ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468671

ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

ใครที่เคยมีอาการไหล่ติดจะทราบดีว่า ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและบุคลิกภาพของเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอาการตึงจนไม่สามารถยกหรือหมุนหัวข้อไหล่ขยับแขนได้ไม่ถนัด สาเหตุการอักเสบของข้อไหล่ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยส่วนมากแล้วมักจะเกิดกับคนที่มีอายุ 40-60 ปี และจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการข้อไหล่ติดจะแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะอักเสบ 2.ระยะติด และ 3.ระยะคลายตัว

ระยะเวลาที่เป็นทั้งหมดอาจยาวนานตั้งแต่ 6 เดือน-2 ปี ซึ่งอาการอักเสบเป็นระยะเริ่มแรกของอาการไหล่ติดผู้ป่วยหรือเรามักจะมีอาการปวดที่บริเวณหัวไหล่อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน จะเป็นอยู่ประมาณนี้ประมาณ 2 สัปดาห์จนกระทั่งหายไป แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นโดยเฉพาะที่หัวไหล่จะเกิดอาการผิดปกติไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระอย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อน

โดยส่วนมากแล้วเราจะทำพยายามฝืน แต่การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นและไหล่ติดมากขึ้น แนวทางในการรักษาและการแก้ไขอาการไหล่ติดนั้น ระยะแรกๆ เมื่อมีอาการอักเสบอาจจะให้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบ แต่ทั้งนี้การเคลื่อนไหวยังคงจำกัดไม่ให้มีการอักเสบมากกว่าเดิม หลังจากหายดีจึงใช้อุปกรณ์เครื่องทำความร้อนเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ให้เกิดการคลายตัวและเคลื่อนไหวในวงกว้างได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อาจจะต้องใช้การจัดข้อไหล่โดยนักกายภาพบำบัดด้วยการใช้เครื่องมือบริหารเคลื่อนไหวข้อต่อจะช่วยทำให้อาการหายเป็นปกติเร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ควรทำกายภาพบำบัดตัวเองวันละ 3-4 ครั้ง ด้วยแผ่นความร้อน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีอาการปวดตึงก็ควรจะต้องใช้แผ่นความเย็นป้องกันการอักเสบ หากไม่ดีขึ้นแนวทางสุดท้ายคือการผ่าตัดรักษาหัวไหล่เพื่อให้หายเป็นปกติ

 

วิ่งดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468668

วิ่งดีมีประโยชน์

โดย…วราภรณ์

การออกกำลังกายช่วยให้หลีกไกลจากโรคกระดูกพรุน เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยและกลุ่มบริษัท ดัชมิลล์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “Fit Your Bone Running Workshop” เชิญ พญ.วิภาวี ฉินเจนประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย บอกให้ทราบถึงสถานการณ์โรคกระดูกพรุนในประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย และได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ บางรายมีโรคประจำตัวและใช้ยาบางชนิดก็กระตุ้นให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น สำหรับวิธีสังเกตอาการเตือนของโรคกระดูกพรุนไม่ชัดเจนจนกว่าผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยการหกล้ม หรือกระแทกไม่รุนแรงแต่เกิดกระดูกหัก หรือมาพบแพทย์เพราะมีปัญหาว่าตัวเตี้ยลง หลังค่อมหรือหลังโก่งกว่าเดิม ซึ่งมักจะพบได้ในกรณีที่เป็นกระดูกพรุนและเกิดการหักชนิดทรุดตัวของกระดูกสันหลัง “ถ้าหากเรามีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติกระดูกหักง่าย หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้หญิงก็ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กดู อย่างที่สองคือกลุ่มคนที่อายุเพิ่มขึ้น ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ผู้ชาย 60-65 ปี อาจจะต้องไปตรวจเช็กมวลกระดูกทุก 2 ปี เพื่อดูปริมาณมวลกระดูก เพราะอายุเป็นปัจจัยที่สำคัญ สามในผู้หญิงที่ประสบภาวะหมดประจำเดือนเร็ว ตั้งแต่อายุ 45 ปี กลุ่มนี้ก็จะมีความเสี่ยง หรือคนที่หมดประจำเดือน ซึ่งปัญหาหลีกเลี่ยงการเป็นโรคกระดูกพรุนคือ สิ่งที่ป้องกันไม่ให้มวลกระดูกเสื่อมเร็วก็คือ การออกกำลังกาย เพราะการสร้างกระดูกใหม่จะสัมพันธ์กับแรงที่มากระทำที่กระดูก

“การออกกำลังกายจะให้ประโยชน์ในสองด้าน หนึ่งคือช่วยให้ร่างกายมีความคล่องแคล่ว ช่วยในการทรงตัว สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างมวลกระดูกมากขึ้น หมอแนะนำ การออกกำลังกายที่มีแรงผ่านกระดูก มีแรงต้านแรงกระแทก จะมีหลายประเภท เช่น บาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล ยิม แอโรบิกแดนซ์ อะไรก็ได้ที่เราใช้ขากระแทกลงไป ส่วนการออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อยหน่อย เช่น จักรยาน ว่ายน้ำ กลุ่มนี้จะมีประโยชน์ต่อหัวใจ หลอดเลือด แต่ถ้าพูดเฉพาะในแง่ของกระดูกก็เพิ่มมวลกระดูกน้อย เพราะมีแรงกระแทกน้อย ถ้ากลุ่มคนที่ออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อย จะต้องทดแทนด้วยการเวตเทรนนิ่งร่วมด้วย เพื่อให้เรามีมวลกระดูกที่แข็งแรงด้วย แนะนำว่าเมื่ออายุน้อยๆ ให้เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกเยอะ เพราะจะกระตุ้นให้สร้างมวลกระดูก ส่วนผู้ใหญ่วัยทำงานให้เล่นกีฬาที่ใช้แรงกระแทกน้อยลง เช่น การวิ่ง ปัจจุบันเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและเห็นว่ากลุ่มคน 30-40 ปีหันมาวิ่งมากขึ้น ซึ่งถือว่าจะช่วยชะลอความเสื่อมของมวลกระดูกได้ระดับหนึ่ง” พญ.วิภาวี กล่าวทิ้งท้าย

ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี โค้ชนักวิ่ง อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ให้คำแนะนำสำหรับ ผู้เริ่มต้นวิ่งว่า หากต้องการวิ่งเพื่อสุขภาพเขาขอแนะนำว่าอย่าวิ่งเกิน 3 กม. แต่นักวิ่งสมัยนี้มักจะวิ่งระยะไกลกว่านั้น โดยมุ่งหวังความเป็นเลิศ ดังนั้นสิ่งที่นักวิ่งต้องตระหนักถึงให้มากคือ เป้าหมายในการวิ่ง สร้างแรงจูงใจ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สถิติเวลา หาข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ วางแผนการซ้อมมีวินัยในการฝึกซ้อม “การวางพื้นฐานการวิ่ง ก่อนวิ่งจะต้องวอร์มอัพ หลังวิ่งเสร็จก็คูลดาวน์ เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น รองเท้าวิ่งที่พอดีเท้า น้ำหนักเบา และซัพพอร์ตเท้า เสื้อผ้าที่ระบายอากาศ หากคุณจะวิ่งสิ่งแรกที่คุณต้องทำให้ได้ คือฝึกความอดทนด้วย การวิ่งช้าๆ เริ่มจากน้อยไปหามาก เริ่มจากเบาไปหาหนัก ถ้าคุณอยากวิ่งระยะไกล ต้องฝึกแบบหนักสลับเบา ควรมีช่วงพักร่างกายเพื่อปรับสมดุล”

ดังนั้น ไม่ว่าคุณมีความเสี่ยงหรือไม่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนก็ตาม ควรหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีเฮลตี้ ไลฟ์สไตล์ นอกจากกินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้วก็ควรออกกำลังกายด้วย เพราะการไม่ออกกำลังกาย กินอาหารแคลเซียมต่ำ ไม่ค่อยได้วิตามินดี หรือดื่มชา กาแฟในปริมาณมากเกินไปก็เพิ่มให้มีความเสี่ยงให้เกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น

 

Garudasana Arms (Arm Variations)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468485

Garudasana Arms (Arm Variations)

โดย….ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การุนดา ก็คือ นกอินทรี ซึ่งก็คือยานพาหนะของพระนารายณ์นั่นเอง การทำแขนแบบนกอินทรี ในเวอร์ชั่นนี้จะเอฟเฟกต์หรือส่งผลกับกล้ามเนื้อแผ่นหลังส่วนบน รวมถึงหัวไหล่ ไหปลาร้าทั้งหมด (Latissimus Dorsi Deltoids) การโฟกัสให้ทำเฉพาะแขน จะทำให้เราค้างท่าได้นานมากขึ้น และลมหายใจที่ยาวและลึก จะส่งผลให้ลดอาการปวดเมื่อยบริเวณ หลังส่วนบนไปจนถึงสะบัก สำหรับนักเรียนที่นั่งพื้นไม่ได้ให้ทำบนเก้าอี้แทน หากใครทำได้ให้ค้างนานถึง 2 นาที

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งขาไขว้กันโดยสอดขาขวาไว้ใต้ก้น ส่วนขาซ้ายอยู่ด้านบน ตั้งแขนขวาแนวฉาก หากทรงตัวไม่ได้ ให้วางก้นลง

 

2 ส่งแขนซ้ายลอดมาใต้ศอกขวา

 

3 ให้แขนพันกันให้ลึกที่สุด จนกระทั่งมือซ้ายอ้อมมาจับข้อมือขวาค้างไว้ประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออกปกติ

 

4 พับแขนไปฝั่งขวาอย่าให้มือหลุดจากกัน จนแขนที่พับขนานกับพื้น หันหน้าไปฝั่งซ้าย หากรู้สึกตึงมากให้ค่อยๆ พับทีละนิด หายใจเข้าออกตามธรรมชาติค้างท่าประมาณ 30 วินาที แล้วค่อยๆ ดึงแขนกลับ แล้วคลายมือออกช้าๆ จากนั้น ค่อยทำสลับข้าง

 

มดลูกเย็น…ความไม่สมดุลของ หยิน-หยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468484

มดลูกเย็น...ความไม่สมดุลของ หยิน-หยาง

โดย…คณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย http://www.guashathai.com

การรักษาภาวะผู้มีบุตรยากตามหลักแพทย์แผนจีนนั้น เกิดจากภาวะไตหยางอ่อนแอหรือที่เรียกว่ามดลูกเย็น โดยโรคนี้เกิดจากความไม่สมดุลของหยินและหยางภายในร่างกาย ซึ่งผู้ที่มีบุตรยากส่วนใหญ่  มักมีอาการปวดศีรษะบ่อย เมื่อลุกขึ้นเร็วจะเกิดอาการวูบ บางคนมีอาการหนาวสั่นและไวต่ออากาศมาก สำหรับประจำเดือนก็มักจะมีภาวะผิดปกติ  เช่น ประจำเดือนมาไม่ตรงวันที่กำหนด  บางคนมาช้า บางคนเร็ว หรือแม้กระทั่งมามากหรือมาน้อยผิดปกตินั่นเอง นอกจากนี้สีของประจำเดือนจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป อาจจะค่อนข้างคล้ำ  มีก้อน โดยก่อนหน้าจะเป็นประจำเดือนก็จะมีอาการปวดท้อง หรือถึงขั้นปวดศีรษะหรือเป็นไข้เลยทีเดียว ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายสาเหตุที่ส่อแววว่าบุคคลนั้นกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงของการมีบุตรยาก นอกจากการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว การรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ในปัจจุบัน

อ.หยาง เผยเซิน แพทย์จีนประจำคณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การรักษาภาวะผู้มีบุตรยากตามหลักแพทย์แผนจีนนั้น สาเหตุที่สำคัญคือ การเกิดภาวะมดลูกเย็น ซึ่งตามหลักแพทย์จีนเกิดจาก 3 สาเหตุใหญ่ๆ  ได้แก่ 1.การรับประทานอาหารประเภทของเย็น อาทิ หัวไช้เท้า มะระ แตงโม มะพร้าว ส้ม และไอศกรีม   2.การสวมเสื้อผ้าบางและไม่มิดชิด  จึงทำให้เกิดลมเข้าทางสะดือได้ง่าย  และ 3.ผู้ที่มีภาวะหยางมากในร่างกาย ไม่ควรรับประทานน้ำผักและผลไม้ปั่น เพราะจะทำให้ร่างกายเย็น ทั้งนี้ผู้ที่มีอาการของมดลูกเย็น มักจะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ ร่างกายอ่อนเพลีย  นอนไม่เต็มอิ่ม บางครั้งเกิดอาการท้องผูก หรือเกิดอาการร้อนบริเวณอุ้งมือและอุ้งเท้า  ซึ่งอาการเหล่านี้แต่ละคนจะมีอาการที่แสดงออกมาไม่เหมือนกัน หรือมีหลายๆ อาการรวมกัน หากสามารถปรับสภาพร่างกายให้แข็งแรงขึ้นมาก็อาจจะมีโอกาสในการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติได้โดยง่าย

การรักษาภาวะมีบุตรยากตามตำราแพทย์แผนจีน จะต้องเริ่มต้นจากการแมะหรือการจับชีพจร และการดูลิ้น เพื่อวินิจฉัยและหาวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งจะเน้นการรับประทานยาสมุนไพรเพื่อเข้าไปบำรุงภายในร่างกาย ชนิดของยาจะมีทั้งแคปซูลและยาต้ม โดยการเลือกรับประทานขึ้นอยู่กับว่าคนไข้สะดวกทานชนิดไหน แต่การรับประทานยาต้มจะเข้าถึงยาได้ดีกว่าการรับประทานแบบแคปซูล สมุนไพรจีนที่รักษาภาวะมีบุตรยากหรือมดลูกเย็น ประกอบด้วย หูจื่อ จ้อเกว่ย และอี่หมูเฉ่า

แพทย์แผนจีนจะนำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด มาห่อรวมกันและให้คนไข้นำไปต้มทานที่บ้าน โดยให้รับประทานยาตอนช่วงท้องว่างหรือก่อนมื้ออาหารก็ได้ตามสะดวก แต่ในกรณีคนที่มีปัญหาท้องเสียเมื่อรับประทานยาจีน ให้ปรับเวลาทานยาเป็นหลังมื้ออาหารแทน และควรรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน วิธีการต้มสมุนไพรจีน ยาจีน 1 ห่อ สามารถต้มได้ 2-3 ครั้ง โดยต้มแต่ละครั้งใช้อัตราส่วนของน้ำเท่ากัน เติมน้ำสะอาดให้ท่วมยา  แช่ยาไว้ประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้สมุนไพรดูดซับน้ำไว้ ในการต้มควรใช้ไฟอ่อนๆ ต้มไปเรื่อยๆ จนเดือดจะอยู่ที่ประมาณ 40 นาที-1 ชั่วโมง หลังจากต้มสมุนไพรจนเดือดให้เทน้ำสมุนไพรใส่แก้วทิ้งไว้พออุ่นๆ แล้วค่อยนำมาดื่มเพื่อบำรุงรักษาภายในของร่างกาย ถ้าหากปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และเพิ่มโอกาสในการมีบุตร

อ.หยาง เผยเซิน แพทย์จีนประจำคณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า นอกจากวิธีการรับประทานยาสมุนไพรแล้ว การครอบแก้วยังเป็นการขับสารพิษให้ออกมาจากร่างกาย เนื่องจากบางคนมีพิษอยู่ในตัวมาก จึงทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก ฉะนั้นถ้าหากขับพิษออกมาแล้ว และรับประทานยาสมุนไพรบำรุง ก็จะสามารถช่วยรักษาอาการของมดลูกเย็น ที่เป็นสาเหตุของภาวะการมีบุตรยากได้อย่างแน่นอน

 

Lotus In Cobra Pose (Padma Bhujangasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/467391

Lotus In Cobra Pose (Padma Bhujangasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ประโยชน์ของท่านี้ ช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (Leg adductors) รวมทั้งกระดูกเชิงกรานได้รับการนวดและเส้นเอ็น บริเวณหัวเข่า ข้อเท้า ได้รับการยืด แต่ก็ไม่อาจนับว่าเป็นท่าอาสนะที่ง่ายสำหรับผู้ฝึกใหม่ หรือสำหรับคนที่มีปัญหาบาดเจ็บที่หัวเข่า ข้อเท้า อาจค่อยๆ ฝึกท่านี้ หรืออาจงดฝึก บางครั้งการฝึกท่านี้อาจมีความกดดันที่ข้อมือ การกราวด์มือจึงสำคัญ แยกนิ้วมือออกจากกันโดยเฉพาะช่วงง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ให้น้ำหนักลง ปลายโคนและสันมือ และควรกระจายน้ำหนักลงโคนนิ้วมือเป็นหลัก โดยเฉพาะโคนมือช่วงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ (โคนนิ้วมือคือส่วนที่นูนๆ ขึ้น) ส่วนปลายนิ้วมือ ถ้ารู้สึกเกร็งให้ยกนิ้วก้อยขึ้นมาเล็กน้อยก่อนเพื่อให้น้ำหนักเคลื่อนเข้ามาแล้วค่อยวางลงที่เดิม อย่าให้น้ำหนักลงข้อมือมากเกินไป

วิธีปฏิบัติ

1 จากท่านั่งดอกบัว (ขาซ้ายอยู่ล่าง ขาขวาอยู่บน) ให้วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้างด้านหน้าแล้วยกก้นลอยขึ้นมา

 

2 นอนคว่ำลง ประสานมือใต้คางหายใจเข้าออก ประมาณ 10 วินาที

 

3 วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง ใต้ราวนมเล็กน้อยแล้วใช้ทิป การวางมืออย่างที่ครูแนะนำในตอนต้นวางหน้าผากที่พื้นให้สบาย

 

4 หายใจเข้าดันตัวขึ้นจากพื้น คล้ายกับตอนเราทำท่างูเห่าแบบปกติกด เชิงกรานลง งอข้อศอกเพื่อเซฟข้อต่อหายใจเข้าออกประมาณ 10 วินาที ค้างท่าสักครู่ เวลาคลายให้นอนคว่ำลงก่อน แล้วค่อยคลายขาออก แล้วนอนคว่ำ พักสักครู่ หากยังรู้สึกตึงหลังขึ้นมาพักท่าเด็กหมอบก่อน จากนั้นค่อยทำสลับข้าง

 

ไขมันสะสมในร่างกาย ตรวจไว ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/467390

ไขมันสะสมในร่างกาย ตรวจไว ห่างไกลโรค

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

หากจะถามว่าอะไรเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุด คำตอบคงจะหนีไม่พ้นคำว่า “ไขมันส่วนเกินในร่างกาย” หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคอ้วน(Obesity) เพราะปัจจุบันภาวะอ้วน คือ โรคในกลุ่มโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่จำเป็นต้องดูแลรักษาแบบจริงจังเหมือนโรคอื่นๆ เพราะเป็นต้นเหตุของอีกหลายๆ โรค โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมองตีบ หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนและแม่นยำว่า ใครบ้างที่กำลังเป็นโรคอ้วน (Obesity) หรือใครบ้างที่กำลังมีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกาย นั่นคือการตรวจ Body composition ด้วยวิธี Dual Energy X-ray Absorptiometry (DXA) หรือ DXA whole body scan ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีความน่าเชื่อถือสูงสะดวกสบายในการตรวจ ค่าใช้จ่ายในการตรวจแต่ละครั้งไม่สูงมาก และ DXA whole body scan ยังเป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างละเอียด แม่นยำ อีกด้วย

นพ.เสฏฐวุฒิ

 

นพ.เสฏฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า ผู้ที่ควรตรวจ DXA whole body scan ได้แก่

1.คนที่ทราบว่าตัวเองอ้วน น้ำหนักเกินจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และต้องการตรวจว่าองค์ประกอบของไขมันตามส่วนต่างๆ ในร่างกายมีเท่าใด เพื่อเป็นการเริ่มต้นการวางแผนลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างถูกจุด

2.คนที่อ้วนลงพุง ซึ่งมีรอบเอว ≥ 90 ซม.ในชาย และ ≥80 ซม.ในหญิง ควรได้ตรวจวิเคราะห์ไขมันที่สะสมในช่องท้องหรือตามอวัยวะภายในต่างๆ เพื่อวางแผนลดไขมันอย่างถูกวิธี ถือเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้ด้วย

3.คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เล่นกีฬาประจำ หรือเป็นนักกีฬาอาชีพ แนะนำตรวจเพื่อประเมินองค์ประกอบของร่างกาย เน้นในส่วนของการลดไขมันสะสมในร่างกาย สร้างมวลกล้ามเนื้อและสร้างความสมดุลของกล้ามเนื้อในแต่ละส่วน ซึ่ง DXA whole body scan สามารถบอกได้ว่าเรามีจุดเด่น จุดด้อยตรงไหน เพื่อจะได้กลับไปพัฒนา หรือใช้ติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกาย เช่น ดูไขมันที่ลดลง และกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยที่เราแทบจะไม่ต้องสนใจตัวเลขที่เป็นน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักเลย

4.กลุ่มที่มีโรคหรือความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ไขมัน และระบบการเผาผลาญของร่างกาย เช่น ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อลดลง คนไข้ที่ทานยาต้านไวรัสเอดส์ที่เริ่มมีภาวะไขมันกระจายตัวผิดปกติ คนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง เป็นต้น

สำหรับข้อแนะนำในการเตรียมตัวก่อนไปตรวจ DXA whole body scan นั้น ไม่ต้องงดอาหาร งดน้ำ ก่อนการตรวจ เปลี่ยนชุดก่อนเข้าตรวจ ถอดสิ่งที่เป็นโลหะทุกชนิดออกจากร่างกาย เเต่หากมีเหล็กดามอยู่ที่กระดูกในร่างกายก็สามารถตรวจได้ตามปกติ ควรปัสสาวะก่อนตรวจ เพื่อความถูกต้องและแม่นยำของค่าการตรวจ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ก่อนการตรวจระหว่างที่ทำการตรวจ ควรนอนนิ่งๆ ประมาณ 10 นาที จัดท่าตามเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์แนะนำ และรอเครื่องสแกนจนเสร็จ และขั้นตอนสุดท้าย คือ พบแพทย์เพื่อฟังผลการตรวจและคำแนะนำต่างๆ

DXA whole body scan เป็นเครื่องมือที่ดีในการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ตรวจได้ง่าย รวดเร็ว ตรวจแล้วสามารถทราบผลทันที ทำให้วางแผนการลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อต่อไปได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จึงนับเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีของการดูแลสุขภาพในยุคนี้

 

วิธีเพิ่มการกินผักผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466787

วิธีเพิ่มการกินผักผลไม้

โดย…สมแขก

ผักผลไม้ มีกากใยสูง ไร้ไขมัน ช่วยให้อิ่มไว อยู่ท้อง และระบบขับถ่ายดี กินผักเยอะ ทำให้กินอาหารอย่างอื่นได้น้อยลง นอกจากนี้ยังมีวิตามิน กินเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีและปราศจากโรค แต่หลายคนกินผักน้อย ซึ่งการบริโภคผักและผลไม้น้อยก่อให้เกิดการสูญเสียทางสุขภาพ ส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการบริโภคผักและผลไม้ใน 1 วันไว้ว่าไม่ควรน้อยกว่า 400 กรัม แต่จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของคนไทยกลับพบว่า คนไทย 75% กินผักผลไม้น้อยกว่าวันละ 400 กรัม หลายคนสงสัยว่า ผักผลไม้ 400 กรัมมีปริมาณเท่าใด?

สุจิตต์ สาลีพันธ์ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เลยแนะนำให้คิดเป็นทัพพีก็ได้ คือควรบริโภคไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ทัพพี โดยแบ่งเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วยผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน แต่พฤติกรรมการกินของคนไทยที่ส่วนใหญ่กินอาหารนอกบ้านและเน้นสะดวกสบาย จะกินผลไม้มากขึ้นได้อย่างไร วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ หลักการรวมอาหาร (Food Combination) และเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ Healthy Living by Bud มีวิธีเพิ่มการกินผักผลไม้ในชีวิตประจำวันง่ายๆ มาฝากกัน

ปั่นกรีนสมูทตี้ เลือกผลไม้ที่ชอบ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล องุ่น ปั่นกับผักสด หรือผักลวก (ลวกน้ำเดือดไม่เกิน 10 วินาที) ดื่มตอนท้องว่าง หรือก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที ถ้าไม่มีเวลามากสำหรับมื้อเช้า ให้เตรียมผลไม้ให้พร้อมล่วงหน้า เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ส้ม หรือผลไม้ที่ชอบ ระหว่างเดินทางไปทำงาน

เก็บผลไม้และผักติดตู้เย็น แช่ผลไม้ หรือแครอตจิ๋ว ผักต่างๆ ไว้ในตู้เย็นแทนขนม หรือช็อกโกแลต เวลาหิวจะได้หยิบผลไม้แทน และมีผักไว้กินทุกมื้อ

ทุกครั้งที่ต้มซุป เพิ่มผักเข้าไป จะกินได้ง่ายขึ้นและอิ่มขึ้น เช่น ใช้ดอกกะหล่ำบดต้มแทนข้าวต้ม อร่อยหอม ประโยชน์สูง ไม่อ้วนด้วย

แพ็กอาหารไปกินที่ทำงาน เตรียมผักสลัดไว้ล่วงหน้า และทำเมนูข้าวอบง่ายๆ ใช้หม้อหุงข้าวทำหรือเป็นพวกฟักทองนึ่ง กินกับสลัด หรือไข่ต้มกินกับผักสลัด ก็ได้ 1 มื้อที่มีประโยชน์แล้ว โดยพกผักสลัดหรือผักลวกไปด้วย ส่วนมากเวลากินอาหารนอกบ้าน มักจะให้ผักในปริมาณน้อย พกผักไปด้วยและกินผักก่อนอาหารอย่างอื่น จะช่วยให้อิ่ม และกินอย่างอื่นได้น้อยลง

 

ใส่ใจสังเกตคนใกล้ชิดสักนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466562

ใส่ใจสังเกตคนใกล้ชิดสักนิด

โดย…ชลญ่า ภาพ เอพี

ข่าวการฆ่าตัวตายมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ก็มีข่าวนักเรียนคิดสั้นด้วยการกระโดดสะพานแม่น้ำน่านหวังฆ่าตัวตาย โชคดีที่ทหารนายหนึ่งเผอิญไปเห็นแล้วเข้าช่วยชีวิตไว้ทัน แต่ถ้าทหารคนนี้ไม่เผอิญไปเห็นเข้าน้องคงเสียชีวิต แล้วพ่อแม่ของน้องก็คงต้องเสียใจมากที่ต้องสูญเสียลูกสาวผู้เป็นที่รักไป

องค์การอนามัยโลก พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายแต่ละครั้ง มีผลกระทบต่อคนใกล้เคียงอย่างน้อย 6 คน หากเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงเรียนหรือโรงงาน ก็จะมีผลกระทบต่อคนได้เป็นจำนวนร้อยเลยทีเดียว ดังนั้นปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากความถี่ของปัญหามีมากขึ้นกว่าในอดีต รวมทั้งระดับความเครียด ความกดดันที่สูงขึ้นของผู้คนในสังคม ซึ่งไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้คนใกล้ตัวหรือคนที่เรารักคิดฆ่าตัวตาย แล้วถ้าวันหนึ่งหากได้ยินคนใกล้ตัวอาจจะเป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง หรือคนในครอบครัวคนอื่นๆ เอ่ยปากว่าอยากฆ่าตัวตายจะทำอย่างไร

แน่นอนว่าหากเราได้คำพูดแบบนี้จากปากคนใกล้ตัว ญาติหรือคนที่เรารัก เป็นเรื่องที่ควรจะใส่ใจและหันกลับมาดูคนที่พูดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทำไมเขาถึงพูดอย่างนี้ เขามีอะไรในใจหรือมีปัญหาอะไร อย่าได้คิดแบบคนมองโลกในแง่ดีว่าคงไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เขาพูดเล่นๆ เท่านั้น เพราะหากคุณคิดอย่างนั้นอาจจะเสียใจภายหลังได้

นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ การเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายนับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสูญเสียที่สามารถป้องกันได้ 90% ของผู้ที่ลงมือกระทำการฆ่าตัวตายเป็นผลมาจากโรคซึมเศร้าซึ่งรักษาได้ เพียงแต่ผู้ป่วยเองหรือผู้ใกล้ชิด ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น การที่ได้ยินคนใกล้ตัวพูดอย่างนี้อย่าได้มองข้าม แต่ให้ใส่ใจด้วยการสังเกตอาการของคนคนนั้นว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่ จะได้ให้การช่วยเหลืออย่างถูกต้องเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าวว่า คนที่มีลักษณะเสี่ยงต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย ได้แก่ คนที่มีความสามารถในการปรับตัวและแก้ปัญหาในชีวิตได้ไม่ดี คนที่เพิ่งประสบกับความผิดหวัง ล้มเหลวหรือสูญเสียในชีวิตที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคนรัก คนในครอบครัว การล้มเหลวด้านการงาน ธุรกิจ การเงิน หนี้ท่วม หุ้นตก การเรียนตกต่ำ ทำให้เกิดอาการท้อแท้ คนที่ต้องประสบกับการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงทางกาย เช่น โรคเอดส์ โรคมะเร็ง คนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

“รวมถึงคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้ารุนแรง ที่มักแสดงออกให้สังเกตเห็นเป็นสัญญาณได้หลายอย่าง เช่น คิดว่าตัวเองไร้ค่า มีแต่ความล้มเหลวทำอะไรไม่สำเร็จ รู้สึกท้อแท้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร คิดถึงคนที่ตายไปแล้ว สนใจข่าวการตาย ขาดความสนใจในตัวเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่ดูแลตัวเอง ไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำ ไม่นอน ชอบเก็บตัวตามลำพัง แยกตัวจากครอบครัวและเพื่อนฝูง ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่รู้สึกสนุกสนานกับสิ่งที่เคยชอบ มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มเหล้าจัด ขับรถเร็ว พูดบ่น หรือเขียนข้อความเกี่ยวกับความคิดอยากตาย จัดการกับภาระสุดท้ายต่างๆ เช่น ทำพินัยกรรมยกสมบัติส่วนตัวให้ผู้อื่น เป็นต้น”

จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวต่อว่า เมื่อพบว่าคนใกล้ชิดมีลักษณะบ่งบอกว่ามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายแล้วต้องรีบให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน สามารถทำได้ในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยคนที่คิดฆ่าตัวตายมักมองโลกในแง่ลบ คิดว่าไม่มีใครช่วยเขาได้ เราจึงควรเป็นฝ่ายเข้าหาเขามากกว่ารอให้เขาร้องขอ คนที่คิดฆ่าตัวตาย ต้องการความเห็นอกเห็นใจ และต้องการผู้เข้าใจปัญหา เข้าใจความรู้สึกของเขา ควรฟังด้วยท่าทีที่พร้อมรับฟังในสิ่งที่เขาเล่า ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไม่มีท่าทีตำหนิ หรือด่วนสรุปตัดสินว่าเขาไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

“ท่าทีที่สนใจสามารถช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นว่ามีคนห่วงใย ถ้ามีความคิดอยากตายค่อนข้างรุนแรง ต้องอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว ควรมีคนอยู่ด้วยตลอด เก็บของมีคม ยาหรือสารเคมีที่อาจใช้ทำร้ายตัวเองได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ อาจต้องนำส่งที่โรงพยาบาลเพื่อรับการช่วยเหลือที่ถูกต้องปลอดภัยต่อไป โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่สามารถรับผู้ป่วยจิตเวชได้ เนื่องจากมีความพร้อมในด้านสถานที่ บุคลากร และวิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ข้อควรจำคือทำมากเกินไป ดีกว่าทำน้อยเกินไป”

การได้ช่วยเหลือคนให้พ้นจากวิกฤตการฆ่าตัวตาย ถือเป็นบุญกุศลใหญ่ เพราะเท่ากับช่วยคนใกล้ชิดอีกหลายชีวิตให้พ้นจากความทุกข์ใจจากการสูญเสีย เพราะฉะนั้นอย่าเฉยเมยและไม่ใส่ใจ หากได้ยินคนใกล้ตัวออกปากว่าอยากฆ่าตัวตาย หันไปดูเขาหน่อยว่ามีปัญหาอะไรไหม เพราะเราอาจช่วยเหลือเขาได้ถ้าหากเขาคิดฆ่าตัวตายจริง

 

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายที่ผู้หญิงไทยต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466551

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายที่ผู้หญิงไทยต้องรู้

โดย…กันย์ ภาพ  คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่ามีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 2 หมื่นคน/ปี หรือ 55 คน/วัน มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ขณะที่ผู้หญิงอเมริกัน คาดการณ์ว่าเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 40,450 คน ในปี 2015 ส่วนในปี 2016 พบผู้ป่วยหญิงอเมริกันรายใหม่ที่มีการแพร่เชื้อของมะเร็งเต้านมจำนวน 246,660 คน และที่ยังไม่มีการแพร่เชื้อมะเร็งประมาณ 6.1 หมื่นคน

แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่เราได้ยินมานาน จนเรียกได้ว่าเป็นโรคใกล้ตัวผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันพบเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ที่พบในผู้หญิงทั่วโลก หากแต่ยังมีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมที่เราควรรู้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้อสงสัยที่ว่าขนาดเต้านมเล็กอาจมีโอกาสเสี่ยงน้อยกว่าเต้านมใหญ่ มีก้อนเนื้อแต่ไม่เจ็บไม่ใช่มะเร็ง หรือการทำรังสีจากเครื่องแมมโมแกรม ยิ่งทำยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หากแต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะหากครอบครัวมีญาติสายตรง หรือมีญาติเคยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุน้อย ปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศ คือเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุน้อยกว่า 12  ปี หรือประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกหลังอายุมากกว่า 30 ปี

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่กินยาฮอร์โมนทดแทนหลังวัยทองเป็นระยะเวลานานเกิน 5 ปี ปัจจัยทั้งหมดนี้ก็มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน รวมทั้งการดื่มสุรา การฉายรังสีบริเวณทรวงอก และการกินยาคุมกำเนิด ซึ่งพบว่าเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับโรคอยู่บ้าง แต่ไม่ชัดเจนมากนัก ระยะอาการของมะเร็งเต้านมและโอกาสรักษาให้หาย อาจเรียกว่าเป็นโรคร้ายที่แฝงมาอย่างเงียบๆ เพราะอาการเริ่มต้นของมะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่มักจะไม่รู้สึกเจ็บ จนกระทั่งก้อนเนื้อเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น เมื่อนั้นผู้ป่วยจึงจะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

“มะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกจะเป็นก้อนเล็กๆ หรือเป็นเพียงแค่กลุ่มหินปูน ซึ่งไม่สามารถคลำได้ อีกทั้งมักไม่มีอาการเจ็บ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รู้สึกเจ็บอาจพบเพียงแค่ 10% เท่านั้น ซึ่งบ่งบอกได้ว่าก้อนเนื้อมักมีขนาดใหญ่ จนเกิดการบดเบียด ดึงรั้ง หรือก้อนเนื้ออาจมีการอักเสบร่วมด้วย สำหรับคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบหมอ มักจะอยู่ในระยะที่คลำเจอก้อนแล้ว หรือบางรายอาจมีเต้านมผิดรูปหรือแผลที่เต้านม ซึ่งก้อนเนื้อหากมีขนาดใหญ่ไม่เกิน 2 ซม. และไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ถือเป็นอาการในระยะที่ 1 แต่หากคลำเจอก้อนที่มีขนาดใหญ่เกิน 2 ซม. หรือมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง มักเป็นอาการในระยะที่ 2 หรือ 3 แล้ว ซึ่งการตรวจเจอในระยะเริ่มต้น เช่น ในระยะ 0 หรือระยะที่ยังไม่มีการลุกลาม โอกาสที่ผู้ป่วยจะมีอัตราเวลาการรอดชีวิตเกิน 10 ปี สูงถึง 95-100%

การตรวจเช็กเต้านมด้วยตนเองควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปและตรวจเป็นประจำทุกเดือน และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ร่วมกับการตรวจทางรังสีด้วยเครื่องแมมโมแกรม และอัลตราซาวด์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น หรือระยะก่อนลุกลามเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตหรืออัตราการรักษาให้หาย ถ้าก้อนที่ตรวจพบจากแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ มีลักษณะที่บ่งบอกว่ามีโอกาสเป็นมะเร็ง จึงจะทำการเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจโดยใช้เข็ม ซึ่งเป็นการตรวจที่คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัวมากและไม่ทำให้เนื้องอกมีการลุกลามหรือแพร่กระจาย

สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเต้านมหลักๆ คือการผ่าตัดสำหรับมะเร็งระยะที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น ซึ่งปัจจุบันสามารถผ่าตัดได้ทั้งแบบสงวนเต้าคือผ่าออกเฉพาะบางส่วนที่มีปัญหา เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต

ความเข้าใจผิด

1.อาหารไขมันสูง ของมัน ของทอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมโดยตรง แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมากๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมน เอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วย นอกจากนี้การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ ทุกชนิด รวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย

2.การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับ เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้ถึงความเกี่ยวพันดังกล่าว การสวมชุดชั้นในขณะหลับจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด
3.หากไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม เราก็จะไม่เป็นมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมแค่ 10% และมะเร็งเต้านมในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เองมากกว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้

4.ผู้หญิงที่มีเต้านมเล็ก มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงเต้านมใหญ่

ข้อเท็จจริง ไม่เป็นความจริง ปัจจัยเรื่องขนาดไม่ได้มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

5.ทำแมมโมแกรมบ่อยๆ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่มีน้ำหนักเพียงพอยืนยันถึงความเชื่อ ดังกล่าว อีกทั้งรังสีที่ใช้ในการตรวจแมมโมแกรมมีปริมาณน้อยนิด รวมทั้งการตรวจเช็กแมมโมแกรมเพียงปีละครั้ง ก็ไม่ได้มีอันตรายหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

 

โยคะเรียกพลัง งานหนักแค่ไหนก็ยังสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466355

โยคะเรียกพลัง งานหนักแค่ไหนก็ยังสดใส

โดย…พุสดี

ใกล้สิ้นปีแบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอยก็จริง เพราะจะได้วางโปรแกรมเที่ยวให้ฉ่ำปอด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอีกช่วงที่งานยุ่งเหลือเกิน เพราะต้องสะสางสารพัดโปรเจกต์ที่ทำมาทั้งปีให้ลงตัว บางคนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรือโต้รุ่งก็ยอม ผลพวงจากการทำงานหนัก ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจทำให้รู้สึกปวดตา ปวดหลัง เหน็บชากล้ามเนื้อ พอซ้ำเติมด้วยการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ เลยทำให้อาการทางร่างกายของมนุษย์เงินเดือนหลายคนเลยฟ้องผ่านขอบตาคล้ำดำ ใบหน้าไม่สดใส ดูไม่กระฉับกระเฉง บางครั้งอาจมีอาการเคร่งเครียด ซึ่งหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่

งานนี้เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับงานหนักและทริปท่องเที่ยวในฝัน “ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ” และ “ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช” สองกูรูโยคะเมืองไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) มีท่าฝึกโยคะแก่เหล่ามนุษย์เงินเดือนยุคใหม่ที่งานรัดตัวมาแนะนำ เพื่อช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า รวมถึงแขน หลัง ต้นขา น่อง เอ็นร้อยหวาย เพื่อคลายอาการหดตึงกล้ามเนื้อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี ลดอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ คลายความเครียด บรรเทาอาการซึมเศร้า และนอนไม่หลับ

Downward Facing Dog

1.Downward Facing Dog

ท่านี้จะช่วยลดอาการตึงเครียดและอาการซึมเศร้าและช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง ต้นขา น่อง เอ็นร้อยหวาย มือจากการนั่งนาน แถมลดอาการปวดหลัง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับอีกด้วย

1.กางมือออกกว้างเท่าช่วงไหล่ เท้ากว้างเท่าช่วงสะโพก

2.ยกสะโพกขึ้นสูง

3.เหยียดแขนและขาตรง

4.ปล่อยศีรษะ สบาย ผ่อนคลาย

Upward Facing Dog

2.Upward Facing Dog

การนั่งทำงานนานๆ หน้าคอมพิวเตอร์อาจทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับและค้างท่าโดยไม่รู้ตัว จนอาการเหน็บชาเริ่มถามหา ท่านี้จะช่วยสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อหลังและแขน บรรเทาอาการปวดหลัง ลดภาวะความเครียด อาการปวดศีรษะลง และช่วยทำให้นอนหลับสบาย

1.นอนคว่ำหน้าลงพื้น แขนทั้งสองข้างแนบลำตัว ผ่อนคลายกล้ามเนื้อสบาย

2.งอแขนทั้งสองข้างลำตัวระหว่างหน้าอก เงยหน้าขึ้น คางวางบนพื้น

3.มือดันพื้น ห่อไหล่เข้าหาท้ายทอย มือที่ดันพื้นจนแขนเหยียดตรง ยกสะโพกสูง ลำตัวท่อนบนไม่สัมผัสกับพื้น คุม
น้ำหนักตัวลงไปที่มือและเท้า

4.แหงนหน้าขึ้นแอ่นคอไปข้างหลัง ลำตัวตั้งตรง

Standing Half Forward Bend

3.Standing Half Forward Bend

แม้จะยอมปิดจอคอมพิวเตอร์ เข้านอนแล้ว แต่ความเครียดสั่งสมจากงานอาจยังไม่หมดไป ความเครียดที่ตามมาแบบไม่รู้ตัวนี้เอง มีผลให้กล้ามเนื้อตามร่างกายเริ่มปวดเมื่อย ทางที่ดีควรหยุดพักสักนิด ลุกขึ้นมาฝึกท่านี้จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ ข้อมือ เอ็นร้อยหวาย น่อง เพื่อบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ ผ่อนคลายความเครียด อ่อนเพลีย สมองปลอดโปร่ง

1.ยืนตรง แยกเท้าออกเท่าช่วงสะโพก

2.ก้มตัวไปข้างหน้า โดยที่หลังยังคงยืดตรงอยู่ มือทั้งสองข้างลงบนพื้น หากวางมือไม่ถึงพื้น สามารถนำมาวางไว้ที่หน้าแข้งได้

3.ขณะทำท่าให้รู้สึกยืดตั้งแต่ข้อเท้า กล้ามเนื้อด้านหลังขา ก้น หลังส่วนล่างไล่ขึ้นมาจนถึงแขน

โยคะบนใบหน้าโซนบริเวณหน้าผาก

 

4.โยคะบนใบหน้าโซนบริเวณหน้าผาก

เป็นสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อบนใบหน้า เพื่อให้ผิวรู้สึกกระชับ แลดูอ่อนวัย โดยท่าโยคะโดยใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะช่วยลดการเกิดริ้วรอยจากความเครียดสะสม การย่นหน้าผาก หรือการขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว

1.เริ่มจากการวางนิ้วชี้ไว้ที่โคนผมกลางหน้าผาก และนิ้วนางไว้บนหว่างคิ้ว เป็นการตรึงผิว (หายใจเข้า) ดวงตามองต่ำ

2.ใช้นิ้วกลางกดน้ำหนักบนกล้ามเนื้อรูดจากบนลงไปช้าๆ (หายใจออก)

3.จากนั้นเลื่อนมือออกด้านข้าง เพื่อยืดกล้ามเนื้อซ้ายและขวา ทำซ้ำกัน 3-5 ครั้ง