รู้ทันโรคซึมเศร้า ก่อนรุมเร้าตัวเราและคนใกล้ตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643061

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 10:08 น.รู้ทันโรคซึมเศร้า ก่อนรุมเร้าตัวเราและคนใกล้ตัวแพทย์เผย “โรคซึมเศร้า” เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติ ไม่ใช่ความอ่อนแอของใจ พร้อมเปิดใจทำความเข้าใจและรับมือ…เป็นได้ก็รักษาให้หายได้!!

หากเปิดดูสื่อต่างๆ วันนี้เราจะเห็นข่าวการฆ่าตัวตายที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับโรคซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตที่พบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นเพียงอาการหรือสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปเพียงชั่วครู่ หลังจากได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจและสามารถรักษาได้ด้วยการให้กำลังใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคซึมเศร้ามีความรุนแรงกว่าที่คิด หากปล่อยไว้และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

นายแพทย์อดิศร มนูสาร อายุรแพทย์โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เผยความรู้เกี่ยวกับอาการเหล่านี้มาให้ได้ทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้าให้มากขึ้น และได้นำไปลองสังเกตคนใกล้ชิดกัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางการรักษาที่ถูกต้องได้ทันท่วงที และป้องกันการฆ่าตัวตายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โรคซึมเศร้าคืออะไร?

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง อันเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง 3 ชนิด ได้แก่ ซีโรโตนิน (Serotonin) นอร์เอปิเนฟริน (Norepinephrine) และโดปามีน (Dopamine) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมไปถึงสุขภาพกาย มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม สารเคมีในสมอง สภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูของพ่อแม่ อิทธิพลจากคนใกล้ชิด การเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ลักษณะนิสัย โดยเฉพาะคนที่อ่อนไหวง่าย คิดมาก มองโลกในแง่ลบ

อาการของโรคซึมเศร้า

ที่สังเกตได้จะมีอาการเศร้า หดหู่ ซึม หงุดหงิด โกรธง่าย มีอารมณ์รุนแรง เบื่อหน่าย หมดความสนใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยชอบมาก ๆ นอนไม่หลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือหลับมากเกินไป เบื่ออาหารหรือกินมากเกินไป เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง ไม่มีพลัง ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรเลย รู้สึกตัวเองไร้ค่า ไม่มั่นใจในตัวเอง โทษตัวเอง มีความคิดทำร้ายตัวเอง อยากฆ่าตัวตาย

หากมีอาการดังกล่าวข้างต้นอยู่เกือบตลอดเวลา เป็นเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 14 วัน ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

การตรวจวินิจฉัยโรคซึมเศร้า

สามารถตรวจวินิจฉัยได้ด้วยการซักประวัติ สอบถามอาการและเรื่องราวจากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิด หรือทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อให้เข้าใจและแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า ในบางรายที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคทางร่างกายอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการที่พบ อาจมีการตรวจร่างกาย และส่งตรวจพิเศษที่จำเป็น

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษามีหลายวิธี ได้แก่ รักษาด้วยการใช้ยา โดยในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าถือเป็นยาที่ปลอดภัย ไม่ค่อยมีผลข้างเคียง ไม่ทำให้เกิดการติดยา และไม่ทำให้เกิดอาการมึนงงอย่างที่เข้าใจผิดกัน นอกจากนี้ควรกินยาตามที่แพทย์สั่ง และไม่ควรหยุดยาเองโดยเด็ดขาด รักษาด้วยจิตบำบัดและการพูดคุยให้คำปรึกษา โดยแพทย์จะช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่าง ๆ ในมุมมองใหม่ และแนวทางในการปรับตัว หรือแม้แต่การหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง และรักษาด้วยไฟฟ้า ในรายที่มีอาการรุนแรง

ฝึกคิดบวกให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยหากขาดสารอาหารบางอย่างไป เช่น โอเมก้า 3 วิตามินอี วิตามินซี วิตามินดี ทองแดง และธาตุเหล็ก อาจทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น หมั่นออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกัน 30 – 40 นาที และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด

ในด้านการใช้ชีวิต ควรหลีกเลี่ยงการนำตนเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้จิตใจหดหู่ ฝึกคิดบวก ควรหาเวลาออกไปทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี ๆ สนุกสนาน ทำให้ตนเองรู้สึกมั่นใจและมีคุณค่า และได้ใช้เวลาร่วมกับคนอื่น ๆ มากกว่าที่จะอยู่คนเดียว

วิธีรับมือเมื่อคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า

หากคนใกล้ชิดมีอาการ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม และย้ำเตือนให้รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ระวังเรื่องการใช้คำพูดที่บั่นทอน ซ้ำเติม หรือดูเหมือนปัญหาของเขาเป็นเรื่องเล็ก เช่น เรื่องแค่นี้เอง คนอื่นยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย ให้กำลังใจด้วยคำพูดดี เช่น ฉันอยู่ข้าง ๆ เธอนะ เธอยังมีฉันอยู่นะ พูดคุยแบบรับฟังโดยไม่ตัดสิน เป็นต้น แสดงออกผ่านการกระทำ เช่น กอด จับมือ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าโรคซึมเศร้านั้นเป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ไม่ใช่ความอ่อนแอทางด้านจิตใจของผู้ป่วยแต่อย่างใด และไม่ใช่โรคประหลาด โรคนี้เป็นได้ก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ต้องกลัวที่จะเข้ารับการรักษา เพราะยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่อาการก็จะยิ่งดีขึ้นเร็วเท่านั้น

แอสไพริน กินรักษาโควิด-19 ไม่ได้!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642987

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 11:45 น.แอสไพริน กินรักษาโควิด-19 ไม่ได้!!ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนอย่าแชร์! รักษาโควิด-19 ด้วยตนเองง่ายๆ แค่รับประทานยาแอสไพริน

ตามที่มีการแชร์ข้อความประเด็นเรื่อง รักษาโควิด-19 ด้วยตนเองง่ายๆ แค่รับประทานยาแอสไพริน ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลเท็จ

จากที่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาแอสไพริน ที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ด้วยตนเองนั้น ทางสถาบันประสาทวิทยา ได้ชี้แจงว่า การรักษาโรคโควิด-19 ปัจจุบันให้การรักษาตามแนวทางของ ศบค เป็นหลัก ส่วนการรักษาภาวะแทรกซ้อนของโรค ยังคงต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาเท่านั้น จึงไม่ควรซื้อยาแอสไพรินมารับประทานเองตามที่มีการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

โดยยาแอสไพริน มีฤทธิ์เป็นยาต้านการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด ใช้ในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในโรคกลุ่มที่เป็นหลอดเลือดอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดอุดตันในสมอง หลอดเลือดหัวใจ หรือแม้แต่หลอดเลือดส่วนปลาย คุณสมบัติการป้องกันการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดนี้ จะช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและอุดตันภายในหลอดเลือดได้ แต่ก็มีผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาดังกล่าว เช่น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ทั้งในสภาวะปกติ หรือเวลาที่มีแผลที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือแผลอันเนื่องมาจากการผ่าตัด การทำหัตถการต่าง ๆ ดังนั้น การรับประทานยาดังกล่าวโดยไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน อาจจะทำให้เกิดเลือดออกผิดปกติ จนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.pni.go.th หรือโทร. 02 3069899

บทสรุปของเรื่องนี้คือ ปัจจุบันการรักษาโรคโควิด-19 ยังคงยึดถือตามแนวทางของ ศบค ส่วนการรักษาภาวะแทรกซ้อนนั้นต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาเท่านั้น จึงไม่ควรซื้อยาแอสไพรินมารับประทานเอง เพื่อหวังผลในการรักษาโรคโควิด-19 หรือเพื่อการป้องกันบรรเทาภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับโรคโควิด -19 ด้วยตนเอง

สารพัดผลิตภัณฑ์จาก “ไก่” ให้สุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642979

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 10:45 น.สารพัดผลิตภัณฑ์จาก “ไก่” ให้สุขภาพดีก็ “ชอบกินไก่” แล้วมันมีอะไรดี ลองมาดูผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากไก่ว่าสิ่งใดมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร แล้วเราจะได้นำมาดูแลสุขภาพกัน

“ไก่” มีคุณค่าทางโภชนาการที่มากกว่าแค่อิ่มท้อง เพราะเนื้อไก่เป็นของมีคุณค่าอยู่ทั้งไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน อุดมด้วยโปรตีน และอีกอย่างที่คนรุ่นใหม่ชอบคือ“คอลลาเจน” ซึ่งในไก่ก็มีพร้อม

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช ,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine เผยแพร่ข้อมูลที่มีประโยชน์เรื่อง สารพัด “ไก่” ให้สุขภาพดี เราลองมาดูผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากไก่ว่าสิ่งใดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วเราจะได้เอามาดูแลสุขภาพกัน

ไข่ไก่ เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติแท้ๆ เพราะมาจากไก่ ซึ่งไข่ของไก่นี้มีคุณประโยชน์แยกได้ 2 ส่วนเริ่มจาก “ไข่ขาว” ที่ใช้เสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายได้ อย่างในคนไข้หลังผ่าตัดหลายกรณีที่คุณหมอสั่งอาหารมีไข่ขาวหลายฟองให้ด้ว ยถือว่าโปรตีนไข่ขาวคือโปรตีนสุขภาพช่วยซ่อมแซมบาดแผลได้  ส่วนที่สองคือ “ไข่แดง” ที่มี “วิตามินดี” และ “ไบโอติน” สูงช่วยบำรุงกระดูกและเป็นอาหารเส้นผมให้เราได้

เนื้อไก่ ถือเป็นเนื้อสัตว์ที่ดีต่อสุขภาพและรับประทานสะดวก ซึ่งในเนื้อไก่มีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่หลายชนิดที่คิดว่าท่านทราบดีแล้ว  แต่มีกรดอะมิโนที่พิเศษอยู่ตัวหนึ่งชื่อ “ทริปโตแฟน” ที่มีส่วนช่วยเรื่องอารมณ์และสมองให้รับมือกับความเครียดได้ดี  ทำให้มีความรู้สึกสงบสุขและกล่อมให้รู้สึกอยากพักผ่อนได้

เครื่องในไก่ ทราบดีว่าข้อจำกัดอย่างหนึ่งของการกินไก่คือ “โรคเก๊าต์” ที่มีกรดยูริกสูง  ซึ่งเนื้อไก่เองไม่ได้มีกรดยูริกสูง แต่มีสาร “พิวรีน” สูง   สารพิวรีนนี้เองที่เป็นต้นตอแห่งการแตกตัวออกมาเป็นกรดยูริกเช่นเดียวกันในเนื้อแดง หอย และปลาซาร์ดีนอันเป็นของแสลงแห่งเก๊าต์  อย่างไรก็ดี ส่วนของเครื่องในที่มีสารอาหารมากคือ “หัวใจ” และ “กึ๋น” ซึ่งมีธาตุเหล็กและสังกะสีอยู่มาก โดยเฉพาะหัวใจจะมีมากที่สุดเพราะเป็นแหล่งที่มีเลือดมาชุมนุมกันเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์หัวใจให้เปี่ยมพลังอยู่เสมอ

ไก่งวง ถือเป็นไก่สุขภาพอีกอย่างหนึ่ง ใครที่เดินทางไปสหรัฐอเมริกาหรือว่ายุโรปก็จะพบว่าอาหารจานไก่หลายอย่างทำมาจากเนื้อไก่งวง  ซึ่งของกินระกาโภชน์เหล่านี้มีคุณค่าตรงที่ “ ไขมันต่ำ” แต่ “โปรตีนสูง” จึงทำให้เป็นอาหารของผู้ที่คุมน้ำหนักไม่อยากได้ส่วนเกินเป็นอย่างดี เพราะมีแคลอรีไม่สูงแต่ให้สารอาหารจำเป็น อีกทั้งมีวิตามินบี 6 ,บี 12 และแร่ธาตุที่จำเป็นกับผู้ที่อยากบำรุงโลหิต เล่นกล้าม ออกแรงมาก และทำงานใช้สมอง ต้องมีเทคนิกการปรุงให้ดีแล้วเนื้อจะไม่แห้งกระด้างเหมือนเคี้ยวกระดาษ  โดยถือได้ว่าเป็นเนื้อไก่สุขภาพที่เหมาะกับท่านที่เป็นเบาหวานด้วย

ต้มซุปเปอร์ปีก-ขาไก่ หากอยากลองเปลี่ยนรสชาติจากคอลลาเจนสำเร็จรูปราคาเรือนพันก็ลองหาต้มข่าไก่ ต้มยำไก่ หรือต้มซุปไก่มารับประทานเองดูบ้างก็ได้ จะให้ความอร่อยที่หลากหลายมากขึ้นอีกทั้งได้ “คอลลาเจนสด” ที่มีอยู่อย่างเต็มๆ โดยเฉพาะถ้าหม้อนั้นมีส่วนของปีก ขาไก่ และข้อไก่อยู่บ้าง จะสร้างทั้งความอร่อยและคุณค่าผ่านวุ้นใสคลายเจลนุ่มซึ่งเคล็ดลับคือต้องบีบมะนาวใส่ด้วยจะได้วิตามินซีไปช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนครบทีม 

ซุปไก่ เครื่องดื่มที่เห็นกันเจนตาในโฆษณาทั้งหลาย  เป็นของที่ปรุงกันในครัวเรือนกินกันเป็นอาหารสุขภาพมาช้านาน  ซึ่งการต้มซุปไก่เพื่อรับประทานเองนั้นก็มิได้ยากเย็นเกินความสามารถ  เราอาจปรุงมันในรูปของซี่โครงไก่ต้มฟัก ไก่ตุ๋นเห็ดหอม ก่ต้มเห็ด 3 อย่าง หรือไก่ตุ๋นมะนาวดองก็ได้คุณค่าจากไก่เช่นกัน  โดยในซุปไก่มีกรดอะมิโนชนิด “ซิสเทอีน” ที่เหมาะกับผู้เป็นหวัดมีอาการคัดจมูกเสมหะอึดอัดลำคอ  ขอให้ต้มใส่เห็ดหอมและเก๋ากี้ด้วยจะช่วยบำรุงทั้งดวงตากับสุขภาพเพิ่มขึ้น

หนังไก่ ของโปรดที่ขอสารภาพว่าถูกใจเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งถ้าเป็นสิ่งที่ใครโปรดด้วยก็ขอให้ต้องทำใจไว้สักนิดว่าอย่าคิดกินบ่อยนัก เพราะมีทั้งไขมันอิ่มตัวจากตัวไก่เองและน้ำมันที่ใช้ทอด อย่างไรก็ดี การกินหนังไก่นั้นให้พลังงานสูงจริงแต่ก็ให้ความอร่อยที่ชวนกินขึ้นอย่างมากเพราะทั้งรสชาติและความเอมโอชของไก่นั้นอัดแน่นอยู่ที่ไขมันด้วย  ดังนั้น มีเทคนิกที่ง่ายๆ อย่างหนึ่งคือถ้าอยากคุมไขมันก็ลอกหนังไก่ออก หรือถ้าจะ “ย่างไก่” ก็ให้เอาหนังติดมันออกให้หมดเพื่อลดความเสี่ยงสารไหม้ก่อมะเร็งร้าย

ไส้กรอกไก่ อีกทั้งผลิตภัณฑ์จากไก่อย่าง “ลูกชิ้นไก่” “แหนมเอ็นข้อไก่” และอื่นๆ อีกมาก  หากเป็นเรื่องของไก่แปรรูปก็ขอให้ดูเรื่องปริมาณไขมันและดินประสิวที่ถูกใส่ในเนื้อสัตว์แปรรูป   หน่วยงานระดับโลกให้ความสำคัญต่อการก่อมะเร็งในเนื้อสัตว์แปรรูปหลายชนิด  ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้คือเลือกกินอาหารที่เป็นของสดไม่ผ่านการแปรรูปบ้าง  ไม่รับประทานแบบปิ้งย่าง และกินของแปรรูปที่ชื่นชอบแบบจำกัดปริมาณ  เพื่อจะได้แข็งแรงมีสุขภาพดีเพราะโลกนี้ยังมีของอร่อยที่น่าชื่นชมอีกมาก

ใครที่ชอบรับประทานเนื้อแดงเป็นคนสายเนื้ออาจรู้สึกไม่คุ้นหรือไม่ชอบใจการกินไก่นัก ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องฝืนใจกันมารับประทานไก่เป็นหลัก   แต่อยากให้ลองหาผลิตภัณฑ์ดีๆ จากไก่มากินสลับไปบ้างอย่างไข่ไก่ที่เป็นของดีไม่ต้องกลัวไขมันจนเกินไป  ในบางทีอาจหาองคาพยพของไก่ที่รับประทานง่ายๆ เช่น น่องหรือปีกที่แม้มีไขมันแต่ก็มีคอลลาเจนสูงเช่นเดียวกัน  นอกจากนั้น ลองสลับจากเนื้อแดงมาเป็นปลาบ้าง หนังปลาบ้าง หรือหาโอกาสทดลองเนื้อไก่ที่ค่อนข้างลีนอย่างไก่งวงบ้างก็ยังได้ 

ฟิตแอนด์เฟิร์ม เริ่มได้ตั้งแต่ต้นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642909

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 09:20 น.ฟิตแอนด์เฟิร์ม เริ่มได้ตั้งแต่ต้นปีมาดูกันว่ากีฬาที่เราไปเล่น กับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ช่วยเผาผลาญพลังงานกันอย่างไรบ้าง เป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า

เทรนด์สุขภาพ นอกเหนือจากเรื่องของโภชนาการแล้ว ปัจจุบันผู้คนต่างให้ความสำคัญและหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น เพราะการออกกำลังกายวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้ฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างเกราะป้องกันให้กับร่างกายและช่วยลดความเสี่ยงจากการป่วยไข้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 อีกด้วย ซึ่งต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

แต่เคยรู้สึกกันหรือเปล่าว่าหลายครั้งที่เราไปออกกำลังกาย เล่นกีฬาหนักๆ หวังว่าจะได้เบิร์นพลังงาน และขจัดเจ้าไขมันส่วนเกินลงไปบ้าง แต่เจ้าไขมันที่แอบมาอยู่นิ่งๆ ที่รอบเอวก็ยังจะดื้อ ไม่ยอมหลบไปไหน ทั้งๆ ที่กิจกรรมที่เราทำ การออกกำลังกายหนักๆ ก็น่าที่จะได้เผาผลาญพลังงานไปได้เยอะแล้ว ลองมาดูกันว่ากีฬาที่เราไปเล่น กับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ช่วยเผาผลาญพลังงานกันอย่างไรบ้าง เป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า

เริ่มด้วยกีฬากอล์ฟ การออกรอบเล่นกอล์ฟ เป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 250 กิโลแคลอรี่ ดูจะน้อยกว่าการเดิน ที่หากเดินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 1 ชม. จะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 325 กิโลแคลอรี่ ซึ่งใกล้เคียงกับการเล่นแบดมินตัน ที่หากเราเล่นแบดมินตันเป็นเวลาประมาณ 1 ชม. จะเผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 350-400 กิโลแคลอรี่

การออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี ได้แก่ การเต้นแอโรบิค ที่จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี่ การวิ่งเหยาะ เผาผลาญพลังงานประมาณ 600-700 กิโลแคลอรี่ การปั่นจักรยาน ด้วยความเร็วประมาณ 20 กม.ต่อ ชม. เผาผลาญพลังงานประมาณ 700 กิโล แคลอรี่ และ การว่ายน้ำ ด้วยความเร็วประมาณ 3 กม.ต่อ ชม.เผาผลาญพลังงานประมาณ 850 กิโลแคลอรี่ จากการออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมงเท่าๆ กัน

ยกมาให้ดูกันพอเป็นตัวอย่าง คงพอจะเห็นว่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดีที่สุดในด้านการเผาผลาญพลังงาน คือการออกกำลังกายที่ไม่หนัก ไม่ได้เน้นที่การเคลื่อนไหวเร็วๆ แต่เน้นที่การเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของร่างกายหลายๆ ส่วน ใครที่กำลังมองหากิจกรรมเพื่อขจัดไขมันส่วนเกิน หรือกำลังวางแผนอยากจะลดน้ำหนัก คงพอจะมองเห็นแนวทางกันบ้างแล้ว

และจากข้อมูลที่ได้นำมาฝากกัน คงทำให้หลายๆ คนนึกไปถึงการออกกำลังกายในแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) ซึ่งก็คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลง อีกทั้งการออกกำลังกายในแบบ HIIT ยังสามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนสและยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วย

ได้ข้อมูลกันไปพอสมควรแล้ว มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพกันดีกว่า เปลี่ยนชุด หยิบรองเท้า แล้วเตรียมตัวไปออกกำลังกายกันได้เลย

ขอบคุณข้อมูลจาก ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก

ออกกำลังกายเวลาไหน ได้ประโยชน์มากที่สุด? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642708

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 11:57 น.ออกกำลังกายเวลาไหน ได้ประโยชน์มากที่สุด?รวมข้อดี ข้อควรระวังของการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลาของวัน พร้อมบทสรุปที่คนเริ่มออกกำลังกายอยากรู้ที่สุดว่า…ออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด?

เมื่อต้อง Work from home หลายคนเลือกปัดฝุ่นเครื่องออกกำลังกาย ปลุกกระแสเทรนด์รักสุขภาพในยุค New Normal อีกครั้ง เพราะอยากมีสุขภาพดีกันทั้งนั้น การออกกำลังกายถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน แต่จะเลือกออกกำลังกายเวลาไหนให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุดกันดีล่ะ

ออกกำลังกายตอนเช้า

ช่วงเวลาเช้าหรือหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการพักผ่อนในช่วงเวลากลางคืน และหลายคนก็เลือกออกกำลังกายในช่วงเช้า เพราะสามารถทำเป็นกิจวัตรประจำวันได้ ซึ่งการออกกำลังกายในช่วงเช้ามีประโยชน์ดังนี้

ข้อดี

  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน
  • ช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น
  • ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น และตื่นตัวพร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นนั่นเอง
  • อากาศในช่วงเช้าจะสดชื่นและมีมลพิษน้อยกว่าในช่วงอื่นของวัน ทำให้ในการออกกำลังกายจะรับอากาศที่บริสุทธิ์กว่า อีกทั้งแสงแดดในตอนเช้ายังมีประโยชน์กับร่างกายอีกด้วย
  • มีสมาธิในการออกกำลังกายมากกว่าเพราะมีสิ่งรบกวนน้อย
  • สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อเลือกเวลาเช้าเป็นเวลาออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งแรกที่ทำในแต่ละวัน แตกต่างจากช่วงเวลาอื่นที่อาจจะมีกิจกรรมอื่นๆ มาแทรกทำให้ไม่ออกกำลังกายได้

ข้อเสีย 

  • ในการออกกำลังกายตอนเช้าหากพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะทำให้ยิ่งอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม หรือไม่ก็จะทำให้การออกกำลังกายไม่ได้ประสิทธิภาพ เพราะออกกำลังกายเบาเกินไปเนื่องจากไม่มีแรง
  • ทำให้ตับทำงานอย่างหนักเพราะในช่วงการนอนหลับ ตับก็ยังคงทำงานอยู่ ทำให้เมื่อตื่นนอนเราจะไม่มีพลังงานเหลืออยู่ในหลอดเลือดเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย และตับก็จะต้องดึงสารอาหารที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ตับทำงานตลอดเวลาไม่มีการหยุดพัก
  • ในช่วงเช้า ร่างกายจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดน้อย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถออกกำลังกายได้เต็มที่
  • มีโอกาสบาดเจ็บได้มากกว่า เพราะในช่วงเช้าเป็นช่วงที่อุณหภูมิจะต่ำกว่าช่วงอื่นของวัน ทำให้อาจจะเกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในขณะที่ออกกำลังกายได้ 

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนเช้า

หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเวลาเช้า ควรจะรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอต่อการออกกำลังกาย และควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ อย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นมากพอสำหรับการออกกำลังกาย ที่สำคัญไม่ควรจะรีบรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำทันทีหลังจากออกกำลังกายหนัก เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ทัน หรือจุกได้ นอกจากนี้ยังควรพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วยค่ะ ในกรณีที่ป่วย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพราะอาจจะทำให้หมดแรงได้

ออกกำลังกายตอนกลางวันถึงบ่าย

ช่วงกลางวันและช่วงบ่ายเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานอย่างเต็มที่ และอุณหภูมิในร่างกายจะเป็นปกติ การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายฟื้นตัวจากการพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อดีและข้อเสียของการออกกำลังกายมีอะไรบ้าง ไปดูกัน 

ข้อดี 

  • ร่างกายมีระดับฮอร์โมนและการไหลเวียนที่สูงกว่าในช่วงเช้าและอยู่ในระดับปกติ ทำให้สามารถออกกำลังกายได้มาก
  • ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อกลางวันและมื้อเย็นได้ นอกจากนี้ยังไม่ทำให้กินจุบจิบอีกด้วย
  • ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นหลังจากการทำงานในช่วงเช้า ลดอาการง่วงเหงาหาวนอนในช่วงบ่ายได้ดี
  • ช่วยผ่อนคลายความเครียด
  • มีการศึกษาพบว่า ระบบการหายใจในช่วงบ่ายจะทำงานได้ดีกว่าในช่วงอื่นๆ ของวัน
  • สามารถออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องอบอุ่นร่างกายมาก เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายอบอุ่นเพียงพอ และ ด็อกเตอร์ David W. Hill ได้เปิดเผยในบทความหนึ่งในวารสาร Ergonomics เมื่อปี 2007 ว่าในช่วงบ่ายของวัน ร่างกายจะมีความแข็งแรงและยืดมากขึ้นกว่าในช่วงเวลาอื่น 5% ทำให้เหมาะกับการออกกำลังกาย

ข้อเสีย

  • ถึงแม้ว่าในช่วงบ่ายระบบการหายใจจะดีกว่าช่วงอื่น แต่ในช่วงเที่ยง ระบบการหายใจจะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจะทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง 15-20 %
  • ในช่วงเที่ยงที่มีเวลาจำกัดจึงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ และในช่วงบ่ายอาจจะมีภารกิจที่เข้ามาแทรกทำให้การออกกำลังกายน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนกลางวันถึงบ่าย

หากต้องการจะออกกกำลังกายในช่วงนี้ควรจะจัดสรรเวลาให้ดีและมีเวลาการออกกำลังกายอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเผื่อการอบอุ่นร่างกาย และควรควบคุมการรับประทานอาหารหลังจากออกกำลังกายให้ดีเพื่อไม่ให้ทานเยอะจนเกินไป 

การออกกำลังกายตอนเย็นถึงค่ำ

การออกกำลังกายช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ เป็นช่วงเวลายอดนิยมของคนทำงาน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหลังจากการทำงาน ทำให้สามารถใช้เวลากับการออกกำลังกายได้เต็มที่ แต่การออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ก็มีข้อดี ข้อเสียเช่นกัน

ข้อดี

  • โดยทั่วไปแล้วคนเราจะมีอุณหภูมิและฮอร์โมนในร่างกายสูงที่สุดก็ในช่วง 18.00 น เป็นต้นไป ทำให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บน้อย เนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ
  • มีพลังงานในการออกกำลังกายมากกว่าช่วงอื่น ๆ เนื่องจากในช่วงเวลาระหว่างวัน เราได้รับประทานอาหารเข้าไปอย่างเพียงพอแล้ว
  • ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน เพราะการออกกำลังกายในช่วงเย็นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกาย จึงจะทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นหลังจากออกกำลังกาย
  • วยลดความอยากอาหารในมื้อเย็นได้ ทำให้ไม่รับประทานมากจนเกินไปในช่วงเย็น

ข้อเสีย

  • การออกกำลังกายในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายตื่นตัวและทำให้นอนหลับได้ยาก และนอนหลับได้ไม่สนิทหากนอนทันทีหลังจากออกกำลังกาย ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนและนาฬิกาชีวิต
  • หากออกกกำลังกายในช่วงค่ำ สถานที่ในการออกกำลังจะจำกัดลง และอาจจะต้องออกกำลังกายในร่มแทน เพราะหากออกกำลังกายนอกสถานที่จะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงได้
  • ร่างกายจะเผาผลาญไขมันสะสมได้ช้า เพราะพลังงานทั้งหมดที่จะต้องใช้ในการเผาผลาญไขมันจะถูกใช้ไปกับการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการเผาผลาญให้ถึงระดับของไขมันสะสม 

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนเย็นถึงค่ำ

เพื่อให้การออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำได้ผลดียิ่งขึ้น ในขณะออกกำลังกายและหลังจากออกกำลังกายควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ เพราะถ้าหากดื่มน้ำเย็นอุณหภูมิร่างกายจะปรับลดเร็วจนเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนัก และเสียเหงื่อมาก อาจทำให้เป็นไข้ได้ และไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย แต่ถ้าหากกลัวหมดแรงก็ควรรับประทานรับประทานเป็นผลไม้แทน นอกจากนี้หลังจากออกกำลังกายแล้ว ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลได้ และจะทำให้หลับได้สนิทมากขึ้น ส่งผลให้ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นอย่างสดชื่นค่ะ

แล้ววัยทำงานออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด?

การออกกำลังกายแต่ละช่วงเวลาก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เวลาการออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือเมื่อเราพร้อม พร้อมทั้งเวลา ร่างกายและจิตใจ เพราะเงื่อนไขชีวิตของวัยทำงานต่างกัน ไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้ แต่จะเลือกออกกำลังกายแบบไหนและเวลาไหน ก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพจะได้แข็งแรงและมีพลังในการทำงานต่อไป

รวมคำเตือนอันตราย “ยาเคนมผง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642702

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 11:12 น.รวมคำเตือนอันตราย “ยาเคนมผง”กรมการแพทย์ เผย “ยาเคนมผง” อาจออกฤทธิ์รุนแรงจนอันตรายถึงตายได้แม้เสพครั้งแรก ด้านผู้เชี่ยวชาญ ป.ป.ส. ระบุเป็นคีตามีนผสมแวเลียม ชี้หากเสพเป็นระยะเวลานานทำให้กลายเป็นคนวิกลจริตได้

กรมการแพทย์ โดยสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) เตือนภัยกลุ่มวัยรุ่นนิยมทดลองสิ่งแปลกใหม่  “ยาเคนมผง” ออกฤทธิ์รุนแรง อันตรายอาจถึงตายได้แม้เสพครั้งแรก 

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า เคตามีน (ketamine) เป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการมึนเมา เพลิดเพลิน มีความสุข เกิดภาพเหมือนฝัน รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศหรือหลุดลอยออกจากร่าง ซึ่งฤทธิ์ของยาเคในระยะสั้นจะทำให้เกิดอาการหวาดระแวง จิตหลอน จำอะไรไม่ได้ ร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนเป็นอัมพาตชั่วขณะ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดปัญหาทางสมองเกี่ยวกับความทรงจำและสมาธิ มีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้และปัญหาทางจิต กลายเป็นคนวิกลจริต

ในปัจจุบันพบว่ากลุ่มวัยรุ่นนำยาเค ผสมกับสารเสพติดอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาไอซ์ เฮโรอีน ยานอนหลับ(โรเซ่) นำมาผสมกันจนมีลักษณะละเอียดคล้ายนมผงแล้วนำมาเสพ จึงถูกเรียกว่า “ยาเคนมผง” เมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายทำให้ผู้เสพมีอาการุนแรง ประสาทหลอน คิดว่าจะถูกทำร้ายเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาท  ทั้งนี้ การเสพยาเคนมผง  ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผู้เสพเสียชีวิต และสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะเสพเป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนี้พบผู้เสียชีวิตที่อาจเกิดจาการเสพยาเคนมผง จำนวนหลายหลาย ในบางรายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ บรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาเสพติดทุกประเภทส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อร่างกายของผู้เสพ ยิ่งมีการใช้ร่วมกันหลายชนิดก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งใน “ยาเคนมผง” มีสารเสพติดที่ออกฤทธิ์รุนแรงหลายชนิด หนึ่งในส่วนผสมนั้นคือ เฮโรอีน ซึ่งออกฤทธิ์รุนแรงในทางกดประสาท หากเสพเฮโรอีนมากเกินความต้านทานของร่างกาย อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นถึงเสียชีวิตได้ ขอย้ำเตือนกลุ่มวัยรุ่นหรือผู้ที่คิดจะทดลองใช้ “ยาเคนมผง” รวมไปถึงสารเสพติดชนิดอื่น ให้ตระหนักถึงอันตรายต่อตนเองอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต และนึกถึงผลกระทบต่อครอบครัวที่จะตามมา

ป.ป.ส. เผยผลตรวจ “เคนมผง” จากคดีสาวลอบขายในเขตสายไหม เป็น “คีตามีน” ผสม “แวเลียม” ชี้เสพเป็นระยะเวลานาน ทำให้กลายเป็นคนวิกลจริตได้

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยจากกรณีชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจนครบาล 2 เข้าจับกุมหญิงอายุ 23 ปี พร้อมของกลางซึ่งเป็นยาตัวใหม่ที่เรียกว่า “เคนมผง” สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส.ได้ตรวจพิสูจน์วัตถุของกลาง  ผลปรากฏว่าของกลางที่เรียกว่า “เคนมผง” มีส่วนผสมของคีตามีนและไดอาซีแพม (Diazepam) หรือยาที่ทั่วไปรู้จักกันในทางการค้าว่า แวเลียม (Valium) จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559

ไดอาซีแพม หรือแวเลียม ออกฤทธิ์ที่สมองหรือระบบประสาทส่วนกลาง ในทางการแพทย์ใช้เป็นยากล่อมประสาทหรือสงบประสาท ทำให้จิตใจสงบ ใช้สำหรับรักษาอาการผิดปกติทางอารมณ์ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว แก้อาการชัก เป็นต้น 

ผลข้างเคียงจากการใช้ไดอาซีแพมนั้น อาจทำให้มีอาการง่วงซึม เหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ร่างกายสูญเสียความสมดุล ลมหายใจอ่อนแรง มึนงง เห็นภาพหลอน ซึมเศร้า กล้ามเนื้อกระตุก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ รวมถึงเกิดอาการชักได้ โดยความผิดในฐานผู้ขาย ต้องระวางโทษจำคุก 2-10 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 บาท และความผิดฐานครอบครองหรือใช้ประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานหรือคนในครอบครัว หากพบมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ให้รีบพูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง บอกกล่าวถึงอันตรายที่อาจจะตามมา  หากพบว่าบุตรหลายหรือคนใกล้ชิดมีการเสพยา ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา และสามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับยาและสารเสพติดได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 และหรือเข้ารับการบำบัดรักษาที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์  จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmindat.go.th

ผ่าตัดวิถีใหม่ (New normal OR) ห่างไกล COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642599

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 11:34 น.ผ่าตัดวิถีใหม่ (New normal OR) ห่างไกล COVID-19กรมการแพทย์ ชูผ่าตัดวิถีใหม่ (New normal OR) ห่างไกล COVID-19

อธิบดีกรมการแพทย์ เผยกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ เดินหน้าบริการ “การแพทย์วิถีใหม่” ปรับปรุงห้องผ่าตัดความดันลบ สำหรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศในสถานพยาบาลเป็นปัญหาสำคัญทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก ยิ่งในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลให้จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อสำหรับผู้ป่วย และบุคลากร โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความจำเป็นจะต้องเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาล เช่น เข้ารับการผ่าตัด ดังนั้น เพื่อให้เกิดการบริหารทรัพยากรทางสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ

กรมการแพทย์ จึงได้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรการแพทย์จากภาครัฐและเอกชน กลาโหม มหาวิทยาลัย จัดทำ จึงได้จัดทำ “แนวทางการปรับปรุงห้องผ่าตัดความดันลบ (Modify Negative Pressure Operating Room) สำหรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ให้สามารถจัดบริการผ่าตัดแก่ผู้สงสัยว่าติดเชื้อและผู้ป่วย อันนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลรักษา เกิดความปลอดภัยของผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งในกรณีผู้ป่วยติดเชื้อที่ยืนยันผลการตรวจแล้ว และจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเป็นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉิน แพทย์จะพิจารณาให้ใช้ห้องผ่าตัดความดันลบ หรือ negative pressure โดยจะต้องมีการควบคุมมาตรฐาน อุปกรณ์รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่น การทำ Air balance เพื่อควบคุมความดันของห้องต่างๆ ทิศทางการไหลของอากาศ ทั้งภายในห้องผ่าตัดและห้องใกล้เคียง ระบบทางทางเดินแยกเพื่อไปห้องชำระล้างเชื้อโรคทั้งก่อนและหลังผ่าตัด รวมทั้งจำกัดจำนวนแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่ทำการผ่าตัดให้น้อยที่สุด และจะต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันตามมาตรฐาน เช่น ชุด PPE หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยจะมีการทำความสะอาดห้องและเครื่องมือทางการแพทย์ทุกครั้ง รวมทั้งผู้มารับบริการที่โรงพยาบาลต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง  ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ได้ดำเนินการเป็นต้นแบบในโรงพยาบาลในสังกัด เช่น โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และได้ขยายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ตามภูมิภาคในลำดับต่อไป

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนารูปแบบระบบบริการทางการแพทย์วิถีใหม่ มุ่งให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถปรับตัวให้เข้ากับฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ในช่วงที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์โรคโควิด 19 รวมทั้งพัฒนาการให้บริการของโรงพยาบาลด้วยการนำระบบบริหารจัดการการให้บริการทางการแพทย์ (Model Implementation) ตั้งแต่การคัดกรอง จัดคิวผู้มารับบริการ เพื่อลดความแออัด รวมถึงการให้บริการห้องผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงาน ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

ตัวเลือกแก้อาการ “เจ็บคอ” ยาแก้อักเสบ vs ตัวช่วยจากธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642593

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 11:01 น.ตัวเลือกแก้อาการ "เจ็บคอ" ยาแก้อักเสบ vs ตัวช่วยจากธรรมชาติอากาศเย็นเป็นเหตุให้เกิดอาการ “เจ็บคอ” มาดูสาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์นี้ พร้อมตัวช่วยที่นิยมกันมากระหว่าง “กินยาแก้อักเสบ” กับ “กินของจากธรรมชาติ”

อุณหภูมิเย็นๆ เป็นใจให้อาการเจ็บคอก่อตัวขึ้นง่ายๆ ซึ่งหลายคนคิดว่าอาการเจ็บคอเกี่ยวข้องกับคออักเสบ จึงหา “ยาแก้อักเสบ” มากิน โดยหารู้ไม่ว่ายาแก้อักเสบคือยาปฏิชีวนะที่มีประโยชน์ในการบำบัดโรคติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่มีประโยชน์ในการแก้อักเสบที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ และการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินจำเป็น นอกจากจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองแล้ว ในระยะยาวยังอาจเกิดโทษต่อร่างกาย เช่น ส่งเสริมให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา การแพ้ยา การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้อีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรรู้ก่อนว่าที่เจ็บคออยู่นั้นเป็นเพราะอะไร

สำหรับสาเหตุที่พบบ่อยของอาการเจ็บคอ ได้แก่

กรณีเจ็บคอร่วมกับมีไข้

  • คออักเสบจากเชื้อไวรัส/ไข้หวัด ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอเล็กน้อย ตรวจดูภายในลำคอ ไม่พบว่ามีทอนซิลโตและผนังคอหอยไม่มีลักษณะอักเสบ (คือไม่พบว่ามีสีแดงกว่าปกติ) ในกรณีที่เป็นไข้หวัด จะมีอาการเจ็บคอในลักษณะดังกล่าวในวันแรกๆ และต่อมาเมื่อมีอาการน้ำมูกไหล อาการเจ็บคอมักจะทุเลาไปเอง
  • ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เจ็บคอมาก กลืนลำบาก ตรวจดูภายในลำคอพบทอนซิลบวมโต ออกสีแดงจัดและอาจมีจุดหนองอยู่บนทอนซิล

กรณีเจ็บคอโดยไม่มีไข้

  • โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย และมักมีอาการคันคอ คันจมูก จาม น้ำมูกใสๆร่วมด้วย เวลาสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร อากาศเย็น เป็นต้น มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
  • การระคายเคือง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย เวลาถูกสิ่งระคายเคือง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เป็นต้น เมื่อละเว้นจากสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ทุเลาไปเอง
  • แผลร้อนใน (แผลแอฟทัส) เมื่อเกิดขึ้นที่คอหอย ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคออย่างมาก จนกลืนและพูดลำบาก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บทั่วลำคอ แต่สามารถบอกชี้ได้ว่ามีจุดที่เจ็บตรงไหนได้ชัดเจน อาการเจ็บจะเป็นมากที่สุดใน 3-4 วันแรก หลังจากนั้นจะเจ็บน้อยลง และค่อยๆทุเลาไปได้เองภายใน 7-10 วัน
  • โรคกรดไหลย้อน มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป (ส่วนน้อยอาจพบในวัยหนุ่มสาว) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า อาจมีอาการเสียงแหบหรือไอร่วมด้วย พอสายๆ ก็ทุเลาไป มักเป็นทุกวัน เรื้อรังเป็นแรมเดือน หรือจนกว่าได้รับการบำบัดรักษา บางคนอาจมีอาการเจ็บลิ้นปี่หลังกินอาหารร่วมด้วย

การดูแลตนเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ สามารถปฎิบัติตัวดังนี้

การดูแลเบื้องต้น

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ โดยผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว วันละ 2-3 ครั้ง
  • หากมีน้ำมูกใสหรือมีอาการของโรคภูมิแพ้ ให้กินยาแก้แพ้-คลอร์เฟนิรามีน
  • หากมีไข้หรือเจ็บคอมาก ให้กินพาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง
  • งดการดื่มเหล้า และสูบบุหรี่
  • หากไม่ทุเลาใน 4 วัน ควรไปพบแพทย์

กรณีที่ควรไปพบแพทย์

  • มีไข้สูง และเจ็บคอมาก
  • มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว
  • มีอาการเจ็บคอทุกวันเกิน 1 สัปดาห์
  • คลำได้ก้อนแข็งที่ข้างคอ

ตัวช่วยจากธรรมชาติเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ

ดื่มน้ำอุ่น การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยลดการระคายเคือง ช่วยละลายเสมหะ และทำให้รู้สึกสบายคอ ช่วยลดการอักเสบลงได้ เพราะเมื่อร่างการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นเพียงพอ สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียได้ดีขึ้น

ชาดอกคาโมมายล์ ดอกไม้ชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบ และช่วยสมานแผล โดยมีการศึกษาที่ระบุว่า การดื่มชาดอกคาโมมายล์อาจช่วยลดอาการเจ็บคอจากไข้หวัดได้ เช่นเดียวกันกับการสูดดมสารสกัดจากดอกคาโมมายล์

ชาเขียวอุ่น ชาเขียวอุ่น ๆ นอกจากช่วยให้รู้สึกสบายคอแล้ว ตัวชาเขียวยังช่วยรักษาอาการติดเชื้อ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอให้ดีขึ้นได้ด้วย

น้ำขิงอุ่นๆ มีสรรพคุณในช่วยรักษาไข้หวัด ฆ่าเชื้อ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรน้ำขิงแก้เจ็บคอแบบง่าย ๆ คือ น้ำขิง 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำอุ่นประมาณครึ่งแก้ว ค่อยๆ จิบขณะยังอุ่นๆ จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาลง

เปปเปอร์มินต์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือสารเมนทอล ซึ่งเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติในการลดอาการคัดจมูก ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และลดอาการไอแห้งๆ อาจดื่มเป็นชาเปปเปอร์มินต์ หรือใช้วิธีสูดดมกลิ่นจากน้ำมันเปปเปอร์มินต์ก็ได้เช่นกัน

ซุปไก่ร้อนๆ ในซุปไก่อุดมไปด้วยโซเดียม ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบ การซดน้ำซุปร้อนๆ จะช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาลง และเพิ่มน้ำให้กับร่างกายได้ด้วย กินง่าย เหมาะสำหรับคนที่มีเจ็บคอมากๆ

ข้าวโอ๊ต นอกจากจะเป็นอาหารที่อ่อนโยนต่อคอที่กำลังเจ็บปวดของคุณแล้ว ยังมีสารอาหาร และไฟเบอร์มากมาย ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณกลับมาแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642424

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 09:15 น.How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ด (ไม่) ลับการดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5

มลพิษที่ลอยในอากาศ (Airborne particulate matter pollution) อย่าง PM 2.5 (Particulate Matter) หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรง โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าเสมือนเกราะปกป้องผิวให้เกินการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย รวมถึงความหมองคล้ำ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำนึงถึงปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากการเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองในปัจจุบัน จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช จัดกิจกรรมแนะเคล็ด (ไม่) ลับ ‘ดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5’ 

สาเหตุของปัญหาผิวพรรณ

ปัญหาผิวพรรณของเรานั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยก็คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในจะเกี่ยวข้องกับระบบของร่างกายเรา เช่น การรับประทานอาหาร ระบบขับถ่าย การพักผ่อน อารมณ์ และความเครียด ส่วนปัจจัยภายนอกที่คอยทำร้ายผิวสามารถแบ่งได้ 5 สาเหตุ ประกอบด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การอาบน้ำร้อน แสงแดด และมลพิษทางอากาศ

แสงแดดและมลพิษทางอากาศถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายผิวได้รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆ ปัจจุบันโลกของเรามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศมากขึ้น ยิ่งในช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่ารูขุมขนคนเราถึง 20 เท่า จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ง่าย และส่งผลกระทบกับผิวหนังโดยตรงขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ซึ่งระยะเวลาการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคืองของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลความชุ่มชื้น เนื่องจาก PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวชั้นนอก หรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และทำลายโปรตีนฟิลแลกกริน (Filaggrin) ที่มีหน้าที่ป้องกันผิวหนัง (epidermal barrier protein)
  • ระยะเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานาน โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสีสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ

เคล็ดลับในการป้องกันและการดูแลผิว

ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ให้มากที่สุด หรือสัมผัสให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิต้านทานของผิวหนังน้อยหรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว จะยิ่งต้องดูแลและป้องกันตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว หมวก แว่นตา เพื่อปกปิดไม่ให้ผิวเราสัมผัสกับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นอีกขั้น

การดูแลผิวเมื่อกลับถึงบ้าน ควรรีบอาบน้ำชำระล้างผิวให้สะอาด ควรฟื้นฟูสภาพผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ประกอบด้วย จะช่วยเสริมให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ควรสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพสัปดาห์ละครั้ง แนะนำให้เลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

การบำรุง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรซิ่งครีม และเสริมเกราะป้องกันให้กับผิว ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวกันไม่ฝุ่นสัมผัสกับผิวได้โดยตรง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน ไม่อุดตันรูขุมขน และมีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ รวมถึงควรทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อมลภาวะ เพราะเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ เวลาที่ได้รับเชื้อโรคหรือฝุ่นเข้ามาก็จะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งผัก ผลไม้ รวมถึงงดการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยสามารถปรับเปลี่ยนมาออกกำลังในร่มแทน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรดื่มน้ำสะอาดในระหว่างวันให้มากๆ

การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642419

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 08:25 น.การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ทุกวันนี้โลกมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่แน่นอน และคลุมเครือ ทั้งภาวะเสี่ยงจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด 19 ที่กลายพันธุ์ และส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเป็นวงกว้าง ทั้งล็อคดาวน์เต็มรูปแบบและบางส่วน รวมทั้งความสับสนในการจัดการเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการพยุงภาวะเศรษฐกิจ วัคซีนที่เป็นคำตอบก็ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 เดือน กว่าจะเริ่มฉีดและอีก 5-6 เดือนถึงจะครอบคลุมอย่างทั่วถึง อีกทั้งเทคโนโลยี เอไอ หุ่นยนต์ ก็ล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง ทำอย่างไรจึงจะตามให้ทัน สังคมทุกระดับจึงสั่นคลอน ระบบเดิมก็ล่มสลาย มีทิศทางสู่วิกฤติ การบริหารองค์กรจึงมีความเสี่ยง การปรับตัวจึงรุนแรงเพื่อรับมือผลกระทบจากโควิดและการเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เพื่อความอยู่รอด ใครปรับไม่ทัน ต้องโดนทิ้ง

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง การบริหารจัดการในรูปแบบเดิมๆ ไม่อาจก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงเป้าหมายสูงสุดองค์กร นั่นคือ ความอยู่รอด แต่จะรอดได้ องค์กรต้องสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น คุณค่าดังกล่าวต้องมาจากบุคลากร การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นคำตอบสุดท้าย คำถามที่สำคัญคือ เราต้องพัฒนาบุคลากรด้วยองค์ความรู้อะไรและอย่างไร องค์กรจึงจะมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว คำตอบคือองค์รวม แล้วมันมีความหมายอย่างไร

ประการแรก บุคลากรต้องปรับมุมมองต่อการพัฒนาเสียใหม่ จากเดิมที่เน้นเพียงเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งมันดี แต่ไม่พอ มาเป็นการพัฒนามุมมองเชิงยั่งยืนที่จะสร้างองค์กรให้มีการเติบโตอย่างสมดุลต่อเนื่อง

ประการที่สอง การพัฒนาเชิงยั่งยืนจำเป็นต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นองค์รวม โดยต้องสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้ง ทักษะด้านการบริหารจัดการ (Technical Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) เพราะลำพังการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งไม่อาจสร้างความยั่งยืนได้

ประการที่สาม การพัฒนาเชิงองค์รวมจำเป็นต้องเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิดเพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ มิใช่เพียงแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย ด้วยการปรับออกจากกรอบความคิดเดิมๆ บุคคลจึงสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น พึ่งพาตนเองเป็นหลัก สามารถนำตนเองได้เพื่อเล่นเชิงรุก และที่สำคัญ มันให้ความหมายว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ

ประการที่สี่ บุคลากรต้องไม่หยุดการใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ บุคคลจึงสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อนได้ อีกทั้งการพัฒนามุมมองเชิงองค์รวม บุคคลจึงสามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงจะสามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่ห้า บุคลากรต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่นในตนเอง หนักแน่น เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว มีภูมิต้านทาน ควบคุมตนเองได้ จึงจะสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน รู้ว่าจะตอสนองอย่างไรให้เหมาะสม ผ่านการเห็นคุณค่าตนเอง

ประการที่หก เพราะบุคลากรหลากหลาย ต่างเจน ต่างวัย ต่างความคิด บุคลากรมีตัวตนสูง จึงมักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง การทำงานร่วมกันจึงมิใช่ว่าต้องทำทุกคนให้เหมือนเรา แต่ต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ด้วยมุมมองดังกล่าว บุคคลจึงต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดที่แตกต่าง เพื่อสร้างความเข้าใจกัน ไว้วางใจกัน เชื่อใจกัน และศรัทธา นำไปสู่ทีมงานที่เข้มแข็ง

ประการที่เจ็ด การอยู่ร่วมกันเป็นองค์กร จำเป็นต้องเล่นเป็นทีม ทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ บุคลากรต้องมีภาวะผู้นำที่เข้าใจถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียว อย่างมีเอกภาพ

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้คือศักยภาพของบุคลากรที่แท้จริง เพื่อรับมือกับปัญหาที่มีความท้าทายมากขึ้นทุกวัน ประเด็นสำคัญคือ ท่านจะพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถระเบิดศักยภาพบุคลากรและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับองค์กร เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างองค์กรให้เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร