TAG Heuer ร่วมกับ Porsche สร้างประวัติศาสตร์นาฬิกาหรูครั้งใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646797

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 16:46 น.TAG Heuer ร่วมกับ Porsche สร้างประวัติศาสตร์นาฬิกาหรูครั้งใหม่โศภนา เลวิจันทร์ บอสหญิงแปซิฟิกา นำทีม 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก TAG Heuer ร่วมกับ Porsche สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ รังสรรค์นาฬิกาหรูรุ่นพิเศษ

จดบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ เมื่อบอสหญิง โศภนา เลวิจันทร์ แห่งแปซิฟิกา ผู้ดูแลธุรกิจ แบรนด์ชั้นนำในกลุ่มแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ในเครือกว่า 17 แบรนด์ จัดงาน TAG Heuer: Discover A New Global Partnership นำทีม 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีดีเอ็นเอด้านมอเตอร์สปอร์ตและการแข่งขันเหมือนกัน อย่าง TAG Heuer กับ Porsche ที่สร้างปรากฏการณ์เป็นพันธมิตรระยะยาวทั้งในการลงสนามแข่งขันและการรังสรรค์ผลงานนาฬิกา มาร่วมอวดโฉมนาฬิการุ่นพิเศษชิ้นแรก โดยมีเหล่านาฬิกาเลิฟเวอร์และเซเลบริตี้ดัง แคทเธอรีน มาลีนนท์, วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ, สาวิตรี โรจนพฤกษ์, สมปราชญ์ อนุราษฎร์, เอมี่ อนุราษฎร์ พร้อมด้วยพระเอกดัง เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ในฐานะแขกคนพิเศษมาร่วมอัปเดต

โศภนา เลวิจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา กล่าวว่า “งานนี้นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ซึ่งมั่นใจว่าสร้างความตื่นเต้นและปลื้มใจให้แก่แฟนๆ ของ 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่จาก 2 วงการ คือ TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิส และ Porsche แบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงระดับตำนานจากประเทศเยอรมนี ที่มาจับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรและรังสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษชิ้นแรก TAG Heuer Carrera Porsche Chronograph (แทค ฮอยเออร์ คาร์เรรา ปอร์เช โครโนกราฟ) ให้บรรดาคนรักนาฬิกาได้ยลโฉม และร่วมเฉลิมฉลองการทำงานร่วมกันของทั้งสองแบรนด์ พร้อมอัปเดตและทำกิจกรรมต่างๆ กับทางแบรนด์ โดยนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นพิเศษ TAG Heuer Carrera Porsche Chronograph นี้ มีต้นแบบการดีไซน์จากนาฬิการุ่น TAG Heuer Carrera Sport Chronograph ขอบหน้าปัดมีสเกลทาคีมิเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ และได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์ของ Porsche ผสมผสานและสะท้อนความเป็นเลิศของหัวใจสำคัญทั้งสองแบรนด์ไอคอนแห่งประสิทธิภาพ ทั้งด้านคุณภาพ และนวัตกรรมได้อย่างลงตัว ซึ่งมั่นใจว่าผลงานนาฬิการุ่นพิเศษนี้ที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นจะกลายเป็นรุ่นโปรดเรือนใหม่ที่เข้าไปอยู่ในใจหลายๆ คนในเวลานี้”

ร่วมสัมผัสความพิเศษและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAG Heuer Stores ทั้ง 4 สาขาที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1, โทร 096-769-1586, ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น M, โทร 063-873-2931, ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางแค ชั้น G, โทร 082-082-8279, ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ชั้น G, โทร 063-859-4025

5 สาวแฟชั่นนิสต้ากับแฟชั่นบนรันเวย์ Disaya Vacationist คอลเลกชั่น Salvador Summer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646551

วันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลา 07:32 น.5 สาวแฟชั่นนิสต้ากับแฟชั่นบนรันเวย์ Disaya Vacationist คอลเลกชั่น Salvador Summerพลอย หอวัง แท็กทีม มิ้นต์-แมท-ฝน-พัดพัด ลั้นลาหัวหินชมแฟชั่นโชว์ริมทะเล เปิดตัวคอลเลกชั่น Disaya Vacationist “Salvador Summer” เดินรับลมทะเลชายหาดหัวหินในลุคหวาน เก๋ ท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลเฟสติวัลสไตล์บราซิลเลียน

ใกล้ซัมเมอร์ทั้งที 5 ดาราสาวแฟชั่นนิสต้าอย่าง พลอย หอวัง, มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, แมท-ภีรนีย์ คงไทย, ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล และ พัดพัด-รัตน์ฟ้า ไชยชื่นจิตต์ ไม่มีพลาดเรื่องอัพเดทเทรนด์แฟชั่นสำหรับทริปพักผ่อน ล่าสุดแท็กทีมมาลั้นลาที่หัวหินในงาน Disaya Vacationist x InterContinental Hua Hin Resort present “Salvador Summer” collection preview แฟชั่นโชว์เปิดตัว Disaya Vacationist คอลเลกชั่นใหม่ “Salvador Summer” โดย คุณออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล ร่วมมือกับ คุณพราว-พราวพุธ ลิปตพัลลภ ณ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท

งานนี้ 5 สาวจัดเต็มกับแฟชั่นสวยๆ กับชุดบนรันเวย์ Disaya Vacationist คอลเลกชั่น Salvador Summer เดินรับลมทะเลชายหาดหัวหินในลุคหวาน เก๋ ท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลเฟสติวัลสไตล์บราซิลเลียน

พลอย หอวัง มาในชุดเข้าเซ็ตกางเกงขาสั้นสีขาวแมทช์กับเสื้อสีชมพูตัวยาว เพิ่มความสดใสด้วยลายดอกไม้สีขาวสลับกับสีส้ม ขอบของชุดประดับด้วยลูกไม้และโบว์ผูกด้านข้างช่วยเพิ่มเสน่ห์เย้ายวน นอกจากนี้ยังเสริมดีไซน์คอปกที่สะท้อนความเท่ของผู้หญิงได้เป็นอย่างดี

ทางด้านนางเอกสาว มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง มาในลุคหวานซ่อนเปรี้ยวด้วยชุดเข้าเซ็ตสีชมพูพิมพ์ลายดอกไม้สีเหลืองตัดกับสีเขียวของใบไม้ในสไตล์ชุดกระโปรง Carimbó (คาริมโบ) แมทช์กับกระโปรงยาวผูกเอวเพิ่มลูกเล่นด้วยกางเกงขาสั้นไว้ด้านทำให้ได้ลุคเซ็กซี่เบาๆ

แมท-ภีรนีย์ คงไทย มาในลุคสาวหวานสุดมั่นด้วยเสื้อครอปสั้นผ้าฉลุลายดอกไม้สีเหลืองสดใส ตัดกับขอบคอเสื้อสีชมพูสะท้อนแสง เข้าเซ็ตกับกางเกงขายาวสีชมพู เพิ่มความสนุกด้วยการตกแต่งระบายที่ชายกางเกง นอกจากนี้ยังสร้างความประหลาดใจให้กับลุคเพราะสามารถเรืองแสงเมื่ออยู่ในที่มืดโดดเด่น ไม่เหมือนใคร

ด้าน ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล ในลุคชุดจั้มสูทกางเกงขาสั้นน่ารักสดใสสีเหลืองพิมพ์ลายดอกไม้สีชมพู มีดีเทลเป็นเสื้อคอปาดไหล่ประดับโบว์ช่วยดึงเสน่ห์พร้อมเพิ่มความเทรนดี้ด้วยแขนทรงตุ๊กตาที่สายหวานตัวจริงต้องมี

ปิดท้ายกับ พัดพัด-รัตน์ฟ้า ไชยชื่นจิตต์ มาในลุคสาวหวานละมุนกับชุดเดรสยาวสีเหลืองสายเดี่ยว โครงชุดฉลุลายดอกไม้สีเหลือง ประดับผ้าฉลุลายดอกไม้สีชมพูสะท้อนแสงบริเวณไหล่ยาวลงมาถึงชายกระโปรง และเพิ่มกิมมิคของชุดเดรสด้วยผ้าฉลุลายสีเขียวอ่อนสะท้อนแสงประดับด้านข้างของชุด เผยผิวสวยด้วยดีเทลโบว์ผูกด้านหลังช่วยเสริมลุคให้ชวนมอง และดูเป็นสาวน่าค้นหาเมื่ออยู่ในที่มืด

เติมสีสันให้ทริปพักผ่อนไปกับคอลเลกชั่น Disaya Vacationist “Salvador Summer” (ดิษยา วาเคชันนิสต์ “ซัลวาดอร์ ซัมเมอร์”) ได้ที่ DISAYA Boutique ทุกสาขา หรือทางช่องทางออนไลน์ Line official / Instagram @disaya.vacationist และสามารถชมแฟชั่นโชว์ผ่านทางช่องทางออนไลน์ที่ Facebook : Disaya.Vacationist

เคท สเปด นิวยอร์ก ส่งคอลเลกชันใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646353

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 14:14 น.เคท สเปด นิวยอร์ก ส่งคอลเลกชันใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิปี 2021เคท สเปด นิวยอร์ก ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิปี 2021 และคอลเลกชันใหม่ของ สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด ด้วยจดหมายรักถึงนครนิวยอร์ก ท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล มีบางสิ่งที่เบ่งบานอยู่เสมอ

เคท สเปด นิวยอร์ก (Kate Spade New York) ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการเปิดตัวแคมเปญ คอลเลคชั่นสปริง 2021 ที่ถ่ายทำโดยช่างภาพสตรีทชื่อดังชาวอเมริกัน กัส โพเวลล์ (Gus Powell) เพื่อส่องประกายกลุ่มคนที่มีเสน่ห์น่าสนใจ อย่าง ลินด์ซีย์ วิกซ์สัน (Lindsey Wixson) นางแบบสาว ชาวอเมริกัน นาโอมิ วาตานาเบะ (Naomi Watanabe) นักแสดงตลกสาวชาวญี่ปุ่นและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเคท สเปด นิวยอร์ก และคู่รักชาวนิวยอร์กท้องถิ่นทั้ง 4 คนอย่าง คลอดีน โบรอส (Claudine Boros) และ ไคลด์ กริฟฟิน (Clyde Griffin) และ ชิรีน อาเหม็ด(Shireen Ahmed) และ ไมเคิล โวลีเวอร์ (Michael Wolever)

นิโคลา กลาส ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของเคท สเปด นิวยอร์ก ได้แบ่งปันเกี่ยวกับแคมเปญคอลเลคชั่นในครั้งนี้ว่า “ในฐานะแบรนด์เราได้รับแรงบันดาลใจจากผู้คนที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา และเราต้องการสนับสนุนให้ผู้หญิงปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองให้เปล่งประกายเหนือกว่าเพียงแค่สิ่งที่พวกเธอสวมใส่ แคมเปญนี้ถ่ายทอดถึงมนต์เสนห์ของมหานครนิวยอร์กผ่านมุมมองของท้องถนนในเมือง และปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันที่ชาวนิวยอร์กมีร่วมกันในขณะที่พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามทางเท้าที่แสนวุ่นวาย”

เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งออกไปทำธุระกำลังรีบข้ามถนนพร้อมกับจูงสุนัขแสนรักของเธอ ขณะที่คนสัญจรไปมากำลังเต้นอย่างมีความสุขในโลกส่วนตัวบนทางม้าลาย สามีที่สะพายกระเป๋าหนักๆของภรรยาไว้บนบ่าของเขาขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านหนุ่มสาวคู่หนึ่งตรงหัวมุมถนน สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่าย

“ที่เคท สเปด เราอุทิศปี 2021 ให้กับมหานครนิวยอร์ก สถานที่ซึ่งแบรนด์ของเราได้ถือกำเนิดขึ้นและเป็นที่ที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน” นิโคลา กลาสกล่าว “ในปีที่ผ่านมานิวยอร์กประสบความเสียหาอย่างมากมายและเราได้แต่หวังว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับเมืองของเรา ด้วยแคมเปญนี้เรามุ่งมั่นที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คอมมูนิตี้ของเราทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลองบ้านเกิดของพวกเขาเองเมื่อโลกรอบตัวเรากลับมาสดใสอีกครั้ง”

จุดศูนย์กลางในแคมเปญนี้คือคอลเลกชัน “สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด (Spade Flower Jacquard)” อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ในฤดูกาลนี้กลับมาอีกครั้งในโทนสีใหม่โดยใช้สีน้ำเงิน และกรมท่าที่สวยงาม หลากหลายรูปแบบและมีความโดดเด่น เมื่อผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อย่าง นิโคลา กลาส ได้เข้าร่วมทำงานกับเคท สเปด นิวยอร์ก ในปี 2018 เธอได้วาดสัญลักษณ์ “Spade” หรือ “โพธิ์ดำ” อันเป็นไอคอนหลักของแบรนด์อย่างทันทีและวิธีการตีความ“Spade” ที่แตกต่างกันต่างออกไป ซึ่งในแต่ละซีซั่นสัญลักษณ์สเปด จะถูกนำมาใช้ในการทำซ้ำหลายครั้งสำหรับหมวดหมู่ต่างๆอย่างกล้าหาญและละเอียดอ่อนนในรูปแบบที่ลึกลับหรือน่าประหลาดใจ

สำหรับคอลเลคชั่นสปริง 2021 จะเป็นวิวัฒนาการของกลุ่ม สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด ในรูปทรงและซิลลูเอทแบบใหม่ ซึ่งเคท สเปด นิวยอร์กได้สร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความพิเศษเป็นคอลเลกชั่นกระเป๋าที่สามารถใช้งานได้ในทุกๆวันตั้งแต่ กระเป๋าโท้ท(Tote Bag)ใบใหญ่ที่สามารถเก็บได้ทุกอย่าง ไปจนถึงกระเป๋าสะพายข้าง (Crossbody Bags) ที่กระทัดรัดและสะดวกสำหรับสิ่งของจำเป็น โดยยังคงร่วมมือกับโรงงานสีชั้นนำในประเทศอิตาลีและผู้คิดค้นผ้าแจ็คการ์ดมานานกว่า 100ปี อย่าง Limonta (est. 1893)

นิโคลา กลาส พูดเสริมว่า “คอลเลกชั่น สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของการเบ่งบานอย่างสวยงาม ฉันชอบที่สเปดถูกนำมาใช้ใหม่เพื่อสร้างลายพิมพ์ดอกไม้อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา กระเป๋าใบนี้ที่ออกแบบอย่างเชี่ยวชาญและคลาสสิกจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป”

ปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646346

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 14:02 น.ปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่The Swan Takes Flight สวารอฟสกี้ สร้างปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่

WONDERLAB เมื่อเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์ได้มาบรรจบกัน

สวารอฟสกี้ ฉลองครบรอบ 125 ปี พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ จากแบรนด์ที่จุดประกายแห่งความสุขให้แก่ผู้คนทั่วทุกมุมโลก ด้วยความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบคริสตัลด้วยความประณีต ล้วนแล้วแต่เป็นหัวใจสำคัญที่แสดงถึงตัวตนของสวารอฟสกี้มาอย่างยาวนาน วันนี้สวารอฟสกี้ได้เริ่มต้นยุคใหม่ด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ที่แสดงถึงการเติบโตภายใต้แนวคิดชวนหลงใหล เพื่อพาทุกคนไปพบกับโลกแห่งประกายระยิบระยับใบใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

โรเบิร์ต บุคเบาเออร์ ซีอีโอของแบรนด์กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 125 ปี สวารอฟสกี้ได้รังสรรค์และพัฒนาชิ้นงานคริสตัลอันงดงามที่แสนประณีตขึ้นมามากมาย ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ได้อย่างสวยงาม ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เขียนหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับเรื่องราวความสำเร็จอันน่าจดจำครั้งนี้ ด้วยการยกระดับแบรนด์สวารอฟสกี้ให้กลายเป็นแบรนด์หรูหราที่สามารถเข้าถึงได้ และกลายเป็นไลฟ์สไตล์คริสตัลอย่างแท้จริง”

THE SWAN TAKES FLIGHT

หงส์ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความเป็นสวารอฟสกี้อันเป็นตำนาน ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำของแบรนด์มาอย่างยาวนาน โดยได้รับการออกแบบใหม่ผ่านมุมมองการรังสรรค์คริสตัลของจิโอวานน่า ภายใต้คอนเซ็ปต์ Wonderlab สถานที่ที่เวทมนตร์และวิทยาศาสตร์ได้มาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นความรู้สึกพิเศษและงดงาม เป็นเวทมนตร์มหัศจรรย์ที่ทุกคนควรได้ลองสัมผัส เราจึงอยากเชิญชวนทุกคนเข้าสู่โลกใบใหม่ของสวารอฟสกี้

ถึงเวลาแล้วที่หงส์ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของสวารอฟสกี้ พร้อมสยายปีกบินเพื่อต้อนรับการเปลี่ยนแปลงของสวารอฟสกี้ ผ่านมุมมองและจินตนาการของจิโอวานน่า ด้วยรูปลักษณ์โฉมใหม่ คอที่ยาวระหงและท่วงท่าที่สง่างาม เพื่อเป็นตัวแทนของความงดงามและความรักอันเป็นนิรันดร์ เฉกเช่นเดียวกับความมุ่งมั่นเพื่อผลิตงานคริสตัลชิ้นเลิศ ที่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์และสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน โดยการปรับโฉมครั้งสำคัญนี้ สวารอฟสกี้ยังคงยึดมั่นกับตัวตนที่แท้จริงที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างโดดเด่น พร้อมตอกย้ำถึงมรดกแห่งความเจิดจรัสอันเป็นตำนานที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ขั้นตอนสุดท้ายของการแปลงโฉมสัญลักษณ์ของสวารอฟสกี้นี้ มาในรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบตัวหงส์คล้ายกับลูกกวาด โดยรูปทรงแปดเหลี่ยมเป็นตัวแทนของการเกิดใหม่รับกับเหลี่ยมคริสตัลที่เจียระไนได้เป็นอย่างดี เปรียบกับงานฝีมือการประดิษฐ์คริสตัลของสวารอฟสกี้ที่ยากจะมีใครเทียบได้

INSTANT WONDER – A FEAST FOR THE SENSES

Wonderlab ถูกเนรมิตขึ้นมาทั้งหมด 28 แห่งทั่วทุกมุมโลก เพื่อเป็นแกลเลอเรียที่รวบรวมความเป็นอัตลักษณ์ของสวารอฟสกี้ โดยได้เริ่มขึ้นในเมืองมิลานเป็นที่แรก เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 และจะเปิดตัวในอีก 27 แห่งตามมาในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก รวมไปถึงในปารีสและนิวยอร์กอีกด้วย

ด้วยการออกแบบที่สะท้อนถึงแคมเปญที่กำลังจะเปิดตัวพร้อมความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ แขกผู้มาเยือนทุกคนจะได้รับการต้อนรับสู่สถานที่ที่เต็มไปด้วยสีสันอันมีชีวิตชีวา การผสมผสานของวัสดุ ประติมากรรม และแนวคิดการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อค้นหาเสน่ห์ในตัวเอง และจุดประกายความมั่นใจให้กับทุกคน ร้าน Instant Wonder จากสวารอฟสกี้ พร้อมมอบประสบการณ์ความมหัศจรรย์ดั่งความฝันให้เกิดขึ้นจริง ด้วยชิ้นส่วนของคริสตัลที่ประดับประดาราวกับลูกกวาด ซึ่งถูกเติมเต็มด้วยเครื่องประดับชิ้นต่าง ๆ อาทิ สร้อย นาฬิกา เครื่องประดับตกแต่งบ้าน รวมถึงภายในแกลเลอเรียที่ถูกแต่งแต้มด้วยฉากหลังของภาพเงาโลโก้แปดเหลี่ยมโฉมใหม่ของสวารอฟสกี้ที่ทำจากแพ็กเกจจิ้งใหม่

นอกเหนือจากการเปิดแกลเลอเรียในบางเมืองแล้ว การเปิดตัวร้าน Instant Wonder ของสวารอฟสกี้ ยังสามารถรับชมได้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีการจัดทัวร์เสมือนจริง เพื่อเปิดให้ชมตัวอย่างชิ้นงานในคอลเลกชันใหม่ เผยให้เห็นถึงแรงบันดาลใจและแนวคิดเบื้องหลังคอลเลกชัน เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับคอลเลกชันนี้มากยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบร่วมกับ Villa Eugenie ในกรุงปารีส ทำให้ร้านค้าของสวารอฟสกี้สามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์อย่างเหนือระดับให้กับทุกคนได้ทั่วทุกมุมโลก 

จิโอวานน่า แบทแทกเลีย อิงเกอเบิร์ท (Giovanna Battaglia Engelbert) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ของสวารอฟสกี้

กิจกรรมทั้งหมดจะถูกจัดขึ้นภายใต้ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโทนสี รูปลักษณ์ รวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึกทั้งหมด เพื่อถ่ายทอดโลกใบใหม่ของสวารอฟสกี้ให้เป็นที่ประจักษ์และน่าจดจำ ภายใต้การดูแลของ จิโอวานน่า สวารอฟสกี้จะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจและน่าหลงใหลในโลกแห่งเครื่องประดับ ที่จะสร้างความประทับใจพร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนทั่วโลก

เปิดเคล็ดลับสวยสมมง เสริมความมั่นใจในแบบฉบับของ ‘น้ำตาล ชลิตา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646344

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 13:55 น.เปิดเคล็ดลับสวยสมมง เสริมความมั่นใจในแบบฉบับของ 'น้ำตาล ชลิตา'บทเรียนนางงามจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง กับทัศนคติ “ผู้หญิงอย่าหยุดสวย…ต้องสวยและมั่นใจขึ้นกว่าเมื่อวาน” พร้อมเคล็ดลับสวยสมมงฉบับ น้ำตาล–ชลิตา ส่วนเสน่ห์

กระแสนางงามฟีเวอร์กำลังจะกลับมาอีกครั้ง กับการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่หลายคนรอคอย ซึ่งตอนนี้นางงามจากทั่วทุกประเทศก็เริ่มมีการพรีเซ้นต์ตัวเองที่หลากหลายเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในใจกรรมการและแฟนๆ กันบ้างแล้ว แต่ขณะที่เราทุกคนกำลังรอคอยการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมาถอดบทเรียนนางงามและคำแนะนำจากรุ่นพี่นางงาม อย่าง น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ หนึ่งในขวัญใจและตำนานของแฟนนางงามหลายคน

นับตั้งแต่วันที่เธอก้าวตามฝันขึ้นเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ จนกลายเป็นนางงามตัวแทนจากประเทศไทย สู่ท็อป 6 มิสยูนิเวิร์สปี 2016 เรียกได้ว่าทุกก้าวของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เธอก็สามารถก้าวผ่านและสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆได้ในทุกช่วงการแข่งขัน และถึงแม้เวลาจะผ่านมา 5 ปี แต่ทุกซีนการปรากฎตัวของเธอก็ยังคงตราตรึงใจและถูกหยิบมาพูดถึงในทุกๆปีเพื่อเป็นบทเรียนและตัวอย่างให้กับนางงามรุ่นต่อมา สิ่งที่เราทุกคนเห็นได้จากตัวเธอ คือความพยายามและไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านบุคลิกภาพ การพูด ทัศนคติ รวมไปถึงกราฟความสวยและออร่าที่พุ่งขึ้นในทุกวัน จากเด็กสาว สู่เวทีจักรวาล และชีวิตของเธอกำลังก้าวเข้าสู่ความสำเร็จอีกขั้นในฐานะนักแสดง

น้ำตาล เผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จพร้อมเคล็ดลับสวยสมมงสำหรับสาวๆว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตาลก้าวผ่านอุปสรรค ทุกคำพูดที่ส่งผลทางจิตใจ ด้วยการนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเองในทุกวันและรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ เรื่องการพูด หรือการเดิน เราก็พยายามปรับและฝึกฝนให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการดูแลตัวเอง เพื่อทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้น พร้อมเผชิญกับทุกอย่างที่จะเข้ามาและกล้าที่จะทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเคล็ดลับที่ตาลนำมาปรับใช้กับตัวเองในทุกงานไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ประกวด หรือในการทำงานปัจจุบัน คือ

1.มีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความต้องการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นจริงๆ เพราะถ้าไม่มีเป้าหมายในการทำสิ่งต่างๆ มันจะทำให้เราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่มีความตื่นเต้นหรือกระตือรือร้น ที่สำคัญคือเราต้องปลุกความต้องการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น เพื่อผลักดันให้ตัวเราพร้อมสู้และพยายามที่จะไปถึงเป้าหมายหรือเส้นชัยที่แต่ละคนคาดหวังไว้ สำหรับนางงามแล้ว ก็คือความความกระหายมง ที่จะทำให้ตัวเราดูมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

2.รักและชอบในสิ่งที่ทำ ตาลเชื่อว่า ถ้าทุกคนทำในสิ่งที่รักหรือชอบจริงๆ มันจะทำให้เราอยู่ในจุดนั้นอย่างมีความสุข ถึงจะมีความกดดัน หรือการแข่งขันที่สูง แต่ก็ยังมีมุมหรือพื้นที่ที่จะทำให้เราสนุกและแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสำหรับนางงาม การมีพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวเองที่เป็นธรรมชาติได้ ถือเป็นเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่จะช่วยสร้างความแตกต่าง และสร้างการจดจำในแบบที่เป็นตัวเองกับกรรมการและแฟนๆนางงามได้ด้วย

3.พร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา สำหรับนางงามแล้ว การมีทีมดูแลที่ดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่อีกครึ่งที่สำคัญเช่นกันคือ ความพร้อมของตัวนางงามเอง พร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาเพื่อพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่างการรับฟังหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ก็จะช่วยให้เราเข้าใจและมองโลกได้กว้างขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ และการปฎิบัติตัวให้เหมาะสมของเราด้วย

4.ความอดทน เป็นสิ่งที่ไม่ใช่แค่นางงามแต่ทุกคนต้องมี เพราะทุกเป้าหมายในชีวิต แน่นอนว่าไม่มีใครโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกคนต้องเจอกับอุปสรรคและความยากลำบาก สิ่งที่จะทำให้เราผ่านพ้นไปได้คือความอดทน พยายาม และต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านั้น

5.ความมั่นใจ เป็นกุญแจสำคัญที่ตาลเชื่อว่า จะทำให้เรามีความกล้าและเต็มที่กับทุกสิ่งที่เข้ามา สำหรับตาลสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้คือการพัฒนาตัวเองรอบด้าน ทั้งบุคลิกภาพ การพูด ทัศนคติที่กว้างไกล รวมไปถึงความสวยที่จะช่วยให้เรามั่นใจยิ่งขึ้น แต่ต้องเป็นความสวยในแบบตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสวยพิมพ์นิยมหรือเหมือนใคร ต้องรู้ว่าอะไรเป็นจุดเด่นของเรา ที่จะทำให้เราแตกต่างและมีเอกลักษณ์ เป็นที่น่าจดจำ

ตาลเชื่อว่าเป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวยและอย่าหยุดที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจและความกล้าที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่ อย่างตาลเอง นอกจากการดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือการบำรุงผิวทั่วไปแล้ว สิ่งที่ตาลขาดไม่ได้ คือการปรึกษาคุณหมอเสริมความงาม อย่างที่ MASJ พอตาลทำสวยแล้วก็สามารถลุยงานด้วยความมั่นใจ ช่วยให้ตาลเผยรูปหน้าโครงหน้าที่สวยเป็นเอกลักษณ์ในทุกมุมได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นกว่าวันวาน พร้อมทำทุกงานได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ

BOB V.A.C กูรูและอินไซเดอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่นเผยไอเท็มเด็ด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646205

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 08:52 น.BOB V.A.C กูรูและอินไซเดอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่นเผยไอเท็มเด็ดสยามเซ็นเตอร์ คว้าสตรีทกูรู BOB V.A.C มาสร้างแรงบันดาลใจชาวสตรีทคัลเจอร์พร้อมเผยไอเท็มเด็ด

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ จัดว่าเป็นศูนย์รวมแฟลกชิปสโตร์ที่เอาใจสายสปอร์ตแวร์มากที่สุดมาไว้ในที่เดียวแบบครบครัน ที่ซึ่งชาวสตรีทคัลเจอร์ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าจะต้องแวะเวียนมาเยือนอยู่บ่อยครั้งเพราะมาที่เดียวจะได้สัมผัสประสบการณ์ครบหมดทั้ง Nike Bangkok แฟลกชิปสโตร์ใหญ่ที่สุดในไทยแห่งแรกแห่งเดียวที่มาพร้อมบริการที่ดีที่สุดและ Nike By You เต็มรูปแบบ, ADIDAS ORIGINALS กับแฟลกชิปสโตร์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, JD Sports ผู้แทนจำหน่ายรองเท้า สปอร์ตแวร์ และสตรีทแวร์หลากหลายแบรนด์ดังระดับโลก และ Under Armour แบรนด์กีฬาชั้นนำ ณ ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

และแน่นอนว่าในแวดวงสตรีทคัลเจอร์หากเอ่ยชื่อของ BOB V.A.C หรือ วรากฤช วิวัฒนาเกษม Brand and Creative Director for V.A.C Thailand กูรูและอินไซเดอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่น สายสตรีทตัวจริงคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ซึ่งวันนี้คุณบ็อบจะพามาแนะนำไอเท็มโปรดที่หากหนุ่มสาวชาวสตรีทมีติดตู้ไว้รับรองไม่ผิดหวัง

Bob V.A.C บอกว่า ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการช้อปออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตสูง แต่สำหรับชาวสตรีทคัลเจอร์แล้วอยากบอกว่าการได้มาที่ช้อปด้วยตัวเองถือว่าเป็นเรื่องที่เปิดประสบการณ์ได้มากกว่า เพราะเราจะได้จับของสัมผัสวัสดุ ได้ลองไซส์ ลองใส่จริง อย่างรองเท้าบางรุ่นไซส์ก็จะไม่เท่ากัน ส่วนตัวแล้วชอบมาที่สยามเซ็นเตอร์มากเพราะมีแฟลกชิปสโตร์แบรนด์ดังครบ อย่าง Nike Bangkok แน่นอนว่าทุกคนไม่ควรพลาดมีสินค้าคูลๆมาให้ดูตลอดเหตุผลที่ชอบมาคือร้านใหญ่สินค้าแบ่งหมวดหมู่ชัดเจน ส่วนตัวเป็นคนชอบเล่นกีฬามากหลายประเภททั้งบาส เวท วิ่ง แต่งตัว ที่นี่มีรองเท้าที่ตอบโจทย์ทุกอย่างที่สำคัญพนักงานทุกคนได้รับการเทรนด์มาเป็นอย่างดีให้คำแนะนำและตอบเราได้ว่ารองเท้าแต่ละคู่ต่างกันอย่างไร แนะนำวิธีที่ถูกต้องได้ว่าสินค้าในแต่ละประเภทเหมาะกับเราหรือไม่

ในส่วนของ Nike นั้นอยากแนะนำรองเท้าผู้หญิงที่เวลาเห็นผู้หญิงใส่แล้วจะประทับใจมากต้องมองตลอดคือ Nike Air Force 1 ’07 เพราะมีสีสัน และความเป็นมัดย้อมที่เข้ากับเทรนด์สมัยนี้พอดี ใส่ได้เรื่อยๆแมทช์ชุดง่ายรูปทรงดีจะใส่กับกางเกงขาสั้นยาวได้หมด ใส่แล้วรับรองว่าชายสายสตรีทต้องมองเหลียวหลัง เป็น must have item ที่ต้องมี Nike Air Force 1 ถือเป็นหนึ่งในรองเท้าคลาสสิคของไนกี้ที่ถ้าหากว่าจะต้องมีคู่เดียวขอแนะนำรุ่นนี้เลย อีกรุ่นที่แนะนำคือ Nike Wildhorse 6 พื้นรองเท้าจะเป็นแบบเดิน และวิ่งเทรลได้ จะใส่ปีนเขา แคมป์ปิ้งก็ได้ พื้นทำให้เดินไม่ลื่น เทคโนโลยีรองรับการกระแทก สีน่ารักถ้าเจอสาวๆเดินเขาใส่สีพาสเทลแบบนี้ ยังไงก็ต้องหยุดมอง รองเท้ารุ่นนี้เป็นแฟชั่นตอบโจทย์ฟังก์ชั่นมาก พื้นนอกมีปุ่มเพื่อยึดเกาะกันกระแทกแวลาเหยียบเศษหินดิน ข้างในมีโฟมไนกี้รีแอค เพิ่มความสบายให้เท้า หน้าผ้าหลายส่วนกันน้ำระบายอากาศได้ดี

ถัดมากับ JD Sports ชอบร้านนี้เพราะความสนุกในการเลือกเสื้อผ้า รองเท้า แอคเซสเซอรี่ที่มีหลายแบรนด์ สำหรับพ่อแม่ก็จะดีด้วยเพราะมีรองเท้าเด็กเยอะพอสมควร ถ้ามา JD แบรนด์ที่ดูส่วนใหญ่จะเป็น PUMA , Fila , Converse , Van มากกว่า เพราะจะมีตัวเลือกเยอะและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ เป็นสปอร์ตแฟชั่น ใส่ง่ายใส่ได้ทุกวัน เข้ามาแล้วจะมีความสนุกที่เราไม่รู้ว่าเข้ามาแล้วจะเจออะไรดีๆเด็ดๆ รอเราบ้าง สำหรับที่นี่แนะนำ PUMA RS-X3 MILLENIUM ส่วนตัวชอบสีขาว รุ่นนี้ใส่สบาย จุดเด่นสวยทรงไม่เหมือนแบรนด์ไหน พื้นโฟมหนาใส่สบาย เหมาะกับคนชอบทางเลือก อีกคู่คือ VANS Old Skool Core ตัวคลาสสิค สำคัญตรงพวงกุญแจห้อยรองเท้า only @ JD เป็นอีกหนึ่งความสนุกที่เราเข้ามาก็จะตามล่าหารองเท้าที่ไม่ซ้ำกับคนอื่นไปช้อป VANS เองก็ไม่มี เหมาะกับคนที่เหมือนมีความขบถในตัว คนที่ไม่อยากเป็นไปตามกรอบ

อีกร้านโปรดที่พลาดไม่ได้ต้อง ADIDAS ORIGINALS จัดจ้านเรื่องแฟชั่นไม่เป็นสองรองใคร มาที่นี่ก็จะชอบเลือกเสื้อผ้ามากกว่าเพราะจะมีสีสดๆ ที่หาจากแบรนด์อื่นไม่ได้ อย่างเสื้อยืด ADIDAS 3-STRIPES เบสิคที่ดูเหมือนเบสิคธรามดาแต่ไม่ธรรมดา แต่เป็นสีที่เห็นแล้วให้ความรู้สึกวินเทจมากๆ เสื้อยืดผ้าฝ้ายธรรมดาแต่งลายที่ไหล่กับแถบ 3-STRIPES ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 70 สุดคลาสสิค สีขาวยาวจากไหล่ถึงปลายแขนเพิ่มความวินเทจแมทช์กับคอสีขาว สีเขียววินเทจเป็นสีที่ไม่ค่อยเห็นในยุคนี้ เหมือนใส่ง่ายแต่มีเรื่องราว การคัดติ้งแมทช์สีไม่เหมือนในปัจจุบัน อีกหนึ่งความจี๊ดจ๊าดที่หาที่อื่นไม่ได้ต้อง ADICOLOR TRICOLOR Track Jacket ออกแบบเหมือนนักบินอวกาศซึ่งใส่ใจดีเทลมากๆ โดยมีสีน้ำเงิน ดำ แดง เป็นสีหลักของคอลเลคชั่น ดีเทลผ้าซาติน ลุคสีเงิน ปักโลโก้Trefoil ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นออริจินอล ที่ชอบสุดจะเป็นหัวซิปโลโก้ Trefoil และโลโก้ trefoil ที่ปักอยู่ตรงแขนซ้าย – ขวา มีความเท่มากๆ เป็นจุดเด่นเวลาใส่ไปไหน ข้างในเป็นผ้าตาข่าย ไม่อับ บางแต่ใส่สบาย ไม่อึดอัด ได้ความสปอร์ตนิด ๆ ร็อกแอนด์โรลหน่อย ๆ

ชาวสตรีทคัลเจอร์ทั้งหลายรู้แบบนี้แล้วว่ารุ่นเด็ดแบรนด์ดังคือตัวไหนอย่าลืมแวะมาช้อปกันได้กับ 4 แฟลกชิปสโตร์ใหญ่ในสยามเซ็นเตอร์ ทั้ง Nike , ADIDAS , JD Sports และ Under Armour พร้อมพบโปรโมชั่นพิเศษวันหยุดยาวนี้ “Siam Center Super Weekend” เพียงช้อปครบ 5,000บาท รับสยามกิฟท์การ์ดทันที 500 บาท ระหว่างวันที่ 26 – 28 ก.พ. 2564 สอบถามรายละเอียดโทร. 0-2610–1000

Zegna คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646135

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 13:41 น.Zegna คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021#WHATMAKESAMAN ก้าวต่อไปของแคมเปญ WHAT MAKES A MAN

ปัจจุบันการเป็นผู้ชายมีหมายความว่าอย่างไร? คำถามนี้กลายมาเป็นแนวทางที่สอดประสานอยู่ในทุกอณูของ การทำงานทุกอย่างที่ Zegna และนับเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบทสนทนาอันเกี่ยวกับอัตลักษณ์ บุคลิกภาพส่วนบุคคล เอกลักษณ์เฉพาะตัว ความรับผิดชอบ และสิ่งที่จะส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ซึ่งคำถามนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วโลกเพื่อร่วมกันหาคำตอบให้แก่ความซับซ้อนของความเป็นชายในสมัยใหม่ และนำพาความคิดไปสู่ความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

สำหรับซีซั่นนี้ แนวคิดเรื่อง #WHATMAKESAMAN ถูกพัฒนาขึ้นด้วยการรวบรวมมุมมองใหม่ๆ โดยในแคมเปญ คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 นี้ เป็นการมอบโอกาสแก่คนที่คุณรักให้ได้หันมาคำนึงถึงอุดมคติร่วมสมัย ที่มีความสำคัญต่อผู้ชายในชีวิตของพวกเขาและเธอ ผ่านคำถามที่ว่า “อะไรที่สร้างผู้ชายของฉันขึ้นมา?” นำเสนอผ่านภาพพอร์เทรตที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งของทั้งบุคคลหรือคู่ความสัมพันธ์ สายใยที่เกิดขึ้นระหว่าง Gabriel-Kane Day-Lewis นายแบบ/นักร้องและนักแต่งเพลง และแม่ของเขา Isabelle Adjani นักแสดงเจ้าของ 5 รางวัลซีซาร์อวอร์ด

ด้วยภาพถ่ายที่สะท้อนมุมมองส่วนตัวของอิซาเบลที่มีต่อลูกชาย ผ่านเลนส์และสายตาอันตรงไปตรงมาต่อ กาเบรียล เคน เดย์ ลูวิส “บางครั้งลูกชายของฉันก็ดูราวกับมีจิตวิญญาณเก่าแก่ซ่อนอยู่ในตัวเขา” อิซาเบลกล่าว “แม้ว่าบางครั้งเขาจะดื้อรั้นมากไปหน่อย แต่ภายในจิตใจของเขานั้นเต็มไปด้วยภูมิปัญญาและปรัชญาที่สวยงามเกี่ยวกับความรัก ความเมตตาและความเอื้ออาทร” ไม่เพียงแค่นั้น ทั้งคู่ยังได้ร่วมกันสะท้อนเรื่องราวให้เห็นถึงบทเรียนและคุณค่าในชีวิตที่ทำให้กาเบรียลเติบโตขึ้นมาเป็นชายอย่างที่เขาเป็นในปัจจุบัน พร้อมแสดงให้เห็นว่าการเติบโตที่มาพร้อมกับหลักการเชิงบวกที่ส่งผ่านโดยคนที่ใกล้ชิดกับเรานั้นสำคัญเพียงใด

ขยับเข้าสู่เรื่องราวที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ด้วยเรื่องราวที่มีความพิเศษและประสบการณ์ของคนยุคใหม่ ผ่านภาพถ่ายพอร์เทรตของนักแสดงหนุ่มชาวจีน Li Xian ควบคู่ไปกับ Noonoouri ซึ่งเป็นตัวละครดิจิทัลหญิงที่เขาสร้างขึ้นในโลกเสมือนจริง การจับคู่ที่ไม่คาดคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมร่วมสมัยที่พวกเขายึดถือ โดยทำให้เราเห็นว่าความเป็นชายไม่ใช่ความคิดตายตัว หรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดที่ถูกกำหนดไว้โดยผู้อื่น แต่ความเป็นชายเป็นแนวคิดที่ลื่นไหล และเป็นสภาวะของจิตใจที่มีความลึกซึ้งเสียมากกว่า

สำหรับรูปถ่ายในแคมเปญนี้มีฉากหลังซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอุทยาน Oasi Zegna สถานที่ที่ถือเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ ซึ่งในการนำเสนอคอลเลกชั่นเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ทั้งรูปทรงเสื้อผ้าที่มีความพลิ้วไหว ในสีเอิร์ธโทนก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์อันเขียวชอุ่มของ Oasi Zegna ได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ Ermenegildo Zegna ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้จุดประกายแนวทางในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของเขาเองมาโดยตลอด

ด้วยการเริ่มปลูกต้นไม้มากกว่า 500,000 ต้นเพื่อสร้างสวนธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในพื้นที่ กว่า 100 ตารางกิโลเมตร จากเมืองทริเวโรไปจนถึงยอดเขาบิเอลล่า (Biella Alps) ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี และแคมเปญที่ได้สร้างสรรค์พัฒนาขึ้นมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความหมายพิเศษของ Oasi Zegna เนื่องจากเวลาที่ใช้ไป ในธรรมชาติ ทำให้เรามีโอกาสที่จะพิจารณาลำดับความสำคัญของเราใหม่และสะท้อนถึงคุณค่าของเราอีกด้วย

เพื่อเป็นการเชิดชูและสานต่อปรัชญาความยั่งยืนอันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 นี้ ยังได้มีการนำเอาเสื้อผ้าชิ้นคลาสสิกกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ในแนวทาง #UseTheExisting “ใช้ในสิ่งที่มีอยู่” โดยการนำเอาผ้าที่มีอยู่แล้วมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ การนำเอาเศษผ้าที่มีอยู่ มาใช้ในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นเพื่อไม่ให้เกิดเป็นขยะ (Zero Waste) คืออีกหนึ่งความฝันที่ทางแบรนด์จะพยายาม จะทำให้ได้ เช่นเดียวกับความคิดในการพัฒนาไอเดียความเป็นชาย

ด้วยแนวคิด #UseTheExisting นี้ วัสดุเหลือใช้ทุกอย่างถูกนำกลับมาใช้ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าเพื่อสร้างรูปลักษณ์ ที่โดดเด่นของงานการตัดเย็บสไตล์เทเลอร์ที่มีความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น บอมเบอร์แจ็กเก็ต และเชิ้ตแจ็กเก็ต ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่ในรูปแบบสูทโทนสีโมโนโครม และเพื่อเป็นการประกาศศักราชใหม่อย่างมีสไตล์ คอลเลกชั่นนี้ยังได้นำเสนอเสื้อผ้าแบบเลเชอร์แวร์ (Leisurewear) ที่ยังคงความหรูหรา โดยใช้เนื้อผ้าแบบไฮบริดในรูปทรงลำลองที่สวมใส่สบายและปรับเปลี่ยนได้

และในโอกาสต่อไป เรายังอยากจะตั้งคำถามไปถึงทุกคนทั่วโลกผู้เป็นดั่งตัวแทนแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ช่วยกันสะท้อนความคิดออกมาจากคำถามที่ว่า “อะไรที่ทำให้ฉันเป็นฉันทุกวันนี้” แม้จะเป็นคำถามที่ละเอียดอ่อน แต่ Zegna ยังคงตั้งมั่นในความเชื่อ ว่าคำถามนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้ไตร่ตรองและค้นหาตัวตนที่แท้จริง ในเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยท้ายสุดนี้เราหวังว่าจะได้มารวมตัวกันและเริ่มค้นหาพร้อมกับการค้นพบว่าอะไรทำให้เราเป็น “เรา”

5 ท่าโพสริมหาดรับซัมเมอร์แบบมินิมอลสไตล์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646093

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 08:40 น.5 ท่าโพสริมหาดรับซัมเมอร์แบบมินิมอลสไตล์เติมวิตามินดีให้ผิว พร้อมโพสท่าสวยรับลมร้อนซัมเมอร์นี้ให้อบอุ่นดูดีมีสไตล์ฉบับมินิมอล

เมื่อกลิ่นอายของซัมเมอร์เตรียมเคาะประตูหน้าบ้าน ก็ได้เวลาสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ เตรียมแพ็กกระเป๋าสลัดความเครียดมุ่งหน้าสู่ทะเลเพื่อรับลมร้อนของซัมเมอร์ เติมวิตามินดีให้ผิว พร้อมแชะรูปเปลี่ยนโปรไฟล์ในโซเซียล แต่ถ้าใครยังนึกท่าโพสไม่ออก ขอนำเสนอ 5 ท่าโพสในแบบ “มินิมอลสไตล์” อบอุ่นดูมีสไตล์

“Run and Walk” เริ่มท่าแรกแบบง่ายๆ ด้วยการจับมือเพื่อนซี้แล้ววิ่งเล่น ริมหาดในรูปแบบฟรีสไตล์ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่อย่าเร็วจนช่างภาพจับภาพไม่ทัน ส่วนคอมโพสต์ที่สวยของรูปนี้ คือ ภาพจากมุมด้านหลัง ที่เหมือนจะวิ่งลงสู่ทะเล เห็นท้องทะเล ท้องฟ้า หาดทราย แต่ถ้าใครไม่ถนัดวิ่ง จะเดินชิลๆ คนเดียวริมหาด ถ่ายจากมุมด้านข้างเสมือนว่ากำลังมองออกไปที่ท้องทะเล ก็จะได้รูปภาพที่สื่อถึงการปลดปล่อยความคิด หรือถ้าใครอยากเพิ่มความเก๋ให้กับภาพถ่าย ลองมองหาวัตถุรอบข้างอย่าง เรือคายัก มาเป็นองค์ประกอบ ก็จะได้รูปภาพที่มีสีสันและเพิ่มความเก๋ได้มากขึ้น

“Sleep On The Beach” เป็นอีกหนึ่งการโพสท่าในแบบมินิมอลสไตล์ที่เหมาะกับสาวๆ สะท้อนถึงการพักผ่อนได้อย่างลงตัว ส่วนการจัดวางคอมโพสต์ของภาพในลักษณะนี้ให้สวยงามนั้น อาจใช้ความงามของธรรมชาติและจังหวะอย่าง เกลียวคลื่นทะเลที่พัดเข้าฝั่งจะทำให้เกิดฟองน้ำ เพิ่มลูกเล่นให้กับภาพถ่ายของเรา หรืออาจจะหาแอคเซสเซอรี่ใกล้ตัวอย่าง ครีมกันแดด หมวก แว่นตากันแดด มาจัดวางข้างๆ ก็จะทำให้รูปภาพดูมีมิติน่าสนใจ

“I am Photographer” เปลี่ยนตัวเองมาเป็นช่างภาพมือโปร ถือกล้องตัวโปรดพร้อมแอคชั่นกำลังถ่ายภาพ ก็เป็นอีกท่าโพสที่เรียบง่ายและเป็นที่นิยมของเหล่ามินิมอล ช็อตนี้ถ้าจะถ่ายให้สวยควรจัดแบบโคลสอัพ เน้นการถ่ายระยะใกล้ ไม่ต้องเก็บหมดทั้งตัว

“Stay with Love” ไปเที่ยวกับคนรักทั้งทีทริปนี้ต้องมีรูปคู่ แต่จะโพสท่ากับหวานใจยังไงให้ดูมีสไตล์ อาจจะเริ่มจากท่าโพสยอดฮิตกับวิวพระอาทิตย์ตกและให้ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางระหว่างสองเราพอดี หรือลองหามุมเท่ๆ ริมหาด อย่าง เตียงนอนผ้าใบ ชิงช้า เก้าอี้นั่งเล่น มาเป็นองค์ประกอบภาพ แล้วใช้เทคนิค Candid มุมเผลอแบบไม่มองกล้อง มาใช้เพิ่มความน่าสนใจให้กับรูปภาพ

“Over Me” ถ้าทริปนี้มีโดรนหรือสามารถถ่ายภาพได้จากมุมสูงลงมาได้ ท่าที่อยากจะแนะนำคือ ท่านอน เพราะว่าจะช่วยให้เราดูตัวเล็กและสามารถเก็บบรรยากาศรอบข้างได้ครบจบในเฟรมเดียว แต่ที่สำคัญควรหาชุดสีสันสดใสตัดกับบรรยากาศรอบข้าง เพราะจะทำให้รูปภาพมีคอนทราส มีจุดนำสายตาที่ดี

ชุดพร้อม ท่าโพสพร้อม แต่ยังขาดที่พักริมทะเลบรรยากาศเลิศ แวะมาหาที่พักพร้อมจองได้ที่ มาคาเลียส (Makalius) ออนไลน์ทราเวลแพลตฟอร์ม (Online Travel Platform) แหล่งรวมและจำหน่ายวอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย ตัวจริงโปรที่พักกินเที่ยวอันดับ 1 ที่มีให้เลือกมากมาย

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/645863

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 07:30 น.การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อน Self-directed Development for Complex Problem Solving

เพราะโลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ โลกเอไอ ยุคดิจิทัลพัฒนาอย่างไปไกลอย่างก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัว แต่ด้วยโครงสร้างธุรกิจและกระบวนการหาความรู้ในปัจจุบันมีความแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น มีขอบเขตและกระบวนการทำงานที่สร้างข้อจำกัดปิดกั้นตัวมันเอง องค์กรจึงไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมที่ซับซ้อนได้อย่างยั่งยืน

องค์กรธุรกิจยุคใหม่จึงต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนทั้งองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยเน้นที่ผลลัพธ์เป้าหมายความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่า สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย แต่การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างทุนมนุษย์ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดย

1. การพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุก

2. การพัฒนาแนวคิดเชิงระบบเชิงซ้อน

3. การเรียนรู้ตลอดชีวิต

การพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุก โดยมีเป้าหมายคือ

  1. การพัฒนาทีมงานให้มีศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก มีความคล่องตัว ว่องไว รวดเร็ว สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น ไม่เคร่งในระเบียบวิธีมากเกินไป หรือรูปแบบเดิมๆ ที่ใช้มานาน ทั้งนี้ บุคลากรต้องกล้าที่จะเปลี่ยน ด้วยการคิดนอกกรอบ มีมุมมองและแนวคิดใหม่ๆ เพื่อมาปรับแนวคิด ทัศนคติ และวัฒนธรรมในองค์กรให้เข้าสู่ระบบสากล และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
  2. เน้นการทำงานเป็นทีม โดยมีทีมงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหลากหลายสายงาน มีความรู้หลากหลาย เน้นการระดมสมอง การแลกเปลี่ยน และการลงมือปฏิบัติ ทั้งนี้ ต้องเห็นว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญมากกว่ากระบวนการและเครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องสร้างภาพผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่ชัดแจนและสื่อไปยังทีมงานทุกคนให้เข้าใจตรงกัน
  3. ต้องมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และเกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วในการที่จะตอบโจทย์การให้บริการในภารกิจหลักที่สำคัญ
  4. การตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นผลลัพธ์รูปธรรมเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าเอกสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ต้องผ่านการร่วมมือกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจให้ไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันและเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าและผู้รับบริการ

การพัฒนาแนวคิดระบบเชิงซ้อน นอกจากการพัฒนาศักยภาพเชิงรุกแล้ว ในการรับมือกับปัญหาจำเป็นต้องใช้แนวคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวมที่เห็นความจริงว่า ทุกปัญหาเป็นระบบซ้อนระบบ เป็นปัญหาทับซ้อนปัญหาอย่างเป็นลำดับชั้น ดังนั้น ในการแก้ปัญหาหรือการบริหารโครงการใดๆ จำเป็นต้องแตกโครงการดังกล่าวเป็นขั้นตอนย่อยๆ ว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นลำดับชั้น และด้วยการเชื่อมโยงที่แตกต่างและหลากหลายขององค์ประกอบในแต่ละระดับชั้น เพื่อให้ออกมาเป็นกระบวนการหรือขั้นตอนการทำงานที่แตกต่าง เพื่อสร้างทางเลือกที่มีคุณค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจ เพื่อบริหารโครงการให้สำเร็จหรือแก้ปัญหาให้ลุล่วง

การเรียนรู้ตลอดชีวิตสิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุกบนฐานแนวคิดเชิงระบบคือ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องผ่านการสื่อสารด้วยใจที่เปิดกว้าง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้ข้อมูลย้อนกลับ มีการติดตามผล ประเมินผล เพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนย่อยๆ เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน แล้วนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มคุณค่าอย่างต่อเนื่องในขั้นตอนถัดไป โดยไม่จำเป็นต้องรอให้จบกระบวนการทั้งหมด และทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำซ้ำๆ จนเกิดความชำนาญ เพื่อสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพราะโลกไม่เคยหยุดหมุน การพัฒนาไม่เคยหยุดนิ่ง องค์กรธุรกิจจึงต้องปรับตัว ยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เพื่อสร้างคุณค่าและความพึงพอใจให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อความอยู่รอดขององค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มันจะเป็นจริงได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาทุนมนุษย์ ด้วยการพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุก มีความคล่องตัว มีอำนาจในการตัดสินใจ สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นผ่านการเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ อีกทั้ง ต้องพัฒนามุมมองเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวมที่เห็นความจริงว่า ทุกปัญหามีความสลับซับลซ้อนกันอย่างเป็นลำดับชั้น ดังนั้น ในการจัดการกับความท้าทายใดๆ จำเป็นต้องแตกโครงการดังกล่าวเป็นขั้นตอนย่อยๆ ว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร อย่างเป็นลำดับชั้น ตรงนี้เองที่องค์ความรู้ได้เกิดขึ้น และที่สำคัญคือ ต้องนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาสร้างให้เกิดเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กันในทีมงานด้วยการสื่อสารด้วยใจที่เปิดกว้าง

จากดีไซน์ร่วมสมัยสู่คอลเลคชั่นที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/645374

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 10:50 น.จากดีไซน์ร่วมสมัยสู่คอลเลคชั่นที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครองคาร์เทียร์เผยโฉม 7 คอลเลคชั่นเอกลักษณ์ดีไซน์เฉพาะตัว ภายใต้แคมเปญ The Culture of Design จากดีไซน์ร่วมสมัยสู่คอลเลคชั่นที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครอง

คาร์เทียร์ เฉลิมฉลองศักราชใหม่ด้วยแคมเปญ The Culture of Design แคมเปญระดับโลกของคาร์เทียร์ ที่อุทิศให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คาร์เทียร์ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นพบวัฒนธรรมการออกแบบของคอลเลคชั่นในตำนานของคาร์เทียร์อีกครั้ง ได้แก่ ซานโตส (Santos), แทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), เลิฟ (Love), จุตส์ เอิง คลู (Cartier Juste un Clou), ปองแตร์ (Panthère) และ บัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) ผ่านงานออกแบบที่สะท้อนถึงมาตรฐานอันพิถีพิถันของคาร์เทียร์ รวมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่คาร์เทียร์ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อเสาะหารูปทรงอันสมบูรณ์แบบ จากการเรียงร้อยเส้นสายอันบริสุทธิ์ รูปทรงที่แม่นยำ การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ตามสัดส่วนที่เหมาะสม และรายละเอียดต่างๆ อันประณีต

แคมเปญนี้จะนำเสนอคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ เพื่อให้เกียรติต่อผลงานชิ้นไอคอน ที่เป็นผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์และความตั้งใจของนักออกแบบ ที่นำเสนอเครื่องประดับและเรือนเวลาคอลเลคชั่นต่างๆ อันทรงพลัง เรียบง่ายและสรรสร้างขึ้นอย่างพอดี ผลงานชิ้นไอคอนเหล่านี้ทำให้เครื่องประดับของคาร์เทียร์กลายเป็นดีไซน์แบบร่วมสมัยและเป็นที่ปรารถนาของทุกคนมาโดยตลอด

สำหรับแบรนด์คาร์เทียร์ ดีไซน์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

แนวคิดอันแหวกแนวซึ่งถูกหล่อหลอมและฝังรากลึกของแบรนด์ระดับตำนานที่สามารถรังสรรค์ผลงานศิลปะผ่านคอลเลคชั่นเครื่องประดับเลอค่าและเรือนเวลาที่มีดีไซน์โดดเด่นจนยากที่จะละสายตา คืออัตลักษณ์ของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะเป็น คอลเลคชั่นแทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou), ซานโตส (Santos), เลิฟ (Love), ปองแตร์ (Panthère), และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) แคลช (Clash) ล้วนเป็นผลงานที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคอลเลคชั่นเหล่านี้มีรากฐานมาจากหลักการออกแบบ 4 ประการ ได้แก่ เส้นลายที่บริสุทธิ์, รูปทรงที่แม่นยำ, ความเที่ยงตรงของสัดส่วน และรายละเอียดอันปราณีต

· เส้นลายที่บริสุทธิ์ คือความปรารถนาของคาร์เทียร์ในการลดทอนรายละเอียดปลีกย่อยที่จะบดบังโครงสร้างแท้จริงอันงดงามของชิ้นงาน และทำให้ความสวยงามนั้นเข้าใจง่าย การเสาะแสวงหาความเรียบง่ายดังกล่าวเป็นดั่งมนต์สะกดที่ทำให้งานแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงช่างในระดับสูง

· รูปทรงที่แม่นยำ อยู่เหนือทุกการแสวงหาใดๆของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะถูกรังสรรค์ด้วยรูปทรงจัตุรัส ทรงกลม หรือแม้แต่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สิ่งเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ ด้วยการวัดขนาด กะเกณฑ์ผลลัพธ์แห่งความสมมาตร เส้นขนาน หรือแม้แต่ความอสมมาตรที่แต่ละรูปทรงจะนำพาไปได้ บวกกับมุมมองตามสัดส่วนผ่านสายตาที่ช่วยเพิ่มมิติและเส้นสายอ่อนช้อย ราวกับคาร์เทียร์ได้รังสรรค์รูปทรงใหม่และซ่อนความเคลื่อนไหวให้กับทุกชิ้นงาน

· ความเที่ยงตรงของสัดส่วน คือสมดุลยภาพระหว่างเส้นสายและรูปทรง ขนาดของเครื่องประดับและแขนของผู้สวมใส่ ความถูกต้องของสัดส่วนนั้นจะถูกวัดจากวิธีการสวมใส่เช่นเดียวกับเสื้อผ้า จากนั้นสัดส่วนจะทำหน้าที่กำหนดความหมายที่แท้จริงให้กับความสง่างามของชิ้นงานตามบริบทที่ลงตัว และจากความแม่นยำนี้ ทำให้คาร์เทียร์สามารถรังสรรค์สัดส่วนให้กับผลงานใหม่ไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่บิดเบือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ตอบรับกับนวัตกรรมเชิงเทคนิค การวิจัยด้านการยศาสตร์ และความเข้าใจด้านการใช้งานของแต่ละชิ้นงาน

· รายละเอียดอันประณีต สื่อถึงสัญชาตญาณในด้านสไตล์ของช่างผู้สร้างสรรค์อัญมณีที่ค้นพบและกล้าเปิดเผยความงดงามที่ถูกซ่อนไว้ รายละเอียดเหล่านี้ล้วนต้องสื่อความหมายให้กับเครื่องประดับและเรือนเวลาจึงทำให้ชิ้นงานเหล่านั้นมีคุณค่า ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามเชิงศิลป์เท่านั้น และคาร์เทียร์ก็พร้อมที่จะแสดงความเลอค่าของทุกรายละเอียดในทุกชิ้นงานออกมา

เครื่องประดับและเรือนเวลาอันทรงคุณค่า

ความชาญฉลาดของการออกแบบเครื่องประดับและเรือนเวลาดูกลมกลืนในทุกยุคสมัยรวมถึงในอนาคต ความร่วมสมัยนี้ ถึงแม้จะให้ความรู้สึกเก่าแก่ในความคิดของบางคน แต่ดีไซน์เหล่านี้ก็ได้แสดงกับกาลเวลาให้ได้ประจักษ์แล้วว่าความคลาสสิกเหนือกาลเวลานั้นมีความสำคัญเพียงใด ชิ้นงานอันทรงคุณค่าเหล่านี้อาจถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกกี่ครั้ง แต่ก็จะยังคงจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างไม่สิ้นสุด และเป็นแหล่งพลังงานทางความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตซึ่งคาร์เทียร์หาญกล้าที่จะนำมาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทุกผลงานคือมรดกทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงอารมณ์ความรู้สึก และความความสัมพันธ์ทางจิตใจอย่างแรงกล้าที่เรามีกับผลงานระดับประวัติศาสตร์ที่ เหนือการเวลาเหล่านี้จะเติบโตไปตามเวลาที่แปรผันเช่นเดียวกับความหมายที่แต่ละชิ้นงานต้องการสื่อออกมา คอลเลคชั่นเครื่องประดับและ เรือนเวลาล้ำค่าน่าจดจำแห่งประวัติศาสตร์วงการจิวเวลรี่และวงการประกอบนาฬิกาชั้นสูงเหล่านี้เป็นดังบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของคาร์เทียร์ ในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานศิลปะถ่ายทอดผ่านชิ้นงานเครื่องประดับและนาฬิกา

บัลลอง เบลอ เดอ คาร์เทียร์ (Ballon Bleu de Cartier)

นาฬิกาคอลเลคชั่นบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu de Cartier) ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2007 โดยดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำความกลมมนมาตีความใหม่ด้วยการเพิ่มมิติ และผลลัพธ์คือความซับซ้อนของวงกลมที่มีมิติ บนตัวเรือนที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยการซ่อนเม็ดมะยมคริสตัลแซฟไฟร์ สีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ในวงแหวนกลมเล็กไว้กับตัวเรือนอย่างแนบเนียนไม่มีสะดุด ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou) 

สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับจุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่เมืองนิวยอร์กในช่วงยุค 70 โดย อัลโด ซิปูโย (Aldo Cipullo) ดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำรูปทรงตะปูที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปมาตีความใหม่ เป็นเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ด้วยเส้นสายโค้งมน ทว่ามีดีไซน์เฉียบคม พร้อมสัดส่วนที่ถูกต้องรับกับข้อมืออย่างลงตัว

แทงก์ (Tank)

เมื่อปีค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้นำแรงบันดาลใจจากความคมชัดของเส้นสายต่างๆ และภาพจากด้านบนของรถถังมาสร้างสรรค์เป็นรูปทรงใหม่ให้กับนาฬิการุ่นแทงก์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนทรงเหลี่ยม ด้วยหลักการออกแบบกราฟฟิกให้คานทรงเหลี่ยมสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนเป็นดั่งล้อรถ และตัวเรือนดุจหอบังคับการ โดยที่การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกาต้องกลมกลืนจนเกือบจะเป็นเส้นเดียวกันเพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจเอาไว้

ทรินิตี้ (Tritiny)

แหวนทรินิตี้ เป็นผลงานการออกแบบของหลุยส์ คาร์เทียร์เมื่อปีค.ศ.1924 ด้วยการเผยความงดงามของวงแหวนสีทองไวท์โกลด์ เยลโลโกลด์และพิงค์โกลด์ 3 วงที่มีเส้นสายเรียบง่ายและขนาดสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบซึ่งกระหวัดพันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์ (Panthère de Cartier)

นาฬิกาปองแตร์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1983 ให้เป็นมากกว่างานศิลปะ ด้วยตัวเรือนทรงเหลี่ยมมุมมน เส้นสายที่กลมกลืนอย่างไร้รอยต่อของตัวเรือนและสายนาฬิกา รวมถึงหมุดตอกที่เห็นบนกรอบตัวเรือน คาร์เทียร์ปรารถนาที่จะให้นาฬิกาปองแตร์รักษาความความโดดเด่นของเส้นสายแต่ยังความอ่อนช้อย ซึ่งทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นเสมือนเครื่องประดับในเวลาเดียวกัน โดยนาฬิกาเรือนนี้ มีชื่อเดียวกับกำไลข้อมือที่สะท้อน ความเคลื่อนไหวของเสือแพนเตอร์ สัตว์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำแบรนด์คาร์เทียร์ นาฬิกาเรือนนี้ได้ถูกนำมาออกแบบตีความใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 2017 ให้แสดงถึงความเป็นอิสตรีที่เปี่ยมสุข เด็ดเดี่ยว และเป็นอิสระเหนือชายชาตรี

เลิฟ (Love)

เลิฟ คือเครื่องประดับที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการดีไซน์ของคาร์เทียร์ และเส้นสายที่คมชัดคือความสมบูรณ์แบบ กำไลข้อมือทรงรีนี้ถูกสร้างสรรค์โดย อัลโด้ ซิพูลโล (Aldo Cipullo) ที่เมืองนิวยอร์กเมื่อปีค.ศ.1969 ด้วยการนำแผ่นโลหะหรูหราทรงโค้งสองอันมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยสกรูวและไขควงที่ให้มาโดยเฉพาะ

ซานโตส เดอ คาร์เทียร์ (Santos de Cartier) 

นาฬิกาซานโตสถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1904 บนแนวคิดเรื่องรูปทรง รสนิยมแบบเรียบง่าย ความถูกต้องของสัดส่วนและรายละเอียดที่ปราณีตซึ่งเป็นครั้งแรกที่คาร์เทียร์ออกแบบนาฬิกาข้อมือที่มีหน้าปัดสี่เหลี่ยม ขณะที่ในยุคนั้นนาฬิกาพกมักมีทรงกลม ส่วนสกรูที่มักถูกซ่อนไว้อยู่เสมอในเทคนิคการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงก็กลับปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด และกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงามของคอลเลคชั่นในที่สุด

ความหลากหลายของดีไซน์ที่ร่วมสมัย ไปจนถึงรูปทรงที่ออกแบบอย่างประณีตและบริสุทธิ์ กลายเป็นผลงานชิ้นไอคอนที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์คาร์เทียร์ คาร์เทียร์ยังคงมุ่งมั่นรักษาประวัติศาสตร์ของเครื่องประดับต่างๆ ให้ดำรงอยู่สืบไป รวมไปถึงแนวคิดของการออกแบบเครื่องประดับที่เรียบหรูแต่เป็นตำนานเพื่อประกอบเป็นคอลเลคชั่นเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ต่อไป

ค้นพบงานดีไซน์ในคอลเลคชั่นอันเป็นไอคอนได้แล้ววันนี้ ที่คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียม และไอคอนสยาม