เล็บ สิ่งเล็กๆ ที่เรามองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/445734

เล็บ สิ่งเล็กๆ ที่เรามองข้าม

โดย…แพทย์จีนธนิษฐา จิรัฐิติกาล แผนกอายุรกรรมผิวหนัง และความงาม คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน

คุณหมอคะ ดิฉันรักษาสิวมานาน ทำไมไม่หายสักที นับวันรอยด่างดำยิ่งเยอะ แถมหน้าก็ไม่เรียบเนียนอีก ทั้งที่รักษาความสะอาดอย่างดีอาหารการกินก็ระวังแล้ว เกิดจากสาเหตุอะไรคะ?”

“หมอครับ ผื่นมันเหมือนจะมากขึ้นเลยครับ เหมือนจะหายๆ แต่ก็ขึ้นใหม่อีกแล้ว”

การเกิดโรคผิวหนังในรูปแบบต่างๆ นอกจากปัจจัยภายในร่างกายแล้ว ปัจจัยภายนอกอย่างหนึ่งที่ควรระวัง แต่มักมองข้ามไป คือ “การไว้เล็บ” ด้วยอาจเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือคิดว่าไว้เล็บแค่ไม่แคะแกะเกาก็เพียงพอแล้ว มือเราทำไมจะควบคุมไม่ได้

แต่ในความเป็นจริง เราควบคุมตัวเองได้ไม่ตลอด เพราะโรคผิวหนังส่วนใหญ่มักมี“อาการคัน” ร่วมด้วย บางคนคันบ้างไม่มากเท่าไหร่ แต่บางคนคันจนนอนไม่ได้ ทรมาน ส่งผลต่อสุขภาพจิต เมื่อคันก็ต้องเผลอเกาเป็นธรรมดา ตอนกลางวันอาจควบคุมได้บ้าง แต่ตกกลางคืนมักเป็นช่วงที่ว่างจากการทำงานแล้ว ความสนใจก็จะหันมาอยู่ที่อาการคันตามร่างกายของตนเอง ยิ่งตอนหลับไปแล้วด้วย เคยเป็นไหมคะ ตื่นขึ้นมามองที่เล็บเห็นมีสะเก็ดที่เกาติดอยู่ หรือลายตามตัวไปเลยก็มี ด้วยเหตุนี้การไว้เล็บก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคผิวหนังของตนนั้นหายช้า หรือเป็นหนักมากขึ้น บางโรคก็เป็นการกระตุ้นให้เกิดผื่นผิวหนังแบบเดิมขึ้นมาในบริเวณที่เกานั้นๆ เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) เป็นต้น ส่วนโรคลมพิษบางชนิดนั้นก็มีลักษณะที่สำคัญคือเป็นรอยนูนตามที่เกา ยิ่งเกายิ่งคันยิ่งเป็นหนักมากขึ้นไปอีก

“แล้วถ้าไม่คันล่ะ ไว้เล็บก็ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” คำตอบคือ “ไม่ใช่ค่ะ”

การแคะ แกะ เกา ทำให้ติดเชื้อ เกิดการอักเสบ ปวด บวมแดง หรือเพิ่มโอกาสการแพร่เชื้อต่อตนเองและคนใกล้ชิดได้ เช่น หูด เริม งูสวัด อีสุกอีใส เป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรค เช่น เกลื้อน เพิ่มแผลเป็นและรอยด่างดำบนใบหน้าและร่างกาย เพราะบริเวณที่เป็นโรคผิวหนังจะบอบบาง มักจะแพ้ง่ายและไวต่อการกระตุ้นเป็นทุนเดิม เมื่อแกะเกาก็เกิดโอกาสที่ไปทำลายชั้นผิวหนังด้านล่าง ทำให้เป็นรอยแผลเป็นหรืออักเสบได้ เมื่อผิวหนังฟื้นฟูสภาพอาจไม่เรียบเนียน สีผิว
ไม่สม่ำเสมอ

แล้วต้องตัดเล็บสั้นเท่าไหนถึงจะดี?

คำตอบคือ …

เมื่อทำนิ้วตั้งฉากกับโต๊ะแล้วปลายนิ้วเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นโต๊ะก่อนปลายเล็บนั่นเองค่ะ

การตัดเล็บเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้ นอกจากดีต่อคนเป็นโรคผิวหนังแล้ว
ยังดีต่อผู้คุณผู้หญิงทั้งหลาย ป้องกันการเกิดโรคด้านนรีเวช รวมถึงสุขอนามัยของทุกคนอีกด้วยนะคะ

 

โยคะดีไอวายสลายเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/444637

โยคะดีไอวายสลายเครียด

โดย…ภาดนุ ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ความเครียดสะสมจากการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในปัจจุบัน การเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วยการฝึกโยคะจึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง และยังช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรงไปพร้อมๆ กับการเสริมภูมิต้านทานไปในตัว ด้วยการฝึกท่าอาสนะง่ายๆ หรือโยคะดีไอวาย สลายเครียดใน 10 นาที ซึ่งครูอิ๊อี่-วรวรัย วาริการ ครูสอนหลักสูตรครูโยคะ จากลัลลาบายโยคะสตูดิโอ จะมาสาธิตโยคะท่าง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

1. ท่าจระเข้ยิ้ม (Smiling Crocodile Pose)

นอนคว่ำ เท้าเหยียดตรง ห่างกันเล็กน้อย ประสานมือ ปล่อยคางบนฝ่ามือทั้งสองข้างสู่ท่าเตรียม หายใจผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายนิ้วเท้า ทิ้งน้ำหนักตัวลงพื้นด้วยการไม่เกร็งส่วนใดของร่างกาย

หายใจเข้า จับศอกเท่ากับความกว้างของหัวไหล่ เหยียดขาออกกว้าง เปิดส้นเท้าออกด้านข้าง หายใจออกค่อยๆ ปล่อยหน้าผากลงช้าๆ ค้างในท่าอย่างผ่อนคลาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกมัดบนใบหน้าด้วยการยิ้มให้กับตัวเอง ค้างท่าไว้ด้วยการหายใจเข้า-ออกลึกยาวอย่างน้อย 1 นาที

ท่าจระเข้ยิ้ม (Smiling Crocodile Pose)

ท่าจระเข้ยิ้ม (Smiling Crocodile Pose)

ท่าจระเข้ยิ้ม (Smiling Crocodile Pose)

ประโยชน์

กดนวดผนังช่องท้อง ช่วยระบบการย่อยอาหารได้ดีขึ้น

แก้โรคกรดไหลย้อน

ช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายความเครียดได้ดี และสงบมากขึ้น

2. ท่ากระต่ายขาเดียว (Rabbit Pose)

นั่งคุกเข่าชิดกันทับบนส้นเท้า ถ่ายน้ำหนักไปที่ก้นเท่าๆ กัน หายใจเข้า-ออกลึกยาว ผ่อนคลาย

หายใจเข้า คอมหลัง โน้มไปด้านหน้า เก็บคางชิดอก แขม่วท้องเล็กน้อย ก้มตัวลง วางหน้ากึ่งกลางของศีรษะบนพื้น โดยที่คอตรง ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ก้นอยู่บนส้นเท้า ก้มตัวลง มือทั้งสองข้างวางข้างลำตัว ออกแรงเหยียดและกดข้อมือแน่นลงที่พื้น

หายใจออก ยกสะโพกขึ้นสูงที่สุด ให้ศีรษะรับน้ำหนัก รับรู้ถึงการยืดตึงที่ต้นคอด้านหลัง และหลังส่วนล่าง ทรงตัวนิ่ง ค้างท่าไว้ 5-10 ลมหายใจ

หายใจเข้า ถ่ายน้ำหนักกลับไปที่ศีรษะและเข่าด้านซ้ายเล็กน้อย เพื่อยกขาขวาขึ้นสูงในระดับสะโพก ขาเหยียดขึ้นตรง

หายใจออก ค่อยๆ วางขาลง ถอยสะโพกลงนั่ง วางก้นกลับมาที่ส้นเท้า พักในท่าเด็ก เหยียดแขนตรงไปข้างหน้า

ท่ากระต่ายขาเดียว (Rabbit Pose)

ท่ากระต่ายขาเดียว (Rabbit Pose)

ท่ากระต่ายขาเดียว (Rabbit Pose)

ประโยชน์

ช่วยยืดกล้ามเนื้อส่วนสะโพก ต้นขา และข้อเท้า ให้ยืดหยุ่นได้มากขึ้น

ลดอาการปวดเมื่อยบริเวณหลังและต้นคอ

บรรเทาอาการระคายคอ เจ็บคอ และไข้หวัด

3. ท่าต้นไม้ร่าเริง (Tree Pose)

ยืนตัวตรง เท้าชิด แขนวางข้างลำตัว มองตรงระดับสายตา

พลิกฝ่าเท้าซ้ายเฉียงออก 45 องศา ยกขาขึ้น นำฝ่าเท้ามาวางที่รอยฝีเย็บของขาขวา เอามือเท้าเอวโดยให้ศอกชี้ตรงไปด้านหลัง สันหลังตั้งตรง หาจุดสมดุล และจุดโฟกัสระดับสายตา

หายใจเข้า พนมมือกลางหน้าอก ตายังกำหนดจุดเดิม ค่อยๆ เหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะจนสุด และหยุดนิ่ง รักษาสมดุล ผ่อนไหล่ห่างออกจากใบหู ค้างท่าไว้ 5-10 ลมหายใจ

หายใจออก กางแขนแยกออก 45 องศา ดึงอกขึ้นหาเพดาน ดันไหล่ผลักกลับไปด้านหลัง ปล่อยทิ้งศีรษะสบายๆ มองบนเพดาน หาสมดุล ค้างท่าไว้ 5-10 ลมหายใจ

หายใจเข้า พนมมือชนกัน วาดกลับไปตำแหน่งตรงกลาง แขนและลำตัวยังเหยียดตรง

หายใจออก วาดแขนกลับลงมาพนมที่อก แล้ววางเท้าลงพื้น

ท่าต้นไม้ร่าเริง (Tree Pose)

ท่าต้นไม้ร่าเริง (Tree Pose)

ท่าต้นไม้ร่าเริง (Tree Pose)

ประโยชน์

ฝึกการรักษาสมดุลของร่างกายและจิตใจให้นิ่ง มีสมาธิจดจ่อ

ยืดและทำให้กล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า และสันหลังแข็งแรง

 

สร้างความแกร่ง เสริมความสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/444557

สร้างความแกร่ง เสริมความสวย

โดย…ปอย  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ช่วงหัวไหล่สวย ไหล่กว้าง คือสิ่งที่หญิงสาวหุ่นสมาร์ท ผิวสีแทนคนนี้พึงพอใจในรูปร่างของตัวเองที่สุด เมโลดี้-ประภัสสร ธัญญวานิช นักกีฬาเพาะกายวัย 23 ปี รุ่นโมเดลฟิสิกส์เน้นฟิตแบบสาวเพาะกายหน้าสวย ล่าสุด ผันตัวขึ้นประกวดเวทีนางงามมิสไทยแลนด์เวิลด์ปีนี้ โชว์ความสวยไปพร้อมกับความแกร่ง เผยได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มนักกีฬาแนวสตรีทเวิร์กเอาต์โชว์ท่าออกกำลังกายผ่านคลิปวิดีโอในยูทูบ ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่รอบตัว ใครๆ ก็ทำได้ อาศัยน้ำหนักตัวสร้างความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้นเอง

การออกกำลังกายแนวนี้มีจุดเริ่มต้นจากยุโรปตะวันออก และแพร่หลายสู่ฝรั่งเศสและสหรัฐ เป็นทั้งกีฬาและศิลปะ ท่าออกกำลังกายแปลกใหม่ คนเล่นครีเอทท่าสไตล์เท่ๆ สวยๆ ก็มีให้เลือกเล่น มือสมัครเล่นอาจมองว่าท่าพวกนี้ยากเกินไป แต่สาวสวยเมโลดี้ ประภัสสร คอนเฟิร์มมือสมัครเล่นก็สามารถทำได้ ลองแล้วจะติดใจร่างกายแข็งแรง หุ่นดีได้อีกด้วย

“มั่นใจในความสวยแบบไม่ศัลยกรรมค่ะ ดูคลิปนักกีฬาแล้วอยากหุ่นดีแบบนั้นบ้างแต่ก่อนเมโลดี้ผอมมากแล้วก็เข้าใจผิดว่าผอมคือหุ่นดีแล้ว แต่ไม่ใช่เลยนะคะ เมโลดี้ผอมแห้งค่ะ ใส่กางเกงยีนส์ก็ไม่มีก้น ใส่เดรสก็โชว์ก้นแบนราบ (หัวเราะ) แต่คนหุ่นดีคือการมีสัดส่วนสมบูรณ์แบบใส่อะไรก็สวย เมโลดี้น้ำหนัก 55 กก. สูง 168 ซม. ผอมแห้งไม่มีกล้ามเนื้อ ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ไม่สวย ไหล่ห่อ

เริ่มเน้นช่วงหัวไหล่กับหลังให้กว้างขึ้นค่ะ เมโลดี้ไหล่กว้างอยู่แล้วค่ะ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ได้โอกาสจากเทรนเนอร์ชื่อดัง เชอรี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ เป็นเทรนเนอร์สอนสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายในแบบบอดี้เวต สร้างกล้ามแต่ไม่ใหญ่เท่าเพาะกาย และเป็นการฝึกเพื่อลงแข่งขัน แมตช์แรกปีที่แล้วค่ะ เข้าแข่งขันคือเวทีมิสเตอร์ไทยแลนด์ ติด 1 ใน 5 ต่อมาคือเวทีหนุ่มกายงามสาวกล้ามสวย ได้ที่ 4 ไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ ค่ะ เวทีรอยัล การ์เด้นท์ พัทยา ได้ที่ 3 ส่วนเป้าหมายสูงสุดคือเวทีสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนทีมชาติ

กีฬาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับระเบียบวินัย ซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดด้วยค่ะ ตั้งแต่การตื่นนอนต้องพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง 1 อาทิตย์เข้ายิมให้ได้ 3 ครั้ง เล่นวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเริ่มด้วยเวตเทรนนิ่งและจบด้วยคาร์ดิโอ การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เนื้ออกไก่ ปลาแซลมอน โปรตีนสูงสร้างกล้ามเนื้อได้ดีมาก ปรุงด้วยตัวเองค่ะ ใส่ได้แค่เกลือ พริกไทย และเรื่องยากที่สุดอีกเรื่องคือการตัดขนมของหวานออกไปจากชีวิตประจำวันทั้งหมดเลยค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ถ้าอดไม่ไหวก็เลือกน้ำตาลหญ้าหวานให้ความหวานแทนน้ำตาลจากอ้อย การสร้างหุ่นเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ค่ะ”

เมโลดี้ ประภัสสร บอกเคล็ดลับ ก้นงอนแน่น เอวคอด หน้าท้องมีซิกซ์แพ็ก ช่วงขาแข็งแรงกระชับ ใครอยากได้ต้องเริ่มทำด้วยตัวเอง

 

Eka Pada Adho Mukha Svanasana (Balanced Version)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/444444

Eka Pada Adho Mukha Svanasana (Balanced Version)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

หลายคนอาจเคยฝึกท่าสุนัขมากันบ้างแล้ว การยกขาขึ้น 1 ขา เพื่อสร้างพื้นที่ว่างระหว่างลำตัวแล้วเพิ่มกำลังแขน และการทรงตัวสำหรับเวอร์ชั่นนี้ ครูจะให้ยกขาขึ้นในขณะที่ตำแหน่งฝ่ามือ จะวางแทนตำแหน่งฝ่าเท้าข้างที่ยกขึ้นกลางอากาศทำให้ต้องใช้การทรงตัวมากขึ้น ใช้พลังแขนที่มากขึ้น ไปพร้อมๆ กับการรักษาความสมดุลของแขน ขา อย่าลืมให้ตำแหน่งของหัวไหล่และเชิงกรานเป็นสี่เหลี่ยม ซึ่งไม่ง่ายและก็ไม่ยาก แต่ท้าทาย ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงให้ระวังขณะฝึก หรืออาจงดฝึกท่านี้ รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาข้อมืออักเสบ (Carpal tunnel syndrome) ควรงดฝึกท่านี้

วิธีปฎิบัติ

1.เริ่มต้นทำท่าสุนัข

 

2.ส่งมือขวาไปจับข้อเท้าซ้ายด้านนอก  หายใจเข้าออกสักครู่

 

3.วางตำแหน่งฝ่ามือขวาแทนฝ่าเท้าซ้าย เลื่อนเท้าซ้ายออกไปด้านหลังเพื่อเตรียม

 

4.หายใจเข้า ยกขาซ้ายลอยขึ้น ขณะยกขาค้าง อย่าบิดสะโพก รักษาตำแหน่งฝ่ามือ และฝ่าเท้าขวาไว้ ค้างท่าประมาณ 10 วินาที จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

ขวัญใจ นักเทคนิคการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/444443

ขวัญใจ นักเทคนิคการแพทย์

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ. 2547 ได้ให้ความหมายของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ไว้ว่า เป็นวิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เพื่อให้ได้สิ่งตัวอย่างทางการแพทย์ และการดำเนินการโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการตรวจ ทดสอบ วิเคราะห์ วิจัย และการรายงานผลการตรวจ เพื่อวินิจฉัย การติดตามการรักษา การพยากรณ์โรค และการป้องกันโรค หรือเพื่อประเมินภาวะสุขภาพ

อย่างนักเทคนิคการแพทย์หญิง (ทนพญ.) สุทธิกานต์ ทิมขลิบ ร่วมงานกับแล็บเอกชน N Health มา 4 ปี โดยทำงานประจำอยู่ที่ห้องปฏิบัติการ N Health สาขาโรงพยาบาลพญาไท 1ตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานธนาคารเลือด สาเหตุที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบในหน่วยนี้ เนื่องจากเป็นคนละเอียดรอบคอบ ใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยของคนไข้ และเป็นคนที่คิดริเริ่มในการปรับปรุงระบบ LIS เพื่อนำไปปรับใช้ในกระบวนการทางธนาคารเลือดเพื่อหาเลือดให้คนไข้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังได้รับมอบหมายให้เป็นIn-charge ประจำในวันหยุดราชการ เนื่องจากมีความรอบรู้ สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพจนได้รับความไว้วางใจ ซึ่งจะเห็นได้จากการ ประเมินพฤติกรรมบริการประจำเดือนจะได้รับคำชมจากวอร์ดและแผนกต่างๆ อยู่เสมอเป็นแบบอย่างให้เพื่อนร่วมงานและทีม การปฏิบัติตนตามระเบียบและข้อบังคับในห้องปฏิบัติงาน ตามมาตรฐาน (Moral Commitment)

“หากจะมองหาใครสักคนที่มีความรู้ความสามารถในกระบวนการตรวจ วิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และมีความเป็นเลิศในงานบริการด้านเทคนิคการแพทย์ คงต้องยกให้เธอคนนี้” เพื่อนร่วมงานกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน

ปัจจุบัน N Health เป็นแล็บเอกชนที่มีมาตรฐานระดับสากล มีชื่อเสียงด้านการตรวจวิเคราะห์ มีความหลากหลายของสาขาการตรวจวิเคราะห์ที่ปัจจุบันทำการวิเคราะห์กว่า 2 ล้านการทดสอบ/ปี ปัจจุบันมีนักเทคนิคการแพทย์มากถึง 450 คน แต่ก็ยังต้องการเพิ่มอีก20% ต่อปี ทั้งนี้ เพราะปริมาณงานเพื่อตรวจวิเคราะห์มีเพิ่มมากขึ้น  ในอนาคต  N Health ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น  Reference Lab เทียบเท่าห้องปฏิบัติการโรงเรียนแพทย์ เพื่อแบ่งเบาภาระของภาครัฐ

“ในฐานะนักเทคนิคการแพทย์คนหนึ่ง อยากให้นักเทคนิคการแพทย์ทุกท่านภาคภูมิใจในงานของตน ที่มีความสำคัญต่อชีวิตคนไข้เช่นกัน และเราเปรียบเสมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับแพทย์ อยากให้รุ่นน้องมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อสามารถช่วยกันหาแนวทางป้องกันและรู้ทันโรค เพื่อสุขภาพที่ดีของคนในสังคมต่อไป”

 

นพ.นภดล นพคุณ สิวกับฮอร์โมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/444442

นพ.นภดล นพคุณ สิวกับฮอร์โมน

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษาสิว โดยสิวเกิดจากฮอร์โมนไปกระตุ้นต่อมไขมันให้โตและผลิตไขมันได้มากขึ้น และจะทำให้ใบหน้าและหนังศีรษะเกิดความมันมาก อีกทั้งยังมีแบคทีเรียที่ชื่อว่า P.acne เพิ่มมากขึ้นในบริเวณรูขุมขน ในต่อมไขมันขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้รูขุมขนบริเวณที่มีสิว สร้างเคราตินที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตันที่บริเวณรูขุมขนนั้น และเป็นตัวกระตุ้นสิวอักเสบมากขึ้น

นอกจากนี้ ก็ยังมีปัจจัยอื่นกระตุ้นให้สิวกำเริบ เช่น ความเครียดจะกระตุ้นต่อมไขมัน การนวด ขัด ถูใบหน้าแรงๆ การล้างหน้าด้วยสบู่บ่อยเกินไป การใช้ยาทาบางอย่าง เช่น สเตียรอยด์ เครื่องสำอางและสารเคมีบางอย่างอาจจะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ หรือกลุ่มคนที่มีอาชีพที่ต้องสัมผัสอากาศร้อน-เหงื่อออกมาก หรือทำงานที่ต้องสัมผัสน้ำมันก็เช่นกัน

ทั้งนี้ การเป็นสิวอาจเกิดจากการสะสมจากการล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด เกิดจากการใช้ยาสเตียรอยด์ และเกิดจากเชื้อรา โดยการวินิจฉัยจะแยกโรคจากรูขุมขนอักเสบและที่เกิดจากสเตียรอยด์ เพราะจะมีลักษณะเป็นตุ่มแดงๆ บริเวณรูขุมขน และจะเกิดหลังจากการใช้สารสเตียรอยด์ประมาณ 2 สัปดาห์

โดยคนที่เป็นสิว สิวอุดตัน มีลักษณะเป็นตุ่มนูนที่ผิวซึ่งเป็นลักษณของสิวหัวปิด แต่หากพบเป็นจุดดำที่ยอดของตุ่มก็จะเป็นลักษณะของสิวหัวเปิด ซึ่งปกติจะพบคละๆ กัน สิวอักเสบมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดง ตุ่มหนอง หรืออักเสบมากคล้ายถุงซีสต์ บริเวณที่พบสิวมาก คือ ใบหน้า หน้าอก และหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก

สำหรับการดูแล ส่วนใหญ่จะใช้ยาทา และยารับประทาน ยาทาจะนิยมใช้มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น อิริโทมัยซินนามิก คลินดามัยซิน จะเป็นกลุ่มที่ช่วยลดปริมาณของ P.acne ที่รูขุมขนแล้วยังช่วยลดการอักเสบ

กลุ่มเบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ ช่วยลดปริมาณของ P.acne ที่รูขุมขน และช่วยลดการอักเสบ กลุ่มยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะช่วยละลายหัวสิว ใช้ได้ดีในสิวชนิดไม่อักเสบ โดยยาความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย

สำหรับยารับประทานจะเป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มเตตตร้าไซคลิน หรือดอกซีไซคลิน หากเป็นสิวเรื้อรัง รุนแรง ควรใช้ยาในกลุ่มกรดไวตามินเอ ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากมีผลต่อการตั้งครรภ์ รวมถึงตับและไขมันในเลือด โดยสิวที่อาการไม่รุนแรงจะหายได้เอง หรือเมื่อรักษาต่อเนื่องอาการจะดีขึ้นในระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ แต่หากรุนแรงจะต้องใช้เวลาหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยแสงเลเซอร์ และการฉายแสงอีกด้วย

การรักษาสิวยังต้องดูแลร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมน ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิว ไม่ว่าจะเป็นการล้างและถูหน้าแรงๆ หรือนวดหน้า รวมถึงการบีบและแกะสิว ภาวะความเครียดและการนอนดึก

 

อาการหลงลืมที่ต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/443764

อาการหลงลืมที่ต้องเฝ้าระวัง

โดย…ชลารย์ ชลญ่า

เคยมีอาการแบบนี้ไหม ลืมโทรศัพท์ กุญแจ ลืมปิดบ้าน ลืมล็อกรถ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่ได้สูงวัย อาการขี้ลืมเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เลือกเพศเลือกวัย บางคนทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในคราวเดียว ทำให้ไม่มีสติกับสิ่งที่ทำอยู่ก็อาจมีอาการหลงลืมชั่วคราว เช่น ลืมนัด บางคนอาจมีอาการหลงลืมมากกว่านั้น เช่น ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ชอบถามคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ระดับอาการขี้ลืม หลงลืม ในแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป แล้วอาการแบบไหนที่ต้องเฝ้าระวังบ้าง

พญ.บุษราลักษณ์ ธนวัฒนาเจริญ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) กล่าวว่า อาการหลงลืมและความจำเสื่อมเป็นอาการของโรคสมองเสื่อม ซึ่งอาการหลงลืมมีความรุนแรงน้อยกว่าอาการความจำเสื่อม อาการหลงลืมเล็กๆ น้อยๆ อาจแค่เป็นการหลงลืมตามวัย ไม่มีผลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน แต่อาการหลงลืมจากสมองเสื่อมจะกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น ใส่เสื้อกลับด้าน จำไม่ได้ว่าใส่เสื้อยังไง หลงทางกลับบ้าน เป็นต้น

“เมื่อมีอาการเหล่านี้มากๆ อาจต้องนึกถึงโรคสมองเสื่อม ซึ่งแบ่งระดับออกเป็นระดับอ่อนหรือไม่รุนแรง เรียกว่าสมองเสื่อมเล็กน้อย คือลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น ลืมว่าวางของไว้ที่ไหน จำชื่อคนที่คุ้นเคยไม่ได้ ระดับกลาง เสื่อมมากขึ้น คือความจำในอดีตยังดี มีความบกพร่องในหน้าที่การงานและสังคมบ้าง ยังช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ การตัดสินใจยังดีอยู่ แต่จะมีความบกพร่องในความเข้าใจ การเรียนรู้ แก้ปัญหา การตัดสินใจ เช่น ลืมชื่อคนในบ้าน

ระดับรุนแรง คือ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่กิจวัตรประจำวัน กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ได้ ซึ่งตัวการที่ทำให้เกิดความจำเสื่อมมาจากหลายสาเหตุ เช่น การใช้ยา กลุ่มยาต้านซึมเศร้า ยาแก้แพ้ ยาระงับประสาท ยาคลายเครียด ยานอนหลับ การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่สมองลดลง นอนน้อยหรือหลับไม่สนิท ตื่นบ่อย ภาวะซึมเศร้าหรือเครียด ส่งผลต่อความตั้งใจหรือสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำ การขาดสารอาหาร วิตามิน เช่น วิตามิน B, B12 ธาตุเหล็ก เป็นต้น”

พญ.บุษราลักษณ์ กล่าวว่า อาการที่ควรเฝ้าระวัง คือ อาการหลงลืมที่เป็นมากขึ้น จากแค่ลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ต่อมาเริ่มพูดสิ่งของสลับ เช่น จะเรียกชื่อคนนี้แต่พูดเป็นชื่ออีกคน ซึ่งถ้าเริ่มมีผลกระทบในการทำงานสังคม ทำสิ่งที่เคยทำไม่ได้ เช่น ทำอาหาร คิดแก้ปัญหาตัดสินใจไม่ได้ บุคลิกเปลี่ยนอารมณ์เปลี่ยนง่ายและเร็ว ก็ควรปรึกษาแพทย์

“ส่วนการดูแลและปฏิบัติตนที่ช่วยกระตุ้นความจำที่สามารถทำได้ คือ 1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 2.กินอาหารครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงไขมันสูง หวานและเค็มจัด 3.ฝึกบริหารสมอง ทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมองสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป ฝึกเขียนหนังสือ แปรงฟันข้างที่ไม่ถนัด หลีกเลี่ยงความเครียดจากการทำงาน 4.ฝึกสมาธิ ทำให้มีความจดจ่อกับสิ่งที่ทำและจำได้มากขึ้น 5.รับประทานวิตามินเสริมที่มีส่วนช่วยเรื่องบำรุงสมอง เช่น วิตามิน B, B12 เป็นต้น”

 

ท่าโยคะสำหรับนักวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/443506

ท่าโยคะสำหรับนักวิ่ง

โดย…วราภรณ์

วิ่งเป็นกีฬาที่หลายๆ คนชื่นชอบ ข้อดีคือสามารถออกกำลังกายได้ด้วยตนเองไม่ต้องใช้อุปกรณ์ แค่มีรองเท้าคู่ใจก็วิ่งไปได้ทุกที่ แต่การวิ่งนานๆ วิ่งมาราธอน หลายๆ กิโลเมตร ก็อาจทำให้มีปัญหาเรื่องเจ็บฝ่าเท้า ปวดเอ็นร้อยหวาย ปวดน่อง ปวดต้นขาได้ ดังนั้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการวิ่ง จะทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น โอกาสเกิดการบาดเจ็บก็ลดน้อยลง ท่าโยคะก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยสร้างความยืดหยุ่น และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ทำให้ประสิทธิภาพในการวิ่งดีขึ้น คุณครูวรวรัย วาริการ จาก Lullaby Yoga ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) มีคำแนะนำสำหรับท่าโยคะที่ดัดแปลงสำหรับนักวิ่ง เพื่อให้เหมาะกับนักวิ่ง ดังนี้

ท่านั่งยองแบบดัดแปลง (Malasana)

ท่านั่งยองแบบดัดแปลง (Malasana)

ขั้นตอน

1.นั่งยองแยกฝ่าเท้ากว้างเท่าหัวไหล่หรือมากกว่าเล็กน้อย จะง่ายในการทรงตัว ฝ่าเท้าทั้งด้านในและด้านนอกควรวางชี้ตรงและขนานกัน กระจายน้ำหนักเต็มทั่วฝ่าเท้า สันหลังตรง

2.พนมมือไว้ที่อก ให้นิ้วโป้งทั้งสองข้างแตะที่กระดูกยอดอก ใช้ศอกดันเข่าออก และให้เข่าดันศอกเข้าหา รู้สึกถึงแรงต้านที่เกิดขึ้น

3.ควรโฟกัสให้สันหลังตรง ชี้ก้นกบลงอย่าแอ่นหลัง เปิดขยายแผ่นไหล่กว้างและกระดูกไหปลาร้าชี้ออกด้านข้างมากๆ

ประโยชน์

– ยืดข้อต่อสะโพก และตำแหน่งสลักเพชร (Hip Flexors)

– ยืดและเสริมความแข็งแรงที่กล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ขาหนีบ กระดูกเชิงกราน (Pelvis) หลังส่วนล่าง (Lower Back) Hamstrings และเอ็นร้อยหวาย (Hamstrings)

คำแนะนำ : ควรรู้สึกถึงแรงต้านระหว่างเข่าและศอกเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกลุ่มกล้ามเนื้อขาทั้งหมด สันหลังที่เหยียดตรงและแรงกดกลับมาที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างที่มั่นคง ค้างท่าไว้หายใจเข้าออกไว้ 5-10 ลมหายใจ

ท่าโลมาแบบดัดแปลง (Dolphin Variation Pose)

ท่าโลมาแบบดัดแปลง (Dolphin Variation Pose)

 

ขั้นตอน

1.เริ่มต้นจากนั่งคุกเข่าเตรียมในท่านั่งยอง Malasana

2.โน้มตัวไปด้านลงมาหน้าค่อยๆ วางข้อศอกที่วางพื้นขนานกันห่างเท่ากับความกว้างของไหล่ จากนั้นค่อยๆ ยกสะโพกและก้นขึ้นสูงอย่างช้าๆ จนสุด จะได้ตำแหน่งของหลังที่ตรง ขาตึง และกดส้นเท้าลงแนบพื้น

3.ยืดไหล่ให้ห่างจากใบหู แยกสะบักออกจากกัน ควบคุมให้ลำคอด้านหลังตรงกับสันหลัง ค้างท่าไว้ 5-10 ลมหายใจ

ประโยชน์ ช่วยบริหารต้นแขนด้านใน กล้ามเนื้อไบเซ็ปส์ ไตรเซ็ปส์ และไหล่ให้สมส่วน เสริมความแข็งแรงของต้นขา และเส้นเอ็นร้อยหวาย

คำแนะนำ : ควรฝึกกดศอกและท้องแขนแน่นชิดพื้นไว้พร้อมยืดขาตรงเท่าที่ได้ ฝึกแรกๆ เส้นขาอาจยังไม่สามารถยืดได้มาก ไม่ควรฝืนร่างกายจนเกินไปเพราะจะทำให้บาดเจ็บ

ท่านักรบที่ 2 หรือ วีระภัทราสนะ (Virabhadrasana II)

ท่านักรบที่ 2 หรือ วีระภัทราสนะ (Virabhadrasana II)

ขั้นตอน

1.หายใจเข้า ยืนแยกขากว้างโดยเปิดเท้าขวา 90 องศา เท้าซ้ายหมุนเข้าหาเท้าขวาเล็กน้อย

2.หายใจออก ลดสะโพกลงและงอเข่าขวาให้ทํามุม 90 องศา เข่าไม่บิด และอยู่ในแนวเดียวกับนิ้วชี้ของเท้า ต้นขาขวาขนานกับพื้น ขาซ้ายยืดตึงแข็งแรงด้วยการออกแรงเหยียดฝ่าเท้าแน่นลงพื้น

3.กางแขนตรงในระดับหัวไหล่ โฟกัสสายตาผ่านการมองที่ปลายนิ้วขวา สายตาผ่อนคลาย รักษาระดับของไหล่ให้ห่างจากใบหู แกนกลางของลำตัวตั้งตรง ค้างท่าไว้ 5 ลมหายใจเข้าออก และทําซ้ำอีกข้างเช่นเดียวกัน

ประโยชน์

– ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของขา (Strength) และช่องท้อง (Abdominal)

– ช่วยเปิดสะโพก (Hip Flexors)

– ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับแกนกลางของร่างกาย (Core Body) และสร้างความเชื่อมั่น

คําแนะนํา : ควรกระชับต้นขาด้วยการเกร็ง เก็บหน้าท้องให้แน่น ยืดแขนให้สุด และผ่อนคลายหัวไหล่

ท่าพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวแบบดัดแปลง (Adhra Chandrasana Variation)

ท่าพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวแบบดัดแปลง (Adhra Chandrasana Variation)

ขั้นตอน

ท่าต่อเนื่องจากนักรบที่ 2 หายใจออก แนะนำให้ใช้บล็อกช่วยสำหรับผู้ฝึกใหม่ มือซ้ายเท้าเอว วางฝ่ามือขวาลงบนพื้นห่างจากนิ้วก้อย 1 ฟุต โดยย่อเข่าขวาลงเป็นฉาก 90 องศา พร้อมกับเคลื่อนเท้าซ้ายไปใกล้เท้าขวา หายใจเข้า ยกขาซ้ายจากพื้นสูงกว่าระดับสะโพก กระตุกกล้ามเนื้อเข่า เกร็งกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง ปล่อยและยืดให้นิ้วเท้าชี้ขึ้นเพดาน เหยียดแขนและขาให้ตรง หายใจออก งอเข่าซ้าย เอื้อมมือซ้ายจับข้อเท้า บิดลำตัวจากแกนกลางให้สะโพก ซี่โครง และหัวไหล่เปิดขึ้นเพดานเหยียดเข่าขึ้นไปเป็นเส้นตรงให้ห่างจากหัวไหล่ แอ่นหลังเปิดแผ่นอกให้ขยายออกกว้าง โดยยืดขาขวาชี้ตรงตลอดเวลา ฝ่าเท้าหน้าไม่ควรปล่อยให้เปิดออก และทำซ้ำอีกครั้ง

ประโยชน์

– ฝึกการทรงตัว (Balance) และสร้างสมดุลให้กับร่างกาย

– ช่วยยืดและเสริมความแข็งแรงให้กับเข่า และกล้ามเนื้อเส้นขาด้านข้าง (Lateral Legs)

– ช่วยลดอาการปวดร้าวตามเส้นประสาท (Sciatic Pain) ที่เริ่มจากสันหลัง ล่าง ลงไปที่สะโพกและขา

– สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลังชั้นใน (Paraspinal) ที่ทำหน้าที่คอยประคองสันหลัง รองรับแรงกระแทก ป้องกันโรคหมอนรองกระดูก

คำแนะนำ : ควรใช้บล็อกช่วยสำหรับผู้ฝึกใหม่ หายใจลึกยาวค้างท่าไว้ 10 ลมหายใจอย่างสม่ำเสมอ ทำซ้ำอีกครั้งโดยสลับจากขาขวาเป็นขาซ้าย

 

จักรยานทัวริ่ง ปั่นเที่ยวตามแรงฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/443437

จักรยานทัวริ่ง ปั่นเที่ยวตามแรงฝัน

โดย…โยโมทาโร่

ไม่มีเวลาไหนที่ผมขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วจะไม่เห็นคนปั่นจักรยาน ทัวริ่งไบค์ไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งทำให้ผมทึ่งมากสำหรับนักปั่นจักรยานที่สามารถปั่นได้ระยะทางเป็นร้อยกิโลเมตรโดยที่มีสัมภาระหนักติดตัวไปด้วย นัยว่าน่าจะเป็นเทรนด์ใหม่สำหรับคนรักจักรยานที่อยากจะเที่ยวด้วยการปั่น ซึ่งวันนี้เราจะมารู้จักจักรยานทัวริ่งกัน

ทัวริ่งไม่ใช่จักรยานทำความเร็ว

จิตตรี สิงห์ภูมิ เจ้าของจักรยานเจแปนไบค์ และนักปั่นจักรยานทัวริ่งไบค์ แนะนำว่า การปั่นทัวริ่งไบค์ก็คือการเที่ยวแบบหนึ่งด้วยการปั่นจักรยานแทนที่การขับรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ แต่ความรู้สึกที่ได้จะแตกต่างกัน อย่างแรกคือเหนื่อยเพราะต้องออกกำลังกายเพื่อพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมาย ต่อมาคือความสุขที่ได้รับกลับมาระหว่างทาง คุณลองนึกภาพธรรมชาติรอบตัว ป่าเขาท้องฟ้าและสายลมที่เราจะได้สัมผัสอย่างเต็มที่ และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือมิตรภาพระหว่างเพื่อน การปั่นทัวริ่งจะสนุกที่สุดต้องมีเพื่อนร่วมทาง มีจุดหมายเดียวกันคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

 

ในการปั่นทัวริ่งนั้นจะเป็นการปั่นไปเรื่อยๆ ตามแรงที่เรามี เน้นการรักษาความเร็วคงที่มากกว่าเน้นปั่นเอาความเร็ว แม้จะมีโครงสร้างหลายอย่างของทัวริ่งกับจักรยานเสือหมอบที่คล้ายกัน แต่ทัวริ่งนั้นเน้นเรื่องความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้ดี มากกว่าเน้นให้เบาและมีระบบเกียร์ทำความเร็วขั้นสุด และจุดหนึ่งที่แตกต่างกันก็คือส่วนวางสัมภาระที่เสือหมอบไม่มี

เล่นทัวริ่งต้องเริ่มจากอะไร

จักรยานทัวริ่งต้องเริ่มจากการจัดตัวเพื่อหาจักรยานคันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา ไม่ใช่ว่าจักรยานทัวริ่งที่วางขายราคาแพงจะดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่จักรยานที่ดีที่สุดคือจักรยานที่รองรับสรีระเราได้พอดี ที่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดตัวเพราะการปั่นทัวริ่งคุณจะต้องอยู่บนจักรยานนานนับชั่วโมง หากจักรยานไม่รองรับร่างกายเราพอดีจะมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บตามมา

 

ส่วนเรื่องรายละเอียดของอุปกรณ์ต่างๆ ร้านจักรยานจะเป็นคนที่สามารถแนะนำกับเราได้ว่าอะไรที่ดีที่สุดในงบประมาณที่เรามี แต่ส่วนมากแล้วแนะนำว่าควรจัดงบก้อนใหญ่ครั้งเดียวเลือกอุปกรณ์ที่ดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเกิดความอยากเปลี่ยนในอนาคต

สุดท้ายคือหาแนวร่วม คุณสามารถหาแนวร่วมการปั่นจักรยานได้ตามเว็บบอร์ดเกี่ยวกับจักรยาน ซึ่งมีทั้งกลุ่มใหญ่ระดับประเทศไปจนถึงระดับชุมชนที่ปั่นเป็นประจำในย่านต่างๆ ซึ่งพวกเขาจะมีทริปออกเที่ยวเป็นประจำแทบทุกเดือน

 

สิ่งควรทำสำหรับทัวริ่ง

จิตตรี ทิ้งท้ายสำหรับคนที่สนใจการปั่นทัวริ่งว่า การปั่นทัวริ่งไม่ต่างอะไรกับการเที่ยว ดังนั้นนอกจากสภาพร่างกายที่ต้องพร้อม เรื่องของการจัดทริป แผนที่เส้นทาง การจัดกระเป๋าและสัมภาระทุกอย่างต้องลงตัวและแผนสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน การจัดกระเป๋าควรใส่ในห่อพลาสติกกันน้ำเผื่อเจอฝนตกหนัก จัดสัมภาระให้ถ่ายเทน้ำหนักกระเป๋าพอดีทั้งสองด้าน

อย่าลืมสำรองเสื้อผ้าเปลี่ยนระหว่างทาง และควรเลือกเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี สำหรับทุกคนในทริปควรมีใจช่วยเหลือเพื่อนร่วมทริปในกรณีฉุกเฉิน เพราะคงไม่มีใครอยากเป็นตัวถ่วงเวลาของคนอื่นๆ สุดท้ายคือโปรแกรมการจัดทริปไม่ควรมีระยะเวลาปั่นต่อเนื่องนานเกินไป เผื่อเวลาสำหรับการพักให้มากเพราะเรามาเที่ยวไม่ได้มาแข่งทำสถิติกับใคร เพราะการเที่ยวและปั่นแบบไม่เร่งรีบนั่นละคือความสนุกและสุขที่สุดทำหรับทัวริ่งไบค์

 

 

ท่าครึ่งนกยูง แบบประยุกต์ A

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/443308

ท่าครึ่งนกยูง แบบประยุกต์ A

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Ardha  Pincha  Mayurasana Variation  A  : ท่าครึ่งนกยูงแบบประยุกต์  A เป็นท่าดัดแปลงมาจากท่านกยูง เพราะการฝึกท่านกยูงแบบเต็มๆ จะเป็นท่าอาสนะที่ยาก เพราะเป็นท่าอาสนะขั้นสูง ครูจึงออกแบบท่าแบบประยุกต์ให้ลองฝึกกันดูก่อน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการฝึกท่าขั้นสูงต่อไป ท่านี้ยังช่วยเปิดสะโพกและฝึกการรักษาความสมดุลจากการทรงตัวจากกระจายน้ำหนักไปที่รยางค์ แขน ขา ของเราด้วย และให้หลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้หากมีการบาดเจ็บรุนแรงที่ข้อศอก หัวไหล่
ข้อมือ

วิธีปฏิบัติ

1. ชันเข่าทั้งสองข้างเหมือนท่าแมวจากนั้นให้วางแขนขวาโดยให้ตำแหน่งข้อศอกตรงกับหัวไหล่ ส่วนมือซ้าย ยันพื้นไว้

 

2. ยืดมือซ้ายออกไปด้านข้างระดับเดียวกับไหล่ โดยยกอุ้งมือขึ้น ใช้นิ้วมือจิ้มพื้นไว้เพื่อลดแรงกดที่ข้อมือ

 

3. ยกหัวเข่าทั้งสองข้างขึ้นลอย จากนั้นส่งขาซ้ายไปหามือซ้าย หันหน้าไปด้านซ้าย

 

4. ทรงตัวให้สมดุลด้วยการกดน้ำหนักลงข้อศอกขวาและกระจายไปที่อุ้งมือซ้ายด้วย จากนั้นยกขาขวาเป็นแมงป่อง เปิดสะโพกโดยพับขาขวาไปด้านซ้าย หันหน้าไปด้านซ้าย  ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก จากนั้นคลายท่าแล้วลองทำสลับข้าง