ทางรอดจากโรคหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462198

ทางรอดจากโรคหัวใจ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… อีพีเอ

อลิซ พาร์ค คอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ time.com เขียนบทความด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคหัวใจ ระบุว่า ผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้โดยไม่ใช้ยา ด้วยการกินเนื้อสัตว์ให้น้อย กินผักให้มาก และหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เช่น คอเลสเตอรอลสูง น้ำหนักมากและความดันโลหิตสูง ถ้าปรับพฤติกรรมมาดูแลตัวเองก็จะลดความเสี่ยงได้มาก

ดร.ไมเคิล บลาฮา และเพื่อนร่วมงานจาก JohnsHopkins Ciccarone Center ศูนย์ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เปิดเผยว่า เมโยคลินิก (Mayo Clinic)องค์กรสุขภาพแถวหน้าในอเมริกา ได้ทำการศึกษาประชาชนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก่อนที่จะเกิดอาการโรคหัวใจ พบว่า ถ้าเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบจะมีโอกาสรอดสูงกว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจแต่ไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อย

การวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียนระบบดิจิทัล ทั้งชายและหญิงมากกว่า 2 หมื่นคน โดยทั้งหมดได้รับการทดสอบความฟิตของร่างกายด้วยการวิ่งบนลู่วิ่ง พบว่า ผู้ที่วิ่งได้ว่องไว มีโอกาสที่จะเสียชีวิตหลังเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ฟิตร้อยละ 40

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ออกกำลังกายมาก และกินให้น้อยลง ก็จะเป็นตัวช่วยให้คุณมีอายุยืนยาวและมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยลง“คนไข้ส่วนใหญ่มาหาผมเพราะเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง พวกเขามีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคหัวใจ หรือมีปัญหาสุขภาพเรื่องคอเลสเตอรอลสูงสูบบุหรี่จัด และพวกเขาจะอยากรู้ว่า ควรทำอย่างไรซึ่งตอนนี้เราค้นพบว่า ไม่มียาตัวไหนจะดีไปกว่าการดูแลตัวเอง หมั่นออกกำลังกาย และกินอาหารประเภทผัก ผลไม้ แทนเนื้อสัตว์ นับเป็นยาที่ดีที่สุดที่จะป้องกันโรคหัวใจได้อย่างดี” ดร.ไมเคิล กล่าว PT

 

ออกกำลังกายมากสมองใหญ่ขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462196

ออกกำลังกายมากสมองใหญ่ขึ้น

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ อีพีเอ

เหตุผลที่ดีที่คุณจะลุกขึ้นมาออกกำลังกาย คือ ถ้าคุณขยับ สมองคุณจะทำงานได้ดีขึ้น การศึกษาชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่ใน Journal Neurology พบว่า ผู้ที่ไม่แอ็กทีฟในช่วงวัยกลางคนที่ผ่านมา จะมีสมองเล็กกว่าคนในวัยเดียวเมื่อเข้าสู่วัยชรา โดยได้ทำการวิจัยจากชายและหญิงจำนวน 1,583 คน ที่ไม่เคยเป็นโรคจิตเสื่อมและโรคหัวใจ พวกเขาวิ่งบนลู่วิ่งเพื่อประเมินสมรรถภาพทางกาย จากนั้นอีก 20 ปีต่อมาได้ตรวจสมองอีกครั้ง

ผลตรวจสมองพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ออกกำลังกายน้อยในช่วงวัยกลางคน กับผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและเป็นโรคหัวใจจากการไม่ออกกำลังกาย จะมีสมองขนาดเล็ก ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายจะมีสมองที่รับรู้ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ทว่า การวิจัยนี้ไม่ได้ยืนยันว่าการออกกำลังกายในช่วงวัยกลางคน หรือหลังจากมีอายุมากแล้ว แบบไหนจะดีกว่ากัน แต่อย่างไรแล้ว เชื่อว่าการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะช่วงอายุใด น่าจะมีความสำคัญต่อสมองและสุขภาพไม่ต่างกัน

 

คอเลสเตอรอลกับโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461999

คอเลสเตอรอลกับโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด

โดย…โยโมทาโร่

เราเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคอเลสเตอรอลมานาน และเข้าใจกันมาโดยตลอดว่า คอเลสเตอรอลไม่ดีต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด แต่อันที่จริงแล้วคอเลสเตอรอลไม่ใช่ตัวการที่ทำให้เกิดโรคร้ายโดยตรง เป็นเพียงสารอาหารชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ เพียงแต่มักไปอยู่ผิดที่ผิดทางจนเกิดโรคร้ายเท่านั้น

คอเลสเตอรอลคือไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้สำหรับผลิตฮอร์โมนเพศ  วิตามินดี และกรดน้ำดี สำหรับย่อยไขมันที่รับประทานเข้าไป ด้วยตัวของคอเลสเตอรอลเองไม่ได้สร้างอันตรายต่อร่างกาย แต่เพราะมันต้องจับตัวกับโปรตีนเพื่ออาศัยเป็นประหนึ่งพาหนะเข้าถึงส่วนที่ร่างกายต้องการ การเกิดกระบวนการจับตัวกับโปรตีนนี้เอง ทำให้เกิดเป็นคอเลสเตอ
รอลดี และคอเลสเตอรอลเลว ขึ้นอยู่กับว่าเวลานั้นคอเลสเตอรอลไปจับอยู่กับกลุ่มโปรตีนแบบไหน

การมีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง แม้จะรับประทานอาหารที่ปราศจากไขมัน ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยจากภาวะคอเลสเตอรอลสูง เพราะปัจจัยที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายของคุณสูงขึ้น เกิดได้จากหลายสาเหตุ

ขาดการออกกำลังกาย

เมื่อไม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานลดลง ทำให้มีไขมันสะสมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงมีสุขภาพดี และกระตุ้นให้มีหลอดเลือดใหม่งอกขึ้นมา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ร่างกายตอบสนองอินซูลินดีขึ้น และลดความดันโลหิตลดลง

ความเครียด

ความเครียดทำให้ร่างกายปล่อยไขมันเข้าสู่หลอดเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นหัวใจสูบฉีดแรงขึ้น จึงเกิดอันตรายกับหลอดเลือด และเกิดลิ่มเลือดง่ายขึ้น

การสูบบุหรี่

สารในบุหรี่จะไปทำลายหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นน้อยลง เป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนลดลงและเกิดความดันโลหิตสูง ผนังหลอดเลือดดำเปลี่ยนสภาพคล้ายๆ เทปกาวที่ทำให้สิ่งสกปรกตามเส้นเลือดเกาะติดได้ง่ายขึ้น

ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

ต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ควบคุมระบบเผาผลาญในร่างกาย หากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไม่เพียงพอ อัตราเผาผลาญของร่างกายลดลง เป็นผลให้ร่างกายขจัดคอเลสเตอรอลออกจากกระแสเลือดได้น้อยลงเช่นกัน

 

ปลาทะเลดีต่อสมองและหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461998

ปลาทะเลดีต่อสมองและหัวใจ

โดย… โยโมทาโร่

เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้นักวิจัยด้านการแพทย์ แนะนำให้รับประทานปลาเป็นประจำ ก็เพราะปลาช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญในปัจจุบัน การกินเนื้อปลาเป็นประจำช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีงานวิจัยหลายชิ้นจากทั่วโลกที่ระบุตรงกันว่า ผู้ที่กินเนื้อปลาเป็นอาหารหลักสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง มีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวลดลง โดยเฉพาะการรับประทานปลาทะเลที่มีโอเมก้า 3 สูง ที่ช่วยให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลดคราบไขมันไตรกลีเซอไรด์สะสมในหลอดเลือด ลดการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือด และช่วยให้ความดันโลหิตลดลง

นอกจากจะมีประโยชน์ต่อหัวใจแล้วยังดีต่อสมอง ผู้ชอบกินปลามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงอีกด้วย งานวิจัยบางฉบับระบุว่า ช่วยลดความเสี่ยงได้ถึง 40% แล้วยังป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ เนื่องเพราะโอเมก้า 3 ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสารเคมีในสมองให้เป็นปกติ

นอกจากนี้ เด็กที่คลอดจากแม่ซึ่งกินอาหารทะเลมากกว่าสัปดาห์ละ 360 กรัม ระหว่างตั้งครรภ์ จะมีคะแนนทดสอบระดับสติปัญญาสูงกว่าเด็กที่คุณแม่ไม่ได้รับประทานปลาทะเลในระหว่างตั้งครรภ์ และยังพบว่าผู้ที่รับประทานปลาทะเลมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง ในการทดสอบระดับสติปัญญา จะมีค่าสูงกว่าคนที่แทบไม่กินปลาทะเลเกือบ 11% และยังพบว่าเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ที่กินปลาทะเลเป็นประจำมีโอกาสเป็นโรคความจำเสื่อมน้อยกว่าอีกด้วย

ปลาที่ยืนยันแล้วว่ามีโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลากะพง ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน หรือแม้กระทั่งปลาทูน่ากระป๋อง และหอยนางรม ก็มีโอเมก้าสูงเช่นกัน เช่น แซลมอน 1 ชิ้น ขนาด 170 กรัม จะมี โอเมก้า 3 สูงถึง 1,750 มิลลิกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการป้องกันโรคหัวใจได้ตลอดสัปดาห์ ถ้าหากเราเลือกเนื้อปลาที่มีไขมันน้อยกว่า เช่น ปลาดุก และปลาสวาย ควรรับประทาน ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อชดเชยให้ร่างกายได้รับโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทย แนะนำให้รับประทานเนื้อปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

 

RSV ไวรัสร้าย มากับสายฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461799

RSV ไวรัสร้าย มากับสายฝน

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ฤดูฝน มักจะพบเด็กๆ ป่วยเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลง เด็กมักจะได้รับเชื้อโรคง่ายกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus (RSV) ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดแต่ส่งผลรุนแรง ถึงขั้นปอดอักเสบติดเชื้อ ซึ่งไวรัสชนิดนี้ยังไม่มียารักษาและวัคซีน

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์ด้านโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบในผู้ป่วยทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่ขึ้นอยู่กับอาการว่าจะเป็นมากในช่วงวัยไหน พบในเด็กอายุน้อยตั้งแต่วัยทารก จนถึงช่วงวัยเข้าอนุบาล

ประเทศไทยมักมีการระบาดช่วงฤดูฝน โดยเด็กๆ จะติดเชื้อไวรัส RSV จากการรับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ จากการสัมผัส หรือละอองน้ำมูกของผู้ป่วยคนอื่น และมีระยะฟักตัวประมาณ 2-7 วัน ซึ่งสามารถเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตั้งแต่ส่วนบนจนถึงส่วนล่าง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ และอาจทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ โดยเฉพาะเด็กเล็กจะมีอาการปอดบวม ไอ หอบได้ง่าย เด็กจะมีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย บางครั้งเป็นมาก จะหายใจดัง “วี้ด” ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการหายใจล้มเหลวได้

นอกจากนั้น ยังส่งผลให้เด็กบางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืดในอนาคตได้อีกด้วย เด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักจะมีอาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัด คือ มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก แต่สิ่งที่พ่อแม่สามารถสังเกตเห็นว่าลูกอาจจะติดเชื้อ RSV ได้แก่ ลูกมีอาการไอมาก ไอถี่ มีเสมหะเยอะและเหนียวข้น หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง หน้าอกบุ๋ม อาจมีเสียงหายใจดังวี้ดๆ ไม่กินอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม มีไข้สูง มักจะซึม หรือหงุดหงิด กระสับกระส่าย

ปัจจุบันยังไม่มียารักษา RSV โดยเฉพาะ การรักษาอาการติดเชื้อไวรัส RSV จึงต้องรักษาไปตามอาการที่ป่วย คือ ให้ยาลดไข้ ให้ยาแก้ไอละลายเสมหะ ให้ยาลดน้ำมูก ในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีอาการหนักอาจต้องนอนโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ ให้ยาขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ เคาะปอด และอาจจะต้องช่วยดูดเสมหะ หรือถ้ามีอาการรุนแรงมากก็จะต้องได้รับออกซิเจนหรือใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ

สิ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยไม่ป่วยจากโรคนี้ คือ การมีร่างกายที่แข็งแรงและรู้จักวิธีหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค ด้วยวิธีการล้างมือบ่อยๆ หลังจากทำกิจกรรม หรือก่อนกินอาหาร เพราะไวรัส RSV สามารถติดต่อได้จากน้ำลาย น้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรให้ลูกอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด

 

6 ท่าโยคะ ช่วยให้หลับสบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 17:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461750

6 ท่าโยคะ ช่วยให้หลับสบาย

โดย…สมแขก ภาพ Yoga & Me

เพราะ “การนอน” เป็นการพักผ่อนเติมพลังให้กับร่างกาย จิตใจและชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่สารพัดเรื่องราวที่เข้ามารุมล้อมในชีวิตประจำวันและภาวะความเครียด ส่งผลให้ขณะหลับก็จะนอนหลับไม่สนิท เป็นการนอนที่ไม่ได้คุณภาพและนอนหลับไม่เพียงพอ ดังนั้น “โยคะ” จึงเปรียบเป็นยาวิเศษช่วยชาร์จพลังชีวิตให้ทุกคนนอนหลับอย่างสบายทุกค่ำคืน โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับสักเม็ด แถมอวัยวะภายในร่างกายทำงานเป็นปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูอ่อนกว่าวัย พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างกระฉับกระเฉง ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช กูรูโยคะแห่งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) นำเสนอท่าโยคะแก้ไขอาการนอนไม่หลับ (Yoga for Insomnia) เพื่อให้ทุกคนนอนหลับสบายและหลับอย่างมีคุณภาพ

Reclining Bound Angle

 

1.Reclining Bound Angle

ช่วยกระตุ้นหัวใจทำให้ระบบไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการเครียด ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อต้นขา เข่า

1.1 นอนหงายใช้หมอนรองไว้กึ่งกลางหลัง

1.2 เอนตัวลงไปนอน

1.3 ส่วนขางอเข่า ประกบเท้าเข้าหากัน

1.4 ส่วนแขนยกขึ้น งอข้อศอกนำมือจับข้อศอกฝั่งตรงข้ามกัน

Head to Knee Forward Bend

 

2.Head to Knee Forward Bend

ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง บ่า ไหล่ ขาหนีบ ต้นขาและขาด้านหลัง ผ่อนคลายเครียดและผ่อนคลายสมอง ทำให้รู้สึกสงบ พร้อมทั้งบรรเทาอาการปวดหัวและอาการซึมเศร้า

2.1 นั่งเหยียดขาตรงไปด้านหน้า พับตัวลงจากสะโพก ใช้หมอนรองวางที่ต้นขา

2.2 งอข้อศอกทับกัน จากนั้นวางหน้าผากไว้ที่ต้นแขน

Legs up the wall

 

3.Legs up the wall

ช่วยแก้ไขอาการนอนไม่หลับ ลดอาการปวดหลังและบรรเทาอาการปวดหัว

3.1 นอนหงาย นำหมอนรองไว้บริเวณสะโพก

3.2 ยกขาขึ้นพิงกำแพง เหยียดขาตรง ผ่อนคลาย

Child’s Pose

 

4.Child’s Pose

ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา ข้อเท้า บรรเทาอาการปวดหลัง และบริเวณคอ พร้อมผ่อนคลายความเครียด อาการเมื่อยล้าและผ่อนคลายสมอง ทำให้รู้สึกสงบ

4.1 นั่งทับส้นเท้า โน้มตัวไปด้านหน้า

4.2 เหยียดแขนตรงไปด้านหลัง ผ่อนคลาย

Half Lotus

 

5.Half Lotus

ช่วยเปิดกล้ามเนื้อสะโพก หัวเข่า และข้อเท้า พร้อมทั้งสร้างสมาธิ จิตใจสงบ รู้สึกสมองปลอดโปร่ง ผ่อนคลายความตึงเครียด

5.1 นั่งสมาธิ ขาไขว้กันปกติ เหยียดหลังตรง หรืออาจจะนั่งพิงกำแพงก็ได้

5.2 เหยียดแขนตรง วางหลังมือไว้ที่บริเวณหัวเข่า

Standing Half Forward Bend

 

6.Standing Half Forward Bend

ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับลำตัว หลัง และขา

6.1 ยืนตรงกางเท้ากว้างเท่าสะโพกอยู่ที่ใกล้ๆ เตียง

6.2 พับตัวลง ยืดหลัง ขาและเข่าตึง เหยียดแขนตรงไปข้างหน้า ใช้หมอนรองก่อนและวางแขนไว้บนหมอน ยืดคอ

6.3 ยืดหลังตรง เหยียดขาตรง เหยียดลำตัวให้ยาวขนานพื้น ถ้ารู้สึกตึงเกินไปสามารถงอเข่าได้

สามารถรับชมคลิบวิดีโอแนะนำท่าโยคะแก้ไขอาการนอนไม่หลับเพิ่มได้ที่ http://bit.ly/yogaforinsomnia

 

Modify Side Plank Pose (Vasisthasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461471

Modify Side Plank Pose (Vasisthasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้ช่วยสร้างความแข็งแรงของข้อมือ แขน ไหล่ ลำตัวด้านข้าง หน้าท้อง และขา ได้อย่างดี อาศัยการทรงตัวทำให้เกิดความนิ่ง มั่นคง ในจิตใจ การปรับท่าในครั้งนี้ เน้นไปที่การกระชับหน้าท้อง สำหรับผู้ที่ต้องการเน้นเฟิร์มเป็นพิเศษให้ฝึกเป็นเซต เซตละ 5-10 ครั้งตามกำลัง หลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้ หากมีการบาดเจ็บรุนแรงที่ข้อมือ หัวไหล่ เวลาวางมือ ให้แยกนิ้วมือออกจากกัน เพื่อกระจายน้ำหนัก ยืดหัวไหล่ ไม่หย่อนสะโพกขณะฝึก ไม่งั้นน้ำหนักจะลงข้อมือมากเกินไป จะบาดเจ็บหรือสะสมอาการบาดเจ็บได้ และเคล็ดลับ ควรถ่ายน้ำหนักมาที่บริเวณง่ามนิ้วโป้งและชี้โคนมือด้านในมากกว่าบริเวณอื่น จะมีพลังมากขึ้นทั้งยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ข้อมือ

วิธีปฏิบัติ

1 จากท่า Side Plank ให้ปักเท้า ซ้ายมาด้านหลัง มือซ้ายจิ้มใบหู

 

2 หายใจเข้ายกขาขวาลอยขึ้นค้างไว้

 

3 กลางอากาศ งอเข่าข้างขวาและ พับตัวลงมา ให้เข่าประกบกับข้อศอกซ้าย

 

4 หายใจเข้ายืดขาขวากลับไปย กลอยไว้กลางอากาศ และทำต่อเนื่อง พร้อมกำหนด ลมหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5-10 รอบ จากนั้นคลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

ตื่นขึ้นมาไอ ตอนตี 3 – ตี 5 หรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461469

ตื่นขึ้นมาไอ ตอนตี 3 - ตี 5 หรือเปล่า?

โดย…แพทย์จีนอรกช มหาดิลกรัตน์ (ไช่ เพ่ย หลิง)  คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ในช่วงเวลาตี 3-ตี 5 คุณรู้หรือไม่ว่า เป็นช่วงที่ปอดกำลังขับพิษ เลือดลมกำลังขับเคลื่อน ปอดเริ่มทำงาน ดังนั้น หากว่าปอดของคุณกำลังมีปัญหา อาจจะต้องลุกขึ้นกลางดึกมาไอแค่กๆ ต่อเนื่องหลายนาทีกว่าจะหยุดไอ

หากใครที่กำลังมีปัญหาแบบนี้ นั่นแสดงว่าปอดกำลังเตือนคุณแล้วล่ะ วิธีการรักษาอาการด้วยตนเองในเบื้องต้นอาจจะลองนวดด้วยตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือ นวดที่ “จุดไท่หยวน” (&>2826;&>8170;) ซึ่งอยู่ตรงรอยบุ๋มบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วโป้งทั้งสองข้าง นวดคลึงเบาๆ ประมาณ 1-2 นาที จุดนี้จะช่วยบำรุงชี่ที่ปอดได้ ทำให้ปอดทำงานดีขึ้น แต่ทางที่ดีควรจะรีบไปปรึกษาหมอดีกว่านะคะ โดยเฉพาะคนที่มีอาการไอเรื้อรังมานาน อาจใช้วิธีการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนก็ได้เพื่อปรับสมดุลร่างกายภายใน แพทย์แผนจีนเน้นรักษาก่อนที่จะเกิดโรคค่ะ

ปอดเป็นอวัยวะบอบบางต้องหมั่นทะนุถนอม นอกจากควร ลด ละ การสูบบุหรี่แล้ว ในช่วงเวลาตี 3-ตี 5 ก็ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เป็นวิธีปกป้องปอดที่ดีอีกทางหนึ่ง พยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็น และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไม่ทำงานงานหนักหามรุ่งหามค่ำจนเกินไป บางคนชอบทำงาน เล่นเกม ดูหนัง สังสรรค์ กว่าจะนอนตี 3 ตี 4 ซึ่งจะเป็นการทำร้ายปอดได้ง่ายค่ะ

 

สุขภาพปากดี ชีวีมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461094

สุขภาพปากดี ชีวีมีสุข

โดย…ภาดนุ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ทราบไหมว่า การมีสุขภาพช่องปากที่ดีหรือไม่ดีนั้นมีผลโดยตรงกับสุขภาพร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะในช่องปากนั้นเป็นที่อยู่ของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ มากถึง 500 ชนิด ซึ่งเตรียมพร้อมที่จะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วในความชื้น มืด และอุ่น โดยเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้จะแพร่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจและระบบย่อยอาหาร ดังนั้นปัญหาในช่องปากจึงมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่างๆ ดังนี้

โรคหัวใจ

แบคทีเรียในช่องปากจะเข้าสู่กระแสเลือดและสะสมอยู่ในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนอร์ทคาโรไลนา พบว่า ร้อยละ 85 ของผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะมีอาการของโรคเหงือกขั้นรุนแรง

อัมพาต

จากผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่เป็นโรคเหงือกขั้นรุนแรงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพภายในช่องปากดีถึง 2 เท่า

เบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการของโรคเหงือก มีโอกาสที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยเบาหวานทั่วไป

ปอดอักเสบ

ผลการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล สหรัฐ พบว่า เชื้อโรคที่พบในคราบพลัคที่ติดอยู่กับฟัน สามารถทำให้เกิดโรคปอดอักเสบได้ เนื่องจากเราจะหายใจเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่ในคราบพลัคเข้าไปสู่ปอดของเรา จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบได้

วิธีที่จะช่วยหยุดเชื้อโรคที่เป็นอันตรายไม่ให้ขยายพันธุ์ หรือเจริญเติบโตในช่องปากของเราได้ง่าย แค่บริโภคอาหารตามหลักโภชนาการอย่างสมดุล และควรจำกัดปริมาณน้ำตาลในแต่ละวัน

ควรแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง รวมทั้งพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและช่องปากเป็นประจำทุกปี

เกร็ดความรู้ : ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐ เผยว่า คนอเมริกันจำนวนมากเป็นโรคเหงือก และพบว่าประมาณร้อยละ 14 ของคนอายุ 45-54 ปี จะเป็นโรคเหงือกขั้นรุนแรง ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพและอายุของคนเหล่านี้โดยตรง

 

เมื่อต้องสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460781

เมื่อต้องสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต

โดย…เรื่อง ชลญ่า ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ธรรมชาติของคนเราอย่างหนึ่งคือไม่อยากสูญเสียของรักหรือคนที่รัก เพราะความสูญเสียย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ ยิ่งรักมากยิ่งทุกข์ระทมมาก แต่ไม่มีใครหนีพ้นสัจธรรมที่มีอยู่คู่โลกไปได้ ทุกคนเกิดมาจะต้องประสบกับความสูญเสียไม่วันใดวันหนึ่ง แล้ววันที่ 13 ต.ค. 2559 ก็เป็นวันมหาวิปโยคที่คนไทยต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ทุกคนช็อกและจำนวนไม่น้อยตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ บางคนซึมเศร้าเพราะความเสียใจอย่างแรง เพราะความรักเทิดทูนที่มีในพระองค์แนบแน่น ไม่คิดว่าพระองค์จะด่วนจากไปเร็วเช่นนี้

หลายคนคิดว่าในเมื่อต่อแต่นี้ไม่มีพระองค์แล้วคนไทยจะอยู่อย่างไร ประเทศจะเดินไปทางไหน เพราะที่ผ่านมาพระองค์ทรงเป็นเสาหลักและศูนย์รวมจิตของคนไทยทั้งประเทศ ยามที่บ้านเมืองวิกฤตก็ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยพระบารมีของพระองค์ แล้วพอพระองค์ไม่อยู่แล้วจะอยู่กันอย่างไร หลายคนจึงรู้สึกอ้างว้าง ว้าเหว่ เหงา เศร้า ซึม ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จิตใจจะกลับมาเป็นปกติ จำเป็นต้องมีวิธีที่จะทำให้จิตใจดีขึ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำว่า การแสดงความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ เช่น เขียนเล่าเรื่องประทับใจที่มีต่อพระราชกรณียกิจและพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ และปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอนมาทุกอย่างโดยเป็นคนดีของสังคมต่อไป หรือทำความดีต่างๆ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ตามโอกาสที่เหมาะสมก็จะช่วยให้บรรเทาความทุกข์ความโศกลงไปได้เรื่อยๆ

“ที่สำคัญอยากให้ช่วยกันดูแลคนใกล้ชิดที่อาจได้รับผลกระทบทางจิตใจสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่มีความรู้สึกผูกพันต่อในหลวง กลุ่มเด็กที่อาจจะรู้สึกสับสนถึงปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ และกลุ่มที่มีปัญหาความเครียดอยู่แล้ว ที่สำคัญ ต้องไม่ปิดกั้นการแสดงออกแต่อย่าให้ความรู้สึกสิ้นหวังท่วมท้นจนมองไม่เห็นทางออกของสังคม ต้องเป็นการแสดงออกที่พอดีไม่ไปกระตุ้นความขัดแย้งของสังคม แปรความโศกเศร้าให้เป็นพลังกิจกรรม ใช้โอกาสนี้มองไปข้างหน้าพร้อมกัน ให้สังคมเป็นไปตามปณิธานที่พระองค์ปรารถนา เห็นสังคมไทยรักกันและอยู่กันอย่างสันติสุข”

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติม ถึงแม้การสูญเสียพระองค์จะเป็นความเศร้าโศกอันใหญ่หลวงของมหาชน แต่เป็นโอกาสที่ดีเพราะเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่จะได้แสดงความรู้สึกร่วมกันและสืบทอดปณิธานของพระองค์เพื่อให้สังคมไทยก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง

ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ แนะนำว่า อยากให้ประชาชนทุกคนเยียวยาหัวใจตัวเองด้วยการน้อมนำเอาคำสอนและพระจริยวัตรของพระองค์มาใช้ เช่น การประหยัดมัธยัสถ์ ดั่งภาพที่คนไทยคุ้นตา หลอดยาสีพระทนต์ที่พระองค์ใช้จนหมดแล้วยังใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์มารีดที่หลอดเพื่อใช้จนหมดจริงๆ