8โรคไวรัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/471985

8โรคไวรัส

พญ.ภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังเลเซอร์และความงาม โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า ช่วงที่ลมหนาวมาเยือนสลับกับอากาศร้อนและฝนในบางช่วง มักทำให้เกิดโรคที่มาจากไวรัส แบ่งเป็นโรคใหญ่ได้ถึง 8 โรค ได้แก่

1.โรคสุกใส หรืออีสุกอีใส

เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ติดต่อได้ทางอากาศ น้ำมูก น้ำลาย สัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสโดยตรง หรือการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย จะเริ่มจากการปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ ต่อมาจะเริ่มมีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นตามผิวหนัง  ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน

การรักษา

1.หากมีไข้จะสั่งยาลดไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด

2.ทำความสะอาดร่างกาย ให้ยาแก้คัน และในผู้ป่วยบางรายอาจมีการให้ยายับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัส

3.ห้ามใช้ข้าวของปนกันผู้อื่น

4.พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ

5.ควรแยกผู้ป่วยออกจากคนที่ไม่เคยเป็นโรค จนกว่าตุ่มน้ำสุดท้ายจะแห้งตกสะเก็ด คือ พ้นระยะติดต่อ

2.โรคงูสวัด

เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดสุกใส เมื่อติดเชื้อครั้งแรกจะทำให้เป็นโรคสุกใส และเมื่อหายแล้วเชื้อจะยังอยู่ในร่างกายตลอดไป หลบอยู่ตามปมประสาท รอเวลาร่างกายอ่อนแอ ไวรัสที่แฝงอยู่จะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัด อาการของโรค มักจะมีปวดเมื่อยเนื้อตัว อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ ปวดแปลบหรือปวดแสบ หรือปวดแสบร้อนในบริเวณที่เป็น จากนั้นจะเริ่มมีตุ่มน้ำใสๆ เป็นกระจุกปนปื้นแดง พบได้บ่อยบริเวณลำตัว แต่ก็สามารถเป็นได้ในบริเวณอื่น

การรักษา

1.แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน หลังเกิดอาการเพื่อลดความรุนแรง หรือให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลในกรณีที่เป็นรุนแรง

2.หากงูสวัดขึ้นตา จะต้องไปพบจักษุแพทย์ เพื่อให้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

3.โรคเริม

เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม HERPES (Hsv-1/Hsv-2) เริ่มจะมีลักษณะเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำขนาดเล็ก พบได้บ่อยที่บริเวณเนื้ออ่อน เช่น ริมฝีปาก อวัยวะเพศ และก้น ผู้ป่วยมักมีประวัติเป็นซ้ำบริเวณเดิม อาการเมื่อติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ หากเคยเป็นมาแล้วสามารถเป็นอีกหากเกิดภาวะเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ หากเคยเป็นมาบ่อย ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเจ็บ คันเท่านั้น และมักมีประวัติเครียด พักผ่อนไม่พอ ร่างกายอ่อนแอก่อนที่ตุ่มน้ำจะขึ้น

การรักษา

1.ถ้าอาการรุนแรง แพทย์จะให้ยาทา และรับประทานยาอะไซโคลเวียร์ เพื่อต้านการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส

2.หากมีภาวะแทรกซ้อน หรือการติดเชื้อแพร่กระจาย ผู้ป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้ยาเข้าหลอดเลือดดำและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ผู้ป่วย มะเร็ง ผู้สูงอายุ

3.การใช้ยารับประทานจะช่วยทำให้ผื่นหายเร็วขึ้น

4.โรคหัด

มักเกิดขึ้นในเด็กเล็กช่วงอายุประมาณ 1  ขวบ ถึงช่วงวัยประถมศึกษา โรคหัดมักติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ จะมีไข้สูง ไอมาก ตาแดง คล้ายเป็นหวัด ต่อมาจะมีผื่นแดงขนาดเล็กขึ้นตามแขน

การรักษา

1.ปฏิบัติตัวเหมือนรักษาโรคไข้หวัด คือ พักผ่อน ดื่มน้ำสะอาด หากมีไข้สามารถรับประทานยาลดไข้ได้

2.ควรแยกผู้ป่วยออกจากคนใกล้ชิด จนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ

3.บางรายอาจมีอาการหอบ หายใจเร็วกว่าปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที

5.โรคหัดเยอรมัน

สามารถติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ หากเกิดขึ้นกับสตรีมีครรภ์อาจทำให้ทารกพิการได้ อาการของโรคนี้ คือจะมีไข้ต่ำ ร่วมกับอาการปวดเมื่อยตามตัว และจะมีผื่นแดงเป็นปื้นขึ้นที่หน้าและขึ้นเต็มตัวภายใน 1 วัน

การรักษา

1.ปฏิบัติตัวเหมือนรักษาโรคไข้หวัด คือ พักผ่อน ดื่มน้ำสะอาด หากมีไข้สามารถรับประทานยาลดไข้ได้ 2.ควรแยกผู้ป่วยออกจากคนใกล้ชิดจนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ 3.บางรายอาจมีอาการหอบ หายใจเร็วกว่าปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที

4.หากมีอาการคันร่วมด้วยจะต้องทายาแก้ผดผื่นคัน

6.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ลักษณะจะเป็นผื่นแดง แห้ง ลอก และมีอาการคันผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับแขน ขา ใบหน้า สามารถพบได้แทบทุกฤดูกาล แต่ในช่วงฤดูหนาวผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันตามร่างกายอย่างรุนแรง หากเกาจะทำให้เกิดแผลถลอกและติดเชื้อได้

การรักษา ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เช่น

1.การเลือกสบู่ หรือครีมอาบน้ำที่อ่อนโยน และไม่ควรอาบน้ำร้อนจนเกินไป

2.การเลือกใส่เสื้อผ้า ควรใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่ม ระบายอากาศ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก

3.ควรเลือกโลชั่นหรือครีมทาผิว ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและสารกันเสีย เพราะอาจทำให้อาการแพ้รุนแรงขึ้น

4.ไม่ถู ขัด เกาบริเวณที่เป็นผื่น นอกจากนี้การพักผ่อน การออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

7.ผื่นผิวหนังอักเสบ

จะมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีสะเก็ด เป็นมัน โดยมากจะเกิดบริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู และหนังศีรษะ โดยเฉพาะหน้าหนาวยิ่งทำให้ผิวแห้ง จึงทำให้ผื่นชนิดนี้มีโอกาสเกิดได้มากขึ้น

การรักษา

1.ระยะเฉียบพลัน ให้ประคบด้วยน้ำเกลือจนกว่าจะแห้งจึงหยุดประคบ 2.ระยะปานกลาง แพทย์จะให้ทายาสเตียรอยด์ แต่จะต้องอยู่ที่ตำแหน่งของผื่นด้วย 3.ระยะเรื้อรัง การใช้ยาสเตียรอยด์ผสม Salicylic Acid จะช่วยให้ผื่นหายเร็วขึ้น

8.เชื้อรา

กลาก เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ ซึ่งจะเกิดที่ผิวหนังชั้นนอกสุด  เช่น คอ ลำตัว แขนขา ศีรษะ เล็บ ติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรงและติดต่อง่าย

การรักษา

1.ทาขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนติดต่อกันทุกวันประมาณ 3-4 สัปดาห์

2.ผู้ที่เป็นๆ หายๆ จะต้องรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานร่วมด้วย ซึ่งการรับประทานยาจะต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์

ควรทำความสะอาดของร่างกายด้วยการอาบน้ำฟอกสบู่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับและซอกต่างๆ ของร่างกาย อย่าปล่อยให้เปียกชื้น และระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้นอยู่เสมอ-ควรแยกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวอื่นๆ ไม่ควรใช้สิ่งของเหล่านี้ปะปนกัน และห้ามใช้ครีมสเตียรอยด์ทารักษาโรคกลาก เพราะอาจจะทำให้โรคลุกลามได้

 

‘กล้วย’ อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/471305

‘กล้วย’ อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย

โดย…พุสดี

กล้วย ผลไม้ที่คนไทยเห็นชินตามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะฤดูไหนก็สามารถหามากินได้ จนหลายครั้งที่เรากินเพราะความอร่อย โดยไม่รู้คุณประโยชน์มากมายที่ซ่อนอยู่ ทั้งที่กล้วยถือเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก วิตามินก็มีครบ ทั้งวิตามินเอ บี อี ซี และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็งแถมยังช่วยคลายเครียด นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีน สามารถใช้เป็นอาหารสุขภาพสำหรับเด็กและคนทุกเพศทุกวัยได้

ยิ่งกว่านั้น “กล้วย” ยังถือเป็นผลไม้ที่ช่วยคลายสารพัดปัญหาและโรคภัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างสำหรับคนที่มีกลิ่นปากกวนใจ เพียงแต่กินกล้วยสุกหลังตื่นนอนแล้วจึงค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากก็จะหายไป ขณะที่ส่วนต่างๆ ของกล้วย ไม่ว่าจะกินแบบผลสุก ผลดิบ กินหยวกกล้วยหรือปลีกล้วย ก็ยังให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า ในตำราอาหารไทยโบราณ “กล้วย” มักถูกเลือกใช้ในสำรับทั้งอาหารหวานคาวและของว่าง

ข้อมูลจากหนังสือบันทึกของแผ่นดินเล่มที่ 6 สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า กล้วยมีคุณประโยชน์มากๆ ในการคลายสารพัดปัญหาในช่องท้อง มีงานวิจัยที่พบว่ากล้วยสามารถรักษาโรคกระเพาะได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากกล้วยจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้นโอกาสเป็นแผลก็น้อยลง แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย ดังนั้น กล้วยจึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ กรดอะมิโนทริปโตเฟนที่มีอยู่ในกล้วยยังสามารถเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย อารมณ์ผ่องใส และรู้สึกมีความสุข ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าความเครียดเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ดังนั้นการกินกล้วยจึงเท่ากับเป็นการรักษาโรคกระเพาะแบบองค์รวมเลยทีเดียว

ส่วนกล้วยดิบนั้น สังเกตง่ายๆ กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุกเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ประปรายนั้น เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย เนื่องจากในกล้วยดิบ มีสารที่เรียกว่า แทนนิน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสีย นอกจากนี้ยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ เพิ่มกากเวลาถ่าย และมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้น การใช้กล้วยแก้ท้องเสียเท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมชดเชยกับที่สูญเสียไปเวลามีอาการท้องร่วง ถ้าร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมไปมากๆ จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ ในคนชราอาจทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตได้

ขณะที่กล้วยสุกงอม ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์ช่วยระบายอย่างดี เนื่องจากมีเพกตินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มกากให้กับลำไส้ เมื่อผนังลำไส้ถูกดันก็จะทำให้รู้สึกอยากขับถ่าย นอกจากนี้ ยังมีเส้นใยที่ร่างกายไม่ย่อย เรียกว่า อินูลิน ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ หรือโปรไบโอติกส์ ซึ่งทำหน้าที่ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ อย่างไรก็ตามด้วยความที่กล้วยน้ำว้าสุกมีฤทธิ์ระบายไม่แรงมาก จึงต้องกินเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะเห็นผล โดยสังเกตได้ว่าอุจจาระจะเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื่องจากการทำงานของโปรไบโอติกส์นั่นเอง อีกทั้งกล้วยยังช่วยหล่อลื่นในการขับถ่าย จึงไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก และรู้สึกว่าถ่ายออกหมดไม่เหลือกากตกค้าง

หยวกกล้วยอ่อน หรือแกนในต้นกล้วยอ่อน ถือเป็นผักพื้นบ้านที่พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีสานและภาคใต้ หยวกกล้วยประกอบด้วยเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเส้นใยเหล่านั้นจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรก สารพิษตามลำไส้ สิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ และยังช่วยกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวดันของเสียนั้นออกมา ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่สารพิษเหล่านั้นจะไปก่อให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารนั่นเอง

 

The Rack Variations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470687

The Rack Variations

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการออกแบบต่อยอดมาจากกูรูโยคะชื่อดังชาวยูเครนคือท่าน Andrey Lappa ในแบบออริจินอล จะไม่มีการยกขาและทำพร้อมกัน 2 แขนเลย แต่ครูได้ปรับท่าจากของเดิม เพื่อให้เน้นความรู้สึกของกลุ่มกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันออกไป แต่ผู้ฝึกยังคงรู้สึกถึงต้นแขนด้านใน ด้านนอกของหน้าอกส่วนบน รวมถึงข้อศอก ที่สำคัญต้องระวังข้อต่อข้อศอก อย่าทำเกินพอดี พลังงานจะไหลเวียนผ่านช่วงไหล่ ไปจนถึงปลายนิ้วมือ รวมทั้งได้ยืดเส้นขาด้านหลังเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรงในท่า Dandasanaแล้วชันเข่าขวาขึ้นมาเพื่อเตรียม

 

2.มือขวาให้วางไว้บนเข่าขวา ส่วนมือซ้ายให้วางพื้นด้านหลัง แล้วเลื่อนมือไปเรื่อยๆ ให้ไกลจากลำตัว กระดูกสันหลังโค้งตามแนวธรรมชาติ ไม่ฝืนเกินไป ระวังข้อศอก ไม่ยืดมากไป เอาแบบพอดีๆ หายใจเข้า-ออก สักครู่ อาจค้างท่าสัก 10 วินาทีก่อนได้

 

3.หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นมา ใช้มือจับที่ฝ่าเท้าหรือน่อง ตามความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

4.หายใจออกกดขาและหน้าผากมาเจอกัน กดคางต่ำ ค้างท่าประมาณ 20-45 วินาทีขณะค้างท่าให้หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติจากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

 

เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่านั่งก้มตัว โดยพับตัวไปด้านหน้า(Paschimottanasana) แล้วค่อยๆ คลาย

 

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470686

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

โดย…แพทย์จีน ธนภร ตันสกุล (เฉิน รุ่ย อิ๋น) แผนกอายุรกรรมบุรุษเวช-นรีเวช คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ท่อนำไข่ตันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของภาวะการมีบุตรยาก เพราะเป็นบริเวณที่อสุจิกับไข่ปฏิสนธิกันก่อนที่จะเคลื่อนตัวลงมาฝังตัวที่มดลูก ถ้าท่อนำไข่ตันส่งผลให้อสุจิไม่สามารถไปพบกับไข่ได้ หรือถ้าท่อนำไข่ตีบอสุจิสามารถเล็ดลอดเข้าไปพบและปฏิสนธิกับไข่ แต่ไม่สามารถเคลื่อนตัวมาฝังตัวที่มดลูกได้ และเกิดการฝังตัวที่ท่อนำไข่ทำให้เกิดท้องนอกมดลูกจนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ท่อนำไข่ตันจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร ถ้าผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร แต่งงานมานานไม่ตั้งครรภ์แนะนำตรวจท่อนำไข่ด้วยการฉีดสีเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะมีบุตรยาก

ทางแพทย์แผนจีนมีแนวความคิดว่า “ท่อนำไข่ตัน” เกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ ที่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการ ได้แก่1.เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด  2.ความร้อนชื้นคั่งค้าง ซึ่งหมอจะขออธิบายขยายความเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจหลักการในการวินิจฉัยแบบแพทย์จีนนะคะ

เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด

มักจะเกิดมาจากความเครียด โกรธ หรือโมโห ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลมปราณ (ชี่) ของตับติดขัด ตับในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีหน้าที่ควบคุมและระบายถ่ายเทชี่ทุกส่วนในร่างกาย และสัมพันธ์โดยตรงกับอารมณ์ เมื่อร่างกายเกิดความเครียดขึ้น ชี่ในร่างกายจะไหลเวียนถ่ายเทไม่ดีเกิดการติดขัดรวมทั้งบริเวณท่อนำไข่ จึงส่งผลให้ท่อนำไข่ตีบตัน ลักษณะอาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยก็คือประจำเดือนมักมาช้า เลือดประจำเดือนสีคล้ำ มีก้อนเลือดปน อารมณ์หงุดหงิด คัดหน้าอก ก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ช่วงตกไข่อาจมีอาการปวดจี๊ดเหมือนเข็มแทงที่บริเวณท้องน้อยทั้งสองข้าง

ความร้อนชื้นคั่งค้าง

หมายถึง ความร้อนและความชื้นที่เป็นพิษคั่งค้างสะสมอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน จึงเกิดเลือดคั่งบริเวณท่อนำไข่ ส่งผลให้ท่อนำไข่ตัน ซึ่งความร้อนชื้นนี้มีสาเหตุจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ขาดสุขอนามัย หรือกินอาหารรสเผ็ดร้อนหรือหวานจัดมากเกินไป หรือเคยมีอาการติดเชื้อ มดลูกอักเสบ เป็นต้น ลักษณะอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพบมีอาการปวดท้องหน่วงๆ ซึ่งไม่ใช่ขณะมีประจำเดือน มักมีตกขาวร่วมด้วย

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากการรักษาโดยแพทย์แผนจีน คุณ ม. อายุ 30 ปี ตั้งใจพร้อมที่จะมีบุตร จึงไปพบแพทย์ฉีดสีตรวจดูท่อนำไข่ พบว่าท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง ตรวจซักประวัติแจ้งว่ารอบเดือนมาปกติทุกเดือน ไม่มีประวัติตั้งครรภ์มาก่อน พบสิวบริเวณใบหน้า ไม่มีตกขาว มีอาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือน อัลตราซาวด์มดลูกพบก้อนเนื้องอกขนาดเล็ก 1 ก้อน และมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แทรกตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูกขนาด 6 ซม. ในการแพทย์แผนจีนจะวินิจฉัยว่า “อาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือนและมีสิวบริเวณใบหน้าเกิดจากความร้อนชื้นอุดกลั้นภายในระยะเวลานานจึงเกิดเลือดคั่งในมดลูกส่งผลให้เกิดก้อนเนื้องอกในมดลูก” ดังนั้นการใช้ยาจีนจะขับความชื้นระบายความร้อน สลายก้อนเนื้องอกและกระจายให้ชี่ไหลเวียน

แผนการรักษาโดยแพทย์แผนจีน กำหนดไว้ที่ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังการรักษาให้ผู้ป่วยไปตรวจท่อนำไข่ซ้ำอีกครั้ง พบว่า ท่อนำไข่ทั้งสองข้างไม่ตันแล้ว หลังการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน สีที่ฉีดสามารถผ่านเข้าในท่อนำไข่สังเกตได้จากมีการฟุ้งกระจายของสี ซึ่งหมายถึงท่อนำไข่ไม่ตันแล้ว

 

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470332

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ขณะที่เราๆ นั้นเอะอะอะไรก็ปลาแซลมอนกันไปหมด จนลืมปลาทูไทยหน้างอคอหักแถวแม่กลอง ราคาก็ถูกกว่าแซลมอนหลายบาท โอเมก้า 3 ก็เยอะมาก โดยเนื้อปลาทู 100 กรัม จะให้โอเมก้า 3 ประมาณ 2-3 กรัม ซึ่งเพียงพอที่ร่างกายต้องการ

นำปลาทูนึ่งทอดกินกับน้ำพริก ต้มยำปลาทู เมี่ยงปลาทู ปลาทูทอดขมิ้น ฉู่ฉี่ปลาทู เยอะแยะได้อีกหลายเมนู แล้วยังมากมายด้วยคุณค่าอีกด้วย เพียงแต่บางเมนูจะทำลายโอเมก้า 3 ไปมากด้วยความร้อนสูง เราจึงต้องเลือกกันหน่อยว่าจะนำปลาทูมาทำอะไรกินกันดีเพื่อให้ได้โอเมก้า 3 กันเต็มๆ

ปลาทูทอด การทอดปลาทูในน้ำมันจะทำให้โอเมก้า 3 ถูกทำลาย ละลายหายไปอยู่ในน้ำมัน ดังนั้นจึงอาจทอดปลาทูด้วยไฟกลางในน้ำมันแบบแค่พอเปื้อนกระทะเพื่อให้น้ำมันร้อนๆ ทำให้หนังปลาทูพองเหลืองน่ากิน

ต้มยำปลาทูสด เป็นเมนูที่นอกจากจะได้คุณค่าของปลาทูแล้ว ยังได้ซดน้ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว และพริกขี้หนู แบบนี้คุณค่าเต็มเปี่ยมไม่ไปไหนแน่

เมี่ยงปลาทู เป็นเมนูโอเมก้า+สมุนไพร ที่อร่อยเต็มคำ เต็มคุณค่า

ยำปลาทู-ขนมจีน เป็นเมนูแนะนำ ที่อิ่มแบบไม่ต้องมีข้าวสวย แล้วโอเมก้า 3 ยังไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนสูงอีกด้วย เพราะเราจะใช้ปลาทูนึ่งมาแกะเนื้อยำกับสารพัดสมุนไพรอย่างตะไคร้ ผักชีฝรั่ง หอมแดง บีบมะนาว น้ำปลา แล้วคลุกเข้ากับขนมจีน เติมน้ำปลาและมะนาว พริกขี้หนูซอยเพิ่มให้ได้รสยิ่งขึ้น

คุณค่าในปลาทู มีตั้งแต่ วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อไปซ่อมแซมกระดูกและฟัน รักษาระบบประสาท การทำงานของหัวใจ

ไอโอดีน ส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างปกติ

กรดอะมิโนโปรตีน ที่จำเป็นต่อร่างกายสูงกว่าปลาชนิดอื่น โดย เฉพาะไลซีน ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และข้อ ส่วนทรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อความเจริญเติบโตในวัยเด็ก

โอเมก้า 3 ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ต่อร่างกายนั้นมากมาย เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยป้องกันการเกิดก้อนไขมันในสมอง ช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกาย ช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ ความจำ และปรับสมดุลอารมณ์

ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทานปลาทู รวมถึงปลาและสัตว์น้ำประเภทอื่นมากจนเกินไป เพราะเป็นอันตรายต่อพัฒนาการสมองของเด็กในครรภ์โดยสารเมธิลเมอร์คิวรี่ ซึ่งเกิดจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยจากโรงงานอาจปนเปื้อนในตัวปลา

ปลาทูอร่อยต้องเป็นปลาทูในช่วงเดือน 8-11 โดยเฉพาะปลาทูแม่กลอง เพราะเป็นช่วงน้ำหลาก ทำให้ระบบนิเวศสามน้ำนำความสมบูรณ์มาเป็นอาหารของปลา จึงทำให้ปลาทูที่จับได้ในช่วงเดือนนี้มีเนื้ออร่อยที่สุด แต่ถึงยังไงเราก็ยังควรกินปลาทูกันตลอดทั้งปีด้วยนะคะ ไม่จำเป็นต้องรอกินเฉพาะช่วงอร่อยเท่านั้น เพื่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพสมองด้วยค่ะ

 

5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469866

5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

โดย…ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

คนยุคใหม่ตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น จึงหันมาออกกำลังกาย เริ่มกินอาหารคลีน และดูแลสุขภาพไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตและการจัดสรรเวลาของแต่ละคน บางคนคิดว่าตราบใดที่ไม่อ้วน ไม่เป็นโรค ก็พอใจแล้ว ขณะที่บางคนต้องการมีซิกซ์แพ็ก และยังมีบางคนที่ทั้งออกกำลังกายและดูแลเรื่องการกินไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายคือการมีสุขภาพดี

แล้วการมีสุขภาพดี หมายถึงอะไร? เพราะบางครั้งเราก็ได้ยินข่าวคนใกล้ตัวที่ดูแข็งแรงสุขภาพดี แต่กลับเข้าโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ หรือผู้ชายบางคนดูภายนอกกล้ามโต แต่พอใช้แรงยกของหนักๆ กลับหมดแรงเร็วกว่าผู้ชายหุ่นผอมบางคนซะอีก ทำให้หลายคนมีคำถามว่า แล้วจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัด ว่าเรามีสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์มหรือไม่

ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จากฟิตเนส เฟิรส์ท จะมาไขข้อสงสัยให้ฟัง

 

“การที่จะดูว่าใครสุขภาพดี ไม่ได้ดูจากน้ำหนักตัวว่าอ้วนหรือผอม และก็ไม่ได้ดูจากมวลกล้ามเนื้อ แต่จะต้องพิจารณาองค์รวมทั้งหมด โดยเกณฑ์หนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าสุขภาพร่างกายดีหรือไม่ คือสมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ เนื่องจากร่างกายที่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสะท้อนถึงลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกด้วย ดังนั้นการมีสมรรถภาพทางกายที่ดี จึงส่งผลให้มีสุขภาพดีด้วย”

สมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ มีองค์ประกอบ 5 อย่าง

1.ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต คือ สมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ การทำงานของหัวใจและปอดที่สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขณะที่ร่างกายใช้งานอย่างต่อเนื่องได้อย่างเพียงพอ

สังเกตจากการใช้ชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่น เดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าแล้วหอบหรือเปล่า ตอนปั่นจักรยานที่สนามเขียว (ระยะทาง 23.5 กม.) ต้องแวะจุดพักเพื่อหายใจกี่ครั้ง หัวใจจะระเบิดออกมานอกซี่โครงหรือยัง เป็นต้น

 

ถ้าความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตดี ร่างกายลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ได้ดี ระบบเผาผลาญมีประสิทธิภาพ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ความเครียดก็จะลดลง

2.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คือ กำลังสูงสุดหรือแรงต้านของกล้ามเนื้อขณะใช้งานรูปแบบต่างๆ ในความพยายามครั้งหนึ่ง เช่น การยกน้ำหนัก การผลักประตูบานใหญ่ การยกเก้าอี้ ฯลฯ

นอกจากจะใช้แรงในการผลัก ยก หรือดึง สิ่งของต่างๆ แล้ว เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยพยุงข้อต่อและเส้นเอ็นต่างๆ ขณะเคลื่อนไหว จึงไม่บาดเจ็บง่าย ถือเป็นการป้องกันความปวดเมื่อยและ
การเจ็บปวดเรื้อรังสุดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรมได้อย่างดี

ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง จะช่วยทำให้ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองดีขึ้น การบาดเจ็บหรือปวดเรื้อรังบริเวณกล้ามเนื้อจะลดลง บุคลิกภาพและการจัดวางท่าทางของร่างกายก็จะดีขึ้น

3.ความทนทานของกล้ามเนื้อ คือ ขีดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งการใช้อยู่กับที่และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ลองนึกถึงเวลายกของหนักค้างไว้ การขึ้นบันไดหลายชั้น การปั่นจักรยานระยะไกล ฯลฯ

 

ถ้ากล้ามเนื้อทนทาน เราจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บ และยังช่วยเสริมความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตอีกด้วย

4.ความยืดหยุ่น คือ ขีดความสามารถของการขยับข้อต่อหรือกลุ่มข้อต่อขณะเคลื่อนไหว ร่างกายที่มีความยืดหยุ่นสูงจะสามารถเคลื่อนไหวผ่านข้อต่อในมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงเคยเห็นนักยิมนาสติกหรือนักบัลเลต์ที่มีความยืดหยุ่นตัวมากๆ กันมาแล้ว สำหรับคนทั่วไปที่ไม่คิดว่าจะเตะขาสูงหรือฉีกขาได้ขนาดนั้น แต่การยืดหยุ่นก็ช่วยให้เราเส้นไม่ยึดตอนก้าวขาข้ามน้ำขังหรือเอี้ยวตัวหลบมอเตอร์ไซค์บนฟุตปาท แถมไม่เป็นตะคริวเวลาวิ่งออกกำลังกายด้วย

บางคนอาจจะตัวอ่อนตามธรรมชาติ บางคนต้องหมั่นพัฒนาตัวเองจนตัวอ่อน ดังนั้นความยืดหยุ่นจึงไม่เกี่ยวกับรูปร่างและอายุ บ่อยครั้งที่สาวพลัสไซส์อาจจะตัวอ่อนและยืดหยุ่นได้ดีกว่าหนุ่มหล่อกล้ามใหญ่บางคน ถ้าร่างกายยืดหยุ่น จะเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว ร่างกายมีความสมดุล รักษาสภาพการทำงานของข้อต่อ และลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

5.องค์ประกอบร่างกาย คือ อัตราส่วนของน้ำ มวลกระดูก กล้ามเนื้อ และไขมันในร่างกายเมื่อเทียบกับส่วนสูงและน้ำหนักตัว คำนวณเบื้องต้นจากดัชนีมวลกาย

องค์ประกอบร่างกายไม่ได้วัดกันแค่น้ำหนักเท่านั้น เพราะบางคนมีรูปร่างและส่วนสูงใกล้เคียงกัน อีกคนน้ำหนักน้อยกว่าเพราะไม่ค่อยมีมวลกล้ามเนื้อ ขณะที่อีกคนมีน้ำหนักมากกว่าเพราะมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า น้ำหนักจึงไม่ได้บอกว่าใครมีสุขภาพดีกว่ากัน เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่ามวลไขมันอยู่แล้ว

ถ้าองค์ประกอบร่างกายดี จะมีสัดส่วนรูปร่างเหมาะสม กระบวนการทำงานของอวัยวะมีประสิทธิภาพ สุขภาพโดยรวมก็จะดี ลดความเสี่ยงของโรค เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้

รู้อย่างนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะได้สำรวจตัวเองและค่อยๆ ปรับไลฟ์สไตล์ จะได้สุขภาพดี มีหุ่นที่ฟิต & เฟิร์มอย่างแท้จริง

 

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469611

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสุนัขในเวอร์ชั่นนี้ เหมาะกับผู้ที่ฝึกท่าสุนัขแบบพื้นฐานได้แล้ว การก้มหน้าผากไปแตะที่หัวเข่าจะเป็นการเน้นการทำงานของร่างกายส่วนบนมากขึ้น ช่วยยืดต้นคอ บ่า ไหล่ ส่วนบน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด อาการนอนไม่หลับ เพิ่มพลังงานให้ทั่วร่างกาย ทำให้ระบบประสาทและสมองเกิดความสงบ

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มต้นจากท่าสุนัข

 

2 หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้น โดยตะแคงเท้าซ้าย ให้ปลายนิ้วเท้าชี้ออกไปด้านข้าง และยกตรงๆ ไม่บิดสะโพก ตามกำลัง สู่ท่าสุนัข 3ขา ค้างท่าไว้ 15 วินาที หายใจเข้าออกสักครู่

 

3 หายใจออกส่งขาซ้ายมาที่ท้องหรือสะดือแล้ววางฝ่าเท้าไว้ที่ต้นขาขวาเหนือลูกสะบ้าเข่าอย่ากดทับที่หัวเข่าแรง วางส้นเท้าไว้บนต้นขาให้น้ำหนักอยู่ที่ต้นขาไม่ใช่หัวเข่า แล้วหายใจเข้าออกสัก 2 รอบลมหายใจขณะค้างท่านี้

 

4 หายใจเข้าให้ลึก ไล่ลมออกให้หมด เมื่อหายใจออกให้ก้มศีรษะไปหาหัวเข่า จนกระทั่งหน้าผากหรือจมูกวางแตะไว้ที่หัวเข่าซ้าย หายใจเข้าออกประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลาย จากนั้นค่อยทำสลับข้าง เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่าเด็กหมอบ

 

แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469610

แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“โรคเครียด” เป็นโรคที่ติด 5 อันดับที่คนไทยยุคใหม่เป็นกันมาก สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557 คนไทยฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้าประมาณ 4,000 คน/ปี หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 300 คน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอันดับ 1 ญี่ปุ่น และอันดับ 2 สวีเดน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ถือเป็นวิกฤตที่คนไทยควรใส่ใจหาทางป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เป็นโรคนี้

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล หัวหน้าศูนย์จิตเวช โรงพยาบาลพญาไท 2 ฉายภาพว่า ความเครียดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยกลุ่มเด็กมักจะเครียดกับการเรียน การสอบ เรื่องเพื่อน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมักเครียดกับเรื่องความรัก การสอบแข่งขัน เรียนในคณะที่ไม่ถนัดแต่เลือกตามค่านิยม และเมื่อจบการศึกษาก็หางานทำไม่ได้

และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะเครียดกับเรื่องงานโดยเฉพาะกลุ่มพนักงานบริษัท รวมถึงรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หาแฟนไม่ได้ กลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเครียดมากที่สุด และเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะเริ่มเครียดกับโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน

ประกอบกับสังคมยุคปัจจุบันมีปัจจัยความเครียดเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาการเดินทาง การจราจร การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เพราะสภาพแวดล้อมเมื่ออดีตของไทยจะเป็นสังคมเกษตรกรรมมีแต่ทุ่งนา แม่น้ำลำธาร แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนอยู่กับตึกสูง ต้องเผชิญกับสภาพการเดินทาง ปัญหาจราจรที่ยากจะหลีกเลี่ยง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นอีกสาเหตุที่นำไปสู่ความเครียด

นพ.สุกมล แนะนำการป้องกันจากโรคเครียด ว่า  1.ควรพักผ่อนให้มากที่สุดเฉลี่ยต้องให้ได้มากกว่า 8 ชั่วโมง/วัน หรืออย่างต่ำสุดต้องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง/วัน 2.ควรหาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น นอนพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน ดูหนัง ฟังเพลงดนตรีเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ทำงานอดิเรก ฯลฯ

นอกจากนี้ ระหว่างทำงานภายใน 1 ชั่วโมง ควรผ่อนคลายความเครียด โดยการนั่งพักประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งในท่าทางที่สบายหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้หน้าท้องขยาย และหายใจออกอย่างช้าๆ ท้องจะยุบ พร้อมกับนับ 1-5 ทำเฉลี่ยนวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ซึ่งจะช่วยให้ผ่อนคลายระหว่างทำงาน นอกจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์ ควรหาเวลาหยุดพักจากการทำงาน 1 วัน เพื่อทำให้สมองไม่ได้พักจากความเครียด เพราะเมื่อเริ่มเครียดจะมีอาการชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น ท้องไส้ปั่นป่วน แน่นหน้าอก หายใจตื้น อารมณ์หงุดหงิด หมดอารมณ์ทางเพศ ฉะนั้นเมื่อมีอาการเช่นนี้ควรหยุดเพื่อให้สมองและร่างกายได้พัก

แพทย์จิตเวชรายนี้ ทิ้งท้ายว่า เมื่อทำงานถึงจุดหนึ่งควรต้องทำให้ชีวิตได้พักบ้าง เช่น วันหยุดควรหาเวลาเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวธรรมชาติต่างจังหวัด ไม่ใช่มีเงินแต่ไม่มีเวลาไปเที่ยว หรือนำเงินไปซื้อของหมดโดยไม่มีเงินเก็บเหลือไว้ใช้พักผ่อน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ทุกคนควรใส่ใจทำให้สมดุล เพราะการหาเงินได้มากจะไม่มีประโยชน์ ถ้าต้องนำเงินเหล่านั้นมาใช้หาหมอรักษาตัวเองยามชรา ฉะนั้นแนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เพราะคนยุคปัจจุบันทำงานหนัก รวมถึงไม่ควรใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ นอกเหนือเวลางานเกิน 2 ชั่วโมง/วัน เพราะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอและนำไปสู่อาการเครียด

 

อัลมอนด์อร่อยและดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468994

อัลมอนด์อร่อยและดี

โดย…โยโมทาโร่

หากจะพูดถึงสุดยอดแห่งถั่วที่ทรงคุณค่าทางสารอาหารมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลกย่อมหนีไม่พ้นอัลมอนด์เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงกว่าถั่วอื่นๆ ราว10-25 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่าลืมว่าอัลมอนด์ก็เหมือนกับถั่วอื่นๆ ที่มีปริมาณไขมันที่ให้พลังงานสูง

แต่ข้อมูลศึกษาวิจัยจากเว็บไซต์ www.nature.com พบว่าผู้ที่รับประทานอัลมอนด์วัน 1 หยิบมือจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับประทาน นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบำรุงระบบประสาท และช่วยเพิ่มสติปัญญาและสมาธิให้มากขึ้น

สำหรับคนเป็นโรคเบาหวานอัลมอนด์งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร รักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แต่ข้อดีที่สุดของอัลมอนด์คือการช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ในงานงานวิจัยพบกว่าการรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4% แต่ถ้ามากกว่า

นั้นนักวิจัยไม่แนะนำ เพราะจะได้รับพลังงานมากเกินไปการรับประทานอัลมอนด์ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ควรรับประทานเมล็ดอัลมอนด์โดยตรง เพราะหากคุณรับประทานพร้อมๆ กับช็อกโกแลต คุกกี้ เค้กอบเนย หรือใส่ในอาหารหวานชนิดอื่นๆ สัดส่วนคุณประโยชน์ที่ได้รับจะถูกทดแทนด้วย แป้ง ไขมัน และน้ำตาลจากขนมนั้นๆ มากกว่า

 

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468807

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อาการคันหูเกิดขึ้นได้บ่อยและกับทุกคน บางคนเป็นๆ หายๆ บางคนนานๆ เป็นที แต่เป็นทีไรคันมากจนถึงขั้นนอนหลับไม่ได้ คันมากแบบไม่ต้องนอนอย่างนี้ ต้องมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการสาธยายให้ฟังอย่างใจดีว่า คันหูคืออะไร เป็นได้อย่างไร และจะแก้อย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อคันหู อะแฮ่ม!

อาการคันหูยิกๆ ยักๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการคันในรูหูชั้นนอก ซึ่งเป็นส่วนที่มีต่อมสร้างไขมัน เหงื่อ และขี้หู โดยในผู้ใหญ่รูหูจะมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร คดเป็นรูปตัว S เล็กน้อย มิได้เป็นท่อตรงๆ แบบทรงกระบอก ถ้าเราแบ่งความยาวรูหูออกเป็น 3 ส่วน ส่วนด้านนอก 2 ใน 3 จะเป็นส่วนที่เกิดการคัน ส่วนด้านในลึก 1 ใน 3 จะเป็นส่วนที่มีผิวหนังบางมากติดกระดูก และไวต่อความเจ็บปวดมากกว่าการคัน

ดังนั้น จะพบว่าเมื่อเราเอาไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูแยงเข้าไปลึกถึงด้านในจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นทันที ซึ่งก็หมายถึงกลไกทางธรรมชาติที่สำคัญที่เตือนให้ระวัง เพราะถ้าลึกเข้าไปอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นส่วนของแก้วหู มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่บางมาก ความหนาเท่ากระดาษใส ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่แก้วหูจะแตกหรือแก้วหูทะลุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันหูส่วนใหญ่จะเป็นการระคายเคือง การอักเสบแบบอ่อนๆ หรือเกิดขึ้นจากความชื้นแฉะ เช่น น้ำเข้าหูหลังสระผม ขี้หูที่มีสภาพเปียกแฉะในบางคน การระคายเคืองจากยาสระผม ความมันจากไขมันในผิวหนังของผู้สูงอายุที่มากกว่าปกติ ฯลฯ รวมทั้งนิสัยชอบใช้ไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเข้าไปปั่นในรูหูเป็นประจำ

บางคนมีนิสัยชอบความรู้สึกจั๊กจี้และชอบความมันเวลาปั่นหู ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่อาจหักห้ามใจได้ การกระทำเช่นนี้เมื่อทำเป็นเวลานานๆ หรือเมื่อติดเป็นนิสัย เมื่อเห็นไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเป็นไม่ได้ จะเกิดความรู้สึกคันยิบๆ ในหูขึ้นมาทันที จนต้องเอาไม้พันสำลีเข้าไปปั่นหูของตัวเอง อย่างนี้ก็มีหลายคน

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น การติดเชื้อราในช่องหู การเป็นหูน้ำหนวก มีน้ำหนองในหูการเป็นโรคภูมิแพ้ มีผิวหนังอักเสบในหู และการมีแมลงตัวเล็กๆ หรือเห็บเข้าไปอยู่ในช่องหูทั้งหมดนี้อาจเป็นสาเหตุความคันได้ทั้งสิ้น

สำหรับการดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการคันหู สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นตามอาการได้ดังต่อไปนี้

1.ถ้าเป็นการคันแบบนานๆ ครั้ง แนะนำว่าควรจะใช้วิธีการกดขยี้บริเวณติ่งกระดูกอ่อนหน้าหู จะดีกว่าการใช้ไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูเข้าไปปั่นในรูหู เพราะการปั่นหูนอกจากจะก่อให้เกิดการติดเป็นนิสัยแล้ว วันดีคืนร้ายหากเผลอปั่นแรงเกินไป จะก่อให้เกิดแผลถลอก และมีการอักเสบติดเชื้อขึ้นได้ เมื่อถึงเวลานั้นผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดหูซึ่งทรมานกว่าคันหู

2.พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองรูหูภายใน

3.เวลาอาบน้ำสระผม ระวังมิให้น้ำเข้าหู อาจใช้วิธีนำสำลีหรือฟองน้ำอุดหูกันน้ำเข้า

4.ไม่ควรใช้ไม้สำลีปั่นหูทุกครั้งที่อาบน้ำหรือสระผมเสร็จ (บางคนทำทุกครั้งหลังอาบน้ำ ขอความกรุณาเลิก!)

5.ถ้ารำคาญน้ำที่ขังอยู่ในช่องหูเมื่ออาบน้ำเสร็จ ให้ใช้วิธีเอียงและตะแคงศีรษะเพียงเล็กน้อย น้ำก็จะสามารถไหลออกมาได้เอง เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความเคยชิน หัดตัวเองเสียใหม่ก็จะเลิกปั่นหูได้ บางคนไม่ทำอะไรเลย แต่ก็พบว่าในระยะเวลาไม่นานน้ำที่ขังอยู่จะระเหยหายไปเองในที่สุด

6.ถ้าเป็นการคันหูเรื้อรัง เป็นทุกวันและคันมาก ขั้นตอนแรกอาจพิจารณาก่อนว่า เราติดนิสัยการปั่นหูหรือไม่ ให้พยายามหยุดการปั่นหูทันที เรื่องแบบนี้เหมือนการติดบุหรี่ ให้ใช้วิธีหักดิบไปเลยจะดีกว่า

7.เก็บไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูให้พ้นไม้พ้นมือ (หรือทิ้งไปเลยก็ดี) ยากแก่การหยิบจับ

8.ถ้าคันมากจนทนไม่ไหว ก็มาพบแพทย์ แผนกโสต ศอ นาสิก แพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาตามสาเหตุ รักษาหายแล้วคราวนี้จะต้องยับยั้งชั่งใจ อย่าหาเรื่องคันหรือปั่นหูอีก &O5532;

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลกลาง