็งเกินไป บีบรัดเกินไปไม่พอดีเท้า

4.โครงสร้างร่างกายตั้งแต่ช่วงหลังเอวลงไป หรือเฉพาะที่ใต้เท้า เช่น เป็นเท้าแบน อุ้งเท้าโก่งมากเกินไป เป็นต้น

ในทางแพทย์จีน กล่าวไว้น่าสนใจว่า เมื่อคนอายุย่างสู่ 40 พลังอินในร่างกายจะลดทอนครึ่งหนึ่ง อินในที่นี้เป็นสารที่จะหล่อเลี้ยงเอ็น กระดูก ทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะตับไต เป็นสองอวัยวะที่จะเกี่ยวข้องมากที่สุด เพราะไตจะกำกับเกี่ยวข้องกับกระดูก ตับจะกำกับเกี่ยวข้องกับเอ็น ดังนั้นอาการปวดรองช้ำจึงมักจะเกิดจากอินของตับและไตไปหล่อเลี้ยงเอ็นกระดูกไม่เพียงพอ เอ็นจึงขาดความยืดหยุ่น กระดูกจึงเปราะบางและความแข็งแรงลดลง

อาการจะเจ็บเหมือนมีอะไรทิ่มตำบริเวณส้นเท้า หรืออาจจะปวดรวมๆ ทั้งฝ่าเท้า อาการปวดจะหนักเบาเป็นระยะขึ้นกับการพักผ่อน หรืออิริยาบถท่านั้นนานๆ เช่น ยืน เดิน ในการแพทย์จีนอธิบายว่าอาการเจ็บมากในช่วงตื่น หรือจากการนั่งพักนานๆ พอลงน้ำหนักจะเจ็บปวด ในขณะที่คนนอนพัก นั่งนาน การไหลเวียนจะเชื่องช้าลง ชี่และเลือด (อิน) จะไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ลดลง เมื่อการหล่อเลี้ยงไม่พอ ก็จะปวด หรือในคนที่สุขภาพอ่อนแอ (พลังไตอ่อนแอ) การไหลเวียนของชี่ลดลง เลือดจะคั่ง จึงทำให้ปวด

การรักษา : 1.ฝังเข็ม 2.แช่เท้าด้วยยา 3.รับประทานยา

การฝังเข็ม

จะฝังบริเวณจุดใกล้ๆ กับส้นเท้า หรือใต้ตาตุ่ม เพื่อเพิ่มการไหลเวียนควบคู่กับใช้จุดบำรุงเอ็น กระดูก

การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพรจีน

ตัวยาที่ใช้มักจะมีสรรพคุณเพิ่มการไหลเวียนและบำรุงเอ็น กระดูก เช่นเดียวกัน กับยาที่แช่จะอุ่นๆ จึงทำให้การไหลเวียนดีมากขึ้น

รับประทานยา

กรณีนี้มักจะเหมาะกับคนที่สุขภาพอ่อนแอ สูงอายุ หรือเป็นมานานเรื้อรัง ยาที่จะใช้มีสรรพคุณบำรุงเอ็น กระดูก แล้วจะมียาสลายเลือดคั่งด้วย

การดูแลและป้องกัน

1.ควบคุมน้ำหนัก

2.เปลี่ยนอิริยาบถและพักเป็นเวลา

3.เลือกรองเท้าให้เหมาะสม

4.กรณีที่โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น เท้าแบนก็ต้องใส่ Support หนุนอุ้งเท้า ซึ่งต้องพบแพทย์กระดูกเฉพาะทาง ควบคู่กับการรักษาแบบแผนจีน ซึ่งจะเน้นรักษาสร้างเสริมให้ร่างกายสมดุล คือ ให้เอ็นและกระดูกแข็งแรง ด้วยการบำรุงตับและไต

 

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482674

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสัตว์เลื้อยคลาน ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ขาหนีบและเอ็นร้อยหวาย ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสำหรับการฝึกอาสนะที่เน้นการเปิดสะโพกที่ลึกขึ้น

ในเวอร์ชั่นนี้ครูได้มีการออกแบบให้ตะแคงเท้า เพื่อเปิดองศาหัวเข่ามากขึ้น จะส่งผลโดยตรงไปที่ข้อเท้าและข้อสะโพกมากกว่าเดิม จึงช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ข้อเท้าได้อย่างดี

ในขณะฝึกต้องค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องผลักดันตัวเองมาก กระจายน้ำหนักให้ถูกต้องไม่โถมตัวลงลึกมากเกินไป โดยรักษาความตื่นตัวขณะค้างท่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่าหรือสะโพก ควรงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นจากท่า The Lunge Pose โดยขาขวาอยู่หน้า ขาซ้ายอยู่หลัง เพื่อเตรียม

 

2.ส่งมือขวามาอยู่ด้านในขา ยกข้อมือขึ้นกดโคนนิ้วมือและปลายนิ้วมือลง เพื่อที่น้ำหนักจะได้ไม่โถมลงข้อมือ ยืดแขนและไหล่ให้สบายก่อน ขยับฝ่าเท้าขวาออกไปด้านข้างเล็กน้อย วางเข่าซ้ายลงด้านหลังเบาๆ หายใจเข้าออกสักครู่

 

3.ตะแคงฝ่าเท้าขวา โดยกระจายน้ำหนัก เปิดหัวเข่าและสะโพกออกตามกำลัง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจตามธรรมชาติ

 

4.หายใจออกวางท่อนแขนทั้งสองข้างลงที่พื้น หงายฝ่ามือ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออก

 

5.ยืดหลังส่วนบนและยืดแขนทั้งสองข้าง ทแยงมุมออกไปที่มุมเสื่อฝั่งซ้าย วางหน้าผากลงพื้น หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 10 วินาที ตามกำลัง

 

6.คลายขาหน้าด้วยการทำท่าครึ่งลิง แล้วทำสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481675

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในช่วงอาทิตย์นี้ สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น คงไม่พลาดข่าวที่ได้รับความสนใจในระดับต้นๆ คือปฏิบัติการที่ในบริเวณวัดพระธรรมกาย และคงมีผู้ที่สังเกตเห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่พบอยู่ในบริเวณวัด มีลักษณะคล้าย Capsule ที่คนสามารถเข้าไปนอนได้ และมีการสอบถามมาจากสื่อต่างๆ มากมายว่าอุปกรณ์ดังกล่าวคืออะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ซึ่งอุปกรณ์ที่เห็นนี้ คือ Hyperbaric Oxygen Chamber หรืออุปกรณ์สำหรับรักษาผู้ป่วยด้วยออกซิเจนที่มีความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy, HBOT)

HBOT คืออะไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยปกติในความดันบรรยากาศปกติจะมีออกซิเจนอยู่ในอากาศประมาณ 21% และมีความดันของก๊าซออกซิเจนประมาณ 150 mmHg ในบรรยากาศปกติและเมื่อเราหายใจออกซิเจนเหล่านี้ก็จะมีการดูดซึมที่บริเวณเส้นเลือดในปอดและถูกนำไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย การให้การรักษาด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูงคือการปรับแรงดันบรรยากาศในห้อง (Chamber) ที่มีการสร้างแบบจำเพาะ เพื่อให้มีแรงดันบรรยากาศที่สูงกว่าแรงดันบรรยากาศปกติในระดับน้ำทะเลได้หลายเท่า (โดยปกติ 2-3 เท่า) เมื่อผู้ป่วยเข้าไปอยู่ในห้องปรับความดันที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์ ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับออกซิเจนเข้าไปในร่างกายในระดับที่สูงมากกว่าปกติได้

ผลของการใช้ HBOT

การให้ผู้ป่วยได้รับ HBOT อย่างเหมาะสม พบว่าจะสามารถช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในร่างกายผู้ป่วยได้  ในผู้ป่วยที่มีฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด HBOT จะช่วยลดขนาดของก๊าซที่อุดตันเส้นเลือด มีฤทธิ์ต้านการติดเชื้อและอาจช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ได้ ปัจจุบันพบว่าสามารถประยุกต์ใช้ HBOT เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ภาวะที่ผู้ป่วยเกิด Decompression Sickness จากการดำน้ำ (โรคน้ำหนีบ) โดยพบในผู้ป่วยที่ไปดำน้ำแล้วขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการภายหลังขึ้นจากน้ำ โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว หรือรุนแรงขนาดหมดสติ อ่อนแรง ตามร่างกายได้ ภาวะที่มีก๊าซอุดตันในกระแสเลือด ภาวะที่มีแผลเรื้อรังที่บริเวณแขน ขา จากการที่ขาดเลือดไปเลี้ยง หรือในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเรื้อรัง โดยการใช้ HBOT อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ไปเลี้ยงบริเวณเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดได้ นอกจากนี้ ยังมีการพยายามใช้ HBOT ในการรักษาเพื่อหวังผลด้านการชะลอวัย (Anti Aging) หรือเสริมความงาม เช่น ลดรอยย่นของผิวหนัง ต้านฤทธิ์ของรังสี UV และมีการนำมาใช้ในข้อบ่งชี้อื่นๆ อีกมากมาย แม้ว่าโดยทางทฤษฎีอาจดูน่าสนใจ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า HBOT สามารถทำให้เกิดผลดีในภาวะอื่นๆ ดังกล่าวได้ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานได้

แนวทางการรักษาด้วย HBOT

การรักษาด้วย HBOT จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และบุคลากรผู้มีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ในสถานพยาบาลที่มีความชำนาญเฉพาะ ปกติ Chamber ที่ใช้จะมีทั้งขนาดที่สามารถเข้าไปใช้ได้ทีละคน หรือแบบห้องใหญ่ที่สามารถเข้าไปได้พร้อมกันหลายคน หรือให้รถเข็นเข้าไปได้ การรักษาด้วย HBOT ผู้ป่วยมักเข้าไปรับการรักษาเป็นเวลาสั้นๆ 1-2 ชั่วโมง ภายใต้แรงดัน 2-3 เท่าบรรยากาศ ภายใต้การเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ผลข้างเคียงที่เกิดจาก HBOT สามารถพบได้ เช่น ความดันบรรยากาศที่สูง อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อหรือลมรั่วในปอดได้ การได้รับออกซิเจนในระดับสูงอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแน่นหน้าอก แสบร้อนบริเวณหน้าอก หรือในผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักได้ แต่พบได้น้อยมาก

กล่าวโดยสรุป การรักษาด้วย HBOT สามารถทำให้ผลการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในบางภาวะดีขึ้น และจัดเป็นการรักษามาตรฐานที่ต้องได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังมีการพยายามนำ HBOT มาใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ อีกมากมาย แต่ยังคงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมว่าจะมีประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในวงการเสริมความงามหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย

 

อาการท้องเสีย จากการแพ้กลูเตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481540

อาการท้องเสีย จากการแพ้กลูเตน

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภทเบเกอรี่อาทิ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ตซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้ จะมีโปรตีนที่เรียกว่ากลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติและอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (Microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามินได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกรธง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอคบางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆ ในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

ณิศรา ตีระวัฒนพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ หรือ N Health เปิดเผยว่า การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้อง และตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอคจะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆ ของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่ามีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตนก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอคจำนวนมากมีอาการแพ้นม เนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

 

การฝึกโยคะท่ากระดาน ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481539

การฝึกโยคะท่ากระดาน ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกท่ากระดาน เป็นโอกาสที่จะได้ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า วันนี้มาต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ในเวอร์ชั่น A ด้วยการยกขาลอย ขึ้น 1 ข้าง การเขย่งส้นเท้าลอย ขณะยกขาขึ้น ต้องใช้การทรงตัวและกำลังของกล้ามเนื้อหลายมัด โดยเฉพาะความแข็งแรงของน่อง และเพื่อที่จะให้หน้าอกและหัวไหล่ได้เปิดออกอย่างเต็มที่

ควรผ่อนคลายร่างกายส่วนบนก่อน ให้ฝึกในเวอร์ชั่น A แล้วค่อยต่อในเวอร์ชั่น B โฟกัสและยืดมัดกล้ามเนื้อเซอร์ราตัส แอนทีเรียร์(Serratus Anterior) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยดึงกระดูกสะบัก และมีจุดเกาะปลายที่กระดูกซี่โครง รวมทั้งกลุ่มกล้ามเนื้ออก กล้ามเนื้อเพคทอราลิส (Pectoralis) ให้รู้สึกดิ่งลึกและจมลงไปกับท่าอาสนะ

วิธีปฎิบัติ

1. เริ่มต้นจากท่ากระดาน ยกก้นและลำตัวลอยขึ้นจากพื้น ดันกระดูกสะบักขึ้น หน้าอกเปิดออกหายใจเข้าออกสักครู่ (รูป 1)

(รูป 1)

 

2. เขย่งส้นเท้าทั้งสองข้างลอยขึ้นจากพื้น ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที (รูป 2)

(รูป 2)

3. หย่อนก้นลงเล็กน้อยแล้วยกขาซ้ายลอยขึ้น ยืดขาให้สุดปลายเท้าชี้สู่เบื้องบน ค้างท่าประมาณ 10 วินาทีหายใจเข้าออก จากนั้นวางส้นเท้าทั้งสองข้างลง แล้วค่อยๆ ลดก้นลงเพื่อคลายจากท่า ผ่อนคลายข้อมือหมุนข้อมือเบาๆ แล้วเริ่มฝึกใหม่ด้วยการยกสลับขา  (รูป 3)

(รูป 3)

 

“มะเร็ง”ไม่น่ากลัว เพราะป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 00:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481275

"มะเร็ง"ไม่น่ากลัว เพราะป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

เรียบเรียงโดย วารุณี อินวันนา

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลขาธิการมูลนิธิสายธารแห่งความหวังและที่ปรึกษา ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย กล่าวว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก  ทั้งโลกได้ตกลงร่วมกันรณรงค์เพื่อลดการตายจากมะเร็งและโรคไม่ติดต่อลง 25% ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) คืออีก 9 ปีข้างหน้า

สำหรับ ยุคนี้ มะเร็งมิได้เป็นเรื่องน่ากลัวอีกต่อไป มะเร็งอาจรักษาหายขาดได้ เราสามารถป้องกันมะเร็งบางอย่างได้ และถ้าใครเป็นมะเร็งในสมัยนี้ ก็ไม่ต้องผจญกับมะเร็งอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ถึงเป็นมะเร็งที่รักษายาก ก็มีทางเลือกดี ๆ เสมอ ถึงแม้จะจากไปด้วยโรคมะเร็งก็ไม่ทุกข์ทรมานเช่นแต่ก่อน เพราะเรามีเพื่อนร่วมทางจนถึงที่หมายสุดท้าย

แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับแจ้งจากหมอว่าป่วยด้วยโรคมะเร็ง เหมือนกับการถูกพิพากษาประหารชีวิตเลยทีเดียว การดิ้นรถเพื่อเอาชีวิตรอดจึงเกิดขึ้นตามมา และเป็นโรคที่สร้างความน่าสะพึงกลัว  เพราะสมัยนี้คนอายุมาก อายุน้อย หรือเด็ก ก็เป็นมะเร็งได้
มะเร็งอาจรักษาหายขาดได้

เดี๋ยวนี้คนเป็นมะเร็งไม่ได้ตายแน่เสียทุกคน  มะเร็งบางชนิดอาจรักษาหายขาดได้ เช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก มะเร็งเต้านม เป็นต้น มะเร็งหลายชนิด ถ้าตรวจพบในระยะแรกมีโอกาสรักษาหายขาด แต่จะตรวจพบก็ต่อเมื่อตั้งใจไปตรวจกรองหามะเร็ง เท่านั้น ถ้าจะรอให้มีอาการแล้วค่อยไปตรวจ ก็จะพบเมื่อเป็นก้อนใหญ่ หรือลุกลามไปอวัยวะอื่นๆ แล้ว ที่เราเรียกกันว่าระยะท้ายแล้วเกือบทั้งสิ้น

มะเร็งที่ตรวจกรองได้ คือมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่  สตรีทุกคนแม้ยังมีสุขภาพดี ตรวจภายในเพื่อหามะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปี ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป พึงเรียนรู้วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง หรือรับการตรวจเอกซเรย์แมมโมแกรม ทุก 2 ปี ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ชายทุกคนแม้ยังมีสุขภาพดี ควรรับการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องทางทวารหนักทุก 5 ปีตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป มะเร็งสามอย่างนี้ หากตรวจพบมะเร็งในระยะแรกอาจรักษาหายขาดโดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ร่วมกับการรักษาที่แพทย์แนะนำ

ไลฟ์สไตล์ ดึงดูดมะเร็ง

ศ.นพ.อิศรางค์  กล่าวว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมในเซลล์ที่สะสมซ้อนกัน มะเร็งจึงเป็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น การใช้ชีวิตบางอย่างทำให้เป็นมะเร็งเร็วขึ้น ประกอบด้วย

บุหรี่ เร่งการเป็นมะเร็งปอดให้มากขึ้นและเร็วขึ้น 200 เท่า บุหรี่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งช่องปาก และมะเร็งอื่นอีกนับสิบชนิด มะเร็งเหล่านี้เป็นแล้วมักตายเร็ว จึงควรรณรงค์ลดการสูบบุหรี่อย่างจริงจัง

ความอ้วน เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม และมะเร็งอื่น ๆ อีกนับสิบอย่าง เราสามารถเลือกออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็ง และโรคไม่ติดต่ออื่น ๆ คือ ลดความเสี่ยงเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจ ไปในคราวเดียวกัน

ผู้ที่กินเนื้อสัตว์โดยไม่กินผักผลไม้ เสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า ผู้ที่กินแต่ผักผลไม้และงดเนื้อสัตว์

เราสามารถเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ข้อความนี้เป็นจริงเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถป้องกันมะเร็งอื่นได้

มะเร็งที่ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

มะเร็งตับ ประเทศไทยจัดฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้ เด็กทุกคนมาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว คนไทยอายุต่ำกว่า 25 ปีในวันนี้เมื่อโตขึ้นจะไม่เป็นมะเร็งตับ แต่ที่เหลือยังคงเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับในวัยเกษียณอายุ

มะเร็งปากมดลูก สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น ในวันนี้เราอาจจะตัองจ่ายเงินเองเพื่อฉีดลูกหลาน แต่ในอนาคตทุกคนคงจะได้ฉีดวัคซีนนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นวัคซีนอาจไม่ได้ผล ยังคงต้องตรวจภายในเป็นประจำเมื่อถึงอายุอยู่ดี…จึงไม่ควรชะล่าใจ

ยุคนี้คนเป็นมะเร็ง ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป … เรามีเพื่อน

ศ.นพ.อิศรางค์ กล่าวว่า หมอไม่ควรปกปิดความจริงกับคนไข้  ว่า เป็นมะเร็งชนิดใด ระยะใด รักษาได้หรือรักษายาก  ขอให้ตัวคนไข้ได้รับรู้ความจริงและตัดสินใจด้วยตนเอง  และยุคนี้มีเพื่อนร่วมโรคมากมายในเมืองไทย และพวกเขาพร้อมที่จะคุยเป็นเพื่อน ประกอบด้วย

ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย เป็นชมรมของผู้ป่วยมะเร็ง ผู้เคยป่วยเป็นมะเร็ง และกัลยาณมิตรผู้เคยสัมผัสมะเร็งทุกชนิด  มีจิตอาสาที่จะรับฟังสถานการณ์ และพร้อมที่จะตอบคำถาม เพื่อสร้างความมั่นใจที่ในกระบวนการรักษาที่ผู้ป่วยจะเลือกหรือไม่เลือก และร่วมเป็นเพื่อนเดินทางกันต่อไป
ถ้ามะเร็งรักษายาก คนไข้มีทางเลือก

ศ.นพ.อิศรางค์   กล่าวว่า  หากเป็นมะเร็งชนิดที่รักษายาก ระยะลุกลาม ระยะที่สี่ หรือระยะสุดท้าย  สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตเต็มที่โดยอยู่กับมะเร็งอย่างสันติและมีความสุขก็ได้ ผู้ป่วยหลายคนที่เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตมองว่าถ้ารักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แล้วจะใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลทำไม?

คนไข้ สามารถวางแผนชีวิตเพื่อใช้ชีวิตให้เต็มที่ ใช้เวลาที่ยังมีอยู่กับสิ่งที่ทำให้มีความสุข อาจจะเป็นอาหารอร่อย ดนตรี กีฬา ไปเที่ยว สังสรรค์ บางคนใช้เวลานี้วางแผนและทำสิ่งที่ยังค้างอยู่ไม่ได้ทำให้เสร็จสิ้นเสีย บางคนหาโอกาสเยี่ยมเยียนคนสำคัญในชีวิต บางคนเร่งสร้างกุศลหรือปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นทุนสำหรับอนาคต

ยุคนี้ ไม่ต้องกลัวทุกข์ทรมานจากความปวด มีคุณหมอพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลประคับประคอง บำบัดอาการให้หายได้ สามารถเลือกสถานที่สุดท้ายที่จะตายอย่างสงบได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่อื่น ถ้าจะตายที่โรงพยาบาลสามารถขอไม่ให้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ยื้อความตายได้เพิ่มความทุกข์ทรมานก่อนตายก็ได้ โดยการเขียนหนังสือแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุข ไว้ล่วงหน้า

 

นั่งมาก ตายไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481172

นั่งมาก ตายไว

โดย…ราตรีแต่ง

โรคร้ายจะถามหาถ้าคุณนั่งนานเกินไป อาจเริ่มจากโรคอ้วนนำไปสู่โรคหัวใจและโรคเบาหวาน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต พฤติกรรมที่ไม่ขยับตัวจะส่งผลเสียต่อสภาพชีววิทยาของร่างกาย ประเด็นนี้ถูกเผยแพร่ในวารสารเกี่ยวกับระบาดวิทยา American Journal of Epidemiology อ้างอิงถึงผลการวิจัยชิ้นใหม่ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก ที่ได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการนั่งกับโครโมโซม โดยนำเลือดตัวอย่างของผู้หญิงสูงวัยจำนวน 1,500 คน มาศึกษาแบบระยะยาว และโฟกัสไปที่เมโลเมียร์ หรือดีเอ็นเอที่อยู่ปลายสุดของโครโมโซม ทำหน้าที่กำหนดอายุขัยของเซลล์และเป็นตัวกำหนดอายุขัยของคนด้วย

จากการศึกษา พบว่า ผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำและนั่งอยู่กับที่วันละมากกว่า 10 ชม. จะมีเมโลเมียร์สั้นกว่าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และคนที่นั่งเป็นเวลานานจะดูแก่กว่าคนในวัยเดียวกันที่ออกกำลังกายถึง 8 ปี

อย่างไรก็ตาม จำนวนชั่วโมงที่ต้องออกกำลังกายเพื่อรักษาความยาวของเมโลเมียร์ยังไม่สามารถตอบได้อย่างแน่ชัด แต่ที่ทราบแน่นอน คือ ไม่ว่าคุณจะอยู่วัยใดต้องออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อคงความแข็งแรงของเซลล์ไว้และความสาวก็จะตามมาเอง