เปิดใจให้ไบโพลาร์ ร่วมส่งต่อพลังบวก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649376

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 08:33 น.เปิดใจให้ไบโพลาร์ ร่วมส่งต่อพลังบวกไบโพลาร์ ทำดัชนีการสูญเสียสุขภาวะด้านความพิการสูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรคจิตเวช และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย รณรงค์สร้างความเข้าใจและส่งต่อพลังบวกให้ผู้ป่วยไบโพลาร์ ในงาน World Bipolar Day “เปิดใจ ให้ไบโพลาร์”

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่าโรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์แปรปรวนเป็นโรคที่มีดัชนีการสูญเสียสุขภาวะด้านความพิการ (disability-adjusted life years) สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรคจิตเวชและยังพบว่ายังมีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายมากกว่าโรคจิตเวชอื่นๆ โดยพบความชุกชั่วชีวิต (lifetime prevalence) ของการพยายามฆ่าตัวตายของผู้ป่วย อยู่ที่ร้อยละ 25.6 – 42 และร้อยละ 10 – 20 จะเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของภาวะซึมเศร้า และจำเป็นต้องได้รับการรักษาและการบําบัดที่ถูกต้อง โดยทุกวันนี้สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และมีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เข้ารับการรักษา ซึ่งยังเป็นปัญหาของสังคมไทยที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งหาแนวทางในการบริหารจัดการโรคจิตเวช รวมถึงโรคไบโพลาร์ ควบคู่ไปกับสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธาน ในพิธี กล่าวว่า “ปัญหาด้านสุขภาพจิตในปัจจุบันถือเป็นปัญหาที่ทุกคนควรหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะวันไบโพลาร์โลกปีนี้ให้ใช้เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจกับโรคไบโพลาร์ สำหรับผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่ทุกคนมองผู้ป่วยไบโพลาร์ไม่ต่างจากผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่สามารถรักษาได้ ก็จะช่วยให้คนที่เป็นไบโพลาร์เข้าสู่กระบวนการรักษาและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคนทั่วไป”

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า “กรมสุขภาพจิตมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ผู้ป่วยทางจิตเวชสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติ โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้วเป็นโรคที่พบได้ประมาณร้อยละ 1.5 ถึง 5 โดยสาเหตุหลักของโรคไบโพลาร์ เกิดมาจากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ และอาจเกิดในผู้ที่มีความเครียดสะสม ทำให้อาการเปลี่ยนแปลงไปจากนิสัยหรือบุคลิกเดิมของคนๆ นั้น ลักษณะอาการเด่นของโรคนี้คืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่วงที่อารมณ์ดีมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) สลับกับอาการอารมณ์ซึมเศร้า (major depressive episode) หรืออาจมีอาการแมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดยอาการในแต่ละช่วงอาจเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ หรือหลายๆ เดือนก็ได้ ซึ่งการรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจของการควบคุมอาการและการลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้ ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยให้ใช้ชีวิตปกติในสังคมได้ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษา รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ ดังนั้น ญาติผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างจึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้าใจและความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะช่วยผู้ป่วยให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพและมีความสุขต่อไป”

นางมารีน คินยาร์ค สตูยาโนวิช ผู้จัดการใหญ่ ซาโนฟี่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ซาโนฟี่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและขอขอบคุณสำหรับโอกาสที่ได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต และสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ในการจัดงาน World Bipolar Day ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการรณรงค์และส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคจิตเวชและโรคไบโพลาร์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างดี ภายใต้การเปิดใจ ยอมรับ และให้ความเข้าใจจากครอบครัวและบุคคลรอบข้างในสังคม”

ศ.นพ. ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “พบคนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตประมาณ 10 ล้านคน เป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ถึง 1 ล้านคน แต่เข้ามารับการบำบัดรักษาเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ทั้งนี้ โรคไบโพลาร์จะเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่คนไม่รู้ และคิดว่าเป็นเพียงอารมณ์แปรปรวนตามประสาวัยรุ่น หรือบางรายที่มีอารมณ์ซึมเศร้าเด่นกว่าแมเนีย ก็มักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการวินิจฉัยและส่งผลต่อการรักษาที่ล่าช้าไปเฉลี่ยถึง 11 ปี ซึ่งอัตราการเกิดโรคครั้งแรกพบบ่อยที่สุดที่ช่วงอายุ 15-19 ปี และรองลงมา คือ อายุ 20-24 ปี โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี อีกทั้งโรคอารมณ์แปรปรวน ถือเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคในระยะยาวเรื้อรัง และเป็นโรคที่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูง ประมาณร้อยละ 70-90 ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาด้านการจัดการสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ รวมถึงมุ่งเน้นการศึกษาในการพัฒนาศักยภาพเพื่อการจัดการกับอาการของตนเองด้วยตัวผู้ป่วยจิตเวชเองที่ชัดเจน โดยปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา ยังพบว่าการดูแลช่วยเหลือยังขาดเรื่องการติดตามและการกระตุ้นให้ใช้ทักษะต่างๆ ในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง และขาดแหล่งข้อมูลความรู้ที่ช่วยในการสนับสนุนผู้ป่วยขณะเผชิญปัญหาเมื่ออยู่ที่บ้าน จึงทําให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงของอาการที่มากขึ้น และเกิดการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยได้ ”

จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การฝึกให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับปรุงและพัฒนาความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตนเอง และทําให้ผู้ป่วยมีความรุนแรงของอาการลดลงได้ ที่สำคัญ ครอบครัวต้องดำเนินการแก้ไขโดยมีครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม เพราะหากคนในครอบครัวเข้าใจและลดการแสดงออกทางอารมณ์ที่สูงในครอบครัว ก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการผู้ป่วยได้ สำหรับแนวทางการรักษาโรคจิตเวช และโรคไบโพลาร์ อันเป็นที่ยอมรับแล้ว คือ วิธีรักษาด้วยการใช้ยา ร่วมกับการบําบัดทางจิตสังคม (Psychosocial therapy) เช่น จิตบําบัดปรับความคิดและพฤติกรรม จิตบําบัดเพื่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคล สุขภาพจิตศึกษา และการบําบัดที่เน้นครอบครัว และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การให้สุขภาพจิตศึกษา

ร่วมกับการรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพในการช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี อีกประเด็นที่ควรเฝ้าระวังคือ การนำคำว่า “ไบโพลาร์” มาพูดเล่นเชิงติดตลก จะเห็นได้ตามสื่อละครหรือรายการโทรทัศน์ที่มักจะนำส่วนหนึ่งของอาการมาพูดเล่นออกอากาศบ่อยครั้ง รวมถึงในระดับบุคคลทั่วไปที่การใช้คำและอาการ “ไบโพลาร์” มาเปรียบเปรยหรือล้อเล่น นับเป็นการสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้แก่ผู้รับสื่ออีกด้วย

ด้านประสบการณ์ตรงของ ดีเจเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ในฐานะที่เคยป่วยเป็นไบโพลาร์ มาแชร์เพื่อเป็นกำลังใจและจุดประกายให้กับคนที่กำลังเผชิญกับโรคไบโพลาร์ ภาวะซึมเศร้า รวมถึงจิตเวชอื่นๆ ว่า “ไม่ต้องอายที่จะไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคนี้สามารถควบคุมได้ ซึ่งในตอนแรกจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นไบโพลาร์ เพราะช่วงแรกยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการของโรค อารมณ์จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งคนที่เป็นระยะแมเนีย (mania) จะออกแนวล้นๆ มีพลังเหลือเฟือ ไม่หลับไม่นอน แต่พออยู่ในระยะซึมเศร้า (depression) อาการก็ค่อยๆ ลง รู้สึกห่อเหี่ยว ไม่อยากทำอะไร จนวันหนึ่งเริ่มรู้ตัวว่าอาการหนัก เพราะใช้อารมณ์แค่ชั่ววูบทำร้ายตัวเอง ถึงแม้จะรู้ตัวแต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะคิดอย่างเดียวว่าไม่อยากอยู่ ไม่มีคุณค่า หลังจากนั้นผมก็รีบปรึกษาจิตแพทย์ และเข้ารับการรักษาต่อเนื่องประมาณ 5 ปี จนสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ อยากเรียกร้องให้สังคมและภาครัฐทำความเข้าใจกับโรคนี้ให้มากขึ้น ปรับทัศนคติว่าผู้ป่วยไม่ใช่บุคคลอันตราย และร่วมกันเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้กลับมาใช้ชีวิตได้ต่อไป”

ปัจจุบัน เราสามารถจัดการให้ความรู้หรือติดตามผลของการรักษาผ่านสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการพูดคุย แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ หรือปรึกษาแพทย์ทาง Telemedicine ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาททางการแพทย์และมีส่วนช่วยในการติดตามผู้ป่วยด้านจิตเวชได้มากขึ้น นอกเหนือจากการควบคุมอาการด้วยยาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ทุกปัจจัยล้วนเป็นความท้าทายในการรักษาโรคไบโพลาร์ในอนาคต ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัวผู้ป่วย ภาคีเครือข่าย รวมถึงภาคประชาชน ในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649265

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 08:02 น.‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’รู้จักกับหนึ่งในเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อคนรักสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุด อย่าง ‘ชาอู่หลง’ ดูคุณประโยชน์ดีๆ อย่าง ‘OTPP’ ที่ช่วยให้เบากาย สบายอารมณ์ ปิดท้ายที่วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ

วิถีชีวิตทุกวันนี้ที่ผู้คนต่างยุ่งกับการหาเลี้ยงชีพ และเร่งรีบเพื่อก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งอาจไม่มีเวลาดูแลสุขภาพของตนเอง และเกิดความตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายมากขึ้น หนึ่งในกระแสที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง คือกระแสการออกกำลังกายให้พอเหมาะ และรับประทานอาหารที่ดีควบคู่กันไป  

โดยปัจจุบันคนไทยเริ่มตระหนักถึงการคัดสรรอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมถึงเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ การดื่ม “ชา”…เครื่องดื่มที่เป็นที่รู้จักในด้านสุขภาพจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ “ชาอู่หลง” ซึ่งเป็นชาประเภทกึ่งหมักที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีสี กลิ่นหอม และรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยกระบวนการหมักที่ไม่เหมือนใครนี้ ยังทำให้ชาอู่หลงอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่จะช่วยให้วันที่ยุ่งเหยิงของคนยุคใหม่กลายเป็นวันเบาๆ สบายๆ ที่สุขภาพดีได้

‘เบากาย’ ด้วย OTPP (โอทีพีพี)

Oolong Tea polymerized-polyphenols สารธรรมชาติกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีในชาอู่หลงชนิดเดียวเท่านั้น สาร OTPP ที่ทำให้ชาอู่หลงมีความพิเศษแตกต่างจากชาชนิดอื่นนั้น เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) คือการนำใบชามาผึ่งแห้งด้วยแสงอาทิตย์เพื่อให้ใบชาคายน้ำ หลังจากนั้นจึงนำไปผึ่งในที่ร่มภายใต้การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เรียกว่า “การหมักบางส่วน” เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) 

จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส (Lipase) ที่มีหน้าที่สลายไขมันให้แตกตัวและดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง จากการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ดื่มชาอู่หลงติดต่อกัน 3 วัน มีการดูดซึมไขมันเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง ไขมันถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น รวมถึงมีรอบเอวเล็กลง ที่สำคัญขั้นตอนการหมักชาแบบพิเศษนี้ยังทำให้ชาอู่หลงมีรสชาติที่เข้มข้นไม่เหมือนชาชนิดอื่น และสามารถช่วยแก้เลี่ยนจากการรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน ชาอู่หลงจึงถือเป็นเครื่องดื่มคู่ใจสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารมันๆ เป็นอย่างยิ่ง

OTPP กับชีวิตประจำวัน

ชาอู่หลงที่มีสาร OTPP จะช่วยให้รู้สึกเบาสบาย ผ่อนคลายทั้งใจและกาย ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและกลิ่นหอมที่ลงตัวของชาอู่หลง จะช่วยให้สัมผัสถึงความสดชื่น สาร OTPP ในชาอู่หลงจะช่วยให้ลิ้มรสอาหาร ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับไขมันหรือน้ำมัน

‘สบายอารมณ์’ ด้วยกลิ่นหอมละมุนและรสชาติกลมกล่อม 

เพราะชาอู่หลงที่ผ่านกระบวนการกึ่งหมักแล้วจะถูกนำไปอบแห้งทำให้เกิดรสชาติที่อยู่ระหว่างชาสดและชาบ่ม และยังจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาเพราะให้รสชาติที่เข้มกว่าชาเขียว แต่ฝาดน้อยกว่าชาดำ จึงเกิดเป็นรสชาติที่ลงตัว กลิ่นหอมที่ได้ก็แตกต่างจากชาอื่น เพราะเป็นการผสานระหว่างกลิ่นใบชาคั่วและกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ การจิบชาอู่หลงเย็นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งช่วยกระตุ้นสมอง พร้อมกลิ่นหอมละมุนชวนผ่อนคลายในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญการทำงานอันยุ่งเหยิง จะช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยตึงเครียดได้ดี ชาอู่หลงจึงเป็นเครื่องดื่มที่เป็นตัวช่วยสำหรับมนุษย์วัยทำงานเป็นอย่างยิ่ง

วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงเพื่อสุขภาพที่ดี

การเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือควรเลือกดื่มชาอู่หลงที่มีปริมาณ OTPP 70 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับประสิทธิภาพการลดการดูดซึมไขมัน และส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด การดื่มชาอู่หลง ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้วต่อวัน เพราะหากบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายได้

การดื่มชาอู่หลงเป็นประจำจึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องทุ่มเทพละกำลังกาย และกำลังสมองอย่างหนักในการทำงานตลอดทั้งวัน จนไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวเอง เพื่อมอบช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย เบากาย และสบายใจ ในทุกๆ วันของชีวิต และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย หากอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ OTPP เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ https://bit.ly/3qtdvs9

‘สิว’ ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649205

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 11:35 น.'สิว' ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัยแพทย์ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว เผยปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักของคนแต่ละช่วงอายุ พร้อมบอก Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

‘สิวๆ’ ในภาษาไทย คำนี้บางคนใช้เป็นสแลงที่มีความหมายถึงเรื่องง่ายๆ กระจอกๆ แต่สำหรับใครหลายๆ คน การเป็นสิวไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเค้าเลย จริงอยู่ว่าสิวอาจจะไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การเป็นสิวส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะมีผลต่อภาพลักษณ์ หลายครั้งทำให้สูญเสียความมั่นใจ ทุกครั้งที่ต้องเห็น สิวเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ สลับกันขึ้นไม่หยุดหย่อน

พ.ญ.พนิดา จรรย์ศุภรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว ดังนี้

สิวคืออะไร?

สิวคืออาการทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจาการที่รูขุมขน มีน้ำมัน หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วมาอุดตัน ซึ่งอาจทำทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวอุดตันหัวดำๆ ที่เราอาจเรียกกันว่าสิวเสี้ยน และถ้าหากมี แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวร่วมด้วย อาจลามไปจนเป็นสิวที่มีลักษณะอักเสบ และกลายเป็นหนอง สิวสามารถเป็นได้ในผิวทุกส่วนในร่างกายที่มีต่อมไขมัน (Sebaceous Glands) ไม่ใช่เฉพาะบริเวณผิวหน้าเท่านั้น ในหลายๆ ครั้ง เราพบว่าบางคนมีสิวเรื้อรังที่บริเวณแผ่นหลัง หรือหน้าอกก็ได้เช่นกัน

สาเหตุของการเกิดสิว

แต่ละคนมีลักษณะสิวที่แตกต่างกัน ไม่มีใครสามารถบ่งบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้แน่นอนและชัดเจน แต่มักจะมีปัจจัยหลายประการที่อาจส่งเสริม ทำให้เกิดสิว ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายใน เช่น กรรมพันธุ์ เราพบว่าเด็กที่ พ่อหรือแม่มีประวัติมีปัญหาเรื่องสิวเยอะ มีแนวโน้มที่จะมีสิวเยอะได้เช่นกัน แต่ก็ไม่เสมอไป, เรื่องของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยรุ่น หรือช่วงก่อนหรือหลัง มีประจำเดือน, ปัจจัยจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจไม่ใช้สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่อาจทำให้สิวแย่ลง หรือรุนแรงมากขึ้น , การรับประทานอาหารบางชนิด, ภาวะท้องผูกหรือการขับถ่ายไม่ดี

2. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับผิว, การเล่นกีฬา เหงื่อออก, การทำความสะอาดผิว, การกินยาบางชนิด สามารถทำให้เกิดสิวได้ เช่น ยาที่ส่วนผสมของสเตียรอยด์ เป็นต้น การสูบบุหรี่, การเผชิญกับฝุ่นควัน หรือมลภาวะ เป็นต้น

สิวในทุกช่วงวัย

หลายคนอาจคิดว่า สิวมักจะเป็นแต่เฉพาะในช่วงวัยรุ่น จริงๆ แล้วสิวเป็นอาการทางผิวหนังที่สามารถเกิดได้ทุกช่วงวัย

· ในเด็กวัยแรกเกิด ก็มีสิวได้เช่นกัน เราพบว่า ร้อยละ 20-40 ของเด็กวัยแรกเกิด ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จะพบเป็นสิวเม็ดเล็กๆที่บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางโดยสิวในเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่มีปัจจัยมาจากฮอร์โมนของแม่ที่มาสู่ลูก และมักจะหายไปเอง ภายใน 3-4 เดือน

· ในช่วงวัยรุ่น ปัจจัยหลักๆ ก็จะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากวัยเด็ก เข้าสู่วัยหนุ่มสาว ซึ่งในวัยนี้เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ในเด็กผู้หญิง ก็จะเริ่มมีประจำเดือน ส่วนในเด็กผู้ชายก็จะเริ่มยืดตัว สูงขึ้น เสียงเริ่มแตกหนุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกว่าเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น สิวในวัยนี้ส่วนใหญ่จึงมีความรุนแรงกว่าในวัยอื่นๆ ได้ ในบางคน อาจไม่ได้เป็นสิวเฉพาะที่หน้า สิวยังสามารถขึ้นที่หลัง หน้าอก ได้อีกเช่นกัน

· ในวัยทำงาน ในช่วงวัยทำงาน สาเหตุหลักของการเกิดสิวอาจต่างไปจากในช่วงวัยรุ่น อาจมีในเรื่องของ ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือปัจจัยในที่ทำงาน การเผชิญมลพิษ ฝุ่นควันต่างๆ การแต่งหน้า เครื่องสำอางทั้งหลาย ทำให้ในบางคนก็ยังสามารถเป็นสิวเรื้อรังได้

· ในวัยผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วในวัยผู้ใหญ่สิวอาจไม่ได้มีความรุนแรงมาก อาจเป็นได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการดูแลรักษารอยแผลเป็น หลุมสิวที่เกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า

Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

· ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป บ่อยครั้งที่บางคนคิดว่าเราเป็นสิวเพราะผิวเราสกปรก จริงๆแล้วเราควรทำความสะอาดผิวให้เหมาะสม เพราะการรบกวนผิวด้วยการล้างหน้าบ่อยๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงเกินไป จะเป็นการทำลายเกราะป้องกันผิวที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลที่ดีนะคะ

· อย่าบีบสิว เพราะหลายๆครั้งการบีบสิวด้วยมือหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาดอาจเป็นการนำพาเอาเชื้อโรคที่ไม่พึ่งประสงค์กลับเข้าไปในผิว สิวอาจลุกลาม ลึกและแย่กว่าเดิม

สุดท้ายนี้ หากเราพยามยามทำความเข้าใจผิวของเรา ดูแลผิวให้ถูกวิธี ปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการรักษา เพียงเท่านี้เรื่องสิว ก็จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ สิวๆ เท่านั้นเอง

8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649024

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 10:15 น.8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท เผยอาการปวดหัวเป็นประจำอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังและร้ายแรง รวมทั้งอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ หากไม่รีบรักษา

ปวดหัว อาการที่ใครๆ ต่างก็เคยเป็น และหลายคนอาจมองว่าเป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ กินยาแก้ปวดเดี๋ยวก็หาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวนั้นมีหลายชนิด อาการบางอย่างสามารถบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการปวดหัวที่มาพร้อมกับอาการผิดปกติอื่นๆ

แพทย์หญิงจุฑาทิพย์ รัตนพันธ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการปวดหัวที่อันตรายและเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง แบ่งออกเป็น 8 อาการ ดังนี้ 

1. ปวดหัวรุนแรงแบบเฉียบพลัน ปวดขึ้นมาทันทีทันใดหรือปวดจนหมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาจเกิดจากการมีเลือดออกในสมอง เช่น หลอดเลือดสมองแตก หลอดเลือดสมองโป่งพอง ซึ่งพบได้บ่อย 

2. ปวดหัวร่วมกับคอแข็งเกร็ง มีไข้ อาจเกิดจากมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือมีสมองอักเสบร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง จนทำให้เสียชีวิตได้ 

3. ปวดหัวร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เวียนศีรษะ เดินเซ เห็นภาพซ้อน เป็นต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคเนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมองตีบตันซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 

4. ปวดหัวร่วมกับมีอาการชักเกร็งหรือกระตุก อาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองตีบตันใกล้บริเวณผิวสมอง เป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน หรือโรคเส้นเลือดขอดในสมอง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำบางตำแหน่งในสมองเชื่อมต่อกันผิดปกติ 

5. ปวดหัวบริเวณท้ายทอย บางครั้งปวดจนตาพร่ามัวหรือชักเกร็ง อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงหรือภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ 

6. ปวดหัวมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เช่น นั่ง ยืน นอน อาจเกิดจากภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองมากกว่าปกติ หรือ ภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงหรือต่ำผิดปกติ 

7. ปวดหัวในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เนื้องอกในสมอง โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น HIV โรคทางภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด เช่น SLE 

8. ปวดหัวตลอดเวลาและไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม 

นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดหัวแบบที่ไม่เป็นอันตราย แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคเรื้อรังได้ นั่นคือการปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักเกิดจากโรคไมเกรนหรือการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่อันตรายแต่เป็นโรคเรื้อรังและรบกวนคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ อาการปวดหัวจากไมเกรนสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารักษาชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดใต้ผิวหนัง หรือการรักษาทางเลือกด้วยการฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน เพื่อป้องกันอาการปวดหัวไมเกรน ร่วมกับหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ส่วนอาการปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัวหรือออฟฟิศซินโดรม สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาร่วมกับการกายภาพบำบัด ซึ่งอาการปวดหัวเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาจะเรื้อรังและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคร่วมอื่น เช่น ภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น อาการปวดหัวจึงไม่ใช่อาการเพียงเล็กน้อยที่เราจะมองข้ามได้ แม้ว่าจะปวดไม่มากแต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำหรือมีอาการร่วมดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาให้ตรงโรค ตรงจุดและทันท่วงที

เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/648934

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 16:34 น.เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ?จีเอสเค เผยสถิติใหม่ โควิด-19 ส่งผลกระทบสุขภาพช่องปากที่แย่ลง พร้อมแนะคนไทยปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก และพบหมอฟันให้มากขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 มีผลต่อการบริโภคขนมขบเคี้ยวและอาหารที่มีน้ำตาลและเป็นกรดมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่กลับยังคงมีวิธีดูแลสุขภาพช่องปากในรูปแบบเดิมๆ และพบทันตแพทย์น้อยลง

ผลสำรวจล่าสุดจาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ ซึ่งจัดทำโดยบริษัทสำรวจและวิจัยตลาด อิปซอส เปิดเผยว่า การระบาดของ โรคโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยมีการสำรวจความคิดเห็นออนไลน์กับผู้บริโภคจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีอายุมากกว่า 18 ปี จาก 5 ประเทศในยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร สเปนและรัสเซีย) และ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย)

ข้อค้นพบที่สำคัญของผู้บริโภคในประเทศไทยจากผลสำรวจ มีดังนี้

ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีปัญหาสุขภาพช่องปาก อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ตามมา แต่ยังไม่มีแนวทางดีพอในการจัดการสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้น

การแพร่ระบาดของโรคของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต มาตรการล็อคดาวน์ในหลายพื้นที่ทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบังคับให้ต้องทำงานจากที่บ้าน ดังนั้น จากผลการศึกษาจึงสังเกตเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันและพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากโดยรวมของพวกเขา

ในประเทศไทย ผู้บริโภค 9 ใน 10 คน หรือกว่า 92% กล่าวว่า การดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม 63% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 85% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ และ 66% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือการจัดการกับโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี แต่ผลสำรวจก็ชี้ให้เห็นว่าพวกเขายังมีแนวทางในการจัดการสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยรวม

ในบรรดาผู้ที่เผชิญปัญหาเกี่ยวกับช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการ พบว่ามีผู้บริโภคในประเทศไทยเพียง 38% เท่านั้นที่ระบุว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อดูแลช่องปาก และมีเพียง 6% เท่านั้นไปเข้ารับการตรวจเช็คหรือทำความสะอาดช่องปากกับผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเป็นประจำเพื่อรักษาปัญหาดังกล่าว ถึงแม้มีข้อเท็จจริงที่ระบุว่า 79% ของผู้บริโภคในประเทศไทยอ้างว่าตนเองมีปัญหาเสียวฟัน โดย 68% กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วรู้สึกเจ็บฟันเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ผลสำรวจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของคนไทยที่ไม่กระตือรือร้นในการรักษาสุขภาพช่องปากโดยรวม แม้หลายคนจะเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการอยู่แล้วก็ตาม

การเพิกเฉยต่อการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดำเนินไปในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้บริโภคและอาจจะเกิดความเสี่ยงอื่นๆ ตามมา

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้สุขภาพช่องปากโดยรวมแย่ลงเช่นกัน

ผู้บริโภคในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงระหว่างการระบาดของโควิด-19 พวกเขารับประทานขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้น 20% กาแฟหรือชา 22% ขนมที่มีส่วนประกอบของไอศกรีม 19% น้ำผลไม้บรรจุกล่อง 21% และน้ำดื่มอัดลม 12% การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มประเภทนี้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลชัดเจนต่อสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัจจัยที่เข้าไปเร่งการสึกหรอของสารเคลือบฟันซึ่งร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ

ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้บริโภคในประเทศไทยประสบปัญหาสุขภาพช่องปากที่แย่ลงอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารและดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว 79% ระบุว่ามีอาการเสียวฟัน 47% ระบุว่ามีปัญหาฟันเหลือง และ 60% ระบุว่ามีปัญหาคราบหินปูน และนี่คือ 3 ปัญหาหลักเกี่ยวกับช่องปากที่ผู้บริโภคในประเทศไทยกำลังเผชิญ

เมื่อสำรวจความคิดเห็นว่าพวกเขามีแนวทางในการจัดการกับปัญหาช่องปากของตนเองอย่างไร 26% ระบุว่าหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา คือการแปรงฟันเป็นประจำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดเป้าหมายและแนวทางเฉพาะในการดูแล

สุขภาพช่องปากของผู้บริโภค นอกจากนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 14% เท่านั้นที่เข้าไปรับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำกับทันตแพทย์เพื่อจัดการกับสภาวะสุขภาพช่องปากของพวกเขาอย่างกระตือรือร้น

โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเกิดความลังเลที่จะไปพบทันตแพทย์ 

67% กังวลกับการไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง เนื่องจากเหตุผลที่ต้องการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยลดหรือหยุดการไปพบทันตแพทย์ในทันที ในบรรดาผู้บริโภคที่อ้างว่ารู้สึกกังวลหรือค่อนข้างกังวลที่จะไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง 39% ระบุว่า ด้วยจำนวนคนในคลินิกทันตกรรมที่มากเกินไป จึงเกรงว่าจะไม่ได้ปฏิบัติตนตามมาตรการในการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ 45% กล่าวว่า กลัวจะติดเชื้อโควิด -19 จากการสัมผัสอุปกรณ์ทันตกรรม และ 36% ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าคลินิกทันตกรรมได้มีการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดอย่างทั่วถึงและเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่

คีธ ชอย หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจคอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ กล่าวว่า “การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนและแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่าในขณะนี้มีการรับรู้อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสุขภาพช่องปาก อย่างไรก็ดี เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินงานเพิ่มเติมหลายอย่าง เพราะการดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีมีความสำคัญต่อการดูแลตนเองและสุขภาพโดยรวมในระยะยาว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ พร้อมเข้าไป

ช่วยเหลือผู้บริโภคในการจัดการและพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวม ผ่านความเข้ารู้ความเข้าใจที่ได้รวบรวมมาเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคผสานกับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์”

“ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคราบหินน้ำลายที่สะสมหรืออาการเสียวฟันขณะรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความกังวลในการไปพบทันตแพทย์เป็นเหตุให้ได้รับการรักษาที่ล่าช้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ดังนั้น การพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นประจำและการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากอย่างดีเป็นสิ่งจำเป็น การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดี” รศ.ทพ.ยสวิมล คูผาสุข ทบ. ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก (ปริทันตวิทยา) ปริญญาโท (ปริทันตวิทยา) กล่าว

เริงร่าไปกับเหล่าดอกไม้และผีเสื้อในช่วงสปริงซีซั่น กับ Armitron คอลเลคชั่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648467

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 10:51 น.เริงร่าไปกับเหล่าดอกไม้และผีเสื้อในช่วงสปริงซีซั่น กับ Armitron คอลเลคชั่นใหม่ถึงเวลาเริงร่าไปกับเหล่าดอกไม้และผีเสื้อในช่วงสปริงซีซั่นนี้ กับคอลเลคชั่นใหม่จาก Armitron ที่รับรองว่าแค่เห็นก็ต้องตกหลุมรัก!

นาฬิกา Armitron แบรนด์นำเข้าสุดฮิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา ขอเปิดตัวซีซั่นใหม่เอาใจสาวคิวท์ด้วยคอลเลคชั่นที่ยกขบวนความหวานมาแบบขีดสุด กับไฮไลท์เด่นอย่างผีเสื้อตัวน้อยที่พร้อมโลดแล่นอยู่บนข้อมือของคุณในทุกวัน ผ่านการดีไซน์อย่างลงตัวบนหน้าปัดนาฬิกา ที่รับรองว่าเพียงแค่เห็นก็ทำให้หัวใจของคุณเบ่งบานแข่งกับดอกไม้ได้แล้ว

สำหรับความพิเศษของคอลเลคชั่นนี้นอกจากเหล่าผีเสื้อที่พร้อมมาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของช่วงเวลานี้แล้ว หน้าปัดของทุกเรือนยังประดับไปด้วยคริสตัลหลากสี เพื่อเพิ่มความเปล่งประกายและสดใสมากกว่าที่เคย โดยคอลเลคชั่นนี้มาพร้อมทั้งสายหนัง และสายสแตนเลสสตีล ให้คุณเลือกสนุกกับการแต่งตัวในแบบฉบับของคุณเองได้แบบไม่รู้จบ

สำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีความยูนีค ใส่ได้ทุกวัน ราคาน่ารัก แต่คุณภาพแสนเริ่ดต้องห้ามพลาดแบรนด์นี้เลย ช้อปนาฬิกา Armitron ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Watch Else Shop, Time deco Shop และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือช่องทางออนไลน์ที่ shopee, lazada และ central online

#onewatchmanyfaces #ArmitronTH

คอลเลคชั่นยีนส์รักษ์โลกสไตล์วินเทจยุค 90 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648465

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 09:35 น.คอลเลคชั่นยีนส์รักษ์โลกสไตล์วินเทจยุค 90 ลีวายส์ ผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน เผยคอลเลคชั่นยีนส์รักษ์โลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับสไตล์วินเทจยุค 90 ใน Levi’s 551TM Z สำหรับผู้ชาย และ Levi’s Loose Fit สำหรับผู้หญิง

ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืนผ่านกิจกรรมและแคมเปญมากมายเลยทีเดียว สำหรับ ลีวายส์ (Levi’s) แบรนด์ยีนส์ที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมไปทั่วโลก ล่าสุดเตรียมเผยแคมเปญ Better Clothes, Better Choices, Better Planet นำเสนอคอลเลคชั่นแฟชั่นรักษ์โลก พาสไตล์สู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม Cottonized Hemp (การผสมใยกัญชงกับคอตตอน) อย่าง Levi’s 551TM Z Authentic Straight fit สำหรับผู้ชาย และ Levi’s Women’s Loose Fit สำหรับผู้หญิง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสไตล์ยุค 90 หยิบทรงกางเกงสุดฮิตกลับมาให้เหล่าแฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกครั้ง

กว่าหลายสิบปีที่ลีวายส์ เฝ้าพัฒนาศักยภาพในการเป็นเจ้าแห่งแฟชั่นที่ยั่งยืน ผุดแคมเปญหลากหลายเพื่อรณรงค์ให้คนตระหนักถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะลีวายส์ตระหนักและเข้าใจในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีส่วนส่งผลกระทบมากมายต่อธรรมชาติทั้งในกระบวนการผลิต การฟอก การทำสี รวมถึงขยะจากฟาสแฟชั่นที่มาไวไปไว ก่อให้เกิดเป็นขยะในอนาคตจำนวนมหาศาล ฉะนั้นลีวายส์ จึงได้รังสรรค์นวัตกรรมแฟชั่นรักษ์โลก โดยครอบคลุมทั้งสายการผลิต ตั้งแต่การเฟ้นหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต รวมไปถึงได้ริเริ่มชวนยืดอายุให้กับยีนส์ตัวโปรด เพื่อให้ได้มาซึ่งแฟชั่นที่ยั่งยืนมากกว่า (Better Clothes)

นวัตกรรมยีนส์รักษ์โลกได้ริเริ่มตั้งแต่ ปี 2011 ด้วยนวัตกรรม Water< LessTM ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ใช้น้ำน้อยในการผลิตยีนส์ ต่อมาได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในปี 2020 ได้มีการนำวัตถุดิบที่เป็นมิตรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาทิเช่น Tencel และ Hemp พร้อมทั้งจัดกิจกรรม Customization ทำการตกแต่งยีนส์ กระตุ้นให้ลูกค้าได้นำยีนส์มาชุบชีวิตใหม่ เพื่อยืดอายุยีนส์ตัวเก่งให้อยู่คู่คุณไปอีกนาน และ ในปี 2021 เพื่อแฟชั่นที่ยั่งยืนยิ่งกว่า ลีวายส์ มุ่งมั่นพัฒนาและตอกย้ำความเป็นผู้นำในแฟชั่นยีนส์ และได้ผลิตสินค้าที่ได้ใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากมาย (Better Choices) อาทิ

  • Tencel เส้นใยที่ทำจากเปลือกต้นยูคาลิปตัสและต้นสน ที่เติบโตได้ง่าย ปลอดสารเคมี ลดการใช้น้ำ เส้นใยอ่อนนุ่ม ระบายอากาศได้ดี สามารถย่อยสลายได้ในทางชีวภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
  • Hemp ใยกัญชงพืชที่ยั่งยืนมากกว่า ใช้น้ำน้อย เจริญเติบโตได้ง่าย ปลอดสารเคมี ต้องการการดูแลน้อยมากกว่าฝ้ายหลายเท่า สามารถประหยัดน้ำในการปลูกถึง 30% ซึ่งในการปลูกกัญชง 10 ไร่ สามารถให้ผลผลิตเส้นใยเท่ากับการปลูกฝ้าย 20-30 ไร่ นอกจากนี้ลีวายส์ ยังคิดค้นนวัตกรรมผลิตยีนส์ยั่งยืนจากนวัตกรรม Cottonized Hemp ซึ่งเป็นการนำ Hemp มาผสมกับฝ้ายเพื่อให้ยีนส์มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวยิ่งกว่าเดิม
  • Organic Cotton ลีวายส์ เลือกใช้เฉพาะฝ้ายออร์แกนิคเพาะปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดสารเคมี
  • Recycled Poly เส้นใยจากพลาสติก เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นยีนส์ตัวเก่ง ลดขยะที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จากวัตถุดิบสู่นวัตกรรม Water< LessTM ซึ่งเป็นนวัตกรรมผลิตยีนส์น้ำน้อยที่ลีวายส์ คิดค้นและทำขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2011 จนปัจจุบัน ซึ่งประหยัดน้ำได้มากกว่า 3.5 พันล้านลิตร และนำน้ำที่เสียจากการผลิตยีนส์ผ่านกระบวนการบำบัดกลับมา รีไซเคิลใช้ได้อีกกว่า 5 พันล้านลิตร และยังเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ลีวายส์ ใช้ในการผลิตยีนส์จนถึงปัจจุบัน

จากหัวใจสำคัญที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแฟชั่น ในการผลักดัน ค้นคว้า และสร้างสรรค์แฟชั่นรักษ์โลก นำสไตล์สู่ความยั่งยืนอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อการเป็นทางเลือกที่ดียิ่งกว่า (Better Choices) ให้กับเหล่าเจเนอเรชั่นใหม่ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ได้เลือกแฟชั่นที่ถูกใจและสวมใส่แฟชั่นยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อสภาพแวดล้อม เพื่อโลกที่ดียิ่งกว่า น่าอยู่มากยิ่งขึ้น (Better Planet)

“ความยั่งยืน” ถือเป็นความสำคัญอันดับแรกของเรา มันเป็นแรงผลักดันให้เราเฟ้นหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ รวมถึงกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มันเป็นหัวใจสำคัญที่เราใช้สร้างสรรค์สไตล์เดนิมให้คู่ไปกับความยั่งยืน“ กล่าวโดย Jill Guenza Levis Vice President of Women’s Design

จากแคมเปญ (Better Clothes, Better Choices, Better Planet ) ลีวายส์ สานต่อแนวคิดความยั่งยืนอย่างไม่หยุดยั้ง นำสไตล์สตรีทจากยุค 90 กลับมาอีกครั้ง ด้วย นวัตกรรม Cottonized Hemp ใยกัญชง สร้างสรรค์ยีนส์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีสัมผัสอันนุ่มนวลใส่สบายผ่าน Levi’s 551TM Z Authentic Straight Fit ฟิตใหม่สำหรับหนุ่มๆ ทรงกระบอกสไตล์วินเทจที่คุ้นเคย แต่ที่ไม่เหมือนเดิม เป็นการกลับมาของยีนส์ 1961 Levi’s 551TM ZIP FLY รุ่นดั้งเดิม Levi’s 551TM Z Authentic Straight Fit ถูกดีไซน์ใหม่เป็นแบบขาตรงทรงหลวมดูร่วมสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายความย้อนยุค พร้อมกับเนื้อผ้าที่ให้ความยืดหยุ่นสูง เพิ่มความพิเศษด้วยการใช้ซิปแทนกระดุม และมีแถบ “E” Red Tab สีแดงขนาดใหญ่สองด้าน สามารถใส่ทำกิจกรรมสุดฮิตอย่างเล่น สเก็ตบอร์ด, Surf Skate หรือสาวกสตรีทแวร์

Levi’s Women’s Loose Fit สำหรับสาวๆ ที่หยิบความนิยมจากแฟชั่นยุค 80 และ 90 มาใช้ในการออกแบบ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการสวมใส่เป็นหลัก โดย High Loose ถูกดีไซน์ให้เอวสูงเป็นพิเศษขาตรงกว้าง มาในสียีนส์ซีดใส่คู่กับเสื้อเชิ้ตให้ความรู้สึกถึงความวินเทจไปในตัว High Loose Taper เป็นรุ่นที่มีความเป็นผู้หญิงสูง ถูกออกแบบมาให้เน้นสัดส่วนช่วงเอวให้ดูคอด ขาสอบไล่ระดับความกว้างตั้งแต่บนลงมาถึงปลายขา มาพร้อมสียีนส์สุดคลาสสิก สามารถใส่คู่กับเสื้อเบลาส์หรือเสื้อครอป คอมพลีทลุคให้ดูหวานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี High Waisted Taper สีเข้มเอวสูงทรงขากระบอกเล็ก และ High Waisted Straight สียีนส์ซีดทรงบอย มาให้เหล่าแฟนๆได้เลือกไปมิกซ์แอนด์แมทช์ตามสไตล์ 

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของลีวายส์ เราทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรา สร้างขยะ มลพิษ รวมถึงทรัพยากรให้น้อยที่สุด แต่ยังคงนำเสนอสไตล์และมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวและยั่งยืนที่สุดเท่าที่เคยมีมา มาร่วมกันใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลกใบนี้ด้วยการบริโภคอย่างมีสติสู่การซื้อที่ดีขึ้น และร่วมกันในการสร้างโลกใบใหม่ที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าคอลเลคชั่น Levi’s 551Z และ Levi’s Loose Fit ได้ที่ https://www.levis.co.th/sustainability-th/

www.levis.co.th/551z-th

และ www.levis.co.th/highloose-th/

#LiveInLevis #Sustainability #Hemp #ที่สุดแห่งแฟชั่นยั่งยืน #ใยกัญชง

วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648424

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 07:20 น.วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับฟิลิปส์เผยสถิติใหม่ วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ แนะคนไทยใส่ใจการนอนอย่างมีคุณภาพเนื่องในวันนอนหลับโลก

  • 71% ของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บอกว่าพวกเขามีสุขภาพการนอนที่แย่ลงเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงาน การเข้านอน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความสามารถในการนอน
  • ในปีพ.ศ.2563 พบว่าประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีเวลาในการนอนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.2 ชม. ต่อคืน แต่กว่า 41% บอกว่าพวกเขายังรู้สึกไม่พึงพอใจต่อคุณภาพการนอน
  • ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้เปิดรับการใช้เทคโนโลยี เทเลเฮลท์ (Telehealth) และการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการนอนหลับบนออนไลน์มากขึ้น แต่ความกังวลยังคงขัดขวางการเข้ารับการตรวจภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่

รอยัล ฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลก เผยสถิติใหม่จากผลสำรวจประจำปีเกี่ยวกับการนอนหลับครั้งที่ 6 เนื่องในวันนอนหลับโลก ซึ่งตรงกับวันที่  19 มีนาคม ในหัวข้อ “Seeking Solutions: How COVID-19 Changed Sleep Around the World” พบว่าการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก ไม่เพียงแต่เรื่องระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพการนอนอีกด้วย จากการสำรวจข้อมูลด้านการนอนหลับของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพบว่ากว่าสองในสามหรือ 71% มีสุขภาพการนอนที่แย่ลงเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 

เนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความรู้สึกกังวลและตื่นตระหนกให้กับประชากรทั่วโลก ซึ่งความเครียดและความวิตกกังวลนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการนอนหลับของผู้คนทั่วโลก นับเป็นเวลาปีกว่าที่ทั่วโลกเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าในปี พ.ศ. 2563 ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใช้เวลาในการนอนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.2 ชม.ต่อคืน (เทียบกับปีก่อนหน้าที่ใช้เวลาในการนอน 7.1 ชั่วโมง) แต่กว่า 41% กลับบอกว่าพวกเขารู้สึกไม่พึงพอใจต่อคุณภาพการนอน ซึ่งส่งผลให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องการปรับเปลี่ยนคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าถึงข้อมูลบนออนไลน์หรือการใช้เทคโนโลยีเทเลเฮลท์ (Telehealth) เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ประชากรในภูมิภาคต่างเผชิญกับภาวะการนอนที่ไม่มีคุณภาพ

จากผลสำรวจประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่ากว่า 50% รู้สึกว่าการระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อคุณภาพการนอนที่แย่ลง โดย 22% กล่าวว่าพวกเขารู้สึกว่านอนน้อยลงในตอนกลางคืน และอีก 44% เปิดเผยว่าพวกเขามีอาการง่วงนอนในช่วงกลางวัน แต่ในขณะที่ 38% ให้ความเห็นว่าพวกเขารู้สึกว่านอนหลับอย่างมีคุณภาพ หลายๆ คน ยังมีปัญหาการนอนหลับสนิทอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า 42% มีปัญหาตื่นนอนในช่วงกลางดึก และ 33% มีอาการเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ 26% มีอาการนอนไม่หลับ      โดยสาเหตุอันดับแรกของการนอนไม่หลับมาจาก ความเครียดและวิตกกังวล (21%) รองลงมาคือ การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต (17%) และสภาพแวดล้อมของการนอน (16%)

ความเครียดและวิตกกังวลที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนอันดับแรก คือความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเงิน (54%) รองลงมาคือ เรื่องการทำงาน (52%) ต่อมาคือสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว (38%) และเรื่องภายในครอบครัว (34%) แต่ที่น่าสนใจคือ กว่า 42% ยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

โทรศัพท์มือถือ ขัดขวางการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

จากการสำรวจพบว่าประชากร 50% ใช้โทรศัพท์ขณะอยู่บนเตียงนอน และกว่า 50% ยอมรับว่าการเล่นโทรศัพท์เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาทำก่อนนอน และเป็นสิ่งแรกที่เขาทำเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า โดยส่วนมาก 49%  ใช้โทรศัพท์เพื่อความบันเทิง ในขณะที่ 37% ชาร์จโทรศัพท์ข้างเตียงทิ้งไว้ตลอดทั้งคืน ส่วนอีก 22% กล่าวว่าพวกเขามีการตื่นขึ้นมาเพื่อรับสายโทรศัพท์ หรือตอบข้อความกลางดึก

นอกจากนี้ ผู้คนส่วนใหญ่กว่า 78% ยอมรับว่าการเล่นโทรศัพท์บนเตียงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขานอนหลับช้าลง โดยพวกเขามักใช้เวลาไปกับการดูโซเชียลมีเดียต่างๆ (75%) ดูวิดีโอ (67%) เช็คอีเมล (39%) ส่งข้อความ (37%) และติดตามข่าวสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (45%)

ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพการนอนหลับ

เพื่อให้เกิดการนอนที่มีคุณภาพมากขึ้น ประชากรในเอเชียแปซิฟิกได้มีการใช้วิธีต่างๆ เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการนอนหลับให้ดีขึ้น ทั้งการใช้ดนตรีบำบัด (41%) การอ่านหนังสือ (50%) ดูโทรทัศน์ (39%) การเข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา (35%) ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (25%) รวมถึงการใช้เครื่องมือตรวจจับภาวะการนอนหลับ (18%)

อย่างไรก็ตาม จากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลดีต่อการผลักดันให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับมากขึ้น พร้อมทั้งหันมาใช้ระบบเทเลเฮลท์ และการเข้าถึงข้อมูลทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการนอนให้ตัวเอง โดยพบว่ากว่า 50% ได้ใช้เทคโนโลยีเทเลเฮลท์เป็นครั้งแรกเพื่อทำการนัดหมายเข้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 โดย 62% ของผู้ที่ใช้เทเลเฮลท์รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก และพวกเขาบอกว่าจะยังคงใช้เทคโนโลยีเทเลเฮลท์ต่อไปในอนาคต หากพวกเขาต้องการคำปรึกษาหรือตรวจสอบคุณภาพการนอนอีกด้วย 

จากปัญหาเรื่องการนอนหลับที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ (45%) เข้าปรึกษาแพทย์ประจำตัว (41%) ค้นหาข้อมูลสุขภาพออนไลน์ และบนเว็บไซต์ต่างๆ (41%) แล เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบเทเลเฮลท์ (40%)

ตรวจสอบคุณภาพการนอนอย่างใกล้ชิด เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านการนอน

ในขณะที่ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหันมาให้ความสำคัญและแก้ไขปัญหาการนอนหลับให้ดีขึ้น แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกกลัวที่จะเข้ารับการตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive Sleep Apnea :OSA) จากสถิติพบว่าหนึ่งในสาม หรือประมาณ 31% มีความกังวลที่จะเข้ารับการตรวจด้านการนอนหลับ (Sleep Test) เพราะกลัวว่าจะได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ในขณะที่ 27% เชื่อว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะนอนหลับ ทำให้อากาศไม่สามารถผ่าน หรือผ่านได้น้อย ส่งผลให้เกิดภาวะออกซิเจนในเลือดลดลง มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากสถิติพบว่าคนไทยมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่ที่ 11.4% โดยอาการที่เด่นชัดของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คือ อาการนอนกรน และมีเสียงกรนที่เหมือนคนหยุดหายใจเป็นพักๆ โดยอุบัติการณ์ของอาการนอนกรนในคนไทย พบอยู่ที่ 26.4% นอกจากนี้ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับยังทำให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงมีอาการเพลียตอนตื่นนอน และง่วงตอนกลางวัน และหากมีอาการรุนแรงอาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้อีกด้วย

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของพวกเราทุกคน หนึ่งในนั้น คือ คุณภาพการนอนของเราด้วย ถึงแม้ว่าผู้คนจะ Work from Home หรือทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ได้อยู่บ้านมากขึ้น แต่ความเครียดและความกังวลจากสถานการณ์ดังกล่าวกลับส่งผลกระทบด้านลบต่อการนอนหลับได้เช่นกัน เนื่องในวันนอนหลับโลกปีนี้ ฟิลิปส์ จึงต้องการรณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยหันมาใส่ใจการนอนที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพราะการนอนหลับที่ดีและเพียงพอ มีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานและการใช้ชีวิตในแต่ละวันและยังเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีในระยะยาวอีกด้วย จึงอยากแนะนำให้ทุกท่านสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง หากสงสัยว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ ให้เข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธี” 

หากต้องการทราบถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลสำหรับ Global Sleep Survey และนวัตกรรมเพื่อการนอนหลับจากฟิลิปส์ สามารถติดตามได้ที่ Philips.com/WorldSleepDay

เท่ล้ำสไตล์ไปอีกขั้นกับ Lee X-Line จากกลิ่นอายของสตรีทแฟชั่นที่มาแรงของ Surf-Skate และวัฒนธรรมดนตรีแบบ Hip Hop Culture #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648401

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 16:01 น.เท่ล้ำสไตล์ไปอีกขั้นกับ Lee X-Line จากกลิ่นอายของสตรีทแฟชั่นที่มาแรงของ Surf-Skate และวัฒนธรรมดนตรีแบบ Hip Hop Cultureจัดเต็มความเท่แบบสตรีทแฟชั่น กับ Lee X-Line เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย และ SouthEast Asia! เท่ ล้ำสไตล์ไปอีกขั้น กับเสื้อผ้าทรง Oversized สุดฮิต และเทคนิคการตัดเย็บแบบใหม่ พร้อมให้คุณดูโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ชอบอะไรที่จำเจ ล่าสุด Lee หนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกในด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความชำนาญในการตัดเย็บมากว่า 130  ปี ได้พัฒนา Lee X-LINE เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วัยรุ่นยุคใหม่ที่เป็นตัวของตัวเอง ชอบความโด่ดเด่นไม่เหมือนใคร เพื่อให้ทุกคนพร้อมโชว์สเตตัสและไลฟ์สไตล์สายแฟกับเพื่อนในโลกออนไลน์อย่างเต็มที่

สำหรับคอลเลคชั่น Lee X-LINE ได้รับแรงบันดาลใจจากตัวตน กระแสโลก (Trend) และกลิ่นอายของ Street Fashion ที่กำลังเป็นที่นิยมจาก Surf-Skate และวัฒนธรรมดนตรีแบบ Hip Hop Culture ซึ่งสอดแทรกไปกับเสื้อผ้าทุกชิ้น ทั้งฟิตติ้งแบบ Oversize ที่กำลังได้รับความนิยม ปลายผ้าตัดเฉียงไม่เหมือนใคร การใช้เทคนิคการปริ้นท์ลวดลายแบบใหม่ที่โดดเด่นสะดุดตา และเลือกใช้วัสดุตัดเย็บที่มีเอกลักษณ์ กอปรกับแฟชั่นยุคนี้ที่ไม่มีคำว่าถูกผิด ช่วยให้ทุกคนสนุกกับการ Mix & Match เพื่อสร้างสไตล์เฉพาะตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการใส่เสื้อเชิ้ตทับซ้อนเลเยอร์กับเสื้อยืด หรือใส่เสื้อโอเวอร์ไซส์สุดเท่กับกางเกงทรงขากระบอก (Tapered) ที่หลวมช่วงบน และไต่ระดับความฟิตที่บริเวณท่อนล่าง ก็ตอบโจทย์ลุคเท่แบบ Street Fashion ได้อย่างลงตัว 

กางเกงยีนส์ในคอลเลคชั่นนี้ Lee หยิบเอา Iconic Fit อย่างทรง Tapered, Slim และ Shorts มาออกแบบให้ทันสมัยและมีสไตล์ยิ่งขึ้น รวมถึงการฟอกสีแบบใหม่ ที่ให้สีซีดสวยแบบบลูยีนส์ พร้อมทำรอยขาดกำลังพอเหมาะ เมื่อ Match กับท่อนบนแบบ Oversized แล้วก็ได้อารมณ์เท่ๆแบบโมเดิร์นแต่ยังคงความเท่แบบ Denim ได้เป็นอย่างดี

กล้าที่จะแตกต่างในแบบของคุณไปกับ Lee X-LINE ได้ที่ร้านและเคาน์เตอร์ Lee ทุกที่โรบินสันทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดสินค้าได้ที่

Facebook : Lee Jeans Thailand

IG : LeeJeansTH

TW : Lee Jeans Thailand

Line@ >> @LeeJeansTh

#LeeX-LINE #LeeJeansTH #StandTall #มีลีมีดีต้องโชว์

Q&A : เปิดใจผู้บริหาร CMG ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กร หลังคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยสองปีซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648080

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 09:05 น.Q&A : เปิดใจผู้บริหาร CMG ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กร หลังคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยสองปีซ้อนมุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศ ถอดบทสัมภาษณ์ ‘เอ็ดวิน ยัป ฮอสัน’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล สำรวจเส้นทางความร่วมมือหลังรักษามาตรฐานจนคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่น “Best Employers Awards of Thailand“ สองปีซ้อน

รางวัล Best Employers Awards of Thailand 2020 คืออะไร มีส่วนช่วยให้องค์กรดีขึ้นอย่างไร?

คุณเอ็ดวิน ยัป ฮอสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป (CMG) บริษัทผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังระดับโลกกว่า 40 แบรนด์ ตั้งแต่แฟชั่น ยีนส์ ความงาม นาฬิกา รองเท้า เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านและไลฟ์สไตล์ อาทิ เช่น DYSON, CASIO, GARMIN, CLARINS, Aesop, THREE, THE BODY SHOP, CALVIN KLEIN JEANS, POLO RALPH LAUREN, MLB, GUESS, LEE, WRANGLER, FITFLOP, JOCKEY, HUSH PUPPIES ซึ่งอยู่ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เล่าให้เราฟังว่า รางวัล Best Employers Awards of Thailand จัดตั้งโดย Kincentric มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงด้านทรัพยากรบุคคลในประเทศไทย โดยมุ่งหวังช่วยพัฒนาบรรยากาศในการทำงานให้องค์กร และสามารถดึงดูดบุคลากรคุณภาพมากฝีมือได้

ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนนประกอบด้วย 4 เกณฑ์ ได้แก่ 1)ระดับการให้ความร่วมมือของพนักงาน 2)ความคล่องตัวขององค์กร 3)ระดับความใส่ใจของหัวหน้า 4)ระดับการให้ความสำคัญของพนักงานที่มีความสามารถ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย CMG จึงพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการที่ชื่อ “โครงการ i-Care” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น โดยพวกเราได้ส่งใบสมัครสำหรับการคัดเลือกในปี 2018 และโชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทที่ได้รับรางวัลในปี 2019 นับตั้งแต่นั้นมาเราได้รักษามาตรฐานและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัล Best Employer Award ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2020

การได้รับรางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย (Best Employers Awards of Thailand) ทำให้เราได้รับประโยชน์หลายประการ กล่าวคือ ภายในองค์กร ช่วยให้เราเกิดความภาคภูมิใจ เฉลิมฉลองผลงานการมีส่วนร่วมของพนักงานและวัฒนธรรมขององค์กร กระตุ้นให้ทุกคนดูแลเอาใจใส่พนักงานและวัฒนธรรมองค์กรของเราท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ด้านภายนอกองค์กร เราได้รับความชื่นชมจากพันธมิตรทางธุรกิจของเราจากทั่วทุกมุมโลก และช่วยเพิ่มความพยายามในการหาบุคลากรที่มีความสามารถที่สุดเข้าสู่ CMG

จึงกล่าวได้ว่า รางวัล Best Employer Award เป็นทั้งการยกย่องและเป็นแรงผลักดันให้เราทุกคนมุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศในทุกสิ่งที่เราทำ

อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ทำให้ CMG ได้รับรางวัลติดต่อกันถึงสองปีซ้อน?

ในปี 2019 เกณฑ์ที่ 1 ในการตัดสินคือ คะแนนการมีส่วนร่วม 90% เราได้คะแนนการมีส่วนร่วมเหนือมาตรฐานจากทุกด้าน Kincentric ประเมินเราจากแนวทางปฏิบัติด้านทรัพยากรบุคคล 23 ด้าน ซึ่งนับเป็นช่วงการตัดสินใจที่ยากลำบาก จากนั้นพวกเขาจึงสรุปปัจจัยสำคัญและแนวทางปฏิบัติว่า ทำไมเราถึงกลายเป็น Best Employer

ปัจจัยสำคัญที่พิจารณาในการคัดเลือก Best Employers คือคะแนนการมีส่วนร่วม และเราใน CMG ได้รับคะแนนการมีส่วนร่วมสูงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้รับคะแนนการมีส่วนร่วมที่สูงนี้ด้วยการรักษาวัฒนธรรมองค์กรและอยู่กันเหมือนครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความคิดเติบโตและการขับเคลื่อนให้เป็นแนวหน้าของนวัตกรรมในอุตสาหกรรมค้าปลีก

Kincentric ยังประเมินเราใน 23 ด้านการปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การจัดแนวกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลไปจนถึงกลยุทธ์ของบริษัททั้งหมด พร้อมทั้งการฝึกอบรมและการพัฒนา ไปจนถึงการสรรหาและการรักษาไว้และประเด็นสำคัญอื่นๆ

CMG รับมือหรือจัดการอย่างไร เพื่อดูแลพนักงานในช่วงสถานการณ์ COVID-19?

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ลูกค้าของเราได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อของที่ร้านไปสู่การซื้อของทางออนไลน์มากขึ้น เราได้ทำการเปิดใช้งานด้านการตลาดค่อนข้างกว้าง เช่น การจัดสรรผู้ช่วยร้านค้าเพื่อจัดการคำสั่งซื้อออนไลน์ เชิญให้พวกเขามาเป็นคนขาย Facebook Live เพื่อรับมือกับพฤติกรรมการจับจ่ายแบบใหม่ เรามอบโอกาสใหม่ๆ ให้กับพนักงานในร้านที่ยังคงทำงานอยู่

COVID-19 เป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกค้าปลีกและพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการสร้างยอดขาย แม้ว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวและร้านค้าจะปิดตัวลงแล้วก็ตาม เรามุ่งเน้นไปที่ช่องทางการขายที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ IG การโทรหาลูกค้า และสนับสนุนให้พนักงานของเราเป็นผู้ประกอบการ เมื่อเราเพิ่มขีดความสามารถให้ทีมของเราได้ลองใช้แนวคิดและแนวทางใหม่ๆ มันกลายเป็นช่วงเวลาแห่งพลังสำหรับความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้นำจากทุกระดับและทีมแบรนด์ในบริษัทของเรา จากนั้นเราได้ระบุแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นใหม่และทำให้มีโครงสร้างมากขึ้นและสามารถนำไปใช้ซ้ำได้ในแบรนด์ของเรา เป็นผลให้แบรนด์ CMG ในผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องแต่งกาย รองเท้า นาฬิกา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นผู้นำในการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในรูปแบบใหม่ๆ และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับคู่แข่งของเราในการปฏิบัติตาม

ใน CMG ทีมของเราเรียกการมารวมตัวกันว่า “WIN AS ONE” สิ่งนี้เป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง COVID :

1] เพื่อนร่วมงานของเราหลายคนเปลี่ยนจากบทบาทเดิมมาเป็นช่วยงานในพื้นที่ที่ท้าทายที่สุดในการดำเนินงานของเรา พนักงานร้านค้าและทีมงานหลังบ้านเข้ามามีบทบาทในคลังสินค้าของเราเพื่อช่วยในการจัดเรียงสินค้าลงคลังการเลือก การบรรจุ และการจัดส่งสำหรับอีคอมเมิร์ซ ทีมแบรนด์ของเราได้มีช่วง Facebook Live และทำงานใหม่ๆ เช่นการโฮสต์โปรแกรม แชทออนไลน์กับลูกค้า และดำเนินการตามคำสั่งซื้อ

2] มีการใช้มาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดรวมถึง WFH บางส่วน การสวมหน้ากาก การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อมือ และอุปกรณ์ UV เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของไวรัสทั้งในร้านค้าของเราและในสำนักงาน

3] ทีมสำนักงานใหญ่ของเราได้ดำเนินการผลักดันการบริจาคโรงรถและการประมูล โดยรายได้จะมอบให้กับทีมร้านค้าของเราที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการปิดร้าน นั่นเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นการดูแลและติดต่อกับทีมของเราเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์ COVID

Work-From-Home เป็นสิ่งที่เราทุกองค์กรถูกบังคับให้นำมาใช้อย่างกะทันหัน อยากให้ช่วยแบ่งปันวิธีที่ CMG ออกแบบหลักการทำงานเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร?

เพื่อลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 เราให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคคลากรเป็นอันดับแรกอย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะทำงานจากที่บ้าน เรากำลังฝึกฝนแพลตฟอร์มการสื่อสารออนไลน์ เช่น Microsoft Team ทีมสามารถติดต่อกันได้อย่างง่ายดายและสามารถปรับปรุงหลักการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อผลลัพธ์สูงสุด เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ เราได้จัดคิวการทำงานแบบ WFH สลับการมาออฟฟิศ และอนุญาตให้ทุกคนที่มีความกลัวหรือกังวลด้านสุขภาพทำ WFH ได้แบบเต็มเวลา เราอาศัย Workchat ของเราโดยอิงจากทีมของเราตามหัวข้อหรือโครงการเพื่อให้แน่ใจว่าเราก้าวไปข้างหน้าด้วยการสื่อสารและการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ เราใช้ซอฟต์แวร์ทีม MS เป็นประจำและการโทรแบบกลุ่มเพื่อทำการประชุม นอกจากนี้ เรายังตระหนักดีว่าการประสานงานเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมการผลิต ดังนั้น เราจึงสนับสนุนให้คนกลุ่มเล็กๆติดต่อกันบ่อยๆ ส่วนในระดับผู้นำเรายังจัดประชุมทุกๆ 2 สัปดาห์เพื่อแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตลอดจนตอบคำถามจากทีมของเรา

การพัฒนาความสามารถของพนักงานอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทอย่างไร คุณช่วยแบ่งปันมุมมองของ CMG ได้ไหม?

พวกเราได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับตัวเองในช่วง COVID ทีมงานของเราพิสูจน์แล้วว่าเรามีความยืดหยุ่น มีความคล่องตัว เป็นผู้ประกอบการ และมีความคิดสร้างสรรค์ และเราสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วต่อความท้าทายในสภาพแวดล้อมการค้าปลีกที่กระจัดกระจาย ในอนาคตเราจะสนับสนุนให้ทีมของเราแสดงให้เห็นถึงลักษณะเหล่านี้ต่อไป ทุกครั้งที่มีสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนรู้เราจะช่วยให้พนักงานจากทุกระดับได้ลองสิ่งใหม่ๆ จากนั้นระบุแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด จัดระเบียบการเรียนรู้ และทำหลัก “การเรียนรู้” เพื่อให้ทีมอื่นๆ ของเรานำไปใช้ใหม่ได้พร้อมทั้งปรับปรุงแนวทางและกระบวนการของเราอย่างต่อเนื่องสำหรับพื้นที่ใหม่ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่หลากหลายช่องทาง เป้าหมายการตลาดของลูกค้า Facebook Live แชทไลน์ และร้านค้า ฯลฯ เพื่อให้ทีมของเราอยู่ในระดับแนวหน้าในการเอาชนะใจลูกค้าใหม่ๆ และสร้างความรักในแบรนด์

ตาม 4 เกณฑ์หลักในการให้คะแนน Best Employers Awards of Thailand ได้พัฒนาโปรแกรม i-Care อยากให้กล่าวถึงว่าโปรแกรม i-Care คืออะไร? และโปรแกรมนี้เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของ CMG ได้อย่างไร?

ที่ CMG เราส่งเสริมและสร้างค่านิยมและวัฒนธรรม I-CARE ของเราอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นโครงการของ Central Group ที่ดำเนินการในทุกหน่วยธุรกิจ

I-CARE ย่อมาจาก : Innovation, Customer, Alliance, Relationship, Ethic ในทุกสิ่งที่เราทำ เราเตือนตัวเองตลอดเวลาให้ประพฤติและปฏิบัติตามกรอบ I-CARE เรายังมีกิจกรรมการรับรู้และจดจำ I-CARE เป็นประจำทุกปีเพื่อให้ความรู้แก่พนักงานใหม่เกี่ยวกับ I-CARE ตลอดจนจัดแสดงตัวอย่างพฤติกรรม I-CARE ที่ดีที่สุดที่พนักงานของเราแสดงให้เห็นใน CMG เรานำคุณค่าของ I-CARE มาใช้กับทีม “WIN AS ONE” ที่เรามารวมตัวกัน เราส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การเอาใจใส่ ความเข้าใจ และการดูแลกันและกัน เราอาจจะมีความหลากหลายในวัย ภูมิหลัง และสภาพแวดล้อม แต่เมื่อเราทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น

ทิ้งท้ายจากใจผู้บริหาร : ในฐานะองค์กรที่ได้รับรางวัล Best Employers Awards of Thailand สองปีซ้อน อยากให้แบ่งปันเคล็ดลับเพื่อช่วยปรับปรุงธุรกิจอื่นๆ ที่กำลังเติบโต

ผมสรุปได้ดังนี้ ผมขอแนะนำให้ผู้นำทางธุรกิจทุกคนมีส่วนร่วมกับทีมผ่านแนวทาง Head, Heart and Hands 

ใช้แนวทาง Head – สร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ระบุพื้นที่ของการเติบโต ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ได้รับทักษะและความสามารถใหม่ๆ และให้รางวัลแก่ผู้ที่ปฏิบัติได้ยอดเยี่ยม พนักงานมีความภาคภูมิใจในการทำงานในองค์กรที่ได้รับรางวัล โดยมีแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนพร้อมทั้งความเป็นเลิศในการดำเนินการและโอกาสในการเรียนรู้

ใช้แนวทาง Heart  ดูแลพนักงาน แสดงความเห็นอกเห็นใจ อยู่กันอบอุ่นเหมือนครอบครัว มีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทำเพื่อให้ผู้คนมารวมกันและสร้างขวัญกำลังใจในทีม ยกตัวอย่างกิจกรรมของเรา เช่น Happy Friday การแต่งกาย และ Simple Joys (ขนมขบเคี้ยว) เป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุน แต่มีประสิทธิภาพในการมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับทีมของเรา

ใช้แนวทาง Hands – เราสนับสนุนให้ทีมของเรามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ได้ลองสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยความถ่อมตน รับประสบการณ์ที่หลากหลายนอกเหนือจากขอบเขตการทำงานปกติ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของทีม

…พื้นฐานทั้งหมดนี้ คือความรักสำหรับทีมงาน แบรนด์ และลูกค้าของเรา