เปิด 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังช่วงหน้าร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647973

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 11:20 น.เปิด 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังช่วงหน้าร้อนกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือน 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง

เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้อาหารบูดเสียง่าย กรมควบคุมโรค แนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หากอาหารมี รูป รส กลิ่น สีผิดปกติไม่ควรรับประทาน

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เผยประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว กรมควบคุมโรค จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี อาจทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง

จากรายงานของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง ตั้งแต่ปี 2561-2563 รวมจำนวน 1,342,975 ราย  1,189,659 ราย และ 915,289 ราย ตามลำดับ จากสถานการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นผลมาจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และล้างมือบ่อยๆ ตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาด การสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ

สำหรับอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่ประชาชนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ 10 เมนู ได้แก่

  1. จ่อม/ก้อย/ลาบดิบ
  2. อาหารประเภทยำ
  3. อาหารทะเล
  4. ข้าวผัด/ข้าวผัดโรยเนื้อปู
  5. ขนมจีน
  6. สลัดผัก
  7. อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิ
  8. ส้มตำ
  9. ข้าวมันไก่
  10. น้ำแข็งที่ไม่สะอาด 

ซึ่งเมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทาน โดยยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หากเป็นอาหารกล่องควรแยกกับข้าวออกจากข้าว และรับประทานภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ หากมีรูป รส กลิ่น สีผิดปกติไม่ควรรับประทาน

เลือกซื้อวัตถุดิบที่สดสะอาด บริโภคน้ำดื่มและน้ำแข็งที่สะอาดได้มาตรฐาน ไม่รับประทานอาหารที่ปรุงจากพืชและสัตว์ที่มีพิษหรือไม่รู้จัก ควรใช้ช้อนกลางส่วนตัว เมื่อรับประทานร่วมกัน เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 และก่อนหยิบจับหรือรับประทานอาหารควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

พังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาท รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647836

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 08:15 น.พังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาท รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลแพทย์ห่วงคนใช้งานมือหนักอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงกล้ามเนื้อมืออ่อนแรงจากภาวะข้อมือกดทับเส้นประสาท ปล่อยไว้นานไม่รีบรักษาอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร

พฤติกรรมการใช้มือผิดท่าหรือใช้งานหนักเกินไป โดยเฉพาะในลักษณะจับ กำ เกร็งวัตถุด้วยการออกแรงมากในท่าเดิมนาน ๆ เช่น การขับรถ ทาสี เย็บปักถักร้อย เล่นดนตรี ถือของหนัก หรือแม้แต่การออกกำลังกายในบางท่า ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้งานนิ้วมือและข้อมืออย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดพังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาทได้

นายแพทย์นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า พังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาท หรือ CTS (Carpal tunnel syndrome) เกิดจากพังผืดบริเวณข้อมือหนาตัวขึ้นจากการใช้งานมือในท่าเดิมเป็นเวลานาน จนไปกดทับเส้นประสาท Median nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกของนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางครึ่งนิ้ว และเลี้ยงกล้ามเนื้ออุ้งมือด้านหัวแม่มือ เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับจึงทำให้เกิดอาการชามือ ปวด เมื่อย แสบร้อน รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตที่มือ อาจเป็นช่วงกลางดึกหรือหลังตื่นนอนหลังการใช้งานต่อเนื่อง โดยจะมีอาการมากขึ้น ถี่ขึ้นหรือตลอดเวลาเมื่อโรครุนแรงขึ้น จนกล้ามเนื้ออุ้งมือเหี่ยว ลีบลง กำลังมืออ่อนแรง หยิบจับสิ่งของไม่ถนัดหรือหลุดมือ

“จริง ๆ แล้วพังผืดที่ข้อมือมีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและทำให้รับรู้แรงของข้อมือ รวมถึงช่วยให้เส้นเอ็นบริเวณข้อมือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การใช้งานมือในลักษณะจับ กำ เกร็งวัตถุแบบใช้แรงมากและเป็นเวลานานจะทำให้พังผืดหนาขึ้น ซึ่งสามารถหนาได้ถึง 3 – 4 มิลลิเมตร จนไปกดทับเส้นประสาท โดยโรคนี้พบบ่อยในกลุ่มคนที่ใช้งานมือค้างในท่างอหรือแอ่นมากเกินไป รวมทั้งการใช้เครื่องมือที่สั่นสะเทือนเป็นประจำ” นายแพทย์นรฤทธิ์กล่าว

สำหรับการวินิฉัยโรค แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจไฟฟ้าวินิจฉัย Electrodiagnosis เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและยืนยันการวินิจฉัย ส่วนการรักษาพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาท หากเป็นระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้งานมือ รับประทานวิตามิน ยาแก้อักเสบ ยดลดความไวต่อเส้นประสาท ใส่อุปกรณ์ประคองข้อมือให้อยู่ในท่าตรง แช่น้ำอุ่น กายภาพบำบัด หรือฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดความหนาของพังผืด แต่สเตียรอยด์จะมีฤทธิ์นาน 3 – 6 เดือน และไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเส้นเอ็นได้

ในกรณีที่อาการรุนแรงแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดแผลบริเวณกลางอุ้งมือความยาว 2 – 4 เซ็นติเมตร และต้องปิดแผลเป็นเวลา 10 -14 วัน ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้อาจเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทฝอยและชั้นผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการผ่าตัดแบบผ่านกล้อง โดยเจาะรูที่บริเวณอุ้งมือ 1 – 2 รู ขนาด 0.5 – 1 เซ็นติเมตร และยังมีแผลเย็บเหมือนการผ่าตัดวิธีแรก รวมถึงพักการใช้งานมือเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันมีเทคนิคการรักษาโรคพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาทด้วยการใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์นำ เจาะผ่านผิวหนังโดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดและไม่มีแผลเย็บ โดยแผลมีขนาดเล็กเพียง 1 มิลลิเมตรเท่านั้น สามารถล้างมือและอาบน้ำตามปกติได้ใน 3 วัน หรือ 72 ชั่งโมงหลังการรักษา ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบและเส้นประสาทฝอยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคเหมือนการผ่าตัดเปิดแผลแบบเก่า

นายแพทย์นรฤทธิ์ ยังแนะนำว่า หากจำเป็นต้องใช้งานมือหนักอย่างต่อเนื่อง สามารถป้องกันอาการพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาทได้ด้วยการแช่มือในน้ำอุ่นและบริหารด้วยการกำเหยียดเป็นประจำ แต่ถ้ามีอาการแสดงแล้วควรรีบพบแพทย์และรักษา เพราะหากปล่อยไว้นานอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร และถึงแม้จะรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว แต่ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมือก็อาจเสี่ยงเกิดโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากการใช้งานมือได้ เช่น นิ้วล็อก ข้อเสื่อม เป็นต้น

PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647747

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 07:31 น.PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมืองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดเตือนปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ของประชากรที่เสียชีวิตในโลก พร้อมเผยผลร้ายต่อสุขภาพอนามัย แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ช่วงนี้หลายจังหวัดโดยเฉพาะในเขตเมืองของพื้นที่ภาคเหนือ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลายๆ จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ประชากรที่เสียชีวิตในโลก จำนวน 4.2 ล้านคน มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ ในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างมาก

โดยปัญหามลพิษทางอากาศในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก ที่พบบ่อยเป็นลักษณะแบบ Particulate matter (PM) เป็นฝุ่นละอองที่มีทั้งของเหลวและของแข็ง ซึ่งเป็นโลหะพิษ (toxic compound) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon) แขวนลอยในอากาศโดยที่ผิวของฝุ่นละอองจะมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น สารหนู (arsenic) ตะกั่ว (lead) แคดเมียม (cadmium) ส่งผลให้มีสภาพความเป็นกรดที่ผิวของฝุ่นละออง การแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 4 ประเภทโดยขนาดยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

โดยพบว่าฝุ่นละอองขนาด > 5 μm จะเกาะติดบริเวณช่องปาก คอ และลิ้น ไม่ลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก แสบตา เจ็บคอ จาม ฝุ่นละอองที่มีขนาด 2.5 – 5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลม (trachea) และขั้วปอดส่วนต้น (bronchus) ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อยมากขึ้นในผู้ป่วยโรคหืด (asthma) และ ในกรณีของฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมฝอย (respiratory bronchiole) และ ถุงลม (alveoli) ได้

สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศ

นพ.ยุทธนา อภิชาตบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรกรรมโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ รายงานในปี 2561 ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม รวมไปถึงยานพาหนะก่อให้เกิดฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 μm (PM 2.5) โดยสาเหตุมักเกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งในทางเกษตรกรรม การเผาไหม้น้ำมันดิบ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในเตาเผาครัวเรือน

กระบวนการวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศ และดัชนีอากาศ

การรายงานระดับความรุนแรงของมลพิษในอากาศ จะรายงานเป็นภาพรวม โดยรวมเอา particulate matter (PM 10, PM 2.5), carbon monoxide (CO), ozone (O3), nitrogen dioxide (NO2) และ sulfur dioxide (SO2) มาคำนวณเรียกว่า Air Quality Index (AQI) โดย AQI ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 5 ระดับโดยระดับสูงสุด คือ AQI ที่มากกว่า 201 ขึ้นไป (ดูเทียบจากตารางที่ 2) และ ตารางที่ 3 ในเรื่องของค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่เทียบเท่ากับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยค่าเฉลี่ย PM 2.5 นั้น จะรายงานเป็นค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง โดยระดับที่เกิน 50 μg/m3 เป็นระดับที่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษหรือผู้มีโรคประจำตัวควรลดระยะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 โดยสีเตือนนั้นจะใช้สีส้ม และถ้าค่า PM 2.5 เกิน 90 μg/m3 สีเตือนเป็นสีแดง จะเริ่มมีผลเสียทางสุขภาพต่อประชาชนทั่วไป ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด

ผลของฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อสุขภาพอนามัย

PM 2.5 นั้น ส่งผลทำให้การต่อต้านอนุมูลอิสระลดลง ธาตุโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง วาเนเดียม และแมงกานีส บนผิว PM 2.5 ทำให้เกิด ROS และ RNS ภายในเซลล์ ทำให้ความแข็งแรงของเซลล์ ลดลงเกิดการตายของเซลล์ นำไปสู่การอักเสบของเนื้อเยื่อ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กกับระบบทางเดินหายใจนั้น อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบได้โดยเฉพาะในส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ และ ยังส่งผลทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ โรคหอบหืด (asthma) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease) ปอดติดเชื้อ (pneumonia) โดยเฉพาะกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นในระดับของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น

ผลของฝุ่นละอองต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลทำให้ระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ (vascular endothelial dysfunction) ซึ่งก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจโต และหัวใจวาย ส่วนผลของ ฝุ่นละอองกับการเกิดโรคมะเร็ง ฝุ่น PM 2.5 มีความเป็นพิษต่อยีน (genotoxic) โดยตรงทำให้สารพันธุกรรมเสียหาย (DNA damage) โดยสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไต ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลางและ อื่น ๆ

แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทาง ด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า มาตรการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในระยะยาว ควรรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น) ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการ ลด ละ เลิก กิจกรรมกลางแจ้งเมื่อมีคำเตือน และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm สามารถลงไปจนถึงถุงลมปอดก่อให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ควบคุมการใช้ยานพาหนะที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ทางเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรมที่ปล่อยควันเสีย เป็นต้น สำหรับประชาชนทั่วไปการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมาก ๆ เช่น ช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคมเพื่อลดโอกาสสูดเอาฝุ่นละอองดังกล่าวเข้าปอด

แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647610

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 14:58 น.แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง“วันไตโลก” แพทย์ชวนลดหวาน มัน เค็ม พร้อมแนะเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับสุขภาพ ลดเสี่ยงโรค NCDs

ทุกวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคม องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) กำหนดให้เป็น “วันไตโลก” ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มีนาคม 2564 โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ชวนประชนชนลดการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มให้น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน และสุขอนามัยที่ดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า วันไตโลกปีนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันโรคไต เนื่องในปัจจุบัน คนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งโรคไตเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากระบบการทำงานของไตผิดปกติ ทำให้ไตไม่สามารถขับของเสียหรือรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้

โรคไตมีสาเหตุหลายอย่าง ได้แก่ โรคซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นโรคถุงน้ำในไต (polycystic kidney disease) โรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของไต  (glomerulonephritis) โรคที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะเช่นจากนิ่ว และที่สำคัญคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัดเป็นประจำ ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โรคความดันโลหิตสูง และเกิดโรคเบาหวานตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่พบบ่อยที่สุด

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการดูแลและป้องกันการเกิดโรค ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำร้ายไต และหันมาดูแลสุขภาพตนเอง ดังนี้

  • งดรับประทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
  • ลดการทานอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋อง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากมีสารพิษต่อไตโดยตรง
  • ควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน
  • รับการตรวจสุขภาพประจำปี

ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า เพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตต่อสุขภาพองค์รวม และมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไต และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม สำหรับ ปีนี้มีธีม “Living Well with Kidney Disease” สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติตต่อเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรค เอ็น ซี ดี (Non-communicable diseases: NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารให้มองหาสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” บนฉลาก เครื่องหมายนี้จะบอกว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีปริมาณสารอาหาร เช่น น้ำตาล ไขมัน โซเดียมที่เหมาะสมต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เช่น น้ำปลาทั่วไป 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมประมาณ 450 มิลลิกรัม แต่น้ำปลามีสัญลักษณ์นี้บนฉลาก 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม เป็นต้น

ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพให้เลือกซื้อถึง 11 กลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารมื้อหลัก กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป กลุ่มนม เป็นต้น รวมแล้วกว่า 2,000 รายการ สามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ และร้านค้าทั่วไป รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้าย

5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647459

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 08:50 น.5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยากไขปัญหา “ลูกกินยาก”ทำอย่างไร กับ 5 เทคนิคช่วยให้มื้ออาหารของเจ้าตัวน้อยอร่อยจนต้องขอเติม!

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะเคยประสบปัญหาหนักใจ เพราะทำอย่างไรลูกก็ไม่ยอมกินข้าว หรือเลือกรับประทานแต่อาหารแบบเดิมๆ ที่เจ้าตัวชอบ โดยเฉพาะในประเทศไทย 35.5% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 1-3 ปี และกว่า 40.6% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 3-5 ปี กำลังเผชิญกับปัญหาลูกเป็นเด็กเลือกรับประทาน จึงอดรู้สึกกังวลไม่ได้ว่าลูกน้อยจะโตขึ้นเป็นเด็กกินยากและไม่แข็งแรงเนื่องจากไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน

วันนี้เรามี 5 เทคนิค ช่วยคุณพ่อคุณแม่รับมือกับมื้ออาหารอันแสนวุ่นวายของเจ้าตัวเล็ก แถมยังเปลี่ยนลูกน้อยช่างเลือกให้เป็นเด็กกินง่าย รับประทานอาหารได้หลากหลาย มีสุขภาพดี และที่สำคัญรสชาติอร่อยจนรู้สึกติดอกติดใจ

1. เพิ่มเวลาหิว

งดของกินเล่นเกินควรก่อนมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น ขนม นม หรือ น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกอิ่มท้องจนไม่อยากกินข้าว โดยมื้อหลักและมื้ออาหารว่างควรเว้นห่างกันประมาณ 2-3 ชั่วโมง ทริคง่าย ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ คือควรกำหนดเวลากินให้เป็นกิจลักษณะ มีเวลาระหว่างมื้ออาหารมากพอ เพื่อช่วยสร้างวินัยและเลิกนิสัยกินจุกจิก กินไม่เป็นมื้อ เพื่อทำให้พอถึงเวลาอาหาร เจ้าตัวเล็กจะได้รับประทานได้อย่างเต็มที่และเอร็ดอร่อยกับฝีมือของคุณพ่อคุณแม่

2. สร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน

หากเจ้าตัวแสบงอแงไม่ยอมกินอาหารที่ไม่ใช่ของโปรดหรือรสชาติไม่ถูกใจ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรตำหนิลูกอย่างรุนแรงบนโต๊ะอาหาร หรือตักอาหารจ่อปากบังคับให้รับประทาน เพราะจะเป็นการสร้างความทรงจำที่ไม่ดีระหว่างมื้ออาหาร จนทำให้ห้องครัวหรือโต๊ะกินข้าวกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว อย่าลืมว่าความสุขในการรับประทานอาหารของเจ้าตัวเล็กเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน เพื่อให้ลูกคิดว่ามื้ออาหารเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัวที่ผ่อนคลายและมีความสุข เด็กจะได้อยากกินข้าว และเมื่ออารมณ์ดีแล้วทุกคนอาจจะรู้สึกว่าอาหารตรงหน้าอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว

3. ให้ลูกมีส่วนร่วมตั้งแต่การเตรียมอาหาร

หน้าที่ของเด็ก ๆ ไม่ใช่เพียงแต่การนั่งรอกินเสมอไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้ ด้วยการลองชักชวนเจ้าตัวเล็กมาช่วยกันเตรียมอาหารแทนที่จะให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมรอ โดยอาจเริ่มจากพาไปเดินเลือกวัตถุดิบและลองให้เขามีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยเรียนรู้จะอยากรู้อยากเห็นและอยากลองเลือกวัตถุดิบที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาด้วยตัวเอง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเปิดใจลองชิมอาหารที่เจ้าตัวมีส่วนร่วมปรุงด้วย เด็กจะรู้สึกภูมิใจและอาจส่งเสริมให้กลายเป็นพ่อครัวแม่ครัวในอนาคตก็เป็นได้

4. จูงใจด้วยเมนูแปลกใหม่ ไม่จำเจ

ลองสำรวจภายในตู้เย็นที่บ้านหรือเมนูที่คิดไว้ในใจดูว่าคล้ายกันหรือซ้ำซากเกินไปรึเปล่า เพราะบางครั้งการไม่อยากอาหารหรือการเลือกกินของลูก อาจจะมาจากความเบื่อหน่ายกับเมนูและรสชาติเดิม ๆ ที่กินในทุกวัน คุณพ่อคุณแม่ลองรังสรรค์เมนูที่ผสมผสานระหว่างของโปรดและของที่เจ้าตัวน้อยไม่ชอบเข้าด้วยกัน ปรับเปลี่ยนให้มีสีสันน่ารับประทาน หรือหากพอมีทักษะด้านศิลปะเสียหน่อย คุณพ่อคุณแม่อาจลองตกแต่งจานเป็นรูปตัวการ์ตูนที่ชอบ หรือทำให้อาหารมีรูปร่างหน้าตาแปลกใหม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจของเด็ก ๆ แล้วคุณจะพบว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่เด็กเลือกกินอย่างที่คิด แต่แค่ขี้เบื่อเท่านั้นเอง

5. ใช้ตัวช่วยแสนอร่อย

ถ้าเทคนิคที่บอกมาข้างต้นยังไม่เพียงพอให้ลูกน้อยที่เบนหน้าหนีหันกลับมามองจานข้าวและรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยแล้วละก็ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องลองใช้เครื่องปรุงพิเศษที่ช่วยเพิ่มรสอูมามิ หรือที่รู้จักกันว่า “รสชาติที่ 5” ให้กับเมนูอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งความเชื่อที่ว่าผงชูรสเป็นอันตรายต่อร่างกายนั้นอาจจะไม่จริงเสมอไป

จากข้อมูลของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้พิสูจน์แล้วว่า ผงชูรสมีความปลอดภัย และมีค่าโซเดียมน้อยกว่าเกลือแกงถึง 2 ใน 3 ดังนั้น การเติมผงชูรส หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่ากลูตาเมต ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและพบได้ในวัตถุดิบหลากหลายชนิดที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน รวมถึงอาหารที่ผ่านการ บ่ม หรือหมัก เช่น ชีส ซอสถั่วเหลือง กะปิ น้ำปลา รวมถึงการ มะเขือเทศ และเห็ด อาจเป็นการช่วยลดปริมาณโซเดียมในร่างกายของเจ้าตัวเล็ก รวมถึงทำให้เมนูอาหารทั้งใหม่และเก่ามีความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น แถมยังได้รับสารอาหารครบถ้วน และปัญหาที่ต้องคะยั้นคะยอให้ลูกน้อยยอมกินข้าวอาจหมดไปโดยไม่รู้ตัว

รู้เทคนิคดีๆ อย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่คงไม่รอช้ารีบนำไปลองปฏิบัติกันเลย แต่อย่าลืมว่าอาหารที่มีประโยชน์ควรควบคู่มากับความอร่อย ดังนั้น รสชาติอาหารที่ถูกปากจากเคล็ดลับและฝีมือของคุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ลูกมีความทรงจำที่ดีกับอาหาร มีแรงกายแข็งแรงสมวัย และจะไม่เป็นเด็กกินยากอย่างแน่นอน

ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645588

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 11:40 น.ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียมไขข้อข้องใจคนชอบกินรสเค็มจนเต็มไต การปรุงอาหารด้วยซีอิ๊วขาว ดีกว่าน้ำปลาและเกลือจริงหรือไม่?

การดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคภัยเป็นลาภอันประเสริฐ สุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรตระหนัก ปัจจุบันหลายคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าหากรับประทานอาหารดี มีประโยชน์ ถูกสุขอนามัยย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารหนึ่งในนั้นคือ การรับประทานซีอิ๊วขาวดีกว่าน้ำปลา จริงหรือไม่

คำตอบคือ…ไม่จริง

เพราะซีอิ๊วขาวและน้ำปลาเป็นผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งอาหารให้เกิดรสเค็ม เนื่องจากมีการใช้เกลือซึ่งมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวันไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม (สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี)

  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 960 – 1,420 มิลลิกรัม
  • นํ้าปลา  1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 1,160 – 1,420 มิลลิกรัม
  • เกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ทั้งซีอิ๊วขาว และน้ำปลามีปริมาณเกลือโซเดียมใกล้เคียงกันความปลอดภัยไม่ต่างกัน

ดังนั้น สามารถเลือกรับประทานซีอิ๊วขาว และน้ำปลาได้ไม่ต่างกัน ที่สำคัญคือระวังการรับประทานซีอิ๊วขาว น้ำปลา และเกลือบริโภครวมกันไม่ให้ปริมาณโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน และแนะนำให้อ่านฉลากเพื่อพิจารณาปริมาณโซเดียมที่จะได้รับก่อนรับประทาน เพราะหากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคไตได้ นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนซื้อทุกครั้ง โดยสังเกตเครื่องหมาย อย. บนฉลาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568  เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัดจึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) 

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10  โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน,  ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน  3,316 มก./วัน ตามลำดับ

วิธีการลดการบริโภคโซเดียมในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

1. ชิมอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรสเค็มเพิ่ม เช่น น้ำปลา ซีอิ้วขาว เกลือ ซอสต่าง ๆ

2. เลือกรับประทานอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด

3. ปรุงอาหารด้วยตนเอง ควรลดปริมาณเครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ้ว น้ำมันหอย ผงชูรส และควรตวงก่อนปรุงรสทุกครั้ง

4. ลดใช้เครื่องปรุงในอาหาร เช่น ผงปรุงรส น้ำปลา เกลือ ซีอิ้ว ซอสปรุงรส เต้าเจี้ยว

5. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

6. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

7. ใช้รสชาติอื่นทดแทน เช่น รสเปรี้ยว และรสเผ็ด

8. ใช้สมุนไพรเป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นหอมของอาหาร

9. ระวังเกลือที่ซ่อนอยู่ในอาหาร อย่างเช่น ผงฟู ผงปรุงรส ผงชูรส

การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) เชิงรุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647286

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 08:12 น.การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) เชิงรุกโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหาด้านอารมณ์คืออะไร

โลกเปลี่ยนแปลง ไม่เคยหยุดนิ่ง ปัญหาเข้ามาไม่เคยหยุดหย่อน ไม่เคยซ้ำเดิม หลายประเด็นอยู่นอกเหนือการควบคุมและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สร้างแรงกดดัน บางองค์กรรับมือไหว แต่บางแห่งไม่ ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บางคนรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ ขาดความมั่นคง รู้สึกว่าตนเองนั้นด้อยประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ สู้คนอื่นไม่ได้ มีแต่ความบกพร่อง รู้สึกว่าตนเองนั้นผิดอยู่ตลอดเวลาและนำไปสู่ความเครียด หงุดหงิด วิตกกังวล อารมณ์เสียง่าย เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด และแสดงออกทางอารมณ์อย่างก้าวร้าว รุนแรงเกินเหตุ ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตนเองไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ และเราพบว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ล้วนสะท้อนมาจากภาวะความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) ต่ำ

และด้วยฐานะทางสังคม บุคคลที่มี EQ ต่ำ มักเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ชอบการสรรเสริญ เยินยอ บางคนมีความสมบูรณ์แบบสูง ทุกอยางต้องเป๊ะ เมื่อไม่ได้ตามคาด ก็หงุดหงิด ควบคุมตนเองยาก บางคนมักชอบคุยข่ม Look down คนอื่น แสดงตนเหนือกว่า เห็นแต่ความบกพร่องของคนอื่น เป็นพวกที่รอบรู้ไปทุกเรื่อง อยากแสดงความฉลาดให้คนอื่นเห็น เป็นพวกโง่ไม่เป็น แพ้ไม่ได้ บางคนหลงกับตำแหน่ง แสดงอำนาจ ชอบใช้อารมณ์ เพื่อกลบเกลื่อนความบกพร่องตนเอง ว่าไปแล้ว คนที่มี EQ ต่ำ มักเป็นคนอ่อนไหว ความอดทนต่ำ หุนหันพลันแล่น ควบคุมตนเองไม่ได้ บุคคลประเภทนี้ แม้มี IQ สูง แต่สุดท้ายก็ต้องตกม้าตาย ไปไม่ถึงฝั่ง ก้าวไม่ถึงฝัน อย่างน่าเสียดาย เพราะลำพังการพัฒนาความสามารถด้านการบริหารจัดการ (IQ) นั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องปรับสมดุลด้วยทักษะอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ ความมั่นคงทางอารมณ์ หรือ EQ

ความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) คืออะไร

เราพบว่าภาวะดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของความมั่นคงภายใน มีความเชื่อมั่น มีภูมิต้านทาน เข้มแข็ง บุคคลเหล่านี้จึงสามารถปรับฟื้นคืนสภาพตนเองได้ แม้ในยามที่ยากลำบาก และระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างการนำตนเอง เพื่อกลับมาเล่นเชิงรุกได้ บุคคลจึงสามารถยืนหยัดรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไม่หวั่นไหว

แล้วเราจะสร้าง EQ ได้อย่างไร

เราตระหนักแล้วว่า ความมั่นคงทางอารมณ์เป็นทักษะที่สำคัญในสังคมยุคปัจจุบัน ประเด็นสำคัญคือ เราจะพัฒนาความเข้มแข็งภายในนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เราพบว่า รากของศักยภาพด้านอารมณ์นี้คือ การเห็นตนเองเชิงบวก มันคือกรอบความคิดที่เห็นตนเองมีคุณค่า และที่ว่าเห็นตนเองมีค่านั้นก็คือ การยอมรับอดีตตนเอง และให้อภัยในสิ่งที่ผ่านมาอย่างเข้าใจ มองอดีตที่ผ่านมาอย่างเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเติบโต มุมมองเชิงบวกที่มีต่อตนเองเช่นนี้นำไปสู่ความเข้มแข็งภายใน เกิดความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นบุคคลจึงสามารถปรับฟื้นคืนสภาพให้กลับมานำตนเองได้ เล่นเชิงรุกได้ องค์กรที่มีบุคลากรที่มีความเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้

และนอกจากจะเห็นคุณค่าตนเองแล้ว ที่สำคัญต้องเห็นคุณค่าคนอื่นด้วย การเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้ ในอีกมุมมองหนึ่งก็คือ การเห็นคุณค่าในความแตกต่าง และมันจะเป็นจริงได้ บุคคลต้องปรับมุมมองเสียใหม่ มีทัศนคติเชิงบวกต่อผู้อื่น เปิดใจกว้างรับฟังอย่างเข้าใจ ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่เห็นความจริงว่า องค์กรคือระบบที่บุคลากรเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เพื่อระเบิดศักยภาพที่เหนือกว่าเมื่ออยู่เดี่ยวๆ อีกทั้งต้องสร้างทีมงานอย่างมีส่วนร่วมและสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

คนที่มี EQ ดี จึงมีความหนักแน่น มั่นคง มีภูมิต้านทาน สามารถเผชิญกับแรงกดดัน รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรในภาวะที่ยากลำบากด้วยความอดทน ยืนหยัด นอกจากนี้ ยังมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี รู้จักสร้างและรักษาสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่นบนฐานที่เห็นคนเป็นมนุษย์ มนุษย์คือมีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย การเห็นคุณค่าตนเองและการเห็นคุณค่าในความแตกต่างนี้ จึงจะสามารถยกขีดความสามารถตนเองและศักยภาพทีมงานเพื่อสร้างทีมงานเข้มแข็ง สามารถนำตนเองเชิงรุก นำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ในภาวะที่โลกผันผวน การปรับตัวเพื่อยกระดับขีดความสามารถเพื่อความอยู่รอดคือหัวใจ การจะพลิกฟื้นคืนสภาพให้กลับมามีความเข้มแข็งได้จำเป็นต้องสร้างความมั่นคงจากภายใน ความมั่นคงดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ด้วยการเข้าใจถึงความมีคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์หรือความเป็นตัวตนของทั้งตนเองและผู้อื่น

G-SHOCK เสิร์ฟความร้อนแรงกับนาฬิการะดับพรีเมี่ยม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647245

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 11:36 น.G-SHOCK เสิร์ฟความร้อนแรงกับนาฬิการะดับพรีเมี่ยมครั้งแรก CASIO G-SHOCK จัดทัพนาฬิกาสุดพรีเมี่ยมมาโชว์ตัวอย่างยิ่งใหญ่ ชู 5 รุ่นสุดโดดเด่นทั้งเทคโนโลยีและงานดีไซน์ สนนราคาเรือนแสน!!

CASIO G-SHOCK แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ จัดทัพนาฬิกาสุดพรีเมี่ยม มาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก โดยมีนาฬิการุ่นไฮไลท์ที่มีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท อย่าง MR-G KACHI-IRO Series ซึ่งโดดเด่นด้วยวัสดุไทเทเนียม ผสานกับการผลิตจากช่างฝีมือผู้มาประสบการณ์  และการตกแต่งด้วยสีน้ำเงินกรมท่าแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้สวยงามอย่างไร้ที่ติ

สำหรับสาย Luxurious Street Fashion เตรียมพบกับนาฬิการุ่นลิมิเต็ดล่าสุด G-SHOCK MT-G x SANKUANZ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ G-SHOCK ได้ดีไซน์ร่วมกับ SANKUANZ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ หยิบเอาโมเดลระดับพรีเมี่ยมอย่าง MTG มาดีไซน์ให้เท่ ดุดัน ยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกาในกลุ่ม Premium line อื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง MTG-B2000, AWM500 และ  G-SHOCK GMW-B5000 Full Metal RED ซึ่งเป็นสีพิเศษก็มาร่วมเปิดตัวในครั้งนี้เช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถร่วมสัมผัสนาฬิการุ่นพิเศษเหล่านี้ได้ในงาน “โรบินสัน เดอะ อัลติเมท วอทช์ แฟร์” (Robinson The Ultimate Watch Fair) ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม-6 เมษายน 2564 ที่บูธจีช๊อค คาสิโอ้ ชั้น 1 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ หรือ ติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : Casio Watches Thailand

ข้อมูลนาฬิกาไฮไลท์ 5 รุ่น

MR-G KACHI-IRO SERIES

G-SHOCK ได้เปิดตัวผลงานใหม่จาก MR-G KACHI-IRO SERIES ประกอบด้วย 3 โมเดล ได้แก่ MRG-B2000B-1ADR (110,000 THB) รุ่นนี้ผลิตจากวัสดุไทเทเนียมล้วน มีการใช้ลวดลายอันเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่นบนหน้าปัด ในขณะที่เส้นขอบด้านนอกของหน้าปัดจะมีรูปร่างคล้ายกับพัดหรือฉากกั้นแบบญี่ปุ่นให้รูปลักษณ์ที่น่าตื่นตา ผิวสัมผัสที่เว้าและเรียบเนียนของตำแหน่งบอกเวลาคล้ายกับส่วนโค้งของดาบซามูไรแต่งแต้มด้วยสีน้ำเงินกรมท่าเข้ม (Kachi-Iro) หรือ สีแห่งชัยชนะของเหล่านักรบซามูไรที่มักถูกนำใช้แต่งแต้มบนชุดเกราะและหมวกนักรบซามูไรมาอย่างยาวนาน

ร่นุที่สองได้แก่ MRG-B2000R-1ADR (110,000 THB) นาฬิกาที่มาพร้อมกับสาย Durable Fluorine Rubber แฝงลวดลายกระดองเต่าบิฉะมง (Bishamon) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดเกราะของเทพเจ้าบิฉะมงเท็น(Bishamonten) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งตั้งแต่ยุคสมัยญี่ปุ่นโบราณ ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมที่ผ่านความร้อนจากกระบวนการรีคริสตัลไลซ์ เพื่อสร้างลวดลายคริสตัลอันโดดเด่นบนหน้าปัดซึ่งคล้ายกับลายน้ำ นิเอะบนตัวดาบญี่ปุ่น

และรุ่น MRG-B1000BA-1ADR (97,000 THB) ที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบตัวเรือนขนาดกลาง มาพร้อมโครงสร้างที่ป้องกันการกระเทือนได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดิม ทั้งสามารถกันน้ำได้ถึง 200 เมตร ครบครันในด้านฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ การปรับเวลาที่ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ การแก้ไขเวลาโดยอัตโนมัติเมื่อผู้สวมใส่เข้าสู่พื้นที่เขตเวลาที่แตกต่างในระบบ World Time (สำหรับรุ่น MRG-B2000) แสดงเวลาได้มากถึง 27 โซนเวลาของโลก โหมดประหยัดพลังงานที่เปิดหรือปิดได้ตามต้องการ การปรับค่าเวลาในฤดูร้อนสามารถสลับการแสดงเวลาท้องถิ่นและเวลาบ้านได้อย่างง่ายดาย ผลงานทุกเรือนที่กล่าวมานี้ถือเป็นรุ่นสูงสุดจากซีรีส์ MR-G ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างสมบุกสมบันและยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์ความดุดันของกลิ่นอายนักรบซามูไรโบราณไปพร้อมกัน อีกทั้งระบบมัลติฟังก์ชันต่างๆ เปิดทางให้ผู้สวมใส่ใช้งานได้รอบด้านและมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์ ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ใช้เป็นเครื่องบอกเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้

G-SHOCK MT-G x SANKUANZ (Limited Model) 42,000 THB

ครั้งแรก! ของการร่วมกันสรรค์สร้างเรือนเวลาระดับพรีเมี่ยมของ ‘SANKUANZ’ และ G-SHOCK ที่ผนวกนำ Model ‘MT-G’ มาอัพเดทสไตล์ให้เหนือระดับยิ่งขึ้นกับ Concept สุดเท่ห์ ‘Kill The Wall’ ซึ่งมีความหมายถึงการทลายกำแพงระหว่าง Street Fashion ที่เข้าถึงได้ง่าย และความหรูหราสไตล์ Luxury หลอมรวมเป็นดีไซน์ที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่โดนใจสาย Luxurious Street Fashion อย่างแน่นอน

ในแง่ของงานดีไซน์ SANKUANZ ได้นำสี Fluorescent Green ที่สื่อถึงความทันสมัยของสตรีทแฟชั่นมาสอดแทรกไว้บนกับตัวเรือนนาฬิกาสีดำที่แสดงถึงความแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของ G-SHOCK ไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมกับลวดลาย Concept ‘Kill The Wall’ บนข้อต่อของสายนาฬิกาและลายสลัก SANKUANZ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่นพิเศษนี้โดยเฉพาะ 

ด้านฟังก์ชั่น นาฬิกา MTG-B2000SKZ-1ADR_LIMITED เรือนนี้มาพร้อมโครงสร้าง Dual Core Guard ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา ใส่สบายข้อมือ, โครงสร้าง Triple G Resist ทนต่อแรงตกกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือนได้ดี, ติดตั้งมอเตอร์ชนิด Dual coil ถึง 3 ชุดเพื่อให้เข็มต่างๆ ทำงานได้อย่างเที่ยงตรง และนอกจากความสามารถในการรับสัญญาณเทียบเวลาจากคลื่นวิทยุแล้ว นาฬิกายังสามารถปรับตั้งเวลาได้โดยอัตโนมัติเมื่อทำการจับคู่กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ติดตั้งแอปพลิเคชันสำหรับนาฬิการุ่นนี้ และยังมีคุณสมบัติอันโดดเด่นอีกมายมายซึ่งรวมถึงระบบการปรับตั้งเวลาให้เป็นค่าของเขตเวลาปัจจุบันโดยอัตโนมัติเมื่อเดินทางข้ามเขตเวลาโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องกดปุ่มสั่งการแต่อย่างใด

MT-G B2000 Series (36,000 – 39,000 THB)

MTG-B2000 นาฬิการุ่นใหม่เพิ่มความเหนือระดับด้วยโครงสร้าง Metal Core Guard ที่ใช้กับนาฬิกาซีรี่ส์ MT-G รุ่นที่ผ่านมาด้วยการใช้โครงสร้าง Dual Core Guard อันเป็นโครงสร้างรูปแบบใหม่ที่นำวัสดุเรซินซึ่งถูกเสริมความแข็งแรงด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักที่เบาแต่แข็งแกร่ง ตัวเรือนขนาดกลางและหน้าปัดดีไซน์ทรงเหลี่ยมอันเป็นที่นิยม น้ำหนักเบาที่สวมสบายข้อมือ นอกจากนี้นาฬิกา MTG-B2000 ยังมาพร้อมโครงสร้าง Triple G Resist ทนต่อแรงตกกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือนได้ดี นำมาซึ่งความแข็งแกร่งในระดับสูงสุด

ทั้งรุ่น MTG-B2000BD และ MTG-B2000D มาพร้อมกับสายนาฬิกาชนิดประกบชิ้นโลหะเข้ากับเรซินที่ออกแบบขึ้นใหม่โดยเพิ่มสัดส่วนของวัสดุเรซินให้มากขึ้น ซึ่งทำให้มีน้ำหนักเบากว่าสายที่ใช้กับรุ่นก่อนถึง 15% ส่วนรุ่น MTG-B2000B นั้น มาพร้อมกับสายเรซินที่สวมใส่ได้กระชับ และสบายข้อมือเป็นที่สุด โดยยังคงถ่ายทอดความประทับใจในดีไซน์อันโดดเด่นของนาฬิกาได้อย่างสมบูรณ์

AWM-500 The First Analog Full Metal Series (20,000 – 21,000 THB)

G-SHOCK (จี-ช็อค) พัฒนานาฬิการุ่น AW-500E ซึ่งเป็นรุ่นอนาล็อกดิจิตอลรุ่นแรกของ G-SHOCK ที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1989 มาผลิตขึ้นใหม่ เป็นรุ่น AWM-500 ที่มาพร้อมกับโครงสร้างโลหะ

ตัวเรือนทรงกลม ดูทันสมัย หน้าปัดดีไซน์แบบผสานการแสดงค่าด้วยเข็มอนาล็อกและจอแสดงผลดิจิตอลเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนสำหรับต้านทานแรงกระแทกให้มากขึ้นด้วย มาพร้อมระบบควบคุมเวลาด้วยสัญญาณวิทยุ และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โครงสร้างโลหะของนาฬิการุ่นนี้เป็นการแทรกวัสดุเรซินคุณภาพสูงไว้ระหว่างตัวเรือนโลหะและกรอบตัวเรือนเพื่อดูดซับแรงกระแทก และยังมีการตกแต่งพื้นผิวด้วยการขัดเงาทั้งแบบลายเส้นละเอียด แบบผิวขัดเงาดุจกระจกและรูปแบบอื่น ๆ อีกหลายลักษณะเพื่อเน้นความงดงามของผิวโลหะ

G-SHOCK GMW-B5000RD Full Metal Red Wine (23,000 THB)

นาฬิการุ่น GMW-B5000RD (Full Metal Red Wine)  ตัวเรือนรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ถือเป็นดีไซน์ดั้งเดิมแห่ง G-SHOCK รุ่นแรกสุด สายนาฬิกา ตัวเรือน และขอบตัวเรือนต่างทำจากสตีล ที่ดีไซน์ของรุ่นหน้าปัดสี่เหลี่ยมโลหะล้วน ตัวเรือนและสายสแตนเลสสตีลของรุ่น GMW-B5000RD (Full Metal Red Wine)  มีผิวสัมผัสที่ชุบเคลือบ (Ion Plating – IP) เป็นสีแดงซึ่งเป็นตัวแทนสีของแบรนด์ G-SHOCK ใช้ฝาหลังแบบขันสกรูพร้อมพื้นผิวเคลือบคาร์บอนคล้ายเพชร (DLC) เพื่อให้มีความทนทานต่อรอยขีดข่วนที่ยอดเยี่ยม บนหน้าปัดมีโซลาร์เซลล์แบบแผ่นฟิล์มและ STN-LCD เพื่อให้อ่านข้อมูลได้ชัดเจนทุกมุม

นาฬิกายังใช้โครงสร้างแบบใหม่ที่ทนต่อแรงกระแทกโดยใช้วัสดุเรซินคุณภาพสูง ผสานเข้ากับรอยต่อระหว่างตัวเรือนสตีลและขอบตัวเรือนเพื่อซับแรงกระแทก ในแง่ของฟังก์ชั่นการใช้งาน นาฬิการักษาความเที่ยงตรงทุกที่ต่างๆ ในมุมโลกด้วย Connected Engine ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นเชื่อมต่อเวลาเซิฟเวอร์กลางผ่านทางสมาร์ทโฟนและสัญญาณวิทยุเวลา แอพพลิเคชั่น G-SHOCK Connected สำหรับสมาร์ทโฟนเพิ่มความสามารถให้ผู้สวมใส่ค้นหาคู่มือแนะนำการใช้งานนาฬิกาได้สะดวกและง่ายต่อการตั้งค่าเช่นการตั้งเวลาโลกมาตรฐานและฟังก์ชั่นตั้งปลุกจากแอพพลิเคชั่นนี้

อย่าพลาดมาสัมผัสบรรยากาศ และนาฬิกาสุดลิมิเต็ดต่างๆได้ที่งาน “โรบินสัน เดอะ อัลติเมท วอทช์ แฟร์” (Robinson The Ultimate Watch Fair) ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม–6 เมษายน 2564 ที่บูธจีช๊อค คาสิโอ้ ชั้น 1 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ หรือ ติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : Casio Watches Thailand

#GSHOCKTH

#GSHOCKPREVIEW

#CASIOCMG

Virtual Coffee Workshop ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646970

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 09:01 น.Virtual Coffee Workshop ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มัลฉีกรูปแบบการทำเวิร์คช็อปแบบเดิมๆ เนสเพรสโซจัด “Virtual Coffee Workshop” สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และลูกค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มัล

ครั้งแรกกับการทำเวิร์คช็อปรูปแบบใหม่ Nespresso (เนสเพรสโซ) ผู้นำด้านกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูลระดับพรีเมียมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฉีกรูปแบบการทำเวิร์คช็อปแบบเดิมๆ จัด “Virtual Coffee Workshop” นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานกับระบบไลฟ์สตรีมมิ่งที่ทำให้เข้าถึงผู้คนได้ทั่วทุกมุมโลกตอบรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และขยายฐานลูกค้าออนไลน์ในวงกว้างมากขึ้น พร้อมได้ Nespresso Coffee Ambassador มาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการชงกาแฟเมนูต่างๆ ด้วยเครื่องชงกาแฟอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด CREATISTA PRO ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จ พร้อมเล็งสานต่อโปรเจ็กต์ในไตรมาสต่อไป

ปรีติ ฮาลัย ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจ เนสเพรสโซ ประเทศไทย เผยว่า “เนสเพรสโซ ในฐานะแบรนด์ผู้นำกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูล เรามุ่งมั่นในการนำเสนอกาแฟที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพให้แก่ลูกค้ามาโดยตลอด พร้อมตั้งใจมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคนิวนอร์มัลที่พฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น เราจึงจัดเวิร์คช็อปแบบเวอร์ชวลขึ้นมาด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และโซเชียลมีเดียมาเป็นสื่อกลาง โดยกิจกรรมนี้ได้สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับลูกค้ามากขึ้นผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง ซึ่งลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ในการรังสรรค์กาแฟแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์ได้รู้จักกับเนสเพรสโซมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ กลยุทธ์ของแบรนด์ในการขยายฐานลูกค้าใหม่ และยังเพิ่มการมีส่วนร่วมให้ลูกค้าเดิมอีกด้วย”

ในเวิร์คช็อปครั้งนี้ บอย-สาธิต กลิ่นสาโรจน์ เนสเพรสโซ คอฟฟี่ แอมบาสเดอร์ คนแรกของประเทศไทยได้แชร์สูตรการครีเอทเมนูกาแฟ 2 เมนูที่ใครก็สามารถทำตามได้ง่ายๆ อย่าง Café Latte Chocolate Cookie และ Shanghai Citrus Chiller ด้วยเครื่อง CREATISTA PRO เครื่องชงกาแฟนวัตกรรมใหม่ด้วยการทำงานระบบสัมผัสและหน้าจอสี ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีระบบทำความร้อนที่พร้อมใช้งานภายใน 3 วินาที ทำให้สามารถรังสรรค์กาแฟในเวลาที่รวดเร็วและดื่มด่ำกับเมนูกาแฟที่หลากหลายถึง 9 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ริสเทรตโต้, เอสเพรสโซ, ลุงโก, อเมริกาโน, ฟองนมร้อน, คาปูชิโน, แฟลตไวท์, ลาเต้มัคคิเอโต้ และลาเต้ ได้เองง่ายๆ ที่บ้าน นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีระบบก้านปั่นฟองนมอัตโนมัติ (Automatic Steam Wand) โดดเด่นด้วยการตีฟองนมที่จะมอบฟองนมนุ่มฟูเนื้อเนียนละเอียด จึงนับเป็นเครื่องชงกาแฟสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำลาเต้อาร์ตโดยเฉพาะ

งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเห็นได้จากมีบรรดาอินฟลูเอนเซอร์คนดังที่เป็นทั้งคอกาแฟและแฟนของเนสเพรสโซ อาทิ จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์, ฟาง-ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์, เฟย์-พรปวีณ์ นีระสิงห์, พลอย-ชวพร เลาหพงศ์ชนะ และเจสซี่-กิระนา จัสมิน ชูว์เทอร์ เป็นต้น ที่เข้ามาร่วมชมและสนุกไปกับเวิร์คช็อปออนไลน์ครั้งแรกของเนสเพรสโซอีกด้วย ติดตามข่าวสารรวมทั้งกิจกรรมของเนสเพรสโซได้ที่ Facebook.com/Nespresso.thailand , Instagram: @Nespresso.th #NespressoTH, Line: @NespressoTH

Burberry นำเสนอมุมมองโลกอันแตกต่างภายใต้แคมเปญ Spring/Summer 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646848

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 10:50 น.Burberry นำเสนอมุมมองโลกอันแตกต่างภายใต้แคมเปญ Spring/Summer 2021Burberry Spring/Summer 2021 สะท้อนมุมมองของความแตกต่างอย่างสุดขั้ว (Duality)

“สำหรับโชว์ประจำฤดูกาล Spring/Summer 2021 ในครั้งนี้ ฉันต้องการนำพาทุกคนสร้างสรรค์ประสบการณ์อันน่าทึ่งด้วยการรวมแฟชั่น ศิลปะ ดนตรี เทคโนโลยี และการแสดงเข้าด้วยกัน ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดทวิลักษณ์ หรือการสะท้อนมุมมองของความแตกต่างอย่างสุดขั้ว (Duality) มันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากที่ได้เห็นมุมมองอันหลากหลายของการหลอมรวมสิ่งที่แตกต่างบนโลกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว แคมเปญนี้นำเสนอการเปรียบเทียบความต่างของการถ่ายภาพแฟชั่นภายในสตูดิโอกับพื้นที่กลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม” กล่าวโดย Riccardo Tisci ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ Burberry

ในแคมเปญนี้ได้ช่างถ่ายภาพแฟชั่นระดับโลกอย่าง Juergen Teller มาสาดแฟลชนำเสนอความต่างผ่านรูปภาพ ให้เห็นอารมณ์อันชัดเจน โดยแคมเปญนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสองอาณาจักรที่แตกต่างอย่างการอยู่ในที่ร่มและกลางแจ้ง รวมถึงธรรมชาติและแฟชั่น เป็นแนวภาพถ่ายที่นำเสนอถึงภาพมิติของโชว์ Spring/Summer 2021 พร้อมนางแบบและนายแบบที่ยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสลับกับภาพสตูดิโอสุดคลาสสิกผ่านมุมมองของเลนส์กล้อง ซึ่งการหลอมรวมของความแตกต่างนี้นับเป็นหัวใจสำคัญของคอลเล็กชั่นนี้

การเล่าเรื่องราวในคอลเล็กชั่นนี้มีรากฐานมาจากเรื่องราวความรักระหว่างนางเงือกและปลาฉลาม โดยแคมเปญ Spring/Summer 2021 ยังคงเอกลักษณ์ดั่งเดิมของ Burberry อยู่ นั่นคือความเป็นคู่ที่ผสมผสานระหว่างความโรแมนติกและสิ่งใหม่เข้าด้วยกัน และสร้างสรรค์ผ่านแนวคิดในอดีตกับอนาคต

สำหรับคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2021 Burberry ได้สร้างสัญลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของแฟชั่นเฮ้าส์สุดหรู โชว์ความเป็นธรรมชาติและดีเอ็นเออันเป็นเอกลักษณ์ของชาวอังกฤษที่มาพร้อมพลังงาน ความอิสระ ความทันสมัย รวมถึงสปิริตและความดื้อรั้น ในคอลเล็กชั่นนี้ Burberry ได้ใช้ผ้าหลากหลายชนิดในการสร้างสรรค์ผลงาน อาทิ ผ้าแคนวาส ธรรมชาติ ผ้าเดนิมและผ้ายางที่ผสมผสานกับงานปักด้วยผ้าชีฟองและคริสตอลอันละเอียดอ่อน ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ได้รวมแฟชั่นสตรีทแวร์และความคลาสสิกเข้ากันได้อย่างลงตัว