สุขภาพหูอย่าลืมดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 16:38 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/454255

สุขภาพหูอย่าลืมดูแล

โดย…ชลญ่า

อวัยวะทุกส่วนของร่างกายล้วนสำคัญเพราะแต่ละส่วนก็ต่างทำหน้าที่ที่ธรรมชาติให้มา หูมีหน้าที่ฟังและช่วยให้คนเราสื่อสารกันเข้าใจ ถ้าวันหนึ่งหูใช้การไม่ได้ หรือฟังอะไรไม่ได้ยินย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตแน่นอน เพราะฉะนั้นสุขภาพหูจึงไม่ควรมองข้าม แต่ควรใส่ใจดูแลไม่ควรมองข้าม

บวรลักษณ์ อภิวัน นักแก้ไขการได้ยิน ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟัง Hearing Focus ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า ระดับการได้ยินปกติในทุกความถี่ต้องอยู่ไม่เกิน 25 เดซิเบล จะได้ยินเสียงคำพูดครบทุกเสียง แต่หากมีการสูญเสียการได้ยินหรือหูตึงจะต้องฟังเสียงดังมากกว่าปกติในการรับรู้เสียงคำพูด และเสียงที่ไม่เป็นอันตรายต่อการได้ยินคือมีระดับความดังไม่เกิน 85 เดซิเบล เช่น เสียงนกร้อง เสียงนาฬิกา เสียงหยดน้ำ หรือเสียงสนทนาโดยทั่วไป แต่เสียงที่มีความดังเกินกว่านั้นเป็นเสียงที่ส่งผลเสียต่อการได้ยิน ทำให้สูญเสียการได้ยินหรือหูตึงได้ ซึ่งไม่เพียงแต่เสียงยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องอื่นๆ อีกที่ควรระวังและหลีกเลี่ยง ดังนี้

1.การแคะหู ทำให้มีขี้หูอุดตัน ช่องหูอักเสบติดเชื้อ เสี่ยงต่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้สูญเสียการได้ยินได้ ความจริงไม่ควรแคะหูเพราะขี้หูถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยป้องกันผิวหนังของรูหูจากสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำ เหงื่อ รวมไปถึงเชื้อโรค ฝุ่นละออง ปกติขี้หูที่สะสมอยู่จะแห้งหลุดออกมาได้เองจึงไม่จำเป็นต้องปั่นหรือแคะ การทำความสะอาดหูให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำ บิดพอหมาดเช็ดบริเวณใบหูและรูหูเท่าที่นิ้วจะเช็ดเข้าไปได้เท่านั้น

2.การเป็นหวัด ทำให้ท่อปรับความดันที่ต่ออยู่ระหว่างช่องคอกับหูชั้นกลางบวม ความดันในหูชั้นกลางผิดปกติ ไม่สามารถปรับความดันให้เท่ากับบรรยากาศภายนอกได้ คนไข้จะรู้สึกหูอื้อหรือปวดหู

3.การสั่งน้ำมูกแรงๆ ทำให้มีของเหลว น้ำมูกย้อนไปขังในหูชั้นกลาง หากของเหลวนั้นไม่สามารถระบายออกมาได้มักทำให้มีการอักเสบของหูชั้นกลาง คนไข้มักมีอาการหูอื้อหรือปวดหู

4.การได้รับเสียงดังมากๆ เช่น เสียงระเบิด เสียงประทัด อาจทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด กระดูกหูหลุดหรือประสาทหูเสื่อมได้

5.การฟังเสียงดัง เช่น การฟังเพลงในที่ที่มีเสียงรบกวน อาจจะเพิ่มความดังเสียงโดยไม่รู้ตัว หรือการที่ต้องทำงานสัมผัสเสียงดังๆ เช่น เสียงเครื่องจักร และไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง มักทำให้ประสาทหูชั้นในเสื่อมได้

6.ประสาทหูเสื่อมแบบเฉียบพลัน คนไข้มักมีอาการหูดับแบบเฉียบพลันหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลงแบบเฉียบพลัน เกิดได้จากหลายสาเหตุ

7.โรคหูน้ำหนวก คือ โรคที่มีการอักเสบของหูชั้นกลางแบบเรื้อรัง มีเยื่อแก้วหูทะลุและอาจมีน้ำหรือหนองไหลออกจากหู อาการมักเป็นๆ หายๆ ระยะเวลามากกว่า 3 เดือน

8.โรคหินปูนเกาะที่กระดูกหูชั้นกลาง เกิดจากหินปูนที่เจริญผิดปกติในหูชั้นกลาง เกาะระหว่างฐานของกระดูกโกลนกับช่องรูปไข่ ซึ่งเป็นช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน ทำให้เสียงไม่สามารถผ่านจากหูชั้นกลาง เข้าไปในหูชั้นในได้ตามปกติ ทำให้หูอื้อหรือหูตึง นอกจากนั้นอาจเกิดหินปูนเจริญผิดที่ในหูชั้นใน หรือหินปูนที่ผิดปกติในหูชั้นกลางปล่อยเอนไซม์บางชนิดเข้าไปในหูชั้นใน ทำให้มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุนได้

9.โรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต ไขมันในเลือดสูง ทำให้ประสาทหูชั้นในเสื่อม

10.เนื้องอกที่เส้นประสาทการได้ยินมักมีการสูญเสียการได้ยินข้างเดียว โดยที่ความแตกต่างของระดับการได้ยินของหูทั้งสองข้างมักต่างกันเกิน 40 เดซิเบลขึ้นไปคนไข้มักบอกว่าได้ยินเสียงแต่ไม่สามารถแปลความหมายจากสิ่งที่ฟังได้ บางคนอาจมีอาการเดินเซเวียนศีรษะบ้านหมุนร่วม

 

Vasisthasana (Side Plank Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/447102

Vasisthasana (Side Plank Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าตระกูล Side Plank มีทางเลือกและวิธีการประยุกต์ท่าได้อย่างหลากหลาย ทั้งท้าทายและสนุก การปรับท่าทำให้ท้าทายกำลังแขน กำลังหน้าท้อง ลำตัวด้านข้าง การทรงตัว และสมาธิ  ซึ่งการใช้ท่อนแขนวางลงยังเหมาะกับคนที่มีปัญหาการบาดเจ็บที่ข้อมือ หรือกำลังข้อยังไม่แข็งแรงพอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประโยชน์ที่ได้รับจากลำตัวด้านข้างและหน้าท้องจะแตกต่างออกไป เพราะได้ประโยชน์เหมือนกัน ซึ่งจริงๆ ทางเลือกของการวางแขนค่อนข้างปลอดภัยทำให้เราค้างท่าได้นาน ได้โฟกัสประโยชน์จากแกนกลางลำตัวได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มต้นทำท่า Low Plank ค้าง 10 วินาที

 

2 เตรียมตะแคงลำตัว โดยส่งเข่าขวามาใกล้กับท้อง แล้ววางเข่าที่พื้น ส่วนเท้า ซ้ายหมุนออกไปด้านซ้ายวางฝ่าเท้าเต็ม ชูมือซ้ายขึ้นก้มหน้ามองพื้นจะได้ไม่ เกร็งคอ

 

3 ติดต่อหน้าท้อง แกน กลางยกสะโพก และเท้า ขวาลอย ยืดออกไปด้าน ข้าง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที  รักษาระดับลำตัว ไม่เกร็งคอ ขณะค้างท่า หายใจเข้าออก  จากนั้น ค่อยๆ คลาย แล้วทำสลับ ข้าง

 

‘เสพติด’ ความเครียด กระทบต่อมหมวกไต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/447101

‘เสพติด’ ความเครียด กระทบต่อมหมวกไต

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

หากเป็นคนที่ตื่นยากและแอบงีบหลับตอนกลางวันอยู่บ่อยครั้งเพราะความอ่อนเพลีย รู้ไว้ว่าอาจไม่ได้เป็นเพราะคุณขี้เกียจ แต่กำลังเสพติดความเครียดที่ต้องเจอในแต่ละวัน จนทำให้ภาวะต่อมหมวกไตล้า จนมีอาการแสดงออกอย่างที่เห็น ลองสังเกตตัวเองว่า กำลัง “เสพติด” ความเครียดอยู่หรือไม่ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดไม่ได้มาจากปัญหาครอบครัวและเรื่องงานเท่านั้น สิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นเพียงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจราจรที่หนาแน่นในชั่วโมงเร่งด่วน ภาวะกดดันในที่ประชุม รวมถึงงานที่ต้องเร่งรีบทำให้เสร็จทันตามกำหนด การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป และการอดนอน ความเครียดที่มาจากปัจจัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งก็สะสมและกลายเป็นอาการ “เสพติด” ชนิดหนึ่งได้เช่นกัน เรียกว่า อาการ “เสพติดความเครียด” (Adrenal addict)

พญ.ภาวิณี มณีไพโรจน์ แพทย์ทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์ Royal Life Anti-aging Center โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า คนทั่วไปจะเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว เพราะในระยะแรกร่างกายมีความทนทานสูงต่อกับความเครียดที่เข้ามาในแต่ละวัน แต่พอมารู้ตัวอีกทีก็ล้มป่วย ติดเชื้อเฉียบพลันจนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์วินิจฉัยอาการของโรคนี้ว่าเป็น “ภาวะต่อมหมวกไตล้า” หรือ “Adrenal Fatigue” ที่เกิดจากอาการผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่งที่มีความเครียดเรื้อรัง (Chronic stress) เป็นตัวกระตุ้น

อาการที่ปรากฏชัดเจนของภาวะต่อมหมวกไตล้าคือ อาการขี้เกียจตื่นนอนตอนเช้า อ่อนเพลีย ไม่มีแรงอยากงีบหลับช่วงกลางวัน ง่วงแต่นอนไม่หลับ มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าทาง (ลุก-นั่ง) อยากของหวาน ของเค็ม ในขณะที่บางรายปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ปวดประจำเดือนบ่อย เป็นภูมิแพ้กำเริบบ่อยๆ ผิวแห้งและแพ้ง่าย ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก เครียดซึมเศร้า คุมอาหาร ออกกำลังกายหนักเป็นประจำแต่น้ำหนักไม่ลดลง เป็นต้น

ภาวะต่อมหมวกไตล้าจัดอยู่ในกลุ่ม “โรคที่ถูกลืม”เพราะไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและทันท่วงทีจากการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไปอาจไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยภาวะนี้ เนื่องจากต้องวัดระดับฮอร์โมนต่อมหมวกไต (Adrenal hormones)2 ตัว ที่มีชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) และดีเอชอีเอ (Dehydroepiandrosterone-DHEA) จากผลเลือดร่วมด้วยCortisol และ DHEA คือ ฮอร์โมนแห่ง “ความเครียด” ในร่างกายมนุษย์

ปัจจุบันนี้ การรักษาภาวะต่อมหมวกไตล้าจะมุ่งเน้นไปที่การปรับให้ฮอร์โมน 2 ตัวนี้ให้อยู่ระดับที่สมดุล แต่ถ้าเกิดความเครียดสะสมเรื้อรัง จากการทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนไม่พอ หรือออกกำลังกายเกินพอดี ระดับฮอร์โมน Cortisol ที่สูงขึ้นจะเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์ในการสลายและทำลายล้าง (Catabolic hormones) ทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็ว (Degeneration)

การป้องกันไม่ให้ภาวะต่อมหมวกไตล้าที่ดีที่สุด คือการนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม รับประทานอาหารเช้าก่อน10.00 น. เพราะหลัง 10.00 น. ระดับ Cortisol จะลดลง ทำให้ยิ่งอ่อนเพลีย Cortisol จะทำงานดีขึ้นเมื่อมีน้ำตาลในเลือดเพียงพอ ควรรับประทานมื้อเล็กๆ บ่อยๆ แทนการทานอาหารมื้อหลักๆ เพียง 1-2 มื้อ และออกกำลังกายแบบหนักปานกลาง (Moderate intensity exercise) เพราะการออกกำลังกายที่หนักเกินไปจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตล้ามากยิ่งขึ้น และลองหาวิธีคลายความเครียด เช่น หางานอดิเรกทำเดินทางไปเที่ยว และทานอาหารเสริมและสมุนไพรบางชนิดสามารถช่วยลดอาการต่อมหมวกไตล้าได้

 

เรียนรู้ เรื่อง ‘งูสวัด’ ศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/447100

เรียนรู้ เรื่อง ‘งูสวัด’ ศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์

ฉบับนี้ ศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังเกี่ยวกับโรคงูสวัด ว่าโรคนี้เป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกับ “สุกใส” ซึ่งเมื่อเป็นตอนเด็กๆ เชื้อจะหลบอยู่ในตัวเราไปตลอดชีวิต พออายุมากขึ้น ภูมิต้านทานที่มีต่อเชื้อตัวนี้ลดลง เชื้อก็จะออกมาสักครั้งหนึ่ง  ด้วยความที่เชื้อออกมาทางเส้นประสาท อาการสำคัญจึงเป็นอาการปวดแสบปวดร้อนและขึ้นทางขวาก็จะอยู่ข้างขวา หากขึ้นทางซ้าย ผื่นก็อยู่แค่ข้างซ้าย

โรคงูสวัดและสุกใส เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน ที่ชื่อ “เชื้อวีแซดวี (varicella-zoster virus)” ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ครั้งแรก (ซึ่งมักเกิดขึ้นในวัยเด็ก) ส่วนใหญ่จะแสดงอาการของโรคสุกใส หลังจากหายจากโรคสุกใสไปแล้ว เชื้อจะหลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาทในร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสุกใสลดลง เชื้อที่แฝงตัวอยู่นี้จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและกระจายออกมาทางผิวหนัง ทำให้เกิดผื่น เป็นตุ่มน้ำ ขึ้นเป็นกระจุกและมีปลายประสาทอักเสบ

ก่อนมีผื่นขึ้นประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหน่วงๆ ปวดแปล๊บๆ คัน หรือเจ็บ ด้านหนึ่งด้านใดของร่างกาย  บริเวณเส้นประสาทที่กำลังจะเป็น ต่อมาเมื่อเชื้อออกมาถึงผิวหนัง จะมีผื่นขึ้นตรงบริเวณที่ปวดเป็นตุ่มใสเป็นกระจุก ตามแนวผิวหนังที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทที่เชื้อออกมาเมื่อตุ่มน้ำแห้ง และตกสะเก็ด หลุดออกไป อาการปวดจะทุเลาลง

ส่วนผู้สูงอายุ อาจปวดนานหลายเดือนกว่าจะหาย โรคนี้มักไม่มีอันตรายร้ายแรงและหายได้เองเป็นส่วนใหญ่  แต่บางรายหลังแผลหายแล้วอาจมีอาการปวดประสาทนานเป็นแรมปี หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาได้ และจากความเชื่อที่ว่า เป็นรอบเอวแล้วตายนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ ที่เสียชีวิตอาจเป็นเพราะร่างกายอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทานโรค

ส่วนการรักษา  แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาบรรเทาอาการปวดหรือไข้ ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองเฟะเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ก็จะให้ยาปฏิชีวนะ สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรืองูสวัดขึ้นที่บริเวณหน้า หรือมีอาการปวดรุนแรงตั้งแต่แรกที่มีผื่นขึ้น แพทย์จะให้กินยาต้านไวรัส ภายใน 48-72 ชั่วโมง หลังเกิดอาการ จึงจะได้ผล รวมทั้งอาจลดอาการปวดเส้นประสาทแทรกซ้อนในภายหลังได้

ส่วนผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นชนิดแพร่กระจายทั้งตัว แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ที่สำคัญคือผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดขึ้นที่ตาหน้าผาก หรือปลายจมูกควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ ซึ่งจะให้กินยาต้านไวรัสและยาหยอดตาที่มียาต้านไวรัส เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ อาการปวดประสาทหลังเป็น โดยเฉลี่ยพบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยงูสวัด ยิ่งอายุมาก ยิ่งเป็นรุนแรงและนาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันงูสวัดได้แล้ว

 

โรคคนสูงวัยช่วงหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/446629

โรคคนสูงวัยช่วงหน้าฝน

โดย…กาญจนา ภาพ เอพี, อีพีเอ

คนสูงวัยอาจป่วยเป็นโรคปอดบวมช่วงหน้าฝน พบมากที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคืออายุ 55-64 ปี และเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ผู้สูงอายุต้องเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย หลีกเลี่ยงการเดินตากฝน หากเปียกฝนให้รีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที และพักผ่อนให้มาก โดยในประเทศไทยมีรายงานผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากการติดเชื้ออาการของโรคปอดบวมผู้ป่วยจะมีไข้สูง หายใจหอบ วิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุดให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยให้เสมหะอ่อนตัวและขับออกมาง่ายขึ้น ใช้ช้อนกลางเมื่อ รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น และล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ จะกำจัดเชื้อโรคที่ติดมากับมือได้ร้อยละ 80 แต่วิธีการที่ดีที่สุด ผู้สูงวัยต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อพร้อมต่อกรกับโรคหน้าฝนได้อย่างสบายกายและสบายใจ

 

เลือกที่อยู่ให้… อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/446628

เลือกที่อยู่ให้... อายุยืน

โดย…กาญจนา ภาพ เอพี, อีพีเอ

เว็บไซต์ time.com จัดอันดับ 10 เมืองในสหรัฐ ที่ผู้คนมีสุขภาพดีที่สุด เหมาะกับเป็นจุดหมายปลายทางของผู้เกษียณอายุ เพื่อเป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการพักผ่อนและดีต่อสุขภาพของผู้สูงวัย

1.โฮโนลูลู เมืองหลวงรัฐและเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของรัฐฮาวาย นับเป็นสวรรค์ของผู้ที่อยากมีอายุยืน เพราะนอกจากจะมีอุณหภูมิเหมาะสมแล้ว ฮาวายยังมีศูนย์สุขภาพที่ได้รับมาตรฐาน และผู้คนมีนิสัยชอบดูแลคนอื่นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้ว

2.อ่าวซานฟรานซิสโก ตั้งอยู่บริเวณเมืองซานฟรานซิสโก แซนโฮเซ และโอ๊กแลนด์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเมืองอาหารสุขภาพ คอนเซ็ปต์ฟาร์ม ทู เทเบิ้ล ก็กำเนิดที่เมืองนี้ ทำให้ทั้งเมืองเสิร์ฟแต่อาหารสุขภาพที่ส่งตรงมาจากฟาร์ม

3.เบอร์ลิงตัน เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐเวอร์มอนต์ในเขตนิวอิงแลนด์ มีชื่อเสียงเรื่องวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และมีโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูกหลาน ขึ้นชื่อด้านการรักษาด้านกุมารเวชศาสตร์ รวมทั้งมีกิจกรรมกลางแจ้งให้เล่นสนุกตลอดปี

4.ซิลิคอนวัลเลย์ ทางใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก เมืองจักรยานและอาหารออร์แกนิกที่จะทำให้คุณสุขภาพดีทั้งภายนอกและภายใน

5.มินนิอาโพลิส-เซนต์พอล เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐมินนิโซตา อยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา เป็นเมืองที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก และสิ่งอุปโภคบริโภคที่เหมาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ

6 เดนเวอร์-โบลเดอร์ เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐโคโลราโด ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงทางทิศตะวันออกของเทือกเขาร็อกกี้ ทำให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับออกกำลังกายกลางแจ้งทั้งเดินป่า จ๊อกกิ้ง รวมทั้งยังทำให้เมืองมีอากาศที่บริสุทธิ์และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม

7.พลาโน ในรัฐเทกซัส เมืองที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยที่สุด แม้ว่าคนแก่อยู่บ้านคนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องอันตรายอีกต่อไป

8.พอร์ตแลนด์ อยู่ทางทิศเหนือของรัฐโอเรกอน เป็นเมืองที่สวยงาม สะอาด ผู้คนเป็นมิตรมีน้ำใจ และยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ร่มรื่นที่สุดในอเมริกา

9.บอสตัน เมืองหลวงของรัฐแมสซาชูเซตส์ในอเมริกา และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตนิวอิงแลนด์ บอสตันเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด มั่งคั่งที่สุด และมีวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ธุรกิจที่สำคัญคือสถานพยาบาล ซึ่งสวัสดิการด้านการรักษาเป็นพื้นฐานของคนบอสตัน

10.โพรโว-โอเรม เมืองในมลรัฐยูทาห์ท่ามกลางเทือกเขาร็อกกี้ เป็นเมืองที่ประชากรมีอัตราการเจ็บป่วยน้อย ด้วยบรรยากาศและสุขภาพจิตที่ดี

 

หัวเราะต่อชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/446424

หัวเราะต่อชีวิต

โดย…พิชชาภา ศุภวัฒนกุล กองทุนบัวหลวง

“ฉันชื่นชอบคนที่ทำให้ฉันหัวเราะได้ ฉันชอบเสียงหัวเราะเป็นที่สุด เพราะช่วยรักษาความป่วยไข้ได้มากมาย และยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์” ออเดรย์ เฮปเบิร์น นางฟ้าแห่งฮอลลีวู้ดเคยว่าไว้เช่นนั้น

เช่นเดียวกับที่ดาราดังกล่าวไว้ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ต่างสนใจในเสียงหัวเราะ และมีบ้างที่ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้มาเนิ่นนานหลายปีแล้ว ว่าเสียงหัวเราะนั้นช่วยเยียวยาหรือบำบัดความเจ็บป่วยได้จริงหรือ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องด้วยเราทุกคนล้วนหัวเราะได้อยู่แล้ว แถมยังช่วยเสริมให้เรามีสุขภาพดีอีกด้วย โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มแต่อย่างใด จนสามารถดำเนินชีวิตของตัวเองตามวิถี “กินดี อยู่ดี ดูดี สุขภาพดี” ได้อย่างสมบูรณ์แบบได้

ประการแรกที่ชัดเจนสุดคือ การใช้เสียงหัวเราะเพื่อช่วยบำบัดนั้นบรรเทาความเครียดได้ เราทราบดีว่าความเครียดมิเพียงเป็นภัยต่อสุขภาพจิต อาจเกิดภาวะซึมเศร้าและอาการหวาดวิตกในขั้นรุนแรงได้ แต่ความเครียดยังใช้ร่างกายมนุษย์เป็นแหล่งฟักตัวชั้นดี ดังที่World Heart Federationระบุว่า ความเครียดสามารถกลับมาจู่โจมด้วยโรคร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิต อย่างเช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด ความเครียดสะสมจะลดการไหลเวียนของเลือดที่ส่งไปเลี้ยงหัวใจ จนอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ซ้ำร้ายยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่หลอดเลือดจะแข็งตัวอีกด้วย

น่าคิดต่อไปว่าหากสิ่งง่ายๆ ในชีวิตประจำวันแค่การหัวเราะนั้น จะสามารถปัดเป่าอาการเจ็บป่วยทางร่างกายได้จริงหรือ

รายงานจากMayo Clinic อธิบายไว้ว่า ประโยชน์เฉพาะหน้าของเสียงหัวเราะนั้น เกิดจากลักษณะท่าทางขณะเปล่งเสียง ได้ช่วยให้ร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เพราะขณะเราหัวเราะ ร่างกายของเราจะสูดรับอากาศที่เต็มไปด้วยออกซิเจนมากกว่าการหายใจตามปกติ เมื่ออัดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ก็จะไปกระตุ้นอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ทั้งยังกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสียงหัวเราะมิเพียงช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต แต่ยังช่วยผ่อนคลายแรงเครียด ซึ่งถูกกดจากการไหลเวียนของเลือด พร้อมทั้งยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย

ประโยชน์ของเสียงหัวเราะมิได้มีแค่ระยะสั้น แต่ยังส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว เพราะเสียงหัวเราะสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำกับควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ยิ่งหัวเราะยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพ และยังช่วยทุเลาอาการเจ็บปวดไปด้วย เสียงหัวเราะยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนนิวโรเปปไทด์ เพื่อต้านความคิดเชิงลบ ความหดหู่ และอาการป่วยที่คุกคามร่างกาย รวมทั้งภาวะซึมเศร้าและอาการหวาดวิตกต่างๆ

รศ.วิลเลี่ยม บี. สเตรนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระและการออกกำลังกาย แห่งมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้าแห่งเอ็ดมอนตันยังระบุไว้ในรายงานของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ถึงประสิทธิภาพเชิงบำบัดของเสียงหัวเราะ ซึ่งเกิดประโยชน์ในหลายด้านตามที่ปรากฎในบันทึกของแพทย์หลากหลายสาขา ไม่ว่าเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เนื้องอก ดูแลผู้ป่วยหนัก จิตเวช เวชศาสตร์ฟื้นฟู รูมาติก งานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรืองานดูแลเพื่อบรรเทาอาการ เป็นต้น ข้อมูลจากบันทึกทางการแพทย์เหล่านี้ช่วยรับรอง และเป็นหลักฐานที่แสดงถึงคุณค่าของเสียงหัวเราะ ว่ามิใช่แค่พฤติกรรมตอบสนองของร่างกายขณะเกิดความเบิกบาน แต่ยังเป็นวิธีบำบัดอีกแขนง ซึ่งเป็น “ตัวช่วย” ที่ดีขณะอยู่ในกระบวนการรักษาตัว

ทั้งหมดนี้ช่วยย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงหัวเราะที่มีต่อการขจัดความเครียดและทัศนะเชิงบวก ว่าเป็นแหล่งอำนวยประโยชน์อย่างมากมาย การใช้เสียงหัวเราะโดยลำพังนั้น อาจมิใช่วิธีการรักษาที่สมบูรณ์ในตัวเอง หรือจัดการกับโรคร้ายได้ทั้งหมด แต่ในที่นี้ เราได้ตั้งข้อสังเกตจากรายงานทางคลินิกที่สำคัญ ที่ได้รับการพิสูจน์ถึงความสามารถในการบรรเทา ยับยั้ง และรักษาอาการทางอารมณ์ต่างๆ

และยังช่วยยืนยันในสิ่งที่ออเดรย์ เฮปเบิร์นเคยกล่าวไว้นั้น ไม่ผิดจากความจริงสักเท่าไหร่นัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่มีสุขภาพดีมิใช่หรือ

ข้อมูล: World Heart Federation, ‘Cardiovascular Disease Risk Factors’ // Mayo Clinic, ‘Stress relief from laughter? It’s no joke.’ // William B. Strean ‘Laughter Prescription.’ Canadian Family Physician 55.10 (2009): 965–967.National Center for Biotechnology Information, U.S. National Library of Medicine, National Institutes of Health.

 

“ชูการ์ฟรี แดรี่ฟรี กลูเตนฟรี” ดีจริงหรือแค่กระแส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 21:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/446325

"ชูการ์ฟรี แดรี่ฟรี กลูเตนฟรี" ดีจริงหรือแค่กระแส?

โดย…สุชาวดี เฉลิมวงศาเวช

ในยุคที่ข่าวสารเดินทางทั่วโลกได้ในเสี้ยววินาที และความรู้ใหม่ๆ ทางด้านโภชนาการเกิดขึ้นแทบทุกวัน ผู้บริโภคกลับรู้สึกสับสนมากขึ้นท่ามกลางข้อมูลที่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน เช่น ไข่ที่เคยเป็นอาหารต้องห้ามเพราะคอเลสเตอรอลสูง มาวันนี้กลับเป็นอาหารสุขภาพ นอกจากนั้น ยังถูกรายล้อมไปด้วยผลิตภัณฑ์และสูตรไดเอ็ทที่มีจำนวนมากมายจนเลือกไม่ถูก

ลองตั้งข้อสังเกตดู เมื่อหลายปีก่อนกระแสชูการ์ฟรีเริ่มได้รับความสนใจ และทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล รวมไปถึงสารให้ความหวานแทนน้ำตาลขึ้นหลายชนิด และมาในวันนี้ ผู้บริโภคก็เริ่มคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์แดรี่ฟรี ไปจนถึงกลูเตนฟรี มากขึ้น โดยคนจำนวนมากซื้อมารับประทานโดยที่ไม่ทราบว่าดีจริงหรือไม่ และที่น่าสังเกตคือ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ จำนวนผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือมีโรคอ้วนหรือโรคเบาหวานทั่วโลก กลับมีมากขึ้นหลายเท่าตัว และจากรายงานสุขภาพคนไทยฉบับล่าสุด ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มากกว่า 1/3 ของคนไทยมีภาวะน้ำหนักเกิน และ 1/10 “อ้วน” ในระยะเวลา 20 ปี คนไทยที่อายุ 15 ปีขี้นไปมีอัตราของภาวะอ้วนเพิ่มขี้น 3 เท่า หากเทียบในระดับภูมิภาค คนไทยอ้วนมากจนเป็นอันดับ 2 ใน 10 ประเทศอาเซียน รองจากมาเลเซีย

ชูการ์ฟรี

ในวงการสุขภาพได้จัดให้น้ำตาลเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการติดยิ่งกว่าโคเคน (จากการทดลองกับหนูในห้องทดลอง) หลายๆ คนยังไม่ทราบว่าอาหารหลายชนิดในท้องตลาด ที่เราอาจไม่ได้รับรู้รสหวานเมื่อรับประทาน กลับเต็มไปด้วยน้ำตาล ตั้งแต่ ซอสมะเขือเทศ ขนมปัง โยเกิร์ต สลัดเดรสซิ่ง และยังรวมถึงอาหารคาวเกือบทุกจานที่ถูกปรุงในร้านอาหาร ในขณะที่องค์กรอนามัยโลกแนะนำให้รับประทานน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา แต่จากการสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยวันละถึง 20-30 ช้อนชา

ที่น่าห่วงคือ ผลเสียของน้ำตาลนั้นอันที่จริงแล้วมีมากกว่าที่คนส่วนใหญ่ทราบ ไม่เพียงแต่น้ำตาลจะทำให้ฟันผุ หรือเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคเบาหวานแล้ว ยังมีโทษอื่นๆ ต่อสุขภาพ ตั้งแต่ ทำให้เกิดการอักเสบ ผิวดูแก่กว่าวัย เป็นสิวเรื้อรัง เป็นอาหารหลักของเซลล์มะเร็ง เกี่ยวข้องกับอาการท้องผูกและอาการก่อนมีประจำเดือน ทำให้ร่างกายมีความเป็นกรด สายตาไม่ดี ไปจนถึงอัลไซเมอร์และอื่นๆ อีกกว่าร้อยชนิด

การงดน้ำตาล (และควรรวมถึงการงดสารให้ความหวานแทนน้ำตาลด้วย เพราะส่วนใหญ่มีโทษต่อร่างกาย) นั้นจำเป็นต้องอาศัยวินัยเป็นพิเศษในช่วงแรกๆ เพราะอาหารแรกของทารกคือน้ำนมมารดาซึ่งมีรสหวาน ทำให้มนุษย์คุ้นชินกับความหวานตั้งแต่แรกเกิด และด้วยความที่น้ำตาลทำให้ติด การทานในปริมาณเล็กน้อยยังมักทำให้อยากทานเพิ่ม ส่วนในผู้ที่ทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ โอกาสที่จะทานน้ำตาลไปพร้อมๆ กับอาหารส่วนใหญ่ที่ถูกเสิร์ฟก็มีสูงมาก

สำหรับประโยชน์จากการงดน้ำตาล หากคุณติดหวาน การงดน้ำตาลจะช่วยทำให้อารมณ์คงที่ไม่เหวี่ยงขึ้นลง (เพราะร่างกายไม่ต้องจัดการกับน้ำตาลที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วหลังการบริโภคน้ำตาล) นอกจากนี้ ยังมีส่วนในการลดไขมันส่วนเกินรวมถึงลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีอีกอันเป็นผลเสียจากการบริโภคน้ำตาลที่มีฟรุกโตสสูง คุณสาวๆ ก็ยังจะได้รับผลดีต่อผิวหนังที่จะไม่หย่อนยานก่อนเวลาอันควร อันเนื่องมาจากกระบวนการไกลเคชั่นเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ที่ส่งผลร้ายต่อคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ส่วนคุณผู้หญิงที่ฮอร์โมนเคยแปรปรวนก็อาจพบว่าอาการต่างๆ ลดน้อยลงมาก เพราะน้ำตาลทำให้ร่างกายต้องหลั่งอินซูลินซึ่งมีผลกระทบต่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสทอสเตอโรนด้วย

แดรี่ฟรี

การงดผลิตภัณฑ์จากนมวัว ไม่ใช่เพียงแค่การงดนมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง เนย โยเกิร์ต ชีส และขนมอบเกือบทุกชนิด มีคนจำนวนมากที่ไม่มีเอนไซม์ที่สามารถย่อยแลคโตส (น้ำตาลนม) ได้ และอีกไม่น้อยที่แพ้นมวัว โดยอาจมีอาการตั้งแต่ มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ปวดท้อง ไปจนถึงท้องเสีย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควรพิจารณางดรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม

นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีผลหลักต่อคุณภาพของนมคือ คุณภาพของแม่วัว ซึ่งหากเป็นวัวที่ได้รับการฉีดฮอร์โมนหรือแอนตี้ไบโอติกส์ หรือเป็นวัวที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม นมที่ได้ก็จะเต็มไปด้วยสารเหล่านั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ และแม้คนที่ไม่มีอาการแพ้นมวัวก็ควรหลีกเลี่ยง

การหลีกเลี่ยงไขมันจากนมวัวหรือการเลือกประทานอาหารมังสวิรัต

ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปบริโภคนมชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะนมถั่วเหลืองที่หาได้ง่ายและราคาย่อมเยา รวมกับความที่ถั่วเหลืองได้รับชื่อเสียงว่ามีโปรตีนสูงและดีต่อสุขภาพในระยะที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีบทวิจัยจำนวนมากโต้แย้งว่า ถั่วเหลืองนอกจากจะเป็นธัญพืชที่ย่อยยากที่สุดแล้ว การบริโภคถั่วเหลืองอย่างต่อเนื่องยังมีผลต่อการทำงานของต่อมไธ

รอยด์และความสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกด้วย อีกทั้งยังไม่นับรวมถึงความจริงที่ว่าถั่วเหลืองเกือบทั้งหมดในท้องตลาดเป็นผลิตผลที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรม

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่คิดว่าจะลดหรืองดรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม กะทิ (โดยเฉพาะกะทิที่คั้นสด) น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งยังหาได้ง่าย และราคาย่อมเยา คนจำนวนมากอาจยังติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าควรหลีกเลี่ยงการบริโภคกะทิ เนื่องจากอุดมไปด้วยไขมันและอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูง แต่ความจริงคือ ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ตั้งแต่ น้ำมะพร้าว น้ำมันมะพร้าว และกะทิ กำลังได้รับการขนานนามในวงการสุขภาพสมัยใหม่ว่าเป็น ซุปเปอร์ฟู๊ด โดยเน้นว่า การบริโภคกะทิสดจะช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิต อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย และการทำงานของระบบย่อยอาหารอีกด้วย

นอกจากนี้ ถั่วเมล็ดแห้งโดยเฉพาะ อัลมอนด์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคนำมาทำนมอัลมอนด์เองได้ง่ายๆ หรือหากจะเลือกซื้อชนิดที่ขายสำเร็จรูป ควรมองหาชนิดที่ไม่เติมน้ำตาลและสารคาราจีแนน (ที่มักถูกเติมเพื่อป้องกันการแยกตัวของผลิตภัณฑ์)

กลูเตนฟรี

นับเป็นกระแสล่าสุด ที่แม้กระทั่งผู้ที่ไม่แพ้กลูเตนก็ยังอดหันมาเลือกซื้อและบริโภคบ้าง โดยทึกทักเอาว่าน่าจะดีต่อสุขภาพหรือช่วยในการลดน้ำหนัก “กลูเตน” (Gluten) ซึ่งมาจากรากศัพท์ “glue” ที่แปลว่า “กาว” คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลี บาร์เลย์ และไรย์ โดยทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืชเหล่านี้มีความเหนียวหนืด กลูเตนนอกจากจะอยู่ในขนมอบจำพวกแป้ง ขนมปัง พาสต้า แครกเกอร์ทั้งหลาย ยังพบได้ใน

ซอสถั่วเหลือง น้ำมันหอย ซีอิ๊ว น้ำสลัด ผงทำซุปข้น เกรวี่ ซอสข้าวหมูแดง รวมไปถึงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ลูกชิ้น ทอดมัน ไส้กรอก และสินค้าแปรรูปอื่นๆ อีกจำนวนมาก

เป็นที่ทราบกันว่าในปัจจุบัน กรรมวิธีในการผลิตธัญพืช โดยเฉพาะข้าวสาลี อันเป็นส่วนผสมหลักของขนมปัง พาสต้า และพิซซ่านั้นแตกต่างจากสมัยโบราณมาก ด้วยการย่นระยะการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตในเวลาที่สั้นที่สุด อีกทั้งยังขัดเอาส่วนประกอบที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าอาหารออกจนเกือบหมด จนแทบจะเหลือแต่ส่วนของแป้งขัดขาวที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็วแล้ว ยังทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วย่อยยาก หรือทำให้เกิดความระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร และเมื่อระยะเวลาผ่านไปอาจเป็นสาเหตุให้เกิด การแพ้กลูเตน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกลูเตน

ซึ่งไม่สามารถสามารถย่อยผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็ก ผู้แพ้กลูเตนอาจมีอาการท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะ และท้องเสีย หรือ

โรคเซลิแอค (Celiac Disease) ซึ่งเป็นการอักเสบที่ลำไส้เล็ก ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารอื่นๆ ได้อย่างเพียงพอ เมื่อมีจำนวนประชากรโดยเฉพาะในต่างประเทศที่แพ้กลูเตนมากมาย ผลิตภัณฑ์ปลอดกลูเตน (Gluten Free) หลากหลายชนิดจึงถูกผลิตขึ้นและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

ตัวอย่างอาหารธรรมชาติที่ไม่มีกลูเตน

* คาร์โบไฮเดรต แป้ง เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มัน เผือก ฟักทอง วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ

* เนื้อสัตว์ คือเนื้อที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทั้งหมด

* น้ำมันทั้งที่มาจากพืชและสัตว์

* ผักและผลไม้

* นมและผลิตภัณฑ์จากนม

หากคุณคิดจะเริ่มทานอาหารแนวกลูเตนฟรี (ซึ่งไม่ยากนักในประเทศแถบเอเชีย เพราะเราทานข้าวเป็นอาหารหลัก) อยากขอเน้นว่าสิ่งที่สำคัญที่ควรพิจารณาคือส่วนประกอบ เนื่องด้วยผู้ผลิตส่วนมากต้องการทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลูเตนฟรีมีรสชาติดีและใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ จึงทำให้ผลิตภัณฑ์กลูเตนฟรีจำนวนมากเต็มไปด้วยสารเคมีที่ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน ผู้บริโภคจึงควรอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อเสมอ

และทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะเลือกชูการ์ฟรี แดรี่ฟรี หรือกลูเตนฟรี หรือไม่เลือกแนวใดเลย อาหารธรรมชาติ ปราศจากพิษและสารเคมี และผ่านกระบวนการดัดแปลงน้อยที่สุด คือหัวใจของสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคน นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมสารอาหารด้านจิตใจเช่น ความคิดบวก หรือความขอบคุณ ที่ป้อนคุณค่าอันลึกซึ้งและมีผลต่อสุขภาพดีอย่างประเมินค่าไม่ได้

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุชาวดี เฉลิมวงศาเวช หรือครูอุ้ม ผู้เป็นครูอัษฏางคโยคะชาวไทยคนแรกที่ได้รับใบอนุญาติจากท่าน ศรี ปัตตาภิ โชอิส ที่เมืองมัยซอร์ เมื่อ 2549 และยังได้จบหลักสูตรอบรมการโค้ชสุขภาพองค์รวมจากสถาบัน Institue for Integrative Nutrition ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปัจจุบันครูอุ้มนอกจากจะสอนโยคะทั้งในและต่างประเทศ ยังเป็นโค้ชสุขภาพที่มีลูกค้าจากทั่วโลก และได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ผิวสวย ท้องผูก ไปจนถึง ความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า โดยยึดหลัก Bio-individuality นั่นคือร่างกายแต่ละคนนั้นมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง

จึงควรเลือกอาหารและวิถีชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดในการบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพ หากผู้ใดสนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เวบไซต์ www.iamhealthytoday.com หรือนัดปรึกษา (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ทางหมายเลข 0966 363 294 หรืออีเมล์ sasha@iamhealthytoday.com

 

ออกกำลังกายตอนเช้าหรือเย็นดีกว่ากัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/446292

ออกกำลังกายตอนเช้าหรือเย็นดีกว่ากัน

โดย…โยโมทาโร่

เป็นเรื่องถกเถียงกันไม่รู้จักจบสิ้นระหว่างการออกกำลังกายตอนเช้ากับตอนเย็นว่าออกช่วงไหนดีกว่ากัน ฝ่ายที่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักก็จะใช้เหตุผลว่าออกตอนเช้านั้นดีกว่า เพราะร่างกายยังไม่ได้รับพลังงาน ออกกำลังกายช่วงนั้นจะได้ใช้ไขมันสะสมอย่างเต็มที่ (ที่จริงแล้วต้องมีอาหารเช้าสำหรับการเริ่มต้นออกกำลังกายถึงจะเหมาะสมที่สุด ไม่อย่างนั้นร่างกายจะดึงไกลโคเจนในกล้ามเนื้อมาใช้ก่อนและตามด้วยกล้ามเนื้อก่อนดึงไขมันมาใช้ ซึ่งคงไม่ดีแน่หากเราจะต้องเสียมวลกล้ามเนื้อที่จะช่วยในการลดน้ำหนักระยะยาว)

ส่วนการออกกำลังกายตอนเย็นนั้นก็ยกเหตุผลในเรื่องความพร้อมของร่างกายที่สามารถออกกำลังกายได้ทันทีเพราะได้ใช้งานมาทั้งวันแล้ว

แต่ข้อสรุปจากประสบการณ์ของผมที่ดีที่สุดคือ ออกกำลังกายเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้นครับ ไม่ต้องเถียงกันว่าออกเช้าหรือเย็นจะดีไปกว่ากัน เพราะต่างมีข้อดีข้อเสียทั้งคู่ แต่ข้อดีที่ตรงกันคือไม่ว่าจะออกเวลาไหนร่างกายเราก็ แข็งแรงเหมือนกัน จะตอนเช้า ตอนเย็น หรือแม้กระทั่งตอน 4 ทุ่ม เราก็สามารถออกกำลังกายได้ ขอเพียงแค่จัดเวลาว่างตามไลฟ์สไตล์ของเรามาให้กับการออกกำลังกายก็พอ เชื่อไหมครับว่าที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ตอน 4 ทุ่มยังมีชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งเลิกงานมาวิ่งออกกำลังกายกันเลย ดังนั้นเวลาไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกวัน

 

ท่านกพิราบสำหรับคนที่บาดเจ็บคอและไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/445735

ท่านกพิราบสำหรับคนที่บาดเจ็บคอและไหล่

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านกพิราบนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ง่ายไปจนถึงยาก การฝึกท่านกพิราบจะเน้นเฉพาะร่างกายส่วนล่างที่การเปิดสะโพกก็ได้ หรือจะเน้นที่ร่างกายส่วนบนคือการเปิดไหล่และแอ่นหลังด้วยก็ได้ หรือจะเน้นการยืดเฉพาะบริเวณหน้าขาส่วนบนและเอวก็ได้เช่นกัน ซึ่งในเวอร์ชั่น Eka Pada Rajakapotasana (Pigeon Pose for neck and shoulder pain version) ท่านกพิราบสำหรับคนที่บาดเจ็บคอและไหล่นี้ จะเหมาะกับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่คอและไหล่ รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ สำหรับผู้ฝึกใหม่หากรู้สึกเจ็บที่หัวเข่า ให้ส่งเท้าหน้ามาใกล้กับสะโพกมากที่สุด

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มต้นทำท่า high lungeโดยเท้าขวาอยู่หน้า

 

2 วางฝ่าเท้าขวาขนานกับข้อมือทั้ง 2 ข้างส่วนนิ้วเท้าซ้ายจิกไว้ที่เสื่อก่อนเพื่อเช็กให้ขาหลังตรงหายใจเข้าออก 10 วินาทีไม่แผละสะโพกลงพื้นสำหรับคนที่สะโพกติดหรือตึงมากให้ใช้ผ้าห่มรองที่ขาหน้า

 

3 พับขาซ้ายเข้ามาและใช้แขนซ้ายคล้องฝ่าเท้าซ้ายส่วนมือขวาวางไว้ที่หน้าขาขวา

 

4 นำมือขวามาคล้องประสานกับมือซ้ายที่ด้านหลังหันหน้ามาด้านหลังไม่เกร็งคอดึงให้ส้นเท้าออกจากก้นด้วยการยืดแขน หายใจเข้าออกปกติ ค้างท่าประมาณ15 วินาที จากนั้นค่อยๆคลาย แล้วลองทำสลับข้าง