เคล็ดลับบำรุงสมองแบบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455666

เคล็ดลับบำรุงสมองแบบง่ายๆ

โดย…กันย์

ร่างกายต้องดูแลบำรุง ออกกำ ลังกายเพื่อความแข็งแรง สมองก็เช่นกันต้องหมั่นดูแลบำรุงและออกกำลังสมองด้วยหลักการง่ายๆ ก็คือ หมั่นใช้งาน เพราะสมองที่ไม่ได้ฝึกคิดวิเคราะห์จะเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้เปิดใช้งานบ่อยๆ นานวันเข้าจะเสียเร็ว ดังนั้นต้องรู้จักใช้สมองเรื่อยๆ ทุกวัน ฝึกให้ถูกเวลา สมองก็เหมือนอวัยวะอื่นๆ ที่ต้องการพักผ่อนหลังเวลา 23.00 น.เป็นต้นไป หากไม่พักสมองช่วงเวลาดังกล่าว สมองจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ

หมั่นบำรุงสมอง รับประทานสมุนไพรบำรุงสมอง เรื่อยๆ จะช่วยให้เซลล์ประสาทสมองแข็งแรง ความจำดีแม้อายุจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าเราดูแลสมองถูกวิธีแล้ว ความทรงจำดีๆ จะอยู่กับเราตลอดชีวิตไม่เผลอไผลหลงลืม

 

โรคหัวใจไม่น่ากลัว อยู่ที่ตัวคุณทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 17:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455665

โรคหัวใจไม่น่ากลัว อยู่ที่ตัวคุณทำ

โดย…กันย์

ทราบกันดีว่ามีโรคชนิดต่างๆ เกิดขึ้นหลายโรค และสาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นผลมาจากพฤติกรรมหรือการกระทำของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในสังคม การทำงานหนักจนเกิดความเครียด การรับประทานอาหารไม่เลือก ไม่ครบหมวดหมู่ อาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะในกลุ่มของโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันสูง ความดันโลหิตสูง

พล.อ.นพ.ประวิชช์ ตันประเสริฐ อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหัวใจเป็นโรคที่มีความหมายกว้างมาก และอาการเจ็บป่วยของโรคหัวใจนั้น ก็อาจจะเกิดจากการเจ็บป่วยของโรคอื่นก็เป็นได้ ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น หมายถึงกลุ่มโรคที่มีผลต่อระบบหัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจล้มเหลว โรคหัวใจอักเสบ โคนลิ้นหัวใจรั่ว โรคหัวใจรูมาติก

โรคหัวใจเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบมากและเป็นอันตรายที่สุดคือ อาการหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่นำไปสู่อาการหัวใจวาย ซึ่งแต่เดิมการแพทย์เชื่อว่า เกิดจากการสะสมของไขมันผนังหลอดเลือดจนเกิดการอุดตัน ปัจจุบันที่พบบ่อยมักเกิดจากผนังหลอดเลือดด้านในแตกจนเกิดการสะสมของลิ่มเลือดและนำไปสู่การอุดตันของเส้นเลือดแบบเฉียบพลัน ซึ่งการแตกของผนังหลอดเลือดด้านในนี้ เกิดจากภาวะการอักเสบ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งจากอารมณ์แปรปรวน อาหาร อนุมูลอิสระ ตลอดจนถึงภาวะความร้อนภายในร่างกาย การทำงานของฮอร์โมน การทำงานของประสาทอัตโนมัติ

การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่นั้นควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ แต่ตัวเราเองก็สามารถสังเกตอาการบางอย่างเพื่อสันนิษฐานเบื้องต้นได้เช่นกัน คือ เป็นโรคอ้วน เครียดมากจนเกินไป มีอาการใจร้อน อารมณ์ร้อน รวมถึงภาวะอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่ ส่วนระยะเวลาของการแสดงอาการนั้น จะแสดงออกในระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วิ่ง เดินขึ้นบันได หรือเมื่อโกรธ จะรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอก

อาการเจ็บหน้าอกของโรคหัวใจขาดเลือด จะแตกต่างจากการเจ็บแบบอื่น โดยจะเจ็บแน่นๆ บริเวณหน้าอกด้านซ้ายหรือสองด้าน บางรายจะเจ็บร้าวไปที่แขนซ้าย หรือมีอาการปวดไปถึงกรามคล้ายเจ็บฟัน แม้จะหยุดออกกำลังกายแล้วก็จะยังเจ็บอยู่ นอกจากนี้ยังมีอาการหอบ เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น ขาบวม อาจจะเป็นลม หรือมีอาการวูบร่วมด้วย

การดูแลป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด ป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อารมณ์ การออกกำลังกาย ความจริงการรับประทานเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นกลไกตามธรรมชาติ เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าทุกคนดูแลรักษาตนอย่างดี ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียดจนเกินไป ทานอาหารแต่พอควร เลือกอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอและพอดี โอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจและโรคกลุ่มนี้ก็จะน้อยลง

วิธีนี้เป็นการป้องกันตนเองก่อนที่จะเกิดโรค แต่ถ้าหากเกิดโรคขึ้นมาแล้วการรับประทานยาเป็นประจำ การผ่าตัด การทำบอลลูนขยายเส้นเลือดที่ตีบนั้นเป็นแค่การรักษาตามอาการเท่านั้นไม่ได้ทำให้หายขาดจากโรคนี้ได้เลย การแก้ไขดังกล่าวเป็นการแก้ไขแค่เพียงส่วนเล็กน้อยตรงบริเวณที่เส้นเลือดผิดปกติที่ยาวเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้นไม่ได้แก้ไขส่วนอื่นของเส้นเลือดที่ยาวมากมายที่มีอยู่ทั่วตัวเรา

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตให้ถูกต้อง ทานยาอย่างประจำสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ ทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้ป่วยนั้นต้องกระทำต่อเนื่องและตลอดไป การดำรงพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ดีต่อเนื่องเป็นประจำหลังการรักษาหายจากโรค เพื่อป้องกันการกลับมาของโรคเดิม ดังนั้นทุกคนต้องเริ่มดูแลสุขภาพฟื้นฟูร่างกายชะลอความเสื่อมของหัวใจป้องกันการเกิดโรคหัวใจและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

 

4 สเต็ปควรรู้ ฟิตก่อนไปมาราธอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455309

4 สเต็ปควรรู้ ฟิตก่อนไปมาราธอน

โดย…สมแขก ภาพ… อีพีเอ

การวิ่งระยะไกลไม่ได้จัดว่าเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่ทว่าเป็นการออกกำลังกายเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย และจิตใจตัวเอง มีนักวิ่งหลายคนท้าทายตัวเองด้วยการกระโดดข้ามขั้นตอน ลงวิ่งระยะมินิมาราธอน (10 กม.) เพียงไม่กี่ครั้ง ก็อาจหาญลงแข่งระยะมาราธอน (42.195 กม.) หากฝึกซ้อมไม่พอ ตลอดจนวินัยหย่อนยาน สิ่งที่ตามมาก็คืออาจได้รับบาดเจ็บ ทำให้เข็ดขยาดการวิ่ง และไม่กล้าลงแข่งสนามไหนอีกเลย ดังนั้นมีข้อควรรู้เพื่อฝึกฝนสำหรับการวิ่งระยะไกลให้ได้ประสิทธิภาพ ด้วย 4
ขั้นตอนที่สาวนักวิ่งมาราธอน ปนิตา ตันติวัฒนวัลลภ จากกลุ่มนักวิ่ง 349 มาให้คำแนะนำ

Step 1st พักผ่อนให้เพียงพอ

นักวิ่งระยะไกลจะต้องมีวินัยเริ่มจากการนอนเลยทีเดียว เพราะการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอเป็นปัจจัยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์ พร้อมที่จะทำทุกกิจกรรมตลอดทั้งวัน สาวนักวิ่งที่พ่วงหน้าที่พนักงานออฟฟิศด้วย แนะนำว่า ควรนอนให้ได้อย่างน้อย 5-6 ชั่วโมง เข้านอนให้เร็ว เพื่อที่จะมีพลังในการตื่นเช้าขึ้น เช่น หากพรุ่งนี้ต้องตื่นมาซ้อมวิ่งตั้งแต่ตี 4 ก็ต้องเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม ที่สำคัญ ต้องเป็นการนอนหลับสนิท เพื่อให้ร่างกายคืนความสดชื่น และมีผลให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดี แต่หากคุณไม่จำเป็นต้องวิ่งระยะไกล ก็ลองตื่นให้เช้าขึ้นเพื่อสัมผัสการออกกำลังกายตอนเช้าให้ร่างกายมีพลังงานดีๆ ตลอดทั้งวัน

Step 2nd จัดตารางซ้อมวิ่ง

สำหรับนักวิ่งที่เตรียมตัวลงรายการ ไม่มีใครโหมซ้อมหนักๆ ในวันใกล้แข่ง เช่นเดียวกับนักวิ่งจากกลุ่ม 349 คนนี้ บอกว่า โดยส่วนตัวเธอเลือกซ้อมวิ่งสัปดาห์ละ 3 วัน แบ่งเป็น วันแรกซ้อมวิ่งเร็วเพื่อฝึกกำลังขา วันที่สองซ้อมวิ่งในจังหวะและความเร็วไม่มากนัก แต่เน้นวิ่งสะสมระยะเพื่อให้ร่างกายเคยชินและสามารถวิ่งในระยะไกลได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป ส่วนวันสุดท้ายเป็นการซ้อมวิ่งยาว เทียบเท่ากับการแข่งจริง ซึ่งมักต้องใช้ระยะเวลานาน เธอเก็บไว้ซ้อมยาวไว้เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด หากพบว่ามีอาการบาดเจ็บก็ต้องสังเกตท่าวิ่งตัวเอง ปรับท่าทาง หากไม่หายก็ต้องพัก

Step 3rd ฝึกหายใจ

หลายคนคิดว่าแค่หายใจเข้า-ออก ทำไมต้องฝึก แต่ข้อนี้ถือเป็นหัวใจหลักของการวิ่งระยะไกล แนะว่าร่างกายของคนเราจะสามารถปรับตนเองให้มีวิธีหายใจได้ถูกจังหวะตามธรรมชาติ ไม่ใช่อยู่ๆ อยากแข่งมาราธอนแล้วไปซ้อมไม่กี่วันหรือสัปดาห์ก็จะลงแข่ง สำหรับนักวิ่งมือใหม่ ขอเพียงเริ่มต้นแบบสบายๆ ไม่ต้องจดจ่อว่าจะหายใจถูกหรือผิด เพียงแค่หายใจให้สอดคล้องกับก้าววิ่งไปโดยธรรมชาติ สิ่งที่จะทำให้เราจับจังหวะก้าวขาและลมหายใจของเราได้ดีที่สุด ก็คือการฝึกซ้อมแล้วค่อยๆ สังเกตตนเองให้ต่อเนื่อง จะทำให้คุณเข้าใจรูปแบบหรือจังหวะการผ่อนลมหายใจขณะวิ่งของตนเองได้ในที่สุด ขอเพียงรักษาความเร็วให้พอดีกับลมหายใจ ถ้าเหนื่อยก็ลดความเร็วลง ให้หัวใจเต้นช้าลงแล้วค่อยไปต่อ เท่านี้คุณก็จะวิ่งได้อย่างสบายขึ้น

Step 4th ฝึกคอร์สเทรนนิ่ง

คือเสริมสร้างประสิทธิภาพของตัวเองด้วยการออกกำลังกายอื่นๆ ประกอบกัน นอกจากซ้อมวิ่งอาทิตย์ละ 3-4 วัน โดยแบ่งความหนักเบาแล้ว เวลาที่เหลือก็อย่าปล่อยให้เปล่าประโยชน์ ให้คุณเลือกกีฬาอื่นๆ ที่ชอบเพื่อฝึกให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น บางคนเลือกปั่นจักรยาน โยคะ หรือว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก อาจจะมีบอดี้เวตร่วมด้วย ซึ่งการออกกำลังกายเหล่านี้จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนที่จำเป็นต่อการวิ่งให้แข็งแรงขึ้น หรือดีต่อข้อต่อ ความยืดหยุ่นร่างกาย

การวิ่งช่วยสร้างทั้งกำลังใจ ลดความเครียด โดยเฉพาะการวิ่งระยะยาวๆ ถือเป็นการฝึกสมาธิที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะช่วยฝึกให้ตัดความคิดฟุ้งซ่าน จดจ่ออยู่ที่ฐานกายหรือการเคลื่อนไหวเป็นหลัก หากทำอย่างต่อเนื่องจะค่อยๆ เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทำงานของปอด กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวล คุณต้องไม่ฝืนทั้งร่างกายและจิตใจ วิ่งให้มีความสุขก็จะพาคุณไปได้ไกลขึ้น

 

คลาสโยคะ สำหรับนักฟุตบอลเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455202

คลาสโยคะ สำหรับนักฟุตบอลเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์

โดย…ปอย

โยคะมีคุณมหาศาลต่อผู้ฝึกฝน ช่วยให้คลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้หายจากอาการปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ หลัง ได้ตรงจุด และยังได้ผลลัพธ์ด้านฝึกสมาธิอีกด้วย เดชพล-ทิพย์รัตน์ จันศิริ นักธุรกิจชาวไทยเจ้าของทีมเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์ ซึ่งได้ร่ำเรียนโยคะกับ พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี จึงผุดแนวคิดนำประโยชน์ของศาสตร์โยคะมาใช้พัฒนาศักยภาพแก่นักฟุตบอลทีมนกเค้าแมว ให้พร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจในการลงแข่งทุกสนาม โดยเจ้าสัวเดชพลแห่งไทยยูเนียนโฟรเซ่น มอบหมายให้กูรูโยคะเมืองไทย “ครูเอก” รับหน้าที่ครูโยคะฝึกสอนบรรดานักบอลอย่างจริงจัง

ครูเอก เริ่มภารกิจโกอินเตอร์ฯ ประเทศอังกฤษเพื่อสอนโยคะให้กับสโมสรฟุตบอล เชฟฟีลด์ เวนส์เดย์ ในช่วงเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงก่อนเริ่มซีซั่นการแข่งขันใหม่พอดี

การสอนโยคะให้กับสโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์ เป็นการวางรากฐานให้การฝึกโยคะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตารางการฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬา ครูเอก เตรียมตัวศึกษาเรื่องกีฬาฟุตบอลอย่างรอบด้าน เพื่ออธิบายให้กับนักฟุตบอลและทีมงานสโมสรอีก 4 คน ประกอบด้วย หมอประจำสโมสร นักกายภาพบำบัด โค้ช และผู้ช่วยโค้ช ให้เข้าใจถึงประโยชน์ของการฝึกโยคะที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทีมอย่างเป็นเหตุและผลในเชิงการแพทย์ เช่น ลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อนักฟุตบอลขณะฝึกซ้อมหรือลงสนาม กล้ามเนื้อส่วนไหนทำงานหนักมีอาการตึงอักเสบทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันทำให้ร่างกายไม่กระฉับกระเฉง การเคลื่อนไหวร่างกายและขยับก้าวเดิน การวิ่ง การเตะทำได้ไม่เต็มที่

 

ฝึกควบคุมลมหายใจให้ไม่เหนื่อยหอบง่าย รวมถึงฝึกสมาธิมีสติกับการแข่งขัน แม้จะอยู่ในแมตช์ที่เต็มไปด้วยเสียงรอบข้างจากผู้ชมข้างสนามมากมายหรือสิ่งกวนใจอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นการเปิดใจยอมรับให้ศาสตร์โยคะเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมให้แก่นักกีฬาทุกคน

สำหรับตารางฝึกโยคะให้กับทีมฟุตบอลเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์ ครูเอกวางโปรแกรมไว้ที่ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ โดยการสอนครั้งแรกครูเอกรู้สึกประทับใจมาก เพราะลูกศิษย์นักฟุตบอลให้การตอบรับดี โดยมาร่วมคลาสกว่า 20 คน ซึ่งแต่ละคนเป็นนักฟุตบอลตัวหลักของทีมและตั้งใจทำท่าฝึกกันอย่างมาก

“ผมสังเกตจากความอดทน สงบนิ่งระหว่างทำท่าฝึก และสิ่งสำคัญของการถ่ายทอดความรู้ครั้งนี้ครูต้องใส่ใจในรายละเอียดของแต่ละบุคคล ซึ่งก็เป็นสไตล์การสอนของผมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะกล้ามเนื้อของร่างกาย อาการเจ็บปวดและการคลายออกของกล้ามเนื้อ ครูต้องนำมาปรับเทคนิคการสอนเพื่อถ่ายทอดการฝึกให้เข้ากับทุกคน” ครูเอก พงศ์พิพัฒน์ กล่าว โดยในคลาสโยคะนักฟุตบอล ครูได้สอนโยคะไพรเวทให้กับ เกล็นน์ ลูเฟนส์ กัปตันทีมฟุตบอลเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์

 

“หลังจากจบคลาส จะพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าโยคะจะมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย เช่น ใครมีอาการปวดเมื่อย เจ็บปวดกล้ามเนื้ออยากให้ครูสอนส่วนตัว หรือแบบกลุ่มต่อก็ช่วยเรื่องคลายกล้ามเนื้อได้ ซึ่งวันต่อมามีกัปตันทีมมีปัญหากล้ามเนื้อด้านหลังขามาขอให้สอนส่วนตัว นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ โยคะตอบโจทย์พวกเขาได้ และกัปตันเองก็นำความรู้ที่ได้ฝึกไปบอกต่อกับลูกทีมด้วยครับ”

เพื่อให้นักกีฬามีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่อง ครูเอกวางแผนทุก 2-3 เดือนจะกลับมาดูพัฒนาการของนักกีฬาและสอนต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ซึ่งในระหว่างที่ต้องเดินทางกลับมาสอนให้กับลูกศิษย์ในเมืองไทย ครูเอกได้ไปเข้าคลาสสตูดิโอโยคะต่างๆ ในเมืองเชฟฟีลด์ เพื่อคัดเลือกครูโยคะที่มั่นใจในศักยภาพการสอนให้มาสอนให้นักกีฬาได้ฝึกฝนไม่ขาดช่วงเพื่อสมารถนะที่แข็งแกร่งเต็มร้อย

 

ชุดชั้นในสมัยนี้มีให้สาวๆ เลือกสรรมากมาย แล้วไม่เพียงรู้ใจผู้หญิงแค่รูปทรง การดีไซน์ลวดลายสีสันสวยเท่านั้น ล่าสุดมีการพัฒนานวัตกรรมใช้วัสดุเนื้อผ้าปกป้องรังสียูวีได้อีกด้วย สโรชา ซบินเด้นท์ ผู้บริหารไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าแบรนด์ชุดชั้นในสตรี สล็อกกี้ ซึ่งได้จัดงาน Fashioned to Move เมื่อเร็วๆ นี้ ที่วอเตอร์ การ์เดน เอ็มควอเทียร์ เพื่อแนะการเลือกชุดชั้นในหรือสปอร์ตบราให้เหมาะกับชนิดของการออกกำลังกาย เชื้อเชิญดาราและเซเลบสาวกลุ่มแอ็กทีฟร่วมพิสูจน์นวัตกรรมชุดชั้นในของสปอร์ตเกิร์ล

สโรชา แนะชุดชั้นในที่ดีช่วยปกป้องสรีระ และช่วยกระชับหน้าอกไม่ให้หย่อนคล้อย ที่สำคัญต้องใส่หรือถอดได้สะดวกเนื้อผ้าใส่สบายระบายอากาศได้ดี รวมถึงเวลาเหงื่อออกไม่อับชื้น แห้งเร็ว ใส่แล้วเล่นกีฬาคล่องตัว

ดาราสาวหวานร่างเล็กแต่แอ็กทีฟมาก สุชาร์ มานะยิ่ง เผยว่าอาชีพนักแสดงหุ่นต้องเป๊ะ จึงเข้ายิมทุกสัปดาห์ มีเทรนเนอร์ให้คำปรึกษาทั้งการวิ่งให้ร่างกายกระชับ เฟิร์ม และเล่นโยคะเพื่อฝึกลมหายใจและสร้างสมาธิ เพื่อความคล่องตัวจึงเลือกใส่สปอร์ตบาร์ เนื่องจากบางครั้งในการออกกำลังกายบางท่า ครูผู้สอนต้องเห็นการยืดตัวหรือการเกร็งของกล้ามเนื้อว่าเคลื่อนไหวได้ชัดเจนว่าทำท่าได้ถูกต้องหรือไม่

 

“คุณภาพสปอร์ตบรามีสีสันทำให้เราไม่เบื่อด้วยค่ะ ออมสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าช่วงเข้ายิม ให้ใช้ได้หลายๆ ครั้ง เช่น วันนี้ใส่เสื้อตัวปล่อยยาวลงมา อีกวันอาจจะใส่เสื้อตัวเดิมแต่มีการมัดปมตรงปลาย แล้วเลือกเปลี่ยนสีกางเกงที่ไม่ซ้ำกัน แค่นี้ก็ได้ลุคออกกำลังกายที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป โดยไม่ต้องเสียเงินเยอะแล้วค่ะ”

เซเลบสาวที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแบบฮิปๆ แพร-พัณณิตา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เล่าว่าทำงานหนัก แต่ก็ต้องออกกำลังกายให้ได้ทุกอาทิตย์ โดยจะเข้ายิมประมาณ 2 ชั่วโมงขึ้นไป

“วิ่งในสวนลุมฯ บางครั้งก็เลือกไปโยคะ เพราะได้ยืดเส้นยืดสายที่ตึงเครียดจาการทำงานด้วยนะคะ หรือถ้าเป็นกีฬาเลยก็ชอบไปตีแบดมินตันกับเพื่อนๆ มีการมูฟเมนต์ร่างกายในทุกส่วน โดยชอบเลือกชุดออกกำลังกายเน้นสีสัน เพราะให้ความรู้สึกสดชื่นค่ะ แพรเลือกชุดชั้นในซับพอร์ตกับร่างกายให้มีความฟิตพอดี ไม่หลวม หรือแน่นเกินไป กีฬาแบดมินตันที่แพรชื่นชอบต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างเยอะค่ะ จะต้องเลือกชุดชั้นในที่กระชับ หากเลือกชุดชั้นในที่ไม่เหมาะกับชนิดกีฬาที่จะไปเล่นอาจทำให้เล่นกีฬาไม่สนุก เพราะชุดชั้นในไม่กระชับ เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่เต็มที่นะคะ”

สล็อกกี้ ฝากทิ้งท้ายวิธีถนอมชุดชั้นในตัวโปรด ควรแยกชุดชั้นในออกจากผ้าชนิดอื่น ควรซักด้วยน้ำสบู่อย่างอ่อน ไม่ควรขยี้ หรือใช้แปรงขัดชุดชั้นในแรงๆ ตากในที่ร่ม มีลมโกรก และไม่ควรตากในแดดจ้าเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อผ้าและสีเสื่อมสภาพเร็ว

 

Twist into Revolved Head-to-Knee Pose (Parivrtta janu sirsasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455090

Twist into Revolved Head-to-Knee Pose (Parivrtta janu sirsasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นท่าที่ผ่อนคลายในขณะที่บิด การบิดในส่วนของลำตัวส่วนบนโดยเฉพาะหัวไหล่ หลังส่วนบน ทั้งยังเป็นการยืดเส้นกล้ามเนื้อน่อง (Hamstring) และยืดไปจนถึงเอวอีกด้วยมีผลกับอวัยวะภายในช่องท้อง ส่งผลดีกับตับ ม้าม ตับอ่อน ช่วยเรื่องระบบการย่อย และการกำจัดของเสียในร่างกาย ก่อนเริ่มฝึกท่านี้ควรวอร์มอัพเล็กน้อย เป็นการส่งข้อความทางร่างกายไปบอกกล้ามเนื้อน่อง และกล้ามเนื้อหน้าขานิดหน่อยเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งโดยแยกขาขวาเฉียงออกไป ในมุมกว้างที่ด้านข้างพับเท้าซ้ายเข้ามาให้องศาหัวเข่าเปิดออกไปด้านข้าง ขยับก้น เล็กน้อยเพื่อให้กระดูกก้นวางพื้นหันหน้ามารีเช็ก ตำแหน่งส้นเท้าขวาตั้งตรง

 

2 วางมือมาด้านหน้า ยืดลำตัวออกมา ส่งมือซ้ายออกมาแล้วนำแขนขวาลอดไปใต้มือซ้าย วางแก้มลงไปที่พื้น ซ้ายหัน

 

3 ส่งมือซ้ายอ้อมหลังไปจับขาขวา แล้วค้างท่าไว้ประมาณ 1-2 นาทีตามกำลัง หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติ แล้วลองทำสลับข้าง

 

ขยับ…ขจัดโรค NCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455089

ขยับ...ขจัดโรค NCDs

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

คุณเป็นคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมนั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานาน มีการขยับตัวน้อย หรือนั่งประชุมทั้งวัน หรือมีความเครียดสะสม ขาดการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ อาหารและขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอหรือไม่? ถ้าหากใช่เท่ากับว่าคุณกำลังเข้าใกล้ความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เรียกว่า โรค NCDs (Non-Communicable Diseases)

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โรคอ้วนลงพุงเป็นมหันตภัยเงียบด้านสุขภาพที่กำลังคุกคามคนทั่วโลกรวมถึงคนไทย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เรียกว่า NCDs อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ซึ่งนอกจากต้องทรมานจากความเจ็บปวดแล้ว ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงในการรักษา ซึ่งขณะนี้ปัญหาโรคอ้วนลงพุงพบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน สาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันติด “เนือยนิ่ง” ขยับร่างกายน้อย

อย่างไรก็ตาม การห่างไกลโรคอ้วนลงพุงของวัยทำงาน ซึ่งมักใช้เหตุผลที่ว่าไม่มีเวลาในการออกกำลังกายจึงไม่ใช่อุปสรรค เพราะการมีกิจกรรมทางกายสามารถทำไปพร้อมๆ กับการทำงานระหว่างวัน และไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือใช้พื้นที่ให้เกิดความยุ่งยาก เช่น การขยับร่างกาย ยืดเหยียด ขณะประชุม เดินติดต่องานในออฟฟิศ หมุนไหล่ หรือคอ เมื่อนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ยืดเหยียด บ่า คอ ไหล ในขณะนั่งเก้าอี้ หรืออยู่บนรถ

โดยเริ่มจาก

ท่าที่ 1 ก้าวเท้าไปข้างหน้า ปลายเท้าแตะพื้น สลับซ้ายขวา ไม่ลากเท้า ขณะที่ก้าวเท้าซ้าย ยกมือขวาไปข้างหน้า เมื่อก้าวเท้าขวา ยกมือซ้ายไปข้างหน้า

 

ท่าที่ 2 นั่งตัวตรงเขย่งปลายเท้าขึ้นลง ในจังหวะที่เขย่งปลายเท้าขึ้น ให้ชูแขนทั้งสองข้างขึ้นข้างบน จังหวะที่ลดแขนลงมาให้แขนส่วนบนตั้งฉากกับพื้น

 

ท่าที่ 3 เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย ไม่พิงพนักยกเข่าสูงเข้าหาลำตัวสลับซ้ายขวา จังหวะที่ยกเข่าซ้ายให้พับแขนขวาเข้าหาร่างกาย ยกเข่าขวา พับแขนซ้ายเข้าหาร่างกาย

 

ท่าที่ 4 นั่งเข่าชิด ก้าวเท้าไปด้านซ้ายขวาพร้อมกันในลักษณะ อ้า-หุบ-อ้า-หุบ ทั้งแขนและขา หรือหุบแขนสลับกับขา เพื่อฝึกประสาท

 

ท่าที่ 5 ซอยเท้าอยู่กับที่เหมือนวิ่งจ๊อกกิ้ง โดยแกว่งแขนสลับซ้ายขวาไปด้วย เหมือนกำลังวิ่งเร่งความเร็วอยู่

 

“แต่ละท่าควรทำติดต่อกันนาน 1 นาที โดยเมื่อทำจนคล่องให้เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นทำต่อเนื่องจนครบเซต 5 ท่า 5 ครั้ง และควรทำต่อเนื่อง 2 เซต รวม 10 นาที เพื่อให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวทั้งช่วงล่างของร่างกาย แขนและลำตัวช่วงบน ซึ่งการใช้กำลังกายนี้สามารถรวมการทำงาน การเดินทางและการใช้กำลังกายในเวลาพักผ่อนเข้าด้วยกัน เรียกได้ว่าเราสามารถทำกิจกรรมทางกายได้ในชีวิตประจำวันอย่างการถูพื้น ทำสวน หรือแม้กระทั่งเดินช็อปปิ้งมาทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นชุดกีฬา เพียงแค่เรามีการขยับให้บ่อยที่ระดับความหนักปานกลาง ทำต่อเนื่องเป็นเวลา 10 นาที/ครั้ง สะสมให้ได้วันละ30 นาที และใน 1 สัปดาห์ทำให้ได้ 150 นาที เพื่อสุขภาพที่ดี” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพให้ดี ห่างไกลโรคอ้วนลงพุง นอกเหนือจากการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันแล้ว เราควรควบคุมเรื่องอาหารการกินด้วย ลดอาหารหวานมัน เค็ม กินผักผลไม้ให้มากขึ้น

ทั้งนี้ สสส.โดยสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ และสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร เปิดให้ดาวน์โหลดคู่มือลดพุงลดโรคฟรีที่ http//goo.gl/R82m23

 

พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ โรคซึมเศร้า บ่อเกิด ‘ฆ่าตัวตาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/455087

 

องค์การอนามัยโลก คาดว่าในแต่ละปีจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนประมาณ 1 ล้านคน หรือคิดเฉลี่ยเป็น 1 คน ต่อทุก 40 วินาที สำหรับประเทศไทยนั้นมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 5,000 คนต่อปี  ซึ่งมากกว่าการฆ่ากันตายที่มีประมาณปีละ 3,000-3,800 รายต่อปี

พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ นายกสมาคมสายใยครอบครัว และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวว่า คนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และไม่กล้าที่จะพบจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการ จึงทำให้ประเทศไทยพบจำนวนผู้ที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงขึ้นเป็น 6 รายต่อหนึ่งแสนคนในรอบปีที่ผ่านมา

“การฆ่าตัวตายไม่ได้ส่งผลเสียต่อตัวผู้ที่มีความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้าง เช่น ผู้ที่มีอาการโกรธ แล้วมักใช้อารมณ์รุนแรง หากโกรธตัวเองมากๆ ก็จะฆ่าตัวตาย แต่ถ้าโกรธผู้อื่นด้วยก็จะทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่นแล้วจึงฆ่าตัวตายตาม โดยที่ร้ายแรงสุดคือกลุ่มคนเหล่านั้นยังคงเป็นห่วงคนในครอบครัวจึงตัดสินใจฆ่าคนในครอบครัวก่อนแล้วฆ่าตัวตายตาม เราจึงได้เห็นข่าวลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้งในสังคม ดังนั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิต เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารซึ่งกันและกัน จึงนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น และกลายเป็นเกราะป้องกันการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในอนาคตได้” พญ.สมรัก กล่าวเสริม

จากการศึกษาของกรมสุขภาพ เรื่องการฆ่าตัวตายสำเร็จของประเทศไทย ปี 2556 ในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นว่า อัตราการทำร้ายตนเองแต่ไม่เสียชีวิตพบมากสุดใน จ.ลำพูน และน้อยที่สุดในจ.ปัตตานี โดยผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนการทำร้ายตนเองนั้นเป็นเพศชาย 78% มากกว่าเพศหญิง 22%

โดยที่จำนวนของผู้ที่ทำร้ายตนเองจนเสียชีวิตนั้นพบว่า ช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมากที่สุด คือช่วงอายุ 40-44 ปี และในเพศชาย พบว่า ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ในช่วงวัยระหว่าง 25-49 ปี
ขณะที่เพศหญิงอยู่ในช่วงอายุ 30-59 ปี

มากกว่า 60 – 90% ของผู้ที่ฆ่าตัวตายมีความเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและสารเสพติด แต่มีเพียง 30% เท่านั้นที่ปรึกษาแพทย์ เพราะฉะนั้นหากเราสามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงโดยการคัดกรองภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายของคนในชุมชนได้ ก็จะสามารถนำมาเข้าสู่ระบบการรักษาร่วมกับการเข้าไปให้ความรู้เบื้องต้นแก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นวิธีการป้องกันการฆ่าตัวตายที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง

“เป็นที่ทราบกันดีว่าในกลุ่มผู้ที่เคยพยายามฆ่าตัวตายนี้มักจะมีโอกาสการทำซ้ำสูงมาก และนำไปสู่การฆ่าตัวตายจนสำเร็จในที่สุดได้ ถ้าหากเราไม่สามารถให้การช่วยเหลือหรือนำเขาเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรักษาทางจิตเวช ก็จะก่อให้เกิดความสูญเสียมหาศาล” พญ.สมรัก กล่าว

เตรียมรับมือ โรคระบาดที่มากับฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/454350

เตรียมรับมือ โรคระบาดที่มากับฝน

โดย…กันย์ ภาพ เอพี

โลกยิ่งแคบ คนเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองด้วยเวลาอันรวดเร็วเพียงแค่ชั่วข้ามคืน นอกจากมีข้อดีแล้วยังมีข้อเสียเพราะทำให้โรคภัยต่างๆ แพร่ระบาดไปมาได้อย่างรวดเร็ว จากทวีปหนึ่งไปสู่อีกทวีปหนึ่งด้วยเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน โรคที่ไม่เคยมีในพื้นที่หรือประเทศเราก็กลับมาอุบัติได้แถมรุนแรงขึ้นด้วย

โรคระบาดถือเป็นภัยร้ายแรงประเภทหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งส่งผลทางจิตวิทยาความไม่มั่นใจของประเทศอย่างรุนแรง หรือบางกรณีถึงขั้นนักท่องเที่ยวชะลอหรือเลิกการเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ ก็บ่อยไป โดยเฉพาะการระบาดของโรคติดต่อจากคนสู่คน อย่างโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคหวัดซิกา ที่กำลังลุกลามหลายประเทศ รวมถึง 4 จังหวัดทางภาคเหนือของไทยตอนนี้ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากไข้หวัดระบาดยุคนี้พัฒนาการของโรครุนแรงขึ้นมากจนถึงขั้นอาจจะเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาดูแลอย่างทันท่วงที โรคแบบนี้เผลอไผลไม่ทันระวังอาจจะเดดสะมอเร่อย่างไม่ทันรู้ตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กน้อย ผู้สูงสัย หรือผู้ใหญ่ที่ร่างกายไม่แข็งแรง

ดังนั้น ควรมีวิธีการรับมือและปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคระบาด ให้ทันท่วงทีได้อย่างไรบ้าง โดยกองวิชาการและแผนงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีข้อแนะนำไว้ดังนี้

1.อย่าตระหนกตกใจจนเกินเหตุ 

ไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดอื่นๆ จะแพร่เชื้อได้ก็ต่อเมื่อใกล้ชิดกับคนที่มีอาการเท่านั้น หากเจอคนใกล้ชิดมีอาการเบื้องต้นคือมีไข้สูง ปวดศีรษะ ไอ จาม รีบไปพบแพทย์และลางานชั่วคราว เพื่อรักษาตัวและไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

2.อย่าอยู่ในที่แออัด

ช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เราควรหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดเป็นเวลานานๆ เพราะหากมีคนไอหรือจามเชื้อโรคจะเข้าสู่จมูกของเราได้โดยง่าย

3.อย่าเอามือสัมผัส ตา จมูก ปาก 

ทั้งหมดเป็นจุดเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยเฉพาะคนที่ชอบขยี้ตากัดเล็บ แคะจมูก หยุดพฤติกรรมนี้ทันทีเพราะมือเป็นอวัยวะที่ไปหยิบจับสิ่งต่างๆ มากมาย เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคนานาชนิด และส่งเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ ถ้าไม่ระวัง

4.ล้างมือบ่อยๆ

เพื่อเป็นการตัดวงจรเชื้อโรคได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะก่อนการปรุงอาหารต้องล้างมือทุกครั้ง

5.ใส่หน้ากากอนามัย

ไว้ในช่วงที่ต้องอยู่ในที่สาธารณะเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าใครจะไอ จาม และเขาเหล่านั้นเป็นผู้แพร่เชื้อหรือไม่ เราจึงควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน

6.ดื่มน้ำที่สะอาด หรือต้มสุก

รวมทั้งรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ๆ หากต้องการจะเก็บรักษาอาหารที่ปรุงสุกไว้รับประทานมื้อต่อไป ควรใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดและเก็บไว้ในตู้เย็น และอุ่นร้อนทุกครั้งที่รับประทาน

7.กำจัดขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูล

ทั้งรอบๆ บ้านและในบ้าน เพื่อตัดต้นตอของตัวการเชื้อโรคอย่างแมลงวัน หนู แมลงสาบ รวมทั้งยุง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคได้

โรคติดต่อต่างๆ มักจะเกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ การไอ จาม หรือทางอาหารและน้ำดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าจะมีสาเหตุของการเกิดโรคต่างกัน แต่จะมีวิธีการติดต่อที่คล้ายคลึงกันคือ การหายใจ ไอ จาม การกินอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีแหล่งปนเปื้อนเชื้อเข้าไป เช่น อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม หรือทิ้งไว้ค้างคืน โดยไม่แช่เย็น

ในบางพื้นที่ของบางจังหวัด อาจเกิดโรคระบาดอื่นๆ เช่น อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง บิด อหิวาตกโรค ไข้เลือดออก หรือไข้ไทฟอยด์ได้อีกด้วย ยุคสมัยนี้โรคที่เคยหายไปก็กลับมาระบาดได้อีก และโรคก็มีความรุนแรงหรือมีสายพันธ์ุอื่นๆ ที่พัฒนาและรักษายากขึ้น การดูแลตัวเองไว้ให้มากๆ จึงเป็นเรื่องที่ควรทำให้มากที่สุด ดังนั้นป้องกันไว้ดีกว่ามานั่งแก้ไขอย่างแน่นอน

 

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรกินได้กินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/454347

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรกินได้กินดี

โดย…โยโมทาโร่

สมัยก่อนเวลาที่เป็นแผล มีกลากเกลื้อน โรคผิวหนังบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการคันจะเดินไปที่สวนของบ้านตัดว่านหางจระเข้มากาบนึง แล้วเอาส่วนเมือกวุ้นมาทาบริเวณที่ต้องการรักษา ทาเช้าเย็นอยู่ประมาณ 2-3 วันก็หาย แต่มาทราบภายหลังว่าว่านหางจระเข้นั้นไม่ใช่พืชของไทย แต่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ทวีปแอฟริกา และยังสามารถนำมารับประทานได้อีกด้วย

เรียกได้ว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ภายนอกนั้นเราใช้ในการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลสด และโรคผิวหนังบางชนิด บางเคล็ดลับบอกว่าสามารถนำมาใช้บรรเทาอาการเจ็บริดสีดวงทวารได้ด้วยการตัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นวุ้น หั่นเป็นชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ตามชอบ แล้วเหน็บไว้ที่ทวารหนัก (เน้นและย้ำว่าเฉพาะเนื้อวุ้นเท่านั้น) ส่วนการรักษาแผลก็แค่ตัดมา 1 กาบ ใช้ส่วนเมือกวุ้นทาทิ้งไว้ หากจะใช้อีกครั้งก็เพียงแค่เอากาบเดิมมาตัดส่วนที่ช้ำออกบางๆ จะได้เมือกวุ้นใหม่มาทารักษา กลิ่นอาจจะไม่หอมนักแต่รักษาได้ชะงักนักแล

การรักษาภายในร่างกายเราจะรับประทานส่วนที่เป็นเนื้อวุ้น ซึ่งมีวิตามิน แร่ธาตุ ที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง โดยเฉพาะวิตามินบี เมื่อรับประทานจะช่วยลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะ หรือลำไส้อักเสบ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ

แต่จะให้รับประทานเนื้อว่านหางจระเข้ล้วนๆ ก็คงฝาดลิ้น เรานิยมนำวุ้นที่ได้มารับประทานกับของหวานเช่น ใส่ในขนมปังน้ำแข็งใส ใส่รับประทานคู่กับเมนูกะทิ หรือใช้เป็นวัตถุดิบแทนวุ้นในขนมหวาน หรือเครื่องดื่มตามชอบ

 

น้ำมะพร้าวมีดีมากกว่าความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/454346

น้ำมะพร้าวมีดีมากกว่าความอร่อย

โดย…โยโมทาโร่

น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ (Natural Mineral Drink) ที่หารับประทานง่ายและมีสารอาหารร่างกายได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนที่สุด มีตั้งแต่สารโพแทสเซียม, เหล็ก, โซเดียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส, ทองแดง, กรดอะมิโน และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที

นอกจากนี้ ในน้ำมะพร้าวนั้นมีสารคล้ายเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิงสูง จึงเป็นผลดีกับผู้หญิงซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์สำหรับผู้หญิง ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะให้ถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ได้ผลดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมาก

ในสตรีมีครรภ์ น้ำมะพร้าวมีส่วนช่วยเสริมสารอาหารที่คุณแม่ต้องการและทำให้ไขตัวเด็กมีสีขาวสะอาดล้างไขออกง่าย แต่หากรับประทานมากไปอาจจะทำให้เกิดโรคเบาหวานชั่วคราวในคุณแม่

สำหรับนักกีฬาน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่สูง ช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งดีกว่าการดื่มน้ำเกลือแร่ผสมน้ำตาลใส่ขวดแน่นอน

นอกจากนี้ ทางการแพทย์จีน ระบุว่า น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นกลาง สามารถขับพยาธิ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ปรับสมดุลของธาตุในร่างกายได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม น้ำมะพร้าวไม่ควรดื่มมากเกินไปเพราะมีปริมาณน้ำตาลมากพอสมควร และเมื่อเปิดลูกออกมาแล้วควรดื่มให้หมดในทันทีจะได้รับสารอาหารจากน้ำมะพร้าวอย่างเต็มที่ เหมือนกับการดื่มน้ำผลไม้สดทั่วไปที่คั้นออกมาแล้วควรดื่มให้หมด เพราะยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานวิตามินต่างๆ ก็จะเสื่อมสภาพไปตามเวลา