นั่งนาน อาจหมดสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/443307

นั่งนาน อาจหมดสวย

โดย…แพทย์จีนมนัญญา อนุรักษ์ธนากร  คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

การนั่งนานๆ ทำให้ระบบเลือดในร่างกายไหลเวียนไม่สะดวก

การนั่งเป็นเวลานานมากกว่า 3 ชั่วโมง จะทำให้ระบบเลือดในร่างกายไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลเสียต่อผิวหนัง เกิดริ้วรอยเพิ่มขึ้นได้ในเวลาไม่นาน มีงานวิจัยของแคนาดาพบว่าหากลดเวลาในการนั่งนานๆ สามารถเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบผิวหนังได้อย่างชัดเจน ช่วยให้ผิวหนังคงความอ่อนเยาว์มากกว่าเดิมถึง 10 ปี ผู้วิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นเวลานาน 30 นาที 2 ครั้ง/สัปดาห์ ไม่เพียงแต่จะทำให้ผิวหนังดูอ่อนเยาว์ขึ้น

การนั่งนานๆ ทำให้เกิดจุดด่างดำ

ถึงแม้ว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศจะไม่ได้ตากแดดโดนลม แต่การทำงานที่นั่งนานๆ ไม่ขยับมีแนวโน้มให้เลือดและชี่ในร่างกายอุดกั้น เมื่อเลือดและชี่เสียสมดุลทำให้เกิดเลือดคั่งได้ ทำให้ผิวหนังเกิดจุดด่างดำ โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาความชุ่มชื้นที่เหมาะกับสภาพผิวของตนให้แก่ผิวหรืออาจเลือกวางต้นไม้เล็กๆ เพื่อดูดซับรังสี

การนั่งนานๆ ทำให้รูขุมขนกว้าง

บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์มีพลังงานไฟฟ้าสถิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะดูดซับฝุ่นละอองจำนวนมาก ฝุ่นละอองนี้จะไปอุดตันบริเวณรูขุมขนเล็กๆ บนใบหน้า ร่างกายมีการปรับสภาพเพื่อไม่ให้ผิวหนังขาดอากาศหายใจ ทำให้รูขุมขนยิ่งกว้างขึ้น ดังนั้นหลังจากทำงานไปได้ระยะหนึ่ง ควรล้างหน้าและใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงความชุ่มชื้นแก่ผิว จะทำให้ทั้งคุณและผิวสดชื่นขึ้น

 

ท่าครึ่งลิงแบบประยุกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/442074

ท่าครึ่งลิงแบบประยุกต์

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Ardha Hanumanasana Variation  (Half splits pose) ท่าครึ่งลิงแบบประยุกต์ จะมีองศาที่แตกต่างจากท่าครึ่งลิง และเป็นท่าประยุกต์สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ได้อีกด้วยโดยหากจะฝึกท่านี้ตอนตั้งครรภ์ให้ใช้บล็อกโยคะ 2 อันช่วย วางบนมือทั้งสองข้าง การพับตัวแบบนี้จะทำให้ไม่ติดท้อง

โดยปกติท่าครึ่งลิงเป็นท่าที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ส่งผลดีต่อขาด้านหลังทั้งหมดไปจนถึงหลังล่าง เพราะเป็นท่าที่ช่วยยืดสะโพก ขาด้านหลัง  น่อง และหลังล่างทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดสะโพกด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักกีฬา เนื่องจากการเล่นกีฬา เช่น วิ่ง เทนนิส จักรยาน  นานๆ จะมีผลให้กล้ามเนื้อขาด้านหลังสั้น จากการเล่นกีฬาซ้ำๆ ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อขาด้านหลังตึงจะส่งผลให้ปวดหลังล่างได้

การฝึกท่านี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดขา ปวดหลังได้อย่างดี นอกจากนี้การประยุกต์ท่ายังทำให้ช่วยยืดหลังด้านบนและหัวไหล่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มต้นจากท่า Low Lunge (Anjaneyasana)โดยเท้าซ้ายอยู่หน้าเท้าขวาอยู่หลัง

 

2 ถ่ายน้ำหนักมาที่ขาหลัง ยกสะโพกไว้ ตั้งส้นเท้าให้ตรงนิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบน เป็นท่าครึ่งลิง มือยังคงวางไว้ระหว่างขาหน้าหายใจเข้า-ออก ประมาณ 15 วินาที

 

3 นำมือทั้งสองข้างมาวางด้านใน โดยยกโคนมือขึ้นมาก่อนค้างไว้สักครู่ หากไม่สามารถวางนิ้วมือลงที่พื้นด้านในได้ให้ใช้โยคะบล็อกช่วย

 

4 รักษาตำแหน่งของขาและสะโพก หายใจเข้ายืดแขนทั้งสองข้างไปแบบทแยงมุม หากสามารถยืดลำตัวส่วนบนและไหล่อกได้ ให้เดินมือไปเรื่อยๆจนกระทั่งวางหน้าผากลงพื้นได้ ค้างท่าสักครู่ประมาณ 20 วินาที หายใจเข้า-ออก จากนั้นค่อยๆคลายกลับมา แล้วลองทำสลับข้าง

 

 

มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/442073

มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

มะเร็ง โรคร้ายที่หลายคนหวั่นกลัว แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผสานประสบการณ์ของแพทย์ช่วยรักษาหรือควบคุมโรคร้าย ให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เช่นเดียวกับโรคมะเร็งระบบโลหิต

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการศูนย์โลหิตวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยามีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคระบบโลหิตวิทยาเป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันที่มีความรุนแรง และรักษาได้ยากส่วนโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งไขกระดูกเอ็มเอ็ม เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งทั่วไป เพราะระบบเลือดเป็นระบบที่สำคัญของร่างกายรองจากปอดและหัวใจ ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

โรคทางระบบโลหิตวิทยา หมายถึง โรคหรือความผิดปกติของเม็ดเลือด ไขกระดูก ระบบ reticulo-endothelial ต่อมน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งปัจจัยของการแข็งตัวของเลือด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มโรคเลือดที่เป็นมะเร็ง(Hematologic Malignancy) ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) มะเร็งไขกระดูกชนิดเอ็มเอ็ม (Multiple Myeloma)

กลุ่มโรคเลือดที่ไม่ใช่มะเร็ง (Blood Disorder) ได้แก่ โลหิตจาง (Anemia) ต่างๆ เช่น ทาลัสซีเมีย(Thalassemia) โรคไขกระดูกไม่ทำงาน (Aplastic Anemia) โรคเลือดออกผิดปกติ เช่น เกล็ดเลือดต่ำจากภาวะ Autoimmune และโรคฮีโมฟีเลีย กลุ่มโรคอื่นๆ ที่มีอาการทางเลือด เช่น ภาวะไตวายทำให้เกิดโลหิตจาง

พญ.นุชนันต์ อารีธรรมศิริกุล แพทย์ด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า โรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมา (Multiple Myeloma) เป็นโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้ประมาณ 15% ของมะเร็งทางโลหิตวิทยาทั้งหมด อุบัติการณ์การเกิดโรค 4 ต่อ 1 แสนคน/ปี มักพบในผู้ป่วยสูงอายุที่มีอายุอยู่ในช่วง 60-75 ปี เกิดจากการที่มีความผิดปกติของการแบ่งตัวเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในไขกระดูกที่เรียกว่าพลาสมาเซลล์

ทั้งนี้ การรักษาโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมาได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การใช้ยาสมัยใหม่ทำให้การรักษาได้ผลดีทั้งด้านการตอบสนองดีขึ้น ผลข้างเคียงน้อยลง และทำให้อายุยืนยาวกว่าการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม และสำหรับในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 65 ปี และแข็งแรง ควรได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากตนเอง

การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคนิคปลูกถ่ายไขกระดูกในโรคมะเร็งระบบเลือด ถ้าทำได้เร็วจะมีโอกาสรักษาหายได้ภาวะแทรกซ้อนไม่มาก โอกาสที่โรคจะกลับเป็นซ้ำมีน้อย การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันให้ได้ผลดีควรปลูกถ่ายภายหลังบำบัดโรคจนสงบภายในครั้งแรก อาการที่สงสัยจะเป็นโรคเลือดและควรมาพบแพทย์ เช่น ภาวะโลหิตจาง มีเลือดออกตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปพร้อมกันเช่น เลือดออกตามไรฟันพร้อมกับเลือดกำเดาไหลหรือมีต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น

 

ระวังอันตราย จาก ‘ฟิลเลอร์’ ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/442072

ระวังอันตราย จาก ‘ฟิลเลอร์’ ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์

ฉบับนี้ ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ เพื่อเสริมจมูก อย่างปลอดภัย โดยสารฟิลเลอร์มีหลายชนิด แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.แบบชั่วคราว มีอายุประมาณ 4-6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เอง 2.แบบกึ่งถาวร เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ ยกตัวอย่าง เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน ซึ่งมักพบผลข้างเคียงในระยะยาว ส่วนชนิดถาวร แพทยสภาได้ประกาศห้ามใช้เด็ดขาด

การใช้ฟิลเลอร์สำหรับรักษาปัญหาผิวพรรณนั้น ใช้หลักการคือผิวหนัง ซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ คือ ใยคอลลาเจนและสารไฮยาลูโรนิก ที่มีความสามารถในการอุ้มน้ำมากกว่าตัวเองหลายร้อยเท่า-พันเท่า มีหน้าที่สำคัญเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณมีเต่งตึง แต่เมื่อเข้าสู่ชรา จะพบว่าใยคอลลาเจนและสารอุ้มน้ำจะค่อยๆ มีปริมาณลดลง ทำให้ผิวหนังบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จึงมีความพยายามหาทางแก้ไขโดยการฉีดสารจากภายนอกเข้าไปในผิวหนังเพื่อทดแทน

ในปัจจุบันสามารถใช้ฟิลเลอร์สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยอันเนื่องมาจากวัย เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม โดยการฉีดฟิลเลอร์จะเติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ผิวดูดีขึ้น การแก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม เช่น จากสิวอักเสบ โดยแผลต้องไม่มีพังผืดในบริเวณใต้แผลบุ๋ม มิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควรและการใช้ฟิลเลอร์ฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม เช่น เสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม

สำหรับผลข้างเคียงทำให้ตาบอดหรือแขนขาอ่อนแรง เกิดจากการที่ฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ต่อเนื่องไปเลี้ยงลูกตา พลาดไปโดนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงดวงตา จนเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันจนตาบอดถาวรได้ เนื่องจากดวงตาทนภาวะขาดเลือดได้แค่ 90 นาที ต่างจากผิวหนังที่ทนได้ 6 ชั่วโมง

ดังนั้น แพทย์และผู้ที่อยากเสริมจมูกควรทำด้วยวิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่าฉีดฟิลเลอร์ เพราะอาจเกิดอันตรายและสารเหล่านี้มีราคาแพงและอยู่ได้ไม่ถาวร อันตรายที่เกิดขึ้นสามารถเกิดจาก 1.ตัวผู้ทำการฉีดต้องมีความชำนาญสูง และต้องเป็นแพทย์เท่านั้น ถึงแม้ได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์สูงสุดก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้ 2.สารที่ใช้ แม้ว่าเป็นสารที่ผ่านการรับรองจาก อย.ก็สามารถเกิดผลข้างเคียงได้ แม้แต่การดูดไขมันของตัวเองมาฉีดก็เกิดอันตรายได้เช่นกัน 3.ตัวผู้รับการฉีดแต่ละคนมีกายวิภาคที่ต่างกัน ตำแหน่งของเส้นเลือดเส้นประสาทอาจต่างจากคนอื่นโดยเฉพาะที่ได้รับการผ่าตัด การฉีด การร้อยไหม จะมีพังผืดทำให้เกิดอันตรายง่ายขึ้นอีก

5 ความเชื่อเรื่องเซ็กส์แปลกๆ ที่ทุกคนต้องอึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 21:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/434802

5 ความเชื่อเรื่องเซ็กส์แปลกๆ ที่ทุกคนต้องอึ้ง

คิดดูสิ ย้อนไปเมื่อปี 1800s นักปราชญ์หลายคน เขาไม่คิดว่า ผู้หญิงอย่างเราจะฟินได้เวลามีเซ็กส์ หรือพวกเขายังเชื่ออีกว่าสาวคนไหนที่มีการศึกษาสูงๆ จะส่งผลทำลายน้องจิ๊ของเราได้… ความเชื่อเกี่ยวกับส่วนล่างของร่างกายผู้หญิง ที่หลายคนคิดกันไปแปลกๆ แบบไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครคิดขึ้นมาได้ เรารวมไว้ให้แล้ว!

มีฟันอันแหลมคม ซ่อนอยู่ในช่องคลอดของเรา!

กรอกตาแรงๆ ได้เลย แต่เมื่อยุคโบร๊าณโบราณนานมาแล้ว หลายที่ตั้งแต่รัสเซียถึงอินเดีย หรือจะญี่ปุ่น พวกเขาเชื่อว่า ผู้ชายไม่สามารถมีเซ็กส์กับภรรยาตัวเองได้ เพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นหมัน ชายผู้กล้าสุดๆ เท่านั้นที่จะสามารถเอาฟันในช่องคลอดของผู้หญิงออกไปได้ เพื่อทำให้ช่วงล่างของผู้หญิงเชื่อง และสามารถมีเซ็กส์กับเราได้ตามปกติ….

จนถึงวันนี้ ถ้าใครลองกูเกิ้ล Vagina With Teeth ก็จะเห็นบทความมากมายเกี่ยวกับ ความเชื่อว่ามีฟันอยู่ในช่องคลอดของเรานี่! จนเคยมีคนทำหนังเกี่ยวกับความแปลกของช่องคลอดนี้ออกมาในปี 2007 เรื่อง Teeth

ขอย้ำอีกที ว่าช่องคลอดของเราไม่มีฟัน มันไม่สามารถกัดอะไรขาดได้ และจะไม่ทำอันตรายน้องจุ๊ของผู้เราหรอกเนอะ

มดลูกของเรา ขยับไหนมาไหนก็ได้!

คนกรีกสมัยโบราณเชื่อว่า มดลูกในตัวเรา เดินทางไปไหนมาไหนได้ทั่วช่องท้องเราเลย ซ้าย ขวา ขึ้น ลง อะไรก็ได้ที่ทำให้มดลูกสบายใจ… เพลโต นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ เคยพูดไว้ว่า “มดลูก คืออวัยวะที่ขยับตัวเองไกลออกไปเรื่อยๆ ได้จนถึงสีข้าง..”

จนมาถึงปี 1700s หมอทั้งหลายเชื่อกันว่า สาเหตุของโรคฮิสทีเรีย หรือโรคติดเซ็กส์ในตัวผู้หญิง เกิดจากการที่มดลูกเดินทางขึ้นไปยังสมอง! เลยเอาแต่คิดๆๆๆๆ เรื่องเซ็กส์น่ะสิ

เอาเป็นว่า มดลูกของเราอยู่ที่เดิมไม่เคยไปไหนเลยจ่ะ แต่ถึงถ้ามดลูกเราเดินทางจากช่องคลอดไปสมองได้จริงๆ มันคงเกิดอะไรน่ากลัวกว่าโรคฮิสทีเรียเยอะน่ะ…

โรคฮิสทีเรีย รักษาได้ด้วยไวเบรเตอร์…

ถ้าเคยคิดว่า เจ้าไวเบรเตอร์ เซ็กส์ทอยตัวโปรดของเรานี่ ผลิตขึ้นมาเพื่อความสุขของเราล้วนๆ คิดผิดแล้วล่ะ ย้อนกลับไปช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 โรคฮิสทีเรีย คือโรคระบาดที่หาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ อาการมันคือ รู้สึกเร้าอารมณ์แบบต่อเนื่อง มีความกังวล จินตนาการอีโรติคแฟนซีมากมายในหัว มีอาการแฉะ… คือตอนนี้ เราก็รู้แหละ ว่ามันคือความต้องการที่ท่วมท้นของผู้หญิง แต่สมัยก่อน คนเขาไม่เชื่อว่า ผู้หญิงจะสามารถเอนจอยกับเซ็กส์ได้ (หื้ม?) ใครที่เป็นแบบนั้นจะถูกมองว่าน่ากลัว และมีปัญหาชัวร์ๆ (หื้ม??)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมัยนั้น เลยเปิดการบำบัด คือการนวดช่วงล่างเพื่อให้ผู้หญิงรู้สึกอยากออกัสซั่มกันน้อยลง  (เพราะเมื่อก่อน การช่วยตัวเองถือเป็นอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงควรทำ เลยต้องถึงมือหมอ เพื่อให้ดูเป็นการเป็นงานและไม่น่าเกลียด) (หื้มห้ื้มมม??) แต่หมอเองก็ขี้เกียจทำ เพราะเขาทั้งเหนื่อย นิ้วก็ชา แถมผู้หญิงแทนที่จะหายอยาก ก็กลายเป็นกลับมาบำบัดอีกเรื่อยๆ (แหม่) ในที่สุด ช่วงปี 1880s หมอชาวอังกฤษเลยสร้างเจ้าไวเบรเตอร์ หรือเครื่องนวดส่วนตัวนี่ขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาความต้องการนี้ของผู้หญิง!

ประจำเดือนของผู้หญิง คือยาพิษ!

ปี 1920s เขาเชื่อกันว่า มันมีสารพิษอยู่ในเลือดประจำเดือนของเรา อันตรายถึงขั้นทำให้ดอกไม้ตายได้! ทฤษฎีนี้คิดค้นโดยดร. เบล่า ชิ้ค เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะช่วงนั้น ผู้ช่วยของเขากำลังมีประจำเดือนอยู่ แล้วเธอก็กำลังเอาดอกไม้วางใส่แจกัน แล้วดอกไม้นั่นก็ตาย! ตั้งแต่นั้นมา ดร.เบล่า ก็เลยใช้เวลาพิสูจน์ทฤษฎีว่าประจำเดือนนี้คือสิ่งมีพิษ ให้น่าเชื่อถือต่อๆๆๆมา

แถมเมื่อศตวรรษที่ 13 ยังมีหนังสือแต่งขึ้นมาเรื่อง ความลับของผู้หญิง (De Secretis Mulierum) เขียนไว้ว่า “จริงๆ แล้ว ผู้หญิงไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นปีศาจ! ประจำเดือนของผู้หญิงเป็นสิ่งอันตราย ถึงขนาดถ้าแค่เด็กๆ เผลอหันไปมอง ประจำเดือนก็สามารถพ่นพิษใส่เด็กน้อยน่าสงสารนั้นได้”

โท่ ประจำเดือนของเรา ก็แค่เลือดและเนื้อเยื่อที่ร่างกายเราไม่ต้องการแล้ว ไม่ใช่สารพิษซักหน่อย!

ผ้าอนามัยแบบสอด คือการทำให้เราเสียเวอร์จิ้น!

กว่าจะรู้กันว่า การใช้ผ้าอนามันแบบสอดนี้ จะไม่ทำให้สาวๆ เสียเวอร์จิ้น ก็ปี 1940s นู่นแหน่ะ ก่อนหน้านั้น ผ้าอนามันแบบสอดยุคแรก ผลิตมาเมื่อประมาณช่วงศตวรรษที่ 18-19 ส่วนใหญ่แล้ว เอาไว้ให้คุณหมอรักษาและให้ยาบริเวณช่องคลอดประมาณนั้น แล้วต่อมา คนก็กลัวกันต่างๆนานาว่า มันจะดูไม่ดีที่ผู้หญิงอาจจะเผลอจับของลับของตัวเอง หรือผ้าอนามันแบบสอดตัวนี้จะไปปิดช่องทางประจำเดือน หรืออาจทำให้เราสูญเสียเวอร์จิ้นไปเลย!

ข้อมูลจาก : CLEO Thailand

 

7 ข้อนี้เราคอนเฟิร์ม… เซ็กซ์ดีๆ ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 15:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/419463

7 ข้อนี้เราคอนเฟิร์ม… เซ็กซ์ดีๆ ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

ถ้าใครคิดว่าเซ็กซ์เป็นแค่เรื่องสนุกๆ ของอารมณ์เฉยๆ เราขอเถียงสุดตัวเลยว่าคุณคิดผิดถนัด! เพราะว่าเซ็กซ์ดีๆ นอกจากจะทำให้เรามีความสุขแล้ว มันยังทำให้เรามีสุขภาพดีขึ้น แบบที่คุณคิดไม่ถึงเลยทีเดียว!1. แฮงค์หนัก ปวดหัวมาขนาดไหน งานนี้ได้หายเป็นปลิดทิ้ง

คุณสามารถอ่าน “ข่าวย้อนหลัง” และ “ข่าวในหมวดหนังสือพิมพ์” ทั้งหมดได้ เพียงสมัครสมาชิกพรีเมียม

 

เป็นโรคหัวใจ… ใช่ว่าอด Sex

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/415115

เป็นโรคหัวใจ... ใช่ว่าอด Sex

โดย…อณุสรา  ทองอุไรหลายๆ ครั้งที่เคยได้ยินข่าวการเสียชีวิตในขณะมีเพศสัมพันธ์ “ตายคาอก” หนึ่งในนั้นบางคนเชื่อว่า เกิดจาก โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญ โดยหลายคนอาจเคยสงสัยว่าแล้วผู้ที่เป็นโรคหัวใจจะยังสามารถมีกิจกรรมบนเตียงได้หรือไม่

คุณสามารถอ่าน “ข่าวย้อนหลัง” และ “ข่าวในหมวดหนังสือพิมพ์” ทั้งหมดได้ เพียงสมัครสมาชิกพรีเมียม

ใส่ใจ ‘ข้อเข่า’เพื่อย่างก้าวที่แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441198

ใส่ใจ ‘ข้อเข่า’เพื่อย่างก้าวที่แข็งแรง

โดย…พุสดี

ปวดเข่า ข้อเข่าฝืดหรือติดขัดได้ยินเสียงดังในเข่า เข่าบวมรู้สึกขาไม่มีกำลังหรือเข่าอ่อนปวดเข่าเวลาขึ้น-ลงทางชันหรือบันไดปวดเวลานั่งกับพื้น เช่น นั่งพับเพียบขัดสมาธิหรือคุกเข่า ปวดเวลาเดินบนพื้นราบ ใครที่กำลังมีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจกำลังเสี่ยงต่อการเป็น “โรคข้อเข่าเสื่อม” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งหลายคนอาจนอนใจว่าโรคนี้มักเป็นในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่วัยทำงานหรือวัยรุ่นก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

นพ.ศริษฏ์ หงษ์วิไล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ข้อเข่าที่เป็นปกติจะมีช่องว่างระหว่างข้อต่อ ซึ่งจะมีของเหลวที่มีลักษณะข้นมากบรรจุอยู่เรียกว่าน้ำเลี้ยงข้อ ทำ หน้าที่เหมือนเบาะรองรับข้อต่อ แต่ในผู้ที่มีอาการข้อเสื่อมน้ำเลี้ยงข้อจะมีความข้นและความยืดหยุ่นลดลงกว่าปกติ ทำ ให้คุณสมบัติการรองรับแรงกระแทกเมื่อมีแรงกดลงที่ข้อเข่าเสียไป กระดูกอ่อนที่ทำ หน้าที่ป้องกันปลายกระดูกของกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งจะเกิดการกระทบกระแทกและเสียดสีกันซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดที่เกิดขึ้น

สาเหตุหลักของโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนบุข้อที่เกิดจากการใช้งานหนักและความเสื่อมตามอายุ ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุหรือในบางรายอาจเป็นผลจากปัจจัยอื่น เช่น น้ำหนักตัวมาก เป็นโรคอ้วน ใช้งานข้อเข่ามากเกินไป มีประวัติเคยประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่าอย่างรุนแรง เช่น กระดูกหักเข้าข้อ เอ็นข้อเข่าฉีกขาด แหวนรองข้อฉีกขาด มีประวัติเคยติดเชื้อในข้อเข่าเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ หรือเกาต์

การเสื่อมของข้อโดยเฉพาะข้อเข่าแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่ง จะมีอาการเจ็บเล็กน้อย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง แต่อาจมีอาการฝืดๆ ขัดๆ ระยะที่สอง กระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มสึกอาจต้องตรวจดูจากการเอกซเรย์ ระยะที่สาม ผิวข้อเริ่มขรุขระกระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มแตกร่อนมีอาการเจ็บขัดมากขึ้น และระยะที่สี่กระดูกอ่อนผิวข้อสึกทั่วข้อเข่า

การรักษาอาการเสื่อมของข้อเข่าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ในระยะแรกของโรคข้อเสื่อมมักจะใช้ยาแก้ปวดธรรมดาและทำ กายภาพบำบัดรวมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวและรับประทานอาหารให้เหมาะสม ในกรณีที่มีอาการมากหรือปรับเปลี่ยนท่าทางแล้วอาการปวดไม่บรรเทา แนะนำ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้การรักษาและคำ แนะนำ ต่อไป

สำหรับผู้ป่วยที่จะออกกำ ลังกายแนะนำว่าให้ออกกำลังกายด้วยวิธีที่ไม่สร้างภาระให้กับข้อเข่า หลีกเลี่ยงการกระโดด กระแทก การบิดเข่าเป็นต้น สำหรับการออกกำลังกายในน้ำ เช่น ว่ายน้ำ หรือเดินในน้ำจะช่วยให้ข้อเข่ารับภาระน้อยลง มีการฝึกการเคลื่อนไหวของข้อเข่าได้ดี รวมถึงการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานนั้นสามารถทำได้การบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาโดยไม่ใช้น้ำหนักต้าน เช่น การนั่งเกร็งต้นขาและยกปลายเท้าขึ้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดได้

 

รับมือออฟฟิศซินโดรมแบบสาวยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441195

รับมือออฟฟิศซินโดรมแบบสาวยุคใหม่

โดย…พุสดี

“โรคออฟฟิศซินโดรม” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ

พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวในการเสวนา หัวข้อ “รอบรู้เรื่องปวด…ภัยเงียบของผู้หญิง” ถึงแนวทางการรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมว่ามี 2 แนวทาง หนึ่ง คือ การรักษาที่สาเหตุ สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด สอง คือ การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การกินหรือฉีดยา ตลอดจนการบรรเทาอาการการปวดเมื่อยโดยการนวดผ่อนคลาย หรือการยืดหยุ่นร่างกายอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความยืดหยุ่น รวมถึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น คอ ไหล่ สะบัก หลัง และขา เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้เหมาะสมในขณะทำงาน อาทิ ปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะเวลาทำงานให้เหมาะสม หากใช้คอมพิวเตอร์กึ่งกลางของจอควรอยู่ในระดับสายตา การพิมพ์งานแป้นคีย์บอร์ดควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ ใช้เมาส์โดยพักข้อศอกบนที่รองแขน และสามารถเคลื่อนไหวได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ ขณะนั่งทำงานควรนั่งหลังตรงชิดขอบด้านในของเก้าอี้ กะพริบตาบ่อยๆ พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ทุกๆ 10 นาที เปลี่ยนท่าการทำงานทุก 20 นาที ยืดเหยียดกล้ามเนื้อมือและแขนทุก 1 ชั่วโมง กินอาหารให้ตรงเวลาและครบ 5 หมู่ และหากพบว่าตัวเองมีอาการปวดที่เรื้อรังนานกว่า 3 เดือน ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

ฝึกโยคะ ช่วยย่อยอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441016

ฝึกโยคะ ช่วยย่อยอาหาร

โดย…พุสดี

การใช้ชีวิตที่เร่งรีบไปทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่การกินอาหารคือ พฤติกรรมทำร้ายตัวเองแบบไม่รู้ตัวของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารง่ายๆ สะดวก รวดเร็ว เอาให้พออิ่มท้องมีแรงทำงาน หรืออาจไม่กินข้าวเช้า รอรวบยอดไปกินช่วงเที่ยงก็มี พอพฤติกรรมที่ไม่ดีบวกกับความเครียดสะสมจากการทำงาน ย่อมทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ดีถามหา เกิดอาการขับถ่ายไม่สะดวก รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน มีแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้มากเกินไป ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน สิวผุดขึ้นบนใบหน้า ผิวรอบดวงตาดำคล้ำ มีกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ ซ้ำร้ายอาจทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน โรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ สุดท้ายต้องลาพบแพทย์เสียสตางค์ก้อนโต

คงจะดีกว่า ถ้าคุณสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมตัวเอง ควบคู่ไปกับการฝึกโยคะ งานนี้ 3 กูรูด้านสุขภาพ ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี และกาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ เฮลตี้ไอคอนสาวแห่งยุค มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากด้วย Yoga for Digestion หรือเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการยืดเหยียด ช่วยให้กระตุ้นการทำงานอวัยวะภายในช่องท้องให้มีประสิทธิภาพ ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ด้วยท่าโยคะง่ายๆ ดังนี้

1.Ardha Baddha Padmottanasana

ช่วยระบบย่อยและกำจัดพิษที่เกิดจากของเสีย

1.1 ยืนตรง ยกขาซ้ายงอเข่า วางเท้าซ้ายบนต้นขาขวา

1.2 อ้อมแขนซ้ายไปด้านหลังเอว มือจับเท้าขวา

1.3 ก้มตัวไปข้างหน้า วางมือขวาบนพื้นข้างเท้าขวา

1.4 แอ่นหลังเท่าที่ทำได้ วางศีรษะหรือคางบนเข่าขวา

Ardha Baddha Padmottanasana

 

2.Utthita Parsrakonasana

ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

2.1 ยืนตัวตรง แยกเท้ากว้าง

2.2 เปิดปลายเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา บิดเท้าขวาเฉียงตามเท้าซ้าย

2.3 เหยียดแขนทั้งสองข้างตรง ขนานกับพื้น งอเข่าซ้าย หน้าแข้งตรงฉากกับข้อเท้าซ้าย

2.4 ขาขวาเหยียดตรง กดเท้าทั้งสองแน่น

2.5 ยืดลำตัวไปทางขาซ้าย วางมือที่พื้นข้างนอกเท้า รักแร้ซ้ายคร่อมเข่า

2.6 เหยียดแขนขวาขึ้นตรงแนบหูขวา สายตามองตามมือขวา

Utthita Parsrakonasana

 

3.Salabhasana

ช่วยให้ระบบย่อยทำงานดี บรรเทาอาการท้องอืด

3.1 นอนคว่ำหน้า แขนเหยียดไปข้างหลัง

3.2 ยกศีรษะ หน้าอก ยกแขนและขาให้สูงขึ้น

3.3 หน้าท้องติดพื้นรับน้ำหนักร่างกาย

3.4 เกร็งก้นยืดกล้ามเนื้อต้นขา เหยียดขาทั้งสองข้างตรง

Salabhasana

 

4.Pavananuktasana

ช่วยขับลม นวดลำไส้

4.1 นอนหงาย หัวไหล่ คอติดพื้น

4.2 งอเข่าซ้ายเข้าข้างลำตัว ประสานนิ้วมือทั้งสิบที่หน้าแข้ง

4.3 ดึงเข่าซ้ายหาไหล่ซ้าย จนตึงสะโพกซ้าย

4.4 ทำสลับข้างขวา ทำตามข้อ 4.1-4.3

4.5 จากนอนหงาย งอเข่าทั้งสองเข้ามาหาอก ใช้แขนกอดขา มือจับศอกฝั่งตรงกันข้าม

4.6 กอดรัดแน่น จนต้นขาติดท้อง เข่าติดอก หายใจสบาย ผ่อนคลาย คอ ไหล่

Pavananuktasana