เข้านอนให้ตรงเวลานะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464083

เข้านอนให้ตรงเวลานะ

โดย…บีเซลบับ/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า การเข้านอนตรงเวลาอย่างสงบเป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งต่อเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อจะได้นอนหลับสนิทดีในเวลากลางคืน การเข้านอนตรงเวลาเป็นประจำทุกวันมีความสำคัญกว่าที่คนทั่วไปคิด เนื่องจากคุณสามารถป้องกันการนอนหลับที่ไม่เพียงพอบ่อยๆ และแก้ปัญหาด้านพฤติกรรมได้ด้วยการมีตารางเวลาที่แน่นอน และกิจวัตรประจำวันที่ผ่อนคลายก่อนการนอน

นอกจากนี้ การเข้านอนตรงเวลาเป็นประจำทุกคืน แม้กระทั่งในคืนวันสุดสัปดาห์ก็ต้องไม่ยกเว้น จะทำให้นาฬิกาชีวิตภายในร่างกายของเรามีความสม่ำเสมอ จะทำให้คุณง่วงเมื่อถึงเวลาที่คุณควรง่วง และทำให้คุณตื่นเมื่อถึงเวลาที่คุณควรตื่น เด็กเล็กไม่ควรดื่มน้ำหวานหรือกินของหวานหลังอาหารเย็น เพราะการได้รับน้ำตาลก่อนเวลานอน จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการนอนได้

ยิ่งไปกว่านั้นคือยังส่งผลต่อสุขภาพ ปริมาณน้ำตาลเกิน จะทำให้เด็กมีน้ำหนักตัวมากขึ้น อาจทำให้เป็นโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูง โรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งทั้งหมดจะแปรเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหัวใจในอนาคตด้วยล่ะ (ไม่เฉพาะต่อเด็กๆ ดอกนะ คนโตๆ ก็ไม่ควรกินน้ำตาลเกินด้วยเช่นกัน)

 

9 วิธี หนีออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464082

9 วิธี หนีออฟฟิศซินโดรม

โดย…บีเซลบับ/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ถ้าคุณมี 5 อาการต่อไปนี้ คุณเข้าข่ายเป็นโรคฮอตฮิตที่แพร่หลายที่สุดในเวลานี้ “ออฟฟิศซินโดรม” ที่คนทำงานออฟฟิศหลายคนกำลังประสบปัญหาอยู่ ประกอบด้วย อาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ อาการยกแขนไม่ขึ้น อาการปวดหลัง อาการปวดตึงที่ต้นขา และอาการปวดศีรษะจากความเครียด ถ้ามีอาการดังกล่าวที่ยกมา มากบ้างน้อยบ้างก็ตามที คุณอาจเป็นหนึ่งที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เมื่อถึงเวลาทำงานหรือเมื่อเดินทางมาถึงออฟฟิศในทุกเช้า จะได้ไม่เป็นออฟฟิศซินโดรม เห็นออฟฟิศแล้วอยากรีบวิ่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่อยากวิ่งหนีแบบทุกวันนี้

1.เลือกนั่งติดริมหน้าต่าง รับแสงจากธรรมชาติ

2.ควรเปิดอากาศให้ถ่ายเทบ้าง เพราะอาคารที่ทำงานส่วนใหญ่ติดเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ไม่ใช่ปิดตายหน้าต่างตลอดเวลา

3.ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน เพื่อลดการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและความเครียด

4.หาต้นไม้สักต้นหรือหลายต้น ช่วยดูดซับสารพิษและเป็นที่พักสายตาจากคอมพิวเตอร์

5.ในบางครั้งอาจลองนัดกันปิดแอร์ แล้วใช้พัดลมบ้าง โดยนัดกันสวมเสื้อผ้าบางเบา หรือสบายๆ จะรู้สึกเย็นสบายแบบไม่ต้องง้อแอร์ ดีต่อสุขภาพและประหยัดดีด้วย

6.งดสูบบุหรี่เด็ดขาดในที่ทำงาน ที่ทำงานบางแห่ง พอพนักงานส่วนใหญ่ กลับบ้านไป พนักงานส่วนที่ทำงานเวลากลางคืนจะสูบบุหรี่ ควรตั้งเป็นกฎเหล็กห้ามเด็ดขาด เพราะไม่ดีต่อสุขภาพของทุกคน

7.ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ และอาจมีตู้ปลาสักตู้เพื่อคืนความชื้นที่เสียไป

8.หมั่นทำความสะอาดโต๊ะทำงานและจัดระเบียบให้สะดวกต่อการใช้สอย

9.ถ้าคุณทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ หรือนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน อย่าลืมตั้งกฎให้ตัวเอง หรือพยายามเตือน ตัวเองเมื่อนึกได้ทุกครั้ง ให้เงยหน้าขึ้น แล้วมองออกไปไกลๆ ทุกๆ 20 นาที เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าของสายตา

ออฟฟิศซินโดรม ก็ออฟฟิศซินโดรม ถ้าเราตั้งใจจริง เราจะสร้างพฤติกรรมการทำงานในออฟฟิศใหม่ที่ไม่เป็นภัยต่อ ตัวเองได้แน่ ทำงานให้สนุกด้วยสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีกันดีกว่า!

 

โยคะแก้อาการเจ็ตแล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463932

โยคะแก้อาการเจ็ตแล็ก

โดย…ภาดนุ ภาพ โยคะ แอนด์ มี

ช่วงปลายปีนี้ เชื่อว่าหลายคนเริ่มวางแผนท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศกันแล้ว สำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวต่างประเทศแบบข้ามไปอีกซีกหนึ่งของโลก แน่นอนว่าเวลาที่แตกต่างกันย่อมทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้มีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทาง หรืออาการเจ็ตแล็ก (Jet Lag) ทำให้นอนไม่หลับช่วงกลางคืน ง่วงนอนช่วงกลางวัน เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และหงุดหงิด ส่งผลให้แผนการท่องเที่ยวที่วางไว้ไม่สนุกอย่างที่คิด เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงนำ 4 ท่าโยคะง่ายๆ ที่ช่วย “แก้อาการเจ็ตแล็ก” มาฝากผู้อ่าน

ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช และครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ สองกูรูโยคะจาก สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) ได้นำเสนอท่าฝึกโยคะพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อตอบโจทย์ให้นักเดินทางเตรียมร่างกายให้พร้อมลุยได้ทุกทริป ผ่านการยืดเหยียดสร้างความยืดหยุ่น ความแข็งแรงให้กับหัวไหล่ กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง สะโพก ต้นขา น่อง และข้อเท้า เพื่อผ่อนคลายอาการหดตึงของกล้ามเนื้อ แถมท่าฝึกที่ผ่อนคลายนี้ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง บรรเทาอาการอ่อนล้า ช่วยให้นอนหลับสบาย พร้อมทั้งฟื้นคืนพลังร่างกายให้กลับมา ทำให้คุณโพสท่าถ่ายรูประหว่างทริปได้อย่างเต็มที่

Downward Facing Dog

 

01 ท่า Downward Facing Dog

วิธีทำ

– ยืนตรง กางขาออกให้ความกว้างของขาทั้งสองข้างเท่ากับความกว้างของสะโพก จากนั้นค่อยๆ ก้มตัวลงไปข้างหน้า ถ้ารู้สึกตึงให้งอเข่า

– เท้าทั้งสองข้างขนานกัน ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า วางมือลงบนพื้น ให้มือทั้งสองข้างกว้างเท่ากับความกว้างของแผ่นอก

– จากนั้นค่อยๆ เดินเท้าไปด้านหลัง ให้สะโพกชี้ขึ้นไปด้านบน ออกแรงกดฝ่ามือและเท้าทั้งสองข้างลงกับพื้น เหยียดหลังและข้อศอกให้ตรง ทิ้งศีรษะลง ผ่อนคลายคอ

– หายใจเข้าออกสบายๆ ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วทำซ้ำ

ประโยชน์

ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง บรรเทาอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า ช่วยให้ร่างกายฟื้นคืนพลัง สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น ช่วยยืดหลัง และคลายอาการปวดหลังจากการนั่งเป็นเวลานาน

Tree

 

02 ท่า Tree

วิธีทำ

– ยืนตรง ขาทั้งสองข้างชิดกัน ยกขาขวาขึ้น งอเข่า และวางฝ่าเท้าขวาชิดต้นขาซ้ายด้านใน เหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นแนบใบหู และประกบนิ้วมือ

– ยืดลำตัวขึ้น ให้หลังตรง หายใจเข้าออก ผ่อนคลายคอ หัวไหล่ ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ สลับทำอีกข้างหนึ่ง

ประโยชน์

ช่วยให้จิตใจสงบ สร้างสมดุลให้ร่างกาย ช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก และต้นขา

Bridge

 

03 ท่า Bridge

วิธีทำ

– นอนหงายลงบนพื้น จากนั้นชันเข่าขึ้น ให้หัวเข่าและน่องตั้งฉากกับพื้น โดยความกว้างของขาทั้งสองข้างเท่ากับความกว้างของสะโพก

-ค่อยๆ ยกสะโพก หลังส่วนล่าง กลาง และบนให้ลอยขึ้น ประสานนิ้วมือทั้ง 10 เหยียดแขนตึง และเก็บด้านหลังของต้นแขนไว้ใต้ลำตัว

– ยกช่วงแผ่นอกไปหาคาง สายตามองไปที่แผ่นอก ออกแรงดึงแขนมาทางส้นเท้า

– ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ วางหลังส่วนบน กลาง ล่าง และสะโพกลงกับพื้น

ประโยชน์

ช่วยยืดแผ่นอก หลัง และกระดูกสันหลัง บรรเทาอาการเหนื่อยล้า ช่วยให้สมองปลอดโปร่งผ่อนคลาย ทำให้หลับสบาย

Spine Twist

 

04 Spine Twist

วิธีทำ

– นอนหงายลงบนพื้น กางแขนออกด้านข้างลำตัวและหงายฝ่ามือขึ้น งอเข่า และยกต้นขาเข้าหาอก

– บิดสะโพกและขาไปด้านขวา วางปลายเท้าลงบนพื้น ใช้มือขวาช่วยในการบิด โดยการกดขาขวาลงให้ใกล้พื้น จนรู้สึกตึงด้านข้างลำตัวด้านซ้าย

– หันศีรษะไปด้านซ้าย ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ สลับทำอีกข้างหนึ่ง

ประโยชน์

สร้างความยืดหยุ่นให้กระดูกสันหลัง บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างและสะโพกจากการนั่งเป็นเวลานาน ท่าบิดตัวช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะภายในร่างกายได้ดี ช่วยปลุกพลังให้ร่างกายสดชื่น แล้วยังทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

ท่าโยคะเบื้องต้นทั้ง 4 ท่าที่กล่าวไป หากนักเดินทางลองนำไปฝึกทำดู โดยค้างท่าเหล่านี้ไว้ให้นานขึ้นก็จะยิ่งได้ผลดีมากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกโยคะหรืออยากได้ความรู้เพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) ทุกสาขา www.yogaandme.net หรือ FB : yogaandme และ IG : @yogaandme

 

Parighasana (Gate Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463761

Parighasana (Gate Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้จะช่วยในการยืดด้านข้าง เอว สะโพก และการได้ยืดซี่โครง หน้าท้อง รวมทั้งได้เพิ่มประสิทธิภาพการหายใจในขณะที่ค้างท่า แต่สำหรับคนที่มีปัญหาเจ็บหัวเข่า อาจใช้ตัวช่วยโดยใช้ผ้าห่มรองใต้หัวเข่า หรืออาจเลี่ยงท่านี้ โดยในเวอร์ชั่นนี้จะลงไปลึกขึ้น สำหรับคนที่มีความยืดหยุ่น หรือเป็นการท้าทายสำหรับผู้ฝึกใหม่

วิธีปฏิบัติ

1. ชันเข่าข้างขวาให้อยู่ในแนวฉาก และยืดขาซ้ายออกไปในแนวขนาน ตั้งส้นเท้าให้ตรง เพื่อเตรียม

 

2. หายใจเข้ายืดอก จากนั้นหายใจออก วางมือซ้ายไปที่พื้นใกล้ๆ กับข้อพับเข่า จากนั้นส่งมือขวาขึ้นสู่เบื้องบนหันหน้ามองตาม หากปวดคอ ก้มหน้า ค้างท่าประมาณ 30 วินาที หายใจเข้าออก

 

3. หากไปได้มากกว่าเดิม ให้ค่อยๆ ลดศอกข้างซ้ายลงไปที่พื้นแล้วพลิกมือจับส้นเท้า แล้วส่งมือขวาไปจับฝ่าเท้าซ้ายด้านนอกหายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 20 วินาที

 

การดูแลผิวหนัง ด้วยศาสตร์แพทย์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463760

การดูแลผิวหนัง ด้วยศาสตร์แพทย์จีน

โดย…คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ศาสตร์แผนจีนได้มีบันทึกเรื่องของความงามมายาวนานกว่าสองพันปี

ความหมายของความงามในศาสตร์แผนจีนคือ การที่มีสุขภาพร่างกายภายในที่แข็งแรง สุขภาพภายในดีจะส่งผลออกมาให้เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก การดูแลผิวพรรณความงามของจีนนั้นก็มีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรจีน เมนูอาหารสมุนไพร การดื่มชา ฝังเข็ม การนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ การฝึกชี่กง ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ถูกสืบทอดและสืบสานมาแต่ช้านานแล้ว ประเทศจีนถือเป็นประเทศรากฐานที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากที่สุดในโลก สมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องของความงามก็จะมีทั้งใช้รับประทานและใช้สำหรับภายนอกอีกด้วย

ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ

ปัญหาฝ้าเป็นปัญหาที่สำคัญของสาว 25-ผู้สูงวัย ฝ้ามักเกิดที่บริเวณใบหน้า เป็นลักษณะปื้นดำๆ ดูไม่สวยงาม ทำให้หมดความมั่นใจ

สาเหตุของฝ้าในแผนจีน

1.ชี่ตับติดขัด ทำให้เกิดความร้อน คนที่อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย

2.ตับไตพร่อง มีอาการอ่อนเพลียง่าย ประจำเดือนผิดปกติ ฮอร์โมนแปรปรวน

3.ชี่และเลือดติดขัด คนที่มีประวัติโรคตับ ตับอักเสบ

4.ม้ามพร่องเกิดความร้อนความชื้น ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ชอบรับประทานอาหารรสจัด

สมุนไพรที่ช่วยเรื่องผิวพรรณให้ดูขาวใส

สำหรับสาวๆ วัยรุ่นไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ก็จะเผชิญปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำสีผิวไม่สม่ำเสมอ จากรอยดำสิว แสงแดด หรือฮอร์โมนแปรปรวนจากวัยหมดประจำเดือน

ในศาสตร์แพทย์จีนเชื่อว่าสาเหตุเหล่านั้นมาจากเลือด การไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือเลือดพร่องขาด สารน้ำจากไตอินพร่องไปหล่อเลี้ยงที่ผิวไม่ดี สมุนไพรที่ช่วยทำให้สีผิวสม่ำเสมอ

เก๋ากี้ หรือโกจิเบอร์รี่

สรรพคุณของเก๋ากี้ สามารถบำรุงไต เสริมตับ บำรุงสายตา สามารถลดความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ ยังช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย ในด้านผิวพรรณสามารถฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากสารเคมีและรังสียูวีให้กลับสู่ปกติได้เร็วขึ้น

ดอกกุหลาบ

มีรสชาติหวาน ขมเล็กน้อย ฤทธิ์อบอุ่น สามารถผ่อนคลายอารมณ์ สลายเลือดคั่งทำให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ปรับสภาพฮอร์โมนให้สมดุลอีกด้วย

ดอกเก๊กฮวย

สมุนไพรฤทธิ์เย็น มีรสขมและหวาน ระบายร้อน ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงสายตา มีงานวิจัยในจีนอีกว่าสามารถยับยั้งเม็ดสีเมลานินที่ก่อให้เกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอและสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวตายได้ดีอีกด้วย

นำ 3 อย่างมาชงชา ดื่มระยะยาวช่วยให้ฝ้า รอยดำต่างๆ ให้จางลง และยังช่วยเติมสารน้ำให้กับผิวหน้าอีกด้วย

สมุนไพรที่นำทาพอกหน้าใช้ภายนอกที่ช่วยเรื่องฝ้า กระ รอยดำจากสิว ได้แก่

ผงไข่มุก

ถ้านำมารับประทานโดยเอามาชงน้ำกินช่วยเรื่องการนอนหลับให้ดีขึ้น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยชะลอวัยทำให้ผิวดูเด็กลง ถ้านำมาใช้ภายนอกนำมาพอกหน้า หรือนำมาทาช่วยผิวหน้าขาวเนียนนุ่ม ผลัดเซลล์ผิวให้ไวขึ้น

ผงอัลมอนด์

สำหรับใช้ภายนอก ผงอัลมอนด์ถ้านำมาผสมน้ำผึ้งแล้วนำมาขัดผิวช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ขจัดสิ่งสกปรกที่ฝังลึกบนผิวให้หลุดออก น้ำมันในผลอัลมอนด์มีสรรพคุณ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้านทำให้ผิวกระชับ อีกทั้งยังช่วยลดริ้วรอยก่อนวัยและรอยตีนกา

นำ 2 อย่างมาผสมแล้วผสมกับน้ำผึ้งนำมาพอกทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออก ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ต่อเนื่อง-เดือนจะเห็นผลการรักษา

การป้องกันดูแลไม่ให้เกิดฝ้า

1.หลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดโดยตรง ควรพกร่มหรือใส่หมวกเมื่อเจอแสงแดด

2.ทำให้จิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือกังวล

3.รับประทานผักผลไม้ให้มาก โดยเฉพาะผลไม้ทีมีวิตามินซีสูง

4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ปัญหาสิว

การดูแลผิวหน้าให้เนียนนุ่มรูขุมขนที่ละเอียด มีผิวขาวใสสุขภาพดีนั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับวัยรุ่น เนื่องจากต้องเจอกับปัญหาสิวที่เป็นปัญหาใหญ่และทำให้ผิวหน้าเราไม่สวยงาม สาเหตุของสิวก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกิดจากฮอร์โมนเป็นหลัก การแพทย์แผนจีนเชื่อว่าสาเหตุของสิว ได้แก่

1.ปอดร้อน เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด ทำให้เกิดสิวแดงอักเสบ

2.กระเพาะลำไส้มีความร้อนความชื้น เกิดจากการทานอาหารที่มีรสจัด และการทานน้ำเย็นทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี หน้ามัน สิวอุดตันทั่วใบหน้า

3.เสมหะสะสม เกิดจากการเป็นสิวระยะเวลายาวนาน สิวลักษณะที่พบเห็นเป็นตุ่มซีสต์ไขมัน ผิวหน้าไม่เรียบมีรอยแผลเป็น

สำหรับผิวหน้ามันเป็นสิวง่าย สมุนไพรที่เหมาะกับคนเป็นสิว ได้แก่

ดอกเก๊กฮวยป่า

สรรพคุณขับความร้อนหัวใจบำรุงสายตา ขับลมระบายร้อน ลดอาการอักเสบ เหมาะสำหรับสิวอักเสบรุนแรง เป็นเรื้อรังไม่หาย สิวที่เกิดจากการนอนดึก ช่วยลดการอักเสบของสิวได้เป็นอย่างดี

จินหยินฮวา หรือ ดอกสายน้ำผึ้ง

มีรสหวานมีฤทธิ์เย็น สามารถขับพิษระบายร้อน ช่วยลดอาการเจ็บคอจากการอักเสบ ลดอาการอักเสบของสิวอักเสบ

ซานจา หรือซัวจา

รสหวาน, เปรี้ยว มีฤทธิ์อุ่น

ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและการแข็งตัวของหลอดเลือด ช่วยระบบย่อยอาหาร สำหรับท้องอืดอาหารไม่ย่อย เรื่องผิวพรรณลดความมันของใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นสิว

เจว๋หมิงจึ หรือเมล็ดขี้เหล็ก

ระบายไฟร้อนที่ตับ ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง สำหรับคนเป็นสิวที่ระบบขับถ่ายไม่ดี มีความร้อนในกระเพาะและลำไส้

การป้องกันดูแลไม่ให้เกิดสิว

1.การรับประทานอาหารที่มีรสกลางไม่จัดจ้าน ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องไม่ทานเย็นจัดจนเกินไป

2.พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส

3.เช็ดเครื่องสำอางล้างหน้าให้สะอาด

 

นอนดึกแต่ไม่อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463155

นอนดึกแต่ไม่อ้วน

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คุณเป็นอีกคนที่ชอบหอบงานกลับมาทำที่บ้าน หรือนอนดึกอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า? ถ้าไม่อยากให้ร่างกายแย่และโทรมจนเป็นผีดิบเดินได้ละก็ต้องกินอาหารจำพวกนี้ แต่กินอะไรตอนดึกไม่ให้อ้วน? คำถามนี้ต้องเกิดขึ้นเป็นแน่สำหรับคนที่นอนดึก และจะใช้วิธีนี้คำตอบก็คือ หาอะไรกินจำพวกที่มีน้ำตาลและไขมันน้อย เช่น ผลไม้ที่หวานน้อย และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ หรือเครื่องดื่มประเภทนมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต ที่หวานน้อย และกินในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นก็ไม่อ้วน

กล้วย 

กล้วยหอม ผลไม้ที่กินแล้วอิ่ม แต่ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร หรือคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แนะนำให้กินแค่ครึ่งผลเท่านั้น เพราะกล้วยหอมนั้นให้พลังงานมากถึง 100 กิโลแคลอรี่ต่อหน่วยเลยทีเดียว และมีน้ำตาลอยู่ถึง 3 ชนิด ได้แก่ ซูโครส ฟรักโตส และกลูโคส รวมทั้งเส้นใยอาหารด้วย

ดังนั้น ร่างกายเราจะได้รับพลังงานและสามารถนำไปใช้ได้ทันที จึงต้องระวังในการกินในมื้อดึกนะ แต่ถ้าไม่อิ่มเพราะกินครึ่งผล แนะนำให้กินคู่กับนมธัญพืชหวานน้อยจะดีที่สุด ถึงอย่างไรกล้วยก็มีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและบำรุงสมองอีกด้วย

มะเขือเทศ 

ผักสีสด เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ แครอต ผักจำพวกนี้มีสารฟลาโวนอยด์และแคโรทีนนอยด์ปริมาณสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนอนหลับและผักเหล่านี้เราสามารถนำมาทำสลัด หรือนำมาปรุงเป็นมื้ออร่อยได้หลากหลายเมนูอีกด้วย

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ 

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ ผลไม้จำพวกนี้ก็มีส่วนในการช่วยให้นอนหลับดี แต่ถ้าไม่มีหรือหาลำบากก็สามารถกินผลไม้สายพันธุ์เดียวกันได้ เช่น ลูกหม่อน ลูกมะเม่า ได้ แต่ควรกินแบบสดจะดีกว่าแบบแห้ง นอกจากจะช่วยในการนอนหลับแล้วกินผลไม้จำพวกนี้ไม่ทำให้อ้วนแถมยังช่วยล้างพิษในร่างกายให้รู้สึกสดชื่น ผิวพรรณผ่องใส

กิมจิ 

ไม่น่าเชื่อว่าในกิมจิจะมีสารกาบาปริมาณสูงและมีแล็กโตบาซิลลัส ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คุณก็ยังสามารถกินกิมจิระหว่างวัน เพื่อให้ร่างกายเก็บสะสมสารกาบานี้ไว้ใช้ตอนกลางคืนได้ด้วย รับรองหลับสบายแน่

นมถั่วเหลือง

นมธัญพืชชนิดต่างๆ ขอแนะนำให้คนที่ต้องทำงานในตอนดึกดื่ม คือ นมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต นมอัลมอนด์ โดยเลือกชนิดที่หวานน้อย หรือไม่เติมน้ำตาลเพื่อร่างกายจะได้ไม่ตื่นตัวมากเกินไปและเพื่อป้องกันภาวะไขมันหรือน้ำตาลในเลือดสูง ควรดื่มก่อนนอน 1 แก้ว ก็จะช่วยให้นอนหลับดียิ่งขึ้น

ปลาทู ปลาค้อด ปลาแซลมอน

ปลาสามชนิดนี้ถือว่ามีสารกาบาและเซโรโทนินปริมาณที่สูงสุดเลยนะ ใครที่ชอบกินปลานี่ต้องมีไว้สักหนึ่งเมนู และถ้าใครที่หาปลาค้อดกินลำบากก็ขอแนะนำให้กินปลาทู เพราะเป็นปลาที่ช่วยในการนอนหลับได้ดีเยี่ยมจริงๆ

ถั่ว

ถั่วชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และถั่วดำ ถั่วเหล่านี้มีสารกาบาปริมาณที่สูงเลยทีเดียวแนะนำให้ต้มแบบธรรมดาหรือใส่น้ำตาลนิดหน่อยให้ร่างกายได้เก็บเอาสารเหล่านี้ไปใช้ในยามค่ำคืนจะช่วยให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น

อัลมอนด์ 

ผลเล็กๆ นี้เชื่อหรือไม่ว่าเต็มไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารอัดแน่นอยู่ในเม็ดเล็กๆ เหล่านี้ แถมยังมีกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ในร่างกายได้อีกและมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ รวมทั้งต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเพิ่มฮอร์โมนเมลาโทนินในร่างกาย มีแมกนีเซียม แคลเซียม และซีลีเนียมในปริมาณสูง สารเหล่านี้ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แนะนำให้กินครั้งละ 1 หยิบมือเท่านั้น

 

โรคกระดูกพรุน มฤตยูร้ายของคนสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463096

โรคกระดูกพรุน มฤตยูร้ายของคนสูงวัย

โดย…พุสดี

องค์การอนามัยโรค (WHO) ระบุว่า โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความสำคัญต่อประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด โดยเพศหญิงจะมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% ขณะที่เพศชายมีโอกาสพบเพียงแค่ 13% เท่านั้น โดยช่วงวัยที่พบมากที่สุดคือ ระหว่าง 60-80 ปี และ 2 ใน 3 พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยภาวะกระดูกพรุนในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ จะมีเพียงแค่ความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายเท่านั้น ส่วนที่พบการหักได้บ่อยคือ แขน สะโพก ไหล่ กระดูกสันหลัง และข้อมือ การหักของกระดูกสันหลังอาจไม่มีอาการปวดในระยะแรก แต่อาจทำให้ความสูงลดลงและมีอาการปวดตามมา ไปจนถึงการเกิดภาวะทุพพลภาพได้

นพ.วรัท ทรรศนะวิภาส แพทย์ด้านโรคข้อและกระดูก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนเป็น “ภัยมฤตยูเงียบ” ที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นการสร้างกับการทำลายจะสมดุลกัน แต่เมื่ออายุมากขึ้นตัวทำลายก็จะมีมากกว่าตัวสร้าง ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ร่างกายจะเตี้ยลง และเมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกก็จะหักได้ง่าย ที่สำคัญคือจะมีอาการปวดหลังอย่างมาก

ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ 1.เชื้อชาติ คนผิวขาวเป็นมากกว่าคนในแถบเอเชีย แต่คนเอเชียจะพบได้มากกว่าคนผิวสี 2.พันธุกรรม 3.อายุ เมื่ออายุ 65 ปีจะก้าวเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน หรือผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว 5 ปี มักเป็นโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ยังพบในคนผอมมากกว่าคนอ้วน

“วิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุน คือ เร่งสร้างและสะสมมวลกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะกลุ่มผักใบเขียว กินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง ตามหลักผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียม วันละ 800-1,000 มก. หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนควรได้รับแคลเซียม วันละ 1,500-2,000 มก. และสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800-1,000 มก. หากกลัวอ้วน อาจเปลี่ยนเป็นนมพร่องมันเนยหรือเนย แต่หากแพ้นมวัวสามารถใช้นมถั่วเหลืองแทนได้ โดยดื่มในปริมาณที่มากขึ้นเพราะนมถั่วเหลืองมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัว สำหรับกรณีที่ไม่สามารถดื่มได้ ควรเลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมมาก เช่น  ปลาตัวเล็ก  กุ้งแห้ง ผักใบเขียว”

นอกจากนี้ยังแนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรง เพราะยิ่งออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้สม่ำเสมอมากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการกระชับข้อต่อและกระดูกต่างๆ ให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน

“ผู้สูงอายุที่มีกระดูกบางหรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนสามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ควรรับวิตามินดีให้พอเพียง เพราะวิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและนำแคลเซียมไปสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังต้องให้ร่างกายได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ประมาณ 10-15 นาที เพราะผิวหนังก็สามารถสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้เช่นกัน พร้อมเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา”

 

ท่าบริหารกล้ามเนื้อท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462784

ท่าบริหารกล้ามเนื้อท้อง

โดย…วราภรณ์

เสน่ห์ของหญิงสาวนอกจากใบหน้าจะสวยแล้ว ยังต้องดูแลรูปร่างให้สมส่วน โดยเฉพาะหน้าท้อง ใครไม่อยากมีพุงหรือมีหน้าท้องยื่น Virgin Active มีท่าออกกำลังกายเพื่อดูแลหน้าท้องให้แบนราบมาฝาก

ท่าที่ 1 Crunch บริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องบน

– นอนราบกับพื้น กางข้อศอกออก เงยหน้า งอหัวเข่าขึ้นมาตามภาพ

– ยกตัวขึ้นนิดเดียวพอ ขณะที่ยกตัวอย่าหุบข้อศอก ไม่ยกลำตัวสูงจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณกล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังบาดเจ็บหรือปวดได้ คางอย่าชิดอก เงยหน้าไว้ ทำค้างไว้ 10-20 วินาที แล้วนอนราบกับพื้น ทำซ้ำกัน 15-20 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำ 3 เซต

Crunch

 

ท่าที่ 2 Leg Raise บริหารกล้ามเนื้อท้องด้านล่าง

– นอนราบไปกับพื้น วางมือที่ใบหู หลังคอ

– หายใจออกพร้อมกับยกขาทั้งสองข้างขึ้น งอเข่าเล็กน้อย ห้ามหลังงอเพราะอาจจะทำให้ปวดหลังในอนาคตถ้าทำบ่อยๆ หายใจเข้าพร้อมกับค่อยๆ ลดขาลงจนเกือบถึงพื้นและทำท่าซ้ำ 15-20 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำ 3 เซต

Leg Raise

 

ท่าที่ 3 Side Plank บริหารท้องด้านข้าง

ท่านี้เหมาะกับการกระชับกล้ามท้องด้านข้างมากๆ แถมบริหารกล้ามเนื้อปีกหลังของคุณได้ดีอีกด้วย

– เริ่มต้นโดยอยู่ในท่า Plank วางข้อศอกลงบนพื้น ลำตัวด้านข้างติดพื้น ขาเหยียดตรงเท้าซ้ายขวาอยู่บนพื้นไม่ทับกัน

– หายใจเข้าพร้อมกับยกเอวขึ้น เอามือเท้าเอว ดังภาพ นับในใจ 10 วินาที เอาสะโพกลง ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง สำหรับมือใหม่ หรือ 15-20 ครั้ง สำหรับผู้ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำ 15 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำซ้ำ 3 เซต

Side Plank

 

ท่าที่ 4  Plank บริหารได้ทุกส่วนของร่างกาย

– นอนคว่ำหน้ากับพื้น มือกางอยู่บริเวณหัวไหล่ ความกว้างพอดีกับช่วงลำตัว จากนั้นยกก้นพร้อมลำตัวขึ้น พร้อมตั้งแขน เวลายกสะโพกขึ้นเหนือพื้น อย่ายกสูงหรือต่ำจนเกินไป เพราะหากยกต่ำเกินจะทำให้รู้สึกปวดหลัง หากสูงไปจะไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อที่ท้องได้เต็มที่ ยกค้างไว้ 10-15 วินาที และค่อยๆ วางทั้งตัวลง ทำซ้ำสัก 3 เซตก็ถือว่าสุดยอด

รับรองหากออกกำลังกายดังท่าที่แนะนำ กล้ามเนื้อเฟิร์มแน่นอน โดยเฉพาะหน้าท้อง แต่ต้องหมั่นทำเป็นประจำเกือบทุกวัน

Plank

 

Pigeon with shoulder opener (Eka Pada Kapotasana variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462547

Pigeon with shoulder opener (Eka Pada Kapotasana variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอฃ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านกพิราบ มีการประยุกต์ท่าได้หลากหลาย ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ยืดขาหนีบ และการทำงานของข้อต่อสะโพก ช่วยคลายปวดหลังล่างได้เมื่อพับตัวมาด้านหน้า ทั้งยังช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณมดลูก แต่สำหรับคนที่มีปัญหาบาดเจ็บที่เข่าอาจงดท่านี้หรือใช้ผ้าห่มช่วยรองก้น ในเวอร์ชั่นนี้จะมีการเปิดหัวไหล่ในขณะที่เปิดสะโพกร่วมด้วย

วิธีปฏิบัติ

1 ทำท่าแมว แล้วเลื่อนขาขวาไปด้านหลังเพื่อเตรียม

 

2 ส่งขาซ้ายมาขนานข้อมือ จิกนิ้วเท้าขวาไว้ก่อนเพื่อให้ขาหลังตรง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก

 

3 เริ่มบิด โดยวางท่อนแขนขวาขวาง วางข้อศอกลงท่อนแขนขนานกับขาหน้า เช็กตำแหน่งแขนที่วางให้พอดี หากรู้สึกแคบไปหรือกว้างไป ขยับแขนให้อยู่ตำแหน่งที่สมดุล หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 10 วินาที

 

4 เริ่มเปิดไหล่ โดยส่งแขนซ้ายอ้อมหลังและจับนิ้วเท้าซ้าย หันหน้าไปด้านซ้าย ผ่อนคลายต้นคอ ค้างท่าประมาณ 15 วินาที หายใจเข้าออก

 

5 หันหน้ากลับมาด้านหน้า หายใจออกก้มหน้าลง วางหน้าผากลงที่ท่อนแขน ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออกธรรมชาติ แล้วลองทำสลับข้าง

 

สัญญาณเตือนภัย หลังผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462546

สัญญาณเตือนภัย หลังผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมไปแล้ว นานวันเข้าแม้จะไม่มีการแสดงอาการถึงความเจ็บปวดของข้อเข่า จึงไม่ได้ไปพบแพทย์ตามที่นัดเพื่อตรวจดูอาการ เพราะอาจจะคิดไปเองว่าไม่เป็นอะไรแล้ว แต่นั่นอาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาใหญ่ที่จะทำให้ข้อเข่านั้นเกิดการติดเชื้อของข้อเข่าเทียมที่เคยได้รับการผ่าตัดมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ เพราะผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมนั้นควรได้รับการตรวจดูอาการตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

นพ.อุดม ตันติพันธุ์พิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (การผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพก) โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมที่พบได้บ่อยๆ คือ

1.การติดเชื้อหลังการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ซึ่งมีโอกาสพบได้ใน 1-2%

2.ข้อเข่าหลวมหลังจากการใช้งานที่ยาวนาน

3.ข้อเข่ายึดติดไม่สามารถงอเข่าหรือเคลื่อนไหวข้อเข่าได้

สำหรับการผ่าตัดครั้งแรกให้ประสบความสำเร็จผู้ป่วยควรพิจารณาปัจจัย 3 ข้อ

1.ตัวผู้ป่วย ต้องปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำในการเตรียมตัวก่อนและหลังการผ่าตัดให้เหมาะสม

2.ชนิดข้อเข่าเทียมที่ใช้ ต้องมีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง

3.ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความรู้ ความชำนาญ รวมถึงประสบการณ์และเทคนิคการผ่าตัดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการวางตำแหน่งของข้อเทียมที่ถูกต้องเหมาะสม และจัดวางความตึงของเนื้อเยื่อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าได้อย่างสมดุล

นพ.อุดม ตันติพันธุ์พิพัฒน์

 

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการปวดข้อเข่าเรื้อรังหลังจากการผ่าตัด ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่ต้องพึงระวังและสงสัยเนื่องจากส่วนใหญ่หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมผู้ป่วยจะรู้สึกสบาย เดินไม่เจ็บไม่ปวด ส่วนอาการที่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์หากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมไม่ประสบความสำเร็จ คือ

1.ข้อเข่าบวม และมีอาการปวดข้อเข่าขณะพักและเคลื่อนไหวข้อเข่า เนื่องจากมีการอักเสบของข้อเข่าและเยื่อหุ้มข้อเข่าตลอดเวลา

2.มีไข้ ซึ่งอาจจะเกิดการติดเชื้อหลังการผ่าตัด

สำหรับการผ่าตัดแก้ไข หากเกิดการติดเชื้อแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1.หากสงสัยว่าอาจจะมีอาการติดเชื้อจากภาพถ่ายเอกซเรย์ ผลการตรวจเลือด ผลการตรวจน้ำในข้อเข่าทางห้องปฏิบัติการ แต่ข้อเข่าเทียมยังไม่หลวมหรือมีการเปลี่ยนตำแหน่งของข้อเข่าเทียม กรณีนี้แพทย์สามารถผ่าตัดเปิดผิวข้อเข่าและทำการล้างทำความสะอาดข้อเข่า และให้ยาปฏิชีวนะต่อประมาณ 2-4 สัปดาห์

2.หากกรณีที่พบว่ามีการติดเชื้อโดยมีผลตรวจเลือดและผลตรวจน้ำข้อเข่าว่ามีลักษณะการติดเชื้อร่วมกับมีการหลวมหรือเปลี่ยนตำแหน่งของข้อเข่าเทียมจากภาพเอกซเรย์ แพทย์จะต้องเข้าไปผ่าตัดล้างเอาการติดเชื้อ เช่น หนอง และเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบออกจากนั้นนำเอาข้อเข่าเทียมที่ใส่ครั้งแรกออกทั้งหมด และใส่ตัวชั่วคราว (Antibiotic Cement Spacer) ซึ่งมีทั้งแบบเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ และแบบที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ หลังจากนั้นให้ยาปฏิชีวนะต่อประมาณ 4-6 สัปดาห์ และแพทย์จะตรวจดูว่า ผลเลือดที่เราติดตามการติดเชื้อมีค่าลดสู่ภาวะปกติหรือยัง จึงจะทำการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อใส่ข้อเข่าเทียมใหม่เข้าไป อย่างไรก็ตามต้องรักษาการติดเชื้อให้หายสนิทก่อน ซึ่งผู้ป่วยจะต้องผ่าตัดหลายครั้งมากหากพบปัญหาที่มาจากสาเหตุการติดเชื้อของข้อเข่าเทียม ดังนั้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และติดตามดูอาการที่แพทย์นัดอย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยเอง

ระยะพักฟื้น

สำหรับระยะการพักฟื้นก็จะนานกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมครั้งแรกที่ไม่มีการติดเชื้อ อาจจะอยู่ที่ประมาณ 4 สัปดาห์ หรืออาจจะมากกว่านั้น

การดูแลหลังผ่าตัด

วิธีการดูแลหลังการผ่าตัด สิ่งที่สำคัญโดยปกติแพทย์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ผู้ป่วยแล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อตรวจดูอาการหลังจากผ่าตัดที่ 1 สัปดาห์ และสัปดาห์ที่ 2 แพทย์จะนัดมาดูแลผ่าตัดว่า มีลักษณะที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือไม่ หลังจากนั้นแพทย์ก็จะนัดอีก 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ จากนั้นทุกๆ 1 ปีแพทย์จะนัดติดตามดูอาการ เพื่อเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะเริ่มแรก

สุดท้ายนี้ ผู้ป่วยที่จะต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม มีข้อควรพิจารณาเพื่อใช้ประกอบในการผ่าตัด คือ 1.ผู้ป่วยควรเตรียมร่างกายให้พร้อม มีโรคประจำตัวอย่างไรต้องรักษา เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น ถ้ามีโรคเบาหวานก็ต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2.พิจารณาเลือกใช้ข้อเข่าเทียมที่ได้มาตรฐาน และประการสุดท้ายคือ พิจารณาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมที่ได้มาตรฐานและมีประสบการณ์