โยคะสำหรับ ‘นักวิ่ง-นักปั่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 12:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460709

โยคะสำหรับ ‘นักวิ่ง-นักปั่น’

โดย…พุสดี

เทรนด์การ “วิ่ง” และ “ปั่นจักรยาน” เป็นกีฬาทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากคนยุคใหม่อย่างมาก เพราะสามารถปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว และยังช่วยสร้างสุขภาพที่ดีร่างกายแข็งแรงในเวลาเดียวกัน แถมกีฬาทั้งสองยังมีความท้าทายที่คล้ายกัน ทั้งการฝึกสมาธิเอาชนะตนเอง สร้างแรงบันดาลใจมุ่งมั่นพิชิตระยะทางเพื่อไปถึงจุดหมายที่วางไว้

สิ่งหนึ่งที่นักกีฬาและผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายต้องทำเป็นประจำทุกครั้งก่อน-หลังออกกำลัง คือ การ “วอร์มอัพ” (Warm Up) และ “คูลดาวน์” (Cool Down) ยืดเหยียดเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยทำให้มัดกล้ามเนื้อตื่นตัวมีความยืดหยุ่น แข็งแรง กระตุ้นเส้นเอ็นข้อต่อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวสัมพันธ์กับจังหวะการเต้นของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพมัดกล้ามเนื้อให้คลายอาการปวดเมื่อยและหดตึงหลังจากฝึกออกกำลังให้มีสภาพเป็นปกติเหมือนก่อนฝึกออกกำลังกาย

เพื่อให้ร่างกายเอื้ออำนวยต่อการฝึกออกกำลังตลอดเส้นทาง ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และ ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช สองกูรูด้านโยคะแห่งสตูดิโอโยคะ แอนด์ มี นำเสนอท่าโยคะสำหรับนักวิ่งและนักปั่นจักรยาน (Yoga for Runners & Cyclists) เพื่อเป็นการวอร์มอัพ-คูลดาวน์ร่างกาย ผ่านการฝึกยืดเหยียดสร้างความยืดหยุ่นคลายกล้ามเนื้อที่ตึงในส่วนต่างๆ พร้อมปรับสรีระบุคลิกภาพที่ไม่ดี กระดูกสันหลังคดจากการค้างท่านานๆ เพิ่มศักยภาพให้ฝึกออกกำลังกายได้ดีขึ้น หายใจสัมพันธ์กับอัตราการเต้นของหัวใจ และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องตัวมีประสิทธิภาพ

1.Standing Wind Relieving Pose

 

1.Standing Wind Relieving Pose

ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า เพิ่มความแข็งแรงของเข่ากล้ามเนื้อหลัง ก้น และสะโพก กระตุ้นต่อมลูกหมาก ช่วยระบบย่อยอาหาร ลดอาการปวดหลัง

1.ยืนตรงเท้าชิด

2.งอเข่าขวาขึ้น ใช้มือทั้งสองข้างประสานหน้าแข้ง

3.ดึงเข้าชิดอก ผ่อนคลายหลังทั้งสองข้าง

4.ขาซ้ายเหยียดตรง เกร็งขา น้ำหนักเต็มเท้า

5.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

2.Standing Pigeon Pose

 

2.Standing Pigeon Pose

แก้อาการสะโพกติดขัด ทำให้การเคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น ลดไขมันช่วงสะโพกต้นขา ช่วยให้กล้ามเนื้อหลังผ่อนคลาย และกระดูกสันหลังยืดหยุ่นมากขึ้น

1.ยืนตรง ยกเท้าขวาขึ้นมาวางต้นขาซ้ายเหนือหัวเข่า

2.งอเข่าซ้ายย่อลงเหมือนนั่งบนเก้าอี้

3.ยกแขนเหยียดตรงขึ้นเหนือศีรษะ ตามองตรงไปด้านหน้า

4.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

3.Intense Side Stretch Pose

 

3.Intense Side Stretch Pose

ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง และต้นขาด้านหลัง และน่อง

1.ยืนตัวตรง

2.ก้าวเท้าซ้ายมาด้านหลัง เหยียดขาตรงทั้งสองข้าง

3.พับตัวลงไปด้านหน้า นำมือวางลงที่พื้น

4.ยืดอกไปด้านหน้าให้หลังตรง

5.พับตัวลงจากสะโพก ผ่อนคลายศีรษะ

6.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

4.Warrior III Pose

 

4.Warrior III Pose

ช่วยทำให้หลัง ขา และแขนแข็งแรง

1.ยืนตรงเท้าชิด

2.ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า

3.พับตัวลงไปด้านหน้าขนานกับพื้น ขาซ้ายยกขึ้นมาระดับสะโพก

4.เหยียดแขนขาตรง

5.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

5.Low Lunge Pose

 

5.Low Lunge Pose

ช่วยคลายอาการตึง ปวดเมื่อยบริเวณสะโพก พร้อมเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อเอ็นร้อยหวาย หัวเข่าและขาหนีบ แถมยังช่วยฝึกจิตใจให้สงบมีสมาธิ

1.ยืนตัวตรง หายใจเข้า ยืดลำตัวขึ้น ก้าวขาขวาไปด้านหน้ากว้างๆ มือทั้งสองจับเอว

2.หายใจออก ย่อลำตัวลง เข่าขวาตั้งฉากกับสะโพกและปลายเท้าขวาลำตัวยืดขึ้น เข่าซ้ายจนถึงปลายเท้าซ้ายแนบติดกับพื้น

3.ยกแขนทั้งสองขึ้น เอนลำตัวไปด้านหลัง สายตามองขึ้นตามมือ

4.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

โยคะสำหรับการยืดเหยียดร่างกายนี้ ไม่ได้ดีเฉพาะสำหรับนักวิ่ง-นักปั่นจักรยานเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบออกกำลังกับกีฬาประเภทอื่น เช่น ว่ายน้ำ ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน เป็นต้น ก็สามารถทำได้ เพื่อให้ร่างกายคุณพร้อมต่อการออกกำลังอย่างหนักหน่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการฝึกโยคะยังเป็นศาสตร์แห่งการสร้างสุขภาพดีทั้งกายใจในระหว่างเดียวกัน

 

Parivrtta Janu Sirsasana variations (Revolved Head-of-the-Knee Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 11:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460432

Parivrtta Janu Sirsasana variations (Revolved Head-of-the-Knee Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นตระกูลท่าอาสนะนั่งที่ช่วยยืดทั้งกระดูกสันหลัง เอว หัวไหล่ เส้นใต้ขา รวมทั้งส่งผลดีกับตับและไตอีกด้วย ในเวอร์ชั่นนี้จะมีการปรับจากท่าปกติ คือ การสอดฝ่ามือเข้าไปวางนอกฝ่าเท้าใกล้กับใต้ส้นเท้า การสอดมือวางตรงจุดนี้ จะทำให้เข้าถึงการยืดบริเวณเอว ไหล่ และหลัง ได้มากขึ้น การฝึกท่านี้ควรเช็กทุกครั้งว่าขณะที่เรายืดเราไม่ได้ยกก้นลอยจากพื้น กดก้นไว้แน่นๆ กับพื้น จะทำให้เข้าถึงท่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

วิธีปฏิบัติ

1 ฉีกขาขวาเฉียงออกไป พับขา ซ้ายเข้ามาจัดวางส้นเท้าซ้าย ให้วางใกล้ๆ จุดพีเรเนียม เพื่อเตรียม

 

2 งอเข่าขวา ขึ้นมาครึ่งทาง ตั้งส้นเท้าให้ตรง และสอดมือเข้าไปในขาจับที่ฝ่าเท้า ด้านนอกใกล้ๆ ส้นเท้า

 

 

3 ค่อยๆ ยืดขาออกไปให้สุด ขณะที่หายใจออก

 

4 หายใจเข้าชูมือซ้ายขึ้น หายใจออกวาดมือซ้ายไปจับเท้าขวาด้านนอก ค้างท่าประมาณ 15-30 วินาที หายใจปกติ จากนั้น คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

 

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล 4 ทักษะสมองแห่งอนาคตที่ลูกต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 ตุลาคม 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460430

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล 4 ทักษะสมองแห่งอนาคตที่ลูกต้องมี

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังมีสื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงทุกคนได้ทุกที่ การเลี้ยงดูเด็กยุคนี้ในแบบเดิมๆ อาจไม่เท่าทันต่อสังคมดิจิทัลที่เขาต้องเจอ ในทางตรงกันข้าม การที่ผู้ปกครองเลือกใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูก อาจส่งผลลบต่อพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือการสร้างสมองลูกให้พร้อมรับอนาคตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคนิคที่สอดคล้องกับพัฒนาการของลูก

ผศ.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์และผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านศูนย์ปฐมวัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวกเพื่อการพัฒนาสมอง จิตใจ และพฤติกรรม กล่าวว่า สมองของคนเรามีโครงสร้างทั้งหมดสามส่วน ส่วนที่อยู่บริเวณท้ายทอยคือสมองส่วนสัญชาตญาณ ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับการมีชีวิตรอด ควบคุมระบบอัตโนมัติของร่างกาย ส่วนที่สองตรงกลางคือสมองส่วนอารมณ์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึก การเรียนรู้ และจดจำ สมองส่วนที่สาม คือสมองส่วนหน้า ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนคิดและควบคุมอารมณ์นั้นจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี

ดังนั้น ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นช่วงที่พ่อแม่ควรส่งเสริมการทำงานของสมองส่วนหน้า เพื่อให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์และสัญชาตญาณ ผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (Critical Thinking) กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ด้วยการสื่อสาร (Communication) ที่สอดคล้องกับการพัฒนาของสมอง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม (Collaboration) อย่างมีความสุข

ผศ.ปนัดดา กล่าวว่า ในช่วงปฐมวัยพ่อแม่จึงควรใช้เทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวก ซึ่งเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ประมวลง่าย ไม่กระตุ้นอารมณ์ เช่น แทนที่จะสอนลูกด้วยคำติว่า “ทำไมอยู่ไม่สุข ไม่มีสมาธิทำการบ้านเลยนะ!” เปลี่ยนเป็น “แม่ชอบหนูตอนนี้ ดูมีสมาธิระบายสีมากเลย” เพื่อให้ลูกเข้าใจก่อนว่าสมาธิคืออะไร ซึ่งการสื่อสารด้วยคำพูดเชิงบวกนี้จะกลายเป็นคลังคำที่ลูกเอาไว้ใช้อธิบายสิ่งต่างๆ กับตัวเอง

“เมื่อพูดถึงการใช้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน มันจะไม่อันตรายกับลูกเลย และถือเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝนลูกให้มีความรับผิดชอบ หากพ่อแม่ยื่นเทคโนโลยีให้ลูก พร้อมกับหน้าที่และข้อจำกัด ซึ่งเด็กเล็กไม่ควรเกิน 20 นาที หรือลองให้ลูกได้ตัดสินใจลองวางแผนการทำหน้าที่ต่างๆ ภายในบ้านตามที่ได้รับมอบหมายด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามลำดับ 1 2 3 ตามที่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การจัดสรรเวลาและลำดับความสำคัญ ที่สำคัญหลายครั้งเราพบว่าเทคโนโลยีที่เข้าถึงลูกนั้น เนื้อหายังไม่รุนแรงเท่าท่าที น้ำเสียง และคำพูดต่อว่าของพ่อแม่ ฉะนั้นเทคโนโลยีไม่ใช่ตัวยับยั้งพัฒนาการ หรือสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกให้ล่าช้าเสมอไป”

ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า ในส่วนการเตรียมความพร้อมให้ลูกก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง พ่อแม่ควรให้ลูกเข้าถึงเทคโนโลยีให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้

ฉะนั้น เด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือไอแพด เพราะจะกีดขวางพัฒนาการทุกๆ ด้าน และควรเสริมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งอนาคตต่างๆ ทั้ง 4 อย่างให้แก่ลูก อาทิ 1.การตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ 2.การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ 3.การปลูกฝังเรื่องการร่วมมือแบ่งปัน ช่วยเหลือ เพื่อสร้างพื้นฐานความฉลาดทางอารมณ์และสังคมที่ดี 4.การกระตุ้นให้เด็กพูดคุยและสื่อสารถ่ายทอดความคิดอย่างมีระบบ ด้วยการให้ลูกเล่านิทานสลับกับพ่อแม่ เป็นต้น

“ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างชาญฉลาด ให้ลูกมีความพร้อมทั้งทางสมองและทักษะที่หลากหลาย เขาก็จะซึมซับความชาญฉลาดจากพ่อแม่ และนำมาต่อยอดความฉลาดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว”

ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า พ่อแม่ควรเตรียมสมองของลูกให้พร้อมมีพัฒนาการที่ดีด้วยโภชนาการที่ครบถ้วน ยกตัวอย่างสารอาหารบางชนิด เช่น กรดไขมันจำเป็นอย่าง DHA ซึ่งมีอยู่ทั้งในปลาทะเลและปลาน้ำจืดที่มีไขมันเยอะ ช่วยให้สมองของลูกพร้อมสำหรับการพัฒนาทักษะอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถพัฒนาสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว ที่จะทำให้ลูกประสบความสำเร็จและมีความสุขในสังคมได้ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม

 

อยู่อย่างไรให้สุขหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459955

อยู่อย่างไรให้สุขหลังเกษียณ

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เดือน ต.ค. ก้าวแรกบนถนนแห่งการเกษียณอายุ จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวเรา เตรียมไว้ดีก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก ข้าราชการเกษียณอายุบางท่านกลัวขั้นจิตตกว่าจะอยู่อย่างไรกับชีวิตหลังเกษียณ คิดไปสารพัด ฟังแล้วบอกได้แต่ว่า ไม่ต้องกลัว เพื่อนร่วมทางมีเยอะ(ฮา) เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเหงา ไม่ต้องกลัวการปรับเปลี่ยน เคล็ดลับคือค่อยๆ ปรับ ร่างกายจิตใจ ความคิดอารมณ์ ทัศนคติ ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หลักคือความเป็นมิตรต่อตัวเอง และยิ้มให้ตัวเองเสมอ คิดเสียว่าในเมื่อชีวิตการทำงานประสบความสำเร็จได้ แล้วทำไมจะประสบความสำเร็จกับชีวิตหลังเกษียณบ้างไม่ได้ หลายคนทำได้แถมทำได้ดี ชีวีมีสุข สุขภาพกายใจแจ่มใส สมองไม่เสื่อมสูญ ขออนุญาตไปเก็บตกมาฝากกัน ใครอยากมีความสุขกับชีวิตเกษียณตามมาอ่านกันเลย

1.คนที่ประสบความสำเร็จกับการเกษียณอายุ คือคนที่วางแผนก่อนเกษียณ บางคนวางแผนตั้งแต่เมื่อแรกเข้ารับราชการ ดูแลและเข้มงวดกับตัวเองตั้งแต่รายรับรายจ่าย เงินเดือนเดือนแรกยันเดือนสุดท้าย เงินออม การวางแผนเพิ่มพูนเงินออม หารายได้พิเศษ วันหยุดเวลาว่างไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าเลย แต่ขยันทำมาหากินหารายได้เสริม

2.ไม่เอาแต่เก็บ หากคิดวางแผนจัดการเงินที่มี หลายคนคำนวณรายได้รายรับเป็นระยะ เงินเดือนเงินได้และเงินบำนาญพึงได้ที่จะได้รับเมื่อถึงวันเกษียณ กลุ่มนี้จะตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มรายรับที่สามารถทำได้ บางช่วงต้องการเงินเพิ่ม ก็ไม่รบกวนเงินออม แต่จะขวนขวายหาทางหางานพิเศษเพิ่ม เพิ่มรายรับในส่วนที่ต้องการแต่ต้องไม่รบกวนงานหลัก ทำเท่าที่สามารถทำได้ มีแผนอาชีพสำรองตามความถนัด ตั้งแต่งานช่าง งานด้านภาษา ดนตรี กีฬา งานกสิกรรมฯลฯ

3.สร้างเครือข่าย นี่เป็นเรื่องจริงของชาวเกษียณ บางคนมีเครือข่ายหรือก๊วนเพื่อนร่วมรุ่นตั้งแต่สมัยประถม มัธยม วิทยาลัย มหาวิทยาลัย คบกันเหนียวแน่นไม่จืดจาง ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดูแลกันไม่เฉพาะเรื่องงานเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความสุข สุขภาพ แนวคิด เพื่อนคู่คิดคู่คุย คบหาสมาคม การมีเพื่อนมากและได้เพื่อนดี ย่อมได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลในการสร้างรายได้ งานที่ว่ายากหากมีเพื่อนแล้วไม่ต้องกลัวเลย เราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา

4.อย่าพะวงกับอายุ อายุ 60 แล้วไง ต้องเปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวพบปะผู้คนใหม่ๆ อย่าให้ตัวเองเรื้อสนาม เรียนรู้ต่อไป มองทุกสิ่งอย่างสร้างสรรค์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

5.อย่าวิตกกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อย่ากลัวไปก่อน อย่าคิดแทนคนอื่น วิตกแทนคนอื่น ผู้สูงวัยบางคนคิดเองเออเอง วิตกเอง เช่น กลัวลูกหลานจะไปไม่รอด กลัวการค้าถดถอย กลัวเสียหน้าเสียวงศ์ตระกูล ฯลฯ ทั้งหมดคิดไปเอง เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงเลยสักอย่างเดียว คิดมากเกินไปก็ไม่ดี

6.ดูแลสุขภาพ สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนสูงอายุ ถ้าสุขภาพไม่ดีหมายถึงต้นทุนต่ำ ไปต่อได้ยาก ทั้งการคิด การทำ การพูด

7.รักษามาตรฐานของตัวเอง เรื่องนี้ก็สำคัญ อย่าคิดว่าแก่แล้วแก่เลย ไม่ปรับตัวปรับใจ ชีวิตจะสะดุดเพราะสิ่งแวดล้อมทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจะไม่เปลี่ยนได้ยังไง เรื่องมาตรฐานเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่อย่างน้อยก็ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน ไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาด สมาร์ท ปรายตาดูแฟชั่นบ้าง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ห่างไกลสิ่งเสพติด

8.ชีวิตยังต้องวางแผน เขียนแผนชีวิตล่วงหน้า หรืออย่างน้อยก็วางแผนไว้คร่าวๆ เช่น ปีนี้จะใช้เงินเท่าไรอย่างไร ทรัพย์สินที่ดินที่ใดจะขายตรงไหน ราคาเท่าไร จะไปเที่ยวต่างประเทศในปีไหนเดือนไหน ไปประเทศใดบ้าง ฯลฯ แค่คิดก็มีความสุขแล้วใช่มั้ย

บางคนบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข มองในมุมตัวเลขก็ใช่ ทายอายุไม่ถูกก็มีเยอะ(ฮา) เพราะตัวเลขไม่สัมพันธ์กับใบหน้า มีทั้งแบบที่หกสิบปีแล้วยังแข็งแรง แคล่วคล่องว่องไว สนุกสนาน แฟชั่นจะยังไงฉันไม่ยอมตกเทรนด์ กับแบบที่ร่างกายทรุดโทรม โรคภัยรุมเร้า เพราะหักโหมตรากตรำกับสิ่งเสพติดมาตลอด  เรียกว่าอาวุโสแบบไม่บันยะบันยัง ใบหน้าเกินวัยและเกินหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกัน

ว่าแต่ “คุณลุงคุณป้า” จะเลือกเป็นชาวเกษียณอายุแบบไหนดีคะ

 

ผัดๆทอดๆเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

2 ตุลาคม 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459898

ผัดๆทอดๆเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย

กระแสการดูแลสุขภาพยังแรงดีไม่มีตก ใครที่กำลังเริ่มดูแลสุขภาพแล้วเตรียมซื้อน้ำมันมะกอก โละทิ้งน้ำมันหมูและน้ำมันพืชที่เคยใช้ออกจากห้องครัวไปทั้งหมด ต้องบอกเลยว่า…ช้าก่อน!!! แล้วมาดูว่าจะใช้น้ำมันแบบไหนจึงจะปลอดภัยที่สุด

ทอด

กรรมวิธีในการทอดจำเป็นต้องใช้น้ำมันในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นการทอดไก่ หมู เนื้อ ปลา ลูกชิ้น ปาท่องโก๋ โดนัท หรือผักชุบแป้งทอดกรอบๆ ทั้งยังต้องใช้ความร้อนสูง และใช้เวลานานกว่าอาหารจะสุก ดังนั้น น้ำมันที่ใช้ควรเป็นน้ำมันที่เหมาะกับการกักเก็บความร้อนได้ยาวนานและทนต่อความร้อนได้ดี จึงไม่ควรใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงและเกิดควันได้ง่าย ส่วนน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหาร คือน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มผสมคาโนล่า น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าไลท์ และน้ำมันหมู เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษขณะทอดแล้ว ยังได้อาหารที่กรอบ อร่อย และมีรสชาติดีขึ้น

ผัด

เป็นการทำให้สุกด้วยเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา ผัดผักต่างๆ ดังนั้น วัตถุดิบที่ใช้ผัดมักสุกไว ชิ้นเล็ก ใช้ความร้อน ปริมาณน้ำมันและเวลาในการทำไม่นาน น้ำมันที่ใช้จึงสามารถเลือกเป็นน้ำมันที่ไม่จำเป็นต้องทนต่อความร้อนสูง อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันมะกอก

สลัดและน้ำจิ้ม

คนรักสุขภาพตัวจริงอาจเลี่ยงอาหารประเภทผัด ทอด เพราะอยากหลีกเลี่ยงการนำไขมันไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย จึงนิยมกินสลัด อาหารต้ม ลวก คู่กับน้ำจิ้ม ซึ่งอาหารประเภทนี้อาจมีส่วนผสมของน้ำมันรวมอยู่ด้วย เพื่อคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพิ่มรสชาติ และเป็นตัวทำละลายส่วนผสม จึงต้องใช้น้ำมันพืชที่ไม่แข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น น้ำมันงา น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันถั่วเหลือง

 

กินกระตุ้นสิว VS กินลดสิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459897

กินกระตุ้นสิว VS กินลดสิว

เมื่อเสิร์ชคำว่า “อาหารกับสิว” เราจะเจอข้อมูลมากมายทั้งน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของอาหารและสิว อย่าเพิ่งเชื่อ…ต้องอ่านหน้านี้ก่อน

-กินช็อกโกแลตแล้วเป็นสิว?

ไม่จริง คนทุกคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน ถ้าสังเกตว่ากินแล้วสิวเห่อก็ไม่ควรกินมากจนเกินไป แต่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่บ่งชี้ว่าช็อกโกแลต (แท้ๆ) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ที่สำคัญดาร์กช็อกโกแลต ยังเต็มไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ ที่ให้คุณค่ามากมายกับผิว

-ของหวานและเค้กทำสิวเห่อ?

จริง อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง หรืออาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เป็นตัวการที่ทำให้สิวเห่อ แต่แพทย์ไม่แนะนำให้งดการกินน้ำตาลไปเลย ทางออกที่ดีที่สุด คือการเลือกกินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย

-ดื่มน้ำเยอะช่วยลดสิว?

ไม่จริง การดื่มน้ำเยอะๆ ในแต่ละวันสามารถช่วยให้สุขภาพและผิวของเราดีขึ้น แต่น้ำไม่ได้ไปช่วยชำระล้างรูขุมขนอย่างที่หลายคนเข้าใจ

-น้ำมันปลาส่งผลดีติอผิว?

จริง น้ำมันปลามีไขมันโอเมก้า 3 อัดแน่นอยู่มากมาย ซึ่งโอเมก้า 3 นี่แหละที่จะเป็นตัวไปยับยั้งการอักเสบที่อาจเกิดขึ้นตามร่างกาย โดยเฉพาะบนผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดบนร่างกาย ควรเลือกกินปลาแซลมอน หรือปลาทูน่า อย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์

-อาหารเสริมและวิตามินช่วยแก้ปัญหาสิว?

ไม่จริง ตัวการที่ทำให้เกิดสิวคือฮอร์โมน ดังนั้น การที่ร่างกายของเราขาดแร่ธาตุและวิตามิน ไม่มีผลใดๆ ที่ไปเชื่อมโยงกับสิว แต่การกินอาหารจำพวกผักและผลไม้มากๆ ทำให้ร่างกายได้รับสารแอนตี้ออกซิแดนต์อย่างเพียงพอ จึงช่วยลดการอักเสบตามร่างกายต่างหาก

-ของมันของทอดทำให้เป็นสิวเยอะ?

ไม่จริง คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่าไขมันจากอาหารมัน อาหารทอด จะไปเพิ่มปริมาณไขมันตามรูขุมขนบนร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการบริโภคไขมันอิ่มตัวมากจนเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงของอาการอักเสบตามอวัยวะต่างๆ บนร่างกาย

-ดื่มแอลกอฮอล์แล้วสิวขึ้น?

ไม่จริง การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หน้าแดงกว่าปกติ เพราะแอลกอฮอล์จะไปขยายหลอดเลือดใต้ชั้นผิวหนัง และทำให้ผิวหนังแห้ง แต่ไม่ใช่สาเหตุของการเกิดสิว

 

แคลเซียมธรรมชาติใกล้ตัว ในครัวก็มี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459731

แคลเซียมธรรมชาติใกล้ตัว ในครัวก็มี!

โดย…สมแขก ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มาเริ่มต้นดูแลกระดูกและสะสมมวลกระดูกของคุณตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพกระดูกที่ดี สิ่งที่เรารู้กันมานานก็คือ การดื่มนมเป็นประจำจะช่วยสะสมแคลเซียมธรรมชาติ ซึ่งในช่วง 30 ปีแรกของชีวิต ร่างกายของเราจะสะสมมวลกระดูกไว้ได้มากที่สุด จะหยุดสะสมและเริ่มถดถอยเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป จึงถือว่าแคลเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาก ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีสูง ควบคู่กับการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกอย่างสม่ำเสมอ

แต่หลายคนเข้าใจว่าแคลเซียมคือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพียงเพราะเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน แคลเซียมมีความสำคัญต่อร่างกายของเรามากกว่านั้น แล้วทุกวันนี้คนไทยกินแคลเซียมกันทางใดบ้าง ต้องซื้อหาวิตามินราคาแพงมากิน แต่เพียงคุณรู้แหล่งสารอาหารเท่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อหามาเสมอไป ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ไกลตัวคุณเลย แค่ในครัวของคุณเท่านั้น

พญ.วิภาวี ฉินเจนประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวในกิจกรรมพิเศษ Fit Your Bone Running Workshop ว่า 99% ของแคลเซียมเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ที่เหลือพบในเนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกาย มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อทั่วไป แคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากที่สุดชนิดหนึ่ง

“เด็กๆ ควรดื่มนมเพื่อป้องกันการขาดแคลเซียมซึ่งจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน ส่วนผู้ใหญ่ถ้าขาดแคลเซียมภาวะกระดูกพรุนก็จะมาเร็วขึ้น เพราะเมื่อร่างกายขาดแคลเซียมก็จะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกแตกหรือหักง่าย มักเกิดเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง”

ปริมาณความต้องการแคลเซียมในแต่ละวันแตกต่างกันไปตามวัย เฉลี่ยวันละประมาณ 1,000-1,500 มิลลิกรัม วัยเด็กควรได้รับแคลเซียมวันละ 600 มิลลิกรัม วัยรุ่นช่วงอายุ 9-18 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายต้องการแคลเซียมมากที่สุด เนื่องจากกระดูกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วควรได้รับแคลเซียม วัยผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมวันละประมาณ 800-1,000 มิลลิกรัม ผู้สูงอายุที่มีภาวะวัยทอง ต้องการแคลเซียมเฉลี่ยวันละ1,000-1,200 มิลลิกรัม ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับแคลเซียมวันละ1,500 มิลลิกรัม ฉะนั้นเราควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ

หากเป็นไปได้ ควรเลือกกินแคลเซียมที่มาจากอาหารจะดีที่สุด อาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงอย่างนม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด นมเปรี้ยว โยเกิร์ตทุกประเภท และชีส อาหารประเภทเต้าหู้ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อกโคลี่ ผักกาดเขียว ปลาเล็ก ปลาน้อย ปลาซาดีน ธัญพืช เช่น ถั่วเหลือง งาดำ ฯลฯ ควบคู่กับสร้างพฤติกรรมสุขภาพดีให้กับตัวเอง ด้วยการลด ละ เลี่ยง พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อกระดูก เช่น งดแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และน้ำอัดลม หรือแม้แต่การสวมรองเท้าส้นสูงตลอดเวลา

ปริมาณแคลเซียมในอาหารชนิดต่างๆ

(ข้อมูลจาก กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

นม 1 กล่อง (250 มล.) มีปริมาณแคลเซียม 300 มก.

นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 1 กล่อง (250 มล.) 250-300 มก.

โยเกิร์ต 1 ถ้วย 157 มก.

นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม 1 กล่อง (180 มล.) 106 มก.

เต้าหู้อ่อน 5 ช้อนโต๊ะ 150 มก.

ปลาเล็กปลาน้อย 2 ช้อนโต๊ะ 226 มก.

กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ 140 มก.

หอยนางรม 6 ตัว 300 มก.

ผัดคะน้า 1 ทัพพี 71 มก.

ยอดแค 0.5 ขีด 198 มก.

ใบยอ 0.5 ขีด 420 มก.

บร็อกโคลี่ 0.75 ถ้วย 88 มก.

ถั่วแระต้ม 1 ขีด 194 มก.

งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ 132 มก.

 

งูสวัด ภัยร้ายของผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 13:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459559

งูสวัด ภัยร้ายของผู้สูงวัย

โดย…วรธาร

โรคที่เกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปพบได้หลากหลายและเสี่ยงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น โรคงูสวัดที่แฝงด้วยภัยร้ายทำให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญความเจ็บปวดทรมานและอาการแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่หลบซ่อนในปมประสาทใต้ผิวหนังหลังจากมีการติดเชื้อชนิดนี้ครั้งแรก โดยเชื้อไวรัสจะแฝงตัวอยู่หลายสิบปี จนเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำโดยเฉพาะจากการที่อายุมากขึ้นเชื้อที่แฝงตัวอยู่จะกระจายตัวตามปมประสาท ทำให้เส้นประสาทถูกทำลายและจะแสดงอาการออกมาเป็นผื่นแดงและตุ่มน้ำใสๆ เรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท

พญ.อรพิชญา ไกรฤทธิ์ หน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผู้ป่วยจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการที่ตามมา นั่นคืออาการปวดแสบปวดร้อนตรงบริเวณผิวหนัง แม้บางครั้งถูกสัมผัสเพียงเบาๆ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง อายุมากยิ่งเป็นรุนแรงและนานขึ้น เช่น อาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรังแม้ผื่นได้รับการรักษาจนหายแล้ว หรือ Post Herpetic Neuralgia (PHN) ซึ่งมักมีอาการปวดลึกๆ เรื้อรังเป็นเวลานานซึ่งอาจเป็นปีได้และอาจมีไข้ร่วม

“นอกจากนี้ ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อาจเกิดขึ้นบริเวณดวงตา บางรายอาจรุนแรงจนทำให้ตาบอด หรือขึ้นบริเวณหูด้านนอกหรือแก้วหูอาจทำให้ใบหน้าซีกนั้นๆ เกิดอัมพาต ปากเบี้ยว หรือไม่สามารถหลับตาข้างนั้นให้สนิทได้ หากติดเชื้องูสวัดชนิดแพร่กระจายออกนอกแนวเส้นประสาท เชื้อไวรัสอาจกระจายเข้าสู่สมองและอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ตับ ปอด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ความรุนแรงและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสงูสวัดยิ่งทวีคูณตามอายุ”

สำหรับแนวทางการป้องกัน พญ.อรพิชญา กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากและควรเริ่มจากการเข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งพบว่าสามารถลดความเสี่ยงของโรคได้ 70% ในผู้มีอายุระหว่าง 50-59 ปี และ 50% ในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้งช่วยลดอุบัติการณ์ของอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรังได้อีก นอกจากการฉีดวัคซีนแล้วผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงการเป็นโรคนี้ด้วยการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน เช่น การล้างมือให้สะอาด หมั่นรักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนแออัด อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

 

จ้องคอมพ์นานทำร้ายสุขภาพตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 12:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459555

จ้องคอมพ์นานทำร้ายสุขภาพตา

โดย…วรธาร

หลายคนใช้สายตาจ้องจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องนานๆ จนเกิดอาการล้าหรือปวดตา ซึ่งเป็นสัญญาณร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา เช่น ปัญหาสายตาสั้นหรือยาวที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ปวดหัวเพราะตาเชื่อมกับสมองโดยตรง ยิ่งใช้สายตามากก็ใช้สมองประมวลผลสิ่งที่เห็นมากเป็นเงาตามตัว

พญ.อุษณีย์ เหรียญประยูร จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสายตา ศูนย์เลเซอร์สายตาจุฬา ฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนที่มีปัญหาจากการใช้สายตาจ้องจอนานเกินไปประมาณ 60 ล้านคนทั่วโลก และพบปัญหานี้ 75-90% ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด เนื่องจากนิยมใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนมากขึ้นทั้งที่เกี่ยวกับการทำงานและความบันเทิง ทั้งยังพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกช่วงอายุ

“คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม คือกลุ่มอาการทางตาที่สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์และการใช้สายตามองจอระยะใกล้เป็นเวลานาน อาการประกอบด้วยปวดศีรษะ ตาแห้ง เคืองตา เมื่อยล้าตา มองภาพไม่ชัด ตาแดง น้ำตาไหล เห็นภาพซ้อน ความสามารถในการปรับโฟกัสช้าลง และการมองเห็นสีเปลี่ยนไป มักเริ่มเมื่อผู้ป่วยใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง และจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่หยุดหรือพักการใช้สายตา”

พญ.อุษณีย์ จึงแนะนำว่า ควรพักสายตาทุก 20 นาที ด้วยการมองไปที่ไกลจากคอมพิวเตอร์ 20 ฟุต อย่างน้อย 20 วินาที ตั้งจอคอมพิวเตอร์ห่างจากตาอย่างน้อย 20-24 นิ้ว ปรับมุมของจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 14-20 องศา ปรับตำแหน่งของจอเพื่อลดแสงสะท้อน รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์หรือหน้าจอที่ช่วยลดแสงสะท้อน ปรับความสว่างของจอและห้องให้เหมาะสม กะพริบตาถี่ขึ้นประมาณ 10-15 ครั้ง/นาที โดยต้องกะพริบตาให้เปลือกตาปิดสนิท และควรไปพบจักษุแพทย์หากเริ่มมีอาการข้างต้น

บุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ รองประธานธุรกิจลูกค้าองค์กร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ทุกวันนี้คนใช้สายตาจ้องผ่านจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนและแนวโน้มมีแต่เพิ่มขึ้น ซึ่งแสงสีฟ้าที่สะท้อนกลับจากจอเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา ดังนั้นจึงสามารถใช้มอนิเตอร์จอโค้งช่วยถนอมสายตาได้

“อย่างมอนิเตอร์จอโค้งของซัมซุงจะโค้งรับกับสายตา ทำให้มองเห็นและรับชมภาพจากทุกมุมได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังลดอาการจอสะท้อนเพราะรูปทรงโค้งที่แตกต่างจากจอทั่วไป ทำให้การหักเหของแสงจากสภาพแวดล้อมรอบๆ สะท้อนสู่สายตาลดลง ด้วยรัศมีความโค้งถึง 1800R ทำให้มีผลต่อการรับรู้มิติความลึกและตัดการรบกวนรอบข้างแก่ผู้ใช้งานได้ดี สามารถลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตาอีกด้วย”

 

รองเท้าวิถีสู่ความสุขในการวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459360

รองเท้าวิถีสู่ความสุขในการวิ่ง

โดย…โยโมทาโร่

นักวิ่งทุกคนรู้ดีว่ารองเท้าคือสิ่งสำคัญในการวิ่ง ทุกคนจึงพยายามเลือกซื้อรองเท้าที่คิดว่าดีที่สุดในงบประมาณที่มี แต่ใจความสำคัญของรองเท้าที่ดีไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับเราหรือเปล่า ปกติแล้วเวลาที่เราเลือกซื้อรองเท้ามักจะเลือกแบบและลวดลายรองเท้าที่ถูกใจเป็นหลัก แต่สิ่งที่ถูกต้องก็คือรองเท้าแต่ละรุ่นจะออกแบบให้เหมาะสมกับเท้าที่มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป

เริ่มจากเช็กรูปเท้าของตัวเองก่อนว่าเป็นแบบไหน ด้วยการหาพื้นทรายเรียบ อาจจะเป็นทรายในสนามเด็กเล่นก็ได้ ปาดทรายให้เรียบแล้วยืนเท้าเปล่าลงบนทราย หากคุณเป็นคนฝ่าเท้าสูง มีการวางเท้าแบบปกติและข้อเท้าตั้งตรง ให้เลือกรองเท้าวิ่งแบบ Neutral สำหรับคนที่ฝ่าเท้าสูงบวกกับมีข้อเท้าโก่งออกด้านข้าง ส่งผลให้ลงน้ำหนักไปที่ฝ่าเท้าด้านนอกมากกว่าด้านในอย่างเห็นได้ชัด ควรเลือกรองเท้าวิ่งประเภท Cushioned ที่ช่วยลดแรงกระแทกและทำให้การวางเท้าอยู่ในลักษณะปกติ ส่วนคนที่มีลักษณะเท้าแบนจะมีลักษณะของข้อเท้าเอียงเข้าด้านใน ทำให้ฝ่าเท้าด้านนอกยกสูงกว่าด้านใน ให้เลือกรองเท้าวิ่งแบบ Motion Controlled แต่หากมีข้อสงสัยว่ารูปเท้าของเราเป็นแบบใด ลองเข้าไปเช็กได้ที่เว็บไซต์ runnersworld.com เพราะบางคนอาจจะมีลักษณะผสมเท้า 2 ข้างไม่เหมือนกันก็มี

เวลาที่เลือกซื้อรองเท้าแนะนำให้ไปซื้อที่ช็อปใหญ่ของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งจะมีพนักงานที่ได้รับการอบรมความรู้ช่วยเลือกรองเท้าให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง โดยแนวทางการเลือกที่เหลือก็คือคุณไม่ควรซื้อรองเท้าที่กระชับเกินไป เผื่อการขยายตัวของเท้าเวลาวิ่งเล็กน้อย เลือกรองเท้าที่มีความยืดหยุ่นสูง รองเท้าที่นุ่มเกินไปอาจไม่เป็นผลดีต่อการวิ่งระยะยาว ควรเลือกรองเท้าที่มีความนุ่มพอดีเพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเท้าได้ทำงานอย่างเต็มที่ และเชือกผูกรองเท้าควรเลือกชนิดที่ไม่มันเงาและยาวจนเกินไปจะสร้างความรำคาญเวลาเชือกหลุดได้ง่าย

สุดท้ายเมื่อได้รุ่นรองเท้าที่มีรูปแบบเหมาะสมกับเท้าแล้วให้เลือกคู่ที่ใส่แล้วรู้สึกชอบ และวิ่งถนัดเท้ามากที่สุด เพราะการเลือกรองเท้าก็คล้ายกับการเลือกแฟนรูปสวยแต่อยู่ด้วยกันแล้วไม่สบายกายสบายใจ ก็คงคบกันต่อไปได้ยากจริงไหมครับ