ออกกำลังให้เฟิร์ม ต้องถูกท่าและถูกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459359

ออกกำลังให้เฟิร์ม ต้องถูกท่าและถูกทาง

โดย…โยโมทาโร่

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนออกกำลังกายอย่างหนักทุกวัน อาหารก็ควบคุมแต่ไม่ได้ผลดีเท่าคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เล่นเวตจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน แม้เราจะใช้โปรแกรมออกกำลังกายแบบเดียวกัน รับประทานอาหารเหมือนกันในปริมาณที่เท่าๆ กัน แต่ความต่างอาจจะเฉือนกันแค่การจัดวางท่าในการออกกำลังกาย

ท่าในการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม แต่หากคุณต้องการจะพัฒนาฝีมือให้สูงขึ้น เรื่องของท่าทางที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น การเล่นกล้ามหน้าอกที่มีอยู่ 3 ส่วน คือ อกบน กลาง และล่าง คนส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะอกส่วนกลางเพราะเป็นท่าพื้นฐานตามตำราที่ทำง่ายที่สุด แต่สำหรับคนที่เล่นเป็นจะรู้ว่าในท่าเดียวกันแต่เปลี่ยนองศาการนั่งก็มีผลในการออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าอกให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งการเล่นกล้ามเนื้อมัดเล็ก อาจจะต้องใช้ทริกในการทำมุมข้อมือก็ให้ผลการออกกำลังในอีกแบบหนึ่ง

ในการวิ่งมาราธอน การวิ่งลงเต็มเท้า กับการวิ่งด้วยปลายเท้าก็ให้ผลการวิ่งที่แตกต่างกัน คนส่วนมากจะวิ่งลงเต็มเท้าอาจจะค่อนไปทางส้นเท้าหรือปลายเท้าขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคน แต่สำหรับนักกีฬาอาชีพพวกเขาเลือกที่จะวิ่งโดยใช้ปลายเท้าลงพื้น แรกๆ อาจจะฝืนและปวดน่องกว่าการวิ่งปกติ แต่ถ้าฝึกจนชำนาญก็จะวิ่งระยะทางไกลได้เร็วกว่านักวิ่งทั่วไป

ดังนั้น เรื่องของท่าทางในการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไปไม่ได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาฝีมือและป้องกันอาการบาดเจ็บ โดยมีหลักง่ายๆ ในการดูว่าท่าทางการออกกำลังกายของเราถูกต้องไหม ให้เช็กด้วยการส่องกระจก นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมฟิตเนสต่างๆ จึงติดกระจกบานใหญ่ไว้ทั่วห้อง ต่อมาให้เช็กว่าท่าที่เราออกกำลังนั้นมีการบิดงอตามข้อมือ ข้อศอก และหัวเข่าหรือไม่ ท่าที่ถูกต้องข้อมือจะต้องตรงแนวหลังมืออยู่ระนาบเดียวกับแขนท่อนล่าง การออกแรงต้องมีแรงกระแทกย้อนกลับมากเกินไป เท้าวางในตำแหน่งที่มั่นคง แนวกระดูกสันหลังตรงไม่โค้งงอ ไม่มีการฝืนข้อต่อของร่างกายมากเกินไป ลองเช็กสิ่งเหล่านี้ดู เพราะอาจเป็นขั้นบันไดสู่เป้าหมายที่หายไปของคุณก็เป็นได้

 

ฝึกท่าปลาโลมาปลดปล่อยความเมื่อยล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 15:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459168

ฝึกท่าปลาโลมาปลดปล่อยความเมื่อยล้า

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในวันที่เมื่อยล้า กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อน่อง และเมื่อยบ่า ไหล่ การได้ฝึกท่าปลาโลมาจะทำให้ปลดปล่อยความเมื่อยล้าได้ดี ทั้งยังส่งผลดีกับโรคกระดูกพรุน กระดูกบาง รวมทั้งช่วยลดอาการในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย การฝึกท่าปลาโลมาที่พลิกแพลง ควรสามารถทำท่าปลาโลมาได้ก่อน เพราะท่าแบบพลิกแพลงนี้ ต้องใช้การทรงตัว สมาธิ และกำลังแขน ซึ่งเป็นส่วนผสมทั้งความยืดหยุ่นและความแข็งแรงในท่าเดียว หากทรงตัวไม่ดีจะค้างท่าไม่ได้นานแล้วล้ม หากฝึกบ่อยๆ ก็จะสามารถค้างท่าได้ดีขึ้นเอง หลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้สำหรับผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บที่คอและหัวไหล่

วิธีปฏิบัติ

1 วางเข่าลงในท่าแมว แล้ววาง ท่อนแขนลงพื้นเพื่อเตรียม  (รูป 1)

(รูป 1)

 

2 ยกสะโพกขึ้นเป็นท่าปลาโลมา เช็กตำแหน่งหัวไหล่ให้ส่งไปด้านหลังเลย ตำแหน่งของข้อศอก  (รูป 2)

(รูป 2)

 

3 ยกขาขวาขึ้น ค้างท่าไว้ ประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก (รูป 3)

(รูป 3)

 

4 ส่งมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวา ทรงตั้วไว้ประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออกแล้วคลาย จากนั้นลองสลับข้าง (รูป 4)

(รูป 4)

 

มะระ ความขมที่งดงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 15:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459166

มะระ ความขมที่งดงาม

โดย…แพทย์จีน ศิริขวัญ ก้าวสัมพันธ์ คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ในการมีชีวิตนั่นก็คือ “อาหาร” การกินจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต ในขณะเดียวกันนั้น การกินอาหารก็คือการทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง รวมทั้งอาจก่อเกิดโรคต่างๆ ก็เป็นได้ค่ะ

ผู้เขียนซึ่งชื่นชอบการกิน เรียกได้ว่า การกินเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน หากเรากินไม่ดี ไม่เลือกกิน กินทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า ก็อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วยจากการกิน

ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะขอแนะนำพืชสมุนไพรไทย ที่เดินไปตลาดก็หาซื้อได้ หรือจะปลูกไว้รับประทานเองที่บ้านก็ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ นั่นก็คือ “มะระ”

หลายๆ คนได้ยินชื่อมะระ ก็อาจจะบอกว่า บ๊ายบายขอลาก่อน เพราะมะระมีรสชาติที่โดดเด่น โดยมีรสหลักๆ อยู่รสเดียวคือ มันขม ขม ขม ขม ขม และขม !

ไม่มีทางที่มะระจะหวานอร่อยเหมือนกินทุเรียนแน่นอน !!!

แต่ความขมของมะระนี้ มีความงดงามแห่งความขม เพราะมะระเป็นยาชั้นเลิศในราคาหลักสิบ มะระมีฤทธิ์ระบายความร้อน บำรุงโลหิต บำรุงไต และม้าม อีกทั้งยังช่วยบำรุงตับและดวงตาทำให้ดวงตาใสแป๋ว ช่วยในการลดการอักเสบ ลดพิษไข้ ลำไส้อักเสบได้ (โอ้ ประโยชน์นี้ช่างมากมาย)

มะระมีวิตามินซีสูง สามารถป้องกันโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินซีปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ป้องกันการเกิดพลากในหลอดเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากนี้ มะระยังได้มีการกล่าวขานฉายาว่าเป็น “เพชฌฆาตไขมัน”

อาจจะฟังดูแล้วตลกแต่ก็เป็นไปตามชื่อนั่นแหละค่ะ

เพราะมะระมีฤทธิ์ช่วยลดไขมันและน้ำตาลในกระแสโลหิตได้ดีอีกด้วย

ผู้เขียนร่ายยาวถึงประโยชน์ของมะระมาขนาดนี้แล้ว ได้โปรดอย่ากลัวว่ามะระขมอีกต่อไป ลองเปิดใจรับมะระมาไว้ในอ้อมใจ ลองนำมะระมาปรุงเป็นอาหารรับประทานกันดูนะคะ

นอกจากนี้ เรายังสามารถพลิกแพลง ดัดแปลง หรือสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ นอกจากต้มมะระยัดไส้ ก็ยังมีอีกหลายเมนู เพื่อให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น มะระผัดไข่ แกงกะทิกุ้งมะระ ยำมะระกุ้งสด … โอย หิวววว

เพียงแค่ใส่ใจสุขภาพในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่าอาหารที่อร่อยและถูกปาก คุณก็จะมีสุขภาพดี ไม่ต้องไปหาหมอบ่อยๆ
ไม่ต้องเสียเงินทองไปกับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลนะคะ

“การกินเป็นเรื่องใหญ่มาก … โปรดอย่ามองข้าม”

 

‘เคมีภัย’ มื้ออาหารเปื้อนความเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458678

‘เคมีภัย’ มื้ออาหารเปื้อนความเสี่ยง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปัญหาเรื่องสารพิษตกค้างจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับสังคมบริโภคยุคใหม่มาอย่างช้านาน แม้จะมีความพยายามในการกำกับดูแล ควบคุม ผ่านมาตรการต่างๆ แต่ด้วยช่องโหว่มากมายในอุตสาหกรรมอาหาร หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ทำความรู้จักกับบรรดาสารพิษเพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยง ผู้บริโภคก็ย่อมเสี่ยงการปนเปื้อนสารพัด

แม้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชที่มีวางจำหน่ายหลากหลายเครื่องหมายการค้า มีให้เลือกซื้อหา นับ 1,000 ชนิด แต่เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มตามข้อบ่งใช้แล้ว พบว่ามีประมาณ 5 กลุ่มเท่านั้น ประกอบด้วย สารเคมีกำจัดแมลง สารป้องกันกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดเชื้อรา สารกำจัดหนูและสัตว์แทะ สารเคมีกำจัดหอยและปู ฯลฯ

สารเคมีกำจัดแมลงนับเป็นกลุ่มที่มีให้เลือกมากที่สุด ชนิดของสารเคมีในกลุ่มนี้ คือ ออร์กาโนคลอไรน์ ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ ดีดีที (DDT), ดีลดริน (dieldrin), ออลดริน (aldrin), ท็อกซาฟีน (toxaphene), คลอเดน (chlordane), ลินเดน (lindane) ฯลฯ พิษการทำลายของสารเคมีกลุ่มนี้จะครอบคลุม หรือเรียกได้ว่าทำลายแมลงทุกชนิด อันตรายต่อสภาพแวดล้อมและมนุษย์มากเพราะสลายตัวช้า พบตกค้างในห่วงโซ่อาหาร บางชนิดอาจตกค้างได้นานหลายสิบปี ปัจจุบันทั่วโลกหวาดกลัวสารเคมีกลุ่มนี้จนไม่อนุญาตให้ใช้หากไม่จำเป็น

กลุ่มต่อไป คือสารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ รู้จักกันในชื่อมาลาไธออน (malathion) เฟนนิโตรไธออน (fenitrothion) ฯลฯ พิษสภาพของ สารเคมีรุนแรงกลุ่มนี้สามารถล้างเผ่าพันธุ์ แมลงและสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด แต่สารในกลุ่มนี้จะย่อยสลายเร็วกว่า ออร์กาโนคลอไรน์ คาร์บาเมต ที่มีคาร์บาริลเป็นองค์ประกอบสำคัญ รู้จักกันดีในชื่อ คาร์บาริว (carbaryl) เบนไดโอคาร์บ (bendiocarb) ฯลฯ ข้อดีของกลุ่มนี้ คือ มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน้อยกว่าสารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ

กลุ่มสุดท้าย คือ สารสังเคราะห์ไพรีทอย สกัดได้จากพืชไพรีทรัม สารเคมีในกลุ่มนี้มีความเป็นพิษต่อแมลงสูง แต่มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นไม่มาก ซึ่งก็น่าแปลกที่สารชนิดนี้ดูเป็นมิตรกับมนุษย์เรามากที่สุดแต่กลับมีราคาแพง เกษตรกรจึงไม่นิยมใช้ ชื่อที่รู้จักกันดีคือเดลตาเมธริน (deltamethrin) เพอร์เมธริน (permethrin) เรสเมธริน (resmethrin) ฯลฯ ด้านสารเคมีกำจัดวัชพืช แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ พวกที่มีพิษทำลายไม่เลือกกับที่ทำลายเฉพาะกลุ่ม สารที่ทำลายไม่เลือก พาราควอท (Paraquat) กลุ่มที่ทำลายเฉพาะกลุ่มหรือตามที่พิษระบุลักษณะของวัชพืช คือ พวกแอทราซิน (atrazine) นอกจากนี้ยังมีสารกำจัดเชื้อรา กลุ่ม Dimethey dithiocarbamates (Ziram, Ferbam, Thiram) มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Acetaldehyde dehydrogenase กลุ่ม Ethylenebisdithiocarbamates (Maneb, Mancozeb, Zineb) กลุ่มนี้ เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ กลุ่ม Methyl mercury ดูดซึมได้ดีทางผิวหนังและมีพิษต่อระบบประสาท กลุ่ม Hexachlorobenzene ยับยั้งเอนไซม์ Uroporphyrinogen decarboxylase มีพิษต่อตับ ผิวหนัง ข้อกระดูกอักเสบ กลุ่ม Pentachlorophenol สัมผัสมากๆ ทำให้ไข้สูง เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ววิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ระบุว่า แต่ละปียังพบตัวเลขการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเกษตรกรยังมีความเชื่อว่า การใช้สารเคมีการเกษตรช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง และผลลัพธ์ที่ย้อนกลับมาหามนุษย์ก็คือ ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศการเกษตร

มีงานวิจัยที่พบว่าแมลงศัตรูพืชหลายชนิดพัฒนาภูมิต้านทานเมื่อมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งใช้สารเคมีปราบ ศัตรูพืชก็ยิ่งต้านทาน ประกอบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซ้ำๆ ต่อเนื่อง ไม่มีวงจรพืชอื่นที่เป็นเสมือนระบบนิเวศในสมดุลผลที่ตามมา คือ ทำให้เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดสร้างความเสียหายนับล้านไร่ วัฏจักรเดิมที่เพลี้ยชนิดนี้เคยระบาด 10 ปี/ครั้ง ระบาดระยะสั้นเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อมีการใช้ยาฆ่าแมลงปราบและหยุดการระบาดไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เพลี้ยกระโดดคาดการณ์ได้ยากขึ้น

นอกจากไม่สามารถควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้แล้ว สารเคมีจะเข้าไปทำลายแมลงที่มีประโยชน์ในนาข้าว อาทิ มวนดูดไข่ มวนจิงโจ้น้ำ ด้วงเต่า ด้วงดิน จิ้งหรีดหนวดยาว ตั๊กแตนหนวดยาว แมลงปอเข็ม แมลงวันตาโต แมงมุมหลากชนิด แมลงเต่าทอง และแตนเบียน ซึ่งแมลงเหล่านี้จะมีส่วนช่วยรักษาสมดุลให้หายไปจากระบบนิเวศอีกด้วย

ยังมีงานวิจัยที่ระบุอีกว่า เพียง 50 ปีที่เริ่มมีการใช้สารเคมี ส่งผลให้แมลงศัตรูพืชมากกว่า 400 ชนิดพัฒนาภูมิต้านทานยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆ ซึ่งทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่เข้มข้นมากขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้ยาฆ่าแมลงชนิดใหม่ เช่น ในกรณีของหนอนเจาะสมอฝ้าย ในช่วงเริ่มต้นในปี 2503 ที่มีการใช้สารดีดีทีเพื่อฆ่าหนอน จะใช้สารดีดีทีเพียง 0.03 มิลิกรัม/น้ำหนักตัวของหนอนหนึ่งกรัม แต่เพียง 5 ปีหลังจากนั้น ต้องเพิ่มปริมาณเป็น 1,000 มิลลิกรัม จึงจะทำให้หนอนตายได้ ซึ่งหมายถึงเกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น แต่ผลก็คือแมลงศัตรูพืชก็จะเร่งการวิวัฒนาการให้สามารถต้านทานสารเคมีการเกษตรได้อย่างคาดไม่ถึง

ท้ายที่สุดสารเคมีจะไม่ปนเปื้อนเฉพาะในพืชผัก หรือปศุสัตว์ แต่จะลุกลามไปฝังตัวอยู่ในสภาพแวดล้อม กลายเป็นวงจรเวียนวนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยจากรุ่นสู่รุ่น ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์ผู้ที่เลือกใช้มันเอง

วิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาได้สุ่มตรวจตัวอย่างพืชผักแล้วพบมีสารพิษตกค้างดังกล่าว 40% ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้ผลิตสารเคมีกำหนดว่าต้องไม่เกิน 3% เมื่อตรวจเลือดเกษตรกรและผู้บริโภคก็พบว่ามีสารตกค้างในเลือดถึง 34-35% ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความหละหลวมในการกำกับดูแล เราไม่แบนสารเคมีบางชนิด นโยบายการเกษตรของเราเอื้ออำนวยให้ผู้ผลิตสารเคมีอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร มากกว่าจะคำนึงถึงสุขภาพของประชาชน ทั้งที่ทราบดีว่าสารเคมีไม่ได้ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

 

เลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458447

เลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

โดย…วราภรณ์

คนรักสุขภาพ นอกจากให้ความสำคัญในการเลือกรับประทาน และการออกกำลังกายที่เหมาะสมแล้ว เทรนด์ยอดฮิตอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ เป็นเคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

อิสตรี ประจญศานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) เผยว่า การดื่มน้ำสะอาดเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะน้ำมีประโยชน์และความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติก็จะยิ่งเพิ่มประโยชน์เพราะคุณค่าน้ำแร่ธรรมชาติอุดมไปด้วยแร่ธาตุ 7 ชนิด อย่างเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟลูออไรด์ โซเดียม ไบคาร์บอเนต ซัลเฟต เป็นต้น

ปริมาณแร่ธาตุจะขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำนั้นๆ โดยแหล่งกำเนิดน้ำแร่ธรรมชาติที่ดีที่สุดควรมาจากแหล่งน้ำใต้ดินแบบปิด (Confined Aquifer) ซึ่งเป็นชั้นน้ำใต้ดินลึกกว่า 1,000 ฟุต ที่ผ่านการกรองโดยธรรมชาติเป็นเวลานานจึงทำให้ปราศจากสารปนเปื้อน น้ำแร่ธรรมชาติที่อยู่ในชั้นนี้จึงมีคุณภาพดี สะอาด และมีแร่ธาตุที่สมดุล

น้ำแร่ธรรมชาติ นอกจากมีแร่ธาตุที่ร่างกายของเราต้องการในแต่ละวันแล้ว ยังช่วยอะไรได้อีก…

1.ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันด้วยแคลเซียมแมกนีเซียม และฟลูออไรด์

2.ช่วยในการปรับสภาวะสมดุลร่างกาย โดย โพแทสเซียม ซึ่งทำงานร่วมกับโซเดียมในการรักษาสมดุลของเกลือแร่ ความเป็นกรด-ด่างของร่างกาย ช่วยให้การทำงานของระบบหลอดเลือดหัวใจเป็นไปอย่างปกติ ควบคุมระดับความดันโลหิตป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

3.ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบร่างกายด้วยแร่ธาตุอื่นๆ อย่างไบคาร์บอเนตที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของแคลเซียมและแมกนีเซียมในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และซัลเฟตซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกรดอะมิโนที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีนที่จำเป็นในร่างกาย

การเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งไอเดียดีๆ สำหรับคนรักสุขภาพที่สามารถดื่มทดแทนน้ำปกติได้ในแต่ละวัน หรือจิบระหว่างการออกกำลังกาย ทุกๆ 10-15 นาที เพื่อทดแทนการเสียน้ำ

เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองจากภายในแบบง่ายๆ แต่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

 

รักษาข้อเท้าพลิกด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458202

รักษาข้อเท้าพลิกด้วยตัวเอง

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สาวๆ ที่ใส่รองเท้าส้นสูงคงมีประสบการณ์เรื่องนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นควรทำอย่างไร สาวๆ อยากรู้ตามมาเลย

1.ห้ามเคลื่อนไหวบริเวณที่เกิดการพลิกโดยเด็ดขาด ควรหาไม้มาวางประคบแล้วใช้เชือกพันเป็นเฝือก จากนั้นไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล

2.หากข้อเท้าพลิกแบบไม่รุนแรง ใช้น้ำแข็งประคบ 20-30 นาที เพื่อลดบวม

3.ห้ามใช้ยาหม่องหรือน้ำมันมวย ห้ามบีบนวดเพราะจะกระตุ้นการอักเสบ

4.ใช้ผ้ายืดพันจากบริเวณเท้าขึ้นมาเหนือข้อเท้าข้างที่พลิก อย่าพันแน่นเกินไป จะลดบวมได้

5.ถ้าปวดมาก กินยาแก้ปวด หลีกเลี่ยงการวิ่ง ช่วงนี้ใส่รองเท้าส้นเตี้ยไปก่อน

6.พ้น 48 ชั่วโมงไปแล้ว ให้ประคบร้อนสลับเย็น

7.ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ไปพบแพทย์

แค่นี้เองเทคนิคง่ายๆ ที่สาวๆ ผู้รักการใส่ส้นสูง จะใช้รับมือกับการ “พลิก” ของข้อเท้าได้

 

โยคะสลายเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458008

โยคะสลายเครียด

โดย…ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่มีแต่ความรีบเร่ง บวกกับการนั่งทำงานที่ออฟฟิศเป็นเวลานานตลอดทั้งวัน ทำให้หลายคนเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จนเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยตามมา ครั้งนี้เราจึงนำ “2 ท่าโยคะสลายเครียด” ที่คุณทำเองที่บ้านได้มาฝาก ลองทำตาม ครูอิ๊อี่-วรวรัย วาริการ ครูสอนหลักสูตรครูโยคะจากลัลลาบายโยคะ สตูดิโอ รับรองว่าช่วยสลายความเครียดได้แน่นอน

ท่าสะพานโค้ง

– นอนหงาย ชันเข่าขึ้น วางเท้าให้ขนานห่างกันเท่ากับความกว้างของสะโพก วางมือข้างลำตัวในท่าเตรียม

ท่าสะพานโค้ง

 

– หายใจเข้า ใช้แรงแขนยกก้น ยกต้นขาด้านหน้า และอกขึ้นสูงหาเพดาน

ท่าสะพานโค้ง

 

– หายใจออก ขยับมือมารองไว้ที่สะโพก พร้อมออกแรงกดฝ่าเท้าลงพื้นแน่นมากขึ้น ดึงต้นขาให้สูงขึ้นกว่าเดิม ผลักหน้าแข้งกลับไปหาลำตัว ยืดขา และเข่าให้ตรง ขยายแผ่นอกให้กว้างออกด้านข้างมากขึ้น

ท่าสะพานโค้ง

 

– หายใจออก ยกปลายเท้าขวาขึ้น พับเข่าหาอกให้มากที่สุด เหยียดขาขึ้นเป็นเส้นตรง 90 องศา ค้างท่าไว้ หายใจเข้า-ออกตามปกติ 10-15 ลมหายใจ

ท่าสะพานโค้ง

 

ประโยชน์

– เพิ่มความแข็งแรงของปอด กล้ามเนื้อหลัง หน้าท้อง ไหล่ แขน และข้อมือ

– บรรเทาอาการปวดหลัง พร้อมกระชับสะโพก ต้นขา และหน้าท้อง

– ช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดอาการซึมเศร้า

ท่าขาพาดผนัง

– ขยับตัวนั่งให้สะโพกขวาชิดผนัง แล้วขยับตัวนอนลง ดันกระเบนเหน็บเข้าหากำแพง กระดูกก้นกบตั้งฉากกับผนัง

ท่าขาพาดผนัง

 

– หายใจเข้า โน้มตัวลงพื้น ยืดขาขึ้นไปพิงบนผนัง ตั้งส้นเท้าทั้งสองข้างให้กว้างเท่าไหล่ จากนั้นยกสะโพกขึ้นสูงเพื่อสอดหมอนไปที่ส่วนล่างของสะบัก

ท่าขาพาดผนัง

 

– หายใจออก ค่อยๆ ปล่อยแนวของกระดูกสันหลังทั้งหมด ศีรษะ และไหล่ราบลงพื้น ขยับแขนกว้างในระดับไหล่หงายฝ่ามือขึ้น แล้วนำผ้าห่มที่พับแล้วมาหนุนไว้ใต้ศีรษะเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย จากนั้นนำถุงทรายมาวางไว้บนฝ่าเท้าเพื่อเสริมให้การยืดเหยียดร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระดับลึก และนำผ้าขนหนูมาปิดที่ดวงตา เป็นการเปิดรับพลังลมปราณจากลมหายใจที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย จากการค้างท่าหายใจลึกๆ 3-5 นาที เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

ท่าขาพาดผนัง

 

– กรณีไม่มีอุปกรณ์ใดๆ สามารถผ่อนคลายร่างกายในท่าได้เช่นกัน ด้วยการยืดขาขึ้นไปพิงบนกำแพง ปล่อยส้นเท้าแยกออกเท่ากับความกว้างของสะโพก ปล่อยแนวของกระดูกสันหลัง ศีรษะ และไหล่ราบลงกับพื้น ขยับแขนกว้างๆ หงายฝ่ามือขึ้นข้างลำตัว

ท่าขาพาดผนัง

 

– สามารถใช้อุปกรณ์ในบ้านทดแทนได้ อาทิ ผ้าห่ม หมอนข้าง ผ้าขนหนู สมุดโทรศัพท์ ฯลฯ

ประโยชน์

– ช่วยผ่อนคลายและพักกล้ามเนื้อขา เวลาเดินหรือยืนเป็นเวลานาน

– ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

– แก้ปัญหาโรคนอนไม่หลับ ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจได้ดี

 

Ardha Padma Ustrasana (Camel pose in Half Lotus)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457817

Ardha Padma Ustrasana (Camel pose in Half Lotus)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ตระกูลท่า กลุ่มแอ่นหลัง (Backbending) จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ดี เพราะระบบประสาทอัดแน่นกันอยู่ที่ไขสันหลัง แต่กลุ่มท่าอูฐหลายคนฝึกแล้ว มักบอกว่ามึนศีรษะ ถ้าคุณไม่ได้เป็นไมเกรน ความดันโลหิตสูง หรือ ต่ำ เวลาคลายท่ากลับมานั้นต้องทำให้ช้าที่สุด คุมลมหายใจ และต้องคลายแก้ท่าด้วยท่าเด็กหมอบ

ทุกครั้ง ครูมักจะแนะนำให้ตอนคลายท่า ค่อยๆ ยกศีรษะขึ้นมาก่อน แต่ยังไม่เอาหลังขึ้นมา จากนั้นกำหนดลมหายใจ ค่อยๆ หย่อนก้นลงที่ส้นเท้าช้าๆ แล้วค่อยก้มกราบ เด็กหมอบ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฝึกท่าอูฐมาก่อนยังไม่แนะนำให้ทำเวอร์ชั่นนี้ สำหรับคนที่มีปัญหาความดัน และไมเกรน อาจงดฝึกท่านี้หรือระวังเป็นพิเศษ อยู่ภายใต้การดูแลของครูฝึก

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งในท่าวัชระ ก้นนั่งทับส้นเพื่อเตรียม

 

2 เท้าซ้ายซ้อนขึ้นมาบนต้นขาขวาใกล้ขาหนีบที่สุด เท้าจะได้ไม่หลุด เช็กตำแหน่ง ของเข่า ให้ความกว้าง ให้ตรงกับสะโพก

 

3 ยกลำตัวขึ้น มือขวาจับช้อน ฝ่าเท้าซ้าย หายใจเข้า แอ่นหลัง วาดมือซ้ายไปด้านหลัง ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เวลาคลายค่อยๆ ยกศีรษะกลับขึ้นมาช้าๆ หย่อนก้นลงพื้น

 

4 พักในท่าเด็กหมอบสักครู่ แล้วลองทำสลับข้าง

 

‘หลงลืม-มือสั่น-ละเมอ’ เสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457816

‘หลงลืม-มือสั่น-ละเมอ’ เสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

“ท้องผูกก็เป็นส่วนหนึ่งของโรคพาร์กินสันด้วยหรือ”

“ถ้าผมเป็นโรคพาร์กินสันจริง ลูกผมมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันหรือเปล่า”

“ทำไมพ่อผมมีปัญหาหลงลืมก่อนมือสั่นแล้วหมอบอกว่าพ่อผมเป็นโรคพาร์กินสันเทียม”

เป็นคำถามที่แพทย์มักถูกถามบ่อยๆ เมื่อมีผู้ป่วยคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคพาร์กินสันครั้งแรก ไม่น่าแปลกใจที่ตัวผู้ป่วยหรือคนรอบข้างจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคพาร์กินสันที่ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่ทำให้หายขาดจากโรค และตัวคนไข้จะต้องยอมรับที่จะอยู่กับโรคไปตลอดชีวิต ดังนั้นเราควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันเพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตัวเอง

พญ.ณัฎลดา ลิโมทัย อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า โรคพาร์กินสันหรือโรคสันนิบาต คือ โรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Motor Symptoms) ทั้งอาการสั่นซึ่งอาจพบบริเวณใบหน้า มือหรือขาก็ได้ อาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็งหรืออาการเคลื่อนไหวช้า ซึ่งอาการเหล่านี้มักเริ่มครึ่งซีกก่อน เมื่อเป็นมากขึ้นจึงกระจายเป็นทั้งสองด้าน ดังนั้นจึงมีคนไข้จำนวนหนึ่งมักถูกสงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ

สิ่งที่ช่วยแยกได้ดี สำหรับสองโรคนี้ คือ ระยะที่เริ่มเป็นนั้นเป็นเฉียบพลันหรือค่อยๆ เป็น นอกจากนี้ยังมีท่าเดินที่ผิดปกติมักเดินซอยเท้า การทรงตัวที่ไม่ดี หรือแม้กระทั่งปัญหาการหกล้มบ่อยๆ ล้วนเป็นอาการนำที่พาผู้ป่วยมาพบแพทย์

แต่แท้จริงแล้วโรคพาร์กินสันยังมีอาการในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Non-motor Symptoms) ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าอาการเหล่านั้นมีสาเหตุเกิดจากโรคพาร์กินสัน ยกตัวอย่างเช่น การนอนละเมอ (พูดหรือออกท่าทางที่ตอบสนองต่อความฝันขณะนอนหลับ บางรายถึงขนาดทำร้ายร่างกายของคนที่นอนร่วมเตียง) ปัญหาการปวดตามร่างกาย หรือปัญหาของระบบประสาทอัตโนมัติโดยเฉพาะอาการท้องผูก อาการเหล่านี้อาจพบเป็นอาการนำก่อนที่จะเริ่มพบอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหวหรืออาการสั่นมาก่อนหลายปีก็ได้

นอกจากนี้ ยังพบลักษณะของสมองเสื่อมหรือความจำไม่ดีที่เกี่ยวข้องกับโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย โดยความจำเสื่อมชนิดนี้มีสาเหตุและอาการแสดงที่แตกต่างกับโรคความจำเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์อีกอาการหนึ่งที่ไม่ควรลืม คือ อารมณ์ที่ผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลมากเกิน บางคนคิดว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรับรู้ว่าตนเองเป็นโรคที่ร้ายแรง

แต่ปัจจุบันมีการศึกษามากมายในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่แสดงให้เห็นว่าอาการผิดปกติทางอารมณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตัวโรคพาร์กินสันเอง นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายพูดน้อยลงหรือดูว่าขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมหรือกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำในอดีต อาการทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรคพาร์กินสัน แต่เป็นอาการที่พบได้บ่อยและสามารถรักษาได้

ดังนั้น ผู้ป่วยหรือคนในครอบครัวไม่ควรที่จะลืมสำรวจอาการเหล่านี้และบอกกับแพทย์ของคุณเมื่อได้รับการตรวจ และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทราบอย่างยิ่ง คือ การดำเนินโรคของโรคพาร์กินสัน เมื่อแพทย์รักษาผู้ป่วยผ่านไประยะหนึ่งซึ่งเป็นระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาดีมาก บางคนเหมือนกลับมาเป็นปกติ เรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า Honeymoon Period ซึ่งอาจกินระยะเวลาหลายปี ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะการตอบสนองต่อยาไม่สม่ำเสมอ เช่น ยาหมดฤทธิ์เร็วก่อนมื้อต่อไป (Wearing off) การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ได้หรืออาการยุกยิก (Dyskinesia) เป็นต้น ซึ่งการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความยากไม่แพ้การรักษาเริ่มต้นเลย

อย่างไรก็ตาม การรักษาใดที่ทำให้หายขาดจากโรคเลย คำตอบ คือ ยังไม่มีการรักษาใดที่จะทำให้สมองที่เสื่อมส่วนนั้นกลับมาทำงานได้ปกติเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับการรักษาเพื่อบรรเทาอาการหรือแม้กระทั่งการรักษาเพื่อชะลอการดำเนินโรค ทั้งยาทดแทนสารโดปามีนหรือวิทยาการรักษาใหม่ๆ เช่น การให้ยาในรูปแบบเจลเข้าสู่ลำไส้เล็กบริเวณที่ดูดซึมยา หรือการผ่าตัดสมองส่วนลึกเพื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เป็นต้น

 

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา เตือนโรคแทรกซ้อนจากไอกรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457815

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา เตือนโรคแทรกซ้อนจากไอกรน

สัปดาห์นี้ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ออกมาเตือนให้ระวังโรคไอกรน ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและพบมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบผู้ป่วยมากขึ้น สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ จาม และสัมผัสเชื้อโดยตรงจากผู้ที่ป่วย โดยผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหากได้รับเชื้อมีโอกาสเกิดโรคสูงถึง 90%

ทั้งนี้ จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบว่า ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน แต่ไม่ได้เป็นวัณโรคและโรคหืด ตรวจพบเชื้อไอกรนถึง 19% ซึ่งระยะฟักตัวของโรคไอกรนจะใช้เวลาประมาณ 6-20 วัน หากสัมผัสเชื้อเกิน 3 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการ ก็แสดงว่าไม่ติดโรค โดยอาการของโรคไอกรนมี 3 ระยะ คือ ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ลักษณะอาการคล้ายกับเป็นหวัดธรรมดา อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย และเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

ระยะที่สอง จะเริ่มมีอาการไอถี่ๆ รุนแรงติดต่อกันตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไป จากนั้นผู้ป่วยจะหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงวู้บ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า โรคไอกรน หากเกิดกับเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจทำให้มีอาการหยุดหายใจ หน้าเขียว และอาเจียนร่วมด้วย ระยะนี้จะมีอาการนานประมาณ 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น และระยะฟื้นตัว อาการไอจะค่อยๆ ลดลง หากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะหายไปในเวลา 6-10 สัปดาห์

“สำหรับภาวะแทรกซ้อนของโรคไอกรนอาจมีความรุนแรงจนจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิต ได้แก่ โรคแทรกซ้อนทางระบบหายใจที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก นอกจากนี้ ยังมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการชัก เกร็ง หรือซึมลงด้วย โดยควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ จึงได้แนะนำให้วัคซีนป้องกันไอกรนในเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ที่อยู่ร่วมกันกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโรคไอกรนในเด็กทารกที่มีภาวะแทรกซ้อน และอัตราการตายสูง” นพ.สุพรรณ กล่าว

คุณหมอสุพรรณ บอกอีกว่า การรักษาผู้ป่วยโรคไอกรนในระยะแรกสามารถใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดความรุนแรงของโรค และถ้าให้ยาปฏิชีวนะหลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการไอแล้วอาจไม่ค่อยมีผลดีต่อการดำเนินโรคแต่จะช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไอกรนควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นทำให้มีอาการไอมากขึ้น เช่น ฝุ่นละออง ควัน อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรค