แมริออท สุรวงศ์ ฉลองครบรอบ 3 ปี ส่งโปรแห่งปี 3,333 บาท 3 โปร อยู่ยาวๆ 33 ชั่วโมง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/648742

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 17:27 น.แมริออท สุรวงศ์ ฉลองครบรอบ 3 ปี ส่งโปรแห่งปี 3,333 บาท 3 โปร อยู่ยาวๆ 33 ชั่วโมงโปรแห่งปีทั้งทีจะธรรมดาได้ยังไง แบงค็อก แมริออท สุรวงศ์ ฉลองครบรอบ 3 ปี ออก 3 แพ็คเกจห้องพักสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะสายชิล สายกิน หรือสายสะสมพ้อยท์

กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์กระซิบดังๆ ถึงโปรสุดปังแห่งปี เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 3 ปี โรงแรมแบงค็อกแมริออท สุรวงศ์ วันที่ 3 เมษายน 2564 ด้วย 3 แพ็คเกจห้องพักสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะสายชิว สายกิน หรือสายสะสมพ้อยท์ เลือกจองกันได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายนนี้เท่านั้น ทุกโปรเริ่มต้นเพียง 3,333 บาทสุทธิไม่มีบวก อยู่กันยาวๆ ไปเลย 33 ชั่วโมง พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน และทุกการเข้าพัก ลุ้นรับประสบการณ์ “สุรวงศ์ แกลมปิ้ง” ฟรี!

สามารถเลือกได้ตามใจชอบ ทุกแพ็คเกจราคาเพียง 3,333 บาทสุทธิ สำหรับห้องดีลักซ์, 4,333 บาทสุทธิ สำหรับเรสสิเดนท์เชียล สวีท ประเภท 1 ห้องนอน หรือ 6,333 บาทสุทธิ สำหรับเรสสิเดนท์เชียล สวีท ประเภท 2 ห้องนอน

Feel Like Staycation สายชิล – กินหรูอยู่สบาย สายถ่ายรูปต้องโปรนี้

·      อัพเกรดห้องพักเป็นเรซิเดทเชียล สวีท 1 ห้องนอน

·      เครดิตเพื่อใช้จ่ายในร้านอาหารหรือสปาในโรงแรม จำนวน 1,500 บาทต่อวัน

·      อาหารเช้าที่พระยา คิทเช่น สำหรับ 2 ท่านต่อวัน

·      33 ชั่วโมงในโรงแรม เช็คอินได้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. และเช็คเอาท์ 17.00 น.

Feel Like Bonus Points สายสะสมพ้อยท์ – อัดฉีดพ้อยท์ อัพเลเวล จองโปรนี้

·      3,333 แมริออท บอนวอย โบนัสพ้อยท์ต่อวัน

·      ส่วนลด 30% ร้านอาหาร บาร์หรือสปาในโรงแรม

·      อาหารเช้าที่พระยา คิทเช่น สำหรับ 2 ท่านต่อวัน

·      33 ชั่วโมงในโรงแรม เช็คอินได้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. และเช็คเอาท์ 17.00 น.

Feel Like Drinks & Dine สายกิน – เพราะแมริออท สุรวงศ์ เสริฟแต่ของอร่อย แพ็คเกจนี้จึงออกแบบมาให้สายกิน กินวนไป

·      Welcome Drink ที่เย่า รูฟท็อป บาร์ 1 แก้วสำหรับผู้เข้าพัก 1 ท่าน ต่อ 1 การเข้าพัก

·      อาหารเช้าที่พระยา คิทเช่น สำหรับ 2 ท่านต่อวัน

·      อาหารเย็นที่พระยา คิทเช่น สำหรับ 2 ท่านต่อวัน

·      ส่วนลด 30% ร้านอาหาร บาร์หรือสปาในโรงแรม

·      33 ชั่วโมงในโรงแรม เช็คอินได้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. และเช็คเอาท์ 17.00 น.

สำรองห้องพักได้ที่ www.bangkokmarriottsurawongse.com (โค้ดการจอง P91) ลิงค์การจองตรง http://bit.ly/3vUgT3t  ตั้งแต่วันนี้–30 เมษายน 2564 เข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1–30 เมษายน 2564 ไม่ว่าจะพาครอบครัวมาพักร้อน พาแก๊งค์เพื่อนมาปาร์ตี้ พักผ่อนสะสมพ้อย์ถ่ายรูปสวยๆ โรงแรม แมริออท สุรวงศ์ จัดไว้ให้ครบ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 088 5666

หนีความจำเจมาพักผ่อนหย่อนใจ ใช้โปร Centara “The Place to be” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/648656

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 08:05 น.หนีความจำเจมาพักผ่อนหย่อนใจ ใช้โปร Centara “The Place to be" พักผ่อนหย่อนใจ ชิมช้อปใช้ใจกลางกรุงเทพฯ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

เอาโปรดีๆ มาชวนทุกท่านที่อยากหาเวลาพักผ่อน ชิมช้อปใจกลางกรุงเทพฯ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษกับแพ็กเกจ Centara “The Place to be” เพื่อให้คุณได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ และใช้ช่วงเวลาผ่อนคลายกับครอบครัวและคนที่คุณรัก เติมเต็มความรักความอบอุ่นให้แก่กัน ร่วมสร้างรอยยิ้มและความประทับใจไปกับข้อเสนอสุดคุ้ม ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2564 ราคาเริ่มต้นที่ 2,800 บาทถ้วน ไม่รวมอาหารเช้า หากคุณเป็นสมาชิก Centara The1 รับส่วนลดทันที 20%

จองและรับสิทธิพิเศษทันทีที่เข้าพัก

– ฟรี เครดิตมูลค่า 1,400 บาท/คืน เพื่อใช้จ่ายในโรงแรมระหว่างที่เข้าพัก

– ฟรี เช็คอินก่อนเวลา และเช็คเอาท์ล่วงเวลา (สำหรับการเข้าพักในวันอาทิตย์ – พฤหัสบดี) (ขึ้นอยู่กับอัตราห้องว่าง ณ ขณะนั้น)

– ฟรี ฟรีอินเตอร์เน็ตไร้สาย Wi-Fi

– เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี สามารถเข้าพักรวมกับผู้ปกครองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (จำนวนสูงสุดไม่เกิน 2 คน และขึ้นอยู่กับประเภทห้องพัก)

เที่ยวอย่างปลอดภัย มั่นใจด้วย โปรแกรม เซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) จะทำให้ทุกท่านมั่นใจถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุดในทุกการเดินทาง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ มุ่งมั่นมอบการบริการที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดสำหรับทุกครอบครัว

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ โทร. 0-2100-1234 ต่อ 6759 – 6763 หรืออีเมล : cgcwreservation@chr.co.th

การผจญภัยครั้งใหม่ของเชฟตัวจิ๋วที่สุดในโลก ‘เลอ เปอติต์ เชฟ’ @พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/648567

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 15:22 น.การผจญภัยครั้งใหม่ของเชฟตัวจิ๋วที่สุดในโลก ‘เลอ เปอติต์ เชฟ’ @พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบฟันไดนิ่ง สนุกสนานกับเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่สุดตื่นเต้นของเชฟตัวจิ๋ว ‘เลอ เปอติต์ เชฟ’ ภายใต้เรื่องราว How to Become the World’s Greatest Chef ที่ เดอะ อพาร์ทเมนท์ โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ

กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ครั้งนี้ พาไปกันที่ โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ พร้อมชวนทุกคนเข้าสู่โลกแห่งสีสันและจินตนาการ ผ่านการแสดงในรูปแบบแอนิเมชั่นสามมิติของเชฟตัวจิ๋ว “เลอ เปอติต์ เชฟ (Le Petit Chef)“ ที่จะมาเติมเต็มประสบการณ์มื้ออาหารผ่านเทคนิคโปรเจ็กชั่น แมปปิ้ง จัดเต็มทั้งแสง สี เสียง โดยความบันเทิงและสีสันสุดหฤหรรษ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นที่เดอะ อพาร์ทเมนท์ที่ใหม่ ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวบทใหม่ และที่สำคัญยังมาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ที่จัดมาให้มากกว่าเดิม

สำหรับคอนเซ็ปต์และตัวละครของเลอ เปอติต์ เชฟ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในสตูดิโอของอาร์ติสต์ชาวเบลเยียม Skullmapping ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 โดยฟิลิป สเติร์คซ์ ผู้สร้างภาพยนตร์รางวัลระดับโลก และแอนทอน เวอร์บีค ผู้เป็นเจ้าของวิชวล แมปปิ้ง โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการฉายภาพวิดีโอขนาดยักษ์ในงานอีเว้นท์สำคัญๆ แต่ปัจจุบันสามารถรับชมได้ในขนาดย่อ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมอบอรรถรสและบรรยากาศที่ใกล้ชิดยิ่งกว่า

จากประสบการณ์ตรงต้องขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า อยากให้ทุกคนหาโอกาสมาสักครั้งเพื่อดื่มด่ำกับมื้ออาหารที่ถูกรังสรรค์มาอย่างดีเยี่ยมโดยเชฟปิแอร์ ทาแวร์นิเยร์ แล้วรับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ตราตรึงใจ

เริ่มต้นกับความประทับใจด้วยแสง สี เสียง และฉากที่น่าตื่นตา สนุกสนานกับเรื่องราวการผจญภัยบทใหม่สุดตื่นเต้นผ่านการเล่าเรื่องของเชฟจิ๋วแสนซุ่มซ่ามจากฝรั่งเศสที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า สอดแทรกด้วยสาระความรู้และความลับสุดยอดในแบบฉบับของเชฟตัวน้อยเพื่อเพิ่มอรรถรสให้อาหารแต่ละจาน ก่อนถูกนำมาจัดวางอยู่ตรงหน้า ซึ่งทั้งหมดถูกเรียงร้อยภายใต้เรื่องราว How to Become the World’s Greatest Chef

แต่ละเส้นทางการเดินทางประกอบไปด้วยอาหาร 5 คอร์ส ได้แก่ Blue swimmer crab tartare (Heirloom tomato, avocado, lime, coriander)

Foie gras “painter’s palette” (Mango & passion fruit, mixed berries, coconut)

Scallop & tiger prawn roulade (Creamed leeks, lemon cream, chives)

Iberico pork tenderloin (Belotta ham, green pea mash, grilled onions, morels, jus)

ปิดท้ายด้วยของหวานสุดแสนจะน่ารักอย่าง Forest berry and vanilla mousse (Raspberry mousse, vanilla creme brulee, fresh berries) โดยทุกคนจะได้ร่วมสนุกสนานกับการตกแต่งจานในสไตล์ของตัวเอง ซึ่งเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี  

สำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ How to Become the World’s Greatest Chef เริ่มแล้ววันนี้ ที่ห้องรับประทานอาหารส่วนตัวของ เดอะ อพาร์ทเมนท์ ชั้น 9 โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์–วันพฤหัส รอบกลางวัน เวลา 12.30 น. และรอบเย็นเวลา 19.00 น. , วันศุกร์–วันอาทิตย์ รอบกลางวัน เวลา 12.00 น. , 15.00 น. และรอบเย็นเวลา 17.30 น. , 20.00 น.

สนนราคา Sous Chef Experience ราคา 3,888++ บาทต่อท่าน เฉพาะรับประทานอาหาร

Master Chef Experience ราคา 4,888++ บาทต่อท่าน เฉพาะรับประทานอาหาร

Sous Chef Expereince Vegan ราคา 3,288++ บาทต่อท่าน เฉพาะรับประทานอาหาร

Junior Chef Experience (อายุ 8-14 ปี) ราคา 1,999++ บาทต่อท่าน เฉพาะรับประทานอาหาร

สำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ https://lepetitchef.com/bangkok-park-hyatt-lpc3 หรือโทร +662 011 7430 และอีเมล bkkph-fb.admins@hyatt.com ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ FB: parkhyattbangkok , IG: parkhyattbangkok

.

#lepetitchefbkk #parkhyattbangkok #MoetMoment

ความท้าทายในการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (เลือดออกง่ายหยุดยาก) ในยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651028

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 16:20 น.ความท้าทายในการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (เลือดออกง่ายหยุดยาก) ในยุคโควิด-19วันฮีโมฟีเลียโลก 2564 : ความท้าทายของโรคเลือดออกง่ายในยุคโควิด-19 และอนาคตการรักษาผู้ป่วยในประเทศไทย

วันฮีโมฟีเลียโลก (ตรงกับวันที่ 17 เมษายนของทุกปี) เป็นวันที่ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักในหมู่ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงความท้าทายในการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (Haemophilia) หรือโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก เพื่อให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ป่วยยังต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาเนื่องจากการไปโรงพยาบาลอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อได้

โรคฮีโมฟีเลียจัดเป็นโรคหายาก โดยสหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลก (World Federation of Hemophilia) ได้ประมาณการจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกไว้ราว 320,000 คน 1 และในประเทศไทยคาดว่ามีจำนวนผู้ป่วยอยู่ที่ 5,750 คน แต่กลับมีผู้ป่วยฮีโมฟีเลียที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ (Thailand Hemophilia Registry) เพียง 2,138 ราย ซึ่งวัดเป็นสัดส่วนประมาณ 37% ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีกกว่า 62% อาจเป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือแสดงอาการเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น จึงหมายความว่ายังมีผู้ป่วยอีกมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ อาการของโรคฮีโมฟีเลียสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ผู้ป่วยมีอายุน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นรอยฟกช้ำบนผิวหนัง อาการเลือดออกในกล้ามเนื้อและข้อต่อ รวมถึงอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง ช่องท้อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะข้อพิการในอนาคตหรือเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โรคฮีโมฟีเลีย คือความผิดปกติโดยกำเนิดเกี่ยวกับอาการเลือดออกที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจเลือดออกเองหรือเลือดออกได้ง่ายและนานกว่ากว่าคนทั่วไปเมื่อได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย โดยที่เลือดไม่สามารถแข็งตัวได้เอง จนนำไปสู่ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ โรคฮีโมฟีเลียแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ฮีโมฟีเลีย เอ และ ฮีโมฟีเลีย บี ซึ่งชนิด เอ พบได้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80-85% ส่วนชนิด บี พบเพียง 15-20% ของผู้ป่วยฮีโมฟีเลียทั้งหมด และเนื่องจากโรคฮีโมฟีเลียถูกถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X ในลักษณะยีนด้อย จึงหมายความว่าโรคฮีโมฟีเลียมักพบในประชากรเพศชาย โดยความชุกอยู่ที่ 1: 12,000 คน

โรคฮีโมฟีเลีย เอ สามารถจัดระดับความรุนแรงได้สามระดับ คือ เล็กน้อย ปานกลาง และรุนแรง ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของผู้ป่วยขาดโปรตีนสำคัญซึ่งมีบทบาทต่อการแข็งตัวของเลือดที่เรียกว่าแฟคเตอร์ 8 มากน้อยเพียงใด สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลก เผยว่า ในปี 2562 อัตราการใช้แฟคเตอร์ 8 ต่อประชากรในประเทศไทยอยู่ที่ 0.622 ซึ่งแม้จะสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ยังน้อยกว่าสิงคโปร์ (2.219) มาเลเซีย (1.458) เกาหลี (5.729) และยิ่งน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา (7.105) และสหราชอาณาจักร (9.026)

ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ บางราย เมื่อได้รับสารแฟคเตอร์ 8 ชนิดเข้มข้นเพื่อลดความรุนแรงของอาการเลือดออกไปได้สักระยะหนึ่ง มีความเป็นไปได้ที่ร่างกายของผู้ป่วยจะสร้างสารต้านแฟคเตอร์ (inhibitor) ขึ้นมา จนแพทย์ไม่สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการเดิมได้ ดังนั้น การเกิดภาวะสารต้านแฟคเตอร์จึงทำให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความซับซ้อนและท้าทายยิ่งขึ้น เพราะหากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่เหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียพิการหรือเสียชีวิตได้ในที่สุด

ข้อมูลจากสหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกแสดงให้เห็นว่า 72% ของจำนวนผู้ป่วยในประเทศไทยเป็นผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยเด็ก 45%, มาเลเซีย 39%, สหราชอาณาจักร 26%, สิงคโปร์และเกาหลีเพียง 21% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวยังสัมพันธ์กับอายุเฉลี่ยที่ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียในประเทศไทยเสียชีวิต คือเพียง 17.2 ปีเท่านั้น โดยสองปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยเสียชีวิต ราว 5-6 รายต่อปี

นอกจากนี้ สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกยังได้รวบรวมจำนวนผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียวัยผู้ใหญ่ (อายุเกินกว่า 45 ปีขึ้นไป) โดยจำแนกตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก และพบว่าประเทศในทวีปยุโรปมีผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่มากที่สุด คือ 31% รองลงมาได้แก่ประเทศในทวีปแอฟริกา 13%, ประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก 8% ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยก็เป็นส่วนหนึ่งในภูมิภาคดังกล่าว กลับมีผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่เพียง 7% ทั้งนี้ สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกกล่าวว่า ยิ่งอัตราส่วนระหว่างผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่-ต่อ-ผู้ป่วยวัยเด็กสูงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงการรักษาที่ครอบคลุมผู้ป่วยจำนวนมากยิ่งขึ้น

นพ.อภิวัฒน์ อัครพัฒนานุกูล

นพ.อภิวัฒน์ อัครพัฒนานุกูล ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ ชนิดรุนแรง ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้ป่วยโรคหายาก “ผิดกับเด็กผู้ชายคนอื่นๆ ที่มีโอกาสวิ่งเล่นออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมผาดโผน ผมมักถูกสอนให้ระมัดระวังการทำกิจกรรมแทบทุกประเภทในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่จำความได้ นั่นเพราะโรคฮีโมฟีเลียที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดทำให้ผมเกิดอาการเลือดออกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ในอดีต โรคนี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันพอสมควร ลองนึกภาพเด็กที่ต้องหาเส้นเลือดเพื่อฉีดยาบ่อยๆ และขาดเรียนเป็นประจำเพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ผมโชคดีที่มีคุณพ่อ-คุณแม่คอยให้ความช่วยเหลือ พร้อมทั้งอาจารย์หมอที่คอยให้การสนับสนุนด้านการรักษามาอย่างต่อเนื่อง ผมจึงมีโอกาสทำตามความฝันของตนเองและได้ทำในสิ่งที่ผมรัก”

ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาร่วมปี ยิ่งตอกย้ำให้ชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญความท้าทายมากกว่าที่เคย จากการเดินทางไปรับยาทุกครั้งที่มีอาการเลือดออกหรือการเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล “หากเป็นไปได้ ผมอยากเห็นอนาคตการดูแลผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเปลี่ยนแนวทางไปสู่การรักษาแบบป้องกัน (prophylaxis) ซึ่งผู้ป่วยสามารถใช้ยาฉีดเป็นประจำได้เองที่บ้านตั้งแต่ก่อนมีอาการเลือดออก การรักษาแบบป้องกันช่วยลดโอกาสการมีเลือดออก ลดจำนวนครั้งในการมาโรงพยาบาล ทั้งยังแบ่งเบาภาระการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ลงได้อีกด้วย” นพ. อภิวัฒน์ กล่าวเสริม

สำหรับวัคซีนโควิดที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กำลังดำเนินการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอยู่นั้น สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกได้ออกมาให้ความกระจ่างว่า ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงและชนิดปานกลางควรเตรียมความพร้อมด้วยการฉีดแฟคเตอร์เสียก่อน เพื่อป้องกันอาการเลือดออกในกล้ามเนื้อ เข็มสำหรับฉีดวัคซีนควรเป็นเข็มขนาดเล็กที่สุด (เบอร์ 25-27) หลังฉีดแล้ว ผู้ป่วยควรออกแรงกดบริเวณที่ฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที เพื่อลดโอกาสเลือดออกและลดอาการบวม ความรู้สึกไม่สบายที่แขนราว 1-2 วัน ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เว้นแต่ว่าอาการแย่ลงหรือมีอาการบวม ให้ผู้ป่วยรีบไปพบแพทย์

ปัจจุบัน ยังไม่มียาใดที่รักษาโรคฮีโมฟีเลียให้หายขาดได้ แต่นวัตกรรมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถทำกิจกรรมและเล่นกีฬาได้เหมือนคนทั่วไป แม้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษก็ตาม

ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว

ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว กล่าวทิ้งท้ายว่า “กว่า 20 ปีที่ โรชได้คิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยด้านโลหิตวิทยา พร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยและในต่างประเทศ เราได้รับรู้ถึงความท้าทายมากมายที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญ ด้วยเหตุนี้ โรชจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกด้านประสิทธิภาพการรักษาและการเข้าถึงยา เราจะเดินหน้าส่งเสริมผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียทุกคนในทุกช่วงวัยให้ใช้ชีวิตอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข และมีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”

แม้โรคฮีโมฟีเลียจะเป็นโรคหายาก แต่โชคดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย มูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย และศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย สาขากรุงเทพฯ ต่างก็ไม่ละเลยถึงความสำคัญของการเผยแผ่ข้อมูลด้านการดูแลสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ในประเทศไทยยังมีศูนย์รักษาโรคฮีโมฟีเลียกว่า 52 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ตระหนักถึงความสำคัญของวันฮีโมฟีเลียโลก 2564 ได้ที่เว็บไซต์ชมรมผู้ป่วยเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย http://www.thaihemophilia.org/ และ https://www.roche.co.th/th/disease-areas/haemophilia.html

แพทย์ผิวหนังเตือนภัยโรคผิวหนังที่เกิดจากแสงแดด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/650790

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 10:05 น.แพทย์ผิวหนังเตือนภัยโรคผิวหนังที่เกิดจากแสงแดดกรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง ชี้แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังต่างๆได้ เช่น โรคแพ้แสงแดดโรคผื่น คัน แดง โรคติดเชื้อที่ผิวหนัง โรคฝ้า และโรคมะเร็งผิวหนัง พร้อมแนะวิธีป้องกันและดูแลผิวหนังเพื่อป้องกันภัยจากแสงแดดที่ถูกวิธี

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า แสงแดดมีความสำคัญในการสร้างวิตามินดี ซึ่งเป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูก หากร่างกายไม่ได้รับแสงแดดอาจทำให้มวลกระดูกลดลง ในทางตรงกันข้าม หากได้รับแสงแดดมากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อผิวหนังอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลกระทบจากแสงแดดจะทำให้เกิดโรคผิวหนังต่างๆ ได้ เช่น โรคแพ้แสงแดด  ซึ่งเป็นโรคที่เกิดผื่นผิวหนังอักเสบจากการตากแดด เป็นปฏิกิริยาภูมิไวที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยแสงแดด แสงที่เป็นต้นเหตุพบว่าเป็นได้ทั้ง Ultraviolet B, Ultraviolet A

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง  กรมการแพทย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาผิวหนังจากแสงแดด ได้แก่ ผื่น คัน แดง  เกิดจากความร้อนเป็นตัวเร่งให้ต่อมเหงื่อในร่างกาย ขับเหงื่อออกมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดการอุดตันขึ้นบริเวณต่อมเหงื่อ ทำให้เกิดอาการ ผด ผื่น คัน มีผื่นแดงตามผิวหนัง ส่วนโรคติดเชื้อ เช่น โรคกลาก มักเกิดในช่วงอากาศร้อน ร่างกายอับชื้น หรือการใส่เสื้อผ้าอับชื้นเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดการติดเชื้อตามร่างกาย บริเวณที่อับชื้น เช่น รักแร้ ขาหนีบ 

อีกโรคที่เกิดจากแสงแดดคือ โรคฝ้า  เป็นผื่นสีน้ำตาลที่ใบหน้าโดยเฉพาะที่บริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก คาง ตลอดจนแขนและบริเวณที่ถูกแสงแดด  โดยมักเป็นเท่ากันที่ 2 ข้างของใบหน้า พบมากในผู้หญิงวัย 30-40 ปี แต่ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้นในผู้ชาย  สาเหตุของการเกิดฝ้ายังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ปัจจัยสำคัญที่สุดคือแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าฮอร์โมน เครื่องสำอางและยา และปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นปัจจัยที่สำคัญ สาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งผิวหนัง คือการถูกแสงแดดมากเกินไป โดยเฉพาะการเกิดผิวไหม้เกรียมบ่อยๆ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ได้แก่ การได้รับแสงเอ็กซเรย์ในปริมาณสูง แผลเป็นเรื้อรังจากรอยไหม้ ได้รับสารหนูหรือสารก่อมะเร็งในปริมาณสูง ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่มีผิวขาวและไวต่อการไหม้จากแสงแดดได้ง่าย

ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า การดูแลผิวหนังเพื่อป้องกันภัยจากแสงแดด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังมากที่สุด  กรณีที่ต้องโดนแดดจัดเป็นเวลานานหรือเป็นโรคแพ้แสงแดด  ควรป้องกันโดยกางร่ม สวมหมวกปีกกว้าง ใส่เสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดสม่ำเสมอก่อนออกจากบ้าน  และหมั่นสังเกตความผิดปกติของผิวหนังตนเองอย่างสม่ำเสมอ

‘ถ่ายเป็นเลือด’ สัญญาณความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/650652

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 07:02 น.'ถ่ายเป็นเลือด' สัญญาณความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือน “อาการถ่ายเป็นเลือด” สัญญาณบอกความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร หรือผลต่อเนื่องจากโรคตับ หนึ่งในอาการไม่ควรนิ่งนอนใจ

นายแพทย์สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์ แพทย์ประจำศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาล นครธน ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและตับ อธิบายถึงอาการถ่ายเป็นเลือดว่า อาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด บ่งบอกถึงโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่โรคร้ายแรงที่สุดอย่าง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ เนื้องอกในลำไส้ จนถึงโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคกระเปาะหรือถุงในลำไส้ใหญ่อักเสบ ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุที่ผนังลำไส้เปราะบาง โรคริดสีดวงทวาร โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมถึงผลต่อเนื่องจากโรคตับแข็ง หลายโรคถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง ต้องมีการรักษาต่อเนื่องยาวนานเพราะหากมีอาการกำเริบของโรค สามารถเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพได้

การสังเกตอาการเบื้องต้น

แนะนำให้สังเกตสีและลักษณะของอุจจาระ ที่สามารถบ่งบอกโรคและระบุตำแหน่งความผิดปกติในลำไส้หรือกระเพาะอาหารได้ อาทิ อุจจาระกับเลือดผสมกันเป็นเนื้อเดียวมีเลือดสดสีแดงปน แสดงว่ามาจากบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย อุจจาระปนเลือดสีคล้ำแสดงความผิดปกติลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หรือถ่ายเป็นเลือดดำคล้ำเหมือนยางมะตอยแสดงว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร เนื่องจากเลือดผสมกรดที่มีในกระเพาะอาหารจึงเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำๆ และถ้าถ่ายแล้วเป็นเลือดแบบมีเลือดสดพุ่งตามมา บ่งบอกเลือดมาจากลำไส้ใหญ่ส่วนล่างบริเวณใกล้ๆทวารหนัก อาจเป็นโรคริดสีดวงทวาร เป็นต้น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังได้แนะนำให้ผู้มีอาการถ่ายเป็นเลือด ควรไปพบแพทย์ทันที เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการ เพราะในบางเคสอาจเข้าข่ายภาวะฉุกเฉินถึงขั้นช็อกได้ หรือทิ้งไว้อาจทำให้โรคลุกลามรักษายาก

ผู้ป่วยควรสังเกตความรุนแรงของเลือดออกมีเยอะแค่ไหน ตอนที่มีอาการแล้วพบสัญญาณชีพ ที่ผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือดแล้ว มีความดันต่ำลง ชีพจรเต้นเร็วขึ้น มีอาการเหมือนจะหน้ามืด เวียนศีรษะ ลุก-นั่งแล้วจะเป็นลม แสดงว่ามีภาวะเสียเลือดเยอะ เป็นภาวะที่ต้องรีบรักษาโดยเร่งด่วน และต้องมารักษาที่โรงพยาบาล แต่ถ้าถ่ายเป็นเลือด แล้ว สัญญาณชีพปกติ สามารถตรวจภายหลัง 1-2 วันหลังเกิดอาการ แต่ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน เพราะอาจมีภาวะเสียเลือดเรื้อรังทำให้ร่างกายอ่อนแอลง กระตุ้นการเกิดโรคเลือดจาง และกระตุ้นให้อาการของโรคบางอย่างในตัวลุกลามมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ จนทำให้ยากต่อการรักษา

ในการตรวจรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของอาการถ่ายเป็นเลือด เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ปัจจุบันทางการแพทย์มีเทคโนโลยีทันสมัยคือ การส่องกล้องทางเดินอาหาร ที่ให้ผลชัดเจน สะดวกรวดเร็ว รู้ผลการตรวจในวันเดียวกัน และสามารถให้การวินิจฉัยและการรักษาได้ในครั้งเดียวกัน มีให้บริการที่ทางศูนย์ทางเดินอาหารและตับ หรือ GI หนึ่งในศูนย์การแพทย์เฉพาะทางของโรงพยาบาลนครธน ได้แก่ การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นหรือ อีจีดี (Esophagogastroduodenoscopy-EGD ) เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคของหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และ การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่างที่เรียกว่า โคโลนอสโคปี (Colonoscopy) เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคลำไส้ใหญ่

นายแพทย์สมบุญ อธิบายการตรวจรักษาด้วยการส่องกล้องว่า “สามารถตรวจรักษาได้ในคราวเดียว คือ ถ้าส่องกล้องแล้วเจอแผลมีจุดเลือดออกในกระเพาะอาหาร เราก็จะสามารถใช้อุปกรณ์เข้าไปทำการรักษาเพื่อหยุดเลือดหรือฉีดยาเพื่อหยุดเลือด เป็นการรักษาตอนนั้นได้เลย หรือถ้าส่องกล้องลำไส้ใหญ่แล้วพบติ่งเนื้อเราก็สามารถตัดติ่งเนื้อออกมาตรวจได้เลย การส่องกล้องทางเดินอาหารนี้เป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน”

“ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.นครธน เรามีทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะ วิสัญญีแพทย์ ประจำศูนย์ฯ ที่จะให้ยานอนหลับคนไข้ระหว่างการตรวจส่องกล้อง เพราะการตรวจลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร ถ้าคนไข้ยังรู้สึกตัวอยู่อาจจะรู้สึกไม่สุขสบาย ในบางโรคที่ซับซ้อนขึ้น อย่าง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ้าตรวจส่องกล้องไปเจอมะเร็ง ก็ต้องประเมินระยะของโรค บางรายต้องผ่าตัด และใช้เคมีบำบัด ต้องรักษาร่วมกับแพทย์สาขาอื่นๆ อย่างเช่น รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ และอายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา มาร่วมดูแล เพื่อการรักษาโรคได้ครบถ้วนที่สุด”  นพ.สมบุญ แพทย์ประจำศูนย์ฯ กล่าว

บริการของศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.นครธน เป็นแบบวันสตอปเซอร์วิส โดยมี ห้องเตรียมลำไส้ 6 ห้อง สำหรับคนไข้ได้พัก เพื่อรับประทานยาเตรียมลำไส้ และมีห้องน้ำในตัวเพื่อให้คนไข้ถ่ายอุจจาระออกมา และสามารถนอนพักได้ก่อนเข้าตรวจส่องกล้อง มีห้องส่องกล้อง 4 ห้อง และ ห้องพักฟื้น เพื่อให้คนไข้นอนพักผ่อนหลังตรวจเสร็จและรอฟังผลการตรวจได้ภายในวันเดียวกัน ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนค้างในโรงพยาบาล สามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ การมีห้องพักฟื้น ภายในศูนย์ฯ พร้อมพยาบาลวิชาชีพดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากความสะดวกสบาย ที่ผู้ป่วยได้นอนพักผ่อนระหว่างรอฟังผลตรวจแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน

“หลังส่องกล้องเสร็จ บางคนมีอาการ เช่น ปวดท้อง แน่นท้อง เนื่องจากมีแก๊สในลำไส้ เราก็ช่วยได้รวดเร็วด้วยการให้ยาลดอาการปวด ยาลดลมในลำไส้ พยาบาลวิชาชีพจะคอยดูแลท่านอย่างใกล้ชิด”

ทั้งนี้ นพ.สมบุญ กล่าวย้ำเตือน ผู้มีอาการถ่ายเป็นเลือด บ่งบอกสัญญาณความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ควรตรวจรักษาหรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ลดขั้นตอนการรักษาและป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพองค์รวม

โรคความดันโลหิตสูงในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี และอันตรายที่ซ่อนอยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/650610

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 06:35 น.โรคความดันโลหิตสูงในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี และอันตรายที่ซ่อนอยู่อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เผยลดความดันโลหิตสูงได้ง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม เตือนผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปี อาจเป็นโรคความดันโลหิตสูงจากโรคที่ซ่อนอยู่ หากรักษาหายก็มีโอกาสที่ค่าความดันจะกลับมาเป็นปกติได้

ความดันโลหิต คือค่าความดันภายในหลอดเลือดแดงที่เกิดจากการบีบตัวของหัวใจ เพื่อส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น 2 ค่า ประกอบด้วย

  • ค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) คือค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจบีบตัว
  • ค่าความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) คือค่าความดันของเลือดที่ขณะที่หัวใจคลายตัว

โดยในประเทศไทยกำหนดค่าความดันโลหิตปกติคือ ค่าความดันโลหิตตัวบนไม่เกิน 140 และตัวล่างไม่เกิน 90 มิลลิเมตรปรอท หากเกินกว่านี้จะถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนหัว ปวดหัว เหนื่อยง่าย

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ไม่มีสาเหตุชัดเจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด โดยเฉพาะคนที่อายุมากขึ้นก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ 2. มีสาเหตุอื่นซ่อนอยู่ (secondary hypertension) เช่น หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด โรคไตเรื้อรัง หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดไต เป็นต้น ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 10 – 20 ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

“การวัดค่าความดันโลหิตเพียงครั้งเดียวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องวัดซ้ำ 2 – 3 ครั้ง และตรวจติดตามเป็นระยะเพราะค่าความดันโลหิตเป็นตัวเลขที่มีปัจจัยหลายอย่างมากระทบได้ง่าย เช่น ความเหนื่อย ความเครียดหรือกังวล นอกจากนี้ในกลุ่มคนที่อายุน้อยก็สามารถเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน โดยเป็นได้ทั้งแบบมีสาเหตุและไม่มีสาเหตุ แต่ถ้าอายุน้อยกว่า 35 ปี แล้วเริ่มเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรค้นหาว่ามีโรคอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ เพราะถ้าตรวจเจอแล้วรักษาโรคที่ซ่อนอยู่ได้ โรคความดันโลหิตสูงก็มีโอกาสหายขาดโดยไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิตได้เช่นกัน” นายแพทย์ศุภสิทธิ์ กล่าว

สำหรับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือการรับประทานยาและการปรับพฤติกรรม ซึ่งการปรับพฤติกรรมถือว่าเป็นวิธีที่สำคัญมาก โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้

  1. ลดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็ม ควรจำกัดโซเดียมไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับเกลือแกง 1 ช้อนชา หากเป็นน้ำปลาหรือซีอิ๊ว ไม่ควรเกิน 3-4 ช้อนชาต่อวัน
  2. ลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยดัชนีมวลกายไม่เกิน 23 ผู้ชายรอบเอวไม่เกิน 36 นิ้ว ผู้หญิงไม่เกิน 32 นิ้ว ซึ่งคนที่มีน้ำหนักเกินมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่น้ำหนักปกติ
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยลดค่าความดันโลหิตสูงได้
  4. งดสูบบุหรี่
  5. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากปรับพฤติกรรมได้ตามนี้จะช่วยควบคุมค่าความดันโลหิตได้หรืออาจทำให้ค่าความดันโลหิตลดลง ส่วนผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาก็ควรรับประทานให้ครบตามแพทย์สั่งและพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง นอกจากนี้ นายแพทย์ศุภสิทธิ์ยังแนะนำให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงวัดความดันเองที่บ้านและจดบันทึกเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์ประเมินอาการหรือปรับยาตามความเหมาะสม

ไข่-มดลูก-ฮอร์โมน เรื่องต้องรู้ของผู้หญิงท้องยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/650269

วันที่ 12 เม.ย. 2564 เวลา 10:20 น.ไข่-มดลูก-ฮอร์โมน เรื่องต้องรู้ของผู้หญิงท้องยากครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ แบ่งปันประสบการณ์การตรงด้านการมีบุตรยาก ย้ำผู้หญิงท้องยาก จงให้ความสำคัญกับไข่ มดลูก และฮอร์โมน

“ภาวะมีบุตรยาก” หมายถึง ภาวะที่คู่สมรส ไม่สามารถมีบุตรได้ ทั้งที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ นับวันไข่ตก และไม่ได้คุมกำเนิด โดยแบ่งเป็นผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ภายใน 1 ปี และผู้หญิงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปที่ไม่สามารถมีบุตรได้ ภายในเวลา 6 เดือน

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) สาเหตุการมีบุตรยากที่มาจากฝ่ายชาย ได้ แก่ คุณภาพของสเปิร์ม ส่วนสาเหตุจากฝ่ายหญิงจะพบได้มากกว่า เนื่องจากระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงมีความซับซ้อนที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติได้ในหลายประการ เช่น ปัญหาเรื่องรังไข่ คุณภาพของไข่ ความผิดปกติของรอบเดือน มดลูก ท่อนำไข่อุดตัน เนื้องอกมดลูก ซีสต์รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์ที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้านการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากและผู้ก่อตั้งเพจ Babyandmom.co.th สำหรับผู้มีบุตรยาก เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การตรงด้านมีบุตรยากที่เคยผ่านกระบวนการรักษาผู้มีบุตรยากมาทุกขั้นตอน พร้อมศึกษางานวิจัยจากผู้มีบุตรยากและการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์จากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ

จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลงานวิจัย ครูก้อยได้สรุปปัจจัยหลัก 3 ประการในการตั้งครรภ์ ไว้ดังนี้

1.ไข่

คือวัตถุดิบตั้งต้นของการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์เริ่มต้นที่เซลล์ไข่ที่สมบูรณ์ได้พบกับสเปิร์มที่แข็งแรง ปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อน ฝังตัวในมดลูกและเติบโตในครรภ์ต่อไป ดังนั้นไข่ใบน้อยๆ ใบนี้จะกลายไปเป็นลูกน้อยในอนาคต ในร่างกายเรามีเซลล์หลายล้านเซลล์ ไข่ก็คือเซลล์ และเป็นเซลล์สืบพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย แต่เซลล์ไข่อ่อนไหวต่ออนุมูลอิสระมากๆ เซลล์ไข่เสื่อมง่าย เสียหายง่าย ฝ่อง่ายจากการทำลายของอนุมูลอิสระที่เกิดจากกระบวนการออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้นในร่างกายเราทุกวัน ดังนั้นเซลล์ไข่ที่ไม่มีคุณภาพจึงเป็นปัญหาหลักที่สำคัญที่สุดจากฝ่ายหญิงที่ทำให้มีบุตรยาก

ผู้หญิงมีเซลล์ไข่กว่า 6-7 ล้านเซลล์ติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ฟังดูเหมือนไข่มีจำนวนเยอะมาก แต่รู้หรือไม่ว่านับตั้งแต่วันที่ผู้หญิงเราคลอดออกมาเซลล์ไข่จะเหลือเพียง 1-2 ล้านเซลล์ และจากนั้นไข่ก็จะฝ่อไปเรื่อยๆ ทั้งจากอายุที่มากขึ้น และจากการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ จนเมื่อถึงวัยมีประจำเดือน ไข่จะเหลือแค่ประมาณ 7 แสนใบ แต่ทั้งนี้จะมีไข่ที่มีผลทำให้ตั้งครรภ์ได้เพียงแค่ 400-500 ฟองเท่านั้น เพราะการตกไข่แต่ละครั้งจะมีไข่เพียงฟองเดียวที่สมบูรณ์และกว่าจะถึงวัยเจริญพันธุ์ หรือเมื่อถึงเวลาที่เราพร้อมมีลูกไข่ของผู้หญิงเราก็เหลือน้อยลงและเสื่อมคุณภาพลงเรื่อยๆ 

สาเหตุหลักที่ทำให้เซลล์ไข่เสื่อมคุณภาพ

1.อายุของฝ่ายหญิงที่เพิ่มขึ้น

นอกจากเซลล์ไข่จะลดจำนวนลงแล้ว ความผิดปกติทางโครโมโซมของเซลล์ไข่ก็จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยผู้หญิงวัย 35 ขึ้นไปถือเป็นช่วงขาลงของวัยเจริญพันธุ์ ในทางการแพทย์ คุณภาพของเซลล์ไข่ (Egg Quality) เชื่อมโยงถึง “ความปกติทางโครโมโซมของไข่” โดยไข่ที่โครโมโซมปกติ เรียกว่า “euploid” ส่วนไข่ที่มีโครโมโซมผิดปกติเรียกว่า “aneuploid” ซึ่งไข่ที่มีโครโมโซมปกติ (Chromosomally normal egg) จะมีโครโมโซม 23 แท่ง เมื่อมีการปฏิสนธิจากอสุจิของฝ่ายชายที่มีโครโมโซมปกติอีก 23 แท่ง ตัวอ่อนที่สมบูรณ์ก็จะมีโครโมโซมรวม 46 แท่ง ความสัมพันธ์ของอายุกับคุณภาพของไข่ก็คือ เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะมีไข่ที่มีโครโมโซมผิดปกติ (aneuploid) เพิ่มขึ้น ไข่ที่มีโครโมโซมผิดปกติ คือมีจำนวนโครโมโซมมาก หรือ น้อยกว่า 23 แท่ง

โดยสถิติความผิดปกติของโครโซมของเซลล์ไข่ในแต่ละช่วงอายุปรากฏตามข้อมูล ดังนี้

  • อายุ 25 โครโมโซมผิดปกติ 25%
  • อายุ 35 โครโมโซมผิดปกติ 50%
  • อายุ 40 โครโมโซมผิดปกติ 85-90%

ซึ่งไข่ที่มีโครโมโซมผิดปกติอาจส่งผลให้

  • อัตราการปฏิสนธิต่ำ (low fertilization rate)
  • ตัวอ่อนไม่ฝังตัว (embryo fails to implant in the uterus)
  • แท้งในระยะเริ่มแรก (early miscarriage)
  • ทารกเป็นดาวน์ซินโดรม (Down syndrome)

2.อนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระส่งผลต่อความเสื่อมของเซลล์ไข่และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้โครโมโซมเซลล์ไข่ผิดปกติ โดยทั่วไปแล้วในร่างกายมีการสร้างอนุมูลอิสระออกมาตลอดเวลาจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร อนุมูลอิสระส่วนใหญ่มีอะตอมของออกซิเจนที่ไวต่อการทำปฏิกริยาออกซิเดชัน หรือเรียกว่า Reactive Oxygen Species (ROS) ซึ่งสร้างความเสียหายแก่เซลล์ หากร่างกายเรามีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่จะมาจัดการกับ ROS ไม่เพียงพอจะทำให้เซลล์ต่างๆถูกทำลายจนเสื่อมไปเรื่อยๆ รวมถึงเซลล์ไข่ของผู้หญิงด้วย

มีงานวิจัยศึกษาพบว่า สาเหตุหลักของการทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่ประสบความสำเร็จมาจากตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ (รองลงมาคือปัญหาเรื่องผนังมดลูก) ซึ่ง ตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์อาจมาจากโครโมโซมผิดปกติ สืบเนื่องมาจากเซลล์ไข่มีความเสื่อมจากอนุมูลอิสระ หรือไข่ที่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นนั่นเอง เมื่อเกิดการรวมตัวกับ DNA แล้วทำให้โมเลกุลของ DNA เปลี่ยนไป ส่งผลให้โครโมโซมเสียหาย หรือเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ชั้น lipid ซึ่งเป็นองค์ประกอบในผนังเซลล์ทำให้เซลล์ไข่เสื่อมสภาพ (Oocyte aging)

นอกจากนี้อนุมูลอิสระจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์ไข่ได้มากยิ่งขึ้นในกระบวนการ “ทำเด็กหลอดแก้ว” เนื่องจากเซลล์ไข่ที่เก็บออกมา จะไม่มีของเหลวที่เรียกว่า “follicular fluid” ป้องกันอยู่เหมือนในร่างกายมนุษย์ ทำให้เซลล์ไข่ถูกทำลายและเสื่อมสภาพเร็วขึ้นไปอีก

สำหรับผู้หญิงที่มีบุตรยาก ที่ต้องใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) การมีเซลล์ไข่ที่มีคุณภาพเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์ ส่งผลต่อโอกาสในความสำเร็จ อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้วเป็นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการคัดเลือกไข่และอสุจิตัวที่ดีที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีช่วยในการคัดเลือกไข่ที่ดีได้ แต่ไม่สามารถทำให้ไข่มีคุณภาพได้

“คุณภาพของไข่” ขึ้นอยู่กับการบำรุงและสภาพความสมบูรณ์ของร่างกายของผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ ต้องเตรียมบำรุง “วัตถุดิบตั้งต้น” ไปให้พร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมเซลล์ไข่ให้มีคุณภาพที่ดีที่สุด และถูกทำลายน้อยที่สุดก่อนเข้ากระบวนการทางการแพทย์ด้วยการทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระให้เพียงพอ

-ภาพเซลล์ไข่ที่เก็บออกมาจากรังไข่ เพื่อคัดเลือกไข่ที่สุก ที่มี โพลาร์บอดี้ (Polar Body) หรือ “PB” เข้าสู่กระบวนการ ICSI (เด็กหลอดแก้ว)-

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หลังจากการกระตุ้นไข่ จะมีการเก็บไข่เพื่อนำไปปฏิสนธิ ซึ่งไข่ที่เก็บมาได้นั้นไม่ได้หมายความว่าใช้ปฏิสนธิได้ทุกใบ แพทย์จะเลือกเฉพาะ “ไข่สุก” เท่านั้นที่สามารถนำไปปฏิสนธิต่อไปได้ ส่วนใบที่เป็นไข่อ่อนจะไม่สามารถนำไปปฏิสนธิได้ ซึ่งไข่สุก คือ ไข่ที่มีแนวโน้มการแบ่งเซลล์เป็นปกติ หรืออยู่ในระยะ Metaphase II (MII) พร้อมที่จะทำการปฏิสนธิได้ ส่วน Metaphase I (MI) เป็นระยะไข่อ่อนที่ยังไม่พร้อมที่จะทำการปฏิสนธิค่ะ และ Abn. เป็นไข่ที่รูปร่างผิดปกติ เช่น มี 2 Polar Body หรือ มีรูปร่างผิดปกติจากการแตกหักของเซลล์ เป็นต้น

-ภาพเซลล์ไข่สุกที่มี โพลาร์บอดี้ (Polar Body) หรือ “PB”-

ซึ่งเมื่อเก็บไข่ออกมาแล้ว “ไข่สุก” จะดูจาก โพลาร์บอดี้ (Polar Body) หรือ “PB” คือ จุดเล็กๆ ที่อยู่บนเซลล์ไข่ เป็นตัวที่บอกว่าไข่ใบนั้นสุกแล้ว ถ้าไข่อ่อนจะไม่มีจุดเล็กๆ นี้

นอกจากดูจาก โพลาร์บอดี้ (Polar Body) แล้ว ก็ต้องดูคุณภาพของเซลล์ไข่ด้วย โดยประเมินได้จาก

  • ความเรียบเนียนเนื้อไข่
  • ความยืดหยุ่นขณะทำ ICSI (จับสเปิร์มเจาะไข่)
  • รูปร่างทั่วไป มี 1 polar body และจุดไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
  • สี ไม่คล้ำ ไม่มีขยะเซลล์
  • ไซโตพลาสซึมมีลักษณะไม่หยาบ สีไม่คล้ำ
  • เซลล์ไข่ที่ดี ไม่ควรมีช่องว่างระหว่างไซโตพลาสซึม กับ zona pellucida (perivitelline space) มากเกินไป

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าคุณภาพของเซลล์ไข่ การเจริญเติบโตของไข่ที่สมบูรณ์ (ไข่สุก) ต้องสร้างมาจากภายในร่างกายของผู้หญิง ไม่สามารถมาเพิ่มคุณภาพในภายหลังที่เก็บออกมาแล้วได้

มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการทานอาหารและภาวะเจริญพันธุ์ (The influence of diet on fertility) หลายฉบับ ศึกษาพบว่า การทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจะช่วยบำรุง ซ่อมแซมเซลล์และปกป้องเซลล์ไข่จากการถูกทำให้เสียหายจากอนุมูลอิสระทำให้เซลล์ไข่สมบูรณ์ขึ้น เป็นการเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้

โดย “ครูก้อย” ได้แนะนำให้ผู้ที่ติดตามในเพจ babyandmom.co.th ให้เน้นการรับประทานโปรตีน ลดคาร์โบไฮเดรตลง ทานไขมันดี และเน้นสารต้านอนุมูลอิสระ การทานอาหารแบบนี้จะส่งผลต่อเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์ ฮอร์โมนที่สมดุลและส่งผลต่อวงจรการตกไข่ที่เป็นปกติอีกด้วย ถึงแม้จะมีไข่น้อย แต่ถ้าเป็น “ไข่ที่มีคุณภาพ” ก็มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น ผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ต้องรู้จักบำรุงเซลล์ไข่ของเราให้มีคุณภาพ เป็น “ไข่ทองคำ” ที่จะกลายมาเป็นเบบี๋ของเราในอนาคต

2. มดลูก

มดลูก คือ บ้านหลังแรกของลูก เมื่อไข่ที่สมบูรณ์ปฏิสนธิกับสเปิร์มที่แข็งแรง เกิดเป็นตัวอ่อนคุณภาพดี ตัวอ่อนก็จะค่อยๆ แบ่งเซลล์และเดินทางเข้ามาฝังตัวที่บ้านหลังนี้ ดังนั้นมดลูกต้องแข็งแรงและสมบูรณ์พร้อมที่สุด ตัวอ่อนจึงจะมาฝังตัวได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย และเติบโตเป็นครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง

-ภาพอัลตร้าซาวด์มดลูก-

ในการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) นั้นหลังจากทำการเก็บไข่และนำไปผสมกับอสุจิเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนแล้ว ก็จะมีการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องแล็บจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมในการย้ายตัวอ่อนกลับเข้ามาใส่ในโพรงมดลูก

ดังนั้นผู้หญิงที่อยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) จึงต้องเตรียมมดลูกให้พร้อมก่อนย้ายตัวอ่อน ซึ่งขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ผู้หญิงมีบุตรยากต้องให้ความสำคัญ เพราะมันเป็นปัจจัยหลักอีกประการหนึ่งที่จะชี้ว่าตัวอ่อนจะฝังตัวได้หรือไม่ เราจะท้องหรือไม่ในรอบนี้

โดยผนังมดลูกที่สมบูรณ์พร้อมตามเกณฑ์ที่เหมาะสมในการฝังตัวของตัวอ่อนมีลักษณะดังนี้

1.ผนังมดลูกต้องหนา 8-10 มิลลิเมตร (ไม่ควรหนาเกิน 14 มิลลิเมตร)

2.เรียง 3 ชั้นสวย (Triple lines) ผิวเรียบเห็นเส้นกลางชัดเจน

3.ใสเป็นวุ้น สะอาด ไม่หนาทึบทับถมด้วยประจำเดือนเก่าที่คั่งค้าง

4.มดลูกอุ่น คือ มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ไม่มีสารพิษตกค้าง

โดย “ครูก้อย นัชชา” ได้ให้คำแนะนำนำกับผู้หญิงที่มีบุตรยากและผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ ว่า ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมมดลูกให้ได้ตามเกณฑ์ก่อนย้ายตัวอ่อน ซึ่งทำได้ด้วยหลักโภชนาการที่ถูกต้อง การรับประทานโปรตีนให้เพียงพอเพื่อสร้างผนังมดลูกให้แข็งแรง ทานอาหารที่มีฤทธิ์อุ่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงมดลูก เช่น น้ำขิง และดื่มน้ำมะกรูดคั้นสดที่มีสารไบโอฟลาโวนอยด์สูงช่วยให้เลือดสูบฉีดและทำให้เส้นเลือดฝอยที่โอบอุ้มมดลูกแข็งแรง ลดการอักเสบติดเชื้อที่มดลูก

นอกจากนี้การบำบัดหรือดีท็อกซ์สารพิษจากการใช้ฮอร์โมนที่คั่งค้างในมดลูกก็มีความสำคัญ เสมือนเป็นการเคลียร์มดลูกให้สะอาดพร้อมรับการฝังตัว ทำได้ด้วยการ “ดื่มชาดอกคำฝอย” เพื่อขับลิ่มเลือดประจำเดือนเก่าที่คั่งค้าง และ “การแพ็คน้ำมันละหุ่ง (Castor Oil Pack)” เพื่อขับล้างสารพิษที่คั่งค้างจากการใช้ฮอร์โมน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้ระบบสืบพันธุ์และอวัยวะภายในทำงานได้ดีขึ้น

3. ฮอร์โมนที่สมดุล

ฮอร์โมนเปรียบเสมือนน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต ฮอร์โมนเป็นตัวควบคุม และกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้เป็นไปอย่างปกติ รวมไปถึงฮอร์โมนเพศด้วย ในการตั้งครรภ์นั้น ฮอร์โมนเพศต้องสมดุลจึงจะส่งผลให้มีลูกง่าย เพราะฮอร์โมนมีผลตั้งแต่การผลิตไข่ การกระตุ้นไข่ให้มีการเจริญเติบโต ฮอร์โมนทำให้ไข่ตกออกจากถุงไข่ รวมถึงการทำให้ผนังมดลูกฟอร์มหนาตัวขึ้นเพื่อเพิ่มความพร้อมให้ตัวอ่อนฝังตัว

สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว ( ICSI ) นั้น การตรวจฮอร์โมนเป็นสิ่งสำคัญที่แพทย์จะนำผลมาพิจารณาการเลือกวิธีการรักษา การให้ยา หรือประเมินความสำเร็จในการรักษาได้ในเบื้องต้น ซึ่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องได้แก่

  • AMH บอกจำนวนฟองไข่ตั้งต้น
  • E2 หรือ เอสตราไดออล ฮอร์โมนเพศหญิง บอกถึงความเจริญเติบโตของไข่ ไข่สุก
  • FSH บอกความเสื่อมของรังไข่ ประสิทธิภาพของรังไข่
  • LH ฮอร์โมนการตกไข่
  • TSH ฮอร์โมนไทรอยด์ หากพบฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติจะส่งผลต่อความสมดุลของการสร้างฮอร์โมนเพศ
  • PRL ฮอร์โมนน้ำนม หากมีค่าสูงจะกดวงจรการตกไข่ ทำให้ไข่ไม่ตก

ซึ่งสาเหตุที่ฮอร์โมนไม่สมดุลอาจมาจากภาวะ PCOS (ภาวะถุงน้ำหลายใบในรังไข่) การทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ น้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป หรือ ความเครียด โดยผู้หญิงที่มีบุตรยากต้องหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก พักผ่อนให้เพียงพอและปรับการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อฮอร์โมนกลับมาสมดุล การทำงานของระบบสืบพันธุ์ปกติจะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการบำรุงไข่ให้มีคุณภาพ โตสมบูรณ์พร้อมปฏิสนธิ บำรุงผนังมดลูกให้แข็งแรง หนา ใส สวยอุ่น รวมถึงปรับฮอร์โมนให้สมดุลจึงเป็นหัวใจหลักที่จะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยหลักโภชนาการที่ถูกต้อง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ บำรุงก่อนตั้งครรภ์อย่างถูกต้อง ถูกวิธี และต่อเนื่อง เบบี๋มาไม่นานเกินรอ “ครูก้อย” นัชชา ลอยชูศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

รู้ลึกเรื่อง ‘รังสียูวี’ ส่องข้อดีและข้อเสีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649774

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 14:17 น.รู้ลึกเรื่อง ‘รังสียูวี’ ส่องข้อดีและข้อเสียแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ดลับปกป้องผิวจากแสงแดด เพื่อให้ทุกคนได้สนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างมั่นใจ

ช่วงซัมเมอร์นี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงวางแผนออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อหาสถานที่พักผ่อน และสนุกไปกับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเต็มที่ แต่ก็อาจจะหมดสนุกได้ เพราะต้องคอยกังวลกับปัญหาผิวคล้ำเสียจากแสงแดด กระ ฝ้า ริ้วรอย รวมถึงผิวแก่ก่อนวัย (Photoaging) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) ชวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แชร์เคล็ดลับการปกป้องผิวจากแสงแดด เพื่อให้คุณได้สนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างมั่นใจ กับผลิตภัณฑ์  THANN Oil-free Facial Sunscreen SPF30 PA+++

แพทย์หญิง นิโลบล เจริญวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะเคล็ดลับการปกป้องผิวจากแสงแดด เพื่อให้คุณได้สนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างมั่นใจว่า ในแสงแดดประกอบไปด้วยแสงและรังสีหลายชนิดทั้งที่สามารถมองเห็น และไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ชนิดที่สามารถทำอันตรายต่อผิวหนังของเราได้ คือ “รังสีอัลตราไวโอเลต” (Ultraviolet) หรือ “รังสียูวี” (UV) หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้ร่างกายของเราผลิตวิตามินดีและสามารถใช้ในการรักษาโรคอาทิด่างขาวสะเก็ดเงินและโรคกระดูกอ่อนในเด็กแต่หากได้รับรังสียูวีเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อผิวของเราได้

รังสียูวีที่เป็นอันตรายกับผิวมี 2 ชนิด คือ

  • รังสียูวีเอ (UVA) เรียกอีกอย่างว่า “ยูวีเอจจิ้ง” (UV Aging) ทำให้เกิดปัญหาผิวแก่ก่อนวัย (Photoaging) เกิดริ้วรอยเล็กๆ ไปจนถึงริ้วรอยล่องลึก นอกจากนี้ยังทำให้ผิวแห้งกร้านและขาดน้ำ รังสียูวีเอจะไปกระตุ้นกระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ การก่อตัวของอนุมูลอิสระในผิวหนัง ทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
  • ยูวีบี (UVB) หรือยูวีเบิร์นนิ่ง (UV Burning) จะมีความเข้มข้นของแสงมากกว่ายูวีเอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดผิวไหม้แดด ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ สำหรับอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) เกิดจากผิวได้รับรังสียูวีบีในปริมาณมากจนทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกถูกทำลาย ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดผิวหนังลอก เป็นแผลพุพอง และรู้สึกเจ็บปวด อีกทั้งเซลล์ผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะไวต่อรังสียูวีและบอบบางกว่าเซลล์ผิวเดิม ส่วนผู้ที่อาการไม่รุนแรงจะมีเพียงผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังที่โดนแสงแดดและค่อย ๆ หายเป็นปกติใน 2-3 วัน ทั้งนี้การมีผิวไหม้จากแดดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

ดังนั้น หากไม่ต้องการให้รังสียูวีทำร้ายผิวของเรา ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะระหว่างเวลา 10.00 – 16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความแรงที่สุด รวมถึงควรสวมเสื้อผ้าปิดผิวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทั่วไปแล้วเสื้อผ้าที่ทอเนื้อแน่นและมีสีเข้มจะสามารถกันแดดได้มากกว่าเสื้อผ้าเนื้อบางๆ เมื่อต้องทำกิจกรรมต่างๆ กลางแจ้งควรสวมหมวกปีกกว้าง แว่นตากันแดด หรือกางร่ม ที่สำคัญควรทาผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นประจำทุกวัน

SPF (Sun Protection Factor)

เรายังสามารถพิจารณาปัจจัยหลักในการปกป้องผิวจากรังสียูวีแต่ละประเภทได้จากค่า SPF (Sun Protection Factor) คือค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVB เป็นค่าระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดได้โดยที่ผิวเราไม่ไหม้ (Sunburn) คำนวณจากระยะเวลาที่ผิวทนต่อแสงแดดได้คูณกับค่าของ SPF ตัวอย่างเช่น คนเอเชียผิวขาวทั่วๆ ไปสามารถโดนแสงแดด 20 นาทีก่อนที่ผิวจะเริ่มอักเสบแสบแดง การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF30 จะช่วยให้ผิวเราจะสามารถทนต่อแสงแดดได้นานขึ้นคิดเป็น 20 นาที x ค่า SPF30 = 600 นาที หรือ 10 ชั่วโมง

PA (Protection grade of UVA)

ส่วนค่า PA (Protection grade of UVA) คือค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA เป็นค่าที่สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่น (Japan Cosmetic Industry Association, JCIA) กำหนดขึ้นเพื่อแสดงถึงความสามารถในการป้องกันอาการดำคล้ำของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสรังสี UVA โดยใช้เครื่องหมายบวก (+) ในการแสดงระดับของประสิทธิภาพ ปัจจุบันค่า PA++++ ถือว่าเป็นค่าที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

ปกติแล้วผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดทั่วไปๆ จะมีเพียงคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเดียวทำให้ต้องใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดอื่น แต่ในปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดได้มีบทบาทสำคัญในการดูแลผิวพรรณของเรามากขึ้น โดยนำคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่ได้จากสารสกัดธรรมชาติมาใช้ ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากชิโซะ (Shiso extract) ที่มีความโดดเด่นในด้านการให้ความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase Inhibitor) ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin), สารสกัดอูกอน (Ougon extract) พืชทะเลทรายที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ รวมถึงช่วยปรับสีผิวที่หมองคล้ำให้กลับแลดูสว่างอย่างเป็นธรรมชาติ (De-colorizing action) หรือสารสกัดจากชาขาว (White tea extract) ที่มีสารโพลีฟีนอล ช่วยยับยั้งกระบวนการที่ผิวทำปฎิกิริยากับออกซิเจน (Anti-oxidant) ช่วยให้ผิวกระจ่างใส เป็นต้น”

งานนนี้มีเซเลบริตี้สาวได้ร่วมกิจกรรมพร้อมร่วมแชร์เคล็ดลับการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพผิวตามแบบฉบับของตนเอง เริ่มที่สาวสวยมั่นใจ สิริน ศรีอรทัยกุล เผยว่า ปกติแล้วแพมเป็นคนที่ชอบกิจกรรมทางน้ำอย่างเวคบอร์ด เซิร์ฟ ดำน้ำแบบสกูบ้า แน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้ต้องออกทะเล ต้องเจอกับแสงแดดแรงๆ ซึ่งคนผิวขาวอย่างเราเวลาออกทะเลเจอแดด ผิวก็ยิ่งหมองคล้ำได้ง่ายมาก ดังนั้นครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย นอกจากจะต้องมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ ยูวีบีได้ดีแล้ว เนื้อครีมต้องบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่อุดตันรูขุมขน อย่างออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ ที่สำคัญยังมอบคุณค่าการบำรุงผิวเราอีกด้วยทำให้ผิวเรากระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ถัดมาที่สาวหวาน นริศา คุโบตะ เล่าว่า ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะมุ่งไปทางเรียนปริญญาเอกเป็นหลัก แต่หนูนาก็แบ่งเวลาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบอย่างกีฬาขี่ม้าเป็นประจำ การที่เราต้องเผชิญแสงแดดในทุกๆ วัน แน่นอนว่าผิวเราอาจคล้ำเสีย และเกิดริ้วรอยได้ แต่หนูนาก็มีตัวช่วยในการปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย ออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ เพราะแตกต่างจากผลิตภัณฑ์กันแดดทั่วๆ ไปตรงที่นอกจากจะป้องงกันแสงแดดได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังมอบความชุ่มชื้น พร้อมปกป้องและฟื้นฟูผิวจากความแห้งกร้านได้ดีอีกด้วย ทำให้หนูนามั่นใจได้ว่าผิวของเราจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด

ปิดท้ายที่สาวผิวเนียนสวย ภัณฑิลา เทพาคำ เผยว่า เตยถือได้ว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยงเลย เพราะชอบปีนเขา เดินป่า และวิ่งเทรล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนุกและได้ผจญภัยทั้งทุ่งหญ้า ป่า และภูเขา ต้องเจอทั้งฝน ฝุ่น และแสงแดด เป็นกิจกรรมที่มีเสน่ห์และชื่นชอบมาก ซึ่งหลายๆ ครั้งต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลว่าผิวจะเสีย เพราะเตยมีตัวช่วยในการปกป้องผิวจากแสงแดด อย่างออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ ซึ่งจะใช้ก่อนการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เตยว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อนแบบบ้านเราดีนะคะ เพราะเนื้อครีมบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ แถมล้างออกง่ายโดยไม่อุดตันรูขุมขนซึ่งเหมาะสำหรับคนชอบกิจกรรมกลางแจ้งเป็นอย่างมาก

ไลฟ์สไตล์ครอบครัวสมัยใหม่ กับเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องภาวะมีบุตรยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649378

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 09:46 น.ไลฟ์สไตล์ครอบครัวสมัยใหม่ กับเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องภาวะมีบุตรยากเมื่อไลฟ์สไตล์พ่อแม่รุ่นใหม่ “เครียดสะสม-แต่งงานช้า” ก่อปัญหามีบุตรยาก แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยให้การเจริญพันธุ์และวิทยาการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มโอกาสมีบุตร แพทย์เผยแต่ละวิธีเหมาะกับแต่ละปัญหาของคู่สมรสต่างกันไป

แนวคิดของการมีลูกและวางแผนครอบครัวเปลี่ยนไปตามยุคสมัย “มีลูกเมื่อพร้อม” ถูกนำมาพูดบ่อยครั้งในช่วงนี้ ซึ่งความพร้อมในความหมายของคู่แต่งงานหลายคู่ คือความมั่นคงในหน้าที่การงาน สถานะทางสังคม และเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ด้วยไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่รุ่นใหม่ที่อาจเกิดความเครียดสะสม บวกกับการแต่งงานช้า จึงทำให้คู่แต่งงานส่วนใหญ่พบปัญหามีบุตรยาก แต่ข้อได้เปรียบในปัจจุบัน คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และวิทยาการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มีโอกาสในการมีบุตรมากขึ้น ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่หลากหลาย โดยแต่ละวิธีก็จะเหมาะสมกับแต่ละปัญหาของคู่สมรส

พญ.เทพจงจิต อาวเจนพงษ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลเจตนิน โรงพยาบาลรักษาภาวะมีบุตรยาก กล่าวว่า สำหรับเทคโนโลยีที่ช่วยในการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยากในปัจจุบัน คือ การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ซึ่งเป็นการนำไข่และเชื้ออสุจิมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในห้องปฏิบัติการ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้มีจุดแตกต่างกันคือ วิธีการที่ตัวอสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ อธิบายให้เห็นภาพ คือ การทำ IVF จะนำไข่จากฝ่ายหญิง และอสุจิจากฝ่ายชายมาผสมกัน ให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกโดยปล่อยให้ไข่ที่สมบูรณ์และตัวอสุจิที่แข็งแรงที่สุดผสมกันเองตามธรรมชาติ จากนั้นจึงนำไข่ที่ผสมเป็นตัวอ่อนนำกลับไปฝังในโพรงมดลูกเพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นทารกต่อไป

ขณะที่การทำ ICSI เป็นการคัดเอาตัวอสุจิที่มีความสมบูรณ์เพียงตัวเดียวด้วยกล้องจุลทรรศน์ ฉีดเข้าไปผสมกับไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จากนั้นนำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เมื่อตัวอ่อนพัฒนาไปอยู่ในระยะที่เหมาะสม หรือระยะบลาสโตซิส (Blastocyst) ก็จะนำเข้าไปใส่ในโพรงมดลูกต่อไป ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วจะพบว่าการทำ ICSI มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

“วิธี ICSI เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีความผิดปกติของท่อนำไข่ที่ตีบหรือตันทั้งสองข้าง มีภาวะตกไข่ผิดปกติ มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก และฝ่ายชายที่เชื้ออสุจิมีจำนวนน้อยหรือคุณภาพไม่ดี รวมถึงภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะทำการกระตุ้นการตกไข่ของผู้หญิงประมาณ 10-12 วัน หลังจากนั้นจะทำการเก็บไข่ออกมาปฏิสนธิกับอสุจิที่ผ่านการคัดแยกมาจนได้เป็นตัวอ่อน นำไปเพาะเลี้ยงให้เติบโตภายในห้องปฏิบัติการที่ปลอดเชื้อ โดยการควบคุมอุณหภูมิแสงสว่าง ความชื้นและแรงดัน จนถึงระยะบลาสโตซิส (Blastocyst) ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมกับการฝังตัว” พญ.เทพจงจิต กล่าว

ในกรณีที่ฝ่ายชายมีความผิดปกติของอสุจิมาก อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่นำมาใช้คือ “อิมซี่” (IMSI – Intracytoplasmic Morphologically Selected Sperm Injection) ซึ่งจะทำการคัดอสุจิด้วยกล้องกำลังขยายสูงมากกว่า 6000x เพื่อช่วยในการคัดเลือกอสุจิมาปฏิสนธิกับไข่

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี “การตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว หรือ Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy (PGT- A) ” ซึ่งเป็นการนำเซลล์ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิส (Blastocyst) ไปตรวจด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) สามารถตรวจคัดกรองจำนวนโครโมโซมได้ทั้ง 24 ชนิด ซึ่งมีความแม่นยำสูงสุดถึง 99.9% เป็นการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดจากจำนวนของโครโมโซมที่ขาดหรือเกินในตัวอ่อน ที่อาจเป็นสาเหตุของการแท้ง หรือกลุ่มอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome) ในทารก การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนเป็นเทคโนโลยีช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในกลุ่มผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปีให้สำเร็จเป็นอย่างดี