เที่ยวทิพย์สไตล์ไหน ใช่เรามากที่สุด!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/652407

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 09:10 น.

เที่ยวทิพย์สไตล์ไหน ใช่เรามากที่สุด!!รับกระแสเที่ยวทิพย์กับทริปเดินทาง 4 สไตล์ ดูผลสำรวจนักเดินทางชาวไทย พร้อมเลือก ‘เที่ยวทิพย์แบบ Pick A Card’ ส่องคำทำนายจากไพ่กันว่าเมื่อสามารถออกเดินทางได้อีกครั้ง ทริปท่องเที่ยวแบบไหนที่ใจคุณปรารถนา

แม้ว่าในเวลานี้ผู้คนยังคงตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านสุขภาพมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของ Booking.com เผยว่า นักเดินทางชาวไทยจำนวน 2 ใน 5 (43%) ระบุว่าการไม่สามารถออกเดินทางท่องเที่ยวได้ในปี 2563 ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพจิตของพวกเขา โดย 38% กล่าวว่า พวกเขามีความรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่ในบ้านจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ดังนั้น ในขณะที่สถานการณ์และข้อจำกัดด้านการเดินทางยังไม่เอื้ออำนวยให้เราได้ออกเดินทางท่องโลกได้ นักเดินทางชาวไทยจึงพากันเปลี่ยนอารมณ์เศร้าหมองให้กลายเป็นมุมมองที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ปล่อยคอนเทนต์ซ้อมเที่ยวก่อนเที่ยวจริงกันหลากหลายสไตล์ สร้างกระแส #เที่ยวทิพย์ อย่างเป็นวงกว้างทั้งในสื่อหลักและสื่อโซเชียลมีเดีย

ด้วยพันธกิจที่จะช่วยให้ทุกคนออกไปสำรวจโลกกว้างได้ง่ายขึ้น เมื่อสถานการณ์กลับมาปลอดภัยและพร้อมสำหรับการเดินทางอีกครั้ง Booking.com หนึ่งในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเดินทางระดับโลก ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ได้พาทุกคนไป #เที่ยวทิพย์ โดยไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้าน ด้วยกิจกรรม ‘เที่ยวทิพย์แบบ Pick A Card’ เพียงแค่คุณเลือกไพ่ด้านล่างมาหนึ่งใบ และมาดูคำทำนายจากไพ่กันว่าเมื่อสามารถออกเดินทางได้อีกครั้ง ทริปท่องเที่ยวแบบไหนที่ใจคุณปรารถนา

ไพ่ใบที่ 1: ทริปสำหรับสายลุย

ไพ่ใบนี้บอกว่าคุณคิดถึงทริปแบบลุยๆ มากถึงมากที่สุด และด้วยจิตวิญญาณของนักผจญภัย ทำให้คุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองความเป็นนักกีฬาและจิตวิญญาณนักสำรวจของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบในขณะที่คุณออกเดินทางเพื่อสัมผัสกับความสวยงามที่น่าตื่นตาของธรรมชาติ 

และหนึ่งในตัวเลือกจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่โหยหาการเดินทางแบบผจญภัย คือ ‘จังหวัดกาญจนบุรี’ เพราะที่นี่มีกิจกรรมกลางแจ้งมากมายให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมปีนเขา เดินทางไกล ทัวร์เดินป่า หรือโหนสลิง และกิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือการพายเรือคายัคท่ามกลางวิวแม่น้ำตระการตา หรือเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยที่พันวารีย์ รีสอร์ท นำเสนอประสบการณ์เข้าพักบนรีสอร์ทลอยน้ำและล้อมรอบไปด้วยทัศนียภาพอันสวยงามของธรรมชาติ นอกจากนั้นผู้เข้าพักยังสามารถเพลิดเพลินไปกับเรือคายัคส่วนตัวได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ไพ่ใบที่ 2: ทริปสำหรับสายชิล 

ไพ่ใบนี้เผยให้เห็นความต้องการที่เรียบง่ายอย่างแท้จริงของนักเดินทางที่ต้องการออกเดินทางเพื่อผ่อนคลาย ปลดปล่อยความเครียด และใช้เวลาอย่างมีคุณภาพไปกับวิวทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจของธรรมชาติ หรือชายฝั่งทะเลที่สวยงาม

หากคุณกำลังคิดถึงถึงทริปการเดินทางในอนาคต เพื่อการผ่อนคลายกายใจแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ‘เขาใหญ่’ ในจังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ต้องนึกถึง เพราะคุณจะได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ด้วยอากาศอันแสนสดชื่น ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เงียบสงบ และหากคุณยังไม่เคยเข้าพักที่ Dusit D2 Khao Yai ต้องบอกเลยว่าในแผนการเดินทางครั้งต่อไปของคุณการเข้าพักใน Dusit D2 Khao Yai เป็นสิ่งที่ห้ามพลาด เพราะคุณจะได้สัมผัสกับวันหยุดพักผ่อนสุดผ่อนคลายอย่างแท้จริง เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยทิวทัศน์อันเขียวชอุ่มและความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับรูปแบบของอาคารที่ได้รับการออกแบบและตกแต่งอย่างหรูหรา

ไพ่ใบที่ 3: ทริปสำหรับสายคอนเทนต์

ไพ่ใบนี้แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณของนักสร้างคอนเทนต์ตัวจริง! เจ้าของไพ่ใบนี้เป็นคนที่หลงใหลในการสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ หรือสถานที่แปลกตาอยู่เสมอ และปรารถนาที่พักในแบบที่ไม่เหมือนใครเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง คุณเป็นคนที่คอยหาจุดถ่ายรูปแบบชิคๆ เพื่อถ่ายทอดโมเมนต์ที่น่าประทับใจหรือเพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ใคร ๆ ต้องตามกดไลก์กันแบบถล่มทลาย 

หากความงดงามและความเป็นเอกลักษณ์คือสิ่งที่คุณกำลังมองหา จุดหมายปลายทางอันน่าทึ่งของภูเก็ตคือสถานที่ที่คุณต้องไปเยือน ที่ The Surin Phuket แห่งนี้ คือสถานที่พักผ่อนบนหาดทรายสีขาวราวกับอยู่บนสวรรค์ ผสานกับวิวแสนงดงามของน้ำทะเลสีฟ้าครามใส และทิวทัศน์ที่รายล้อมไปด้วยทิวแถวต้นมะพร้าว รีสอร์ทริมชายหาดแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนที่สมบูรณ์แบบและเป็นโลเคชั่นสุดปังสำหรับสร้างสรรค์คอนเทนต์บนอินสตาแกรมที่ใครๆ จะต้องว้าว

ไพ่ใบที่ 4: ทริปสำหรับสายอนุรักษ์และสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ไพ่ใบนี้บ่งบอกถึงจิตวิญญาณแห่งการอนุรักษ์ที่แท้จริงของนักเดินทาง ด้วยความตั้งใจในการเดินทางที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยสังคมไปในเวลาเดียวกัน

รู้หรือไม่ว่านักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินและสร้างความสุขในการเดินทางไปพร้อม ๆ กับการสนับสนุนและช่วยเหลือฟื้นฟูท้องถิ่นและชุมชนในจุดหมายปลายทางที่คุณไปเยือน และหากคุณเองก็มีแนวคิดแบบเดียวกันนี้ มาสำรวจกันว่าที่ ‘เกาะสมุย’ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เพื่อให้การเดินทางครั้งนี้ของคุณยั่งยืนกว่าที่เคย ลองพิจารณาที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ Anantara Bophut Koh Samui Resort ซึ่งเป็นหนึ่งในที่พักเชิงอนุรักษ์ที่ให้นำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนที่หรูหรา พรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมสันทนาการมากมายที่นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน อนันตรา บ่อผุด เกาะสมุย รีสอร์ท ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางธรรมชาติและเป็นพันธมิตรกับชุมชนท้องถิ่น ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าพักที่รีสอร์ทแห่งนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินในช่วงเย็นโดยการเยี่ยมชมตลาดชุมชนและอุดหนุนสินค้าของชาวบ้านเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกด้วย

‘คอนโดคุ้มจัดได้ จัดให้ถึงบ้าน’ MK ส่งโปรเด็ดตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ อยู่บ้านก็จัดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/652356

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 12:40 น.

'คอนโดคุ้มจัดได้ จัดให้ถึงบ้าน' MK ส่งโปรเด็ดตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ อยู่บ้านก็จัดได้MK ส่งโปรคอนโดคุ้มจัดได้ จัดให้ถึงบ้าน! ยกเซตราคาโดนใจ พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดกว่า 45% พิเศษ! แลกซื้อเป็ดย่างจานใหญ่เพียง 199 บาท ชวนอิ่มคุ้มอร่อยเลือกได้ตลอดเดือนพฤษภาคมนี้

โปรแรงจัดได้สุดคุ้ม ไม่ต้องไปถึงร้าน อยู่บ้านก็จัดได้เลย! เอ็มเค เรสโตรองต์ ปล่อยแคมเปญโปรโมชั่นใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ห่างไกลโควิด-19 เลือกจัดความอร่อยได้ตามใจ จากหลากหลายเมนู สุดโปรด อิ่มได้ในราคาสุดคุ้ม ส่งตรงถึงหน้าบ้าน กับโปรโมชั่น “MK คอนโดคุ้มจัดได้ จัดให้ถึงบ้าน” พร้อมส่วนลดสูงสุดกว่า 45% เริ่มต้นเพียงราคาเซตละ 399 บาทเท่านั้น ตลอดเดือนพฤษภาคมนี้!! อยู่บ้านปลอดภัย มั่นใจ ความอร่อยสะอาด มาตรฐาน MK

เอาใจสุกี้เลิฟเวอร์ ด้วย 3 เซต 3 ราคา ให้จัดความอร่อยสุดคุ้ม ได้แก่ เซต 399 บาท สำหรับ 2 คน เลือกได้หมวดละ 3 คอนโด อิ่มคุ้มรวม 9 คอนโด, เซต 599 บาท สำหรับ 3-4 คน เลือกได้หมวดละ 5 คอนโด อิ่มคุ้มรวม 15 คอนโด และเซต 899 บาท สำหรับ 5-6 คน เลือกได้หมวดละ 8 คอนโด อิ่มคุ้มรวม 24 คอนโด พิเศษสุดคุ้มต่อที่สอง ! เมื่อสั่งเซตใดก็ได้ แลกซื้อเป็ดย่างจานใหญ่ เพียง 199 บาท จาก 350 บาท 1 ชุด ต่อ 1 สิทธิ์แลกซื้อ

สำหรับเมนูโปรดจาก 3 หมวด ที่มีให้เลือกความอร่อยหลากหลาย ได้แก่ ผัก ประกอบด้วย วากาเมะเขียว, เห็ดเข็มทอง, ผักปวยเล้ง, ฮ่องเต้น้อย, ฟักทองญี่ปุ่น, ผักกาดขาว, ผักบุ้ง, เต้าหู้ไข่ และวุ้นเส้น เนื้อสัตว์ /ซีฟู้ด ประกอบด้วย กุ้งมีเปลือก, หมูคุโรบุตะสไลซ์, หมูสไลซ์, สันคอหมูสไลซ์, หมูนุ่ม, เนื้อไก่, ปลาหมึกสด, เนื้อวัวสไลซ์นำเข้าจากออสเตรเลีย, แมงกะพรุน, ปลาหมึกกรอบ, สะโพกหมูคุโรบุตะ และแพนกาเซียส ดอร์รี่ และลูกชิ้น ประกอบด้วย เอ็มเคแซลมอน, เต้าหู้เนื้อปลา, สาหร่ายทรงเครื่อง, เนื้อปลาสวรรค์, เส้นปลาสายฝน, ลูกชิ้นเอ็มเค, ลูกชิ้นรักบี้, หมูทรงเครื่อง, ลูกชิ้นหยดน้ำไข่เค็ม, ชีสบอล, เต้าหู้เนื้อปลาชีส และลูกชิ้นปลาหมึก

เอ็มเค เรสโตรองต์ พร้อมจัดให้ถึงประตูบ้าน ผ่านช่องทาง www.MK1642.com, MK Delivery โทร. 1642 ฟรี! ค่าส่งทันที เมื่อสั่งครบ 300 บาท เพียงใส่โค้ด MKSAVE21 สามารถตรวจสอบสาขาที่ให้บริการ เดลิเวอรี่ได้ที่ www.mkrestaurant.com/th/branch หรือสามารถสั่งได้ที่ บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชั่น Grab Food, LINE MAN และFood Panda เฉพาะสาขาในพื้นที่ที่ให้บริการ (สำหรับ 6 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, เชียงใหม่ และชลบุรี สามารถใช้บริการซื้อกลับบ้านได้ที่ เอ็มเค เรสโตรองต์ ทุกสาขาที่เปิดให้บริการ) 

มั่นใจในความสะอาดของอาหารทุกจาน และความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการผลิต ตามมาตรฐานของ MK Central Kitchen หรือ ครัวกลางเอ็มเค ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติ ตั้งแต่ปี 2014 (พ.ศ. 2557) รวมถึงระบบการจัดส่งอาหาร และมาตรการภายในร้านอาหารทั้งหมดของเครือ ที่ผ่านการควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งขั้นตอนการผลิต จัดส่ง และบริการในร้านที่สะอาดปลอดภัย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกค้า อันเป็นหัวใจสำคัญของเอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป

เอาใจทุเรียนเลิฟเวอร์ ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” รังสรรค์สุดยอดเมนูจากราชาแห่งผลไม้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/652350

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 11:57 น.

เอาใจทุเรียนเลิฟเวอร์ ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” รังสรรค์สุดยอดเมนูจากราชาแห่งผลไม้ไทยความอร่อยชั้นเลิศในเทศกาลทุเรียน กับ 5 เมนูเลิศรสจากราชาแห่งผลไม้ไทย ที่ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” พร้อมเดลิเวอรี่แล้ววันนี้

ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” เอาใจทุเรียนเลิฟเวอร์ด้วยเทศกาลทุเรียนที่หลายคนต่างรอคอยที่จะได้ฟินไปกับความอร่อยของเมนูที่รังสรรค์จากทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ไทย และปีนี้ ทางร้านได้เตรียมมอบความอิ่มอร่อยด้วย 5 เมนูที่ได้รับการรังสรรค์สุดพิถีพิถันโดยเชฟฝีมือดี เชฟโธมัส ที่เลือกใช้ทุเรียนหมอนทองรสชาติอร่อย หวานมันกำลังดี และมีกลิ่นไม่แรงมาก เหมาะสำหรับเมนูคาว-หวาน ทุเรียนหมอนทองอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย

ชวนมาฟินไปกับเทศกาลทุเรียนที่ร้านทองหล่อ ด้วย 5 เมนูอร่อยล้ำจากทุเรียนหมอนทองในนราคาตั้งแต่ 185-850 บาท เริ่มด้วย “แกงส้มปูไข่ใส่ทุเรียน” (850 บาท) เมนูเด็ดขึ้นชื่อจากจังหวัดจันทบุรีที่ใช้ทุเรียนอ่อนพันธุ์ดีมาแกงใส่ปูไข่คัดพันธุ์ดีจากบางตะบูน ผสมผสานกับเครื่องเทศและสมุนไพรไทยหลายชนิด

ตามด้วย “แกงมัสมั่นทุเรียนเนื้อน่องลาย” (575 บาท) มัสมั่นแกงไทยขึ้นชื่ออันดับ 1 ของความอร่อยระดับโลก เพิ่มเนื้อทุเรียนที่สุกแข็งแทนมันฝรั่ง เคี่ยวกับน้ำกะทิจนนุ่มและชุ่ม มีกลิ่นหอมเข้ากันอย่างลงตัว ทานคู่กับน้ำอาจาด โรตีสด และข้าวตัง ยิ่งเข้ากันดี เมนูต่อมา “คั่วกลิ้งทุเรียนใส่กระดูกอ่อน” (455 บาท) ที่นำกระดูกอ่อนมาคั่วกับเครื่องแกงจนแห้งและเข้าเนื้อ และนำเนื้อทุเรียนห่ามๆ มาคั่วกับเครื่องแกงจนสุกหอมละมุน รับประทานคู่กับผักสด

อีกเมนูที่ไม่ควรพลาดคือ “น้ำกะทิข้าวเหนียวทุเรียน” (185 บาท) ที่เชฟเลือกเนื้อทุเรียนหมอนทองที่สุกงอม ใช้กะทิเคี่ยวกับน้ำตาลมะพร้าว และใส่เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอ่อนเพื่อเพิ่มความหอม หวาน มัน เค็ม กลมกล่อม ทานคู่กับข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่มูนอย่างดีและมีรสชาติหวานอ่อนๆ ปิดท้ายด้วย “ทุเรียนเชื่อม” (485 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ที่นำทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดีมาเชื่อมจนทุเรียนมีสีเหลืองทอง เนื้อนุ่มหนึบ ทานคู่กับน้ำกะทิเข้มข้นกำลังดี

คนรักทุเรียนเตรียมปักหมุดความอร่อยกับเทศกาลทุเรียนไทย 5 เมนูเลิศรส ได้ที่ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” เริ่มวันที่ 10 พ.ค – 30 มิ.ย 2564 เปิดให้บริการเวลา 10.30 – 21.00 น. เฉพาะซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี่ สั่งผ่านไลน์ Thonglor Cuisine โทร. 092-966-2563, 02-000-4701 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดตามข่าวสารและโปรโมชันต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ www.thong-lor.com เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ Thonglor Cuisine และอย่าลืมติดตามช่องทางใหม่ในการอัปเดตเรื่องราวงานหัตถศิลป์เอาใจคนรักงานฝีมือทางอินสตาแกรม Sri.thonglor

5 สุดยอดเมนูที่คัดสรรโดยฟู้ดกูรูชื่อดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/652034

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 11:05 น.

5 สุดยอดเมนูที่คัดสรรโดยฟู้ดกูรูชื่อดังชิมเมนูซื้อง่ายอิ่มสะดวกจากร้านดังในสยามเซ็นเตอร์-สยามดิสคัฟเวอรี่ กับ 5 สุดยอดเมนูห้ามพลาดซึ่งคัดสรรโดยฟู้ดกูรูชื่อดัง ที่พร้อมบริการ Grab and Go แล้ววันนี้ ณ ชั้น M สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์

ถึงจะ Work From Home อยู่บ้าน หรือทำงานอยู่ที่ทำงาน ก็อย่าปล่อยให้ท้องหิว หากนึกเมนูอะไรไม่ออกวันนี้ สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ มีเมนูสุดยอดในดวงใจจาก Food Guru ชื่อดังเจ้าของเพจ Eat & Shout พี่เชาท์พากินพาเที่ยว มาบอกต่อ หรือถึงแม้ว่ายังอยู่ในช่วงที่ต้องมีมาตรการรักษาระยะห่างกันก็จด list ไว้ก่อนมาอิ่มอร่อยภายหลัง หรือจะเลือกใช้บริการ Call & Shop , Enjoy Eating ไปกับ “Taste of Siam x Robinhood” ผ่านแอปพลิเคชั่น Robinhood ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครสะดวกแวะมาออเดอร์เมนูเอง อย่าลืมพบกับบริการใหม่ Grab and Go อิ่มฟินกับหลากเมนูเด็ดจากร้านดังในสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ที่ชั้น M สยามเซ็นเตอร์ (ทางเชื่อมพาร์ค พารากอน)

สำหรับเมนูแรกที่ Eat & Shout เลือกคือเมนู สุกี้น้ำดำจาก Yuzu Suki ถึงแม้ว่าร้านนี้จะมีความหลากหลายของน้ำซุป ทั้งน้ำดำ,ดาชิ , ทงคตสึ , หม่าล่า และน้ำเต้าหู้ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แต่ที่ยกให้เป็นอันดับหนึ่งในดวงใจคือ สุกี้ซุปน้ำดำที่หอมเตะจมูกและไม่หวานจนเกินไป

ร้านสำหรับคนรักสุขภาพ แต่เมนูไม่จืดชืดน่าเบื่อ Hunter Poke ส่งเมนูเด็ด แคลิฟอร์เนียร์ โบล์ว รวมซูเปอร์ฟู้ดเน้นๆ ทั้งอะโวคาโด้, แซลมอน , แตงกวา, ไข่หวาน ตบด้วยหมัดฮุกอย่าง หอมเจียว ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอในเมนูอาหารสุขภาพ ทำให้เมนูนี้กลมกล่อม ถูกปาก ถูกใจคนไทยอย่างแน่นอน

ร้านหมูย่าง 8 สี Palsiak Korean BBQ เป็นอีกร้านห้ามพลาด เพราะที่นี่มีอาหารให้เลือกละลานตา ทั้งหมูสามชั้น สันนอก สันคอ ที่หมักมาอย่างดีกับเครื่อง 8 รส ให้เลือกทานตามลำดับความ เข้มข้นทั้งหมูหมักโสม หมูหมักไวน์ หมูหมักใบสน หมูหมักกระเทียม ,หมูหมักสมุนไพร ,หมูหมักผงกะหรี่ ,หมูหมักเต้าเจี้ยว และหมูหมักโคชูจัง แต่ที่ถูกใจสุดต้องยกให้รสกระเทียม เพราะได้รสชาติแบบไทยๆ ถึงเครื่อง กินเข้าคู่กันกับน้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำจิ้มแจ่ว ยิ่งเสริมรสได้ดีมาก

ต่อกันที่ ราเมงภูเขาไฟเจ้าดังจากญี่ปุ่น Tonkotsu Kazan Ramen  ที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ทว่าราเมงที่อร่อยแล้ว เกี๊ยวซ่าถือเป็นเครื่องเคียงที่ต้องมี เพราะที่นี่ทำแป้งเกี๊ยวซ่าได้นุ่ม ไม่แข็งแตก ทานคู่กันกับราเมงคือฟินสุดๆ

เมนูสุดท้ายยกให้เมนูแกงกะหรี่ของ Maji Curry ที่นอกจากจะได้ใจคนญี่ปุ่น ยังได้ใจคนไทยไปเต็มๆ แกงกะหรี่ของที่นี่ หอม ไม่ฉุน เหมาะกับมือใหม่หรือคนที่ไม่ชอบ สามารถเปลี่ยนใจมาทานได้ง่ายๆ เครื่องเคียงตัดเลี่ยนได้ดีมาก ยิ่งข้าวแกงกะหรี่แฮมเบิร์กชีส มีชีส ออน ท้อป ยิ่งได้รสนัว หอม กลมกล่อม ทานคู่กับเนื้อแฮมเบิร์กนุ่มๆรับรองอร่อยเลิศ

สำหรับใครที่อยากแวะมาเลือกเมนูอาหารด้วยตัวเอง ทั้งแบบสั่งจากหน้าร้านหรือเลือกสรรเมนูสำเร็จรูปแบบซื้อง่ายอิ่มสะดวกที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ ก็สามารถมา Grab and Go ได้เลย สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ เอาใจสายเลิฟญี่ปุ่นด้วยเมนูอร่อยจาก Shabushi, Tonkatsu Wako , Yayoi Teishoku สายอินเกาหลีต้อง Red Sun, Dak Galbi, Choongman Chicken และ Bonchon ส่วนสายสุขภาพที่รักอาหารอร่อยต้องไม่พลาดเมนูอร่อยจาก On the Table, Sizzler และ Charna หรือจะ Bar B Q Plaza ก็จัดให้ได้ แถมยังมีร้าน Pikun และ Kamu จากสยามดิสคัฟเวอรี่อีกด้วย พร้อมอิ่มฟินกับหลากเมนูเด็ดจากร้านดังในแบบ Grab and Go ได้แล้วที่ ชั้น M Siam Center

7 เมนูให้คุณค่าทางโภชนาการ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652928

วันที่ 16 พ.ค. 2564 เวลา 08:45 น.

7 เมนูให้คุณค่าทางโภชนาการ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผย 7 เมนูให้คุณค่าทางโภชนาการ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดีและธาตุเหล็ก ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะนี้ นอกจากการปฏิบัติตามมาตรการ DMHTTA ด้วยการสวมหน้ากากเมื่อออกจากบ้าน หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่างแล้ว การเลือกกินอาหารที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ได้รับปริมาณสารอาหารแต่ละชนิดเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติและเต็มศักยภาพ

โดยกรมอนามัยขอแนะนำ 7 เมนู เสริมภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 ได้แก่ 

เมนูที่ 1 ไข่ยัดไส้ กินมะเขือเทศและแครอทให้ได้อย่างละ ½ ทัพพี จะได้รับวิตามินซี 42 เปอร์เซ็นต์ และวิตามินเอ 43 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 2 ต้มเลือดหมู กินผักกาดหอม ½ ทัพพี ตับหมู 1 ช้อนโต๊ะ เลือดหมู 1 ชิ้นและหมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ จะได้รับธาตุเหล็ก 45 เปอร์เซ็นต์  

เมนูที่ 3 ต้มยำปลาทู มีมะเขือเทศและน้ำมะนาวเป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินซี 42 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 4 ต้มจืดตำลึงเต้าหู้ไข่ มีส่วนผสมของแครอท ½ ทัพพี และตำลึง 2 ทัพพี จะได้รับวิตามินเอ 42 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 5  ปลานึ่งขิง หากใช้ปลาทับทิมเป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินดี 20 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 6  ปลาผัดเปรี้ยวหวาน มีส่วนผสมของมะเขือเทศ ½ ทัพพีและพริกหวาน 1 ลูก จะได้รับวิตามินซีเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

และเมนูที่ 7 ข้าวผัดหอยลาย มีส่วนผสมของเนื้อหอยลาย ได้รับธาตุเหล็ก 33 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

“ทั้งนี้ การปรุงประกอบอาหาร ควรเลือกวัตถุดิบที่สด สะอาด และปรุงอาหารให้สุกใหม่ทุกครั้ง ลดกินหวาน  มัน เค็ม นอกจากนี้ ควรมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมเพื่อเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน เช่น ทำงานบ้าน เต้นแอโรบิกในบ้าน หรือมีกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อลดภาวะเครียด เช่น การสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูหนังออนไลน์ เล่นเกม รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 – 9 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง มีสุขภาพดีในระยะยาว” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

5 สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันช่วยเราห่างไกลไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652618

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

5 สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันช่วยเราห่างไกลไวรัสแนะนำ 5 สารอาหารหาทานง่ายที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เสริมเกราะป้องกันไม่ให้ไวรัสวายร้ายมากล้ำกรายเราได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้คนเราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ป้องกันตัวเองทุกวิถีทาง เพื่อให้รอดพ้นจาก COVID-19 รอบ 3 ที่เกิดขึ้นตอนนี้ หลายคนได้หันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพภายในมีเกาะป้องกันและมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และนอกจากนี้ ก็มีอีกหลายคนให้ความสำคัญในเรื่องของการรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ ทั้งอาหารหลัก อาหารเสริม หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย วันนี้ อินเตอร์ ฟาร์มา ในฐานะผู้นำด้านการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม และผู้นำด้านโบรไบโอติกที่วงการแพทย์ยอมรับ จึงขอแนะนำ 5 สารอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ไวรัสวายร้ายต่างๆ มาทำลายเราได้

5 สารอาหารที่สามารถเลือกซื้อวัตถุดิบได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด ได้แก่

1. วิตามินซี : สารอาหารที่เราคุ้นเคย และรู้ดีว่าประโยชน์ของวิตามินซีนั้นมากมาย หากร่างกายได้รับในปริมาณที่เพียงพอคือ 25-100 กรัม หรือ 400 กรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ  ซึ่งแหล่งวิตามินซีในอาหารสามารถพบได้ง่ายๆ ตามผักและผลไม้เป็นเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ฝรั่ง, สตรอว์เบอร์รี่, มะละกอแขกดำ, ทุเรียนหมอนทอง, พริกหวาน, ผักคะน้า, บรอกโคลี ฯลฯ

2. วิตามินเอ : สารอาหารที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยแหล่งอาหารของวิตามินเอที่สามารถดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้สูงคือ เครื่องในสัตว์ นม ไข่แดง นอกจากนี้แหล่งอาหารจากพืชจำพวกผักใบเขียวเข้ม และผลไม้สีเหลือง อย่างตำลึง ผักบุ้ง ฟักทอง มะละกอสุก ก็ดีเริ่ดไปแพ้กัน

3. โปรตีน : สารอาหารชนิดนี้อาจจะถูกใจสายที่เน้นควบคุมคาร์บ หรือคนที่รับประทานคีโต ซึ่งโปรตีนนั้นหลายคนอาจไม่รู้ว่าโปรตีนที่มีคุณภาพดีจะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วนต่อร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันและสารภูมิคุ้มกันต่างๆ ได้ ซึ่งแหล่งอาหารจากโปรตีนไม่จำเป็นต้องได้รับจากเนื้อสัตว์ ไข่ นม เสมอไป แต่โปรตีนจากพืช อย่างถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ ก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้เช่นกัน

4. สังกะสี : สารอาหารชนิดนี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย แต่หารู้ไม่ว่าแหล่งอาหารของสังกะสีที่พบได้ในเนื้อสัตว์ เครื่องใน หอยนางรม สัตว์ปีกและปลา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งควบคุมการทำงานของเอนไซม์ที่เป็นกลไกหลักในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เรียกว่ามีดีไม่แพ้โปรตีน และวิตามินซีกับเอ กันเลยทีเดียว

5. จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติก) และอาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพ (พรีไบโอติก) : ที่ระยะ 1- 2 ปีมานี้กำลังเป็นที่นิยมในคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพ เพราะมีส่วนช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย โดยสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพส่วนใหญ่แล้วอยู่ในแหล่งอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช ข้าวโอ๊ต หอมหัวใหญ่ เป็นต้น ซึ่งหากจะว่าไปแล้วอาหารเหล่านี้มันจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง และอาจจะต้องเสียเวลาในการปรุงอาหาร

หากใครกำลังมองหาตัวช่วยดีๆ ที่มีโพรไบโอติก และพรีไบโอติก โดยสามารถรับประทานได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าครัว ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ทางการแพทย์และโรงพยาบาลเลือกใช้ คือ Probac7 ที่มี โบรไบโอติก ประกอบด้วย แบคทีเรียมีชีวิต 6 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ในร่างกาย และมีหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย และพรีไบโอติก คือ อาหารของโปรไบโอติก ช่วยให้โปรไบโอติก เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ซึ่งหากรับประทานวันละ 1 ซองจะสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น และอีกหนึ่งตัวช่วยที่ปังไม่แพ้กันก็คือ ProbiotaBL  ที่มีคือซินไบโอติก สูตรที่รับประทานได้ตั้งแต่เด็กทารก ไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ มีส่วนผสมของInulin พรีไบโอติก ที่เป็นอาหารของโพรไบโอติก และ Bifidobacterium animalis spp. LactisLactis โปรไบโอติก ที่มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัส พร้อมทั้งยังช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ให้กลับคืนมา  หรือหากใครที่อยากหาไอเท็มพกติดตัวง่ายๆ YUUU Honey Bee Propolis” Natural Mouth Spray สเปรย์ระงับกลิ่นปาก และลดแบคทีเรียก่อโรคในช่องปาก เวชสำอาง ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ ประกอบไปด้วย โพรโพลิส น้ำผึ้ง เปเปอร์มิ้นท์ ออยล์ และน้ำแร่ และที่สำคัญสารสกัดต่างๆ นอกจากช่วยเพิ่มความสดชื่นแล้ว ยังช่วยลดอาการเจ็บคอ การอักเสบ และแผลในช่องปาก ซึ่งเหมาะสมกับอากาศร้อนในช่วงนี้ และมากไปกว่านั้นสามารถใช้ได้ในหลากหลายช่วงอายุ

ดังนั้น Probac7 และ ProbiotaBL จึงเป็นโภชนเภสัชที่ดีที่ได้การรับรองว่ามีแนวโน้มกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง  ลดโอกาสติดเชื้อโรค เป็นการเตรียมรับมือเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากจะปลอดภัยจากโควิด-19 เราต้องดูแลตัวเองให้ดี ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยงหรือแออัด และที่สำคัญหากพบว่าติดเชื้อ ควรรีบทำการรักษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะนี่เป็นเพียง 5 สารอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ห่างไกลไวรัส 

ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652490

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 07:21 น.

ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัยศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน เผยการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัย ปัจจัยของผิวชรา การป้องกัน รักษา และอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามอย่าง “มะเร็งผิวหนัง”

ในปี 2564 นี้ นอกจาก Covid-19 จะมีการระบาดอย่างรุนแรงเป็นรอบที่ 3 แล้ว ยังเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2564 ประชากรไทยที่อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งมีจำนวน 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน โดยอายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะอยู่ที่ 80 ปี และผู้ชาย 73 ปี ดังนั้นความรู้เรื่องการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไปทั้งที่ยังไม่เป็นผู้สูงวัย

ศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน ประธานฝ่ายแพทย์และจริยธรรม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่นอกสุดของร่างกาย และมีขนาดใหญ่ที่สุด จะพบได้จากอายุที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ แสงแดด, มลภาวะ, ควันบุหรี่, ความเครียดและแอลกอฮอล์

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัยขึ้นจะเกิดขึ้นกับชั้นผิวหนังทั้ง 3 ชั้น คือ

  • ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นนอกสุดจะมีลักษณะบางลง หากเกิดแผลการซ่อมแซมจะช้าลง ผิวหนังแห้งมากขึ้น เนื่องจากต่อมไขมันผลิตลดลง ผิวผู้สูงวัยจึงขาดไขมันเคลือบผิวทำให้การสูญเสียน้ำจากผิวเพิ่มขึ้น
  • ชั้นหนังแท้ ส่วนประกอบสำคัญคือคอลลาเจนและอีลาสติก หน้าที่หลักคือ การทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและช่วยในการยึดเกาะของเส้นเลือด ดังนั้นเมื่อสารเหล่านี้ลดลงจะพบรอยย่นสึก ผิวหนังหย่อนคล้อย และการเกิดจ้ำเลือดง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น บริเวณแขนด้านนอกหรือหลังมือ เนื่องจากการลดลงของคอลลาเจนจะเพิ่มมากขึ้นหากผิวหนังบริเวณนั้นถูกแสงแดดเสมอ
  • ชั้นไขมัน ก็จะลดความหนาลงด้วย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม ซึ่งจะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปจากใบหน้ากลมในวัยเด็ก

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความแตกต่างกันตามพันธุกรรมและเชื้อชาติ โดยคนไทยซึ่งเป็นคนเอเชีย อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศที่ไม่หนาวจัด ความชื้นสูง ดังนั้น ปัญหาผิวแห้งจะรุนแรงน้อยกว่าในพื้นที่อากาศหนาวเย็นและมีความชื้นต่ำ แต่คนไทยอาศัยในพื้นที่ที่มีแสงแดดจัด ซึ่งแสงแดดประกอบด้วยแสง 3 ประเภท คือ

  1. แสงที่ให้ความสว่าง
  2. แสงอินฟราเรดที่ให้ความอบอุ่น
  3. แสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและมีปริมาณเพียง 5% ของแสงแดด แต่มีพลังงานสูงและมีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวชราเพิ่มขึ้น

ผิวหนังของคนไทยมีเซลล์สร้างสีจึงผลิตสารเมลานินที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดจับ พลังงานและแสงแดดทุกประเภท ดังนั้น จึงจะมีการทำลายของสารคอลลาเจนช้ากว่าและพบมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาวตาสีฟ้ามาก แต่ข้อเสียคือผิวคล้ำหรือมีกระดำได้เร็วกว่าคนผิวขาว

การดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

การป้องกัน คือการหลบเลี่ยงแสงแดดจัดในช่วง 10.00–15.00 น. การอยู่ในที่ร่ม กางร่ม สวมเสื้อผ้าปกคลุม สวมหมวกปีกกว้างและหนา สวมแว่นกันแดด และใช้ครีมกันแดดบริเวณผิวหนังที่ไม่สามารถปกคลุมด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้ว เช่น บริเวณใบหน้าและหลังมือ เป็นต้น

ข้อจำกัดของครีมกันแดด คือไม่สามารถกันแสงแดดได้ทั้ง 3 ประเภทจะกันได้ดีมากสำหรับแสงอัลตราไวโอเลตและจะเสื่อมสภาพไปหากถูกน้ำหรือการเช็ดถู และการทาไม่ทั่วถึงตามคำแนะนำที่กำหนด คือ 2 มก./ผิวหนัง 1 ตร.ซม.ประสิทธิภาพของครีมกันแดดก็จะลดลง ผู้สูงวัยที่ป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอควรต้องรับประทานวิตามินดีเสริมเพิ่มเนื่องจากแสงอัลตราไวโอเลตบี (UVB) จากแสงแดดเป็นปัจจัยกระตุ้นการผลิตวิตามินดีที่ผิวหนัง

มลพิษเป็นปัญหาสำคัญของทวีปเอเชีย โดยมลพิษอาจจะผ่านผิวหนังหรือเกิดจากการสูดดม เมื่อผิวหนังสัมผัสมลพิษ จะทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระและการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระที่ผิวหนัง เช่น วิตามินซี วิตามินอี การสัมผัสสาร PM 2.5 จะเพิ่มความชราของผิวหนัง ได้แก่ รอยย่น กระดำ และลดการซ่อมแซมของผิวหนัง

การรักษาหลัก คือลดการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก 6 ประการและการลดความแห้งของผิวหนัง โดย

1.ลดการใช้น้ำร้อนและอุ่นจัดในการอาบน้ำ

2.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดควรเลือกที่มีความเป็นด่างน้อย ค่า pHประมาณ 5-6 มีความชุ่มชื้นหลังจากล้างออก เป็นสบู่สังเคราะห์ก้อนหรือเหลวก็ไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องมีสารประกอบเป็นพิเศษหรือมีราคาสูง หากไม่สามารถหาได้สามารถใช้สบู่ทั่วไปแต่ฟอกบริเวณ มือ เท้า รักแร้ ใต้ร่มผ้า เท่านั้น แต่งดบริเวณ แขน ขา ลำตัว ซี่งการใช้เพียงน้ำเปล่าล้างก็สะอาดเพียงพอแล้ว

3.ทาสารให้ความชุ่มชื้น เช่น โลชั่น ครีม น้ำมัน หรือขี้ผึ้งทันทีหลังอาบน้ำไม่นานกว่า 5 นาที เลือกให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนควรใช้โลชั่น ฤดูหนาวควรใช้ครีมหรือน้ำมัน ความถี่อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน โดยในช่วงที่มีอากาศหนาวและแห้งควรทาครีมทุก 4 ชม. และควรใช้ผ้าชุบน้ำประคบผิวก่อนทาครีมทุกครั้งหากไม่ได้ทาทันทีหลังอาบน้ำ

4.เลือกสวมเสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศ

5.หากมีอาการคันร่วมด้วย มักจะพบบริเวณหน้าแข้งหรือลำตัวบริเวณสะโพก ควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นทุก 4 ชม. หากไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นขี้ผึ้งหรือน้ำมัน

6.หากผื่นคันไม่ดีขึ้นหลังเปลี่ยนวิธีอาบน้ำและทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาการคันที่ผิวหนัง นอกจากปัญหาความแห้งของผิวหนังแล้ว อาจเกิดจากยาที่รับประทานหรือโรคภายในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ ได้

มะเร็งผิวหนัง

สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยหลายๆ คน มักจะเป็นกังวล คือ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งพบได้บ่อยมากในชาวตะวันตก โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น อาบแดด แต่สำหรับคนไทยหรือคนเอเชียทั่วไป ปัญหามะเร็งผิวหนังพบอุบัติการณ์ที่ต่ำมากเนื่องจากคนไทยมีผมดำ ตาดำ มีเมลานินช่วยในการกรองแสงแดด และไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งหรือผิวสีแทน นอกจากนี้ ผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอกสุด จึงสามารถมองเห็นรอยโรคได้รวดเร็วและชัดเจนกว่ามะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ

ชนิดของมะเร็งผิวหนัง

สำหรับมะเร็งผิวหนังมี 3 ชนิด มักพบบริเวณผิวหนังที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น ใบหน้า ริมฝีปากล่าง แขนด้านนอก หน้าอก หลัง

ชนิดที่ 1 พบได้มากที่สุด เกิดจากเซลล์ผิวหนังล่างสุดของหนังกำพร้า เรียกว่า Basal Cell Carcinoma ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีเหมือนผิวหนังหรือสีดำ โตช้า หากมีขนาดใหญ่อาจมีแผลตรงกลาง

ชนิดที่ 2 เกิดจากผิวหนังชั้นหนังกำพร้าส่วนบน เรียกว่า Squamous Cell Carcinoma อาจมีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือเป็นแผลตื้นขยายออกช้า ๆ

ชนิดที่ 3 เกิดจากเซลล์สีดำหรือไฝขนาดใหญ่ที่มีมาแต่กำเนิด เรียกว่า Melanoma เป็นชนิดที่มักกระจายได้เร็วจึงอันตรายกว่า 2 ชนิดแรก และพบได้น้อยที่สุดในมะเร็งผิวหนังทั้งหมด คนไทยพบประมาณ 0.5 คนต่อประชากร 100,000 คน มักพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ใต้เล็บ

ดังนั้น หากมีตุ่มนูนหรือแผลเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน ควรมาพบแพทย์ และหากมีไฝหรือจุดดำบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ขนาดใหญ่กว่า 0.5 ซม. ควรมาพบแพทย์เช่นกัน

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652366

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 07:08 น.

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเองมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง คือ “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เผยสัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่…รู้ไว้เพื่อสังเกตตัวเอง

รู้หรือไม่ว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง โดยพบว่า 30–40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นไปแล้ว ดังนั้น การรู้จักสังเกตอาการเตือน และมาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสม จะช่วยให้พบติ่งเนื้อที่เป็นสาเหตุ แล้วตัดออกเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ถ้าพบมะเร็งก็จะเป็นโรคในระยะต้นๆ ซึ่งโอกาสที่จะรักษาหายขาดสูงขึ้น

นายแพทย์สุกิจ ภัทรเจียรพันธุ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่าในปี 2018 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลและพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่เพิ่มขึ้นมากถึง 17,500 คน ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจายแล้ว สะท้อนว่าคนไทยยังตื่นตัวในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยมาก การมาคัดกรองมะเร็งด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสมคือ 50 ปี ถ้าไม่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว แต่ถ้ามีญาติสายตรงเป็นควรมารีบตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี นอกจากนี้ยังควรสังเกตสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่

1. ถ่ายเป็นเลือด มูกเลือด หรือ ขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิม เช่น อุจจาระออกมาเป็นเม็ดเล็กลง

2. อาการซีด ซึ่งอาจเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง แม้ไม่มีเลือดในอุจจาระที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

3. คลำได้ก้อนที่ท้อง ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนแข็งนูนออกมาบริเวณท้องน้อยด้านขวา

4. บางรายอาจมีอาการของลำไส้อุดตัน เช่น อาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน และถ่ายอุจจาระหรือผายลมลดลง 

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราปรับเปลี่ยนได้ และปรับเปลี่ยนไม่ได้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น โดยพบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งหมด อยู่ในกลุ่มอายุ 60 – 75 ปี และอีกปัจจัยคือ พันธุกรรม เช่น มีคนในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะทำให้มีโอกาสเป็นมากขึ้น

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภค เช่น เนื้อแปรรูปจำพวกไส้กรอก แหนม กุนเชียง ลูกชิ้น หมูยอ และเนื้อแดงที่ผ่านความร้อนสูงจำพวกเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ เนื้อแกะ เนื่องจากเนื้อแดงเมื่อโดนความร้อนสูง ๆ จะทำให้เกิดสารที่ชื่อว่า อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่พบบ่อยยังมีการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และโรคอ้วนด้วย

หากรู้ตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่มีความซับซ้อน โดยในผู้ป่วยบางคนที่มีติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งและเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้นแล้ว สามารถใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องในการรักษาโดยไม่มีแผลได้ (endoscopic submucosal dissection) ซึ่งแพทย์จะต้องประเมินโดยใช้เทคโนโลยีปรับแสงสี (Narrow band imaging) ก่อน ว่าตัวโรคอยู่ในระยะที่สามารถทำได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ ก็จะใช้วิธีตัดลำไส้ผ่านกล้องแทน (laparoscopic colectomy) ซึ่งข้อดีคือ แผลเล็ก เสียเลือดน้อย เจ็บน้อย นอนโรงพยาบาลสั้นลง และลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ผู้ป่วยจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652358

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19สายฟิตเมืองไทยยังรอคอยการกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนส ฟิตเนส เฟิรส์ท เผยเทรนด์คนรักสุขภาพยุคใหม่ ‘ไฮบริด ฟิตเนส’ พฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างโควิด-19

จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่ปี 2020 ทำให้เกิดมาตรการและข้อจำกัดต่างๆ มากมายในสังคม โดยรัฐบาลในแต่ละประเทศได้ออกข้อกำหนดหลายขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ภายในชุมชน ทำให้หลายธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอดและผู้คนได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามมีผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนรักการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ จึงเป็นที่มาของการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

“ไฮบริด ฟิตเนส” ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน

ธุรกิจฟิตเนส เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้จากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งการเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายผ่านทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์ รวมไปถึงการทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริง ซึ่งนำมาสู่การออกกำลังกายแบบผสมผสาน หรือ “ไฮบริด ฟิตเนส” คือการที่ผู้ออกกำลังกายผสมผสานทั้งการออกกำลังกายที่ฟิตเนสควบคู่ไปกับการเลือกออกกำลังกายได้จากที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

ล่าสุด Evolution Wellness Group ผู้นำอันดับหนึ่งธุรกิจฟิตเนสคลับในเอเชีย เจ้าของแบรนด์ฟิตเนสชื่อดัง ได้แก่ ฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First), เซเลบริตี้ ฟิตเนส (Celebrity Fitness), โกฟิต (GoFit), ชิ ฟิตเนส (Chi Fitness), ไฟเออร์ ฟิตเนส (Fire Fitness), และ ไฟฟ์ เอเลเม็นท์ส (Fivelements) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนต่อวิถีการออก

กำลังกายที่เปลี่ยนไป โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่ชื่นชอบการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย ซึ่งโดยภาพรวมพบว่า จากการระบาดของ COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ โดยพวกเขายังคงหาทางเลือกรูปแบบใหม่ ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

โดยพบว่า 90% ของผู้คนมีความพยายามที่จะค้นหาวิธีการออกกำลังกายแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โดย 39% ของผู้คนยังคงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 75% ของคนไทยที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้มีการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายผ่านออนไลน์ เช่น คลาส LIVE ของฟิตเนส เฟิรส์ท ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของสมาชิก และยังคงดำเนินการในรูปแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จะลดลงหรือหมดไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความต้องการการออกกำลังกายแบบไฮบริด จะอยู่กับผู้ที่รักการออกกำลังกายอย่างถาวร ดังนั้นผู้ให้บริการฟิตเนสจึงต้องคิดหาวิธีการตอบสนองความต้องการเหล่านี้รวมถึงความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ

สายฟิตเมืองไทย ยังรอคอยการไปฟิตเนส

สำหรับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายชาวไทย พบว่า การออกกำลังกายที่ฟิตเนสคลับยังเป็นสิ่งที่คนไทยรอคอยเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆ ในการออกกำลังกายที่บ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้เท่ากับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ โดยพบว่า 51% รู้สึกไม่พอใจกับประสบการณ์การออกกำลังกายที่บ้านเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม 48% ขาดแรงจูงใจ 40% ขาดสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจ ในขณะที่มีถึง 83% ที่พึงพอใจกับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ และ 60% ให้ความเห็นว่าพวกเขาอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนสคลับและจะกลับไปทันทีที่สามารถทำได้

และจากผลการสำรวจยังพบว่า ความพึงพอใจในการออกกำลังกายช่วงระหว่างการปิดคลับลดลงเหลือ 61% จากเดิม 80% ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 ด้วยเหตุผลห้าอันดับแรก คือ 44% ขาดอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน 42% ขาดแรงจูงใจหรือความเกียจคร้าน 37% ขาดบรรยากาศที่จูงใจ 35% ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกหรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม และ 26% พื้นที่ภายในบ้านไม่สะดวกแก่การออกกำลังกาย

ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย

นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจจากกระแส COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้คนหันมาสนใจการดูแลสุขภาพร่างกายมากยิ่งขึ้น ทำให้พบว่ามุมมองในการออกกำลังกายจากเดิมที่เป้าหมายจะเน้นเฉพาะบุคคล เช่น การลดน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือการสร้างความแข็งแรงให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปรับเปลี่ยนมาเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น

ไซมอน ฟลินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Evolution Wellness Group ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการสำรวจว่า “ผลสำรวจนี้ทำให้เรารู้ว่า ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ่งต่างๆ ต้องหยุดชะงักและพบกับข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังพยายามที่จะรักษากิจวัตรการออกกำลังกายของตนไว้ โดยเราเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ต่างๆ กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากมีการส่งมอบวัคซีนให้กับประชาชนส่วนใหญ่แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่จะยังคงกลับมาใช้บริการฟิตเนสคลับเช่นเดิม และอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีรูปแบบการออกกำลังกายที่เปลี่ยนไปโดยจะเป็นการผสมผสานทั้งการออกกำลังกายในคลับและโซลูชั่นการออกกำลังกายที่บ้านควบคู่กันไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการออกกำลังกายของพวกเขามากขึ้น”

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652315

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 14:08 น.

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทยหลังจากผ่านพ้นปฏิทินปี 2021 มา 5 เดือนเต็ม ในที่สุดประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นต่อไปของการ “ฉีดวัคซีน” ไวรัสโควิด-19 หรืออีกนัยหนึ่ง คือการเปิดให้ประชากรไทยลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เพื่อเตรียมตัวรับวัคซีนอย่างทั่วถึง

แต่ประเด็นที่ใครหลายคนอยากรู้ก่อนจรดนิ้วลงทะเบียน คงหนีไม่พ้นเรื่องสองยี่ห้อวัคซีน “ม้าเต็ง” อย่าง ‘แอสตร้าเซนเนกา (AstraZeneca)’ และ ‘ซิโนแวค (Sinovac)’ ที่ถูกถามถึงกันไม่เว้นวัน ว่า ‘ประสิทธิภาพ’ รวมถึง ‘ผลข้างเคียง’ ที่เกิดขึ้น จะคุ้มค่าพอให้เราเลิกแขนเสื้อขึ้นฉีดหรือไม่

แต่ก่อนจะพูดเจาะลึกถึงสองม้าเต็ง เราอยากจะขยายความถึงม้าเบอร์อื่นๆ ให้ชัดเจนขึ้นเสียก่อน เพื่อง่ายต่อการเทียบข้อแตกต่าง และชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าของวัคซีนแต่ละชนิดอย่างชัดเจนที่สุด

วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด

นายแพทย์สมชัย ลีลาศิริวงศ์ ที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลกับเราว่า วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคโควิด 19 ทั้งหมดในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิดหลัก ๆ โดยแบ่งจากเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด 19 ได้แก่

mRNA vaccines หรือวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอีโบล่า วัคซีนชนิดนี้จะใช้สารพันธุกรรมของโควิด-19 หรือเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) และทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ออกมา โดยมี BioNTech/Pfizer และ Moderna เป็นสองยี่ห้อที่ใช้เทคโนโลยีนี้

Viral vector vaccines หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ พัฒนาโดยการนำไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก มาตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ แล้วฝากสารพันธุกรรมของโควิด-19 เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งเทคนิคนี้เป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี

เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อที่ใกล้เคียงธรรมชาติ โดยมีวัคซีนจาก Johnson & Johnson, Sputnik V รวมถึง ‘Oxford – AstraZeneca’ ที่ผลิตจากเทคนิคนี้

Protein-based vaccines หรือวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2)  โดยการนำเอาโปรตีนบางส่วนของโควิด-19 เช่น โปรตีนส่วนหนาม มาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ ก่อนฉีดเข้าร่างกาย แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี ซึ่ง Novavax เป็นหนึ่งยี่ห้อที่ใช้เทคนิคนี้ในการผลิต

Inactivated vaccines หรือวัคซีนชนิดเชื้อตาย เป็นการผลิตขึ้นจากการนำเชื้อโควิด-19 มาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน ก่อนฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เทคนิคนี้ผลิตได้ค่อนข้างช้า และต้นทุนสูง เนื่องจากต้องผลิตในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3 ซึ่งเจ้าที่ใช้เทคนิคนี้คือ Sinopharm และ ‘Sinovac’

เมื่อรับรู้ถึงที่มาที่ไปของเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนในแต่ละชนิด ความคาดหวังต่อมาคงหนีไม่พ้นปัจจัยด้านความเสี่ยง หรือ ‘ผลข้างเคียง’ ที่ดูจะมีหลายอาการจนน่าสับสัน ซึ่งจริงๆ แล้วผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ผู้มีผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักมีอาการร่วมกัน อย่าง จุดปวด บวม แดง คัน หรือช้ำ ตรงจุดฉีดวัคซีน, อาการคลื่นไส้ – มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและไม่สบายตัว ซึ่งเป็นผลข้างเคียง “ชนิดไม่รุนแรง” ที่พบแทบในวัคซีนทุกชนิด

“ประเด็นที่คนไทยกำลังกังวลคือ ข่าวผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยเฉพาะภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา” โดย “สำนักงานการแพทย์ยุโรป (EMA) ประกาศว่าวัคซีนชนิดนี้ อาจมีความเชื่อมโยงกันกับภาวะดังกล่าว หลังมีรายงานว่ามีผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก”

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับโลกรายงานตรงกันว่า หากเทียบสัดส่วนประชากรที่รับการฉีดแล้ว ภาวะดังกล่าวมีสัดส่วนเกิดขึ้นต่ำมาก เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว หลายฝ่ายจึงให้ข้อสรุปว่า การเดินหน้าฉีดวัคซีนเพื่อลดโอกาสเสียชีวิตจากโควิด-19 จะมีประโยชน์มากกว่าการระงับใช้วัคซีนไปเลย”

ส่วนอีกหนึ่งที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทยหลักล้านโดส อย่าง ซิโนแวค แม้ล่าสุดจะถูกเอ่ยถึงอาการข้างเคียงคล้ายอัมพฤกษ์ ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทชั่วคราว แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจนในหัวข้อดังกล่าว

ด้วยรายงานต่างๆ นานา ของทั้ง แอสตร้าเซนเนกา และ ซิโนแวค อาจจะยากเสียหน่อยที่จะยกวัคซีนทั้งสองให้เป็นม้าตัวความหวังของประเทศไทย แต่อย่างน้อยที่สุดแล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลกแล้ว มีการอนุมัติใช้แล้วในหลายประเทศ และยังผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย อย่างถูกต้อง

โดย รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ให้ข้อมูลวัคซีนทั้งสองชนิดว่า “ในประเทศไทย จะใช้ แอสตร้าเซนเนกา ฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป บริเวณต้นแขนรวม 2 โดส ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการฉีดให้กับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก ส่วน ซิโนแวค จะฉีดให้กับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี บริเวณต้นแขนรวม 2 โดสเช่นกัน แต่ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และยกเว้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรง จะต้องฉีดห่างกัน 2 สัปดาห์เท่านั้น”

“ประเทศไทยเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 ไปแล้ว ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า, ผู้มีโรคประจำตัวหรือโรคกลุ่มเสี่ยง, ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งหลังจากมีการนำเข้าวัคซีนมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เริ่มดำเนินการวางแผนงานฉีดวัคซีนให้คนทั่วไป กับโรงพยาบาล 1,500 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลพระรามเก้า ผ่านแพลตฟอร์ม หมอพร้อม”

แพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป อีกทั้งยังเปิดให้ประชาชนได้ศึกษาวิธีใช้งาน รวมถึงรายละเอียดที่ต้องแจ้ง ผ่านทางเว็บไซต์ https://หมอพร้อม.com อีกด้วย

แม้จะสรุปไม่ได้ว่าการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิด เป็นทางรอดของคนไทย 100% หรือไม่ แต่เราก็เชื่อว่าการเข้าถึงข้อมูลของวัคซีนโควิด-19 ที่มากพอ จะช่วยสร้างความหวังให้คนไทยได้ ตัดสินใจเลือก “ทางเลือก” ในการก้าวผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยตัวเอง

ภาพข่าว/REUTERS