เทียบการศึกษาเด็กไทย-ฟินแลนด์ เมื่อความเร่งรีบให้ผลลัพธ์อันแตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 14:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457416

เทียบการศึกษาเด็กไทย-ฟินแลนด์ เมื่อความเร่งรีบให้ผลลัพธ์อันแตกต่าง

ส่องระบบการศึกษาและเลี้ยงดูเด็กของฟินแลนด์ ที่ใช้เวลาในห้องเรียนน้อย แต่การวัดผลกลับกลายเป็นว่าเด็กของเขาฉลาดที่สุดในโลก

ในปี 2559 เด็กไทยมีความฉลาดทางด้านสติปัญญาหรือ IQ รั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน และอยู่ต่ำกว่าระดับมาตรฐานสากล มีการตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการใช้เทคโนโลยีมากจนเกินไป ทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางด้านความคิดและการสื่อสาร และยังอาจะส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์อีกด้วย ซึ่งพัฒนาการทั้งสองด้าน นอกเหนือจากที่เด็กแต่ละคนจะได้รับมาจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การศึกษา รวมถึงโภชนาการที่สมบูรณ์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งจะช่วยพัฒนาและส่งเสริมในการสร้างสมองรับอนาคตได้

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อาจารย์พิเศษด้าน Intercultural Communication ซึ่งเคยศึกษาและมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศฟินแลนด์ ให้ความเห็นว่า “โลกปัจจุบันหมุนเร็วมากและติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายมาก ดังนั้นเด็กไทยจึงต้องมีความรู้พื้นฐานทั้งเรื่องภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้เขาต้องมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เพราะเขาจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเยอะเวลาเจอคนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น (Collaboration) และสามารถ สื่อสารสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ชัดเจน (Communication) เด็กไทยวันนี้ไม่ใช่แค่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่ต้องรู้ด้วยว่าถ้าเอาตัวเราไปอยู่ในโลกท่ามกลางคนจากหลายวัฒนธรรม เราต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

เมื่อยกระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์มาเปรียบเทียบกับบ้านเราจะพบว่า ความเร่งรีบในระบบการศึกษามีความต่างกันชัดเจน เด็กวัยเตรียมอนุบาลในฟินแลนด์จะได้เล่นสนุกทั้งวัน ปีนต้นไม้ เล่นขายของ เพราะเชื่อว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กมีความสุข แล้วสมองที่เป็นเหมือนฟองน้ำก็จะเกิดการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวได้เอง ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันในบ้านเราเริ่มหัดอ่านเขียนกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ดังนั้นเด็กฟินแลนด์จึงเป็นเด็กที่ใช้เวลาในห้องเรียนน้อยที่สุดในโลก แต่การวัดผลกลับกลายเป็นว่าเด็กของเขาฉลาดที่สุดในโลก

“การเลี้ยงดูก็เช่นกัน ในวัฒนธรรมไทย พ่อแม่จะเอาตัวเองออกมาจากระบบการศึกษา วางลูกไว้ในความรับผิดชอบของโรงเรียน แล้วรู้สึกว่าหน้าที่เราจบแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ไทยจะยอมลงทุนมหาศาลกับการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียนของลูก แต่ที่ฟินแลนด์เขามองว่าการเรียนรู้และเติบโตเกิดขึ้นได้ทุกที่ ผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์จึงเอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของลูกทุกอย่าง และพ่อแม่ก็จะต้องมีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมนอกหลักสูตรที่จัดขึ้นในโรงเรียนของลูกเสมอ เช่น ร่วมกันจัดทัศนศึกษา เป็นโค้ช เป็นผู้จัดการให้ทีมเบสบอลโรงเรียน ฯลฯ

“อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับเรื่องการสร้างความฉลาดให้แก่เด็กในประเทศฟินแลนด์คือวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งเรียกว่าอยู่ในสายเลือดของเขา โดยสืบทอดจากวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่อย่างแนบเนียน และเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากการที่เด็กเห็นพ่อแม่อ่านหนังสือตลอดเวลา แต่หากพูดถึงการใช้เทคโนโลยีซึ่งหลายกระแสบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับพัฒนาการลดลง โดยภาพรวมผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์มองว่า ขึ้นอยู่กับอายุและการสอนของผู้ใหญ่ว่าเด็กควรใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างไร พ่อแม่ไม่ได้มองว่าเกมมีแต่ข้อเสียเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับวิธีและการนำเกมไปใช้ เช่น ส่งเสริมให้เรียนออกแบบเกม ซึ่งนอกจากเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะมองเห็นโอกาสเหล่านี้แล้ว พ่อแม่เองต้องส่งเสริมทุกเรื่องที่เด็กสนใจและถนัดให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและก้าวไปได้ไกลกว่า คือคนที่พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งต้องมีสมองพร้อมรับทักษะที่หลากหลายและฉลาดรอบด้าน เพื่อสร้างชีวิตที่สมดุลระหว่างความสำเร็จกับความสุข ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาสิ่งเหล่านี้นอกจากจะสามารถส่งเสริมได้จากบ้านและโรงเรียนแล้ว บทบาทของพ่อแม่ในการเตรียมพร้อมด้านโภชนาการเพื่อพัฒนาสมองตั้งแต่สามขวบปีแรกของชีวิตก็สำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

“ถ้าพ่อแม่เข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็ก จะรู้ว่าตอนนี้ลูกของเราขาดทักษะด้านไหนและควรจะเติมอะไร และพัฒนาการทุกด้านจะสมบูรณ์ได้ มาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่เราอาจคาดไม่ถึง เช่น เด็กทำลูกบอลกลิ้งเข้าไปใต้โต๊ะ การคิดว่าเขาจะคลานเข้าไปหยิบ เรียกคนอื่นมาช่วยหยิบ หรือไปเอาไม้กวาดมาเขี่ยลูกบอลออกมา ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาสมองในส่วนการคิดวิเคราะห์ฉับไว ความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือแบ่งปัน และการสื่อสารเฉียบคม ซึ่งเป็น 4 ทักษะแห่งอนาคตที่สำคัญ และเด็กๆ จะขาดทักษะทั้งหมดนี้ไปถ้าหากมัวแต่นั่งเล่นหน้าจอต่างๆ หรือถ้าพ่อแม่ไปจำกัดทางเลือกโดยคิดทุกอย่างไว้ให้ล่วงหน้า หรือทำทุกอย่างให้หมด

“เพราะคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พ่อแม่จึงต้องเตรียมลูกให้รอบด้าน คือเปิดโอกาสให้ลูกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ได้จำเป็นต้องหาเงินเยอะๆ มาส่งลูกไปเรียนพิเศษ เพราะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็กจริงๆ มีอยู่ไม่กี่เรื่องคือ ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง การแก้ปัญหา การปรับตัวเข้ากับผู้คนและสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการสื่อสาร และสามารถที่จะควบคุมตัวเองให้ได้ในทุกสถานการณ์ ถ้าพ่อแม่สามารถเลี้ยงลูกให้ฉลาดคิดและฉลาดทำได้ เด็กก็จะสามารถเติบโต พัฒนา และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

“และปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนาทักษะทุกด้านโดยเฉพาะ 4 ทักษะแห่งอนาคตมาจากพื้นฐานการพัฒนาสมองที่สมบูรณ์ ดังนั้น โภชนาการก็สำคัญ การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาสมองได้อย่างครอบคลุม ยกตัวอย่างสารอาหารบางชนิด เช่น กรดไขมันจำเป็นอย่าง DHA ที่ได้รับจากปลาทะเลอย่างทูน่าหรือแซลมอน หรือปลาน้ำจืดที่มีไขมันเยอะอย่างปลาดุก ปลาสวาย หรือปลาสลิด ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้สมองของลูกพร้อมสำหรับการพัฒนาทักษะอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วในอนาคต”

ยิ่งเซลล์สมองมีการเชื่อมต่อมากขึ้นและเร็วขึ้นเท่าไร พัฒนาการทางสมองของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยทางการแพทย์ที่พิสูจน์แล้วว่าดีเอชเอในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง พัฒนาระดับสติปัญญา การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญของเด็กได้ ช่วยให้เด็กยุคใหม่สามารถเติบโตและก้าวทันโลกได้อย่างสมบูรณ์และมีความสุข

 

โฮลเกรนมีดีกว่าแค่ช่วยคุมน้ำหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457093

โฮลเกรนมีดีกว่าแค่ช่วยคุมน้ำหนัก

โดย…พุสดี

คนรุ่นใหม่หันมาดูแลตัวเองด้วยการเลือกบริโภคสิ่งที่ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปน้อยที่สุดมากขึ้น ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “โฮลเกรน” หรือ “ธัญพืชเต็มเมล็ด” กลายเป็นคำคุ้นหูที่หลายคนคุ้นเคยไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่เห็นได้จากกระแสการตื่นตัวที่หลายๆ ประเทศ ต่างให้ความสำคัญและชักชวนให้ผู้คนหันมาบริโภคโฮลเกรนอย่างจริงจัง แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังมีผู้คนอีกมากที่เข้าใจผิดคิดว่าโฮลเกรนจะช่วยควบคุมน้ำหนัก เพื่อการมีรูปร่างที่ดีแต่เพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วคุณประโยน์ของโฮลเกรนนั้นมีอีกมากมายที่หลายคนยังไม่รู้

ในงาน “ไขความลับโฮลเกรน ธัญพืชเต็มเมล็ด คุณประโยชน์จากซีเรียลสู่อาหารเช้าสุขภาพของครอบครัว” เจ ดูรูแคน ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการประจำภูมิภาคและฝ่ายกิจการภายนอกซีเรียล พาร์ทเนอร์ส เวิลด์ไวลด์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโฮลเกรนว่า ธัญพืชที่จะเรียกว่าเป็น “โฮลเกรน” ต้องเป็นเมล็ดธัญพืชที่ไม่ได้ถูกขัดสีและต้องมีส่วนประกอบครบทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ 1.เยื่อหุ้มเมล็ด ซึ่งเป็นส่วนเปลือกนอกสุดของเมล็ดธัญพืช อุดมไปด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินบี และแร่ธาตุต่างๆ 2.เนื้อข้าว เป็นส่วนของเมล็ดธัญพืชที่ใช้ทำเป็นแป้งสีขาว และ 3.จมูกข้าว มีส่วนที่เล็กที่สุด แต่มีสารอาหารมากมาย เช่น โปรตีน วิตามินบีและอี สารต้านอนุมูลอิสระ และไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

ด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วนทั้ง 3 ส่วนนี้ ทำให้โฮลเกรนอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ มากกว่าเมล็ดธัญพืชทั่วไปที่เมื่อถูกขัดสี เพื่อให้เป็นสี “ขาว” เช่น แป้งสีขาว และข้าวขาว จะเหลือเพียงแค่ส่วนกลางของเมล็ดหรือเนื้อข้าวเท่านั้น

“ที่ผ่านมาโฮลเกรนเป็นหนึ่งตัวเลือกของอาหารเช้าที่ดีที่ได้รับความนิยมสำหรับบาลานซ์ ไดเอท โปรแกรม หรือแนวทางการปรับสมดุลภาวะโภชนาการของร่างกาย เนื่องจากมีไฟเบอร์สูง อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม และแร่ธาตุต่างๆ อย่างไรก็ตามนอกจากโฮลเกรนจะตอบโจทย์คนที่ต้องการคุมน้ำหนัก อีกคุณประโยชน์ที่หลายคนมองข้ามไปคือ สารอาหารมากมายที่อุดมอยู่ในโฮลเกรน ยังเป็นขุมพลังชั้นดีสำหรับเด็กวัยเรียนในการเลือกเป็นอาหารมื้อเช้า รวมทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงในผู้ใหญ่”

ข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกพบว่า การบริโภคโฮลเกรนที่มากขึ้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วนได้จากการเปรียบเทียบผู้ที่ไม่เคยบริโภค หรือแทบจะไม่ได้บริโภคโฮลเกรนกับผู้ที่บริโภคโฮลเกรนสม่ำเสมอวันละ 48-80 กรัม พบว่ากลุ่มที่บริโภคโฮลเกรนจะลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 21% ลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบลง 14% ลดการตายจากโรคเบาหวานลง 43% และช่วยลดปัญหาโรคอ้วน เพราะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาวอีกด้วย

เคล็ดลับเลือกโฮลเกรนคุณภาพ

นักโภชนาการสาวแนะนำว่า สังเกตได้จากฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “โฮล” เช่น โฮลมีล โฮลวีท และโฮลโอ๊ต ฯลฯ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่ามีโฮลเกรนเป็นส่วนผสม ร่วมด้วยการอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยส่วนใหญ่ส่วนประกอบที่แสดงบนฉลากจะเรียงตามปริมาณที่มีในอาหารนั้นจากมากไปน้อย จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่แสดงโฮลเกรน ธัญพืชเต็มเมล็ดเป็นอันดับแรก

“การที่ผลิตภัณฑ์มีบรรจุภัณฑ์สีน้ำตาล ไม่ได้หมายความว่า เป็นโฮลเกรนทั้งหมด รวมถึงข้อความที่ระบุว่า มัลติเกรน หรือมีไฟเบอร์ ก็ไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะทำมาจากโฮลเกรนเสมอไป วิธีที่ดีและง่ายที่สุด คือ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์นั้นทำจากโฮลเกรน หรือมีสัญลักษณ์โฮลเกรนบนบรรจุภัณฑ์”

 

ห่างไกลโรคภูมิแพ้ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456840

ห่างไกลโรคภูมิแพ้ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

โดย…พุสดี

อาการจาม ไอ หรือน้ำมูกไหลเป็นประจำโดยไม่มีสาเหตุ เป็นหนึ่งในอาการของโรคภูมิแพ้ที่คนเมืองต้องเผชิญในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลกและในประเทศไทยเอง มีการเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่สภาพอากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควัน สภาพแวดล้อมการทำงานที่เร่งรีบและเคร่งเครียด

รู้หรือไม่ว่า โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ถ้ามีพ่อและแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เด็กมีโอกาสถึง 50-70% ที่จะป่วยเป็นโรคนี้ เพราะฉะนั้นเด็กที่เข้าข่ายดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่ายและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์ ละอองเกสร และเชื้อราตั้งแต่ขวบปีแรก

สำหรับอาการของโรคภูมิแพ้นั้นจะแตกต่างกันไป แต่ที่พบมากอย่างโรคภูมิแพ้อากาศจะมีอาการจาม คันจมูก คัดจมูก คันเพดานปาก หรือคอ น้ำมูกไหล ขณะที่ภูมิแพ้บริเวณหลอดลมจะมีอาการไอ แน่นหน้าอก หอบ หายใจขัด หรือหายใจเร็ว ส่วนบริเวณผิวหนังจะทำให้มีอาการคัน มีผดผื่นตามตัว ทั้งนี้โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่หายขาดและมีความแปรปรวนสูง บางครั้งอาการอาจจะหายเกือบสนิท แต่ถ้าไม่ดูแลสุขภาพหรือมีสิ่งมากระทบ อาการแพ้ก็อาจจะกลับมาใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ผิวหนังติดเชื้อ เป็นต้น

นอกเหนือจากปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย ควันไฟ และฝุ่นละอองจากแหล่งต่างๆ แล้ว สภาพแวดล้อมภายในบ้านถือเป็นสถานที่
เสี่ยงที่หลายคนมองข้ามไป เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้แทรกตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ของบ้านที่เราอาจจะคาดไม่ถึงและกำจัดได้ยาก อาทิ ไวรัสและแบคทีเรีย เกิดจากความชื้นหรืออับทึบในพื้นที่ภายในบ้านที่แสงแดดส่องไม่ถึง รวมถึงที่สะสมอยู่ตามอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ขนสัตว์

โดยเฉพาะในบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจได้ ละอองเกสร จากการนำต้นไม้ ดอกไม้สด ดอกไม้แห้งไว้ในบ้าน หรือละอองเกสรจากนอกบ้านปลิวเข้ามา หรือติดตามร่างกาย สุดท้ายคือ ไรฝุ่น โดยเฉพาะบนที่นอน เก้าอี้ โซฟา หรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า นุ่น หรือขนสัตว์ จะมีไรฝุ่นสะสมอยู่ภายในจำนวนมาก

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย แนะนำวิธีง่ายๆ ในการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อดูแลตัวเองให้ห่างจากโรคภูมิแพ้ง่ายๆ ด้วยการจัดระเบียบห้องนอนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและรับแสงสว่างจากธรรมชาติ ในส่วนของตัวบ้านต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก

 

Utthita Hasta Padangusthasana C

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 10:30 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456418

Utthita Hasta Padangusthasana C

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สําหรับการฝึกท่าอาสนะยืนทรงตัว ท่านี้เป็นอาสนะที่ท้าทาย การเหยียดขาหน้าไปด้านหน้า ยกสูงเท่าสะโพกและค้างไว้ ทำให้หลายคนเป็นตะคริวกันมาแล้ว เทคนิคที่สำคัญในการฝึกท่านี้ให้ได้ผลดีนั้น ยกขาโดยใช้ข้อต่อสะโพกให้สูงก่อนแล้วขาจะเบาลงและใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องช่วย อย่าเกร็งหน้าขามากเกินไปจะทำให้เกิดตะคริวได้ ค่อยๆ ฝึกบ่อยๆ แล้วลองค้างท่าให้นานขึ้น เวอร์ชั่นนี้ไม่มีการใช้มือช่วยจับนิ้วเท้า ดังนั้นต้องใช้กำลังมากกว่าปกติ

วิธีปฏิบัติ

1 ยืนในท่าภูเขา 2 มือจับ สะโพก หายใจเข้า-ออก

 

2 ยกขาซ้ายขึ้นโดยใช้ข้อต่อ สะโพกยก 2 แขนแนบหู หายใจเข้าออก 10 วินาที

 

3 เมื่อพร้อมแล้วหายใจออก เหยียดขาซ้ายไปด้านหน้า ขาไม่ตกหล่น แล้วลดแขนทั้งสองข้างลงมาแนวฉาก เปิดหน้าอก ยืดลำตัว ค้างไว้ ทรงตัวให้ได้ประมาณ 30 วินาที หายใจเข้า-ออกธรรมชาติ จากนั้นค่อยๆ คลาย วางฝ่าเท้าลงอย่างนุ่มนวล แล้วลองทำสลับข้าง

 

กินหวาน…พาลและดุ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456416

กินหวาน…พาลและดุ!

โดย…พจ.ศศิพัชญ์ อิทธิชัยโฆษิตกุล คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

คนไทยเป็นชนชาติที่ติดการ “กินหวาน” มาแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวก็มีส่วนผสมของน้ำตาล มีรสหวานนำ รวมทั้งขนมหวานแบบไทยๆ ซึ่งมีความหวานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ส่วนประกอบหลักในการทำขนมหวานก็จะใช้น้ำตาลในปริมาณที่มาก

หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่ม คนไทยก็ติดความหวานมัน ไม่ว่าจะเป็นกาแฟเย็น โอเลี้ยง ชาเย็น นมเย็น ทั้งหวานทั้งมันเข้มข้นถึงใจ ยิ่งอากาศร้อนๆ เมื่อได้ดื่มอะไรที่เย็นฉ่ำหวานมัน ก็จะรู้สึกหวานเย็นชื่นใจ

หลังจากดื่มกินอาหารและเครื่องดื่มที่รสชาติหวานๆ เข้าไปแล้ว เคยสังเกตไหมคะ ว่าทำไมจึงยิ่งกระหายน้ำ น้ำลายเหนียวหนืด คอแห้ง ร้อนคอ บางคนอาจจะมีอาการจุกที่หน้าอกหายใจไม่ทั่วท้อง พาลให้เกิดอาการหงุดหงิด ถ้ามีเหตุมากระตุ้นอารมณ์และความร้อนจากภายในร่างกายร่วมด้วย อาจเกิดศึกแห่งความโมโหได้ เรื่องนี้อาจจะละเอียดอ่อนจนยากจะเข้าใจได้ แต่หมอจีนจะมาอธิบายถึงสาเหตุและผลของการดื่มกินความหวานสะท้านไส้ ซึ่งส่งผลกระทบด้านร่างกายและอารมณ์ค่ะ

ขั้นแรกเราต้องมารู้จักกับ “ความหวาน” กันก่อน “ความหวาน” มีฤทธิ์อุ่นไปจนถึงร้อน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของอาหารนั้นๆ และปริมาณความหวานยิ่งหวานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความร้อนมาก แล้วความหวานทำให้โมโหได้อย่างไร? ก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของอาการโกรธโมโหซึ่งก่อกำเนิดเกิดมาจากตับ ตับในทางแพทย์แผนจีนเป็นอวัยวะที่คอยกำกับควบคุมอารมณ์และจิตใจ การไหลเวียนชี่ตับมีทิศทางขึ้น-ลงกระจายเข้าออกตลอดเวลา การไหลเวียนชี่ตับมีความสัมพันธ์กับอารมณ์อย่างมาก ถ้าชี่ตับติดขัดไม่ไหลเวียน ติดขัดเหมือนรถติดบนทางด่วน ก็มักจะเกิดอาการแน่นหน้าอกเจ็บจี๊ดที่ชายโครง อารมณ์จะเก็บกด ใบหน้าเศร้าหมอง พบเจอได้ในผู้ที่ชอบรับประทานของเย็นจัดมากๆ เป็นประจำ เช่น น้ำแข็ง ของแช่เย็นจัด แต่ถ้ากินของหวานที่มีฤทธิ์ร้อนเข้าไปมากๆ จนทำให้ชี่ตับพุ่งขึ้นด้านบนรุนแรงมากเกินไป เหมือนภูเขาไฟที่รอวันจะระเบิด ก็จะทำให้มีอาการปวดหัว หงุดหงิด โกรธ โมโหง่าย แต่ในกรณีที่กินน้ำแข็งปั่น หรือไอศกรีมมีฤทธิ์ทั้งเย็นและหวานคูณ 2 เท่า จึงทำให้เกิดอาการปวดจี๊ดที่ศีรษะ หรือบริเวณแถวๆ หน้าอกอย่างเฉียบพลัน ซึ่งก็เกิดจากสาเหตุข้างต้นทั้งสิ้น

เมื่อรู้สาเหตุที่มาอย่างนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ท่านรู้สึกหงุดหงิด เครียด หรือกำลังโมโหก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะดื่มน้ำหวาน กินไอศกรีม ชากาแฟเข้มข้นหวานเจี๊ยบมาดับอารมณ์นะคะ เพราะมันช่วยได้เพียงแค่ด้านจิตใจในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ลองเปลี่ยนวิธีมาดื่มน้ำอุ่นๆ ชาอุ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาเก๊กฮวย ชาใบเตยหอมๆ มาช่วยคลายเครียดลดความร้อนในร่างกาย จะได้ผลดีมากกว่าค่ะ

 

เสพเรื่องเศร้า สร้างมิตรชิดใกล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 18:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456161

เสพเรื่องเศร้า สร้างมิตรชิดใกล้

ผู้เชี่ยวชาญเผยผลวิจัยพบการรับชมภาพยนตร์-ละครเศร้าเรียกน้ำตาช่วยทำให้คนใกล้ชิดกัน

นอกจากเนื้อเรื่องที่เรียกปฏิกิริยาตอบสนองจากผู้ชมได้มากกว่าเนื้อหาประเภทอื่น วิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ พบว่า การรับชมภาพยนตร์หรือละครเศร้าเรียกน้ำตาทำให้คนใกล้ชิดกันมากกว่า

โรบิน ดันบาร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาวิวัฒนาการของสถาบันชื่อดัง ทดลองแบ่งกลุ่มผู้ชมออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกรับชมภาพยนตร์แนวเศร้า อีกกลุ่มชมรายการสารคดี โดยให้ทั้งสองกลุ่มนั่งพิงกำแพงงอเข่าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนและหลังชมวีดิทัศน์ พบว่ากลุ่มแรกทำท่าดังกล่าวนานกว่าก่อนรับชมถึง 13% ขณะที่กลุ่มหลังน้อยกว่า 5% ซึ่งแสดงถึงผลกระทบของสื่อต่อความรู้สึก นอกจากนี้ แบบสอบถามของผู้ชมภาพยนตร์แนวเศร้า ยังบ่งบอกความผูกพันระหว่างผู้ชมกลุ่มเดียวกันมากกว่าผู้ชมสารคดีด้วย

ทั้งนี้ งานวิจัยพบว่า เรื่องเศร้าทำให้สารเอ็นโดรฟิน ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์และสภาพจิตที่ดี เช่น หัวเราะในร่างกายหลั่งออกมาเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความอดทนต่อความเจ็บปวดใจจากการรับชม และการเล่าเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวของคนในสังคม

ภาพ www.spinsouthwest.com

ที่มา www.m2fnews.com

 

เคล็ด (ไม่) ลับสุขภาพดีแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 18:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456156

เคล็ด (ไม่) ลับสุขภาพดีแบบยั่งยืน

โดย…ภาดนุ ภาพ เอเอฟพี/รอยเตอร์ส

คำกล่าวที่ว่า “สุขภาพที่ดีย่อมอยู่ในเรือนกายที่สมบูรณ์” ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ แต่ก่อนจะมีสุขภาพที่ดีและร่างกายที่แข็งแรงได้นั้น เราก็ต้องใส่ใจตัวเองให้ดีด้วยเช่นกัน ครั้งนี้จึงนำเคล็ด (ไม่) ลับสุขภาพดีแบบยั่งยืน ซึ่งทุกคนสามารถทำได้มาฝาก รับรองว่าถ้าตั้งใจจริงละก็ จุดหมายอยู่ไม่ไกลแน่นอน

-เสริมวิตามิน เพิ่มภูมิคุ้มกัน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมมโมเรียลในนิวฟาวด์แลนด์ พบว่า การกินอาหารเสริมที่ประกอบไปด้วยวิตามิน 18 ชนิด แร่ธาตุหลักและแร่ธาตุรอง ช่วยให้ชายและหญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีสุขภาพสมบูรณ์ สามารถฟื้นฟูความจำระยะสั้น เพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหาความคิดเชิงนามธรรม และมีสมาธิดีขึ้น อาหารเสริมยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จึงลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้กินอาหารเสริม

จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า คนที่กินวิตามินรวมและแร่ธาตุรวมเป็นอาหารเสริมทุกวัน จะสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง และไม่เกิดการไร้ความสามารถหลัก นักวิจัยยังได้คำนวณว่า ทุก 1 เหรียญสหรัฐที่จ่ายให้กับอาหารเสริม ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพลงได้ถึง 28 เหรียญสหรัฐ โดยการป้องกันหรือชะลอความเจ็บป่วย และความเสื่อมของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย

-ปฏิเสธอาหารแปรรูป

เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อเก็บรักษา เช่น แฮม เบคอน ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง แหนม และเนื้อปรุงสำเร็จ ล้วนเป็นแหล่งของโซเดียมไนไตรท์ที่ใหญ่ที่สุดในอาหาร ซึ่งโซเดียมไนไตรท์เป็นวัตถุเจือปนในอาหาร มีคุณสมบัติช่วยตรึงสีของเนื้อสัตว์ให้ดูน่ากินและป้องกันไม่ให้อาหารเน่าเสีย สารเคมีชนิดนี้ยังทำปฏิกิริยากับสารประกอบในอาหารขณะปรุงและสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นสารประกอบชนิดใหม่เรียกว่า ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีอานุภาพอย่างมาก โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับปริมาณไนโตรซามีนที่พบในร่างกาย

-ร่างกายแข็งแกร่ง ทำให้หัวใจแข็งแรง

มีรายงานการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันหัวใจ ปอด และโลหิตแห่งชาติของสหรัฐ เปิดเผยว่า คนวัยหนุ่มสาวที่มีร่างกายแข็งแกร่ง ซึ่งหมายถึงชายที่สามารถวิ่งบนสายพานได้ 10-12 นาที และหญิงที่วิ่งได้ 6-9 นาที จะลดความเสี่ยงในการเกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเกิดโรคหัวใจ ประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับคือ หนุ่มสาวที่แข็งแกร่งจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 50 และมีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่มีร่างกายแข็งแกร่งน้อยกว่า

ทิปส์ : โรคหัวใจจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 1 ใน 3 ของคนทั่วโลก และเป็น 1 ใน 10 ของโรคที่สร้างภาระปัญหาในวงกว้าง แนวทางการแก้ปัญหาที่ท้าทายคือ การใช้กลวิธีกระตุ้นเด็กและวัยรุ่นให้ดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง

-เส้นใยต้านไขมัน

เส้นใยอาหารมีคุณสมบัติในการดูดซับไขมัน อาหารที่มีเส้นใยสูงจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหาร ลดภาระให้ตับและถุงน้ำดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ นิ่วในถุงน้ำดี เบาหวาน เส้นเลือดแข็ง ลำไส้ใหญ่อักเสบ ริดสีดวงทวาร ไส้เลื่อน และเส้นเลือดขอด ร่างกายเราได้ประโยชน์ทั้งจากเส้นใยที่ละลายน้ำและเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ เส้นใยที่ละลายน้ำพบมากในถั่วตากแห้ง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ แอปเปิ้ล ผลไม้ตระกูลส้มและมันฝรั่ง เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำพบมากในธัญพืชชนิดไม่ขัดสี รำข้าวสาลี เมล็ดพืชและเปลือกของผักผลไม้หลายชนิด กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐ จึงแนะนำว่า ทุกคนควรบริโภคอาหารที่มีเส้นใยให้ได้ 25-30 กรัม/วัน

-ผลัดเซลล์ให้ผิวหน้า

ผิวหน้าของคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติทุกๆ 14 วัน จนกระทั่งเรามีอายุ 14 ปี อัตราการผลัดเซลล์ผิวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้หนุ่มสาวมีผิวที่สดใสเป็นประกาย แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น อัตราการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติจะช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งย่างเข้าสู่วัย 25 ปีเป็นต้นไป ผิวก็จะมีการผลัดเซลล์ทุกๆ 28 วัน ซึ่งผลจากการสะสมเซลล์ของผิวที่ตายแล้วนี่เองที่ทำให้ผิวพรรณของเราดูหม่นหมอง

เราจึงควรทำความสะอาด กระชับรูขุมขน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีอัลฟาและเบตาไฮดรอกซีแอซิด (AHA และ BHA) เพราะจะช่วยในกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายอาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีโพลีไฮดรอกซีแอซิด (กรด PHA) เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง เมื่อผิวพรรณดี หน้าตาแจ่มใส ก็จะช่วยให้จิตใจและร่างกายมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วย

 

6 อาหารต้านเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455732

6 อาหารต้านเครียด

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

1.ถั่วเปลือกแข็ง อย่างอัลมอนด์ พิสตาชิโอ วอลนัต กินวันละ 1 กำมือ ได้วิตามินบี ที่ช่วยรับมือกับความเครียดหรือเป็นกังวลได้

2.อโวคาโด อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและโพแทสเซียม ช่วยลดความดันและความกังวลได้

3.ข้าวกล้อง เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต และใยอาหารชั้นเยี่ยม ซึ่งคาร์บจะช่วยให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขที่ชื่อ เซโรโทนินนั่นเอง

4.ผักโขม แมกนีเซียมสูงซึ่งช่วยลดระดับความเครียด หากเราขาดแมกนีเซียมจะทำให้ปวดศีรษะคล้ายไมเกรนและอ่อนเพลีย

5.ปลาแซลมอน มีโอเมก้า 3 มากมาย ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของฮอร์โมนเครียด เพราะทำหน้าที่กักเก็บไม่ให้ความเครียดไหลพุ่งออกมา

6.ส้ม มีวิตามินซีสูง ซึ่งงานวิจัยจากเยอรมนีพบว่าการกินวิตามินซีวันละ 3,000 มิลลิกรัม จะช่วยลดระดับฮอร์โมนเครียดให้กลับมาปกติได้อย่างรวดเร็ว

 

สับปะรด ผลไม้มหัศจรรย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455731

สับปะรด ผลไม้มหัศจรรย์

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เป็นผลไม้มหัศจรรย์ตัวจริง สำหรับ สับปะรด ที่มีคุณประโยชน์จากสารอาหารต่างๆ ได้แก่ วิตามินซี แมงกานีส วิตามินบี 1 โฟเลต ทองแดง วิตามินบี 6 ไฟเบอร์ และวิตามินบี 5 มีเหตุผลดีๆ ที่เราควรรับประทานสับปะรด ผลไม้ที่มีแร่ธาตุ วิตามิน และไฟโตนิวเทรียนท์สูงและช่วยเสริมสร้างสุขภาพของคุณให้ดีขึ้นนี้ด้วย

1.ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น สับปะรดเต็มไปด้วยไฟเบอร์และเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ช่วยในการย่อยอาหาร ในขณะที่เอนไซม์บรอมีเลนช่วยร่างกายย่อยโปรตีนจากอาหาร และบรรเทาโรคท้องร่วง เสียดท้อง และปวดท้อง

2.การบรรเทาอาการหอบหืด สับปะรดมีสารอาหารมากมายที่ช่วยบรรเทาอาการหายใจไม่ทันของผู้ที่มีอาการหอบกำเริบ เนื่องจากมีวิตามินซีสูง และยังสามารถป้องกันการทำลายจากอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

3.ไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ สับปะรดมีบรอมีเลนมากซึ่งช่วยลด CD4 + T lymphocytes ที่เป็นต้นตอของอาการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย การบริโภคสับปะรดเพียงไม่กี่ชิ้นช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดจากโรคเกาต์ โรคข้ออักเสบ และบาดแผลได้

4.เป็นเหมือนยาแก้ไอชั้นดี น้ำสับปะรดให้ประโยชน์ได้ดั่งยาแก้ไอ เนื่องจากสับปะรดสามารถต่อต้าน ไม่ทำให้ร่างกายเกิดอาการอักเสบ โดยมันจะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต่อสู้กับการติดเชื้อ และบรรเทาอาการไอของเราลงได้ นอกจากนี้ เราสามารถใส่น้ำผึ้งเพื่อเพิ่มความชุ่มคอได้อีกด้วย

5.พัฒนาสุขภาพหัวใจ บรอมีเลนทำให้การแข็งตัวของเลือดดี โดยกระตุ้นให้เลือดไหลไปตามหลอดเลือดฝอย หลอดเลือดดำและเส้นเลือดได้ดี ด้วยเหตุนี้มันจึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจวายเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดในสมองได้

6.ทำลายเซลล์มะเร็ง สับปะรดป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระและยังต้านอาการอักเสบได้ ดังนั้น พวกมันลดความเสี่ยงการเกิดเซลล์มะเร็ง โดยบรอมีเลนควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้องอกจึงส่งผลให้ไม่เป็นโรคมะเร็ง

7.แมงกานีสดีต่อผิวและกระดูก ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างแมงกานีสขึ้นมาเองได้ แต่ก็สามารถได้จากอาหารทั่วไปซึ่งสับปะรดก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีแมงกานีสเยอะ มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและเร่งให้บาดแผลหายเร็ว

8.ป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ การรับประทานสับปะรดจึงเป็นผลดี เนื่องจากสับปะรดอุดมไปด้วยประโยชน์ของวิตามินซีที่สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้ และวิตามินซียังเป็นสารต้านออกซิเดชั่นชนิดละลายได้ในน้ำ ลดความเสี่ยงในการเติบโตของโรคร้ายแรงและมะเร็ง

9.ทำให้เหงือกสุขภาพดี วิตามินซีช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของช่องปากและลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบ และ โรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่อยู่รอบๆ ฟัน ไม่ว่าจะเป็น กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และผิวรากฟัน นอกจากนี้ยังช่วยสร้างประโยชน์ของร่างกายเพื่อสู้กับสารพิษและเชื้อแบคทีเรียที่นำมาสู่โรคเหงือกได้

10.ฟอสฟอรัสทำให้กระดูกแข็งแรง สับปะรดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่เต็มไปด้วยฟอสฟอรัสที่ช่วยรักษาสุขภาพฟันและกระดูกให้ดีขึ้น โดยสับปะรด 1 แก้วกาแฟให้ฟอสฟอรัสมากถึง 14 มิลลิกรัม

 

มันเทศช่วยลดน้ำหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455730

มันเทศช่วยลดน้ำหนัก

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายคนคิดว่ามันเทศเป็นอาหารประเภทแป้ง ยิ่งกินยิ่งเพิ่มน้ำหนัก ลองอ่านบทความนี้ดูก่อน จะพบว่ามันเทศกลับกลายเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก เพราะมันเทศมีวิตามินเอสูง ช่วยในเรื่องการมองเห็นได้เป็นอย่างดี มีสารอาหารทรงคุณค่าที่ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินบีส่งผลโดยตรงกับการลดน้ำหนัก วิตามินซี ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงาม และทำให้ร่างกายแข็งแรง

นอกจากนี้ มันเทศยังมีโพแทสเซียม คอปเปอร์ แมงกานีส สารอาหารที่ป้องกันโรคมากมาย รวมถึงโรคมะเร็ง และยังมีเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ ในปริมาณสูงมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว จึงเหมาะมากกับการใช้เป็นอาหารลดน้ำหนัก ในมันเทศ 100 กรัมจะได้แคลอรีประมาณ 90-93 แคลอรี อีกทั้งคนส่วนใหญ่จะกินมันเทศได้ไม่มากนัก เพราะมันเทศมีคุณสมบัติไปฟูในท้องทำให้อิ่มเร็ว มันเทศมีอยู่หลายสี เช่น เหลืองอ่อน เหลืองจัด เหลืองส้ม และสีม่วง ไลโปทวิน ทุกสีจัดเป็นแหล่งรวมวิตามินซี สารอาหาร และเส้นใยอาหาร มีข้อมูลว่า หัวมันเทศชนิดหัวสีเหลือง จัดเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นเยี่ยม วิตามินเอสูง อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัด บอกว่ามันเทศมีประโยชน์ในการลดน้ำหนักได้ โดยให้รับประทานในช่วงเวลา 09.00-11.00 น.

ดร.กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และพิธีกร รายการ You are what you eat จัดให้มันเทศเป็นอาหารลดหุ่นที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ถึง 3 กิโลกรัม แหล่งวิตามินบี 6 ช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารได้มากขึ้น และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการลดน้ำหนัก มันเทศเป็นคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรตซึ่งปล่อยพลังงานช้า มีกากใยมาก ทำให้อิ่มท้องอยู่ได้โดยไม่เพิ่มเอวหรือสะโพก ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง