เปิดท้ายขายของ Revival Market 2021 ช้อปดี..มีของเพียบ @หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/645665

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 09:30 น.เปิดท้ายขายของ Revival Market 2021 ช้อปดี..มีของเพียบ @หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ช้อปดี มีของเพียบ กลับมาอีกครั้งกับคาราวานเปิดท้ายขายของ Revival Market 2021 ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์

จากการเปิดพื้นที่ฟรีช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดครั้งที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ จึงร่วมมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาคมผู้นำเที่ยวไทย (สผนท.), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บมจ.เอพี ไทยแลนด์ (ลูกบ้านเอพี) จัดงาน “Revival Market 2021” การกลับมาอีกครั้งของกิจกรรมตลาดเปิดท้ายขายของ โดยรอบแรกเปิดตลาดในวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2564 และรอบสองในวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2564 เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 – 21.00 น. ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเป็นการเปิดพื้นที่ฟรี เพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทย และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ให้มีช่องทางในการสร้างรายได้ และจำหน่ายสินค้าบนพื้นที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่งการช้อปปิ้งใจกลางกรุงเทพ

ภายในงาน พบกับสินค้าแบรนด์ดัง และสินค้ามือสองคุณภาพดีมากมาย ทั้งจากนิสิตและศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สมาคมผู้นำเที่ยวไทย (สผนท.), ลูกบ้าน AP และเหล่าผู้ประกอบการรายย่อยที่นำมาจำหน่าย อาทิ Glamour Amulet and Co เครื่องรางแฟชั่นยอดนิยมเสริมบารมีในด้านต่างๆ สามารถดีไซน์เลือกเครื่องราง ชนิดหินและของตกแต่งได้เอง, ต้นไม้ฟอกอากาศพร้อมวัสดุปลูก, สินค้าแฮนด์เมด อาทิ ตะกร้าสานเส้นพลาสติก กระเป๋ากระจูดเพ้นท์ตกแต่งลายรูปแบบเฉพาะตัวจากศิลปินของร้าน I am Ole’, เทียนหอมไขถั่วเหลืองจากธรรมชาติ 100%, ครีมบำรุงผิว, สินค้าและของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยง, เสื้อผ้า กางเกงกีฬา กระเป๋า รองเท้าแฟชั่น, ผักผลไม้ปลอดสาร, อาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่มโฮมเมด, ขนมสุดฮิตและสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นในราคาพิเศษสุด เป็นต้น

ร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยกันอุดหนุนคนไทย มาเลือกชมและช้อปสินค้าหลากหลายราคาสบายกระเป๋าในงาน “Revival Market 2021” ในวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2564 โดยสมาคมผู้นำเที่ยวไทย (สผนท.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บมจ.เอพี ไทยแลนด์ (ลูกบ้านเอพี) ซึ่งภายในงานคุมเข้มมาตรการดูแลความสะอาด และความปลอดภัยเพื่อป้องกันโควิด-19 อย่างเต็มที่ และขอความร่วมมือทุกคนสวมหน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ออกมาเที่ยวช้อปได้อย่างสะอาด มั่นใจลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Falling in Love ITALIANO ดื่มด่ำอรรถรสอิตาเลียนแท้ๆ แค่ใกล้บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/645667

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 08:50 น.Falling in Love ITALIANO ดื่มด่ำอรรถรสอิตาเลียนแท้ๆ แค่ใกล้บ้านชวนช้อปสินค้านำเข้าและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ภายใต้งาน “Falling in Love ITALIANO” โดยเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) แล้วคุณจะตกหลุมรักประเทศอิตาลี

ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่เคยตกหลุมรักประเทศอิตาลีต้องไม่พลาด Falling in Love ITALIANO เทศกาลสำหรับคนรักอาหารอิตาเลียน ที่เซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ รวบรวมสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้สายช้อป สายชิม สายท่องเที่ยว ได้ลิ้มรสอาหารแสนอร่อยสไตล์ อิตาเลียนแท้ๆ พร้อมช้อปสินค้ามากมายเพื่อคลายความคิดถึง

Story Apple

สำหรับความพิเศษที่เตรียมไว้ให้ทุกคน อาทิ แรกในประเทศไทย กับการนำเข้า Story Apple แอปเปิ้ลแสนอร่อย ปลูกและเก็บเกี่ยวจากดินแดนบริสุทธิ์ในสวนผลไม้เขตสงวนของ UNESCO บริเวณเชิงเขา Mot-Viso ที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ โดดเด่นด้วยความกรุบกรอบ หวาน ชุ่มฉ่ำ

สายหวาน 

สายหวานต้องถูกใจ มาจานีสคอร์ซ่าช็อกโกแลต ช็อคโกแล็ตบาร์ชิ้นแรกของโลกที่ผลิตในอิตาลี ถือกำเนิดในปี คศ.1832 โดยผู้เชี่ยวชาญด้านช็อคโกแล็ตของมาจานีได้ถ่ายทอดกรรมวิธีพิเศษที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครคล้ายเปลือกไม้ ให้เนื้อสัมผัสและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเทียบได้ หากได้ทานคู่กับรีซอตโตคุณจะต้องแปลกใจกับรสชาติที่แสนพิเศษ โดโมริช็อกโกแลตสอดไส้เชอร์รี่ผสมผงโกโก้ ลิ้มลองดาร์ทช็อกโกแลตสอดไส้เชอรี่ที่คลุกเคล้าด้วยผงโกโก้ชั้นดีหอมหวานตัดเปรี้ยวเล็กน้อยเพื่อความอร่อยในช่วงเวลา

สายเชฟ

สายเชฟชอบทำอาหารจะได้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อวัตถุดิบชั้นดี ให้มื้ออาหารที่บ้านกลายเป็นมื้อแสนพิเศษ แบบเชฟมืออาชีพกับสินค้านำเข้าจากประเทศอิตาลี อาทิ โกลเฟร่าซาลามี่ผสมเมล็ดยี่หร่า เป็นซาลามี่แบบดั้งเดิมของอิตาลี ทำจากเนื้อหมูที่คัดสรรอย่างดีปรุงตามสูตรโบราณรวมกับเมล็ดยี่หร่า ทำให้ได้รสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ปราศจากกลูเตน แลคโตสและสารปรุงแต่ง Packaging Bio ของ Golfera ทั้งหมดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นนวัตกรรมใหม่ใช้พลาสติกน้อยกว่ารูปแบบถาดทั่วไปถึง 60% และสามารถปิดผนึกเพื่อล็อคความสด

โกลเฟร่าดอลเซ่ซาลามี่ลดไขมัน 50% เป็นเนื้ออิตาเลี่ยนบดหยาบรสชาติดีและน้ำหนักเบามากพร้อมไขมันน้อยกว่า 50% ปราศจากกลูเตนและมีเฉพาะเกลือทะเลเสริมไอโอดีนเท่านั้น รสชาติและความเบาสอดรับกับวิถีชีวิตที่สมดุลและทันสมัย ต่อที่ แฮมปรุงสุกผสมเห็ดทรัฟเฟิลดำ ให้กลิ่นหอมอันน่าหลงใหลและรสชาติที่ลึกล้ำ หรือจะเป็นเห็ดทรัฟเฟิลซัมเมอร์อบแห้งให้เมนูของคุณพิเศษมากขึ้น, พาวารอตติบัลซามิกพลาติโน่ น้ำส้มสายชูบัลซามิกออแกนิคคุณภาพสูงของ Modena IGP ใช้กระบวนการหมักแบบดั้งเดิมและมีอายุ 4-10 ปีในถังไม้ Alico ได้รับการตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การปลูกองุ่นจนถึงการเก็บเกี่ยวและการบ่มในถังไม้ก่อนบรรจุขวด ให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานผสานกลิ่นหอมของไม้ที่เข้มข้นทำให้เป็นน้ำสลัดที่เหมาะสำหรับเนื้อ ชีส และฟัวกราส์ หรือเจลาโต้!  ตามด้วยพาสต้าโทนเรลลี่อัลเนโร่ดิชาเปีย เส้นพาสต้านุ่มแสนอร่อย และซีเรียลครั้นชี่เรดแอปเปิ้ลออร์แกนิค สำหรับมื้อเช้าที่สะดวก

สายกิน

สำหรับสาย Food Lover ที่ถนัดชิมแต่ไม่ถนัดทำอาหารไม่ต้องกังวล เพราะภายในงานมีสินค้าสำเร็จรูปที่คัดมาแล้วว่าอร่อยแน่นอน อาทิ รีซอตโตพร้อมปรุงรสชาติต่างๆ ที่เพียงแกะซองต้มในน้ำร้อน ตักใส่จานพร้อมทาน ก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้ออกไปทานอาหารฝีมือเชฟที่ร้านอาหารอิตาเลียนกันเลยทีเดียว หรือหากต้องการมื้อพิเศษในสไตล์อิตาเลียนแท้ Central Eatery ยังมีเมนูอาหารปรุงสดใหม่โดยเชฟประจำเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ อาทิ BEEF BRACIOLE, CALAMARIPISELLI,CHICKEN FLORENTINE , ขนมปังอบสดใหม่ เช่น อิตาเลี่ยนเซียบัตต้า อิตาเลี่ยนบิสกอตตี, ไอศกรีมเจลาโต้หลากรสชาติ

พิเศษ! ช้อปสินค้าอิตาลีลดสูงสุด 35% พร้อมรับฟรีบัตรของขวัญท็อปส์ มูลค่า 50 บาท เมื่อช้อปสินค้าที่ร่วมรายการครบ 500 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ ร่วมสัมผัสบรรยากาศและลิ้มรสชาติอาหารส่งตรงจากอิตาลี ในงาน “Falling in Love ITALIANO” ได้ที่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขา หรือสั่งง่ายๆ ผ่านทาง www.tops.co.th ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์–2 มีนาคม 2564

เคล็ดลับกู้หุ่นพังให้กลับมาปังแบบสาวสุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647232

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 09:30 น.เคล็ดลับกู้หุ่นพังให้กลับมาปังแบบสาวสุขภาพดีมีนาเริ่มมีพุง!! หลังผ่านการฉลองแบบยุ่งๆ ช่วงตรุษจีนและวาเลนไทน์ในเดือนกุมภาพันธ์ คุณหมอแนะนำเคล็ดลับกู้หุ่นพังให้กลับมาปังแบบสุขภาพดีที่ใครๆ ก็ทำได้

หลังจากผ่านการฉลองตรุษจีน วาเลนไทน์ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจทำให้หลายๆ คน หุ่นเริ่มพัง พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Check-Up Center จึงได้มาแนะนำเคล็ดลับสุขภาพดี พร้อมเผยวิธีสังสรรค์อย่างไรหุ่นไม่พังมาฝากกัน

ถึงแม้ว่าช่วงนี้หลายๆ ท่านอาจจะไม่ได้ออกไปเที่ยว เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็อาจจะมีการพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารเลี้ยงฉลองกันอยู่ ซึ่งงานเลี้ยงนี้เองที่ทำให้หลายท่านเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารที่แสนอร่อยนานาชนิด ยิ่งช่วงวันหยุดยาวก็ยิ่งเพลิดเพลิน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกิดปัญหา น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง

การลดความอ้วนที่หลายๆ คนมักทำกันก็คือ การอดอาหาร ซึ่งอาจจะได้ผลในระยะแรกๆ แต่พอนานไปก็จะไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยมาก เพราะโดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์ถูกสร้างให้ขยันกักเก็บไขมันอยู่แล้ว เมื่อเราอดอาหาร ร่างกายเราจะเข้าใจว่าตอนนี้อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร ก็จะส่งสัญญาณเตือนให้ร่างกายสะสมไขมันไว้ เมื่ออดอาหารนานๆ เข้า มวลกล้ามเนื้อก็จะถูกแทนที่ด้วยไขมัน ในระยะยาวนอกจากความอ้วนที่ไม่ต้องการแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคร้ายๆ ตามมาอีกเป็นหางว่าว อาทิ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ จะเห็นได้ว่าความอ้วนเป็นบ่อนทำลายสุขภาพร่างกายอย่างมากมาย โชคดีที่ความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันทำให้เราเข้าใจแล้วว่า การลดน้ำหนักที่ถูกต้องและได้ผลถาวรนั้นควรแก้ที่สาเหตุภายใน ซึ่งแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันออกไป 

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงสาเหตุของความอ้วนกันก่อน

ความอ้วนนั้นเกิดจากทั้งปัจจัยภายใน และพฤติกรรมภายนอก หรือปัจจัยภายนอก เช่น อ้วนจากพฤติกรรมรับประทานอาหารแบบตามใจตัวเอง และไม่ออกกำลังกายซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ แต่ในขณะที่ปัจจัยภายในที่ลึกลงไปนั้นเราไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น กรรมพันธุ์ อัตราการเผาผลาญในร่างกายไม่ปกติ ซึ่งถ้าเราสามารถทราบและแก้ไขได้ การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ซึ่งปัจจุบันเราสามารถวัดอัตราการเผาผลาญและแก้ปัญหาเหล่านี้ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาจากภายในนั้น ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทานเข้าไปอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังรับประทานอะไรและในปริมาณเท่าใดด้วย ซึ่งการรับประทานเพื่อการลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรทำ ดังนี้

  •  เลือกงดอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน น้ำตาล
  • เน้นรับประทานอาหารจำพวกผัก ผลไม้ (รสไม่หวาน)
  • เพิ่มการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนให้มากขึ้น
  • ทานวิตามินเสริม เช่น ไฟเบอร์ มีผลทำให้รับประทานอาหารน้อยลง 

นอกจากนี้ ยังควรออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ร่างกายเผาผลาญดีขึ้น ถ้าทำตามได้ดังนี้หมอเชื่อว่า ย่อมเกิดผลที่ดีที่สุดต่อสุขภาพร่างกายของคุณอย่างแน่นอนค

สมุนไพรรักษาโรคไต สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646739

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 09:34 น.สมุนไพรรักษาโรคไต สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวังอายุรแพทย์โรคไตไขความลับ “สมุนไพรกับโรคไต” พร้อมเผยเรื่องราว “ถั่งเช่า” ดีจริงหรือแค่ราคาแพง

ในปัจจุบันได้มีการโฆษณาถึงสรรพคุณของยาสมุนไพรหลายชนิด ว่าสามารถรักษาโรคไตเรื้อรังให้ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งสมุนไพรดังกล่าวประชาชนสามารถซื้อหาได้โดยง่าย ทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและนำมาแปรรูปเป็นแคปซูล หรือในรูปแบบต่างๆ ทำให้คนไข้อาจจะมีความสงสัยอยู่ว่า เขาสามารถจะลองใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสมุนไพรต่างๆ เพื่อช่วยรักษาโรคไตของเขาได้หรือไม่ ? จะมีข้อเสียอะไรหรือเปล่า ?

น.อ.นพ.พงศธร คชเสนี อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายองค์กรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ได้ยืนยันว่า ในปัจจุบันยังไม่มีสมุนไพรตัวไหนที่มีข้อมูลหลักฐานทางงานวิจัยหรือการบันทึกมากเพียงพอที่แสดงถึงประโยชน์ในการรักษาโรคไตได้อย่างมั่นใจ การนำมาใช้จึงอาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยโรคไตได้ เนื่องจาก

1) ไตเป็นอวัยวะที่สามารถเกิดอันตรายจากการใช้ยาและสารต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งยาสมุนไพรส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับขนาดยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยโรคไต

2) สมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก

3) สมุนไพรอาจมีสารปลอมปน เช่น ยาแก้ปวด สเตียรอยด์

4) สมุนไพรและพืชบางชนิดมีพิษต่อไตโดยตรง หรือทำให้เกิดผลเสียในผู้ป่วยโรคไตได้ เช่น ไคร้เครือ (Aristolochia) ทำให้เกิดไตวายเรื้อรังและมะเร็งทางเดินปัสสาวะ, มะเฟือง (Star fruit) ทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน, ปอกะบิด (East Indian screw tree) ทำให้การทำงานของไตผิดปกติ, ชะเอมเทศ (Licorice) ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง, น้ำลูกยอ (Morinda citrifolia L) ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูง เป็นต้น

5) สมุนไพรยังอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) กับยาประจำที่แพทย์สั่งซึ่งอาจลดประสิทธิภาพหรือเกิดพิษของยาขึ้นได้

สำหรับสมุนไพรอีกชนิด คือถั่งเช่า ซึ่งมีแพร่หลายอย่างมากในประเทศไทย มีทั้งศิลปิน ดารา นักแสดง พิธีกร ต่างๆ เป็นผู้แนะนำสินค้าบนโลกออนไลน์โซเชียลมีเดียนั้น สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยขอยืนยันว่าจากองค์ความรู้ที่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ถั่งเช่ามีประโยชน์จริงในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากมีเพียงข้อมูลการศึกษาในสัตว์ทดลอง แต่ไม่มีหลักฐานการศึกษาที่ดีเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ถั่งเช่ามีประโยชน์กับไตในมนุษย์และการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้รายงานของอาการที่ไม่พึงประสงค์ของถั่งเช่าอีกด้วย ส่วนถั่งเช่าที่มีการศึกษาในมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่เป็น ถั่งเช่าจากทิเบต (Cordyceps sinensis) ที่เกิดในธรรมชาติซึ่งมีราคาสูงมาก การศึกษาส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 1-6 เดือนเท่านั้น จึงไม่สามารถทราบถึงผลดีและผลเสียในระยะยาวได้และยังพบว่าผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าทิเบตบางส่วนมีโลหะหนักในปริมาณสูง ซึ่งจะมีผลเสียต่อไตในระยะยาว

ในปัจจุบันถั่งเช่าที่ขายอยู่ส่วนใหญ่เป็นถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps militaris) ที่ถูกเพาะเลี้ยงขึ้นในฟาร์ม โดยใช้อาหารเลี้ยงแบบต่าง ๆ ทำให้ถั่งเช่าแต่ละชนิดที่ถูกเพาะเลี้ยงในแต่ละวิธีผลิตสารออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันมาก และส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาทดลองในมนุษย์ การนำมาใช้จึงอาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยโรคไตได้ง่าย และแพทย์โรคไตยังพบอุบัติการณ์การเสื่อมของไตภายหลังจากการรับประทานถั่งเช่าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอยู่เสมอ

โดยสรุปการที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังลองทานยาสมุนไพรรักษาโรคไตนั้น น่าจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเราต้องอย่าลืมว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีค่าการทำงานของไตลดลงอยู่แล้ว ซึ่งการรักษาที่ดีที่สุดคือการดูแลปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เพื่อชะลอการเสื่อมของไตให้ช้าที่สุด รวมทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เกิดความเสี่ยงต่อไตทั้งหมด ติดตามรายละเอียดเรื่องของ “สมุนไพรกับโรคไต” อย่างเจาะลึก ได้ ในงานกิจกรรมวันไตโลก ในรูปแบบการจัดแบบออนไลน์ ผ่าน FACEBOOK LIVE ของ “สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย” จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 13.30 น. เรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะมาอธิบายให้รู้ข้อเท็จจริงได้อย่างแท้จริง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โรคหายากในเด็กที่ยังรอความหวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646733

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 07:35 น.โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โรคหายากในเด็กที่ยังรอความหวังเจาะลึกโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA หนึ่งในโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ ซึ่งมีอุบัติการณ์โดยประมาณพบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และความหวังของหัวอกผู้เป็นแม่

กระทรวงสาธารณสุขให้คำจำกัดความของ “โรคหายาก” ว่าเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยภายในประเทศไทยน้อยกว่า 10,000 ราย จึงมักถูกละเลยเนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่มีผลกระทบต่อคนส่วนมาก แต่แท้จริงแล้ว มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหายากที่มีอยู่รวมกันกว่า 7,000 โรค อาจมีสูงถึง 300 ล้านคนทั่วโลก

ดังนั้น การสร้างความตระหนักและผลักดันการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากโรคหายากจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐสถานะของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคม อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคหายากยังคงเป็นสิ่งที่สังคมอาจมองข้าม เนื่องจากขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและต้องอาศัยเทคโนโลยี งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งความเชี่ยวชาญขั้นสูงด้านการคัดกรอง วินิจฉัย และรักษา

เนื่องในโอกาสวันโรคหายากสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปี โรช ไทยแลนด์ ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย F)E)N)D) เพื่อสร้างองค์ความรู้และรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผลกระทบของโรคหายาก โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นโรคหายากที่พบในทารกแรกเกิดและเด็ก

รู้จักโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA)

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย หากบิดาหรือมารดาเป็นพาหะทั้งคู่ ย่อมมีโอกาสสูงถึง 1 ใน 4 ที่บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ ความผิดปกติทางพันธุกรรมดังกล่าวส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง อุบัติการณ์โดยประมาณของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA พบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และอัตราของคนที่เป็นพาหะอยู่ที่ 1:40–1:60 คน  โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีโอกาสพบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคธาลัสซีเมีย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในทารกและเด็กเล็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

รศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจารย์ประจำสาขาระบบประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “ในปัจจุบันยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA ในประเทศไทย ดังนั้น เราจึงไม่สามารถชี้แจงจำนวนผู้ป่วยที่แน่ชัดได้ อย่างไรก็ตาม ได้มีการค้นพบว่าอัตราพาหะของโรคในประเทศไทยอยู่ที่ 1:50 หากคำนวณจากประชากรในประเทศ จะพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA อยู่ประมาณ 10,000-20,000 ราย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA มีอาการแสดงได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการแขน ขาอ่อนแรง บางคนอาจมีอาการหายใจลำบาก การดำรงชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและอายุที่เริ่มแสดงอาการ ซึ่งก่อให้เกิดความยากลำบากในการเคลื่อนไหว ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติปัจจุบันอาศัยการรักษาแบบประคับประคอง ด้วยการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น การทำกายภาพบำบัด ส่วนการรักษาเฉพาะโรคนั้น คือ การรักษาด้วยยีนบำบัดซึ่งจำเป็นต้องใช้ทีมแพทย์และทีมบำบัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ดังนั้น การร่วมมือกันระหว่างหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รัฐบาล และองค์กรเอกชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและขยายตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วย”

ปัจจุบัน มีการคิดค้นนวัตกรรมการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไปซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ประสาทสั่งการได้อย่างมีนัยสำคัญจากการทดลองทางคลินิกกว่าสองครั้งในกลุ่มประชากรตัวอย่างที่มีอายุและระดับความรุนแรงของโรคต่างกัน

“นวัตกรรมยารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการแพทย์ โดยเฉพาะในแวดวงของโรคหายากอย่างโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โดยยาตัวนี้สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของทารกได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถาวร ทำให้ผู้ป่วยสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องประคองและทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่เคยทำได้ เช่น การแปรงฟันและการหวีผมด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการครั้งใหญ่ของการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA” พญ.ศันสนี เลิศฤทธิ์เรืองสิน หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด กล่าว

“เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมการรักษาและวินิจฉัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยโรคหายาก ด้วยวัตถุประสงค์หลักที่จะคิดค้นการรักษาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับผู้ป่วยโรคหายากที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต หรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และช่วยให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและใกล้เคียงกับเด็กปกติให้มากที่สุด”

การจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอในกลุ่มผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางครั้งผู้ป่วยประสบปัญหาเรื่องการปรับตัวและการเข้าสังคม ดังนั้น การรวมกลุ่มกันของผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งยังแบ่งปันความรู้ และการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก มูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย F)E)N)D) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2558 นับได้ว่าเป็นมูลนิธิแห่งความหวังและกำลังใจเพื่อเด็กไทยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดประสงค์หลักในการมอบโอกาสให้เด็กโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้รับความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญ พร้อมได้รับการดูแลสภาพร่างกายและฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการศึกษาและกิจกรรมทางสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมสร้างกำลังใจ และเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตให้กับผู้ป่วย

ด.ช.ณัฐธีร์ เอี่ยมฤทธิไกร หรือน้องพีค อายุ 8 ปี พร้อมคุณแม่ น.ส. รัชดา ศรีพัฒนาวงศ์ ได้กล่าวในฐานะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และผู้ดูแลว่า “น้องพีคได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เมื่ออายุได้ 9 เดือน โรคนี้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมากเนื่องจากน้องไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มาก จึงทำให้คุณแม่ต้องคอยอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลน้องตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่อยู่ที่โรงเรียน ดังนั้น ความหวังสูงสุดของคุณแม่คงหนีไม่พ้นการที่จะให้อาการของน้องดีขึ้นและสามารถช่วยตัวเองได้มากขึ้น อยากให้ลูกใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” คุณแม่รัชดา กล่าว ส่วนน้องพีคได้เล่าถึงความฝันสูงสุดและให้กำลังใจเพื่อนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงว่า “ความใฝ่ฝันสูงสุดของผมคือการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง เพื่อที่ผมจะสามารถเดินได้เหมือนเด็กคนอื่น แม้จะเป็นแค่เพียงวันเดียวก็ตาม ผมอยากจะส่งกำลังใจกับเด็กคนอื่น ๆ ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ให้สู้ต่อไป อย่าท้อเพราะเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และโรคหายากอื่น ๆ เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งยังต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และการได้รับกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์และเป็นปกติสุขมากที่สุดทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ที่เฟซบุ๊กมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย https://www.facebook.com/fendfoundation/about/ หรือเว็บไซต์ https://www.roche.com/partnering/spinal-muscular-atrophy-sma-together.htm.

ริ้วรอยบอกโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646615

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 08:08 น.ริ้วรอยบอกโรคศาสตร์จีนโบราณสอนไว้ว่า ทุกริ้วทุกรอยบนใบหน้าล้วนมีที่มา ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆ ของร่างกาย ส่วนจะมาจากอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อมๆ กันเลย

สาวๆ ส่วนใหญ่ คงจะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เส้นสาย ริ้วรอยของวัย ย่างกรายเข้ามาสู่ใบหน้าสวยๆ … ก็แหม ใครจะอยากมีริ้วรอยมาคอยเตือนถึงอายุที่เพิ่มขึ้นในทุกวันๆ ล่ะ และแม้ว่าการดูแลริ้วรอยเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของสาวๆ แต่การดูแลก็ควรที่จะให้ความสำคัญ และดูแลจากภายใน เพราะไม่ว่าจะสครัปแค่ไหน พอกครีมเท่าไหร่ แต่ถ้าสุขภาพจากภายในของเรานั้นไม่สมบูรณ์ ริ้วรอยร้ายๆ ก็ย่อมปรากฏตัวออกมาแสดงตัวอย่างแน่นอน ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก แนะนำเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง ศาสตร์โบราณจากจีน ได้สอนไว้ว่า ทุกริ้ว ทุกรอยบนใบหน้าล้วนมีที่มา ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะ และระบบต่างๆ ของร่างกายเราอีกด้วย ส่วนจะมาจากอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อมๆ กันเลย

ริ้วรอยระหว่างคิ้วและดวงตา

ริ้วรอยระหว่างคิ้วและดวงตาสามารถสะท้อนถึง “ตับ” คนที่ทานชอบเมาชนิดเกาะขวดเหล้าไม่ยอมปล่อย ดื่มแอลกอฮอลล์เยอะ หรือรับประทานอาหารที่มีสารพิษตกค้างมาก จะเกิดเส้น 2 เส้นระหว่างคิ้ว นั่นแสดงว่าตับเริ่มมีปัญหาแล้ว ยิ่งนักเที่ยวคอเหล้าแฮงเอาท์ทุกวันมักจะมีเส้นลึกเส้นเดียวตรงกลางหว่างคิ้ว แสดงถึงสัญญาณอันตราย ว่าอาการของตับแข็งใกล้จะถามหา

ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก

ริ้วรอยบริเวณหน้าผากสามารถสื่อได้ถึง “ไต” ลองทำหน้าเฉยๆ รอยจะเป็นเส้นขวางบริเวณหน้าฝาก ถ้ามีรอยย่นครบ 3 เส้นนี่แย่แน่ๆ เพราะแสดงว่าไตเริ่มอ่อนแอ ถ้าจะถามหาสาเหตุว่าทำไมไตถึงอ่อนแอ ก็ต้องลองถามตัวเองดูแล้วละว่าทานของหวานมากไป หรือชอบทานอาหารรสจัดเกินไปไหม พฤติกรรมเหล่านี้ล่ะที่จะทำให้ไตอ่อนแอ

ริ้วรอยบริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูก

บริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูกเป็นบริเวณของมดลูก ถ้าเหนือริมฝีปากมีสีคล้ำ แสดงว่ามดลูกเริ่มจะอ่อนแอ และถ้ามีไฝหรือกระในบริเวณนี้แสดงว่าอาจเคยมีอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไตอักเสบ เนื้อเยื่อหุ้มมดลูกอักเสบก็เป็นได้ ในขณะเดียวกัน หากมีเส้น 2 เส้นเหนือริมฝีปากชัดเจนแสดงว่ามดลูกแข็งแรง แต่ถ้าคนไหนมีฮอร์โมนผิดปกติเส้นจะค่อยๆ จางลง ลองสังเกตดู ผู้เฒ่า ผู้แก่ที่บ้านนะคะ ว่าเส้นสองเส้นนี้จะจางลงไปมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ก็มักจะลดลง

ริ้วรอยบริเวณคอ

ดูง่ายมากๆ ถ้ามีเส้นขวางที่คอ 3 เส้น แสดงว่าฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล สำหรับผู้สูงวัยอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ฮอร์โมนจะลดไปตามวัยที่สูงขึ้น แต่สำหรับคุณผู้หญิงอายุช่วง 20 – 30 ปีนั้น อาจแสดงว่าระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาจทำให้ตั้งครรภ์ยาก ต้องปรับสมดุลฮอร์โมนให้ดี

เป็นอย่างไรกันบ้าง ริ้วรอยบ่งบอกอะไรได้มากมาย เหมือนกระจกที่สะท้อนการดูแลสุขภาพจากภายในเลยทีเดียว ส่วนไหนไม่ปกติ ส่วนไหนบกพร่อง ก็สะท้อนออกมาให้เห็นได้ง่ายๆ

ลองเริ่มสังเกตจากตัวเองและคนรอบๆ ข้างดูซักนิด อาจลองพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ อย่าง เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรืออาการป่วยที่เริ่มส่งสัญญาณให้เรารับรู้ แล้วมาปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่า แม้ว่าหลายๆ ครั้ง ความไม่สมบูรณ์ที่เกิดจากภายใน อาจจะยังไม่แสดงออกมาเป็นอาการป่วยไข้ หากแต่เราได้เริ่มใส่ใจ ดูแลตามความเหมาะสมแล้ว เชื่อว่าทุกคน ย่อมจะห่างไกลจากโรค และมีสุขภาพที่ดีได้ ในทุกๆ วัน

แก่กว่าวัย! ลดความเสี่ยงได้แค่นอนให้พอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646550

วันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลา 07:12 น.แก่กว่าวัย! ลดความเสี่ยงได้แค่นอนให้พอแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันแนะเคล็ดลับง่ายๆ ให้ห่างไกลความแก่และอาการเจ็บป่วย ด้วยการลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

นายแพทย์อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค แพทย์ผู้ชำนาญการเวชศาสตร์ป้องกัน หัวหน้าศูนย์เวชธานี Q Life โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า การนอนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย มีข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าคนที่นอนน้อยไม่ถึงวันละ 7 ชั่วโมง เป็นระยะเวลานาน จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า Sleep debt หรือติดหนี้การพักผ่อน

“การอดนอนเป็นประจำจนกลายเป็นภาวะอดนอน (Sleep deprivation) จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียด เมื่อมีความเครียดสะสมมาก ๆ จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน Cortisol มากขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดตัวหลักของร่างกายที่ปกติจะหลั่งมากในตอนเช้า เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และค่อย ๆ ลดลงจนเหลือเพียงร้อยละ 10 ในช่วงเย็น แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้มากเกินไป จะกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น รวมถึงยังออกฤทธิ์สลายและทำลายล้าง หรือเกิดสภาวะที่เรียกว่า Allostatic load ที่ทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็ว” นายแพทย์อรรถสิทธิ์กล่าว

นอกจากนี้ ฮอร์โมน Cortisol ยังไปยับยั้งการทำงานของ Telomere และทำให้หดสั้นลง ซึ่ง Telomere เป็นส่วนปลายของโครโมโซม ทำหน้าที่ปกป้องโครโมโซมไม่ให้ถูกทำลายหรือหดสั้นลงก่อนภาวะที่ควรจะเป็น นั่นหมายถึงความเสื่อมที่เรียกว่า Aging process เป็นสัญญาณของความแก่และการเจ็บป่วย

สำหรับภาวะอดนอนนั้น ยังทำให้ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอในร่างกาย แต่กลับไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติชนิด Sympathetic ที่ทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ (Inflammation) ซึ่งสารเหล่านี้ถูกผลิตโดยเม็ดเลือดขาว นั่นหมายความว่าเม็ดเลือดขาวต้องทำงานหนักขึ้น แบ่งตัวมากขึ้น ซึ่งยิ่งส่งผลกระทบต่อ Telomere

นายแพทย์อรรถสิทธิ์ แนะนำว่า นอกจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมงแล้ว ยังควรรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการปรุงแต่ง หลีกเลี่ยงไขมันเลว ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ และหลีกเครียดความเครียด เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายและระบบภายในแข็งแรง ไม่เสื่อมก่อนวัยอันเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและแก่เร็ว

เตรียมพร้อมก่อนออกกำลังกาย ลดเสี่ยงหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646094

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 08:50 น.เตรียมพร้อมก่อนออกกำลังกาย ลดเสี่ยงหัวใจหยุดเต้นกะทันหันรู้ตัวเมื่อสาย! แม้ร่างกายแข็งแรง แต่อาจเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันขณะออกกำลังกาย จากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันที่ซ่อนอยู่ไม่รู้ตัว

บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าวการเสียชีวิตของนักวิ่งหรือนักกีฬาอื่น ๆ ที่เกิดจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหันและหัวใจวาย ซึ่งร้อยละ 50 ของคนกลุ่มนี้ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบซ่อนอยู่

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า นักกีฬาอายุมากกว่า 35 ปี ที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย ร้อยละ 80 เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Coronary Artery Disease : CAD) ซึ่งโรคดังกล่าวมาจากการที่ร่างกายมีแคลเซียมหรือไขมันมากจนพอกเป็นตะกรันเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตัน หรือตะกรันแตกตัวจนมีลิ่มเลือดเข้าไปอุดในหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจติดขัด หรือรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายหากหัวใจสูบฉีดเลือดไม่ได้

“อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันอาจแสดงมากขึ้นในขณะที่หัวใจต้องทำงานหนัก อย่างเช่นระหว่างออกกำลังกาย หรือแม้แต่การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นบันได มีเพศสัมพันธ์ ออกแรงยกของ ตกใจ หรือแม้แต่หลังการออกกำลังกายก็สามารถเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด” แพทย์หญิงทรายด้ากล่าว

สำหรับการตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจก่อนออกกำลังกาย มีวิธีตรวจดังนี้ คือ

1. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise stress test : EST) หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าการวิ่งสายพาน แต่จะไม่สามารถแสดงผลได้หากมีอาการตีบเพียงเล็กน้อยและหัวใจยังสูบฉีดเลือดได้ดี

2. ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (coronary CCTA) อาจพิจารณาทำในบุคคลที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจสูงมาก เช่น คำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือดในระยะเวลา 10 ปีของท่านแล้วมากกว่า 10% หรือมีประวัติในครอบครัว หรือมีภาวะไขมันโลหิตสูงจากพันธุกรรม และต้องการออกกำลังกายแบบเข้มข้น

แต่ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบแพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจเพิ่ม ดังนี้

1. การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจหาหินปูนที่บริเวณหลอดเลือดแดง หากพบค่าที่สูงกว่า 400 มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในระยะเวลา 2 – 5 ปีข้างหน้า

2. การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization Angiography : CAG) คือการสอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบไปที่หลอดเลือดหัวใจ แล้วฉีดสารทึบรังสีในหลอดเลือดหัวใจและเอกซเรย์ดูตำแหน่งที่ตีบ โดยแพทย์สามารถรักษาด้วยการบอลลูนขยายหลอดเหลือดหัวใจและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) ได้ทันทีเมื่อพบตำแหน่งที่ตีบ

การตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มนักกีฬาจึงถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาจทำให้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ซ่อนตัวอยู่แสดงอาการและอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะคนที่เล่นกีฬาหนัก ๆ อย่างการวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจความพร้อมของหัวใจและร่างกาย หากพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะรักษาตามความรุนแรงของโรค ตั้งแต่การรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกร็ดเลือด รวมถึงการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน รวมถึงให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็สามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันได้

ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันหรือหัวใจวาย ควรรีบช่วยเหลือด้วยการ CPR (Cardiopulmonary resuscitation) หรือการปั๊มหัวใจที่ถูกวิธีภายในเวลา 4 นาที เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย

ภาพ freepik.com

6 สัญญาณความร่วงโรยของผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646044

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 15:40 น.6 สัญญาณความร่วงโรยของผิวอัพเดทเทรนด์ “Confidence to be…” ความงามที่ยังคงความเป็นตัวเอง พร้อมสำรวจ 6 สัญญาณความร่วงโรยของผิว เพื่อพร้อมรับมือกับทุกปัญหา โดยแพทย์หญิงอัจจิมา สุวรรณจินดา

“คำว่าแก่… พูดเบาๆ ก็เจ็บ” งานนี้ แพทย์หญิงอัจจิมา สุวรรณจินดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดผิวหนัง มะเร็งผิวหนัง และเลเซอร์ผิวหนังเพื่อเติมความมั่นใจ พร้อมเผยวิธีการทำให้เหล่าหนุ่มสาวได้ตกหลุมรัก(ษ์) ผิวหน้าและตัวเองซ้ำๆ แบบไม่ต้องใช้กระจกวิเศษที่ไหนมาช่วยยืนยัน

สำหรับปี 2021 หลายคนคงเริ่มได้ยินกันบ้างเกี่ยวกับเทรนด์ “Confidence to be…” ความงามที่ยังคงความเป็นตัวเอง ซึ่งก่อนจะไปลงลึกเรื่องนี้ เรามาพูดถึงปัญหาที่คนส่วนใหญ่หนักใจกันก่อน นั่นคือปัญหาผิวร่วงโรย ผิวแก่ตามวัย (ที่บางทีก็มาก่อนวัยอันควร) ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น มลพิษ ความเครียด พฤติกรรมการกิน-ดื่ม-สูบ รวมไปถึงปัจจัยภายในอย่าง โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หรือ ‘ฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาว’ ที่ค่อยๆ ลดลง เมื่อชีวิตก้าวเข้าสู่วัย 25 อัพ ที่ล้วนแต่ส่งผลให้เกิด 6 สัญญาณความร่วงโรยของผิวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ลองมองตัวเองในกระจกแล้วเช็กดูซิว่าเราเข้าใกล้ “ความแก่” กันแล้วหรือยัง

  1. ริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาหรือรอยตีนกา เกิดจากการแสดงออกทางทางสีหน้า หรือการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาซ้ำๆ
  2. ร่องลึกใต้ตาลึกและคล้ำเกิดได้จากโครงสร้างหน้าลักษณะพันธุกรรมที่มีมาแต่กำเนิดไปจนถึงความเครียดและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
  3. ผิวหน้าหย่อนคล้อยผลพวงจากการที่มวลกระดูกที่ลดน้อยลงทำให้จากเดิมที่โครงสร้างและกรอบของใบหน้าที่เคยดูเป็นทรวดทรงเริ่มมองเห็นได้ไม่ชัดและเกิดเป็นปัญหาร่องแก้มตามมา
  4. ผิวหน้าแห้งกร้านไม่สดใสจากแสงแดดที่ทำร้ายมลภาวะต่างๆและการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายรวมถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน
  5. มุมปากตกหน้าบึ้งอีกผลพวงเมื่อมวลกระดูกลดลงตามอายุที่มากขึ้นส่งผลให้โครงหน้าเริ่มเปลี่ยน
  6. ริมฝีปากไม่อวบอิ่มและเล็กลง

ใครไม่แคร์ “Self-Care” ดูแลและรัก(ษ์)ตัวเอง จากภายในสู่ภายนอก

แพทย์หญิงอัจจิมา ผู้ซึ่งเชื่อในพลังของการรักตัวเอง และกฎแห่งความสมดุลของร่างกายและจิตใจ ได้พูดถึงแนวทางการดูแลความงามไว้ว่า ถ้าสุขภาพภายในดีก็จะช่วยให้ภายนอกดูดีขึ้นได้ ดังนั้น ใครที่กำลังมีปัญหา อยากให้ลองกลับมาดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน ตามคอนเซ็ปต์ Eat Well-Exercise Well-Live Well ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำจิตใจให้ผ่องใส แต่ปัจจัยภายในอย่างโกรทฮอร์โมนที่ลดลงเรื่อยๆ ตามวัย รวมถึงอีกหลายปัจจัยแวดล้อมที่ยากเกินควบคุม ก็มีผลให้เกิดความเสื่อมสภาพของผิวหน้า จึงเป็นที่มาของอีกวิธีดูตัวเองสำหรับหนุ่มสาวยุคนี้ ก็คือ Beauty Well ที่นอกจากการดูแลผิวด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอแล้วสำหรับบางปัญหาผิวก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลและแก้ไขจากโครงสร้างผิวอย่างล้ำลึก 

ทั้งนี้ แพทย์หญิงอัจจิมา ได้กล่าวทิ้งท้ายสำหรับใครที่กำลังตัดสินใจจะเดินเข้าคลินิกความงามว่า สำหรับเรื่องความสวยความงาม ไม่มีอะไรที่เป็น One Size Fits All ทุกคนมีปัญหาผิวที่แตกต่างวิธีแก้ไขจึงแตกต่างกันเราต้องรู้ใจและรู้ตัวเองก่อนว่ามีความกังวลในส่วนใดเพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดการวิเคราะห์ปัญหาผิวอย่างถูกต้องคือที่มาของความสำเร็จในการรักษาซึ่งในแต่ละกรณีก็จำเป็นต้องใช้วิธีที่หลากหลายและแตกต่างกันไป

นอกจากนี้ ผู้รับบริการก็ควรตรวจสอบข้อมูลของทั้งผลิตภัณฑ์และคลินิกความงามให้ถ่องแท้เสียก่อน ยิ่งสมัยนี้ที่มีการโฆษณาและทำการตลาดเกินจริงกันอย่างครึกโครม ยิ่งต้องระวัง การรับคำปรึกษา จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างได้ผล รวมถึงไม่เสี่ยงอันตรายจาก การให้บริการและเครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย

โควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645996

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 08:51 น.โควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหารโรคโควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิด ไม่ใช่โรคติดต่อทางการกินอาหารเหมือนโรคไวรัสตับอักเสบ A โรคท้องร่วงจากโนโรและโรตาไวรัส

เพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ของนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ระบุข้อความข้อความโรคโควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิด

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration – FDA) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ว่า โรคโควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิด โรคโควิด-19 ไม่ใช่โรคติดต่อทางการกินอาหารเหมือนโรคไวรัสตับอักเสบ A โรคท้องร่วงจากโนโรและโรตาไวรัส

ปัจจุบันมีคนป่วยจากโรคโควิด-19 ทั่วโลกมากกว่า 110 ล้านคน ยังไม่มีรายงานว่าโรคโควิด-19 ติดต่อกันทางการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารถึงแม้จะมีรายงานตรวจพบรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิดบนอาหารทะเลเนื้อสัตว์แช่แข็งและบรรจุภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่เป็นซากเชื้อถึงจะมีเชื้อเป็นบ้างแต่จำนวนก็น้อยมากไม่เพียงพอก่อโรคในคน

  • คนซื้ออาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องเช็ดถูทำความสะอาดอาหารและบรรจุภัณฑ์ หรือสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อโรคบนอาหารและบรรจุภัณฑ์
  • ล้างอาหารทะเลเนื้อสัตว์ผักผลไม้ด้วยน้ำ ก่อนนำมาทำเป็นอาหาร
  • ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลก็เพียงพอแล้ว

โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อหลักๆ ทางการหายใจ โดยหายใจเอาหยดละออง (droplet) เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในระยะ 1-2 เมตร และหายใจละอองฝอย (aerosol) ลอยออกมาจากผู้ติดเชื้อ แพร่กระจายผ่านอากาศ (airborne) ไกลกว่า 2 เมตร 

ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์วิธีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนี้:

วิธีที่ 1 เป็นวิธีที่แพร่กระจายบ่อยที่สุด โดยผ่านทางหยดละออง (droplets) เวลาผู้ติดเชื้อพูด ไอ จาม เชื้อไวรัสอยู่ในหยดละออง ลอยออกมาในอากาศช่วงเวลาสั้นๆ ลอยเข้าทางจมูก เยื่อบุตาของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในระยะ 1-2 เมตร ก่อนตกลงบนพื้น

วิธีที่ 2 แพร่กระจายผ่านอากาศ (airborne) พบได้ทั้งในโรงพยาบาลเวลาดูดเสมหะ พ่นยา ใส่ท่อหายใจ และนอกโรงพยาบาล พบได้น้อยกว่าวิธีแรก ในบางสถานการณ์เชื้อไวรัสอยู่ในละอองฝอย (aerosol) แพร่กระจายผ่านอากาศ ไกลกว่า 2 เมตร แขวนลอยในอากาศเป็นชั่วโมง เวลาผู้ติดเชื้อไอ จาม ร้องเพลง ตะโกน ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ คนรวมตัวกันมากๆ คนติดเชื้ออาจออกจากสถานที่นั้นไปแล้ว แต่เชื้อไวรัสยังแขวนลอยอยู่ คนที่อยู่ห่างออกไปเกิน 2 เมตร หายใจเชื้อไวรัสเข้าทางเดินหายใจ วิธีนี้เกิดขึ้นในสนามมวยลุมพินีเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คนที่มาชมมวยวันนั้น ติดเชื้อพร้อมกันมากกว่า 50 คน

วิธีที่ 3 ผ่านทางพื้นผิว โดยผู้ติดเชื้อเอามือที่ปิดปากเวลาไอ จาม หลังสั่งน้ำมูก แล้วเอามือนั้นไปสัมผัสกับพื้นผิว เช่นลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ ราวบันได และผู้ติดเชื้อไอ จาม หยดละอองมีน้ำหนักตกลงบนพื้นผิวเช่นโต๊ะ เก้าอี้ หลังจากนั้นคนทั่วไปเอามือสัมผัสพื้นผิว แล้วเอามือที่เปื้อนเชื้อไวรัสมาขยี้ตา แคะจมูก เชื้อไวรัสเข้าเยื่อบุตา จมูก วิธีที่ไวรัสกระจายผ่านทางพื้นผิว ติดต่อทางอ้อมในชีวิตจริงพบน้อยกว่า 2 วิธีแรกมากๆ เพราะเชื้อไวรัสตายเองเร็วมากหลังออกจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ