เลือกแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างไร ให้มือไม่พัง แถมยังคงความนุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651588

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 10:40 น.เลือกแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างไร ให้มือไม่พัง แถมยังคงความนุ่ม5 เคล็ดลับวิธีเลือกเจลและสเปรย์แอลกอฮอล์สุดปัง! บอกลามือพัง มาถนอมผิวมือให้นุ่มชุ่มชื้น

นาทีนี้ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยังคงเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ ในการป้องกันและระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มีการใช้ชีวิตแบบ New normal โดยเฉพาะเวลาอยู่นอกบ้าน หลายคนไม่ลืมที่จะใส่หน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย

ในขณะเดียวกันไอเท็มที่ต้องพกติดตัวเพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันการแพร่เชื้อที่หลาย ๆ คนหยิบขึ้นมาใช้บ่อยสุด ๆ ก็คือ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ตัวช่วยสุดปังที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคแทนการล้างมือ แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ คนเมื่อใช้แอลกอฮอล์ติดต่อกันมากๆ ก็จะมีปัญหามือแสบ ผิวลอกเป็นขุย โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ใส่ใจเรื่องความสวยงามเป็นพิเศษ ก็มีความกังวลว่าเมื่อใช้เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์บ่อย ๆ อาจทำให้มือแห้ง และแถมกลิ่นไม่หอมด้วย วันนี้ขอแนะนำ 5 เคล็ดลับวิธีเลือกแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพเพื่อถนอมผิวมือให้นุ่ม สวย คงความชุ่มชื้น มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

เลือกความมั่นใจกับเลข อย. การเลือกซื้อหรือใช้แอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ ทุก ๆ คนควรสังเกตเลขที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ซึ่งจะอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งหากมีเลข อย.ที่ถูกต้อง ก็สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่ง

เลือกความปลอดภัยด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ทางการแพทย์ ควรเลือกอย่างมั่นใจว่าแอลกอฮอล์ที่เราใช้เป็นเกรดที่ดีที่สุดที่ทางการแพทย์เลือกใช้สำหรับฆ่าเชื้อ ดังนั้น หากคุณมีโอกาสไปช้อปปิ้งเลือกซื้อแอลกอฮอล์ มาดูแลความปลอดภัยของคุณและคนที่คุณรัก อย่าลืมที่จะสังเกตส่วนผสมของเจลหรือ สเปรย์แอลกอฮอล์ ที่คุณเลือกว่าต้องเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์ ที่เป็นอันตราย

เลือกประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์นอกจากจะมีคุณสมบัติตาม 2 ข้อข้างต้นแล้ว อย่าลืมว่าเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ที่เลือกใช้ต้องมีเอทิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 75% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทางการแพทย์กำหนดว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งถ้าหากคุณใช้เอทิลแอลกอฮอล์ ในปริมาณที่ไม่ถึง ก็อาจไม่ได้ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมมือ แน่นอนว่าการใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางเชื้อไวรัส เราต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ คงเป็นไอเท็มที่หยิบมาใช้อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเราควรเลือกใช้แอลกอฮอล์ Food grade เกรดที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ไม่ระคายเคืองผิว ช่วยฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อโรคต่างๆ ตามมือและสิ่งของเครื่องใช้ และจะเริ่ดมาก หากผลิตภัณฑ์นั้นมีสารสกัดที่ช่วยบำรุงผิว เพื่อถนอมมือให้นุ่ม ไม่แห้งกร้าน แม้จะใช้บ่อยแค่ไหน

เลือกกลิ่นหอมชวนน่าใช้ เคล็ดลับสุดท้ายในการเลือกเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ก็คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม โดยเฉพาะพวกกลิ่นธรรมชาติ จะปังสุดๆ เพราะช่วยให้สดชื่น รู้สึกสะอาด ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณหยิบเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ที่มีกลิ่นหอมขึ้นมาทาหรือฉีดใส่มือ คนรอบข้างต้องอยากใช้กับคุณแน่ๆ

ซึ่งหากใครกำลังมองหาเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ที่มีคุณสมบัติสุดปังทั้ง 5 ข้อ แนะนำ Giffarine Hygienic Hand Spray Rose Peach สเปรย์แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือและบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด สามารถใช้พ่นตามมือ และสิ่งของเครื่องใช้ มีกลิ่นหอมจากโรสพีช แห้งเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะมือ ให้ความรู้สึกสะอาดอย่างมีอนามัย ที่สำคัญแพคเกจจิ้งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคนเพราะพกพาสะดวก หรือ ถ้าหากใครชอบแบบเจล Giffarine Hygienic Hand Sanitizer Gel เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สูตรแอลกอฮอล์เข้มข้น 75% ตอบโจทย์สุด ๆ เป็นสูตรพิเศษ แบบไม่ต้องล้างน้ำออก เนื้อเจลใส แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมบำรุงผิวมือด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากผลทับทิม และ Panthenol ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ถนอมมือให้นุ่ม ไม่แห้งกร้าน เพียงลูบไล้อย่างน้อย 20 วินาที ให้ความรู้สึกสะอาดอย่างมีอนามัย สามารถใช้ได้ทุกที่ พกพาสะดวก ไอเท็มดี ๆ แบบนี้ บอกเลยห้ามพลาด และคุณเตรียมบอกลามือพังจากการใช้แอลกอฮอล์ที่ไม่เวิร์คไปได้เลย

โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล วิทยาศาสตร์และธรรมชาติที่ลงตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651398

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 12:40 น.โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล วิทยาศาสตร์และธรรมชาติที่ลงตัว“ถ้าคุณไม่หยุดสร้างมะเร็ง ก็ไม่สำคัญหรอกว่าหมอจะเก่งในการกำจัดมะเร็งแค่ไหน เพราะที่สุดแล้วมันก็จะกลับมาอีก จำไว้ว่าคำถามไม่ใช่ว่า ‘ฉันจะกำจัดมะเร็งได้อย่างไร?’ แต่เป็น ‘ฉันจะหยุดสร้างมะเร็งได้อย่างไร?’ ต่างหาก” นายแพทย์โทมัส โลดี้ แพทย์สุขวิทยา ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

คำกล่าวข้างต้นของคุณหมอโลดี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า หากผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม หรือวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อหยุดการสร้างมะเร็ง ถึงแม้ว่าคุณหมอจะมีความชำนาญแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วคุณก็สามารถกลับมาป่วยเป็นมะเร็งได้อีก

นายแพทย์โทมัส โลดี้ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบำบัดมะเร็งแบบผสมผสานกว่า 20 ปี ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกับแนวทางธรรมชาติบำบัด ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตภายใต้ 3 เสาหลักในการรักษา ประกอบด้วย การหยุดก่อมะเร็ง, การมุ่งเป้าที่มะเร็ง, และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อวางรากฐานให้กับกระบวนการรักษาแผนใหม่ในเชิงการป้องกันบำบัดและให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูสุขภาพที่ดีแทนที่จะเพียงแค่รอให้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งแต่เพียงอย่างเดียว

คุณหมอได้แบ่งปันความเป็นจริงเกี่ยวกับ “สุข-บำบัดแบบองค์รวม ห่างไกลจากมะเร็ง” ซึ่งในปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะมาจากพันธุกรรมเท่านั้น ซึ่งเรามีแนวทางแบบบูรณาการที่ครอบคลุมในการดูแลโรคมะเร็ง การรักษา และการบำบัด ประกอบด้วย

โภชนาการและอาหารเสริม

ปัจจัยที่สำคัญสุดในการใช้ชีวิตคืออาหาร เราควรได้รับสารอาหารจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งซึ่งจะเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ เพราะอาหารที่มีการปรุงแต่งจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี เมื่อนำพาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ร่างกายของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดโรคได้ เราต้องเข้าใจว่าอะไรคืออาหารของมนุษย์ และเราควรกินอย่างไร แต่การกินของเราส่วนใหญ่แล้ว เรากินตาม culture ไม่ใช่ nature จึงก่อให้เกิดปัญหากับร่างกาย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ถูกต้องสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดเซลล์มะเร็งได้

ภูมิคุ้มกันบำบัด

มะเร็งเป็นสิ่งที่ยากในการรักษา เพราะเซลล์มะเร็งมีกลไกในการป้องกันตัวและหลอกภูมิคุ้มกันร่างกายให้ไม่สามารถเข้าไปทำลายตัวมันได้ เพราะฉะนั้น การส่งเสริมเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อให้สามารถผ่านเกราะป้องกันเซลล์มะเร็งเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้สำเร็จ เราจึงได้คัดเลือกสารสกัดเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในผู้ป่วย อาทิเช่น GCMAF เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย (GC = โปรตีน, MAF= กลไกการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว) มีหน้าที่ในการกำจัดเซลล์ผิดปกติอันได้แก่ เซลล์มะเร็ง และมีหน้าที่ในการจดจำสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับเซลล์ และผลิตภูมิคุ้มกันมาทำลายเซล์มะเร็งนั้น เป็นต้น

การบำบัดทางกายภาพ

เป็นการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย, การส่งเสริมการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง และการดีท้อกซ์แบบทำความสะอาดภายในอวัยวะของร่างกาย อวัยวะภายในร่างกายที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากที่สุดคือลำไส้ เพราะมีหน้าที่ในการดูดซึมอาหาร เมื่อเรากินอะไรที่ไม่ดีเข้าไป ส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสิ่งไม่ดี และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันส่งไปที่ตับ ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา (ภูมิคุ้มกันก็จะต่ำ) ดังนั้นการสวนล้างลำไส้จึงช่วยในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป พร้อมกับช่วยให้ภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นเรายังต้องปรับต้นเหตุของสุขภาพที่เกิดจากการรับประทานอาหารด้วยโปรแกรม Green Juice, Raw Food หรืออาหารมังสะวิรัติบ้าง เพื่อปรับค่าความสมดุลของร่างกาย เรามีวิธีการที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงด้วยการให้สารอาหาร อาทิ เกลือแร่ วิตามินซี เพื่อให้มีกำลังและการเสริมสร้างภูมิมีประสิทธิภาพที่ดี

การบำบัดทางด้านจิตใจ

การเยียวยาทางอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ผู้ป่วยอยู่ในความสงบนิ่ง มีความหวัง มีสติอยู่กับโปรแกรมการบำบัดรักษา และยังสามารถเชื่อมโยงระหว่างสภาวะทางจิตใจกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ หากเราเข้าใจถึงผลของความเครียดที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเราและหน้าที่สำคัญอื่นๆ ในร่างกาย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำสมาธิ โยคะ การฝึกลมหายใจ ตลอดจนการนอนหลับอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีพร้อมด้วยคุณภาพ และชั่วโมงการนอนที่สอดคล้องกับวัยในแต่ละช่วง ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบควรนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง แต่ละวัยต้องการจำนวนการนอนจะไม่เท่ากัน ชั่วโมงการนอนของเด็ก 11 – 13 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7 – 8 ชั่วโมง เป็นต้น รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือ toxin เช่น การพาร่างกายเข้ารับการบำบัดจากพลังของธรรมชาติด้วยการอาบป่า (Forest Bath), การเดินป่า ออกสัมผัสดิน-หญ้า หรือไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบเที่ยวต่างจังหวัด โดยให้ธรรมชาติเข้ามาช่วยบำบัดเยียวยารักษาร่างกายและจิตใจ หรือซึมซับธรรมชาติให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับสภาพแวดล้อมของร่างกาย เช่น อากาศ อุณหภูมิ กลิ่น และเสียง เป็นต้น

ดังนั้น โปรแกรมการดูแลมะเร็งเฉพาะบุคคลโดย โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ตระหนักถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล ด้วยการปรับแผนการรักษาให้เข้ากับผู้ป่วยแต่ละคน ด้วยการทำงานเป็นทีม นำเสนอแนวทางในการป้องกัน การรักษาและการฟื้นตัวจากมะเร็ง โดยโปรแกรมทั้งหมดนั้นจะเป็นไปตามหลักการของเสาหลักในการให้การรักษาแบบเดียวกัคืแ

  • การป้องกันมะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่มีความกังวลว่าจะเกิดมะเร็ง มีเซลล์ก่อนเป็นมะเร็ง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และ/ หรือ เพียงแค่ต้องการลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
  • การรักษามะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่มีมะเร็ง และกำลังต้องการโปรแกรมการรักษาที่เข้มข้นและครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของตน
  • การฟื้นตัวจากมะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะทุเลาลงแล้ว ซึ่งได้รับการรักษาในแบบแผนปัจจุบัน (หรือแผนทางเลือก) และจำเป็นต้องชำระล้าง ฟื้นฟูการทำงานของภูมิคุ้มกัน และเรียนรู้ทักษะการดำเนินชีวิตที่จำเป็น เพื่อให้ปราศจากมะเร็ง

การรักษามะเร็งทางเลือก

จากงานวิจัย ในความจริงที่น่าเศร้าที่สุดอย่างหนึ่งของโลกทุกวันนี้ก็คือ คนส่วนใหญ่ที่เป็นป่วยมะเร็งจะเสียชีวิตจากการรักษาไม่ใช่จากการลุกลามตามธรรมชาติของโรค โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่จะคอยให้คำแนะนำได้ว่า เมื่อใดจึงจำเป็นที่จะต้องผ่าตัด, ใช้เคมีบำบัด, หรือการฉายรังสี (ถ้ามี), ด้วยอินซูลินบำบัดในปริมาณน้อย (Insulin Potentiated Therapy) นอกจากนี้ เรายังมีวิธีการให้ยาเคมีบำบัดแบบอ่อนๆ และตรงเป้ามากขึ้นโดยไม่สร้างความเสียหายจากผลข้างเคียง และเป็นการให้สารเคมีในปริมาณที่น้อยที่สุดเข้าสู่ร่างกาย 

ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับคำปรึกษาหรือการเข้ารับการรักษาที่ โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ติดต่อได้ที่อีเมล: contact@oasis.international และโทร: +66(0)92-460-5000

ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลตัวเองในช่วง Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651374

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:01 น.ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลตัวเองในช่วง Covid-19Covid-19 : ทำความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าสำหรับผู้เป็นเบาหวาน พร้อมวิธีการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ Covid-19

ผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อไวรัส COVID-19 มากกว่าปกติหรือไม่

คำตอบโดย รศ. พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่แตกต่างจากผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน แต่ว่าถ้าติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน เช่นเดียวกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน เนื่องจากผู้เป็นเบาหวาน หากควบคุมน้ำตาลไม่ดี จะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าคนปกติ และเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่าผู้เป็นเบาหวานมีอาการที่รุนแรงจากตัวโรคหรือผลการรักษาที่แย่กว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานประมาณ 2 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้เป็นเบาหวานสูงถึงร้อยละ 7.3 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตโดยรวมที่พบเพียงร้อยละ 2.3

ผู้เป็นเบาหวานควรดูแลตัวเองอย่างไรในช่วง Covid-19

ข้อมูลโดย รศ.พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ ระบุไว้ดังนี้

  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ ด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที หรือ ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือบ่อยๆ
  • เวลาไอหรือจาม ควรนำต้นแขนหรือช้อพับแขนมาปิตบริวณากและจมูก ไม่ควรใช้มือปิดเนื่องจากมีออาจไปสัมผัสวัตถุสิ่งของอื่นต่อ เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
  • ทำความสะอาดวัตถุหรือบริเวณที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร รับประทานอาหารสุกและร้อน โดยใช้ช้อนกลางเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกัน
  • ถ้าต้องออกนอกบ้านให้ใส่หน้ากากป้องกันทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า ควรล้างมือและทำให้มือแห้งสะอาดก่อนสัมผัสใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่สาธารณะหรือร่วมกิจกรรมกับคนจำนวนมากหรือหนาแน่น
  • หลีกเสี่ยงการเดินทางด้วยรถโดยสารที่แออัดหรือหลีกเสี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคไวรัส COVID-19
  • ผู้เป็นเบาหวานควรดื่มน้ำบ่อยๆ เช็คระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ
  • ผู้เป็นเบาหวานต้องรับประทานยาสม่ำเสมอ ไม่แนะนำให้ขาดยาแม้อยู่ในช่วงกักกันตนเอง
  • ผู้เป็นเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าได้รับยาม็คลดระดับน้ำตาลบางชนิด หรือยาฉีตยินซูลิน ดังนั้นควรมีลูกอม หรือน้ำหวาน เพื่อแก้ไขภาวะ
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะช่วงที่มีการรับประทานอาหารได้น้อยลง

ขอแนะนำกรณีผู้เป็นเบาหวานมีอาการเจ็บป่วย ให้ปฏิบัติตนดังนี้

  • พักดูอาการอยู่ที่บ้าน ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรหาช่องทางในการปรึกษาแพทย์อย่างเหมาะสม
  • เช็กระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ
  • ดื่มน้ำบ่อยๆ
  • ถ้ามีอาการ ไข้ ไอ และ/หรือ หายใจติดขัดให้ไปพบแพทย์ทันที
  • ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และปฏิบัติตามระบบของการคัตกรองของโรงพยาบาล

รวม 9 เรื่องสำคัญในวันที่ต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651262

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 05:50 น.รวม 9 เรื่องสำคัญในวันที่ต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19สสส.รวม 9 ประเด็นสุขภาพสำคัญ ที่จะช่วยในการรับมือการแพร่ระบาดอีกระลอกของเชื้อ Covid-19 ได้อย่างมีสติและถูกต้องมากขึ้น

1) Recheck นิสัยการใส่ “หน้ากากอนามัย” อย่างไรให้ถูกต้อง

แม้ว่าเราจะใส่หน้ากากอนามัยกันจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติไปแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังสวมใส่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้เริ่มจากการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาใส่ โดยหันด้านที่มีสีเข้มหรือผิวมันไว้ด้านนอก ดึงหน้ากากให้คลุมทั้งจมูกและปาก และบีบขอบลวดให้แนบกับจมูกมากที่สุด เมื่อใช้งานเสร็จควรถอดทิ้งทันที โดยพับทบกันให้ด้านที่สัมผัสจมูกและปากอยู่ข้างใน แล้วมัดด้วยสายรัดให้แน่น จากนั้นจึงทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และสำหรับใครที่ใช้หน้ากากผ้า ก็ควรซักให้สะอาดก่อนนำมาใช้ซ้ำในทุก ๆ วัน

ด้านองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ก็ออกมาย้ำว่า ไม่ควรใช้หน้ากากชนิดที่มีวาล์ว เนื่องจากมีโอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่จากตัวเราไปสู่คนอื่นได้ ที่สำคัญ ไม่ควรใช้มือจับหน้ากากอนามัยระหว่างสวมใส่ และไม่ควรดึงหน้ากากอนามัยลงมาพักไว้ใต้คาง เพราะมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนเชื้อโรคได้เช่นกัน

2) เชื้อโรค Covid-19 กลัว “อากาศร้อน” จริงหรือไม่

หลายคนอาจคิดว่า โชคดีจังที่อยู่เมืองไทย อากาศร้อนขนาดนี้ เชื้อโรค Covid-19 คงจะตายก่อนแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น เชื้อโรค Covid-19 ไม่ได้แคร์ว่าอากาศจะร้อนหรือหนาวแต่อย่างใด

งานวิจัยจาก The University of Texas สหรัฐอเมริกา บอกกับเราว่า สภาพอากาศซึ่งก็คืออุณหภูมิกับความชื้น ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบาดของเชื้อโรค Covid-19 สาเหตุหลักก็คือพฤติกรรมของคนเรามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน การใส่หน้ากากอนามัย หรือการเว้นระยะห่าง ส่วนสภาพอากาศอาจจะมีผลเล็กน้อย อย่างเช่นอากาศที่หนาวเย็นจัดอาจทำให้คนรวมตัวกันอยู่แต่ในบ้าน จนแพร่เชื้อถึงกันได้ง่ายขึ้น เรียกว่าสภาพอากาศส่งผลต่อพฤติกรรมของเรา มากกว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการระบาดของโรค

ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพอากาศแบบไหน ก็ควรเน้นที่การดูแลพฤติกรรมให้ถูกสุขอนามัย เพื่อป้องกันตัวเราและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยจากเชื้อ Covid-19

3) “สบู่ VS เจลแอลกอฮอล์” ใครคือมือหนึ่งในการจัดการกับเชื้อ Covid-19

มือที่สะอาดหมดจดจะช่วยปกป้องตัวเราเองจากเชื้อ Covid-19 ได้ดีที่สุด แล้วระหว่างสบู่กับเจลแอลกอฮอล์ ตัวช่วยตัวไหนที่สามารถจัดการกับเชื้อโรคได้ดีกว่ากัน มาเริ่มจากตัวช่วยสามัญประจำบ้านอย่างสบู่ เวลาที่เราถูสบู่นั้น โมเลกุลส่วนหางของสบู่จะจับกับโมเลกุลของไขมัน ซึ่งเป็นเหมือนกับผนังหรือเกราะที่จับตัวห่อหุ้มไวรัสไว้แบบหลวม ๆ สบู่จะทำให้ไขมันเหล่านี้แยกออกจากกัน เมื่อเกราะคุ้มกันแตก เชื้อไวรัสจึงถูกทำลาย และถูกชะล้างออกไปจากมือเราทันทีเมื่อล้างน้ำ

ส่วนเจลแอลกอฮอล์ ที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 70% นั้น มีหลักการทำงานโดยจัดการชั้นไขมันของไวรัส ทำให้ไวรัสหมดฤทธิ์ ไม่สามารถทำให้ร่างกายเราติดเชื้อได้อีกต่อไป เราจึงมักได้ยินคนใช้คำว่า แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ อยู่บ่อย ๆ นั่นเอง

หลักการนี้ใช้ได้ผลกับเชื้อไวรัส Covid-19 ด้วย เนื่องจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ถูกล้อมรอบไว้ด้วยไขมันและโปรตีนเช่นกัน ดังนั้น เราจึงสามารถเลือกใช้สบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์

4) เราจะมีโอกาสติดเชื้อ Covid-19 ผ่าน “อาหาร” ที่รับประทานเข้าไปได้หรือไม่

ทุกวันนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่ามีคนติดเชื้อ Covid-19 จากการรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ได้ทนความร้อนได้เก่งกว่าเชื้อโรคตัวอื่น ๆ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ส่วนบรรจุภัณฑ์อาหารที่หลายคนกังวลว่าจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคติดมาด้วยนั้น แค่เราล้างมือให้สะอาดหลังจับบรรจุภัณฑ์ก็เพียงพอ และสำหรับใครที่ชอบสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ และไม่แน่ใจว่า มีไวรัสส่งเป็นของแถมมากับอาหารด้วยหรือเปล่า ก็สามารถใช้วิธีการล้างมือให้สะอาด เป็นตัวช่วยสุดท้ายได้เสมอ ที่สำคัญ อย่าลืมรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยเน้นผักผลไม้ เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง

5) เราควรต้องกังวลแค่ไหน กับข่าว “การกลายพันธุ์” ของเชื้อไวรัส Covid-19

ความจริงก็คือ ไวรัส Covid-19 นั้นอาจค่อย ๆ กลายพันธุ์มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เพราะไวรัสก็มักจะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเป็นปกติ ซึ่งก็ยังไม่พบหลักฐานว่า การกลายพันธุ์ไปสู่สายพันธุ์ใหม่นี้ จะทำให้อาการป่วยของคนรุนแรงหรือเป็นอันตรายมากขึ้น เพียงแต่ทำให้เชื้อแพร่ระบาดระหว่างคนสู่คนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ดังนั้น วิธีที่เราควรปฏิบัติในการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจึงยังคงเหมือนเดิม

ส่วนคำถามที่ว่า วัคซีนที่ผลิตไว้แล้ว จะใช้ได้ผลกับไวรัสที่กลายพันธุ์ด้วยหรือไม่ เนื่องจากวัคซีนที่ผลิตขึ้นต้องผ่านการทดลองกับไวรัสมาแล้วหลากหลายสายพันธุ์จนแน่ใจในประสิทธิภาพ เราจึงค่อนข้างมั่นใจในผลลัพธ์ของวัคซีนที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีได้ โดยวัคซีนจะกระตุ้นให้แอนติบอดีในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น  ทั้งแอนติบอดีส่วนที่เป็นตัวค้นหาและจัดการกับไวรัส และส่วนที่เป็นเหมือนเรดาร์คอยตรวจสอบสภาพความแข็งแรง และทำหน้าที่เหมือนระบบเตือนภัยเบื้องต้นให้แก่ร่างกาย

6) “คุณแม่ตั้งครรภ์” มีความเสี่ยงแค่ไหนในช่วงการระบาดของ Covid-19

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า เชื้อ Covid-19 สามารถติดต่อจากคุณแม่ที่ติดเชื้อไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์หรือระหว่างคลอดใด้หรือไม่ และทุกวันนี้ก็ยังตรวจไม่พบไวรัสชนิดนี้ในตัวอย่างของเหลวในครรภ์ของคุณแม่ หรือในน้ำนมแม่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีเดียวกับคนทั่วไป ส่วนคุณแม่ที่ติดเชื้อ Covid-19 ก็สามารถทำคลอดภายใต้การวินิจฉัยและการดูแลของทีมแพทย์ได้

เช่นเดียวกับการให้นมลูก ยังไม่มีการค้นพบว่าเชื้อ Covid-19 สามารถแพร่สู่ลูกผ่านน้ำนมแม่ ดังนั้น แม้ว่าคุณแม่จะติดเชื้อ ก็ยังสามารถสัมผัส อุ้ม และให้นมลูกได้ โดยควรใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์และล้างมือให้สะอาด เพราะถึงอย่างไร นมแม่ก็มีความสำคัญต่อความอยู่รอดและเจริญเติบโตของทารกอย่างที่สุด

7) ชวน “ขยับร่างกาย” วันละนิด ฟิตร่างกายสู้ Covid-19

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำให้เราทำกิจกรรมทางกาย หรือ physical activity อย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงที่ต้องอยู่บ้านเป็นประจำระหว่างเกิดการระบาดของ Covid-19 โดยมีคำแนะนำสำหรับคนแต่ละวัย ดังนี้

– เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายให้ได้วันละหลาย ๆ ครั้ง

– เด็กอายุ 1 – 2 ปี ควรทำกิจกรรมทางกาย โดยมีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักร่วมด้วย อย่างน้อยวันละ 180 นาที

– เด็กอายุ 3 – 4 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 180 นาที โดยให้มีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาที

– เด็กและวัยรุ่นอายุ 5 – 17 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยวันละ 60 นาที

-ผู้ใหญ่อายุ 18 – 64 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 – 300 นาที หรือทำกิจกรรมทางกายระดับหนัก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 75 – 150 นาที

– ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรทำกิจกรรมทางกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่อายุ 18 – 64 ปี   แต่เพิ่มการฝึกการทรงตัวและกล้ามเนื้อในระดับปานกลางหรือมากกว่า ให้ได้ 3 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไป 

กิจกรรมทางกายในที่นี้ อาจจะเป็นการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ทำงานบ้าน ทำสวน เล่น หรือเต้นประกอบเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครที่ต้องนั่งอยู่กับที่คราวละนานๆ ระหว่างทำงาน เรียนออนไลน์ หรือใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์หรือสมาร์ทโฟน แนะนำให้หยุดพักทุก 20 – 30 นาที แล้วลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เดินผ่อนคลายในบ้านหรือในสวน ให้ได้ประมาณ 3 – 5 นาที ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ รวมถึงลดความเครียด และเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วย

8) “อาการ” แบบไหน น่าสงสัยว่าอาจติดเชื้อ Covid-19

หากร่างกายของเราได้รับเชื้อ Covid-19 แล้ว ก็จะเริ่มแสดงอาการต่าง ๆ ภายในระยะเวลา 5 – 14 วัน ซึ่งอาการก็จะคล้าย ๆ กับอาการของโรคหวัดทั่วไป เพียงแต่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่า ในคนไข้บางคนอาจส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายมากกว่า ขณะที่บางคนก็สามารถดูแลร่ายกายจนหายได้เองโดยไม่ต้องไปพบแพทย์

มาลองหมั่นสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง ว่ามีอาการต้องสงสัยเหล่านี้หรือไม่

  • อาการทั่วไป เช่น มีไข้ ไอแห้ง เหนื่อยง่าย
  • อาการที่อาจพบได้รองลงมา เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ น้ำมูกไหล คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงการไม่รับรู้รสหรือไม่ได้กลิ่นอาหาร อาจมีอาการท้องเสีย หรือมีผื่นคันตามผิวหนังด้วย
  • อาการรุนแรง เช่น หายใจ พูด หรือเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก รวมถึงอาการเจ็บหน้าอก หากพบสัญญาณฉุกเฉินเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

9) หากสงสัยว่า “ติดเชื้อ Covid-19” ควรทำอย่างไรดี

สำหรับใครที่สงสัยว่าตนเองหรือคนรอบข้างอาจจะติดเชื้อ Covid-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลใกล้ชิดอย่างเช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผู้มีประวัติป่วยด้วยโรคปอดและโรคเบาหวาน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่าหากมีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็ว โดยจะต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ด้วยการรักษาระยะห่างจากผู้อื่น 1 – 2 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาการเดินทาง หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด ทั้งนี้ หากมาสถานพยาบาลช้าเกิน 48 ชั่วโมง มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้

และนี่ก็คือ 9 ประเด็นสุขภาพเพื่อรับมือกับ Covid-19 ซึ่งอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ ก็คือการพยายามติดตามข้อมูลเพื่ออัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 โดยเฉพาะยิ่ง ในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร และทุก ๆ บ้านมีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญเช่นนี้ อย่าลืมช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Covid-19 ที่ได้รับจากโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงหรือ fake news ด้วยการลองสังเกตองค์ประกอบต่าง ๆ ของข่าว เช่น

  • ข้อความพาดหัวที่อาจดูน่าตระหนกเกินไป
  • URL ของเว็บไซต์ ซึ่งอาจพยายามเลียนแบบแหล่งข่าวจริง
  • แหล่งที่มา หรือการอ้างอิงแหล่งข้อมูล มีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  • การจัดรูปแบบ การสะกดคำ วันที่ลำดับเหตุการณ์ หรือรูปภาพประกอบ มีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  • ตรวจสอบแหล่งข่าวอื่น ๆ ด้วย ว่าให้ข้อมูลตรงกันหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และก้าวผ่านสถานการณ์โรคระบาดนี้ไปอย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อ Covid-19 ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภาพ : freepik

เพราะทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่าเกินกว่าคำชื่นชม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651109

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 15:38 น.เพราะทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่าเกินกว่าคำชื่นชมกรมการแพทย์ไม่ท้อ เปิดขั้นตอนการทำงาน “สายด่วนเฉพาะกิจ กรมการแพทย์ 1668” อย่างละเอียด

กรมการแพทย์ ยืนยันสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 ทำด้วยใจ ใช้จิตอาสาจากบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยชีวิต หวังช่วยบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้รับการเข้ารักษาในโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานอย่างทันท่วงที วอนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แม้มีข้อจำกัดในการทำงานบ้าง แต่ไม่ย่อท้อ เผยเปิดให้บริการมากกว่า 2 สัปดาห์ ภูมิใจสามารถช่วยเหลือผู้ติดเชื้อให้ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว 1,584 ราย รับสายประชาชนไปแล้วกว่า 3,477 สาย ปลื้มใจมีบุคลากรจิตอาสาทั้งที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ และอีกหลากหลายสาขาอาชีพ อาสาช่วยงานโดยไม่หวังผลตอบแทน เชื่อมั่นหากทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน มีสติ สื่อสาร และสามัคคี จะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน

สำหรับกรณีมีผู้วิจารณ์ในโลกโซเชียลถึงศักยภาพในการดำเนินงานสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ภาพที่ปรากฏออกมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานเฉพาะกิจ จิตอาสาของพวกเรา เป็นเพียงภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ทีมตอบสนอง และประสานงาน ซึ่งจะทำงานในส่วนของการโทรศัพท์กลับหาประชาชนที่ให้ข้อมูลไว้ทั้งทางโทรศัพท์ และทางไลน์ @sabaideebot (สบายดีบอต) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งโทรกลับเพื่อซักประวัติ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องมีพื้นที่ในการจดข้อมูล และต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถโทรติดตามประชาชนที่ให้ข้อมูลไว้ และประสานงานได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ส่วนทีมรับสาย Hotline และทีมข้อมูล ซึ่งมีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การสื่อสารใช้งานอย่างแน่นอน จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจถึงการทำงาน และความตั้งใจของเจ้าหน้าที่จิตอาสาที่ต่างทำงานกันอย่างทุ่มเท พร้อมยืนยันจะทุ่มเททำงานต่อไป

“ผมยืนยันว่าเรามีคอมพิวเตอร์ เครื่องไม้เครื่องมือในการบันทึก ตลอดจนจัดเก็บข้อมูลเพียงพอกับปริมาณงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ซึ่งการทำงานเราแบ่งออกเป็น 4 ทีม คือทีมรับสาย ทีมข้อมูล ทีมแพทย์ และทีมตอบสนอง ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว แต่อย่างที่ผมเรียนย้ำเสมอว่า 1668 คือสายด่วนเฉพาะกิจ ทุกท่านคือจิตอาสาที่เป็นแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่สามารถให้คำแนะนำเบื้องต้น โดยใช้ทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางการแพทย์ จิตวิทยาในการสื่อสารกับผู้ป่วยและการให้กำลังใจ เปรียบเสมือนผู้ป่วยคือคนในครอบครัว เพื่อคลายความกังวลใจแก่ผู้ติดเชื้อได้ แม้ทุกท่านมีงานประจำที่ต้องปฏิบัติเป็นจำนวนมาก แต่ก็อาสาเข้ามาทำงานสายด่วนดังกล่าวโดยไม่มีวันหยุดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังยินดีให้โอนสายเรียกเข้าต่าง ๆ เข้าหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของตนเอง ผมจึงอยากจะขอกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการวิพากวิจารณ์ถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์การทำงานว่าไม่มีความพร้อมนั้น นายแพทย์ สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบายว่า แม้ว่า 1668 เป็นสายด่วนเฉพาะกิจที่เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 08.00 -22.00 น. แต่มีการทำงานอย่างละเอียดโดยแบ่งเป็น 4 ทีมหลัก คือ 1. ทีมรับสาย Hotline 1668 จากผู้ป่วยโควิด 19 สอบถามข้อมูลรายละเอียดของผู้ป่วย 2. ทีมข้อมูล มีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลจากทีมงานสายด่วนและทีมประสานงาน วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำฐานข้อมูล สรุปข้อมูลรายวัน 3. ทีมแพทย์ มีทีมแพทย์ประเมินอาการระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามความรุนแรงของโรค และ 4. ทีมตอบสนองและประสานงาน มีหน้าที่ประสานขอเตียงจากโรงพยาบาลเป้าหมาย (ผ่านศูนย์ส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถี กรณีเป็นผู้ติดเชื้อในความรับผิดชอบของกรมการแพทย์ และประสานผ่านศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร กรณีเป็นผู้ติดเชื้อในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลนอกสังกัดกรมการแพทย์) รวมทั้งโทรเยี่ยมติดตามอาการของผู้ป่วย ซึ่งแต่ละสายใช้เวลาในการพูดคุยกับผู้ป่วยประมาณ 20 – 40 นาที

สำหรับการดำเนินการรับสายที่โทรเข้ามา จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2564 รวม 3,477 สาย โทรเยี่ยมติดตาม 3,277 สาย ผู้ติดต่อขอเตียง 1,584 คน รับเข้ารักษาในโรงพยาบาลแล้ว ทั้งนี้ กรณีที่โทร 1668 แล้วไม่มีผู้รับสายนั้น เกิดจากแต่ละวันมี โดยในปัจจุบันมีผู้โทรเข้า 1668 มากกว่า 200 สาย จนทำให้คู่สายล้น ทางกรมการแพทย์ได้จัดให้มีการส่งต่อข้อมูล ด้วยเทคนิค convert สายเข้าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของจิตอาสาจากทั่วประเทศ ทำให้สามารถรับสายเพิ่มได้อีกกว่า 10 คู่สาย ทั้งนี้ หากไม่สามารถติดต่อ 1668 ได้ ขอให้ติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยการเพิ่มเพื่อน Line @sabaideebot กรอกข้อมูลชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประสานติดต่อเจ้าหน้าที่อีกทาง กรมการแพทย์ขอยืนยันว่ามีการปรับปรุงระบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรวดเร็วขึ้น

Piaget POSSESSION สีสันความสนุกครั้งใหม่ในปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651108

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 15:25 น.Piaget POSSESSION สีสันความสนุกครั้งใหม่ในปี 2021Piaget POSSESSION : TURN FOR THE EXTRA ORDINARY สีสันความสนุกครั้งใหม่ ที่มาช่วยเติมเต็มไอเดียและลุคของคุณในปี 2021

THE BIRTH OF AN ICON

นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของวงการจิวเวลรี่ยุคนั้นก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่เพียเจต์ประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่น Possession ไปเมื่อปี 1990 แหวนรุ่นไอคอนิกที่ซ่อนเบื้องหลังงานดีไซน์อันน่าตื่นตาตื่นใจชิ้นนี้ ก็ถูกจับตาและอยู่ในกระแสนิยมในหมู่สุภาพสตรีเรื่อยมา ก่อนเมซงจะทยอยปล่อยไลน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยคอ กำไล ต่างหู โดยถ่ายทอดต้นฉบับความสนุกของ Possession ไว้อย่างครบครัน ก่อนปรับลุคอีกครั้งในปี 2017 ซึ่งเมซงเลือกแต่งแต้มคอลเลคชั่นให้คัลเลอร์ฟูลยิ่งขึ้น โดยหยิบเอาหินสีหายากมาใช้ในการสร้างสรรค์

MORE THAN A JEWEL

ว่ากันว่า Possession เป็นมากกว่าเครื่องประดับชิ้นสวย เพราะนอกจากความสนุกของซิกเนเจอร์วงแหวนหมุนได้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เหล่าสาว ๆ และคอมพลีททุกลุคได้อย่างเหลือเชื่อแล้ว ยังเป็นเหมือนตัวแทนที่อยู่ในทุกช่วงเวลาอันแสนพิเศษอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลอง ช่วงเวลาแห่งความโชคดี การดำเนินชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข และนี่คือสีสันความสนุกครั้งใหม่ ที่มาช่วยเติมเต็มไอเดียและลุคของคุณในปี 2021

POSSESSION SLIDING PENDANTS IN EXTRAORDINARY COLOURS

กับ 3 เฉดสีล่าสุดที่สาว ๆ เห็นแล้วต้องเลิฟ โดยแบรนด์เลือกหยิบหินสีหายาก อย่าง มาลาไคท์ (G33PE300), คาร์เนเลี่ยน (G33PE400) และ เทอร์ควอยซ์ (G33PE200) มานำเสนอ ทุกโมเดลมาพร้อมตัวเรือนโรสโกลด์ และ จี้ประดับหินสีที่ล้อมรอบอีกชั้นด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 20 เม็ด (ราว 0.35 กะรัต) มาในดีไซน์ที่ง่ายต่อการมิกซ์แอนด์แมตช์ โดยออกแบบให้สามารถสไลด์ตัวจี้ขึ้นและลงเพื่อปรับระดับความยาวของสายได้ตามชอบใจ ปลายสายแต่ละด้านประดับหินสีชนิดเดียวกันและตุ้มทอง

POSSESSION LUCK PENDANTS

เผยโฉม 2 โมเดลใหม่ โดยหินสีเด่นที่นำมาใช้ในรุ่นนี้ยังคงเป็นเทอร์ควอยซ์ (G33PD200) และ คาร์เนเลี่ยน (G33PD600) เช่นเคย – สร้อยคอโรสโกลด์ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 20 เม็ด (ราว 0.28 กะรัต) มาพร้อมความยาว 39 – 42 เซนติเมตร และดีเทลสนุก ๆ ของจี้แบบหลังเบี้ยที่พลิกกลับไปมาได้อย่างอิสระ คอมพลีทลุคได้ทั้งแบบสีสันที่ชวนสนุกสนาน แบบประกายทองคลาสสิค ไปจนถึงแบบ Personalized ที่สามารถสลัก “ข้อความส่วนตัว” ลงบนด้านหลังของตัวจี้ อาทิ วันสำคัญ ชื่อย่อ

POSSESSION BANGLE AND EARRINGS

ดับเบิ้ลความสนุกกันต่อกับ กำไลข้อมือโรสโกลด์ ในดีไซน์แบบ Double Tour (G36PG800) ปลายทั้ง 2 ด้านประดับมาลาไคท์ และ เพชรบริลเลียนต์คัต 30 เม็ด (ราว 0.42 กะรัต) ต่อด้วยตุ้มหูโรสโกลด์ กับฟังก์ชั่นสุดเก๋ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันของสาว ๆ ตั้งแต่ ใส่แบบติดหูอย่างเดียว, แบบพร้อมสายโซ่และตุ้มทอง, แบบพร้อมสายโซ่ ตุ้มทองและหินสี ไปจนถึงคละสไตล์แบบสั้นข้างยาวข้าง มี 2 สีให้เลือก – คาร์เนเลี่ยน (G38PW400) และ เทอร์ควอยซ์ (G38PW500) ซึ่งทั้ง 2 เวอร์ชั่นมาพร้อมเพชรบริลเลียนต์คัตรวม 28 เม็ด (ราว 0.32 กะรัต)

MALACHITE  หมู่บ้าน La Côte-aux-Fées สถานที่อันเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตนาฬิกาเพียเจต์ ซึ่งแทรกตัวอยู่ในพื้นที่เขียวขจี ณ เมือง Neuchâtel ในเขตเทือกเขา Jura ถือเป็นแรงบันดาลใจชั้นเลิศสำหรับ Valentin Piaget ในการสร้างสรรค์นาฬิกาและเครื่องประดับมาอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นสีเขียวของ มาลาไคท์ หนึ่งในหินสีที่เมซงโปรดปรานและหล่อหลอมอยู่ในชิ้นงานมาจนถึงทุกวันนี้

CARNELIAN คาร์เนเลี่ยน คือหินสีอีกตัวเลือกที่เมซงหยิบมาคอนทราสต์กับประกายทองอร่ามได้อย่างน่าค้นหา โทนสีแดงที่ให้ความรู้สึกร้อนแรง ทั้งยังสื่อถึงความมั่งคั่งในเชิงสัญลักษณ์ ทำให้หญิงสาวที่สวมใส่ดูเย้ายวน ปลดปล่อยตัวตนได้อย่างอิสระ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

TURQUOISE ถ้านิยามสีฟ้าของเพียเจต์ คือ สัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์ – สำนวน “The sky is the limit” ก็คือคำบอกเล่าตัวตนของเมซงที่โหยหาความท้ายทายที่ไม่มีสิ้นสุดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้สีฟ้าจากเทอร์ควอยซ์ ยังมีความหมายถึง การป้องกัน และ การต่อสู้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่มุ่งหวัง

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

#PiagetPossession #TurnForExtraordinary

ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ “บอม วรภพ” กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651046

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ "บอม วรภพ" กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่นย้อนรอยเส้นทาง…กว่าจะถึงวันนี้ของ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์” พระเอกหน้าใหม่ในละครระทึกขวัญเรื่อง “ผีกะ” ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 (ออกอากาศกลางเดือนมิถุนายน 2564)

เบื้องหลังของพระเอกหน้าใหม่ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์”

หลังกลับจากการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวด Mister International 2014 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย บอม-วรภพ คล้ายสังข์ ก็เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างจริงจัง โดยการชักนำของ เอ-มาโนช สร้อยสิงห์ ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มเปิดตัวเป็นนักปั้นหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน พร้อมประเดิมผลงานการแสดงชิ้นแรกในรายการ “ศัพท์สอนรวย” ละครสั้นสอนศัพท์ภาษาอังกฤษ ออกอากาศทางช่อง 3HD

“ตอนนั้นทางศัพท์สอนรวยกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอรายการและต้องการนักแสดงชายที่มีตำแหน่งจากเวทีประกวด บอมกับบูม (อภิวิชญ์ คุณาดิเรก) เพื่อนร่วมสังกัดเดียวกัน ซึ่งบูมเองก็เพิ่งได้รับตำแหน่งรองอันดับสอง Mister Global 2015 มาหมาดๆ เราทั้งคู่เลยถูกทาบทามให้ไปแคสติ้งและเราก็ได้เริ่มต้นการเป็นนักแสดงไปพร้อมๆ กันในรายการนี้ ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันพุธช่วงเช้าตรู่…ดูทันกันไหมครับ”

ไม่นานหลังจากแวบไปรับเชิญในซิทคอมเรื่อง “เสือ-ชะนี-เก้ง” ทางช่องวัน บอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบท “ผู้กองวิทย์” ในละครเรื่อง “สงครามเพลง” ประเดิมผลงานละครเรื่องแรกของค่ายอาหลองจูเนียร์ โดยมี กอล์ฟ-กัญจน์ ภักดีวิจิตร นั่งแท่นเป็นผู้จัดป้ายแดง (ออกอากาศทางช่อง 3 SD ในปี พ.ศ. 2560)

“กว่าจะลงตัวในบทผู้กองวิทย์…ไม่ง่ายเลย ผมทราบแว่วๆ มาว่าทางช่อง 3 เองก็แจ้งให้ทางค่ายเปลี่ยนบทบาทไปมา 2-3 ครั้งกันเลยทีเดียว เพราะว่าตัวบอมเองก็ไม่ได้เป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 งานนี้ ผมต้องขอบคุณพี่กอล์ฟมากๆ ที่ยืนหยัดให้ผมได้รับบทบาทนี้ในที่สุด และกว่า 11 เดือนในการถ่ายทำละครเรื่องนี้ นับเป็นความทรงจำและมิตรภาพดีๆ ที่ผมไม่เคยลืมจวบจนวันนี้ครับ”

โอกาสชิมลางในต่างแดน

ช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 บอมมีโอกาสได้ร่วมงานภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นครั้งแรกกับผู้กำกับชาวญี่ปุ่น “ยูอิจิ ฮิบิ” ในโปรเจ็กต์ ERICA 38 ภาพยนตร์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากคดีที่อื้อฉาวที่สุดคดีหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น (ออกฉายในประเทศญี่ปุ่นปี พ.ศ.2562) ซึ่งตัวละครหลักที่นำแสดงโดยอดีตไอดอลคนดังของญี่ปุ่น “มิโยโกะ อาซาดะ” เป็นนักต้มตุ๋นสาวจากคดีฉ้อโกง แต่ถูกแฟนนอกใจเลยหนีมาอยู่เมืองไทย โดยใช้ตัวตนใหม่ว่า “เอริกะ” และมาพบรักใหม่กับหนุ่มไทย “ปอร์เช่” ซึ่งนำแสดงโดยน้องบอมนั่นเอง

“ความยากของงานนี้คือ มีสคริปต์เป็นภาษาอังกฤษ เพราะผมพูด-อ่าน-เขียนแทบไม่ได้เลย ก่อนถ่ายทำผมเลยไปเรียนภาษาอังกฤษง่ายๆ ในหลักสูตรเร่งรัดเตรียมตัวไว้ก่อน ตลอด 5 วันกับ 5 โลเคชั่นที่ถ่ายทำกันในประเทศไทยก็เลยผ่านพ้นไปด้วยดี แต่บอกได้เลยว่างานนี้เหนื่อยหนักมากเลยทีเดียว ทั้งเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของการเดินทางที่ต้องย้ายโลเคชั่นไปในหลายจังหวัด และฉากเลิฟซีนที่ค่อนข้างดุดันกันพอสมควรกับนักแสดงนำหญิงชาวญี่ปุ่น คุณมิโยโกะ อาซาดะ ด้วยในเรื่องนี้ผมรับบทเป็นแฟนหนุ่มคนไทยที่เธอเลี้ยงดูปูสื่อขณะหนีคดีมากบดานในเมืองไทย ทั้งนี้ ผมเองก็ได้เห็นแค่ในตัวอย่าง 2 เวอร์ชั่นที่เพื่อนจากญี่ปุ่นส่งมาให้ดู แล้วล่าสุดปีนี้เองที่พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) ฝากเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยตรวจสอบให้ ปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่สามารถดูฟรีได้ช่องทางใดๆ เลย หวังว่าสักวันคนไทยคงจะมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันกับบอมนะครับ”

เส้นทางสายบันเทิง

ตลอดการเดินทางในวงการบันเทิงของบอม-วรภพ คล้ายสังข์ ผ่านการทำงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานเดินแบบในประเทศไทย งานเดินทางแบบที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว รวมทั้งงานสัมภาษณ์และงานถ่ายแบบ ทุกย่างก้าวคละเคล้าไปด้วยความสมหวังและความผิดหวังปะปนกันไป โดยเฉพาะจากการไปแคสติ้งงานภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และงานโฆษณา

“อย่างกรณีงานซีรี่ย์ก็มีนะครับที่แคสติ้งผ่านแล้วเรียบร้อย ผู้จัดดึงเข้ากลุ่มนักแสดงเรียบร้อย แต่ต่อมาปรากฏว่าโปรเจ็กต์นั้นก็เงียบหายไปเฉยๆ งานหนังก็มีเรื่องนึงถ่ายทำไปแล้วหนึ่งฉาก…ในต่างจังหวัดด้วย แต่แล้วก็อันตรธานหายวับไปกับสายลม งานโฆษณานี่ยิ่งลุ้นหนักเลย โดยเฉพาะงานที่ผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้ายนี่ก็มีบ่อยนะครับที่สุดท้ายทีมงานกลับมาคอนเฟิร์มว่า ปล่อยคิวนะคะ…ขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

แต่งานโฆษณาที่ได้ทั้งหมดทั้งมวลผมก็ภูมิใจทุกชิ้นนะครับ แน่นอนว่าทุกงานๆ พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) จะเป็นคนคัดเลือกให้อย่างเข้มงวดและเหมาะสมกับภาพลักษณ์ ทั้งในเรื่องของแบรนด์สินค้า บทบาทที่ได้รับ และค่าตอบแทน”

จุดพลิกผันที่มาดั่งส้มหล่น

ราวต้นปี พ.ศ. 2562 ในที่สุดจุดผลิกผันในชีวิตของบอมก็เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ทีมงานในกองละคร “ผีกะ” มอบฉายาให้เป็น “พระเอกส้มหล่น”

“ตอนแรกบอมคุยกับพี่เอ-มาโนช ว่าอยากจะหยุดงานในวงการบันเทิงแล้ว มันเหนื่อยและท้อ ผมรู้สึกว่าเราร่วมเดินทางกันมา 5 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มองเห็นฝั่งฝันที่พี่เอตั้งใจจะปั้นให้บอมเป็นพระเอก ตอนนั้นพี่เอเค้าขอให้ไปแคสติ้งงานละครของค่ายทวินเฟรมให้หน่อย แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะหยุดหรือไปต่อ จากนั้นบอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบทตำรวจในละครเรื่องผีกะ ซึ่งก็มีบทบาทแค่ 5 ตอนแล้วตาย แต่ระหว่างเวิร์คชอปทางผู้บริหารเกิดถูกใจในการแสดงแนวเล่นน้อยแต่มากของบอม ก็เลยนัดเข้าไปเจรจาเพื่อปั้นเป็นพระเอกของค่ายทวินเฟลมในเรื่องถัดไป อ่ะ…ก็น่าจะดีนะ”

“ก่อนเปิดกล้องราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าพระเอกของละครเรื่องผีกะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนไม่สามารถมาร่วมถ่ายทำละครได้ ทางผู้บริหารของค่ายทวินเฟลมเลยสลับสับเปลี่ยนให้บอมเป็นพระเอกไปเลยในเรื่องนี้แทนพระเอกคนเดิมที่วางตัวไว้…ส้มหล่น?”

“ถึงความเป็นพระเอกในเรื่องนี้อาจดูเหมือนจะได้มาแบบฟลุ๊คๆ แต่ก็อยากให้ทุกคนเปิดใจลองติชมผลงานการแสดงของบอมในละครเรื่องผีกะ ทางช่องไทยรัฐทีวีเร็วๆ นี้ด้วยนะครับ และหวังว่าจะมีโอกาสได้มอบความสุขให้ผู้ชมทุกๆ ท่านต่อไปในเส้นทางบันเทิงกับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนะครับ”

TOMMY JEANS เปิดตัว เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650936

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.TOMMY JEANS เปิดตัว เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดTOMMY HILFIGER จับมือร่วมกับเจย์ ปาร์ค ศิลปินฮิปฮอปแนวหน้าชาวเกาหลี-อเมริกัน กับบทบาทแบรนด์แอมบาสเดอร์ใน ‘MUSIC TAKES US FURTHER’ แคมเปญล่าสุดจาก TOMMY JEANS

TOMMY HILFIGER แบรนด์แฟชั่นอเมริกัน ภายใต้บริษัท PVH Corp. เปิดตัวศิลปินหนุ่มชาวเกาหลี-อเมริกัน ผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดสำหรับ TOMMY JEANS  พร้อมปรากฏโฉมในแคมเปญคอลเลคชั่นประจำฤดูกาล Spring 2021 ‘Music Takes Us Further’ ซึ่งได้เริ่มต้นวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน Tommy Hilfiger ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์, เคาน์เตอร์ TOMMY JEANS สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว และเว็บไซต์ central.co.th/tommy-hilfiger

ไม่เพียงแต่เป็นศิลปินผู้คว้ารางวัลระดับแพลตินั่มมาแล้วเท่านั้น แต่เจย์ ปาร์ค ยังเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้ก่อตั้งค่ายเพลงฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีที่ประสบความสำเร็จอย่าง AOMG และ H1GHR MUSIC อีกด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นศิลปินชาวเกาหลี-อเมริกันคนแรกที่ได้เซ็นสัญญาร่วมกับค่ายเพลง Roc Nation ของ JAY-Z’s ซึ่งนับเป็นใบเบิกทางบุกตลาดยุโรปและอเมริกาเหนืออย่างเต็มตัว โดยเมื่อสองปีก่อน เจย์ได้เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลกภายใต้ชื่อที่ติดหูและบ่งบอกคาแรคเตอร์ของเขาได้อย่างชัดเจน ‘JAY PARK 2019 SEXY 4EVA’ ซึ่งจัดขึ้นถึง 31 เมืองใหญ่ใน 18 ประเทศทั่วโลก ส่งให้เขาก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกและได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาอันสั้น 

สำหรับ TOMMY JEANS ‘Music Takes Us Further’ คอลเลคชั่น Spring 2021 นี้ ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยแรงบันดาลใจที่ฝังแน่นอยู่ในดีเอ็นเอของแบรนด์นั่นคือดนตรี โดยในแคมเปญนี้ ทางแบรนด์ได้คัดสรรและร่วมงานกับศิลปินมากความสามารถระดับหัวกะทิในหลากหลายแขนง ทั้งนักดนตรีเช่นเดียวกับเจย์ ปาร์ค

ไปจนถึงนักกวีและนักกิจกรรมต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โดยต่างได้ถ่ายทอดมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับดนตรีอันทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อชีวิตและสังคมจนเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลให้แฟนๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Wastes Nothing and Welcomes All ของทางแบรนด์ด้วย

คอลเลคชั่น Spring 2021 ของ TOMMY JEANS ได้สะท้อนกลิ่นอายความเป็นเมืองใหญ่พร้อมกับสไตล์ที่ดูคล่องตัวแบบนักกีฬา เติมความทันสมัยด้วยการหยิบเอาไอเท็มสุดคลาสสิคมาแต่งแต้มด้วยดีเทลสดใหม่และยังเพิ่มจำนวนไซส์ให้เลือกสวมใส่ได้มากขึ้น และเพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของ Tommy Hilfiger ในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมล้ำสมัยต่างๆ ได้ช่วยให้เราเลือกใช้เนื้อผ้าที่ดีกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น รวมถึงเดนิมรีไซเคิล 100% ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานผ้าปูที่นอนเข้ากับเศษผ้าฝ้ายเหลือทิ้ง ทั้งยังลดการใช้น้ำที่ในการผลิตลงมากถึง 50 ลิตรต่อการผลิตหนึ่งชิ้นเมื่อเทียบกับการผลิตเดนิมทั่วไป

สามารถติดตามข่าวสารของ TOMMY JEANS เพื่อพบกับหลากหลายเรื่องราวทั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์ รวมถึงคอลเลคชั่นใหม่ๆ ของได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านทางอินสตาแกรม @tommyjeans และ Line Official : @tommyhilfiger_th และร่วมเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวแห่งโลกแฟชั่นไปกับเราได้ด้วยการติด #TommyJeans และ #TommyHilfiger

Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เทรนด์!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650922

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 14:55 น.Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เทรนด์!!เปิดรูปแบบงานในฝัน 3 องค์กรในไทย “THiNKNET–Builk–SCB” ปรับรูปแบบการทำงานใหม่ ประกาศให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ไปตลอด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ถูกพูดถึงว่าเป็นอนาคตของโลกการทำงาน (Future of Work) ซึ่งพนักงานออฟฟิศหลายคนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ทำงานรูปแบบนี้ ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ในไทยทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น และ หลายองค์กรก็มีผลลัพธ์ในด้านประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น จึงได้เริ่มปรับนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด ซึ่งรูปแบบการทำงานนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงาน และจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนทำงานรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานกับองค์กรด้วย

ด้วยเหตุนี้จ๊อบไทย (JobThai) ในฐานะผู้นำบริการแพลตฟอร์มหางานและสมัครงานออนไลน์ของประเทศไทย จึงพาไปเจาะลึก 3 บริษัทในไทยที่ให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด

THiNKNET – บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด

ทิงค์เน็ต เป็นบริษัทไอทีด้านการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นประโยชน์กับสังคมไทยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้มีการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยปรับรูปแบบการทำงาน (Workflow) ให้พร้อมกับวิธีการทำงานแบบใหม่ และจัดสรรเครื่องมือและเทคโนโลยีให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม 

พัฒนาแอปฯ จัดการงานทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีครบครันเพื่อความสะดวกในการทำงาน

การทำงานแบบเดิมที่ต้องทำงานออฟฟิศ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นไม่มีอีกต่อไป เพราะทิงค์เน็ตให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่า พนักงานสามารถจัดเวลาการทำงานของตัวเองได้ โดยทิงค์เน็ตได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ในการบริหารจัดการพนักงานสำหรับการทำงานจากระยะไกล (Remote Working) โดยแอปพลิเคชันนี้มีหน้าที่ในการจัดการเรื่องเข้า-ออกงาน และการแจ้งลา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังยืดหยุ่นเวลาทำงานมากขึ้นจากเดิมที่ให้พนักงานเข้างาน 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ปรับเป็นการเก็บชั่วโมงทำงานให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรเครื่องมือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสาร โปรแกรมจัดการเอกสารออนไลน์ และโปรแกรมเฉพาะสำหรับงานของแต่ละทีม รวมถึงคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สำนักงานอย่างโต๊ะทำงาน เก้าอี้ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกด้วย

ปรับออฟฟิศรับวิถีการทำงานแบบ New Normal

ออฟฟิศของทิงค์เน็ตได้มีการปรับสถานที่ทำงานให้รองรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยจากเดิมที่มีโต๊ะประจำถูกเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานแบบ Open-plan Office และจัดตู้ล็อกเกอร์เพื่อให้พนักงานสามารถเก็บของส่วนตัว และยังมีการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์การประชุมที่ทันสมัยสามารถเชื่อมต่อกับการทำงานออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พนักงานมีความสุขในการทำงานจากที่ไหนก็ได้

การทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มีผลตอบรับที่ดีจากพนักงานทิงค์เน็ต ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้พวกเขามีเวลาไปทำกิจกรรมที่ต้องการมากขึ้น พนักงานที่มีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดก็สามารถไปทำงานที่บ้านต่างจังหวัดและมีเวลาดูแลครอบครัว ส่วนพนักงานที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานได้ตามต้องการ และพนักงานหลายคนก็มีเวลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือทำงานอดิเรกได้

Builk – บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป 

บิลค์ วัน กรุ๊ป บริษัทเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จากความเชื่อเดิมที่ว่าการนำคนมารวมกันอยู่ในสถานที่เดียวกันเป็นสิ่งที่ดี จึงมองหาพื้นที่สำหรับขยายออฟฟิศให้ใหญ่ขึ้นอยู่เสมอ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้บิลค์ได้ทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งพบว่าองค์กรและพนักงานต่างได้ประโยชน์จากการทำงานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ ค่าเดินทาง และยังสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้มากขึ้น

นโยบาย Work from Anywhere มาจากการรับฟังพนักงาน และออกแบบโมเดลการทำงานของตัวเอง

บิลค์ ให้พนักงานเลือกทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทำงานจากที่บ้าน หรือออฟฟิศสำนักงานใหญ่ และบิลค์ยังได้หาพื้นที่ Co-working Office กระจายในย่านต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานที่พักอยู่ในย่านนั้นไปทำงานร่วมกันได้ โดยบิลค์มีไอเดียที่จะต่อยอดโมเดลนี้ไปใช้ในต่างจังหวัดด้วย เพราะมองว่าโมเดลนี้จะช่วยหาคนเก่งมาร่วมงานได้ และคนเก่งเหล่านั้นก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่พวกเขาต้องการได้

การสื่อสารและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบ Work from Anywhere

การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) นั้นคนไม่จำเป็นต้องมาอยู่ร่วมกันในที่เดียวกัน การสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบนี้ โดยผู้บริหารมีการสื่อสารกับพนักงานมากขึ้นเพื่อให้มองเป้าหมายเดียวกันชัดเจน และในการทำงานต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องมีความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือในการบริหารจัดการงานด้านต่าง ๆ ซึ่งบิลค์เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีระบบซอฟต์แวร์รองรับการทำงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์สำหรับจัดการอนุมัติเอกสาร การจองสถานที่ที่ออฟฟิศ รวมถึงงานด้านบัญชี ดังนั้นการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จึงทำได้อย่างรวดเร็ว

เลือกคนให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร

คนที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ต้องเป็นคนที่สร้างแรงจูงใจในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-Motivated) เนื่องจากการทำงานจากที่ไหนก็ได้จะผสานเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกัน (Work-Life Harmony) มากขึ้น นอกจากนี้จะต้องมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซี่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกคนมาร่วมงานกับบิลค์

เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป การสร้างวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการสร้างประสบการณ์การทำงานของพนักงานให้เกิดความประทับใจ (Employee Experience) เป็นสิ่งที่บิลค์ให้ความสำคัญ โดยบิลค์มีทีม People Communication ที่รวมคนจากหลายแผนกมาสร้างกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ

SCB – ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หลังจากที่ SCB มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แล้วพบว่าพนักงานสามารถทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) มากขึ้น SCB จึงได้นำคอนเซปต์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มาปรับใช้เพื่อตอบโจทย์วิถีการทำงานใหม่

การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น

การทำงานในองค์กรขนาดใหญ่มักมีกระบวนการพิจารณา และอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการทำงาน การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) ทำให้ SCB ทลายกรอบการทำงานแบบเดิม ๆ เช่น กระบวนการรับพนักงานใหม่ ซึ่งต้องมีการอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ยิ่งในองค์กรใหญ่แล้ว การจัดเก็บและแสดงข้อมูลอย่างทั่วถึงทำได้ยาก แต่เมื่อปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นออนไลน์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูล และจัดการแสดงผลข้อมูลได้ตรงกันทั้งหมด รวมถึงสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการได้สะดวกยิ่งขึ้น

มองที่เป้าหมายมากกว่าเวลาเข้า-ออกงาน การสื่อสารและ Collaboration คือสิ่งสำคัญ

เวลาเข้า-ออกงาน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะปัจจัยสำคัญของการทำงานแบบนี้อยู่ที่เป้าหมายและผลลัพธ์ของงาน โดยในแต่ละแผนกสามารถวางแผนงานและบริหารจัดการวิธีการทำงานของตัวเองได้โดยยึดถือวัฒนธรรมการทำงานเดียวกัน และอาศัยสิ่งที่สำคัญในการทำงานคือการสื่อสารมากขึ้น

การเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ของ SCB สามารถบริหารจัดการให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีในการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และพร้อมที่จะปรับตัวตามสถานการณ์อยู่เสมอ

ความสุขของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ

พนักงาน SCB ต่างมีความสุขกับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะทำให้จัดการบริหารเวลาได้มากขึ้น ไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด ซึ่ง SCB ก็มองถึงความสุขของพนักงานในหลายมิติ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดย SCB ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเพื่อดูแลเรื่องสุขภาพให้กับพนักงานแบบออนไลน์ สามารถพบหมอเพื่อปรึกษาอาการเจ็บป่วยจากที่ไหนก็ได้ พร้อมทั้งส่งยาไปให้ที่บ้าน และยังมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาเรื่องการจัดการความเครียดให้กับพนักงานด้วย 

ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยยังคงเจอกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้โลกของการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำงานต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยองค์กรต่างๆ มีการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) ด้วยการทำงานระยะไกล (Remote Working) ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ผสมกับการทำงานที่ออฟฟิศ ด้านการจ้างงานเองความยืดหยุ่นนี้ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถสรรหาคนเก่งได้จากทั่วประเทศหรือจากที่ไหนก็ได้ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลจะต้องมีการปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่กระบวนการสรรหา (Recruitment) การดูแลพนักงานใหม่ (Onboarding) เพื่อให้พนักงานปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบใหม่ รวมทั้งวิธีการที่จะรักษาความสัมพันธ์ของพนักงานให้ดียิ่งขึ้นแม้ต้องเจอหน้ากันน้อยลง เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการรักษาวัฒนธรรมองค์กรด้วย ด้านคนทำงานต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์อยู่เสมอและพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilience & Adaptability) และต้องไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตอยู่เสมอ

สำหรับผู้ที่ต้องการหางาน สมัครงาน ทั้งสามบริษัทยังมีตำแหน่งที่เปิดรับ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.jobthai.com หรือดาวน์โหลด JobThai Application ทั้งในระบบ iOS, Android และ HUAWEI AppGallery

How to ใส่ชั้นในอย่างไร ให้หมดปัญหาที่เคยเจอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650893

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 12:33 น.How to ใส่ชั้นในอย่างไร ให้หมดปัญหาที่เคยเจอ7 ปัญหากวนใครที่ผู้หญิงคนไหนก็ต้องเคยเจอ ไม่ว่าจะ “สายหล่น สายกด บราลอย คัพเหลือ เนื้อปลิ้น นม 4 เต้า หลังลอย” SYP Intimates เผยข้อข้องใจพร้อมช่วยให้เราค้นพบชุดชั้นในที่ใช่ของสาวๆ แต่ละคน

เราคงไม่มีใครอยากให้โอกาสสำคัญ วันสำคัญ หรือแม้แต่การแต่งตัวสวยในทุกวัน ต้องมีเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความพลาดแบบไม่ใช่เรื่อง จนเสียความมั่นใจกันใช่ไหม ทั้งที่บางทีเราคิดว่าเตรียมพร้อมแล้วทั้งการแต่งหน้า ทำผม เลือกชุด รองเท้า กระเป๋า ให้ถูกกาลเทศะ เข้าชุด แต่ความตั้งใจทั้งหมดดันมาโดนขัดใจอย่างไม่น่าให้อภัย เพียงเพราะเรามองข้ามส่วนสำคัญอีกส่วนไป นั่นคือ ชุดชั้นในที่ใช่ นั่นเอง

วันนี้ SYP Intimates (สิป อินติเมท) แบรดน์ชุดชั้นในน้องใหม่สัญชาติไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ซีทรู ที่มีทั้งความเซ็กซี่ และคงไว้ซึ่งความสบายขณะสวมใส่จากผ้าไหมไทย อาสามาเป็นผู้ช่วยไขข้อข้องใจและช่วยให้เราค้นพบชุดชั้นในที่ใช่ของสาวๆ แต่ละคนกัน

เดีย วรกิตติกุล ดีไซเนอร์สาวชาวไทยที่จบการศึกษาการดีไซน์ชุดชั้นในโดยตรงจากอังกฤษ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SYP Intimates ได้ทำการศึกษาปัญหาจากชุดชั้นในของสาวๆ ในปัจจุบัน เพื่อนำมาแนะนำให้สาวๆ ได้มีเคล็ดลับในการสังเกต และเลือกใส่ชุดชั้นในกันอย่างถูกต้อง โดยคัดเลือกมา 7 ปัญหายอดนิยม ดังนี้

ปัญหายอดนิยมอันดับ 1: สายหล่น

ทุกครั้งที่ใส่เสื้อชั้นใน แรกๆ เราต้องปรับความยาวสายให้พอดีขนาดช่วงลำตัว แต่ใส่ไปใส่มาระยะหนึ่ง วันดีคืนดี ดันหล่นตอนนาทีสำคัญซะงั้น ใส่ชุดสวยๆ โมเม้นต์ดีๆ ดันมีสายเสื้อชั้นในหล่นมาทำให้รำคาญ เสียบุคลิก ต้องคอยดึงสายขึ้น ทำให้ดูไม่งาม เรามีวิธีง่ายๆ มาบอก

วิธีแก้: ปรับสายเสื้อชั้นในเป็นประจำทุกเดือน แม้จะเป็นการขยับนิดหน่อย ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ทุกๆ ครั้งที่เราใส่ สายเสื้อชั้นในก็จะยืด ทำให้หลวมขึ้นได้ แต่ถ้าลองปรับแล้ว ยังเจอปัญหาเดิมกวนใจอีก แนะนำให้ลองเปลี่ยนสไตล์ชุดชั้นใน เพราะบางทีสไตล์ที่คุณใส่อยู่นั้น อาจจะไม่เหมาะกับสรีระของคุณเท่าไหร่ ลองเลือกรุ่นที่ทรงของสายแคบลงมานิดนึง จะช่วยได้ แต่ถ้าเป็นคนที่มีไหล่ลู่ ลองเลือก เสื้อชั้นในแบบที่ถอดสายไขว้ได้จะดีกว่า เพราะจะช่วยให้สาวๆ มั่นใจ รับรองปัญหาสายหล่นหมดไปอย่างแน่นอน

ปัญหายอดนิยมอันดับ 2: สายกด

เคยไหม ใส่เสื้อชั้นในแล้วสายกดทับไหล่จนเห็นเป็นรอยแดง สาเหตุเกิดจากเสื้อชั้นในของคุณรอบตัวใหญ่เกินไป ทำให้รอบตัวหลวม เพราะขนาดของรอบตัว เป็นตัวรองรับน้ำหนักของหน้าอก หรือสายเสื้อชั้นในอาจจะมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้รับน้ำหนักหน้าอกไม่ไหว จึงเกิดรอยแดงได้ หากทนใส่ต่อไปนานๆ บางทีถึงขั้นปวดไหล่กันเลยทีเดียว

วิธีแก้: แนะนำสาวๆ ลองเลือกเสื้อชั้นในใหม่ที่รอบตัวพอดี ไม่หลวมเกินไป โดยการลดไซส์คือ ถ้าปกติใส่ไซส์ 36B รอบตัวที่กระชับขึ้นจะเป็น 34C คัพจะเท่าเดิม แต่รอบตัวจะเล็กลง หรือบางทีการที่เราปรับสายแน่นจนเกินไป คิดว่าจะทำให้กระชับ แต่กลับทำให้สายรับน้ำหนักมากจนปวดไหล่ก็ได้

ปัญหายอดนิยมอันดับ 3: บราลอย

ใส่แล้วเสื้อชั้นในเริ่มลอยขึ้น ไม่ว่าจะปรับสายขึ้น-ลงแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอดีตัวและเริ่มไม่กระชับ ไม่ช่วยเก็บทรง จนสาวๆ ไม่มั่นใจ ไม่สบายตัว นั่นคือสัญญาณของการเปลี่ยนเสื้อชั้นในใหม่กันแล้ว

วิธีแก้: แนะนำซื้อเสื้อชั้นในใหม่ที่ไซส์เล็กลง โดยวิธีการลดไซส์ก็ใช้วิธีเดียวกับกรณีด้านบน และเพื่อความชัวร์ว่าเราเลือกชุดชั้นในทีพอดีกับสรีระเราแล้วหรือยัง สาวๆ สามารถสังเกตด้วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการลองสอดนิ้วมือ 2 นิ้วไปที่รอบตัว บริเวณด้านหลัง ตรงตะขอ ถ้าสอดนิ้วได้พอดี ไม่รู้สึกแน่นเกินไป ก็แปลว่า คุณเลือกชุดชั้นในได้พอดีกับคุณแล้วล่ะ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 4: คัพเหลือ

ส่วนมากปัญหานี้มักจะเกิดกับ สาวๆ ที่มีหน้าอกรูปทรงระฆังคว่ำ หรือผอมมาก จนทำให้ไม่มีเนื้อหน้าอกเลย

วิธีแก้: ลองปรับเสื้อชั้นในดูก่อน ถ้าปรับสายให้แน่นขึ้น แล้วยังไม่เข้าที่เข้าทาง ลองลดคัพไซส์ แต่คงขนาดรอบตัวเท่าเดิมไว้ก่อน เช่น ถ้า 34B ก็ลดลงเหลือ 34A หรือ ถ้าคัพพอดีแล้ว แต่ยังเหลือช่องว่างอีกนิดหน่อยด้านบน แนะนำให้ลองเปลี่ยนสไตล์ เป็นแบบที่ทรงเต้าต่ำลงมาหน่อยก็สวยไปอีกแบบ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 5: เนื้อปลิ้น

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกของสาวๆ อ้วนรึป่าวก็ไม่ แต่ทำไมใส่เสื้อชั้นในแล้วเนื้อด้านข้างปลิ้นออกไป เพราะคุณกำลังใส่เสื้อชั้นในผิดไซส์อยู่ เป็นไปได้ทั้งจากกรณีรอบตัวเล็กเกินไป หรือคัพเล็กเกินไป ไม่มีเนื้อที่เก็บทรงอย่างเหมาะสม ทำให้เนื้อปลิ้นออกมาด้านข้าง

วิธีแก้: ลองวัดไซส์ใหม่ สาวๆ สามารถดูวิธีการวัดดูไซส์จากชาร์ตไซส์ได้เองเลยง่ายๆ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 6: นม 4 เต้า

แค่ชื่อก็เห็นภาพกันไปไกลละ แต่อธิบายให้ชัดขึ้นไปอีก ก็คือการ ที่เสื้อชั้นในของคุณ มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้เกิดการกดเนื้อหน้าอก กดเนื้อส่วนที่เกินทะลักออกมาจากคัพ จนมองแล้วดูนูนเหมือนมีนม 4 เต้า 

วิธีแก้: ลองใช้การเพิ่มคัพ เช่น เดิมไซส์ 34B ให้เพิ่มเป็น 34C รับรองคุณจะหายใจสะดวกขึ้น หน้าอกผ่อนคลายมากขึ้น หมดปัญหานม 4 เต้าได้อย่างแน่นอน

ปัญหายอดนิยมอันดับ 7: หลังลอย

อาการตะขอลอยขึ้นไป ไม่อยู่ในแนวระนาบเดียวกัน ถึงเวลาปรับสายเสื้อชั้นในหรือเปลี่ยนไซส์กันแล้วล่ะ นอกจากจะแก้ปัญหาหลังลอย ยังช่วยเซฟปัญหาการปวดหลัง ปวดไหล่จากการใส่ชุดชั้นในที่ไม่พอดีได้อีกด้วย 

วิธีแก้: ปัญหานี้เกิดจากการที่คุณอาจจะปรับสายเสื้อชั้นในสั้นเกินไป หรือปรับไซส์รอบตัวให้เล็กลง เพิ่มคัพไซส์ใหญ่ขึ้น

สาวๆ ที่มีข้อสงสัย หรือเจอปัญหาชุดชั้นในกวนใจ ทาง SYP Intimates พร้อมให้คำแนะนำ ไม่ว่าจะทางไลน์ Line ID: @sypintimates หรือดูข้อมูลเพิ่มเติม และความรู้เกี่ยวกับการเลือกชุดชั้นในที่ใช่กันได้ที่ Instagram @sypintimates หรือทาง https://www.sypintimates.com/h