8 วิธีจัดการน้ำมูกเจ้าตัวเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473540

8 วิธีจัดการน้ำมูกเจ้าตัวเล็ก

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หน้าหนาวแล้วนะ ดูแลตัวเองแล้วยังไม่พอ ยังต้องดูแลเจ้าตัวเล็กที่มี อาการฟึดฟัดๆ ฟุดฟิดๆ อ๋อ เป็นหวัดกับเขาแล้วสิท่า การดูดน้ำมูกให้เด็กเล็กๆ มีขั้นตอนที่ต้องทำอย่างถูกวิธี เพราะถ้าทำ แรงเกินไป ดูดลึกเกินไปก็อาจทำให้หนูน้อยเยื่อจมูกบวม หรือมีแผลมีเลือดออกได้ ต่อไปนี้คือ 8 วิธีจัดการน้ำมูกของเจ้าตัวเล็กค่ะคุณแม่!

1.จัดท่านอน

จับให้ลูกนอนตะแคง ใช้หมอนหนุนศีรษะลูกให้สูงเล็กน้อย จะช่วยให้สารเมือกใต้ เยื่อบุจมูกคั่งอยู่ในรูจมูกเพียงด้านเดียว เหลืออีกด้านให้ลูกได้หายใจ

2.เลี่ยงการนอนห้องแอร์

ความชื้นทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง อีกทั้ง เชื้อโรคเองก็มักกระจายตัวได้ดีในอากาศเช่นนี้ แนะนำว่าควรให้เด็กอยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเท หากเปิดพัดลมก็ควรห่างตัวลูก หรือหากอากาศร้อนก็ไม่จำเป็นต้องห่มผ้า

3.ดื่มน้ำ

น้ำจะช่วยให้น้ำมูกและเสมหะอ่อนตัว ลดไข้ และช่วยให้เยื่อบุต่างๆ มีความชุ่มชื้น ลูกก็จะหายใจสะดวก ถ้าลูกดื่มน้ำเปล่าได้ น้อย ให้ลูกได้รับน้ำจากแหล่งอื่น เช่น น้ำซุป น้ำผลไม้ และหากลูกดูดนมหรือน้ำจากขวดแล้วหายใจลำบาก ก็อาจป้อนด้วยช้อนหรือไซริงค์แทน

4.อุ้มลูก

เป็นเรื่องทางจิตใจที่ช่วยได้ เพราะเวลาเราไม่สบาย เรายังต้องการให้คนอื่นคอยดูแลเอาใจใส่ เด็กเล็กๆ ก็เช่นกัน ยิ่งช่วงกลางคืนที่ลูกหายใจลำบาก การอุ้มลูกนอนพาดบ่า จะช่วยให้ลูกหายใจได้โล่งขึ้นเพราะศีรษะของเด็กยกสูงนั่นเอง

5.ใช้ยาบรรเทาอาการ

คุณแม่อาจใช้วิคส์วาโปรับ หรือน้ำมัน ยูคาลิปตัสเล็กน้อย หยดลงบนผ้าอ้อมแล้วผูกผ้าไว้บริเวณลำคอของลูก เพื่อให้กลิ่นระเหยไปที่จมูกของหนูน้อย

6.หัวหอมแดง

เป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยทุบหัวหอมแดงสัก 3-4 หัว วางไว้แถวหัวนอนของลูกในช่วงลูกนอนหลับ หรืออีกวิธีหนึ่งอาจต้มน้ำให้เดือด จากนั้นก็ยกลงแล้วทุบหัวหอม 7-8 หัว เติมน้ำเย็นผสมลงไปเพื่อให้เป็น น้ำอุ่นๆ ไว้เช็ดตัว หรืออาบน้ำให้ลูก ได้ผลดี

7.น้ำเกลือหยอด

เป็นไปได้ที่เด็กจะมีน้ำมูกสีขาวข้นอุดตันทางเดินหายใจในช่วงวันที่ 3-4 ของการเป็นหวัด เด็กเล็กๆ จะสั่งน้ำมูกออกมาเองไม่ได้ คุณอาจหลอดน้ำเกลือ 0.9% ก่อนสัก 5 นาที น้ำมูกและเสมหะอ่อนตัวแล้ว จะไหลออกมาเองโดยไม่ต้องดูดน้ำมูก

8.ที่ดูดน้ำมูก

ตัวช่วยที่ได้ผลดี และจะช่วยดูดน้ำมูกออกมาได้อย่างอ่อนโยน ต้องห้ามคือใช้ปากดูด เพราะคุณแม่อาจแพร่เชื้อให้ลูกได้ หรือคุณลูกแพร่เชื้อให้คุณแม่ ไม่สบายด้วยกันทั้งคู่จะยิ่งแย่กันไปใหญ่

 

ดูแลสุขภาพ หลังแฮงเอาต์ส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473538

ดูแลสุขภาพ หลังแฮงเอาต์ส่งท้ายปี

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คนที่เจอปาร์ตี้หนัก ดื่มแอลกอฮอล์กันหนักๆ ในฉลองช่วงเทศกาลปีใหม่ อาจเกิดอาการอ่อนเพลียและเป็นปัญหาได้ ดูแลตัวเองหลังแฮงเอาต์ช่วงหลังปีใหม่กันดีกว่า ไม่ยากและต้องทำ (ฮา) เพื่อฟื้นความ
พร้อมของร่างกายก่อนการทำงานนั่นเอง ปีนี้เริ่มให้ดีตั้งแต่ต้นปี รับรองว่าสุขภาพดีตลอดปีและตลอดไป

1.ก่อนเริ่มวันทำงานอย่างน้อย 1 วัน ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด โดยให้เปลี่ยนจากแอลกอฮอล์เป็นน้ำอุ่นแทน ร่างกายจะฟื้นตัวเร็ว

2.หลายคนกลับไปฉลองที่ต่างจังหวัด เจอญาติมิตรเพื่อนฝูงอาจเผลอฉลองกันเลยเถิดไปนิด แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ถ้าท่านคือคนที่ต้องขับรถหรือมีหน้าที่ควบคุมยานพาหนะ ก่อนวันกลับต้องถือกฎงดดื่มเด็ดขาด หรือหากง่วงก็อย่าฝืน ให้จอดรถพักสัก 15-20 นาที หรือเปลี่ยนให้คนอื่น (ที่ไม่ดื่ม) มาขับแทน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เรื่องเมาไม่ขับนี้รวมถึงนักปาร์ตี้ในกรุงด้วยนะ

3.สำหรับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากๆ แล้ววันรุ่งขึ้นอาจมีอาการอ่อนเพลียได้ เรียกว่าเมาค้าง วิธีการแก้ไขอาการรวมทั้งเตรียมความพร้อมของร่างกายให้พร้อมทำงาน คือให้จิบน้ำดื่ม (น้ำเปล่า) ในปริมาณที่มากขึ้น จิบครั้งละไม่มากแต่ให้จิบเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน วิธีนี้จะช่วยให้อวัยวะภายในต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น

4.ในช่วงก่อนวันเปิดทำงาน ควรดื่มน้ำอุ่น หาภาชนะป้องกันความร้อน เช่น ขวดหรือกระติกใส่น้ำร้อน เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้พร้อม เพื่อที่คุณจะจิบมันได้ตลอดทั้งวัน อย่าละเลยอุณหภูมิของอาหาร รับประทานอาหารอุ่นๆ ย่อยง่ายดีกว่า เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม

5.รับประทานอาหารให้พอเหมาะ ดูแลตัวเองให้ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ มื้ออาหารประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน (ที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลาหรือไข่) ผัก ผลไม้ ครบถ้วน

6.พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

7.ออกกำลังกายเบาๆ

เพียงแค่นี้คุณก็พร้อมสำหรับวันทำงานในวันพรุ่งนี้แล้ว แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เรื่องอาจกลับตาลปัตร เพราะคุณอาจมีอาการอ่อนเพลียนาน ซึม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีความเสี่ยงลุกลามของอาการต่างๆ และอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวต่อไป

 

5 ท่าปั้นหลัง-อก-ไหล่ ให้กระชับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473504

5 ท่าปั้นหลัง-อก-ไหล่ ให้กระชับ

โดย…สมแขก ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

หลายคนไม่กล้าฝึกกล้ามเนื้อเพราะกลัวน้ำหนักจะเพิ่มขึ้น หรือมีกล้ามใหญ่แบบนักกล้าม แต่อันที่จริงการฝึกเวตเทรนนิ่งไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะหากฝึกอย่างเหมาะสมจะทำให้กล้ามเนื้อเฟิร์มขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คืออาการปวดหลัง ปวดข้อจากการทำงานจะลดน้อยลง สุขภาพแข็งแรงขึ้น และการเผาผลาญต่างๆ ดีขึ้น เพราะกล้ามเนื้อแข็งแรง

การฝึกกล้ามเนื้อมีเทคนิคและเครื่องมือในการฝึกมากมาย สำหรับผู้เริ่มต้น เชอรี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ เทรนเนอร์ส่วนตัวของนักแสดงสาวระดับซูเปอร์สตาร์ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต หรือ แอน ทองประสม และอีกมากมาย แนะนำ 5 ท่าสำหรับฝึกกล้ามเนื้อมัดที่เล็กกว่าบริเวณร่างกายครึ่งบน กล้ามเนื้อที่ลำตัว และกล้ามเนื้อที่หัวไหล่และแขน

1.Front Dumbbell Raise

ท่านี้เป็นการเล่นไหล่ด้านหน้า ท่าฝึกกล้ามเนื้อหัวไหล่ ท่านี้นิยมเล่นกันมากเพราะโดนจริง เจ็บจริง ท่านี้เป็นท่าง่ายๆ ที่คุณอาจจะเคยเห็นมาก่อน วิธีการเล่นคือ นำดัมบ์เบลมาถือไว้สองข้าง กางขาออกทั้งสองข้าง ย่อเข่าลงเล็กน้อย หลังจากนั้นให้ยกดัมบ์เบลขึ้นทีละข้าง สูงในระดับหัวไหล่หรือเลยหัวไหล่ไปเล็กน้อย ทำสลับกันนับ 1 ครั้ง ทำประมาณ 10-12 ครั้ง ต่อ 1 เซต ทำทั้งหมด 4 เซต

1.Front Dumbbell Raise

2.One-Arm Dumbbell Row

เริ่มต้นจากการวางเข่าข้างที่ตรงข้ามกับฝั่งที่ต้องการจะฝึกไว้บนเบาะ โดยให้ตั้งแต่ข้อเท้าเลยออกมาจากเบาะ วางเท้าออกข้างห่างออกไปเล็กน้อย ปลายเท้าทำมุม 45 องศา จากนั้นโน้มลำตัวลงไปด้านหน้า ใช้มือฝั่งเดียวกับหัวเข่าที่วางไว้บนเบาะค้ำลำตัวไว้ ปล่อยแขนฝั่งที่ต้องการจะฝึกลงตามธรรมชาติ ถือดัมบ์เบลในลักษณะหันฝ่ามือเข้าหาลำตัว เป็นท่าเตรียมฝึก

– สูดลมหายใจเข้าจนสุด จากนั้นออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหลัง เพื่อดึงดัมบ์เบลขึ้นจนสุดพิสัย โดยพยายามบีบมุมของข้อศอกเข้าหาลำตัวขณะเคลื่อนที่ พร้อมกับปล่อยลมหายใจออกจนสุด จากนั้นค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อหลังออก ลดดัมบ์เบลลง เพื่อกลับสู่ท่าเตรียม พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนสุด นับเป็น 1 ครั้ง ทำข้างละ 12 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซต

2.One-Arm Dumbbell Row

3.Cable Crossover

เริ่มต้นจากการปรับอกทั้งสองฝั่งให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุด คล้องด้ามจับเอาไว้ จากนั้นให้ยืนตรง แอ่นอก ตรงกลางระหว่างเคเบิลทั้งสองข้าง เท้าทั้งสองข้างวางห่างกันประมาณหัวไหล่ จับด้ามจับทั้งสองอันแล้วดึงลงมา ให้มือทั้งสองข้างสัมผัสกันที่ความสูงประมาณสะโพก โดยหันฝ่ามือเข้าหากัน ให้แขนทั้งสองข้างถูกแรงของเคเบิลดึงออกไปจนกล้ามเนื้อหน้าอกถูกเหยียดตัวจนสุด ในลักษณะที่แขนไม่เหยียดออกไปด้วย พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนสุด แล้วออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก เพื่อดึงมือทั้งสองข้างกลับเข้าสู่ท่าเตรียม พร้อมกับปล่อยลมหายใจออกจนสุด นับเป็น 1 ครั้ง ทำข้างละ 12 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซต

3.Cable Crossover

4.Wide-Grip Rear Pull-Up

ใช้มือทั้งสองข้างจับบาร์ให้กว้างกว่าหัวไหล่ประมาณ 1 คืบ แขนและลำตัวตึง จากนั้นค่อยๆ ดึงลำตัวขึ้นจนปลายคางอยู่พอดีบาร์ โดยดึงศอกไปด้านหลัง ค้างไว้ 1-2 วินาที ขณะดึงตัวขึ้นไม่แกว่งลำตัว หรือแกว่งแขน จากนั้นค่อยๆ ลดตัวลงสู่ท่าเตรียม เมื่อถึงจุดที่แขนตึงเต็มที่แล้วก็ค้างไว้ 1 วินาที ทั้งหมดนี้นับเป็น 1 ครั้ง แล้วจึงดึงตัวขึ้นตามเดิม เริ่มครั้งที่ 2 โดยควรทำท่านี้ให้ได้ประมาณ 6-8 ครั้ง เวลาฝึกให้ขึ้นสุดลงสุดเพื่อให้กล้ามเนื้อปีกได้ใช้งานอย่างเต็มที่ เน้นบีบกล้ามเนื้อหลัง

4.Wide-Grip Rear Pull-Up

5.Back Extension

เริ่มต้นจากการนอนลงบนเบาะที่มีเบาะ Support บริเวณช่วงสะโพก และมีที่ล็อกข้อเท้า ให้ลำตัวช่วงบนเลยออกมาจากเบาะตั้งแต่ช่วงสะโพกขึ้นมา ให้ตั้งลำตัวเป็นแนวเส้นตรง มือทั้งสองข้างพาดไพล่กันไว้บริเวณหัวไหล่ เริ่มต้นจากการค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อหลังล่างออก ลดลำตัวช่วงบนลงจนสุดพิสัย โดยรักษาแนวกระดูกสันหลังให้ตรง พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนสุด ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหลังล่าง เพื่อยกลำตัวขึ้นกลับสู่ท่าเตรียม ปล่อยลมหายใจออกจนสุด นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 12 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซต

5.Back Extension

 

ประสาทหูเสื่อมโรคที่คนเป็นมักไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473500

ประสาทหูเสื่อมโรคที่คนเป็นมักไม่รู้

โดย…กั๊ตจัง

อาการประสาทหูเสื่อมเป็นโรคที่คนยุคใหม่ๆ เป็นมากที่สุดโรคหนึ่ง และที่สำคัญก็คือผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น เพราะยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่จะมีปัญหาเรื่องการฟังไม่ชัดในบางคำ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการ ส่งผลให้เกิดการสื่อสารผิดพลาด หรือต้องขอให้ผู้พูดย้ำคำพูดให้ชัดเจนอยู่หลายครั้งกว่าจะเข้าใจ

ภาวะหูเสื่อม คือ ภาวะที่การได้ยินเสียงลดลง หรือไม่ได้ยินเลย ส่วนมากจะเกิดกับ

คนสูงอายุที่ร่างกายเสื่อมถอย เช่นเดียวกับโรคสายตาสั้นหรือยาวเมื่ออายุมากขึ้น ถือเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาตัวเอง แต่จะมีในบางภาวะที่อาจจะเกิดอาการหูเสื่อมจากการรับเสียงดังมากๆ เป็นเวลานานเกินไป อย่างเช่นคนรุ่นใหม่ๆ ที่ชอบใส่หูฟังเวลานั่งรถเมล์ แล้วต้องเปิดเพลงเสียงดังเพื่อกลบเสียงรบกวนรอบข้าง หรือเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัส ประสบอุบัติเหตุ ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการประสาทหูเสื่อมได้เช่นกัน

อาการที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ เวลาอยู่ในห้องเงียบๆ เช่น เวลานอนจะได้ยินเสียงซ่า หรือเสียงคล้ายจิ้งหรีดดังอยู่ในหู มีอาการปวดหูเวลาได้ยินเสียงดัง ทั้งๆ ที่เสียงนั้นอาจไม่ดังมากเกินไปปวดหูมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความดังของเสียง ไม่สามารถทนฟังเสียงดังได้เป็นเวลานาน จะมีอาการหูอื้อ หรือมีอาการปวดในหู

สำหรับแนวทางการป้องกันนั้น หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน งดการใช้หูฟัง โดยเฉพาะหูฟังแบนอินเอียร์ที่มี

ส่วนทำลายประสาทการได้ยินมากที่สุด ส่วนแนวทางในการรักษานั้นไม่มีหนทางในการรักษาให้หายขาด แต่มีวิธีการที่จะช่วยชะลออาการนั้นให้ทุเลาลงได้ อาจจะมีทั้งการให้ยา รับประทานวิตามิน และเครื่องช่วยฟังซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้มากที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยกลับเข้าสู่ภาวะปกติใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ที่ไม่ต้องคอยเงี่ยหูฟัง ต้องเดินเข้ามาใกล้ๆ ถึงจะได้ยินหรือให้อีกฝ่ายย้ำคำพูดจนเกิดความรำคาญอีกต่อไป

 

Vatayanasana Variation ท่าม้าหมอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473199

Vatayanasana Variation ท่าม้าหมอบ

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้อาจจะเป็นท่าม้าในเวอร์ชั่นที่ง่ายที่สุดเลยทีเดียว การฝึกท่าม้านั้นนักเรียนมือใหม่หลายคนไม่กล้าฝึก เพราะมีแรงกดอย่างหนักลงที่ข้อต่อโดยเฉพาะหัวเข่าและข้อเท้า ท่าม้าหากฝึกไม่ถูกอาจทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บได้ เพราะถือเป็นท่าที่อยู่ในระดับกลางถึงระดับสูงเลยทีเดียว สำหรับท่าม้าหมอบเป็นท่าที่ไม่ยากและได้ประโยชน์บริเวณสะโพก ขาหนีบ ทั้งยังผ่อนคลายแนวกระดูกสันหลัง

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มจากทำท่าแมว ให้เช็กตำแหน่งวางฝ่ามือ หัวเข่า ให้ถูกต้อง หายใจเข้าออกสักครู่ เพื่อเตรียม

 

2 หายใจเข้า จากนั้นให้ตั้งเข่าข้างซ้ายขึ้นเหมือนม้า เปิดฝ่าเท้าซ้ายชี้ออกไปด้านข้าง หากรู้สึกช่วงขาแคบไปให้ขยับฝ่าเท้าซ้ายออกไปด้านข้างเล็กน้อย

 

3 หายใจออก ให้โน้มตัวไปด้านหลังคล้ายท่าเด็กหมอบ ยืดแขนด้านหน้าให้รู้สึกสบาย ข้อศอกไม่ตึงจนเกินไป ลดก้นขวาลงไปใกล้ส้นเท้า วางหน้าผากลงพื้น หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

มาเข้าใจผิว รับมือลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473198

 

โดย…นพ.ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์ นายกสมาคมเวชสำอางและศัลยศาสตร์ผิวพรรณ

ลมหนาวใกล้เข้ามาทุกที วันนี้คุณหมอมีสาระดีๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับเตรียมผิวให้พร้อมรับมือในช่วงหน้าหนาว เพราะเมื่อลมหนาวโชยมาทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลง ความชื้นในอากาศก็ย่อมลดลง ทำให้อากาศแห้งกะทันหัน ผิวกายของเราก็เริ่มแห้ง จะสัมผัสได้จากผิวที่เริ่มหยาบ ลอก ตกสะเก็ด แตก เพราะผิวขาดความมัน ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วยิ่งจะมีอาการเพิ่มมากขึ้น โดยจะเริ่มมีผื่นสีแดงๆ กระจัดกระจายตามแขนขา ในคนสูงอายุก็จะมีผื่นขึ้นตามตัวด้วย เพราะต่อมไขมันทำงานได้ไม่ดี ถ้าหากอากาศหนาวจัดๆ อย่างทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผิวจะมีอาการชัดมาก เริ่มจากเป็นสีแดงๆ มีสะเก็ดหนา และมีรอยแตกเป็นร่องเป็นทาง บางรายถึงขั้นมีเลือดไหลซิบร่วมด้วย

ผิวหนังมีหน้าที่ป้องกันอันตรายจากสิ่งภายนอก ซึ่งเซลล์ชั้นนอกสุดมี 2 ชั้นใหญ่ๆ คือ

1.ชั้นหนังกำพร้า (ชั้นขี้ไคล) ประกอบด้วยเซลล์ซึ่งตายแล้วเรียงตัวกันหลวมๆ ประมาณ 15 ชั้น ไร้ส่วนประกอบของเซลล์ทั่วๆ ไป เป็นที่สะสมของน้ำนวลธรรมชาติ อาทิ กรดอะมิโน ไขมัน น้ำมัน และแร่ธาตุบางอย่าง ดังจะเห็นได้ชัดในคนหนุ่มสาว อย่างที่คนโบราณกล่าวว่า คนมีน้ำ มีนวล

2.เซลล์ใต้ชั้นขี้ไคล เป็นเซลล์ที่อยู่รวมกันอย่างแน่นหนา ถ้าเราลอกผิว เช่น ลอกหน้าบางๆ ออกแล้วจะเห็นชั้นนี้ใสมัน หน้าที่คือป้องกันไม่ให้น้ำระเหยจากผิวมากเกินไป ตามปกติน้ำจะระเหยออกจากผิวหนังประมาณวันละ 100 ซีซี และระเหยทางต่อมเหงื่อที่มือและเท้า วันละ 300-500 ซีซี แต่ถ้าอากาศร้อนมากๆ เราจะเสียเหงื่อไปถึงวันละ 2 ลิตร/ชั่วโมง การที่เราผิวแห้งขึ้นอยู่ที่เซลล์ผิวในชั้นนี้ ซึ่งอยู่ที่น้ำนวลธรรมชาติจะอุ้มน้ำไว้ได้เท่าใด รวมถึงอิทธิพลจากน้ำซึ่งอยู่ใต้ผิวที่มาแทนที่น้ำที่ระเหยออกได้ เซลล์ชั้นล่างสุดจะชุ่มชื้นกว่าชั้นบนๆ ชั้นกลางมีกรดอะมิโน ซึ่งมีความสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าสารต่างๆ ที่อยู่ในชั้นเหล่านี้ คือ ยูเรีย กรดยูโรคานิก โซเดียมพีซีเอ 2% ดังนั้นเมื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากผิว จะล้างเอาโซเดียมพีซีเอออกไปด้วย จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เช่น เจลล้างหน้าที่ผสมโซเดียมพีซีเอทดแทนกลับมาคืน

อาการผิวแห้งมักเกิดที่แขน มือ ขา โดยปกติแล้วอาการจะไม่รุนแรงนัก แต่ในบางกรณีอาจเป็นผื่นคัน สำหรับคนผิวคล้ำอาการผิวแห้งจะสังเกตได้ชัดมากกว่าคนผิวขาว และหากดูแลรักษาไม่ถูกวิธีก็อาจนำไปสู่โรคผิวหนังได้ จะสังเกตผิวแห้งได้เพียงแค่มองดูว่าผิวมีสะเก็ดขุยบางๆ ซึ่งความจริงอาจเป็นเพียงชั้นขี้ไคลหนาขึ้นเท่านั้น เมื่อมีสะเก็ดหนาขึ้นอาจจะการลอกหลุดเป็นแผ่น สำหรับในคนสูงอายุผิวจะมีความชุ่มชื้นของผิวพรรณ กรดอะมิโน และการผลิตไขมันที่ลดลง เพราะว่าผิวไวต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีการปรับเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิรอบข้างช้ากว่าคนหนุ่มสาว ทำให้เกิดผื่นคันได้ง่าย รวมถึงน้ำนวลธรรมชาติในคนสูงอายุลดลง เนื่องจากมีไขมันลดลง

เมื่อร่างกายปะทะกับลมหนาว แสงแดดและอากาศเย็น ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวมากขึ้น จึงต้องดูแลรักษาโดยใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อถนอมผิวพรรณ ซึ่งมีสารหลายกลุ่มดังนี้

1.กลีเซอร์รีน เป็นที่รู้จักกันมานาน ราคาถูก แต่ก็ให้ความชุ่มชื้นดี

2.ยูเรีย เหมาะกับทาตัว แขนขา ไม่เหมาะกับผิวหน้า

3.โซเดียมพีซีเอ เป็นองค์ประกอบของน้ำนวลธรรมชาติ สังเคราะห์ได้และใช้แทนของธรรมชาติ

4.ปิโตรลาตัม ของเก่าใช้ได้ดี แต่เหนียวเหนอะหนะ หลายคนอาจไม่ชอบใช้

5.เกลือกรดแลกติก สำหรับใช้ทาผิวกาย

6.กรดฮัยอัลยูโรนิก ของดีแต่ราคาแพง นิยมใช้กับผิวหน้า

7.กลุ่มโปรไปลีน ไกลคอล บิวไตลีน ไกลคอล ฯลฯ

8.กลุ่มซิลิคอน

9.สมุนไพร เช่น ว่านหางจระเข้ และคอลลาเจน ฯลฯ

ครีมบำรุงผิวที่ดีจะต้องมีส่วนประกอบของสารที่กล่าวมา ขึ้นอยู่ว่าจะใช้ทากรณีใด ทาแขน ทาลำตัว หรือทาหน้า บางทีแยกออกเป็นทามือ ทาเท้า ถ้าใช้ทาหน้าจะต้องทดสอบว่าใช้แล้วสิวขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมัน (Oil) บางคนว่าใช้น้ำมันแล้วดี จริงอยู่ที่อาจดีสำหรับคนบางคน แต่คนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่เป็นสิว เมื่อใช้แล้วสิวจะเห่อ ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ Oil Free คือไร้ไขมัน บางคนทาแล้วผิวยังแห้ง โดยเฉพาะคนสูงอายุหรืออยู่ในเขตหนาวจัด ผู้ผลิตอาจผลิตครีมบำรุงผสมไขมันชนิดสำหรับผิวแห้งมาก แต่ก็อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสิวตามมา

ในกรณีที่เป็นผื่นตามตัว ถ้าใช้สารป้องกันและบำรุงแล้วผื่นยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ โดยใช้ยาสเตียรอยด์ทา สำหรับบางคนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้าแตกมาก เคยใช้มาสารพัดอย่าง ไปตระเวนพบแพทย์ผิวหนังหลายสิบคนก็ยังไม่หาย ความจริงต้องไม่ทำอย่างนั้น แทนที่จะเปลี่ยนแพทย์ เปลี่ยนยาไม่ดีกว่าหรือ เพราะแพทย์ที่เคยให้ยาแล้วจะทราบว่าชนิดนี้ไม่ดีสำหรับคุณ ต้องเพิ่มใช้อย่างแรงขึ้น ถ้าเปลี่ยนแพทย์ใหม่เขาไม่ทราบว่าใช้ยาอะไรมาถึงจะพอดีกับการรักษา ครั้นจะใช้ยาแรงตั้งแต่ครั้งแรก ก็ยังดูกระไรอยู่ เป็นต้น

หลังจากที่ผื่นหายแล้ว จำเป็นต้องใช้ครีมบำรุงป้องกันอีก บางคนอาจจะใช้แบบธรรมดา แต่ในบางคนต้องใช้ชนิดที่เรียกว่า Protective Cream หรือแบบป้องกันได้จริง ไม่ใช่แค่ป้องกันซึ่งจะต้องมีส่วนผสมของสารกลุ่มซิลิคอนร่วมด้วย สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้สามารถผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้โดยปราศจากโรคแพ้ผื่นคัน และมีสุขภาพผิวที่ดีกันทุกคน

เลือกกินอาหารให้เหมาะสมช่วงวัย ช่วยป้องกันความเครียดได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472732

เลือกกินอาหารให้เหมาะสมช่วงวัย ช่วยป้องกันความเครียดได้

โดย…ราภรณ์

ปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ปฏิบัติอยู่นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายในแต่ละช่วงวัย และนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินแบลคมอร์ส จากประเทศออสเตรเลีย นำโดย ผุสดี สุจิตจร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แบลคมอร์ส (ประเทศไทย) จึงจัดกิจกรรม Blackmores Livemore VIP Days 2016 สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติ โดยเชิญ พญ.ธิศรา วีรสมัย หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 1 ร่วมให้ความรู้ในหัวข้อ “Be a Well Being สุขภาพดีทุกช่วงวัยใครว่ายาก?”

พญ.ธิศรา กล่าวว่า การใช้ชีวิตในแบบ Well Being คือ การกินดีอยู่ดี ชีวิตเต็มไปด้วยความผาสุก ต้องประกอบไปด้วยความสุขสมบูรณ์ทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ มีหน้าที่การงานมั่นคง อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและครอบครัวที่ดี ทั้งนี้ความผาสุกของร่างกายและจิตใจนั้น จะต้องสามารถบริหารความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในแต่ละช่วงวัยจะมีความเครียดและการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน

กลุ่มวัยทำงาน ควรกินวิตามินบี ซี และอาหารที่มีสารอาหารแมกนีเซียม

กลุ่มวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับภาวะเครียดมากที่สุด เพราะสนใจกับหน้าที่การงานจนลืมดูแลสุขภาพ ซึ่งการทำงานหนักทำให้ร่างกายเผชิญความเครียดทุกๆ นาทีโดยที่ไม่รู้ตัว ปัจจุบันมีโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer vision syndrome) หมายถึง การใช้สายตาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จนกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาลดลงจนปวดกล้ามเนื้อตา มองภาพไม่ชัด เหล่านี้แฝงอยู่ในความเครียดและกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอยากความหวาน รับประทานแต่อาหารในกลุ่มแป้ง น้ำตาล ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ประกอบกับการใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ในกลุ่มนี้การดูแลสุขภาพจึงเน้นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสม และที่สำคัญคือ การรับประทานอาหารและได้สารอาหารที่ครบถ้วน ปัจจุบันอาหารที่มีงานวิจัยพบว่าสามารถต้านความเครียดได้ดี จะอยู่ในกลุ่มพวกวิตามินบี และควรรับประทานอาหารที่มีสารอาหารแมกนีเซียม วิตามินซี เช่น รับประทานผลไม้ ฝรั่งและส้ม และธาตุสังกะสีร่วมด้วย

กลุ่มครอบครัวควรกินโอเมก้า 3

กลุ่มครอบครัว ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มนี้ หากอยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมจะมีบุตร ก่อนการตั้งครรภ์มีงานวิจัยพบว่า การรับประทานโฟเลตก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน และหลังตั้งครรภ์รับประทานอย่างต่อเนื่องอีก 3 เดือน จะช่วยลดความพิการของไขสันหลังเด็กลงได้ส่วนหนึ่ง ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก็ควรได้สารอาหารที่อยู่ในกลุ่มโอเมก้า 3 ซึ่งจะมีสาร DHA ช่วยบำรุงสมองลูก แต่หากอยู่ในช่วงการเลี้ยงลูก ร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยวิตามินซีจะพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียว แต่ข้อเสียคือวิตามินซีสลายตัวง่าย การปรุงอาหารด้วยความร้อนจะสูญเสียวิตามินซีได้ถึงร้อยละ 60 การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทวิตามินซีจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย นอกจากนี้ในแง่ของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย การศึกษาวิจัยพบว่า การรับประทานวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จะช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ที่เรียกว่าสารฮิสตามีนได้ร้อยละ 40 อีกด้วย

กลุ่มวัยทอง ควรกินสารอาหารโคเอนไซม์ คิวเทน

กลุ่มวัยทองหรือวัยสูงอายุ ร่างกายจะขาดฮอร์โมน เกิดความเสื่อมของเซลล์ เช่น ผิวพรรณไม่ชุ่มชื้น ความทรงจำแย่ลง ไขมันในเลือดสูงขึ้นทำให้มีโอกาสเกิดไขมันอุดตันและเกิดภาวะหลอดเลือดตีบ ไม่ว่าจะเป็นสมองหรือหัวใจ การเสื่อมของข้อเข่า ดังนั้นการดูแลที่สำคัญคือปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต พักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ควรออกกำลังกายในลักษณะที่เรียกว่า เวต แบริ่ง เน้นการออกกำลังกายให้กระดูกแข็งแรง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ แต่หากมีน้ำหนักตัวมากจนมีอาการเจ็บข้อเข่า อาจเป็นการเดินออกกำลังในน้ำแทน

สารอาหารที่เหมาะสำหรับคนกลุ่มนี้ ได้แก่ สารอาหารโคเอนไซม์ คิวเทน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย โดยเฉพาะการทำงานของหัวใจ และในขณะเดียวกันก็มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมถึงควรรับประทานอาหารที่ให้โอเมก้า 3 ซึ่งมี EPA และ DHA โดยเฉพาะ EPA มีบทบาทลดไขมันตัวร้าย หรือไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่ม HDL หรือไขมันตัวดีให้กับร่างกาย รวมถึงยังช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด ส่วนปัญหาผู้สูงอายุเข่าเสื่อม นอกจากรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีแล้ว กลูโคซามีนก็มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นสารตั้งต้นของไฮยาลูโรนิคแอซิด ซึ่งพบมากในกระดูกอ่อนตามข้อ มีคุณสมบัติช่วยให้ความยืดหยุ่นกระดูกอ่อนดี การเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น ลดกระบวนการอักเสบตามข้อได้ดีอีกด้วย

 

อย่าปล่อยให้ โรคหลอดเลือดสมองคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472383

อย่าปล่อยให้ โรคหลอดเลือดสมองคุกคาม

โดย…พุสดี

จากรายงานขององค์การอัมพาตโลก ชี้ชัดว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของประชากรอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลก และยังเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 5 ของประชากรที่อายุระหว่าง 15-59 ปี ในแต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองกว่า 6 ล้านคน ถือว่ามากกว่าคนที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และโรคมาลาเรีย รวมกันซะอีก

คำถาม คือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?

จริงๆ แล้วโรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก โดยสังเกตอาการได้จากมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว น้ำลายไหล กลืนอาหารลำบาก มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก เดินเซ ทรงตัวลำบาก เป็นต้น

ภกญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ถือเป็นโรคที่อันตรายมาก ทางที่ดีเพื่อป้องกันมฤตยูดังกล่าว เราต้องสำรวจพฤติกรรมของเราก่อนว่าเสี่ยงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองหรือไม่ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด-ปิ้งย่างหรือไม่ เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น หากเราไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ ต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำทุกปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ถ้าพบต้องรีบปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันการเกิดโรคได้

หากตรวจพบว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการโรคหลอดเลือดสมองแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยทันที แต่หากยังไม่ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้ดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที/วัน ให้ได้ 3 ครั้ง/สัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่สำคัญควรกินอาหารอย่างสมดุล หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน และเน้นบริโภคปลาทะเลน้ำลึก อย่างปลาแซลมอน ปลาแอนโชวี่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า เป็นต้น เพราะในปลาทะเลน้ำลึกมักพบกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือดได้

“นอกจากอาหารประเภทปลาแล้ว อาหารบางชนิดก็มีโอเมก้า-3 เช่นกัน อาทิ ไข่ไก่ ผักใบเขียวบางชนิด อย่างผักคะน้า ผักกาดหอม ผักโขม ฯลฯ หรือผักตระกูลกะหล่ำ น้ำมันพืช อย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา และถั่วเหลือง เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เราหันมาใส่ใจเรื่องการบริโภคอย่างสมดุล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคภัยทั้งปวง” ภกญ.วิชชุลดา กล่าวทิ้งท้าย

 

ท่าโยคะ เพื่อเรียวขาสวย สตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472215

ท่าโยคะ เพื่อเรียวขาสวย สตรอง

โดย…พุสดี

“รองเท้าส้นสูง” คือหนึ่งในแฟชั่นไอเท็มชิ้นสำคัญสำหรับคุณผู้หญิงทุกคน เพราะสามารถช่วยเสกขาของสาวๆ ให้ดูเรียวยาวมีเสน่ห์ ลำตัวสูงขึ้นได้ในพริบตา ยิ่งนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ลุคต่างๆ ก็ยิ่งเสริมสร้างความมั่นใจได้อย่างดี ทว่าภายใต้ความสวยนั้นหลายคนต้องแลกด้วยความเจ็บปวด เพราะการสวมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ทำให้นิ้วเท้าต้องรองรับน้ำหนักตัวมากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น นิ้วเท้าขด เท้าผิดรูป ท่าทางการเดินเปลี่ยนไป กล้ามเนื้อน่องหดเกร็ง รู้สึกปวดเมื่อยเกิดอาการขาชา ข้อเข่าเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร และกระดูกสันหลังผิดรูป นานวันจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปัญหาสุขภาพระยะยาวได้

งานนี้สาวๆ ไม่ต้องสวยแบบกังวลใจไป เพราะ “ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช” และ “ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ” สองกูรูโยคะจากสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) มีท่าฝึกโยคะพื้นฐานง่ายๆ มาเป็นตัวช่วยสำหรับสาวที่อยากสวมใส่รองเท้าส้นสูงอย่างมั่นใจและปลอดภัย ด้วยการยืดเหยียด สร้างความยืดหยุ่นคู่กับความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง ต้นขา น่อง และข้อเท้า เพื่อผ่อนคลายอาการหดตึงกล้ามเนื้อ กระชับกล้ามเนื้อขา ลดไขมันสะสมบริเวณสะโพกและก้น พร้อมจัดเรียงกระดูกสันหลังให้ยืดตรง เพื่อปรับสรีระให้งดงามบุคลิกภาพดี ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ สัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออกหนักเบาอย่างเป็นจังหวะ

1.Chair Pose

ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ต้นขา น่อง ข้อเท้า และช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก พร้อมทั้งจัดเรียงกระดูกสันหลังให้ยืดตรง กระชับกล้ามเนื้อขา ลดไขมันสะสมบริเวณสะโพกและก้น ทั้งยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างลงไปถึงขา อันเนื่องมาจากการนั่งกดทับเป็นเวลานาน

Chair Pose

 

2.Warrior II

ช่วยสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นสะโพก ขา และข้อเท้า พร้อมยืดหัวไหล่ แผ่นอก ปอด และกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน บรรเทาอาการปวดหลัง

Warrior II

3.Triangle

ช่วยสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ต้นขา เข่า และข้อเท้า ในขณะเดียวกันจะช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อสะโพก ต้นขาด้านในและน่อง ทั้งยังช่วยบำบัดโรคปวดหลัง หรือในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดหลัง รวมถึงผ่อนคลายความเครียด

Triangle

 

4.Downward Dog

ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง คลายความเครียด ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมทั้งช่วยยืดไหล่ มือ ข้อมือ และน่อง รวมถึงสร้างความแข็งแรงให้แขนและขา ช่วยยืดเอ็นร้อยหวาย หลังจากใส่ส้นสูงนานๆ

Downward Dog

 

5.Standing Forward Bend

ช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยยืดน่อง พร้อมสร้างความแข็งแรงและช่วยกระชับต้นขา ช่วยยืดตั้งแต่หลัง สะโพก ขา และข้อเท้าจากการใส่ส้นสูงนานๆ เนื่องจากเวลาใส่ส้นสูง สรีระของผู้หญิงจะอยู่ในท่าที่หลังส่วนล่างแอ่นออกไปมากกว่าปกติ สะโพก และเข่าโค้งงอ ส่งผลให้ร่างกายอาจบาดเจ็บได้ในระยะยาว

Standing Forward Bend

 

Baby Hopper Pose

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/471986

Baby Hopper Pose

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการออกแบบประยุกต์ให้ท่าง่ายขึ้นสำหรับตระกูล Arm Balance ในขณะที่ท่านี้ยังมีเท้าหนึ่งข้างอยู่ที่พื้น แต่ครูได้ให้ใช้ท่อนแขนวางที่พื้นแทนฝ่ามือ เพื่อช่วยสำหรับคนที่มีปัญหาที่ข้อมือ การฝึกท่านี้สะโพกต้องเปิดพอสมควร รวมทั้งควรเตรียมความพร้อมการยืดเส้นขาด้านหลัง และการบิดด้านข้าง จึงเหมาะที่จะฝึกหลังจากวอร์มร่างกายมาดีแล้ว

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งหลังตรงในท่า Dandasana พนมมือไว้ที่หน้าอก หายใจเข้าออกสักครู่เพื่อเตรียม

 

2 ส่งขาขวาวางข้ามขาซ้ายชันเข่าไว้ แล้วเอียงลำตัวมาทางฝั่งซ้าย ด้วยการวางท่อนแขนซ้าย ยกกระดูกก้นขวาขึ้น

 

3 ส่งมือขวาไปจับฝ่าเท้าซ้ายด้านนอก ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออกตามปกติ

 

4 หายใจเข้า ยกก้นและสะโพกลอยขึ้นจากพื้น ทรงตัวไว้ โดยกระจายน้ำหนักลงที่ท่อนแขนซ้ายและฝ่าเท้าข้างขวา หันหน้าไปทางฝ่าเท้า ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ แล้วค่อยๆ คลาย จากนั้นลองทำสลับข้าง