‘บิวตี้ คอลส์’ บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650806

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.'บิวตี้ คอลส์' บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในไทยเซ็นทารา เปิดตัว ‘บิวตี้ คอลส์’ บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานระดับคุณภาพโดยทีมสปาชื่อดังของโรงแรม

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ตอกย้ำการนำเสนอนิยามใหม่ของการเดินทางและการใช้ชีวิตในรูปแบบนิว นอร์มอล ด้วยการเปิดตัวบริการใหม่ล่าสุดในชื่อ “บิวตี้ คอลส์” ซึ่งเป็นบริการทางด้านความงามส่งตรงไปให้บริการลูกค้าถึงที่บ้าน โดยจะอยู่ภายใต้การบริหารงานของแบรนด์สปาชื่อดังของโรงแรม

บริการ บิวตี้ คอลส์ นั้นริเริ่มขึ้นจากแบรนด์ สปา เซ็นวารี ที่ตั้งใจจะมอบความสะดวกให้กับลูกค้าด้วยบริการเสริมความงามส่วนบุคคลที่สามารถเลือกใช้ได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่สำนักงาน หรือภายในห้องพักของโรงแรม

ทาร่า ฮันราฮาน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการสปา โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “เราเชื่อว่าบิวตี้ คอลส์ นั้นจะช่วยอำนวยความสะดวกกับลูกค้าที่ไม่สามารถเข้ามาที่สปา ให้สามารถเลือกใช้บริการต่างๆ ของเราได้ในช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือเพื่อเตรียมตัวก่อนที่จะออกไปอีเวนท์ข้างนอก ซึ่งบริการทางด้านความงามต่างๆ ของเรานั้นสามารถทำการจองผ่านเว็บไซด์ได้ง่ายๆ ทันที โดยมั่นใจได้ในเรื่องของคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงความสะอาดปลอดภัยของอุปกรณ์ต่างๆ เพราะเราอยากช่วยให้การเตรียมความพร้อมสำหรับวันพิเศษของทุกคนเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความงามมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนจากทีมงานของสปา เซ็นวารี จะให้บริการโดยคำนึงถึงหลักอนามัยและความปลอดภัยสูงสุด โดยจะให้บริการทรีทเมนท์แบบครบวงจร ตั้งแต่บริการแต่งหน้า แว็กซ์ ทำผม รวมถึงการทำเล็บมือและเล็บเท้า

ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังมีแผนที่จะเพิ่มบริการในส่วนของการนวดเพื่อสุขภาพ การทำเวิร์คช็อป และบริการเสริมความงามเต็มรูปแบบสำหรับวันสำคัญหรือวันพิเศษ อาทิ งานแต่งงานและงานปาร์ตี้ต่างๆ โดยลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสปาและความงามมือระดับอาชีพ ที่มีมาตรฐานและผ่านการฝึกฝนในเรื่องของการให้บริการมาอย่างดีเยี่ยม

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้เล็งเห็นถึงความต้องการของตลาดด้านสุขภาพและความงามที่ทำได้จากที่บ้าน ซึ่งก็ตรงกับบริการแบบเดียวกับที่เรามีอยู่แล้วที่สปา เซ็นวารี ดังนั้นสำหรับเรา บิวตี้ คอลส์ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้และยังช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับบริการสปาแบบเดิม บริการเสริมความงามออนไลน์รูปใหม่เช่นนี้ถือว่าสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยทุกบริการที่เซ็นทารามุ่งมั่นส่งมอบให้กับลูกค้านั้น เราจะทำด้วยความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด”

สำหรับอัตราค่าบริการบิวตี้ คอลส์ เริ่มต้นที่ 750 บาท สำหรับบริการแว็กซ์, ราคา 1,500 บาท สำหรับบริการแต่งหน้า และ 1,600 บาท สำหรับบริการทำเล็บมือและเล็บเท้า ซึ่งจะพร้อมให้บริการทุกวัน ในช่วงเวลาระหว่าง 06.00 – 21.00 น. สำหรับการให้ทีมงานไปให้บริการที่บ้าน โรงแรม หรือสำนักงานภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพียงจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://beautycalls.spacenvaree.com/

เชฟชุมพล-เชฟลัท ร่วมสอนทำอาหารและขนม สร้างโอกาสทางอาชีพฝ่าวิกฤตโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650735

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 12:14 น.เชฟชุมพล-เชฟลัท ร่วมสอนทำอาหารและขนม สร้างโอกาสทางอาชีพฝ่าวิกฤตโควิด-19สร้างโอกาสทางอาชีพกับโครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น โดยไฟ-ฟ้า (FAI-FAH) โครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยทีเอ็มบีและธนชาต ชวนสองเชฟดังสอนทำอาหารและขนม ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19

โครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยทีเอ็มบีและธนชาต อย่าง “ไฟ-ฟ้า” (FAI-FAH) ร่วมสร้างโอกาสทางอาชีพกับโครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น เปิดคลาสสอนทำอาหารและเบเกอรี่ฟรี ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ติดอาวุธเสริมความรู้ให้ผู้ร่วมกิจกรรม ทำเป็น ขายเป็น และให้เป็น เพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคมต่อไป

โดยงานนนี้มีสองเชฟชื่อดัง เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟ 2 Michelin Star Chef, Founder & CEO Thai Cuisine Academy และทูตอาหารยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ FeedUp@UN และ เชฟลัท รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบี เล่าถึงจุดประสงค์ของโครงการ จุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น ว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจ ไฟ-ฟ้า โดยทีเอ็มบีและธนชาต พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือกลุ่มคนว่างงานหรือขาดรายได้ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเสริมทักษะความรู้ด้านการทำอาหารและเบเกอรี่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำเป็น ขายเป็น และให้เป็น สามารถนำไปต่อยอดสร้างโอกาสทางอาชีพ ซึ่งนอกจากการเป็น ‘ผู้รับ’ ความรู้ในโครงการนี้แล้ว ไฟ-ฟ้า ยังสนับสนุนการเป็น ‘ผู้ให้’ ได้อีกด้วย โดยเปิดกว้างให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมโครงการได้มีโอกาสเป็นอาสาสมัครเพื่อส่งต่อความรู้และสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมต่อไป

“เชฟชุมพล แจ้งไพร” เชฟคนดัง หนึ่งในผู้ร่วม “ให้” ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ทำเมนูอาหารคาว กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่มีโอกาสมาแบ่งปันความรู้ เทคนิคการทำอาหาร และประสบการณ์ต่าง ๆ มุ่งหวังว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำไปประกอบอาชีพ หรือนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนเกิดความชำนาญ เพราะการเป็นเชฟ หรือการทำอาหารก็เหมือนนักกีฬา หรือนักร้องที่ต้องขยันซ้อม ดังนั้น นอกจากมีสูตรอาหาร เรียนรู้วิธีการและเทคนิคไปแล้ว ยังจะต้องฝึกทำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับตัวเอง”

“ผมเคยร่วมกิจกรรมกับไฟ-ฟ้ามาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อน และการได้กลับมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีความสุขมาก ซึ่งสิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้กับผู้เข้าร่วมและทุกคนในสังคมคือ ‘การส่งต่อการให้‘ ขอขอบคุณทีเอ็มบีและธนชาตที่สานต่อโครงการดีๆ มาอย่างต่อเนื่อง ผมอยากเห็นกิจกรรมเพื่อสังคมแบบนี้อยู่กับสังคมไทยตลอดไป เพราะสามารถจับต้องได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมได้ข่าวว่าศิษย์รุ่นแรกที่ผมเข้ามาสอน จากที่เป็นเด็กอยู่ใกล้ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า วันนี้มีงานทำเป็นหลักฐาน มีความมั่นคง โดยเฉพาะเด็กคลาสอาหารที่ไม่เคยเรียนรู้จากที่ไหนมาก่อน มาเริ่มเรียนรู้จากที่นี่ สะท้อนให้เห็นถึงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบยั่งยืน ซึ่งผมยินดีให้การสนับสนุนในทุกเรื่อง” เชฟชุมพล กล่าว

ด้าน เชฟลัท-รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย กล่าวว่า “การมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะได้นำความรู้และประสบการณ์มาแบ่งปันในฐานะผู้ให้แล้ว ยังทำให้รู้สึกว่าได้รับความรู้กลับไปด้วยเช่นกัน เพราะทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมจะแลกเปลี่ยนความรู้กัน และรู้สึกดีใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการทำ เบเกอรี่ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ต่อไป ขณะเดียวกันการแลกเปลี่ยนพูดคุยก็เป็นการจุดประกายให้เราลุกขึ้นสู้ด้วยเหมือนกัน ขอบคุณทีเอ็มบีและธนชาตที่สานต่อโครงการดีมีประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทำให้ทุกคนได้ส่งต่อการให้ที่ยั่งยืนจริง ๆ”

ด้าน คุณเจมส์ “ประสงค์ คงสงค์” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมห้องเรียนเบเกอรี่ ที่เดินทางไกลมาจาก จ.กาญจนบุรี เจ้าของร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เล่าว่า สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพราะประกอบอาชีพเปิดร้านขายอาหารอยู่แล้ว จึงอยากมาเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารและขนมเพิ่มเติม ซึ่งการเรียนการสอนได้ลงมือปฏิบัติจริงทำให้ได้เมนูและเทคนิคใหม่ ๆ นำไปใช้กับที่ร้านได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องกลับไปฝึกฝนและเรียนรู้เพิ่มเติมให้เกิดความชำนาญ

“ผมเปิดร้านอาหารมาเกือบ 10 ปี มองว่าการทำตลาดแบบเดิม ๆ ไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้เหมือนเดิม เพราะทุกวันนี้โลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล การตลาดออนไลน์จึงสำคัญมากขึ้น และยิ่งในช่วงที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นนี้ ลูกค้าก็ไม่อยากออกนอกบ้าน ทำให้ร้านอาหารได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดนี้ด้วย จึงตัดสินใจสมัครที่จะมาเรียน โดยได้ความรู้ด้านทำการตลาดที่ปัจจุบันมีทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ถือเป็นการเสริมความรู้และนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้สู่การประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้และประทับใจมากคือ การได้มารู้จักกับโครงการเพื่อสังคมดี ๆ อย่าง ไฟ-ฟ้า ทำให้เราเข้าใจคำว่า “ให้” มากขึ้น โดยมีการเรียนรู้พร้อมทั้งสอดแทรกกิจกรรมเพื่อให้เราใส่ใจเรื่องการส่งต่อ ยิ่งได้รู้จุดประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อส่งเสริมให้เด็กในชุมชนที่ไม่มีศักยภาพด้านการเงินเข้ามาเรียน ตรงนี้เป็นเหมือนจุดหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กเข้ามาเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ หรือ ค้นหาตัวเอง เพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ยิ่งรู้สึกประทับใจ ทำให้ผมคิดว่าหากมีกิจกรรมที่มีประโยชน์สามารถช่วยเหลือได้ เราก็จะแบ่งปันเวลาไปร่วม” คุณเจมส์ กล่าว

ปิดท้ายกันที่คุณสุภา เลิศวัฒนกิตติ อดีตพนักงานประจำที่เกษียณแล้ว ปัจจุบันเป็นแม่บ้าน “ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 เริ่มมีสัญญาณส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมกับทางไฟ-ฟ้า เพราะมองว่าเป็นหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการทำอาหารและโอกาสที่จะต่อยอดยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ช่วยทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นในการทำอาหารให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ รับประทาน นอกจากนี้ การได้เข้าร่วมกิจกรรมยังทำให้เรามีเพื่อนกลุ่มใหม่ และที่สำคัญสอนให้เรียนรู้ถึงการ “ให้” เมื่อเราได้รับแล้วต้องรู้จักแบ่งปันส่งต่อให้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งความรู้ที่ได้รับมาครั้งนี้หากมีโอกาสแบ่งปันความรู้ก็ตั้งใจที่จะส่งต่อไปให้คนอื่นด้วย” คุณสุภา กล่าว

ไฟ-ฟ้า โดยทีเอ็มบีและธนชาต มุ่งมั่นและตั้งใจเดินหน้าจุดประกายเยาวชนและชุมชน ภายใต้ปรัชญา Make REAL Change เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ที่ www.tmbfoundation.or.th

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650739

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 11:07 น.องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change)แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3

เพราะโลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ โลกเอไอ ยุคดิจิทัลพัฒนาอย่างไปไกลอย่างก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัว แต่ด้วยกระบวนการหาความรู้ในปัจจุบันมีความแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น นำมาสร้างข้อจำกัดที่ปิดกั้นตัวมันเอง ไม่สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ องค์กรยุคใหม่จึงต้องปรับกระบวนการทำงาน สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนและสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยเน้นที่ผลลัพธ์เป้าหมายความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่า สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย แต่การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างทุนมนุษย์ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดย

1. ทุกความท้าทายเป็นปัญหาเชิงซ้อนไม่มีปัญหาใดที่เข้ามาเดี่ยวๆ ทุกปัญหาคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของมิติต่างๆ ที่หลากหลาย ทุกปัญหาจึงมีความเป็นระบบเชิงซ้อน มันเป็นปัญหาทับซ้อนปัญหา และส่งผลซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ การจะเข้าใจปัญหา เราจึงต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของมันว่า ทุกปัญหามีความเป็นระบบที่ทับซ้อนกันทั้งแนวราบและแนวลึกอย่างลึกซึ้ง การจัดการกับปัญหาจึงต้องก้าวข้ามจากมุมมองในลักษณะเส้นตรง เชิงเดี่ยว แยกส่วน มาเป็นการแก้ปัญหาด้วยมุมมองของการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

2. องค์กรที่ยั่งยืนต้องมี “นวัตกรรม”องค์กรที่เข้มแข็งต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างสรรค์ความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ได้ด้วยตนเอง บนฐานของแนวคิดเชิงระบบที่ว่า ปัญญา องค์ความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ รวมทั้งนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เกิดจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

3. ทีมงานต้องเข้มแข็งองค์กรจะยั่งยืนได้ ทีมงานต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งจะเป็นจริงได้ ทีมงานต้องอยู่บนฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ ความมีศรัทธาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเปิดใจกว้าง รับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยเห็นคุณค่าในความแตกต่าง การเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้เองเป็นต้นทางสำคัญของการสร้างพลังร่วม เพื่อการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน และการที่บุคคลจะเห็นคณค่าในความต่างได้นั้น บุคคลคนนั้นต้องเห็นคุณค่าตนเองก่อนเสมอ การเห็นคุณค่าตนเองนี้เองเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอารมณ์ ความเข้มแข็งภายใน มีภูมิต้านทาน ดังนั้น องค์กรที่ยั่งยืน บุคคลจึงต้องเห็นคุณค่าตนเอง และเห็นคุณค่าในความแตกต่าง 

4. ผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องเห็น “คุณค่ามนุษย์”ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำได้การยอมรับจากคนรอบข้าง และการยอมรับจากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นได้ เขาเหล่านั้นต้องได้รับการยอมรับจากผู้นำเสียก่อน การยอมรับที่ว่านี้คือ การยอมรับในคุณค่าของตัวตน มันคือ การมองคนให้เป็นมนุษย์ ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะมีตำแหน่งแล้ว ยังต้องเห็นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วย จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานและเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหา อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

ดังนั้น ในยุคของความผันผวน เพื่อความอยู่รอด แนวทางการพัฒนาองค์กรจึงจำเป็นต้องปฏิรูปเสียใหม่ว่า การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนต้องสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อน สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ มีทีมงานที่เข้มแข็ง โดยมีผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เห็นคนเป็นมนุษย์

Z ZEGNA ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ธรรมชาติที่ผสานกับเทคโนโลยี เผยโลกแห่งแอคทีฟแวร์ปะทะกับความสง่างามในเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650694

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 11:05 น.Z ZEGNA ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ธรรมชาติที่ผสานกับเทคโนโลยี เผยโลกแห่งแอคทีฟแวร์ปะทะกับความสง่างามในเมืองZ Zegna เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเสมอมา ตอกย้ำบทบาทในฐานะโรงงานอันสร้างสรรค์ สถานที่ทดลองอันท้าทาย เพื่อเป็นการสำรวจโลกเสื้อผ้าสุภาพบุรุษอันน่าตื่นเต้นของ Alessandro Sartori อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ของแบรนด์

สำหรับ Z Zegna คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 ยังคงสานต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ โดยการนำแนวคิด #UseTheExisting การสร้างสรรค์โดยการใช้วัสดุผ้าจากแหล่งที่มีอยู่ วัสดุไนลอนรีไซเคิลได้รับการพัฒนาเพื่อให้ได้เส้นด้ายราวกับขนสัตว์ ด้วยรูปทรงและเนื้อผ้าที่ผ่านเทคนิคการสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์ที่จะมอบสัมผัสที่นุ่มและคงความหรูหรา

วัสดุผ้าขนสัตว์ TECHMERINO ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ และยังคงการสร้างสรรค์เพื่อการสวมใส่อย่างมีสไตล์ ในขณะที่ผ้าเจอร์ซีย์มีการผสมผสานระหว่างเส้นใยธรรมชาติและเส้นใย โดยเทคนิคพิเศษนี้จะมอบความเบาและโครงสร้างแบบ 3 มิติ

Z ZEGNA คอลเลกชั่นนี้แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างในลักษณะที่ดูอิสระและเบาสบาย เสื้อแจ็คเก็ตกีฬานำเสนอโครงสร้าง อันนุ่มนวล เสื้อแจ็คเก็ตไหล่ตกที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานและเสื้อกันหนาวผ้าขนสัตว์จับคู่กับกางเกง ชุดออกกำลังกาย ได้ถูกพัฒนาให้เบาสบายอีกทั้งผสมผสานสไตล์ Outwear ให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งการตัดเย็บปะติดปะต่อของผ้า ที่หลากหลายนับเป็นผลงานตัดเย็บที่สนุกสนาน ด้วยการใช้วัสดุผ้าที่หลากหลาย ในขณะที่เสื้อกันหนาวถักมีดีเทลระบายอากาศเพื่อให้ลุคดูโดดเด่นและยังมีน้ำหนักเบา

การเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปีของ Ermenegildo Zegna สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันน่าทึ่งของ Oasi Zegna กลายเป็นจุดกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจสำหรับโทนสีที่ซับซ้อน โดยการนำเสนอเฉดสีที่แตกต่างกัน อาทิ สีฟ้า สีเขียว สีม่วง และสีเทา นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพพิมพ์ที่สร้างสรรค์ลวดลายในรูปแบบ Toile De Jouy

วนัช เฟิร์ส เปิดตัวลุคบุคคอลเลคชั่นชุดแต่งงานสไตล์ฝรั่งเศสเทรนด์ใหม่ล่าสุด “Aura on light” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650688

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 10:10 น.วนัช เฟิร์ส เปิดตัวลุคบุคคอลเลคชั่นชุดแต่งงานสไตล์ฝรั่งเศสเทรนด์ใหม่ล่าสุด “Aura on light”Aura on light ความงดงามของผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงาน ถ่ายทอดผ่าน “ณฉัตร เมืองโคตร” ผลงานคอลเลคชั่นใหม่จาก “วนัช เฟิร์ส”

หลังจากที่ห้องเสื้อ วนัช เฟิร์ส ได้หยิบยกคอลเลคชั่น “Aura on light” ภายใต้คอนเซ็ปต์ความงดงามของผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงาน ขึ้นไปเฉิดฉายที่แรกบนเวทีแคทวอล์ค ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ที่ผ่านมา ทำให้ได้กระแสตอบรับจากผู้ชมและแฟนๆ เข้ามาอย่างมากมาย

ทางห้องเสื้อจึงผุดไอเดียอยากให้ชุดเหล่านี้ต้องแสงไฟเพื่อพรีเซ้นต์ความสวยงามตระการตาอีกครั้ง จึงได้จัดทำเป็นลุคบุคนี้ขึ้นมาโดยได้นางแบบสาวดีกรีนางงามเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 “ณฉัตร เมืองโคตร” มาร่วมถ่ายทอดผลงานในครั้งนี้ ซึ่งแต่ละชุดในคอลเลคชั่นนี้นั้นมีความสวยงาม โดดเด่น หรูหรา และมีสไตล์ที่แตกต่างกัน

นอกจากรูปแบบของงานดีไซน์ที่เน้นความทันสมัยและคัตติ้งเนี๊ยบขั้นสุดแล้ว ยังเพิ่มดีเทลให้ชุดด้วยแสงระยิบระยับจับตาจากวัตถุดิบที่นำเข้ามาใช้ไม่ว่าจะเป็นสวารอฟสกี้ หรือลูกปัดคริสตัลขนาดต่างๆ เพื่อเสริมออร่าของหญิงสาวผู้สวมใส่ให้ดูงดงามตระการตามากขึ้นไปอีก และแน่นอนว่าสาวณฉัตรเอาอยู่ทุกชุดจริงๆ แต่ละลุคจะสวยงดงามขนาดไหน ไปชมกันเลย

สำหรับใครที่ชื่นชอบชุดแต่งงานสไตล์ฝรั่งเศสสุดโมเดิร์นแบบนี้ สามารถติดต่อสอบถามเข้าไปได้ที่ ห้องเสื้อ วนัช เฟิร์ส (บ้านเลขที่1 ซ.ลาดพร้าว50) ได้ทุกวัน หรือสามารถนัดหมายเข้ามาชมผลงานจริงผ่านทางช่องทาง https://www.facebook.com/Vanus-First หรือโทร 02-085-3688, 091-750-1111 Line : @ vanusfirst

สองลุคหนุ่มเวียร์กับนาฬิกา TAG Heuer สองเรือนโปรด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650692

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 17:44 น.สองลุคหนุ่มเวียร์กับนาฬิกา TAG Heuer สองเรือนโปรดร่วมอวยพรวันเกิดให้แก่นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ พร้อมมอบของขวัญให้แฟนๆ ของเวียร์ได้หายคิดถึงในช่วงที่เจ้าของวันเกิดเดินทางไปร่วมงานถ่ายทำภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด Thirteen Lives ด้วยภาพเซ็ตสวยๆ กับนาฬิกา TAG Heuer เรือนโปรด 2 เรือน

วันเกิดปีนี้ (18 เมษายน) เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ต้องเดินทางไปแสดงฝีมือการแสดงภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด Thirteen Lives ไกลถึงประเทศออสเตรเลีย เราขอร่วมอวยพรวันเกิดด้วยเซ็ตภาพสวยๆ กับนาฬิกา TAG Heuer เรือนโปรด 2 เรือน ได้แก่รุ่น Carrera Sport Chronograph และ Carrera Elegant Chronograph เพื่อของขวัญมอบให้ทั้งเจ้าของวันเกิดและเหล่าแฟนคลับไว้ให้คลายความคิดถึงกัน ซึ่งเจ้าตัวได้แอบกระซิบว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์มานาน

“แท้จริงแล้ว ผมรู้จัก TAG Heuer ผ่านคุณพ่อครับ เพราะท่านชอบสะสมนาฬิกามาตั้งแต่ผมจำความได้ ซึ่ง TAG Heuer คือแบรนด์หนึ่งที่ท่านเก็บสะสมเอาไว้และตกทอดมาสู่ผมอีกที สำหรับผม TAG Heuer เป็นนาฬิการะดับพรีเมียมที่มีดีไซน์ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาแมทช์กับการแต่งตัวได้หลายสไตล์อีกด้วย”

Look1: TAG Heuer Carrera Sport Chronograph

ลุคแรกนี้ เวียร์สะท้อนความชอบที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์ ด้วยนาฬิกาดีไซนสปอร์ตเรียบหรูอย่าง TAG Heuer Sport Carrera ที่เลือกหยิบมาแมทช์กับชุดแจ็คเก็ตหนังสไตล์ไบเกอร์สีดำที่รับกันดีกับหน้าปัดขนาด 44 มม. สีเดียวกันและสายเรือนทำจากสเตนเลสสตีลที่มีความทนทาน วงกรอบสำดำทำจากเซรามิกทนทานป้องกันรอบขีด

ข่วน โดยมีการสลัก Tachymeter scale ไว้สำหรับการคำนวนความเร็วของรถแข่ง มาพร้อมกับกลไก In-house ใหม่อย่าง Caliber Heuer 02 โดยกลไกรุ่นนี้สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานกว่า 80 ชั่วโมง โดยเพิ่มขึ้น 30 ชั่วโมงจากนาฬิกาต้นแบบ

Look2: TAG Heuer Carrera Elegant Chronograph 

สำหรับลุคที่สองนี้ เวียร์ขอสลัดความทะมัดทะแม่ง มาในลุคที่ดูเนี้ยบเป็นทางการพร้อมกับนาฬิการุ่นคลาสสิกอย่าง Carrera Elegant Chronograph กรอบสเตนเลสสตีล มาพร้อมสายข้อมือหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาลอันสุขุมคลาสสิค ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ยึดด้วยสกรูเผยให้ตุ้มแกว่งและกลไกการทำงานที่สวยงามด้วยสีโรสโกลที่สง่างามอย่างไร้ที่ติ ขับเคลื่อนด้วยกลไกชั้นสูงที่ผลิตในโรงงานของ TAG Heuer อย่าง Calibre Heuer 02 ดีไซน์ที่โดดเด่นของเรือนเวลา TAG Heuer Carrera โฉมใหม่

ส่องคอลเลคชั่นใหม่ Keds Spring-Summer 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650605

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 12:33 น.ส่องคอลเลคชั่นใหม่ Keds Spring-Summer 2021 หน้าร้อนกับสนีกเกอร์ใหม่หลากหลายสไตล์จาก Keds Spring-Summer 2021 Collection and Our New Feature

ก้าวสู่ฤดูร้อนของปีอย่างเป็นทางการ Keds (เคดส์) ได้สร้างสรรค์สนีกเกอร์หลากสไตล์ออกมา เพื่อตอบโจทย์แก่ผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันไป และได้นำวัสดุใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง ผ้าฝ้ายออร์แกนิก (Organic Cotton) มาใช้ในการผลิตสนีกเกอร์ โดยผ้าฝ้ายออร์แกนิกเป็นวัสดุที่ปราศจากยาฆ่าแมลงและมีส่วนช่วยให้ดินและแหล่งน้ำต่างๆ สะอาดยิ่งขึ้น นับได้ว่าผ้าฝ้ายออร์แกนิกเป็นวัสดุที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นสำหรับโลกใบนี้ นอกจากนี้การใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิกยังช่วยให้เหล่าชาวไร่รวมทั้งบรรดาคนงานในโรงงานสามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีอันเป็นอันตรายได้อีกด้วย อีกทั้งยังสามารถซักทำความสะอาดได้โดยหน้าร้อนนี้เราขอนำเสนอรองเท้า 7 แบบ 7 สไตล์ จากคอลเลคชั่นล่าสุด มาให้ได้เลือกใส่รับหน้าร้อนในสไตล์ของตัวเองกัน

Double Decker Organic Cotton Print

อีกหนึ่งรองเท้ารุ่นยอดนิยมของเคดส์ที่กลับมาต้อนรับหน้าร้อนนี้ ด้วยโทนสีเหลืองและลายพิมพ์ดอกไม้สีขาวสดใสเหมาะสำหรับแมทช์กับคอสตูมได้หลากสไตล์ นอกจากนี้รองเท้าสลิปออนรุ่นนี้ยังมีความพิเศษตรงการนำผ้าฝ้ายออร์แกนิกซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและให้สัมผัสที่นุ่มสบายยิ่งขึ้นมาใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิต

Ladies Print Organic Cotton

เคดส์จับมือกับ ทิฟฟานีย์ โฮ (Tiffany Ho) นักออกแบบเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับชาวฮ่องกง ออกแบบลายพิมพ์ “Ladies Print” บนรองเท้ารุ่นยอดนิยมอย่าง Champion ที่ผลิตจากผ้าฝ้ายออร์แกนิกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและนุ่มเป็นพิเศษ โดยออกแบบขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วันสตรีสากล ทิฟฟานีย์ต้องการส่งต่อความภาคภูมิใจในการเป็นผู้หญิงว่า“ อย่าจำกัดตัวเอง คุณแข็งแกร่งกว่าที่คุณคิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ อายุ หรือรูปร่างแบบไหนก็ตาม”

Crew Kick Alto Leather Cream-Leopard

นี่เป็นการโคจรมาพบกันระหว่างรองเท้ากีฬาและรองเท้าลำลองสุดพิเศษ โดยการนำเทรนด์ชั้งค์กี้ (Chunky) มาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนได้ผลลัพธ์เป็นสนีกเกอร์สไตล์เรโทรที่ให้ทั้งความรู้สึกมาดมั่นและแฟชั่นในคราวเดียวกัน โดยพื้นรองเท้าผลิตจากยางคุณภาพเยี่ยมที่มีความหนาทว่าน้ำหนักเบา พร้อมเสริมลิ่มเล็กน้อยบริเวณส้นเท้าเพื่อสามารถวางเท้าในมุมที่สบายที่สุดได้ง่ายยิ่งขึ้น

Champion TRX Marble

อีกหนึ่งรองเท้าที่ได้รับความนิยมจากทั้งแฟนของแบรนด์และสาวๆ ผู้ชื่นชอบสนีกเกอร์ ด้วยการปรับดีไซน์จากรุ่นคลาสสิกอย่าง Champion ให้โมเดิร์นขึ้นด้วยการเพิ่มลูกเล่นความหนา และรอยหยักเล็กน้อยที่พื้นรองเท้า ทนทานต่อการกระแทก มาพร้อมกับนวัตกรรม Dream Foam ที่แผ่นด้านในรองเท้า นุ่ม และระบายอากาศได้ดี มาพร้อมเพิ่มความสดใสการแต่งแต้มลวดลายมาร์เปิลสีหวานลงบนบริเวณขอบของพื้นรองเท้า

Triple Up Marble

สำหรับสาวร่างเล็กไซส์มินิที่ชื่นชอบสนีกเกอร์พื้นหนา ร้อนนี้เราไม่อยากให้คุณพลาดเป็นเจ้าของรุ่น Triple Up Marble นอกจากความนุ่มสบายและช่วยเสริมบุคลิกให้ดูสูงเพรียวแล้ว บริเวณพื้นรองเท้าและขอบรองเท้าที่มีความหนาเป็นพิเศษยังถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีพลาสเทลสดใสเป็นลวดลายมาร์เปิลอีกด้วย

Triple Kick Amp Leather White

สนีกเกอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าออกกำลังกาย ตัวรองเท้าผลิตจากหนังคุณภาพดี และพื้นรองเท้าผลิตจากยางที่มีความหนา 1 นิ้ว สามารถรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เพิ่มความพิเศษด้วยการเสริมขอบยางบริเวณด้านหน้าและด้านหลังของรองเท้า พร้อมใส่กราฟฟิกโลโก้ลายเวฟที่เคยใช้บนชุดกีฬาในปี 1970 ทำให้สนีกเกอร์รุ่นนี้ดูมีความสนุกสนานและหรูหราในคราวเดียวกัน สามารถแมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากสไตล์

Trio Eco Sandal Sage

ขอแนะนำรองเท้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดของแบรนด์ รองเท้าแตะรุ่น Trio โดยใช้ยางรีไซเคิล 20 เปอร์เซนต์ สำหรับการผลิตพื้นรองเท้าชั้นนอก และสายรัดทำจากสายรัดโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล สามารถปรับระดับให้กระชับกับรูปเท้าได้ พร้อมซับในบุด้วยผ้า Tencel (lyocell) ซึ่งเป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ไม่ได้ผลิตจากโพลิเมอร์สังเคราะห์ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ผลิตจากเซลลูโลสที่ได้จากไม้ เหมาะสำหรับใส่เดินเล่นในวันสบายๆ

แวะไปเลือกช้อปรองเท้าสำหรับร้อนนี้ได้แล้วที่ www.keds.co.th ทาง LINE :@KedsThailand หรือคลิกได้เลยที่ http://bit.ly/KedsLine หรือที่ร้าน Keds, เคานท์เตอร์ Keds และร้าน Ikon ทุกสาขา ติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่ Facebook และ Instagram : @KedsThailand

เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเนื่องในวัน Record store day ‘ที่ไม่มีอยู่จริง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650575

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 09:10 น.เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเนื่องในวัน Record store day ‘ที่ไม่มีอยู่จริง’#Olympicdigger ร่วมกับ แบรนด์ ‘LATE NIGHT DANCE CLUB’ เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าจากลายเส้นของศิลปินนักวาดภาพประกอบ ‘BLOODY HELL BIG HEAD’ ในวัน RECORD STORE DAY

ครั้งเเรกกับการร่วมมือกันของ 2 คอมมิวนิตี้ชื่อดัง #Olympicdigger กลุ่มคนที่หลงรักในเเผ่นเสียง เเละ LATE NIGHT DANCE CLUB แบรนด์เสื้อผ้าที่มีเเรงบันดาลใจมาจากการสนับสนุน dance scene ในประเทศไทย กับการเปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเนื่องในวัน Record store day ‘ที่ไม่มีอยู่จริง’ โดยมี Bloody Hell Big Head นักวาดภาพประกอบไทยชื่อก้องโลกมาร่วมออกเเบบลวดลายต่างๆ

โดยทุกปี วัน‘Record Store Day’ จะถูกจัดขึ้นในอาทิตย์ที่สามของเดือนเมษายน โดยงานนี้จะจัดขึ้นสำหรับคนสะสมแผ่นเสียงและเป็นงานที่จัดมาเพื่อซัพพอร์ตร้านแผ่นเสียงและในงานศิลปินจะปล่อยแผ่นพิเศษ หรือเพลงพิเศษที่ไม่เคยผลิตมาก่อน เพื่อวางจำหน่ายตามร้านแผ่นเสียง แต่ในปี 2021 เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า (Covid-19) ทำให้งานต้องเลื่อนออกไปแบบเว้นระยะห่าง โดยปีนี้จะมีงานในวันที่ 12 มิถุนายน และ 17 กรกฎาคม

แต่เพื่อเป็นการฉลองวัน Record Store Day #Olympicdigger กลุ่มคนที่หลงรักในเเผ่นเสียง ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างคอมมิวนิตี้เเห่งการเเลกเปลี่ยนเพลงกันฟัง จึงเกิดแนวความคิดที่จะทำคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเเละเเอสเซสเซอรี่ที่เกี่ยวกับเเผ่นเสียง เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของ Record store day และส่งสารสู่นักสะสมว่า “HAVE A NICE DIGGIN’ DAY” ไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันอะไรก็ตาม ด้วยการจับมือกับแบรนด์ LATE NIGHT DANCE CLUB  แบรนด์เสื้อผ้าที่มีจุดประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อสนับสนุน dance scene ในประเทศไทย เเละเชิญ BLOODY HELL BIG HEAD นักวาดภาพประกอบที่เคยมีผลงานร่วมกับเเบรนด์ระดับโลกมาแล้วทั้ง Apple (อเมริกา), Herman Miller (อเมริกา), Ziet Magazine (เยอรมนี), Lufthansa Airline (เยอรมนี) และ Winkreative (อังกฤษ) มาร่วมวาดลวดลายให้ในคอลเลคชั่นนี้

โดยคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้จะประกอบไปด้วย เสื้อยืด เสื้อเชิ้ตฮาวาย หมวก เเละ กระเป๋าเเผ่นเสียงขนาด 7 นิ้ว สำหรับคอลเลคชั่นนี้จะเปิดตัวในวันที่ 17 เมษายน หรือวัน Record Store Day ของโลก โดยจะมีการเปิด Pre-order exclusive bundle set ที่มาพร้อมกับเเผ่นรองสลิปเเมตเฉพาะของคอลเลคชั่น จำนวนจำกัดเพียง 30 คู่เท่านั้น เฉพาะวันที่ 17-30 เมษายน 64 (บนช่องทาง Online) หลังจากนั้น ทุกไอเท็มในคอลเลคชั่น จะมีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ร้าน Carnival ในวันที่ 1 พฤษภาคม 64  เป็นต้นไป ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเเละรายละเอียดของคอลเลคชั่นนี้ได้ที่ Facebook : Olympic Digger เเละ Instagram @olympicdigger 

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650264

วันที่ 12 เม.ย. 2564 เวลา 09:58 น.องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 2โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกผันผวน ธุรกิจมีการแข่งขันสูงและรุนแรงมากยิ่งขี้น เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไปไกลอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน ปัญหามีความซับซ้อน ความรู้ระดับเดิมๆ ไม่อาจแก้ปัญหาได้และเพื่อความอยู่รอด เราจึงลงทุนพัฒนาองค์กร เพื่อยกศักยภาพบุคลากรและคุณภาพชีวิต แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุหนึ่งนั่นเป็นเพราะเรายังยึดติดอยู่กับแนวคิดแค่การปรับเปลี่ยนองค์กร (Organizational Change) ซึ่งก็ดีระดับหนึ่ง แต่ไม่พอ เราจำเป็นต้องก้าวข้ามไปสู่การปฏิรูปองค์กร (Organizational Transformation) (และนอกจาก ต้องเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มุ่งเน้นการเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต ด้วยมุมมองการพัฒนาเชิงระบบอย่างเป็นองค์รวม เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภคแล้ว ตามที่ได้นำเสนอในตอนที่ 1 แล้ว) การปฏิรูปองค์กรเพื่อความยั่งยืนยังจำเป็นต้องพิจารณาถึงประเด็นเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล

1. การพัฒนาศักยภาพเชิงองค์รวมเมื่อพูดถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ธรรมชาติของศักยภาพนั้นปรากฏอยู่ในลักษณะเชิงองค์รวม กล่าวคือ มีทั้งที่แสดงออกมาภายนอกเพียงเล็กน้อย ในรูปของทักษะการบริหารจัดการ และที่เก็บซ่อนไว้อยู่ภายในอีกมากมาย ในรูปของแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ที่สำคัญศักยภาพทั้งสองเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ อีกทั้งศักยภาพภายในไร้ขีดจำกัด รอวันระเบิด แต่ด้วยการขาดความตระหนักถึงธรรมชาติดังกล่าว องค์กรจึงมักให้ความสำคัญแต่เพียงการพัฒนาทักษะด้านการจัดการ ซึ่งว่าไปแล้วมันสำคัญ แต่ไม่พอ เพราะเข้าไม่ถึงฐานรากของชีวิต จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่

2. หากจะยั่งยืน ต้องเล่นเชิงรุกเพราะโลกผันผวน ในการรับมือเพื่อความยั่งยืน เราต้องเล่นเชิงรุก ศักยภาพเชิงรุกต้องมาจากการเปลี่ยนกรอบความคิด เพราะกรอบความคิดเป็นของตนเอง เราจึงเลือกได้ว่าจะตอบสนองอย่างไร เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ หากเราเลือกได้ เราก็สามารถนำตนเองได้ เมื่อเรานำตนเองได้ เราก็เล่นเชิงรุกได้ หากเราเล่นเชิงรุกได้ ทุกอย่างก็มีความเป็นไปได้ ดังนั้น การปรับทัศนคติเชิงบวกที่มองว่าปัญหาต่างๆ นั้นคือความท้าทาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ความมุ่งมั่น ความสามารถในการนำตนเองเชิงรุกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาศักยภาพขององค์กร เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และที่สำคัญ มันอยู่ในอำนาจของตนเอง นั่นคือ เป็นเรื่องที่เรากำหนดได้เองทั้งสิ้น

3. ความสอดคล้องไปในแนวเดียวกันเพราะบุคลากรส่วนใหญ่ต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ อยู่ใน Comfort Zone ไม่เปลี่ยน ไม่เล่นเชิงรุก ไม่พัฒนาตนเอง มีทัศนคติติดลบ มองปัญหาเป็นภาระ มิใช่ความท้าทาย มองภาพเป้าหมายต่างกัน จึงไปคนละทาง ดังนั้น นอกจากจะสามารถสร้างการนำตนเองเชิงรุกแล้ว ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่บุคลากรทั้งองค์กรต้องสร้างภาพเป้าหมายเดียวกัน เพื่อการจัดการกับปัญหาจะได้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน อย่างเป็นเอกภาพ หนึ่งเดียว

4. การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”เพราะชีวิตเป็นกระบวนการสืบเนื่องเชื่อมโยงในทุกขณะ และในแต่ละขณะนั้นคือการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์กรที่ยั่งยืนจึงต้องเสริมสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะองค์กรมีชีวิต

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาที่แท้จริง อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

ดังนั้น ในยุคของความผันผวน เพื่อความอยู่รอด แนวทางการพัฒนาองค์กรจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามจากเพียงแค่การพัฒนามาเป็นการปฏิรูปเสียใหม่ว่า การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนต้องเข้าใจธรรมชาติของศักยภาพเชิงองค์รวม ต้องเล่นเชิงรุกอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน และที่สำคัญต้องมองการพัฒนาว่าเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4 ลุคมิกซ์แอนด์แมทช์แฟชั่นสไตล์เหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650135

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.4 ลุคมิกซ์แอนด์แมทช์แฟชั่นสไตล์เหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ตสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการแฟชั่น เมื่อแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ “CPS CHAPS” เปิดตัวคอลเลกชั่น “CPS CHAPS Surfskate” เอาใจเหล่าสาวกผู้ชื่นชอบในกีฬาเซิร์ฟสเก็ต พร้อมผสานกลิ่นอายความเป็น Street style เข้ากับแนว Sporty เอาไว้ได้อย่างลงตัว

หากพูดถึงกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นการเล่น Surfskate อย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเป็นกีฬาที่มาแรงแซงทุกกิจกรรมเลยก็ว่าได้ ล่าสุดแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง “CPS CHAPS” ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างสรรค์สไตล์เสื้อผ้าเอาใจเหล่าวัยรุ่นทั้งชาย และหญิง ได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ ออกแบบเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬาเซิร์ฟสเก็ต ในคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า “CPS CHAPS Surfskate” โดยทางแบรนด์ได้ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็น Street style เข้ากับการดีไซน์เสื้อผ้าแนว Sporty เพื่อให้ได้ไอเทมที่สวมใส่แล้วคล่องตัว มีความทะมัดทะแมง เอาใจเหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ตให้สนุกกับการเล่นกิจกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถมีไสตล์ที่โดดเด่นได้

“CPS CHAPS” แบรนด์แฟชั่นชั้นนำสัญชาติไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Creativity, Passion, Self” ที่มักจะสรรหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการดีไซน์เสื้อผ้าให้โดดเด่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันอยู่เสมอ ซึ่งสำหรับในคอลเลกชั่น “CPS CHAPS Surfskate” ทางแบรนด์ได้ดีไซน์เสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสามารถใส่เล่นกีฬาเซิร์ฟสเก็ตได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับเสื้อผ้าที่ออกแบบจากการผสมผสานกลิ่นอายความ Street style เข้ากับการดีไซน์เสื้อผ้าแนว Sporty นั้น ทางทีมดีไซน์ได้เลือกใช้ผ้ายืดเป็นแมททีเรียลหลักในการออกแบบ เนื่องจากสวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี อีกทั้งมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการทำกิจรรม รวมไปถึงการใช้ผ้าผ้าทอ (Woven) ในตระกูลผ้าเรย่อน (Rayon) มาออกแบบพิมพ์ลาย เมื่อนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับไอเทมที่ออกแบบจากผ้ายืด จะทำให้ได้ลุคที่ดูโดดเด่น และไม่ซ้ำใคร โดยมีลายพิมพ์เด่นประจำ คอลเลกชั่นเป็นลาย Checkerboard (ลายตารางขาวดำ) ที่ให้ความรู้สึกถึงความเร็ว และการแข่งขัน อีกทั้งยังมีการเลือกใช้โทนสีที่มีความสดใส อาทิ แดงส้ม, เขียว, น้ำเงิน และโทนสีเบสิกอย่างสีดำ ที่ใช้เป็นตัวเชื่อมสีต่างๆ เข้าด้วยกัน

โดยชิ้นเด่นประจำคอลเลกชั่นนี้สำหรับผู้หญิงจะมีทั้งเสื้อทรง Crop Top ที่สามารถแมทช์กับเสื้อเชิ้ตฮาวายตัวสั้น และยีนส์สั้น หรือกางเกงทรงกางเกงมวย (Boxing Short) รวมไปถึงกางเกงทรงจ็อกเกอร์ และชิ้นเด่นสำหรับผู้ชาย สามารถหยิบเสื้อ Oversize ตัวโคร่ง มาใส่เข้าคู่กับกางเกงทรงบาสเกตบอล (Basketball shorts) อีกทั้งยังมีเสื้อแขนกุดพิมพ์ลายตารางขาวดำ, เสื้อฮาวาย, เสื้อยืดคอกลมทรง Oversize, เสื้อแขนกุดทรงหลวม และเสื้อยืดฮูดดี้ ที่สามารถสร้างสรรค์สไตล์อันโดดเด่นให้กับชาวเซิร์ฟสเก็ตได้

นอกจากนี้ทาง “CPS CHAPS” ยังมีแอคเซสเซอรี่ประเภทหมวกมาให้เลือกหลากหลายสไตล์ มีหมวกยูนิเซ็กส์ทรง Trucker cap ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เป็นซิกเนอเจอร์ของชาวสเก็ต โดยด้านหลังของหมวกจะเป็นผ้าตาข่าย เพื่อช่วยระบายอากาศ เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทีมีทั้งโทนสีขาว, ดำ และน้ำเงิน รวมถึงลายพิมพ์ ลายเสือ และลาย Checkerboard (ลายตารางขาวดำ) ที่เป็นซิกเนเจอร์ประจำคอลเลกชั่น และเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้เวลาเล่นเซิร์ฟสเก็ตสามารถกันแดดและลมได้ดี

อีกหนึ่งชิ้นเด่นที่พลาดไม่ได้สำหรับคอลเลกชั่นนี้ คือเซิร์ฟสเก็ต ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีเพียง 20 ชิ้นเท่านั้น โดยเป็นบอร์ดทรงหางปลา (Fish board) ด้านหน้าเป็นลายไม้ ที่ยิงเลเซอร์เป็นโลโก้ของแบรนด์ และด้านหลังพิมพ์โลโก้สีดำลงบนพื้นสีดำ เพื่อเพิ่มความเท่ให้กับไอเทม โดยตัวไม้นั้นทำมาจากไม้เมเปิ้ลคุณภาพดีจากประเทศแคนนาดา ที่ทางทีมดีไซน์ออกแบบมาให้ดูเรียว สวย และมีน้ำหนักกำลังดี

นอกจากนี้ทาง “CPS CHAPS” ยังได้แนะนำ 4 สไตล์ ในการมิกซ์แอนด์แมทช์ลุคอันโดดเด่นสำหรับเหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ต เริ่มจากลุคสำหรับ สาวเท่ สามารถเลือกใส่ชุดที่เข้าสีกันอย่างเสื้อฮู้ดดี้แมทช์กางเกงขายาวสีน้ำเงิน กับรองเท้าบู๊ทหนัง หรือจะเป็นลุคเซอร์กับยีนส์ขายาวใส่คู่กับเสื้อแขนกุดพิมพ์ลายตัวสั้น หรือเพิ่มเลเยอร์ด้วยลุคที่เป็นเสื้อ Crop Top โทนสีเรียบ แมทช์กับกางเกงขาสั้นสีดำ แล้วทับด้วยเบลเซอร์สีดำ ก็จะได้ลุคสาวเท่ที่มีความน่าค้นหามากขึ้น

ถัดมาที่สาวเก๋มากสไตล์ ที่ต้องการความคล่องตัว แต่ก็ต้องโดดเด่นด้วยในขณะเดียวกัน สามารถหยิบชิ้นเด่นอย่าง Crop Top มาเป็นไอเทมหลักในการครีเอทลุคได้อย่างหลากหลาย โดยลุคแรกอาจจะใส่ Crop Top สีดำแมทช์กับกางเกงขาสั้นสีขาว แล้วทับด้วยบอมเบอร์แจ็คเก็ตลายพิมพ์ หรือจะเลือกเป็น Crop Top ลายขวางใส่กับยีนส์สั้นแล้วทับด้วยเสื้อฮาวายตัวสั้นก็จะได้ลุคที่มีกลิ่นอายของอเมริกันสไตล์แฝงอยู่ หรืออาจะแมทช์ง่ายๆ ด้วย Crop Top ลายขวางกับกางเกงขายาวโทนสีเบสิกก็ได้เช่นกัน 

ต่อมาที่ลุคสำหรับ หนุ่มเซอร์ สามารถเริ่มต้นที่การหยิบเสื้อฮาวายทรง Oversize ที่เป็นไอเทมเด่นประจำซีซั่นนี้มาแมทช์กับกางเกงยีนส์ขายาว หรือจะเป็นเสื้อยืดแขนกุดใส่คู่กับกางเกงยีนส์ 3 ส่วน แล้วเติมเต็มลุคด้วยหมวกทรงบัคเก็ต

ปิดท้ายที่ลุคแบบหนุ่มสตรีท ที่มักมีไอเทมหลักเป็นเสื้อยืด อาจจะหยิบเอาเสื้อยืดลายพิมพ์ Checkerboard (ลายตารางขาวดำ) มาแมทช์กับกางเกงยีนส์ 3 ส่วน หรือเป็นเสื้อยืดพิมพ์ลายโลโก้ CPS CHAPS แมทช์กับกางเกงทรงบาสเกตบอล (Basketball shorts) ก็จะได้ลุคที่มีความคล่องตัว และโดดเด่นได้เช่นกัน

พบกับคอลเลกชั่น “CPS CHAPS Surfskate” ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน “CPS CHAPS” ทุกสาขาทั่วประเทศไทย และบนเว็บไซต์ www.cpschaps.com

หรือ Chat & Shop Hotline 02-367-2070 โดยสำหรับบอร์ดเซิร์ฟสเก็ตมีวางจำหน่ายที่ร้าน “CPS CHAPS” ชั้น 1 สาขาเมกาบางนา โทร. 02-105-1280