น้ำผึ้ง หวาน ดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/486308

น้ำผึ้ง หวาน ดีมีประโยชน์

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช, วิศิษฐ์ แถมเงิน

มนุษย์เรานั้นรู้จักลิ้มรสน้ำผึ้งมานานนับหมื่นปีกันมาแล้ว จากหลักฐานภาพวาดบนผนังถ้ำของมนุษย์ยุคเมโซลิกธิกในประเทศสเปน ซึ่งเป็นภาพคนกำลังปีนขึ้นไปตีรังผึ้งที่อยู่ในโพรงไม้ และเก็บน้ำผึ้งใส่หม้อดิน แสดงให้เห็นถึงการรู้จักนำน้ำผึ้งมารับประทานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ไม่เพียงแค่นั้นน้ำผึ้งยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องบรรณาการจากประเทศที่เป็นเมืองขึ้น และในพระพุทธประวัติก็มีเอ่ยถึงน้ำผึ้งว่า มีลิงนำรวงผึ้งมาถวายพระพุทธเจ้าเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์นั่นเอง

ในประเทศจีนเองถึงจะมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตีผึ้งป่ามานานกว่า 3,000 ปี แต่เพิ่งจะเริ่มเลี้ยงผึ้งกันจริงจังเมื่อประมาณ 300 ปีมานี้เอง โดยนำผึ้งจากในป่ามาเลี้ยงกันตามบ้าน และเก็บน้ำผึ้งมาใช้เมื่อมี
น้ำผึ้งเต็มรัง

น้ำผึ้งมีกลิ่น รส สี ที่ต่างกันออกไปตามชนิดของพืชของแต่ละท้องถิ่น จึงทำให้สามารถระบุชนิดของน้ำผึ้งตามชนิดของพืชนั้นได้ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกส้ม ดอกลำไย ดอกลิ้นจี่ ก็จะแตกต่างกันออกไป แต่ทว่าตามท้องตลาดก็มีการจำหน่ายน้ำผึ้งปลอมอยู่มากมาย

วิธีการดูน้ำผึ้งแท้หรือปลอมนั้นดูได้จากความเข้มข้นและความหนืดเป็นหลัก สีต้องเป็นสีธรรมชาติ คือสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลใส ไม่ขุ่นทึบ ต้องมีกลิ่นหอมตามชนิดของดอกไม้นั้นๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ น้ำผึ้งจากดอกลำไย เมื่อทิ้งไว้นานๆ น้ำผึ้งต้องไม่แยกชั้น ยังคงเป็นเนื้อเดียวกันเสมอไม่ว่าจะทิ้งไว้นานแค่ไหน และน้ำผึ้งแท้เมื่อนำมาหยดใส่กระดาษไข ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะไม่ซึมอย่างแน่นอน

ในน้ำผึ้งมีส่วนผสมของน้ำตาลกลูโคส มีวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี 2, วิตามินบี 3, วิตามินบี 5, วิตามินบี 6, กรดโฟลิก, วิตามินซี, แคลเซียม และแมกนีเซียม เป็นต้น

ประโยชน์ของน้ำผึ้งทางยานั้นมีบันทึกเอาไว้มากมาย ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ นิยมนำมาใช้ผสมในเครื่องต่างๆ เช่น นม ชา กาแฟ โยเกิร์ต น้ำมะนาว หรือแม้กระทั่งเบียร์หรือไวน์และนำมาใช้เป็นส่วนผสมในขนมหวานต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่างๆ บางสูตรมีการนำเอาน้ำผึ้งแทนสารกันบูดในน้ำสลัด ซึ่งจะทำให้น้ำสลัดไม่เสียและเก็บได้นานถึง 9 เดือน

สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักการรับประทานน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะจะช่วยในควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน ช่วยบำรุงเลือดในร่างกาย คนที่มีอาการไอเรื้อรังใช้น้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะใส่แก้ว แล้วบีบมะนาว 1 ซีก ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วเติมน้ำร้อนดื่มจะช่วยรักษาอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น

อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่ เพราะน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาทอ่อนๆ จึงช่วยลดอาการหงุดหงิด ความกังวลได้ เขาถึงบอกว่าก่อนนอนให้รับประทานน้ำผึ้งตามด้วยน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายขึ้นนั่นเอง

แต่ข้อดีของการรับประทานน้ำผึ้งที่เราชอบมากที่สุดก็คือ ช่วยชะลอวัย เพราะน้ำผึ้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีสารช่วยให้ผ่อนคลายไม่เครียดจึงไม่แก่เร็วบางท่านนอกจากจะนำน้ำผึ้งมาใช้แทนส่วนผสมของน้ำตาลในเครื่องดื่มแล้ว น้ำผึ้งที่รับประทานไม่ทันก่อนหมดอายุก็ยังสามารถนำมาทาหน้า ทาผิว บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่นได้อีกต่างๆ หวานอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ตั้งแต่ภายในถึงภายนอกอีกด้วย

 

เคล็ด(ไม่)ลับสำหรับการเริ่มต้นควบคุมน้ำหนักให้ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/486121

เคล็ด(ไม่)ลับสำหรับการเริ่มต้นควบคุมน้ำหนักให้ได้ผล

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คนทุกคนเคยควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ คิดแล้วก็น่าเจ็บใจกับการล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า (ฮึ่ม!) การควบคุมน้ำหนักนั้นจะว่าไปก็คือการควบคุมตัวเอง ให้สามารถดำเนินตามแผนการควบคุมน้ำหนักที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รางวัลคือน้ำหนักตัวที่ควบคุมได้ตามเป้าหมายและการมีสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง ก็แล้วจะรออะไร ไปเรียนรู้เรื่องการควบคุมน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพและให้ได้ผลกันดีกว่า

ก่อนอื่นคุณควรรู้ว่าการดำเนินชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นสำคัญเพียงไร จะไม่สำคัญไม่ได้ เพราะสุขภาพที่ดีเท่านั้น ที่จะช่วยให้คุณไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน ไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง ไม่เป็นโรคเบาหวาน เพิ่มความเชื่อมั่นและความมั่นใจในตัวเอง ลดความเหนื่อยล้า ง่วงซึม จะมีสุขภาพดีได้ ก็ต่อเมื่อเรามีความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมตัวเอง

ความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก ไม่ได้หมายถึงการลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนแรกซึ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย โดยต้องเป็นเป้าหมายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถทำให้บรรลุผลสำเร็จได้ สามารถปฏิบัติต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างของแผนที่ปฏิบัติได้จริง ควรกำหนดให้มีความชัดเจนของแผนด้วย เช่น เดินเป็นเวลา 30 นาที อย่างน้อย 5 ครั้ง/สัปดาห์ รับประทานไก่ทอดไม่เกิน 2 ครั้ง/สัปดาห์ รับประทานผักผลไม้อย่างน้อย 1 ชนิดทุกๆ มื้อกลางวันในทุกวัน เป็นต้น

จากนั้นจึงวางแผนการปฏิบัติให้เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น นัดเพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่งเพื่อชวนกันไปเดินในทุกวัน รับประทานผักผลไม้ประจำวันโดยเตรียมแผนซื้อผักผลไม้สดเก็บไว้ในตู้เย็น หรือไก่ทอดที่จะกินไม่เกิน 2 ครั้ง/สัปดาห์ จะกินในวันไหน เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ทุกเย็นวันศุกร์และเสาร์ เป็นต้น

ถ้ารู้สึกอยากอาหาร ให้ตั้งคำถามกับตัวเองถึงรูปแบบการปฏิบัติ ทบทวนและปรับปรุงตามความเหมาะสม ยืดหยุ่นแต่อย่าละเลย เช่น คุณรับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติหรือไม่ เนื่องจากผู้อดอาหารในมื้อใดมื้อหนึ่ง จะทำให้หิวจัดในมื้อต่อไป คุณชอบกินจุบจิบตลอดทั้งวันหรือไม่ ถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า คุณหิวจริงหรือไม่ ก่อนลงมือรับประทานอาหาร ถ้าไม่หิวก็ไม่จำเป็นต้องกิน

เคล็ด(ไม่)ลับสำหรับการเริ่มต้นควบคุมน้ำหนักให้ได้ผล

1.อย่างดมื้ออาหาร ให้รับประทาน 3 มื้อตามปกติ เพราะถ้าเบรกแตกหรือหิวมาก ก็กระทบแผนการควบคุมน้ำหนัก

2.รับประทานให้ช้าลง เรียนรู้ที่จะรับรู้ถึงความอิ่ม ให้เวลากับการกินอย่างแท้จริง อย่ากินไปด้วย ทำงานไปด้วย ดูโทรทัศน์พลางเคี้ยวอาหาร จะรู้สึกว่าไม่ได้กินและทำให้อยากกินตลอดเวลา เพราะใจไม่ได้เติมเต็มนั่นเอง

3.รับประทานในสัดส่วนที่น้อยลง ใช้จานเล็กลง ใช้ชามขนาดเล็ก ตักอาหารในสัดส่วนที่ย่อมลงกว่าเดิม

4.สร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน ก่อนจะกินจริงๆ ให้มองให้เห็นทุกอย่างที่จะกิน เพื่อตรวจสอบปริมาณอาหารที่จะรับประทานเข้าไป หลีกเลี่ยงการกินหน้าทีวี

5.ให้แน่ใจว่าในครัวหรือตู้เย็นของคุณมีแต่ของกินคุณภาพ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันหรือพลังงานสูง

6.เตรียมพร้อมที่จะรับมือเวลาอ่อนแอ สถานการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยงการกิน ได้แก่ เมื่อเกิดการโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้ง วันที่ทำงานหนัก ช่วงเวลาที่คุยกับเพื่อนนานๆ  และในช่วงเวลาที่ดูรายการโปรดทางทีวี

7.อย่าตามใจตัวเอง ลดหรือเลี่ยงจานโปรดเสียบ้าง กินได้ แต่กำหนดปริมาณ

8.ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณ 6-8 แก้ว/วัน

การควบคุมน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก ดูแลตัวเองด้วยการบริหารจัดการชีวิตประจำวันให้เป็นไปตามแผน คุณจะแปลกใจที่การควบคุมน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

ป้องกันปัญหาสายตาวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 15:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/486066

ป้องกันปัญหาสายตาวัยทำงาน

คนวัยทำงานมักจะมีปัญหาสายตา เนื่องจากต้องอยู่กับเทคโนโลยีทั้งวัน ทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ ทำให้มีปัญหาการใช้สายตามากไป จึงเกิดอาการตาแห้ง ไม่สบายตาได้ง่าย และอาการสายตายาวก็มาเร็วกว่าอายุ เพราะการใช้สายตาจ้องเทคโนโลยีนานๆ โดยคนปัจจุบันอายุ 30 ปลายก็เริ่มมีอาการสายตายาวแล้ว

รศ.พญ.มัญชิมา มะกรวัฒนะ ผู้อำนวยการศูนย์จักษุรักษ์ตา ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ บอกกล่าวถึงการใช้สายตาของคนวัยทำงานว่า ปัญหาสายตาของคนวัยทำงานที่พบส่วนใหญ่ คือมีอาการตาแห้ง ตาล้า ปวดตา เคืองตา ตามัวลง น้ำตาไหล ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้ รักษาเบื้องต้นได้ด้วยการพักสายตาร่วมกับการใช้น้ำตาเทียมเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูความเสี่ยงการเป็นต้อลม ต้อเนื้อ ต้อหิน

สำหรับแสงสีฟ้าที่มาจากจอเทคโนโลยีต่างๆ นั้น ไม่ได้มีอันตรายมากนัก เพราะเป็นแสงที่มีความใกล้เคียงกับการตากแดด แต่ถ้าใช้เป็นระยะเวลานานๆ ในระยะยาวก็มีโอกาสจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าอายุได้ และการปิดไฟแล้วดูโทรศัพท์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ จะทำให้ตาบอดชั่วคราวได้ คือจะมีอาการตามัวมาก มองไม่เห็นอะไรเลยเป็นการชั่วคราว ข้อแนะนำ ถ้าใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในที่มืดควรหรี่ไฟของเครื่องให้แสงน้อยลง และเปลี่ยนสีหน้าจอโดยการปรับเป็นโหมดกลางคืน หรือ Night shift เพื่อลดแสงสีฟ้าจากหน้าจอลง

เรื่องของดวงตา วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน เพราะหลายโรคที่เกี่ยวกับดวงตาถ้ารู้ก่อนจะรักษาได้ดีกว่า การมองเห็นที่ปกติบางครั้งอาจมีอาการบางอย่างซ่อนอยู่ ดังนั้น เมื่อเราตรวจสุขภาพร่างกายแล้ว แนะนำว่าควรตรวจสุขภาพตาด้วย

การพักสายตาให้บ่อยระหว่างทำงาน และหยอดน้ำตาเทียมสม่ำเสมอจะช่วยทำให้สบายตา และแนะนำการพักสายตาด้วยสูตร 20:20:20 คือใช้สายตาดูใกล้ 20 นาที พักสายตา 20 วินาที ด้วยการมองไปไกลกว่า 20 ฟุต ก็จะช่วยรักษาสายตาได้ หรือถ้าไม่สามารถทำได้ ใช้สายตาประมาณ 45 นาที-1 ชม. ก็ควรพัก 5 นาที ค่อยกลับไปทำงานต่อ จะทำให้ตาเกิดความทนต่อการใช้สายตามากขึ้น ลดอาการตาแห้ง ตามัวได้

 

“ปอด” กับ “กลิ่นของความรัก’”และ “รสชาติอันเผ็ดปร่า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 มีนาคม 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/485816

"ปอด" กับ "กลิ่นของความรัก’"และ "รสชาติอันเผ็ดปร่า"

โดย…พจ.สุชานุช พันธุ์เจริญศิลป์ คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

กลิ่น คือ เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสรรพสิ่งต่างๆ ในโลกใบนี้

การกำเนิดเกิดขึ้นของกลิ่น มีจุดมุ่งหมายแห่งกลิ่น ดังเช่น ดอกไม้สร้างกลิ่นเพื่อหลอกล่อแมลงให้มาช่วยผสมพันธุ์เกสร นอกจากนี้ กลิ่นยังนำมาบำบัดรักษาโรคได้

ในปัจจุบันการรักษาโดยวิธีใช้กลิ่นเป็นที่นิยมกันอย่างมากคือ “อโรมา เธอราพี” (Aroma Therapy) หรือ “สุวคนธบำบัด”

จมูกเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญในการรับกลิ่น รวมถึงกลั่นกรองอากาศที่ดีเข้าสู่ปอด สะท้อนความสมบูรณ์ของมนุษย์ หากคุณรู้สึกดมกลิ่นได้ไม่ชัดเจน คล้ายๆ ตอนเป็นหวัด นั่นย่อมสะท้อนถึงปัญหาจากปอด และส่งผลต่อเนื่อง ทำให้ทานอาหารได้ไม่อร่อยเท่าที่ควร

แต่หากคุณมีจมูกที่รับกลิ่นได้ดี รวมถึงมีทักษะการหายใจที่ถูกวิธีแล้วนั้น ร่างกายย่อมจะได้รับชี่ที่ดีหรืออากาศที่ดีจากภายนอก ช่วยส่งเสริมการทำงานของปอดที่มีลักษณะแผ่กระจายออก และเคลื่อนลงล่าง เพราะปอดคืออวัยวะแห่งการขับเคลื่อนชี่เข้าสู่ร่างกายในทิศทางขึ้นและลง

จมูกสะท้อนความสมบูรณ์และการเจ็บป่วยของมนุษย์ได้อย่างไร?

จมูกถูกใช้ในหนึ่งทักษะการวินิจฉัยของแพทย์แผนจีนคือ เหวินเจิ่น-การดม จากการวินิจฉัยทั้งหมด 4 แบบคือ วั่ง-การมอง เหวิน-การดม เวิ่น-การถาม และ เชี่ย-การสัมผัส/การแมะ

การวินิจฉัยของแพทย์จีนโดยใช้วิธีการดมนั้น นับว่าเป็นทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก เช่น กลิ่นปากรุนแรง พบในผู้ที่มีภาวะกระเพาะร้อน กลิ่นคล้ายแอปเปิ้ลเน่า พบในผู้ที่เป็นเบาหวานระยะที่มีการสะสมของเสียในร่างกายมาก

นอกจากนี้ ในหลักการดูโหงวเฮ้ง จมูก ยังสามารถบ่งบอกความมั่งคั่ง มั่นคง และอำนาจ เนื่องจากสะท้อนธาตุดิน ธาตุส่วนกลางของร่างกาย สร้างสารอาหารที่ดีให้กำเนิดชี่และเลือดของร่างกาย

จมูกอยู่ส่วนกลางของใบหน้า สามารถสะท้อนการทำงานบริเวณตั้งแต่อวัยวะบนสุด (จมูกส่วนบน) คือปอด ไล่ลงมาคือ หัวใจ ตับ และบริเวณปีกจมูกคือ กระเพาะและม้าม ซึ่งนับเป็นธาตุดิน เป็นแม่ของธาตุทอง ธาตุประจำตัวของปอด

การวินิจฉัยโรคด้วย “การมอง” นั้น แพทย์แผนจีนจะมองสีและลักษณะร่วมกัน เช่น ปลายจมูกแดง มองเห็นเส้นเลือดชัดเจน แสดงถึงความร้อนภายในร่างกาย พบมากในผู้ที่ดื่มสุรา

หรือในการแพทย์ปัจจุบันมักพบในผู้ที่เป็นโรคผิวหนัง Rosacea ในทางการแพทย์แผนจีนพูดถึงความร้อนที่สะสมภายในตับ (ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยเป็นรายบุคคลอีกครั้ง)

หรือปีกจมูกมีสีซีดอมเขียวแสดงถึงกระเพาะอาหารมีความเย็นสะสม อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด หรืออาการปวดท้องที่พบเห็นได้บ่อย

แพทย์แผนจีนใช้ ‘กลิ่น’ บำรุงและรักษาโรคได้อย่างไร?

หากกล่าวถึงการบำรุงปอด ก็คงจะหนีไม่พ้นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมและมีรสเผ็ด จากคำภีร์หวงตี้เน่ยจิง กล่าวไว้ว่า

“รสเผ็ดหอมเข้าสู่ปอด กระตุ้นการขับเคลื่อนชี่ ไร้โรคชี่ให้กินเผ็ดให้บ่อยๆ” เนื่องจากกลิ่นหรือน้ำมันหอมระเหย มีคุณสมบัติการกระจายตัวที่ดี

การกินอาหารที่มีรสเผ็ด หรือเครื่องเทศต่างๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนชี่ เกิดการกระจายตัวของชี่ออกสู่ภายนอก ส่งเสริมการทำงานของระบบปอด ในการระบายของเสียแสดงออกมาทางผิวหนังเป็นเหงื่อ นั่นคือสาเหตุที่เคยมีคนบอกว่า กินต้มยำแก้หวัดได้

มีวลีบำรุงสุขภาพที่เป็นที่รู้จักในจีนที่ว่า “ฤดูหนาวกินหัวไชเท้า ฤดูร้อนกินขิงสด ไม่ต้องกินยา หาหมอ”

ในฤดูร้อน ความร้อนจะทำให้ชี่กระจายตัวอยู่ส่วนบน ระบายเหงื่อเพื่อขับความร้อน การกินขิงสดช่วยส่งเสริมสภาวะนี้ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เราจึงจะไม่ป่วยจากความร้อน

ในฤดูหนาว เนื่องจากในประเทศจีนอากาศหนาวมาก จึงมีการกินของร้อนบำรุงร่างกาย เช่น เนื้อแพะ หรือโสม แต่เนื่องจากภาวะแห้งในฤดูหนาว หากกินของร้อนมากเกินไป จะมีการเจ็บป่วยจากความร้อนและแห้งได้ง่าย การทานไชเท้าร่วมในมื้ออาหาร จึงช่วยลดความร้อน สร้างความสมดุล เพราะมีสรรพคุณช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยย่อยอาหาร และกระจายชี่ที่ติดขัดจากการที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวในฤดูหนาวนั่นเอง

แต่อย่าลืมว่า หากเหงื่อออกมากเกินไป จะทำให้เกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้

ดังนั้น ควรกินเผ็ดแต่พอดี และระวังการกินเผ็ดในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร

 

โยคะ กลุ่มในท่ายืนทรงตัว ช่วยให้ข้อต่อสะโพกแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 16:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/485815

โยคะ กลุ่มในท่ายืนทรงตัว ช่วยให้ข้อต่อสะโพกแข็งแรง

โดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในเวอร์ชั่นนี้เป็นแบบยืนและเพิ่มการบิดเข้ามา เป็นกลุ่มในท่ายืนทรงตัว การฝึกท่านี้จะช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกแข็งแรง ยืดกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก รวมทั้งเพิ่มกำลังของข้อเท้า และกำลังขาให้แข็งแรง สำหรับคนที่เป็นนักวิ่ง การคลายกล้ามเนื้อร่างกายส่วนล่างด้วยท่านี้เหมาะสมอย่างยิ่ง ในเวอร์ชั่นนี้มีการเพิ่มการบิดเข้าไป จึงทำให้การทรงตัวยากขึ้นกว่าเดิม แต่จะได้ประโยชน์เพิ่มในส่วนของการนวดช่องท้องและหลัง ส่งไปถึงกระดูกสะบัก ไหล่ แขนและคอ ข้อควรระวัง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเจ็บหัวเข่ารุนแรงต้องระวังในการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นท่าภูเขา เพื่อเตรียม (รูป 1)

เริ่มต้นท่าภูเขา เพื่อเตรียม (รูป 1)

2.ส่งข้อเท้าซ้ายพาดหน้าต้นขาขวาให้สูงกว่าหัวเข่า โดยงอเข่าขาขวาเล็กน้อยเพื่อเซฟข้อต่อ (รูป 2)

ส่งข้อเท้าซ้ายพาดหน้าต้นขาขวาให้สูงกว่าหัวเข่า โดยงอเข่าขาขวาเล็กน้อยเพื่อเซฟข้อต่อ (รูป 2)

3.หายใจออกงอเข่าขวาอย่าให้เข่าเลยปลายเท้า ดึงก้นกบไปด้านหลัง ค้างไว้ 10 วินาที หายใจเข้า ออก (รูป 3)

หายใจออกงอเข่าขวาอย่าให้เข่าเลยปลายเท้า ดึงก้นกบไปด้านหลัง ค้างไว้ 10 วินาที หายใจเข้า ออก (รูป 3)

4.บิดตัวโดยเอาแขนซ้ายอ้อมฝ่าเท้า วางนิ้วมือที่พื้นใกล้ฝ่าเท้าขวา ส่วนมือขวาจับสะโพกไว้ ค้างท่าประมาณ 5 วินาที (รูป 4)

บิดตัวโดยเอาแขนซ้ายอ้อมฝ่าเท้า วางนิ้วมือที่พื้นใกล้ฝ่าเท้าขวา ส่วนมือขวาจับสะโพกไว้ ค้างท่าประมาณ 5 วินาที (รูป 4)

5.วาดแขนขวาข้ามใบหู ทรงตัวไว้ ค้างท่าประมาณ 3 ลมหายใจเข้า ออก ผ่อนคลายต้นคอและใบหน้า จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองทำสลับข้าง (รูป 5)

วาดแขนขวาข้ามใบหู ทรงตัวไว้ ค้างท่าประมาณ 3 ลมหายใจเข้า ออก ผ่อนคลายต้นคอและใบหน้า จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองทำสลับข้าง (รูป 5)

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

เคล็ดลับ ออกกำลังกายง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/485115

เคล็ดลับ ออกกำลังกายง่ายๆ

การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบ เทรนด์ออกกำลังกายปีนี้มีหลากหลายแนว จากเบาๆ ทำเองง่ายๆ ไปจนถึงจริงจัง มีดังนี้

ลุกออกจากเก้าอี้ทำงานบ้าง

เดินเล่นเบาๆ ช่วงกลางวัน

ใส่ใจอาหารที่เลือกรับประทานให้มากขึ้น

ลงแข่งกีฬาเพื่อท้าทายตัวเอง

ฟิตแอนด์เฟิร์มแบบออนไลน์

บาลานซ์ไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสม

สำรวจเทรนด์ออกกำลังกายแบบผสมผสาน

ออกกำลังกายแบบรวดเร็วแต่ได้ผลดี

 

เลือกกินให้ถูกเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/485114

เลือกกินให้ถูกเพื่อสุขภาพที่ดี

โดย…กันย์ ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การเลือกกินอาหารให้ถูกวิธี ก็สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กัน แต่พอพูดถึงอาหารสุขภาพหลายคนจะรู้สึกว่าผักและธัญพืชต่างๆ ไม่อร่อย กินยาก จำกัดปริมาณอาหารให้น้อยลงก็หิว รู้สึกเครียด และเป็นภาระในการใช้ชีวิตยิ่งกว่าปกติ

ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager ฟิตเนส เฟิรส์ท ให้คำแนะนำว่า แท้จริงแล้วการกินให้ดีต่อสุขภาพนั้นทำไม่ยาก ไม่ต้องถึงขนาดเปลี่ยนมากินมังสวิรัติหรือกินคลีนทุกมื้อ เพียงแค่รู้จักเลือกอาหาร ก็มีความสุขกับการกินอาหารอย่างอร่อยควบคู่กับสุขภาพดีได้ไม่ยาก

รู้เวลา มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและไม่ควรกินอาหารตอนดึกๆ แต่บางครั้งวิถีชีวิตในช่วงเวลาเร่งด่วนก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการกินอาหารเช้าเสียเลย แถมกว่าจะเลิกงานกลับบ้านก็หิวเกินกว่าจะข่มตานอนจึงต้องกินอะไรรองท้องสักหน่อย แต่พฤติกรรมการกินไม่ถูกเวลาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ คนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่อดมื้อเช้า ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และน้ำตาลในเลือดสูง

คนที่ใช้พลังงานในการทำงานหรือทำกิจกรรมมากมักจะกินอาหารวันละ 3 มื้อตามปกติ คือ เช้า กลางวัน เย็น แต่สำหรับบางคนที่ตลอดวันใช้พลังงานค่อนข้างน้อย ถ้ากิน 3 มื้อแล้ว รู้สึกแต่ละมื้อหนักไป รู้สึกอึดอัด จะแบ่งเป็นมื้อเล็ก 4-6 มื้อ/วัน หรือจะกินมื้อกลางวันในปริมาณน้อยกว่ามื้อเช้าหน่อย แล้วกินผลไม้และธัญพืชเป็นของว่างระหว่างวันก็ได้ มื้อเย็นควรกินก่อนเวลานอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง และงดของว่างที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะของหวานจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินน้อย ทำให้มีปัญหาเรื่องการนอน นอกจากการนอนไม่พอจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียในตอนเช้าเรื่อยไปตลอดทั้งวันแล้ว การพักผ่อนให้เพียงพอยังมีผลต่อสมองส่วนการเรียนรู้และความจำ จึงมีผลต่อร่างกายในระยะยาวได้อีกด้วย

รู้ปริมาณ หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนักหรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน ก่อนอื่นควรเข้าใจว่าควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันให้กลุ้มใจ ปริมาณอาหารต่อมื้อสำหรับผู้หญิง คาร์โบไฮเดรต 1 อุ้งมือ โปรตีน 1 ฝ่ามือ ผัก 1 กำมือ ไขมัน 1 นิ้วโป้ง ปริมาณอาหารต่อมื้อสำหรับผู้ชาย คาร์โบไฮเดรต 2 อุ้งมือ โปรตีน 2 ฝ่ามือ ผัก 2 กำมือ ไขมัน 2 นิ้วโป้ง หรือพูดง่ายๆ ว่า 2 เท่าของผู้หญิงนั้นเอง แล้วถ้าสงสัยว่าขนาดมือที่ว่าจะเป็นมือเล็กหรือมือใหญ่ล่ะ สามารถใช้ขนาดมือของตัวเองเป็นมาตรฐานได้เลย

รู้ส่วนประกอบ เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว คุณควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร การพิจารณาว่ากินอะไรแล้วจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายให้ดูว่า เมื่อเรามองอาหารชิ้นนั้นหรือจานนั้นแล้ว เรารู้หรือไม่ว่าอาหารประกอบมาจากอะไรบ้าง ควรเลือกกินอาหารที่ปรุงสดใหม่ หลีกเลี่ยงการกินอาหารแปรรูปต่างๆ ตั้งแต่อาหารว่างอย่างไส้กรอกไปจนถึงบะหมี่สำเร็จรูป อาหารแปรรูปส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมสูง และใช้สารเคมีและสารปรุงแต่งเป็นส่วนประกอบ

รู้กินหลากหลาย การกินอาหารหลายหมวดหมู่และกินอาหารหลายประเภทในหมวดหมู่เดียวกัน เช่น แต่ละมื้อกินอาหารครบทุกหมู่หรือไม่ แต่ละวันได้กินคาร์โบไฮเดรตจากแป้งประเภทใดบ้าง ข้าว พาสต้า ขนมปังโฮลวีต เผือก มันฝรั่ง โปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดใด เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อปลา หรือจากเต้าหู้ รับประทานผักและผลไม้สีเหลือง สีเขียว สีส้ม สีแดง  สีม่วง

รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว สุดท้ายไม่มีใครรู้จักร่างกายเท่ากับตัวคุณเอง ดังนั้นการคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันจึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย อายุ รูปร่าง ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิตการทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากน้อย สุขภาพโดยรวม

การกินอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่องกล้องตัดก้อนเนื้อ ผ่ามะเร็งลำไส้ไม่ต้องเปิดหน้าท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 12:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484708

ส่องกล้องตัดก้อนเนื้อ ผ่ามะเร็งลำไส้ไม่ต้องเปิดหน้าท้อง

โดย…กองบรรณาธิการ

อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศไทยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่ราว 1.1 หมื่นคน/ปี ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 50-70% ซึ่งสูงเป็นลำดับที่ 3 ของมะเร็งทั้งหมดของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของแพทย์ระบบทางเดินอาหารของโรงพยาบาลในการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาด้วยการส่องกล้องขั้นสูง  โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท จึงมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับโรงพยาบาลซาโน โรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและการแปลผลลักษณะผิวเยื่อบุ โดยเฉพาะลักษณะผิวของติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ เพื่อให้ให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคระบบทางเดินอาหารที่ครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นนำและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มุ่งเน้นที่การตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร ซึ่งพบได้บ่อยและมีความสำคัญ

ทั้งนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลสมิติเวชได้ส่งทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ไปอบรมที่ญี่ปุ่น 4 รุ่นแล้ว และทางโรงพยาบาลซาโนก็ได้ส่งแพทย์มาอบรมที่ไทย 3 ครั้ง โดยในปีนี้สมิติเวชได้นำเทคนิคใหม่ที่ใช้ในการตัดติ่งเนื้อจากลำไส้ใหญ่ หรือกระเพาะอาหารโดยการตัดออกทั้งชิ้น ผ่านทางกล้องที่เรียกว่า ESD จากโรงพยาบาลซาโนมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและการรักษาให้แก่คนไข้อีกด้วย ซึ่งโดยปกติเมื่อแพทย์ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจส่องกล้อง หากเป็นติ่งเนื้อทั่วไปแพทย์ก็สามารถตัดติ่งเนื้อผ่านการส่องกล้องได้ทันทีแต่ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำได้กรณีที่ติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม สำหรับเทคนิค ESD นี้ แพทย์สามารถตัดก้อนชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ออกจากลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหารได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด ไม่มีแผลที่ผนังหน้าท้อง ลดระยะเวลาการอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาล และผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า ทำให้คนไข้สามารถกับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อน และปลอดภัย

ขณะที่ Narrow Band Image-NBI คือการส่องกล้องเพื่อการวินิจฉัยเซลล์ต้นกำเนิดของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้แพทย์สามารถพบก้อนเนื้อได้ในระยะเริ่มแรกแม้ก้อนเนื้อยังไม่นูนขึ้นมา โดยสามารถตรวจก้อนเนื้อแบบแบนราบได้มากกว่าการตรวจปกติ 3 เท่า

ศาสตราจารย์ นพ.ยาซูชิ ซาโน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลซาโนและผู้อำนวยการสถาบันการผ่าตัดส่องกล้องจากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้เป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งทั้งหมด จึงอยากแนะนำให้ทุกคนได้รับการตรวจอย่างน้อยคนละ 1 ครั้ง ถ้าไม่พบสิ่งผิดปกติ 10 ปีครั้งค่อยตรวจซ้ำก็ได้ แต่ถ้าตรวจพบติ่งเนื้อให้ตรวจซ้ำ 3 ปีครั้งหรือถี่กว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนติ่งเนื้อที่พบ มะเร็งทุกชนิดหากตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรก การรักษาย่อมได้ผลดีกว่าการตรวจพบเมื่อระยะลุกลามแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดตรงที่สามารถทำได้เฉพาะผู้ป่วยที่ตรวจพบในระยะแรกเริ่มเท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่  คือ กลุ่มที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมีประวัติการขับถ่ายผิดปกติ อย่างอาการท้องผูกหรือถ่ายเป็นเลือด

โรงพยาบาลซาโนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2431 ในเขตคันไซ ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นโรงพยาบาลขนาด 160 เตียง และมีความเชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องเพื่อตรวจและรักษา และได้ก่อตั้งศูนย์ระบบทางเดินอาหารในปี 2550 มีความเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคกระเพาะอาหาร เนื้องอกในมดลูก โดยใช้การผ่าตัดส่องกล้องซึ่งได้รับการยอมรับทั่วประเทศญี่ปุ่น ในปี 2556 ที่ผ่านมาโรงพยาบาลซาโนได้ผ่าตัดรักษาด้วยการส่องกล้องให้แก่ผู้ป่วยมากกว่า 5,000 ราย

 

Dance of Garuda 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484707

Dance of Garuda 2

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตราสตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การทำ Dance of Garuda ต้องใช้พลังจากภายในเพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวให้พลิ้วไหวเหมือนสายลมและนุ่มนวลเหมือนขนนก ครูได้ออกแบบให้ใช้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนเอวที่มีการบิด ส่วนลำตัว ช่องท้อง รวมทั้งการแอ่นหลัง และการพับตัวมาด้านหน้า การใช้ข้อต่อในแต่ละท่าจะช่วยกระตุ้นน้ำในข้อต่อให้มาหล่อเลี้ยงโดยตรง เพราะเน้นข้อต่อมากกว่ากล้ามเนื้อ เน้นการปรับสมดุลข้อต่อ เพียงใช้เวลาไม่กี่นาที ก็สามารถปรับสมดุลให้ร่างกายได้แทบจะครบทุกส่วน ซึ่งถ้าผู้ฝึกสามารถหายใจได้ประสานสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวจะได้รับประโยชน์สูงสุด

วิธีปฏิบัติ

1.จากสัปดาห์ที่แล้ว เราทำขาซ้าย เสร็จก็มาทำขาขวา ครั้งนี้เราจะต่อท่าโดยเริ่มจากขาขวา ด้วยการยกขาขวา วาดไปด้านหลังตะแคงฝ่าเท้า ให้เท้ายกสูงและอยู่ใกล้ก้นที่สุด

2.หายใจเข้า ส่งขาขวามาด้านหน้างอเข่า ติดต่อหน้าท้อง ขาซ้ายที่ยืนให้หย่อนเข่าเล็กน้อย

3.หายใจออก วาดขาขวาไปด้านหลัง ยืดขาตรง

4.หายใจเข้า งอขาขวาพร้อมแอ่นหลัง ยืดแขนทั้ง 2 ข้างสู่เบื้องบน

และหายใจออก ส่งขายืดกลับไปด้านหลัง

5.หายใจเข้า ส่งขากลับมาด้านหน้างอเข่าติดหน้าท้อง

6.หายใจออก วางเท้าลง ลองฝึกแบบสลับข้าง

***ข่าวดี  ****ครูปอนด์ และครูเจี๊ยบ จะนำคลาสนี้มาสอนเป็นคลาสพิเศษ ในวันอาทิตย์ที่ 12 มี.ค. เวลา 14.00-16.00 น. ที่โยคะสุตราสตูดิโอ โดยสอนเป็นขั้นตอน เข้าใจง่าย ทุกท่านสามารถฝึกได้ เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย สำหรับผู้สูงอายุที่ขาไม่แข็งแรง สามารถใช้เก้าอี้ หรือกำแพงช่วยพยุงตัวได้

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลดโยคะคลาสพิเศษ

Dance of Garuda 100 บาท

ในวันอาทิตย์ที่ 12 มี.ค. 2560 เวลา 14.00-16.00 น.

โทร. 02-636-6758-9

 

นวัตกรรมส่องกล้อง ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484704

นวัตกรรมส่องกล้อง ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง

โดย…พุสดี

 เป็นที่น่ายินดียิ่งนัก เมื่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตการหายใจ ฝ่ายอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประกาศข่าวดีว่า ในเวลานี้นวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยได้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

เมื่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ประสบผลสำเร็จในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดเรื้อรังขั้นรุนแรงเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยลดปริมาณการกินยาและฉีดยาได้เป็นเวลานานถึง 5 ปี นับเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยปีละประมาณหลายแสนบาทต่อคน

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับนวัตกรรม ศ.นพ.สมเกียรติ วงษ์ทิม นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย พาไปแนะนำถึงโรคหืดก่อนว่า เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ซึ่งเป็นผลจากพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น สารก่อภูมิแพ้ ทำให้มีการอักเสบเกิดขึ้นตลอดเวลา การกระตุ้นของสารเคมี ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอและหายใจไม่สะดวกจากหลอดลมตีบจากการอักเสบ

หลังจากผู้ป่วยสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบหืดมากขึ้น ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง การอักเสบเรื้อรังของหลอดลมนี้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืด และการหนาตัวอย่างมากของผนังหลอดลมที่เรียกว่ามีภาวะ Airway Remodeling เกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้มีการอุดกั้นของหลอดลมอย่างถาวร

ปัจจุบันโรคหืดถือเป็นปัญหาสาธารณสุขอย่างหนึ่งของประเทศไทย

 ในปี 2545 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหอบรุนแรงมากถึง 102,245 ราย และมีจำนวนผู้ป่วยมากกว่า 1 แสนราย ต้องเข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินด้วยอาการหอบเฉียบพลัน

ที่ผ่านมาวิธีการที่จะควบคุมอาการของโรคในผู้ป่วยให้ได้ดีที่สุด คือการใช้ยาในกลุ่มควบคุมอาการ เพื่อลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในหลอดลมร่วมกับการใช้ยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการ แต่ในวันนี้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้นำนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยรักษาโรคหืดขั้นรุนแรง นับเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อสาธารณสุขของประเทศไทย

นพ.ธิติวัฒน์ ศรีประสาธน์ แห่งหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตการหายใจ ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ทางเลือกใหม่ในการรักษานี้จะใช้วิธีจี้หลอดลมด้วยความร้อน (Bronchial Thermoplasty) ข้อดีคือคนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ ไม่เหนื่อยหอบ และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลบ่อย

ที่สำคัญ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารักษาตัวของคนไข้เอง และประหยัดงบประมาณของประเทศ

สำหรับกลไกการรักษา เริ่มต้นด้วยการใส่สายแคสเตเตอร์หย่อนลงไปผ่านหลอดลมเข้าไปในปอด ที่มีขนาดความกว้าง 2-3 มิลลิเมตร เซ็นเซอร์จะเปลี่ยนจากคลื่นวิทยุเป็นความร้อนที่ 65 องศา และจี้เข้าไปที่หลอดลมส่วนปลายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อเรียบให้บางลงไม่ให้หลอดลมตีบ

การจี้แต่ละจุดใช้เวลา 2 ชั่วโมง ในการทำ 1 ครั้ง จะต้องจี้ให้ได้ 100 จุด จุดละ 10 วินาที หรือมากที่สุดในบริเวณปอดล่างขวา ปอดล่างซ้าย และปอดด้านบนสองข้าง ทำทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3 สัปดาห์

ทั้งนี้ จากงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้ว การจี้กล้ามเนื้อเรียบทำให้โรคหืดสามารถควบคุมได้ ลดอาการกำเริบได้นานถึง 5 ปี ไม่มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยและปอดไม่ถูกทำลาย ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นแห่งที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองมาจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดด้วยวิธีการนี้

วิธีการจี้กล้ามเนื้อเรียบจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดที่มีภาวะรุนแรงที่มีความจำเป็นในการพ่นยา กินยา และฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่มากและต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับตัวผู้ป่วยแม้แต่น้อย