โยคะท่าดอกบัว เน้นนวดกระดูกเชิงกรานและข้อต่อสะโพก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466197

โยคะท่าดอกบัว เน้นนวดกระดูกเชิงกรานและข้อต่อสะโพก

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าดอกบัว ไม่ใช่ท่าที่ง่ายเลยสำหรับคนทั่วไป เพราะต้องจัดการกับ สะโพก หัวเข่า ข้อเท้า ให้รู้สึกมีความสุขขณะค้างท่า และถึงแม้ว่าจะรู้สึกตึงขณะค้างท่าแต่ก็สามารถพอทนได้ สำหรับคนที่มีปัญหากับบริเวณดังกล่าว ท่าดอกบัวอาจสร้างปัญหาได้ ดังนั้นให้ฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป สำหรับโยคี ท่านั่งดอกบัวนับเป็นท่ายากในการใช้นั่งสมาธิให้ได้นานๆ ในเวอร์ชั่นนี้เราจะเน้นนวดกระดูกเชิงกรานและข้อต่อสะโพก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและข้อต่อช่วงล่างเป็นหลัก การนอนลงจะลดแรงกดที่บริเวณเข่าและข้อเท้าได้มากกว่านั่ง

วิธีปฏิบัติ

1 ยืดขาขวาพับขาซ้ายเข้ามาซ้อนให้ลึกๆ ใกล้ขาหนีบ เพื่อเตรียม

 

2 ใช้มือช่วยจับขาขวาขึ้นมาซ้อนขาซ้ายอีกที ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก

 

3 วางมือทั้ง 2 ข้างด้านหน้า ยกก้นและสะโพกขึ้น ตั้งเข่าไว้ที่พื้น

 

4 เดินมือไปด้านหน้า แล้วนอนคว่ำลงประสานมือไว้ใต้คาง ค้างท่าประมาณ 30 วินาที หายใจเข้าออก

 

5 ส่งตัวให้ท้องแนบกับพื้นมากขึ้น ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ หลับตาสบายๆ ค้างท่าประมาณ 1-2 นาที หายใจเข้าออกธรรมชาติ แล้วแกะขาออก นอนคว่ำสักครู่ พักแก้มไปด้านในด้านหนึ่ง วางแขน 2 ข้าง ไว้ข้างลำตัว แล้วค่อยลุกกลับขึ้นมานั่งใหม่ แล้วลองทำสลับข้าง

 

วิธีการขจัดความเศร้า แบบแพทย์แผนจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

9 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466196

วิธีการขจัดความเศร้า แบบแพทย์แผนจีน

โดย…พจ.สุชานุช พันธุ์เจริญศิลป์  คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

มีคนจำนวนมากบนโลกใบนี้ที่ทุกข์ระทมจมอยู่กับ “ความเศร้า” จนทำให้เกิดโรคซึมเศร้า เก็บตัว พูดคุยกับคนรอบข้างน้อยลง เกิดจากหลากหลายปัจจัย เช่น ไม่เคยผิดหวัง หรือไม่เคยล้มเหลวในชีวิต มองโลกในแง่ร้าย ประกอบกับสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้การสื่อสารพูดคุยกันน้อยลง เมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ไร้ที่ปรึกษา ปัญหาเล็กๆ ที่เก็บไว้ระบายออกไปไม่ได้ หดหู่ ร้องไห้ น้อยเนื้อต่ำใจ และหากปลดอารมณ์นี้ไม่ได้ก็อาจจะพัฒนาต่อไปกลายเป็นความกลัว การเก็บกด ตามลูกศรที่ปรากฏดังรูป

ในแพทย์จีนมีคำกล่าวว่า “ความเศร้าบั่นทอนชี่” (เปยเจ๋อชี่เซียว) ไม่มีแรงอยากทำอะไร รู้สึกหดหู่ และเมื่อชี่ปอดลดลงจะกระทบถึงการทำงานของหัวใจ การไหลเวียนของเลือดน้อยลง ชี่ปอดติดขัด ทำให้ส่วนบนของร่างกายรู้สึกไม่ปลอดโปร่ง ปรากฏเป็นไฟที่คุกรุ่นไม่ถูกระบายออก เอาชนะความเศร้าด้วยความสุข

แพทย์แผนจีนกล่าวไว้ว่า อารมณ์ดีใจ หรือความสุข (หัวใจเป็นธาตุไฟ) ชนะความเศร้า (ปอดเป็นธาตุทอง) เพราะไฟเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหลอมละลายทองได้ ความดีใจทำให้เกิดการกระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ จนสามารถทำให้ชี่กระจายออก ทำให้ส่วนบนของร่างกายที่เปรียบเป็นท้องฟ้ากลับปลอดโปร่งขึ้นอีกครั้ง เป็นที่มาของคำว่า “เอาชนะความเศร้า ด้วยความสุข”

ขณะที่เรากำลังจมอยู่กับความเศร้า แน่นอนว่าเราไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ทันที แต่เราสามารถมองหาวิธีการคลายความเศร้าจากสิ่งที่เราชอบได้ เช่น ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี ตะโกนดังๆ ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ

แน่นอนว่า สรรพสิ่งในโลกนี้มี 2 ด้าน เป็น อิน-หยาง คู่กันอยู่เสมอ ในทางตรงกันข้าม ความเศร้าสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะ ดนตรี และงานเขียนมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Van Gogh ผู้เขียนภาพ The Starry Night อันโด่งดัง ฉะนั้น เศร้าได้ แต่ต้องระบายออกไป นำความสุขเข้ามาแทนที่ “อยู่กับความเศร้าอย่างเข้าใจ”

“รู้เท่าทันความเศร้า”

เศร้าอย่างมีสมดุล เศร้าอย่างมีศิลปะ เศร้าแบบมีคุณภาพ

ภาคผนวก

แพทย์แผนจีนสามารถมองรูปร่าง ลักษณะของคนและทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น รูปร่างผอมแห้ง ใบหน้าซีด ห่อไหล่ อกบุ๋ม หน้าเหลี่ยม จัดเป็นคนประเภทธาตุทอง

* คนธาตุทอง เปรียบดังเหล็กกล้า มีความแข็งแกร่ง กล้าตัดสินใจ หน้าผากกว้าง ใบหน้าเหลี่ยม ฉลาด แต่เป็นคนที่ใจร้อน หงุดหงิดง่าย ปากแข็ง เมื่อมีความรักมักจะไม่เปิดเผยกับใคร ปัญหาสุขภาพมักเกิดการความแห้ง จากพฤติกรรมการกินเผ็ด สูบบุหรี่  ดื่มน้ำน้อย พักผ่อนน้อย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ บุคคลตัวอย่างคือ โจโฉ ผู้มีความเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาด ผู้เขียนตำราพิชัยสงคราม
โจโฉ หรือเมิ่งเต๋อเซินซู

 

เคล็ดลับอายุยืนห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/465767

เคล็ดลับอายุยืนห่างไกลโรค

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินหลักพื้นฐาน 4 อ. ซึ่งประกอบด้วย อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย และอาหาร กันมาบ้าง เนื่องจากทุก อ. มีความสำคัญต่อสุขภาพของคนเราไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยล่ะ แต่ครั้งนี้จะขอแนะนำเคล็ดลับในเรื่อง อ.อาหาร ว่ากินอย่างไรถึงจะช่วยให้อายุยืนและห่างไกลจากโรคภัยได้บ้าง

เมดิเตอร์เรเนียนสไตล์ก็ดี

จากรายงานการศึกษาร่วมของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและวิทยาลัยแพทยศาสตร์เอเธนส์ ประเทศกรีซ พบว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจชายและหญิงที่กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีแนวโน้มเสียชีวิตลดลงถึงร้อยละ 30

ลองหันมากินผักที่มีสีสัน เช่น มะเขือเทศ ที่อุดมไปด้วยไลโคปีน ผลไม้ที่มีสีแดงและสีม่วง เช่น องุ่น ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ งดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม เพิ่มการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่น น้ำมันมะกอก และอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ถั่วเหลือง ธัญพืช และผักใบเขียว สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคหัวใจได้

ทิปส์ : ร้อยละ 80-90 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด มีปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากการใช้ชีวิต ในขณะที่ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

กินแบบโอกินาวาก็ใช่

โอกินาวาเป็นเมืองที่มีสัดส่วนประชากรชายและหญิงอายุ 100 ปี ขึ้นไปมากที่สุดในโลก ชาวโอกินาวามีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าชาวอเมริกัน และเป็นมะเร็งน้อยกว่าร้อยละ 75 อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐ พบว่า ชายและหญิงชาวโอกินาวามีอายุยืนได้จากการกินอาหารแคลอรีต่ำ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้ ผักไม่น้อยกว่า 7 ส่วน/วัน โดยเฉพาะผักสีเขียวเข้มซึ่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ธัญพืชอย่างน้อย 7 ส่วน/วัน ในรูปของเส้นหมี่ ขนมปังและข้าว (โดยส่วนมากเป็นธัญพืชไม่ขัดสี) ผลไม้ 2-4 ส่วนต่อวัน เต้าหู้และถั่วเหลืองในรูปแบบอาหารอื่นๆ ปริมาณมาก เนื้อปลาที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ให้ได้ 3 ส่วน/สัปดาห์ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะคือ ผู้หญิง 1 แก้ว/วัน ผู้ชาย 2 แก้ว/วัน

จึงสรุปได้ว่า การกินแบบโอกินาวา คือการกินอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีพืชผักเป็นหลัก และไขมันต่ำนั่นเอง

ต้านอนุมูลอิสระด้วยซีลีเนียม

ซีลีเนียมเป็นธาตุที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย แต่ก็จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการสังเคราะห์โปรตีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ซีลีเนียมยังอาจป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL) ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และลดความหนืดของเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือดแดงที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจและสมองได้

นอกจากนี้ ซีลีเนียมยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งอีกหลายชนิด จากผลการศึกษา 2 ฉบับเป็นเวลา 5 ปี ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลและมหาวิทยาลัยแอริโซนา แสดงให้เห็นว่าการกินซีลีเนียมเสริมทุกวัน จะลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ร้อยละ 63 เนื้องอกในลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงร้อยละ 58 และมะเร็งปอดร้อยละ 46 การศึกษาเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ว่า มีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งในคนที่กินซีลีเนียมเสริมต่ำกว่าประชากรทั่วไปถึงร้อยละ 39 โดยปริมาณซีลีเนียมที่ใช้ในการรักษาคือ 100-200 ไมโครกรัม/วัน ซีลีเนียมพบมากในอาหารทะเล เมล็ดธัญพืช กระเทียม บร็อกโคลี่ หัวหอม ฯลฯ

ชนแก้วกันสักหน่อย

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่พอประมาณ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี และยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะไวน์แดง ซึ่งมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์ยังช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางยังช่วยยืดอายุการทำงานของสมองได้ จากการศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ได้เฝ้าติดตามชายและหญิงที่ไม่ได้อยู่ในภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษา และมีอายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 5,395 ราย พบว่า ผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่ม “นักดื่มปานกลาง” (ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 แก้ว/วัน) มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความจำเสื่อมเพียงร้อยละ 58 เมื่อคำนวณจากกลุ่มที่ไม่ดื่ม

สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจเลือกกินอาหารเสริมที่ให้สารเรสเวอราทรอล ซึ่งเป็นสารประกอบในไวน์ที่ออกฤทธิ์ในการรักษาแทนได้

หัวใจเคลือบช็อกโกแลต

นักวิจัยจากวิทยาลัยแพทย์เอเธนส์ ประเทศกรีซ พบว่า ดาร์กช็อกโกแลตอาจทำให้ดัชนีชี้วัดการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งความดันโลหิตสูงและอัมพาตลดลง

จากการศึกษาพบว่า การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดการสะท้อนของคลื่น ซึ่งให้ผลที่เป็นประโยชน์ต่อผนังหลอดเลือดและระบบน้ำเหลือง และลดการแข็งตัวของเส้นเลือดแดง เนื่องจากดาร์กช็อกโกแลตซึ่งมีปริมาณฟลาโวนอยด์สูง (สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง) จะช่วยให้เส้นเลือดแดงขยายตัว นักวิจัยจึงสรุปว่าช็อกโกแลตอาจมีประสิทธิภาพในการปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ก่อนหน้านี้ พบว่า ช็อกโกแลตชิปกึ่งหวานปริมาณเล็กน้อยแค่หนึ่งกำมือ (25 กรัม) จะช่วยเพิ่มระดับฟลาโวนอยด์ในเลือดได้

 

สูตรอาหารดูแลสุขภาพ สุพัตรา โบรมิโลว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/465566

สูตรอาหารดูแลสุขภาพ สุพัตรา โบรมิโลว์

โดย…วราภรณ์

ซีอีโอสาวแห่งบริษัท แฟบบริเกต (ไทยแลนด์) ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นบริการด้านความสวยงามและสุขภาพถึงบ้าน สุพัตรา โบรมิโลว์ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ห่วงใยด้านสุขภาพมาก สนใจฝึกโยคะมากเป็นพิเศษควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ค่าที่เคยเรียนด้านการทำอาหารที่โรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังที่ประเทศฝรั่งเศส เธอจึงคิดสร้างสรรค์ 3 เมนู ที่กินแล้วดีกับสุขภาพมาแชร์ให้ผู้อ่านได้รู้

เมนูแรก-สลัดบาร์เลย์และฟักทองย่าง

เพื่อสุขภาพที่ช่วยให้อิ่มท้องนาน เหมาะสำหรับมื้อเที่ยง

ส่วนผสม

ข้าวบาร์เลย์เพิร์ล 1 ถ้วย

ฟักทอง 1 ลูก ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปย่าง

น้ำเชื่อมเมเปิ้ล

น้ำมันมะกอก

เกลือทะเลและพริกไทย

ผักโขม 1 ถ้วย

ผักร็อกเกต 1 ถ้วย

ถั่วอัลมอนด์สไลซ์ 1/2 (ถ้าชอบ)

ผลแครนเบอร์รี่แห้ง 1/4 ถ้วย

ส่วนผสมน้ำสลัดบัลซามิคดิจงแบบหวาน

น้ำบัลซามิค 1/3 ถ้วย

น้ำมันมะกอก extra virgin 1/2 ถ้วย

ดิจงมัสตาร์ด 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือทะเลและพริกไทยเล็กน้อย

วิธีทำ

วอร์มเตาอบไว้ที่ 220 องศา ก่อนอบจริงล้างข้าวบาร์เลย์ให้สะอาดด้วยน้ำ แล้วนำไปต้มในหม้อ โดยใส่น้ำประมาณ 3 ถ้วยตวง ต้มทิ้งไว้ 45 นาที จนข้าวนุ่ม ใส่ฟักทองลงในชาม คลุกกับน้ำมันมะกอกและน้ำเชื่อมเมเปิ้ล จากนั้นห่อฟักทองด้วยแผ่นฟอยล์ แล้วนำไปย่างประมาณ 30-35 นาที เมื่อย่างไปได้ครึ่งทาง อย่าลืมพลิกข้างและทาน้ำมันกับน้ำเชื่อมเพิ่ม รอจนฟักทองกลายเป็นสีทองสวย

เตรียมน้ำสลัดโดยตีส่วนผสมให้เข้ากันเมื่อต้มข้าวบาร์เลย์และย่างฟักทองเสร็จแล้ว ให้นำมาใส่รวมกับผักโขม ผักร็อกเกต อัลมอนด์ แครนเบอร์รี่ คลุกให้เข้ากันกับน้ำสลัด อาจลองเพิ่มความอร่อยโดยการย่างผักชนิดอื่นๆ ที่คุณชอบ แล้วใส่รวมกันพร้อมกับมะเขือเทศสด

ประโยชน์

– ไฟเบอร์ในบาร์เลย์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล สร้างภูมิคุ้มกันและช่วยร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น

– ผักโขม อุดมด้วยวิตามินเอและซี ธาตุเหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ บำรุงสายตาและเลือดได้ดี

เมนูที่ 2 – น้ำแอปเปิ้ล บีทรูท และแครอต

น้ำผลไม้แสนสดชื่นเพื่อเริ่มต้นวันด้วยความสดใส

ส่วนผสม

แครอต 2 หัว

แอปเปิ้ล 2 ลูก

บีทรูท 1 หัว

ขึ้นฉ่าย 1 ต้น

ขิง (ปริมาณขึ้นอยู่กับความชอบ ระวังอย่าใส่มากเกินไป รสอาจจะเข้มเกิน)

วิธีทำ

ปั่นส่วนผสมทั้งหมดในเครื่องปั่น ง่ายๆ แค่นี้เอง

ประโยชน์

– บีทรูท มีสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง และยังช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคต้อกระจกได้อีกด้วย

– ขิง ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด

– แครอต มีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ช่วยให้ผิวสดใสเปล่งปลั่ง

เมนู 3 – ปลาอบซอสเลมอน

เมนูคลาสสิกสไตล์ฝรั่งเศส-เมดิเตอร์เรเนียน ที่ทำไม่ยาก จะเสิร์ฟแบบทั้งตัว หรือแล่เฉพาะบางส่วนก็ทำง่ายมากๆ

ส่วนผสม

เนื้อปลาดอรี่แบบติดหนัง 2 ชิ้น

น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ (ใส่เพิ่มอีก 2-3 ช้อน สำหรับจานใหญ่ ทานหลายคน)

มะกอกเขียวแช่น้ำเกลือ 2 ช้อนชา

น้ำมะนาวคั้นจากเลมอนครึ่งลูก

พริกไทยดำ

ผักชีฝรั่งที่หั่นแล้ว

(เสิร์ฟคู่กับหน่อไม้ฝรั่งหรือผักสลัด)

วิธีทำ

วอร์มเตาอบไว้ที่ 180 องศาก่อนอบจริง ทาจานสำหรับอบอาหารด้วยน้ำมันมะกอก แล้ววางชิ้นเนื้อปลาลงไป ให้ด้านติดหนังอยู่ด้านล่าง จากนั้นพรมน้ำมันมะกอกด้านบนเล็กน้อย ตามด้วยเกลือและพริกไทยอบทิ้งไว้ 10 นาที (หรืออาจนานกว่านั้นถ้าเนื้อปลาหนา)

นำเนื้อปลาออกจากเตา ใส่ลงในจานที่จะใช้เสิร์ฟ ใส่น้ำมันมะกอก น้ำเลมอน มะกอกเขียว แล้วคลุกให้เข้ากัน จากนั้นโปรยพริกไทยและผักชีไปบนเนื้อปลา เตรียมหน่อไม้ฝรั่งหรือผักสลัดเพื่อเสิร์ฟพร้อมกัน

ประโยชน์

– ปลาดอรี่ มีกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า -3 มีวิตามินบี 2 ซึ่งร่างกายต้องใช้ในการเผาผลาญโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต

– หน่อไม้ฝรั่ง อุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายและมีไฟเบอร์สูง เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 

ฝึกหัวใจให้ฟิตพร้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/465257

ฝึกหัวใจให้ฟิตพร้อม

โดย…โยโมทาโร่

แม้ว่าโรคหัวใจจะยังไม่ได้เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีจากสาเหตุการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เต็มไปด้วยคอเลสเตอรอล สภาพสังคมที่บีบให้คนต้องดิ้นรนจนเกิดความเครียด เป็นองค์ประกอบแห่งการก่อให้เกิดโรคหัวใจอย่างครบถ้วน

ดังนั้น การฟิตร่ายกายเพื่อให้หัวใจกลับมาทำงานแข็งแรงเป็นปกติ ก็จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแต่การออกกำลังกายแบบไหนบ้างละที่จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงได้ชัดเจนที่สุด

การออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจฟิตนั้น ควรเป็นการออกกำลังกายที่เรียกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ ได้แก่ การออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่อง ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน รำมวยจีน เป็นต้น โดยการออกกำลังกายประเภทนี้ควรทำเป็นประจำ ครั้งละ 30-60 นาที อย่างน้อย 3-5 วัน/สัปดาห์ หรือสามารถทำได้ทุกวันถ้าเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้มีการลงน้ำหนักกระแทกอย่างแรก เช่น การวิ่ง

ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าต้องการให้หัวใจฟิตเต็มที่นั้น ต้องเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย (Strengthening exercise) หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่าออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน กล่าวคือต้องออกกำลังกายแบบมีแรงต้านร่วมด้วย การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น การยกน้ำหนัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ แม้จะไม่มีผลทำให้หัวใจฟิตเพิ่มขึ้นเหมือนกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกก็ตาม แต่การทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรงขึ้นจะส่งผลให้การทำงานของร่างกายโดยรวมดีขึ้น ผลที่ตามมาคือหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านควรทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยออกกำลังกลุ่มกล้ามเนื้อหลายๆ มัด เช่น แขน ขา หลัง หน้าท้อง เป็นต้น ที่สำคัญคือ ต้องทำอย่างถูกหลัก เช่นการยกเวตเทรนนิ่ง เป็นประจำอาจจะไม่ได้ถึงกับเล่นกล้าม แต่พอให้กล้ามเนื้อโดยรวมมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ หนึ่งในวิธีที่จะเพิ่มความฟิตให้หัวใจก็คือ การออกกำลังกายอย่างถูกต้อง ซึ่งควรจะต้องเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล (Individual exercise prescription) คล้ายๆ กับที่แพทย์สั่งยาให้รับประทาน ซึ่งแต่ละคนจะตอบสนองต่อขนาดของยาที่แตกต่างกัน การออกกำลังกายก็เช่นเดียวกัน ถ้าต้องการประโยชน์สูงสุด การออกกำลังกายนั้นต้องเหมาะสมเฉพาะตัวของเรา เพราะหัวใจและร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 

Ardha Supta Virakapotasana (Half Hero-Pigeon Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464939

Ardha Supta Virakapotasana (Half Hero-Pigeon Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้ช่วยเปิด ช่วยยืด ร่างกายด้านหน้า คุณจะรู้สึกถึงความยาวขึ้น การขยายออก ของด้านหน้าร่างกาย ไม่เพียงแต่ในระดับกล้ามเนื้อ แต่ยังลงลึกถึงข้อต่อ และชั้นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอีกด้วย ทั้งยังส่งผลดีไปถึงระบบการย่อยอาหาร

ในเวอร์ชั่นนี้มีการผสมท่าเข้าไป ทำให้เพิ่มการเปิดไหล่ และช่วงอกด้านบน ดังนั้น คุณจะได้รับการเปิด ทั้งร่างกายส่วนบนและส่วนล่างไปพร้อมๆ กัน

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งพับขาข้างขวาเข้ามา วางหลังเท้าแนบกับพื้นส่วนขาซ้ายยืดออก เพื่อเตรียม

 

2 วางศอกลงที่พื้นด้านหลังทีละข้าง เพื่อเตรียมการนอนลง ตรงนี้หากใครรู้สึกลงต่อแล้วยากให้เตรียมหาหมอนมารองหลังหากเจ็บเข่า ให้หาผ้ามารองใต้เข่า

 

3 นอนลงราบกับพื้น (สำหรับคนใช้หมอน นอนลงบนหมอน) ปล่อยกายใจ ให้สบาย ผ่อนคลาย สักครู่หนึ่ง หายใจเข้าออก หลับตาได้ ค้างท่าประมาณ 1 นาที

 

4 ยกศีรษะขึ้น ส่งมือซ้ายมาจับเท้าขวา

 

5 วางฝ่าเท้าให้อยู่ที่ข้อพับศอกด้านในของแขนขวา

 

6 ส่งมือซ้ายอ้อมหลังศีรษะเพื่อประสานล็อกกับมือขวา หันหน้า ทแยงมุมไปทางด้านซ้าย ศีรษะกดทับแขนเพื่อให้เกิดการยืดที่ร่างกายส่วนบน ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออก

 

7 ชันเข่า ซ้ายขึ้นมา ค้างท่าประมาณ 1-2 นาที หลับตาสบาย หายใจเข้าออก ผ่อนคลาย แล้วค่อยๆ คลาย โดยตะแคงตัวไปทางซ้ายเพื่อแกะขาขวาออก แล้วพักขาขวาสักครู่หนึ่ง จากนั้นลองทำสลับข้าง

 

เตรียมรับมือโรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464938

เตรียมรับมือโรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวแล้ว สิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ การป้องกันมิให้ยุงลายกัด เพราะยุงลายเป็นตัวนำโรค พาหะโรคไวรัสต่างๆ คือ โรคไข้เลือดออก/โรค
เด็งกี่ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย/โรคชิคุนกุนยา และโรคติดเชื้อซิกา

นพ.ทวีศักดิ์ ตีระวัฒนพงศ์ ที่ปรึกษาวิชาการด้านโมเลกุลลาร์ บริษัท N Health เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อซิกา โรคไข้เลือดออก และโรคปวดข้อยุงลาย เป็นโรคที่เกิดจากยุงลายชนิดเดียวกัน ต่างกันแต่สายพันธุ์ของไวรัส ดังนั้นธรรมชาติของยุงลาย วิธีติดต่อของโรค รวมถึงวิธีป้องกันโรค เหมือนกันทุกประการ อาการของโรคก็จะคล้ายกันมาก คือ มีไข้เฉียบพลัน มักเป็นไข้ไม่สูงมากนักประมาณ 38.5 องศาเซลเซียส ไข้เลือดออกและโรคปวดข้อยุงลายมักเป็นไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะแต่ไม่มาก ปวดข้อแต่ไม่มาก แต่โรคปวดข้อยุงลายจะปวดข้อมากจนมีผลต่อการเคลื่อนไหว มีอ่อนเพลียไม่มากแต่ไข้เลือดออกจะอ่อนเพลียมาก มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนังได้ทั่วร่างกาย สำหรับโรคติดเชื้อซิกาจะมีอาการเยื่อตาอักเสบ (อาการสำคัญคือ ตาแดง) ร่วมด้วย แต่ไข้เลือดออกและโรคปวดข้อยุงลายที่มักจะไม่มีอาการนี้

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรพบแพทย์ ไปโรงพยาบาลเมื่ออาการต่างๆ ดังกล่าวรุนแรง เช่น ไข้สูงและไข้ไม่ลงใน 2-3 วัน ปวดศีรษะมาก อ่อนเพลียมาก หรือมีจุดเลือดออกตามลำตัว แขนขา หรือเมื่อสงสัยเป็นไข้เลือดออกหรือเป็นไข้ปวดข้อยุงลาย โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะเชื้อไวรัสซิกาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะศีรษะเล็กในเด็ก

สำหรับภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly) ในเด็กเป็นผลมาจากการพัฒนาการของสมองที่ผิดปกติ โดยเด็กจะมีขนาดของศีรษะเล็กกว่าเด็กปกติในช่วงอายุเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งระหว่างที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด และเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ ความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซม ภาวะสมองขาดออกซิเจนระหว่างที่อยู่ในครรภ์ ภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรงระหว่างที่อยู่ในครรภ์ การติดเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น เชื้อท็อกโซพลาสมา (Toxoplasma) เชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus) เชื้อไวรัสรูเบลลา (Rubella virus) เชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-Zoster virus) และเชื้อไวรัสซิกา

ลักษณะและอาการของเด็กที่เป็นโรคนี้มีผลต่อการพัฒนาการของเด็ก เช่น เด็กมีพัฒนาการช้าในด้านของการพูดและการเคลื่อนไหว ปัญญาอ่อน มีเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติ หูหนวก และมีปัญหาเรื่องการมองเห็น ซึ่งหากเด็กมีภาวะศีรษะเล็กนี้แล้ว ทางครอบครัวควรวางแผนในการรักษาและดูแลร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้มีกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาในด้านต่างๆ ให้กับเด็ก

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดภาวะศีรษะเล็กควรหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่เป็นสาเหตุ หากสาเหตุ คือ พันธุกรรมให้ปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Genetics สำหรับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป และสำหรับไวรัสซิกานั้นมียุงลายเป็นพาหะ ซึ่งมีการระบาดของเชื้อไวรัสซิกาที่เข้ามาถึงประเทศไทย ดังนั้น หากสุภาพสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสดังกล่าวหรือไม่ สามารถมาตรวจได้ด้วยการเจาะเลือดหรือตรวจจากปัสสาวะ โดยขณะนี้ห้องแล็บไบโอโมเลกุลลาร์ ของ  N Health ให้บริการตรวจหาไวรัสไข้เลือดออก ไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสซิกาที่มียุงเป็นพาหะนำโรคได้จากการเจาะเลือดครั้งเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ต้องรีบเข้ารับการตรวจและรักษาให้ทันท่วงทีต่อไป

 

สุขภาพดีสร้างได้ แค่เริ่มดื่ม ‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464307

สุขภาพดีสร้างได้ แค่เริ่มดื่ม ‘น้ำ’

โดย…พุสดี

เพราะ “น้ำ” เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะในวัยเด็ก น้ำมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการสร้างวินัยที่ดีเรื่องการดื่มน้ำ จึงเป็นหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเด็กๆ ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ คิดส์ จัดกิจกรรมให้ความรู้ในการสร้างวินัยที่ดีด้วยการดื่มน้ำ 8 ช่วงเวลาตลอดทั้งวัน เพื่อคืนความสดชื่นให้กับร่างกายและให้สุขภาพดีอยู่ตลอดไป

ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม กล่าวว่า ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 2 ใน 3 หรือ 80% ของน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในเด็กทารกแรกเกิด แต่เมื่อโตขึ้นร่างกายจะมีสัดส่วนของน้ำในร่างกายลดลง โดยเป็นส่วนประกอบของเลือดหรือน้ำเหลืองในหลอดเลือด ส่วนที่เหลือก็จะกระจายไปตามเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งน้ำมีประโยชน์ในการส่งเสริมการทำงานของกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย

“ยกตัวอย่างระบบการเผาผลาญอาหารและการทำงานของร่างกาย ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำ ถ้าร่างกายขาดน้ำก็จะทำให้การเผาผลาญในร่างกายหรือการทำงานของระบบหรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกายบกพร่องไป เช่นเดียวกับระบบการย่อยอาหาร ซึ่งน้ำจะเข้าไปคลุกเคล้ากับอาหารที่รับประทานเข้าไปเพื่อช่วยให้การย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ส่วนระบบการขับถ่ายของเสีย น้ำมีส่วนสำคัญในการขับของเสียทั้งในรูปของเหงื่อและปัสสาวะ โดยเลือดจะเข้าไปฟอกของเสียที่ไต และจะขับถ่ายออกมาเป็นปัสสาวะ รวมถึงลำไส้ใหญ่ หากดื่มน้ำน้อยอาจจะทำให้ท้องผูกได้”

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง คุณพ่อคุณแม่จึงควรสร้างวินัยที่ดีให้กับลูกตั้งแต่ยังเป็นเด็กด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้ครบตามความต้องการในแต่ละวันเพื่อคืนความสดชื่นให้กับร่างกายจากการสูญเสียน้ำจากการที่เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน วิธีง่ายๆ คือการส่งเสริมให้ลูกน้อยดื่มน้ำ 8 ช่วงเวลา เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำต่อวันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

“เริ่มต้นแก้วแรกของวัน ด้วยการดื่มน้ำ 1 แก้วหลังตื่นนอนเพื่อคืนความสดชื่นพร้อมรับวันใหม่ ถัดมาคือหลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหารในระหว่างวัน เด็กๆ ควรเติมความสดชื่นระหว่างช่วงพักเรียนและเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ ก็อย่าลืมคืนความสดชื่นหลังเสียเหงื่อ จากนั้นเติมน้ำให้สมอง ดื่มน้ำอีกแก้วในช่วงทำการบ้านทบทวนบทเรียน ส่งท้ายวันด้วยการดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนเข้านอนและหลับฝันดี”

ทั้งนี้ ปริมาณการดื่มน้ำต่อวันต้องพิจารณาถึงอาหารในรูปของเหลวอื่น เช่น นม น้ำแกง น้ำซุป เป็นต้น และต้องพิจารณาถึงความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากกิจกรรมที่ลูกทำระหว่างวันด้วย

 

ระวังคนใกล้ตัวอาจเป็นโรคจิตเภท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464089

ระวังคนใกล้ตัวอาจเป็นโรคจิตเภท

โดย…ชลญ่า

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคจิตเภท ฟังชื่อก็น่ากลัวอยู่ ซึ่งโรคนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Schizophrenia คือกลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้มีผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลตัวเอง การใช้ชีวิตในสังคม ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 14-16 ปี หรือช่วงปลายวัยรุ่น โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร อย่าได้ชะล่าใจกับโรคนี้เป็นอันขาด เพราะสังคมทุกวันนี้เอื้อต่อการเป็นโรคนี้ พ่อแม่จึงควรเอาใจใส่ดูแลลูกเพราะวันหนึ่งลูกอาจเป็นโรคนี้ก็ได้

โรคจิตเภท มีสาเหตุมาจากทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยทางร่างกาย อาจมาจากทางพันธุกรรม ยิ่งมีความใกล้ชิดทางสายเลือดกับผู้ป่วยมากยิ่งมีโอกาสสูง จากความผิดปกติของสมอง โดยสารเคมีในสมองมีความผิดปกติ และจากโครงสร้างของสมองบางส่วนที่มีความผิดปกติเล็กน้อย ส่วนด้านจิตใจ มาจากความเครียดในชีวิตประจำวันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเจ็บป่วย การใช้อารมณ์กับผู้ป่วย การตำหนิ มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรหรือจู้จี้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วยมากไปก็มีผลต่อการกำเริบของโรคได้

ขณะที่ลักษณะอาการสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอาการที่เพิ่มมากกว่าคนปกติทั่วไป ได้แก่ อาการหลงเชื่อผิด เป็นความเชื่อของผู้ป่วยที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ระแวงว่าจะถูกวางยาพิษ คิดว่าตนส่งกระแสจิตได้ ความคิดผิดปกติ คิดแบบมีเหตุผลอย่างต่อเนื่องไม่ได้ ทำให้คุยกับคนอื่นไม่เข้าใจ มักพูดไม่เป็นเรื่องราว พูดไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนเรื่องพูดโดยไม่มีเหตุผล ประสาทหลอน มีพฤติกรรมผิดปกติ โดยมักเกี่ยวข้องกับความคิดและความเชื่อที่ผิดปกติ เช่น อยู่ในท่าแปลกๆ ซ้ำๆ หัวเราะหรือร้องไห้สลับกันเป็นพักๆ

2.กลุ่มอาการที่ขาดหรือบกพร่องไปจากคนปกติทั่วไป ได้แก่ เก็บตัว ซึม ไม่อยากพบปะผู้คน แยกตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง ไม่สนใจเรื่องการแต่งกาย กลางคืนไม่นอน ไม่มีความคิดริเริ่ม เฉื่อยชาลง ไม่ทำงาน นั่งเฉยๆ ได้ทั้งวัน ผลการเรียนหรือการทำงานตกต่ำ พูดน้อย ใช้เวลานานกว่าจะตอบ พูดจาไม่รู้เรื่อง เนื้อความไม่ปะติดปะต่อกัน การแสดงออกทางอารมณ์ลดลงมาก ไร้อารมณ์ มักมีสีหน้าเฉยเมย ไม่มีอาการยินดียินร้าย

เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองจึงควรสอดส่องดูแลลูกอยู่เสมอว่าลูกผิดปกติไหม มีอาการอย่างที่กล่าวมาหรือเปล่า ถ้าสังเกตว่าลูกผิดปกติควรไปปรึกษาแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้ ถ้าเป็นหมอจะได้รักษา อาจจะด้วยยาเพื่อควบคุมอาการและลดการกำเริบซ้ำของโรค การฟื้นฟูสภาพจิตใจ โดยฝึกการเข้าสังคมและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย การทำจิตบำบัด โดยผู้เชี่ยวชาญพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองและปัญหาของตนเองมากขึ้น และด้วยครอบครัวบำบัด โดยแพทย์เป็นผู้ให้ความรู้ในเรื่องโรคและสิ่งที่ญาติควรปฏิบัติต่อผู้ป่วย สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ได้ที่โรงพยาบาลมนารมย์ โทร. 02-725-9595

 

ป้องกันดีกว่า อย่าอ้วนลงพุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464084

ป้องกันดีกว่า อย่าอ้วนลงพุง

โดย…บีเซลบับ/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้แก่ กลุ่มของความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน ใครที่อ้วนลงพุง หรือมีไขมันในช่องท้องมากเกินไป ต้องระวังไว้เพราะการเผาผลาญไขมันในช่องท้องทำให้ได้กรดไขมันที่ผิดปกติมากกว่าการเผาผลาญไขมันใน บริเวณอื่นของร่างกาย เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน อีกเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงเมื่อไรจึงเรียกว่าอ้วนลงพุงเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอ้วนลงพุงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีหลักเกณฑ์คือ ต้องมีความผิดปกติอย่างน้อย 3 ข้อใน 5 ข้อต่อไปนี้

1.เส้นรอบเอว มากกว่าหรือเท่ากับ 40 นิ้วในผู้ชาย มากกว่าหรือเท่ากับ 35 นิ้วในผู้หญิง

2.ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด มากกว่าหรือเท่ากับ 150 mg/dl หรือรับประทานยาลดไขมันอยู่

3.ระดับเอชดีแอล คอเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 mg/dl ในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 mg/dl ในผู้หญิง

4.ความดันโลหิต มากกว่าหรือเท่ากับ 130/85 mmHg หรือรับประทานยาลดความดันอยู่

5.ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร มากกว่าหรือเท่ากับ 110 mg/dl หรือรับประทานยาลดระดับน้ำตาลอยู่

เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันภาวะอ้วนลงพุงได้ง่ายๆ ลองดู…

1.ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยการเพิ่มอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ข้าวกล้อง อาหารจำพวกถั่ว และผัก เป็นต้น

2.ลดอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมากๆ

3.หลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม

4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 ครั้ง/สัปดาห์

5.กรณีน้ำหนักเกิน อาจใช้วิธีคำนวณปริมาณแคลอรีของอาหารที่บริโภคต่อวัน โดยคำนึงให้สมดุลกับพลังงานที่ต้องใช้ในแต่ละวัน