เผยนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/640475

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 08:02 น.เผยนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเปิดตัวแบรนด์ “ไฟท์ฝุ่น” (PhytFoon) สุดยอดนวัตกรรมเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ลดฝุ่น PM2.5 “ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” (PhytFoon Spray) ที่พัฒนาจากผลงานการวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัญหามลพิษทางอากาศของสังคมไทยในปัจจุบันสร้างความกังวลให้กับใครหลายคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในขณะเดินทาง หรือใช้ชีวิตอยู่ภายนอกอาคาร ไปจนถึงคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เพราะมลพิษทางอากาศอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ซึ่งทาง ชลิตา มุ่งวิวัฏ ประธานบริหาร บริษัท เพนทา อินโนเทค จำกัด ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นแนวคิดที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศขึ้น โดยร่วมมือกับ รศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง จากบริษัท เฮิร์บ การ์เดียน จำกัด บริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การบ่มเพาะขององค์กรที่รวบรวมนวัตกรรมทางสุขภาพ โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Pharmacy Enterprise) และโครงการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) เปิดตัวแบรนด์ “ไฟท์ฝุ่น” (PhytFoon) สุดยอดนวัตกรรมเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ ที่สามารถใช้ได้ในอาคาร ที่อยู่อาศัย หรือในบริเวณพื้นที่ปิด พร้อมเปิดตัว “ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” (PhytFoon Spray) ผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดปริมาณของฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ได้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันในวันที่ต้องเผชิญกับปริมาณของฝุ่นละอองที่เกินกว่าค่ามาตรฐาน

“ไฟท์ฝุ่น” (PhytFoon) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากสุดยอดนวัตกรรมเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้แนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นอันดับแรก โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นเป็น “ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” (PhytFoon Spray) ที่คิดค้นจากนวัตกรรมที่สามารถลดปริมาณของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ปิดได้ และสามารถใช้ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศ และในพื้นที่ที่เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถเข้าถึงได้

ชลิตา มุ่งวิวัฏ กล่าวถึงแนวคิดในการก่อตั้งแบรนด์ “ไฟท์ฝุ่น” (PhytFoon) ว่า “เราพบว่าไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันต้องเผชิญกับมลภาวะเกือบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง และหรือแม้แต่เวลาอยู่ในบ้านก็ตาม ซึ่งปริมาณของฝุ่นละอองในอากาศที่สูงกว่าปกติ สามารถเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของเราในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก สตรีมีครรภ์และผู้สูงวัยที่ค่อนข้างต้องเป็นห่วงเป็นพิเศษ เราเลยเกิดไอเดียที่อยากจะคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยลดปริมาณของฝุ่น PM2.5 ได้ โดยมีแนวความคิดว่าผลิตภัณฑ์ที่เราจะทำนั้นต้องเป็นสิ่งที่ทำมาจากธรรมชาติ มีความปลอดภัย และต้องไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเราคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักทั้งต่อผู้ใช้ สัตว์เลี้ยง และสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราทั้งหมด กระทั่งเราได้มีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเกิดการร่วมมือกันสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ ไฟท์ฝุ่น สเปรย์ นี้ขึ้น”

ด้าน รศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง กล่าวถึงจุดเด่นของนวัตกรรมที่สามารถลดปริมาณของฝุ่น PM2.5 ได้ว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบันมีผลงานวิจัยชี้ชัดว่าในอากาศมีปริมาณค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นถึง 200 ไมโคกรัมต่อลูกบากศ์เมตร ซึ่งมากกว่าที่มาตรฐานขององค์กรอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่าควรอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร แสดงให้เห็นว่าปริมาณฝุ่นนั้นเกินค่ามาตรฐานไปค่อนข้างมาก ซึ่งฝุ่น PM 2.5 นี้ เมื่อเข้าสู่ระบบร่างกายและสะสมเป็นปริมาณมากก็จะส่งผลทำลายต่ออวัยวะภายในทั้ง ปอด ถุงลม หัวใจ เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคปอด โรคหัวใจ ลุกลามไปจนสามารถเป็นโรคมะเร็งได้ ซึ่งกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากจะเป็นกลุ่มของเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะโรคปอด จากปัญหาที่กล่าวมานั้น เราจึงพยายามที่จะคิดค้นนวัตกรรมที่สามารถช่วยลดปัญหาของฝุ่น PM2.5 ในปัจจุบัน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ ฝุ่นก็คืออนุภาคของแข็งที่แขวนลอยในอยู่อากาศ เราก็เลยคิดค้นวิธีที่จะทำให้ฝุ่นตกลงมาสู่พื้น โดยใช้เทคโนโลยีทางเภสัชกรรมคิดค้นสารผสมที่สามารถดักจับฝุ่น PM2.5 ด้วยกลไกจำเพาะ ในการทำงานวิจัยครั้งนี้ใช้เวลามากกว่า 1 ปี จนได้สารผสมที่เป็นสารจากธรรมชาติ มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม สารผสมที่ผลิตขึ้นมานี้สามารถทำให้ PM2.5 เกาะรวมตัวกัน ซึ่งได้มีการพิสูจน์ลักษณะของฝุ่นที่ตกลงมาสู่พื้นหลังการใช้สารฉีดพ่นด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็พบว่าอนุภาคของฝุ่นมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ไม่สามารถลอยกลับขึ้นไปในอากาศได้”

“ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” (PhytFoon Spray) ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ต้องการลดความกังวลเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ เพราะด้วยคุณสมบัติที่สามารถลดปริมาณฝุ่นในอากาศได้ทันทีเมื่อฉีดพ่น สูงสุดถึง 80% ของฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ ด้วยกลไกพิเศษของส่วนผสมจากสารธรรมชาติที่มีประจุ (Charged Derived-Natural Compound) และสามารถดักจับฝุ่นได้ (agglomeration) พร้อมทำให้ฝุ่นมีน้ำหนักมากขึ้น จึงตกลงมาสู่พื้น และไม่ฟุ้งกลับนานถึง 7 ชั่วโมง และในส่วนผสมยังปราศจากแอลกอฮอล์ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองเมื่อสัมผัส อีกทั้งยังลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสาระน่ารู้เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 โดยมีเหล่าเซเลบริตี้รักสุขภาพให้เกียรติมาร่วมแนะนำเคล็ดลับการดูแลตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 เริ่มที่สาวยิ้มสวย ศิรประภา จีระพันธุ เผยว่า “จากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีในปัจจุบันทำให้เราค่อนข้างเป็นกังวล ด้วยความที่เรามีลูกที่ยังเล็กและที่บ้านก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้สูงอายุ เพราะเป็นกลุ่มที่ภูมิต้านทานต่ำและมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองมาก ทำให้เราต้องดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้านเป็นพิเศษด้วยการหมั่นทำความสะอาดบ้านทุกวัน เวลาอยู่ในบ้านก็ต้องเปิดเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งก็จะช่วยลดปริมาณฝุ่นบริเวณภายในบ้านได้ หากช่วงที่ฝุ่นเยอะมากๆ ก็จะหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน ถ้าเลี่ยงไม่ได้และมีเหตุจำเป็นที่ต้องออกไปข้างนอกก็จะใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถกันฝุ่น PM 2.5 ได้ พกทิชชู่เปียกเพื่อเช็ดฝุ่นละออง และพกสเปรย์จำกัดฝุ่นฉีดพ่นเพื่อช่วยกำจัดฝุ่นขณะขับรถ”

ถัดมาที่คุณแม่ลูกสอง แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา เล่าว่า “จริงๆ ต้องบอกว่าเรามีความคุ้นชินกับ PM2.5 มาพอสมควร เพราะปัญหาฝุ่นควันที่เราประสบนั้นถือเป็นปัญหาที่เราต้องเจอในทุกๆ ปี โดยส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างแข็งแรงและไม่มีอาการแพ้ฝุ่น แต่ที่ค่อนข้างเป็นกังวลก็คือลูกชายคนโตมีอาการแพ้ฝุ่นอย่างเห็นได้ชัด อย่างในช่วงนี้ที่ปริมาณฝุ่นมากขึ้นก็จะเริ่มมีอาการคันผิว ระคายเคืองผิว และเป็นภูมิแพ้ด้วย ทำให้เราต้องดูแลลูกเป็นพิเศษ ด้วยการให้ลูกสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมหรือสัมผัสอากาศภายนอก หรือถ้าหากเป็นไปได้ช่วงนี้ก็งดกิจกรรมเอาท์ดอร์ไปก่อนเพื่อลดการสัมผัสกับฝุ่นโดยตรง หรือถ้าหากมีอาการแพ้ฝุ่นแบบรุนแรงก็ต้องรีบไปพบแพทย์ค่ะ”

ต่อมาที่นักธุรกิจหนุ่ม หม่อมหลวงอรรถดิศ ดิศกุล กล่าวว่า “ด้วยความที่เราทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านของเราจะต้องปิดประตู หน้าต่าง อยู่ตลอด เพราะถ้าหากเปิดประตูทิ้งไว้ ฝุ่นควัน มลพิษที่อยู่บริเวณภายนอกจะลอยเข้ามาในร้านได้ ยิ่งร้านอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่เน้นความสด อย่างเช่น ปลาดิบ ซูซิ ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องรักษาความสะอาดบริเวณร้านให้ดีที่สุดไม่อย่างนั้นร้านและอาหารอาจจะสกปรกได้ สำหรับวิธีการป้องกันนั้นก็จะติดตั้งเครื่องกรองอากาศให้ทั่วทั้งบริเวณร้านเพื่อให้ช่วยกรองอากาศและดักจับฝุ่น รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างเช่นสเปรย์ลดฝุ่นก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นควันต่างๆ รวมถึงฝุ่น PM 2.5 ที่มีในบริเวณภายในร้านได้”

ปิดท้ายที่สาวนักกิจกรรม อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ เผยว่า “ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมจะเป็นช่วงที่ฝุ่นค่อนข้างเยอะมาก จะเป็นช่วงที่มี PM 2.5 ซึ่งทำให้เราเป็นกังวลอยู่พอสมควร เพราะว่าเราเป็นคนชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ชอบออกทริปไปเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ก็รับลมเต็มๆ เมื่อก่อนมักจะคิดว่าฝุ่นเป็นสิ่งที่เล็กมากแต่พอไปอ่านงานวิจัยของคุณหมอถึงรู้ว่าฝุ่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะเวลาที่เราสูดอากาศหายใจเข้าทุกวินาทีมันก็เหมือนเราเอาสิ่งสกปรกเข้าไปในร่างกาย มันจะไปสะสมอยู่ตกค้างอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะขับออกไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราก็ต้องป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ สำหรับวิธีดูแลตัวเองนั้นเราจะเน้นการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาแม้ว่าจะอยู่ภายในรถ ถึงแม้อาจจะทำให้หายใจไม่สะดวกแต่ก็ยังเลือกที่จะใส่เพื่อป้องกัน PM2.5 ถ้าหากอยู่บ้านก็จะใช้เครื่องกรองอากาศเพื่อช่วยกรองอากาศกรองฝุ่นให้ลดลง ที่สำคัญเราคิดว่าเราต้องปรับตัวโดยต้องรู้และตระหนักถึงอันตรายของฝุ่น ศึกษาถึงปัญหาและหาวิธีป้องกันตัวเอง พร้อมหาตัวช่วยอื่นๆ อยู่เสมอ อย่างสเปรย์ลดฝุ่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่นี้ก็ช่วยลดฝุ่นและเห็นผลได้ในทันที”

พบกับ “ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” (PhytFoon Spray) กลิ่นเฟรช เลมอน (Fresh Lemon) และกลิ่นโอเชียน บรีซ (Ocean Breez) ได้ที่ร้านยาโอสถศาลา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และช่องทางออนไลน์ทั้ง Line@ @phytfoon, Facebook: PhytFoon ไฟท์ฝุ่น สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5, Instagram: phytfoon_official, Lazada และ Shopee

ส่องเรือนเวลาคู่ใจใส่แล้วปัง ของ 5 เซเลบริตี้ชื่อดังเมืองไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/640381

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 08:08 น.ส่องเรือนเวลาคู่ใจใส่แล้วปัง ของ 5 เซเลบริตี้ชื่อดังเมืองไทยสำรวจนาฬิกาหรูคู่ใจของ 5 เซเลบริตี้นักสะสมเบอร์ต้นของเมืองไทย ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของนาฬิกา

เทรนด์สะสมและลงทุนในนาฬิกากำลังมา ปัจจุบันนาฬิกาไม่ใช่แค่ใส่ไว้ดูเวลา หรือใส่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่หากซื้อเป็นและรู้เทรนด์ นาฬิกาเรือนเล็กๆ ก็อาจพลิกชีวิตให้กลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นมาเลยก็ได้

ล่าสุด แบรนด์ LUXETIME นำโดย คุณชนกพล ไชยศุภรากุล ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Luxetime จัดงาน LUXTIME BEYOND THE TIME รวมพลคนรักนาฬิกามาไว้ในงานเดียวกัน เราเลยถือโอกาสส่องนาฬิกาหรูคู่ใจของ 5 Celebrity นักสะสมเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของนาฬิกากันซะหน่อย ว่า 5 นาฬิกาเรือนงามที่ตราตรึงอยู่ในใจของพวกเขาจะมีอะไรกันบ้าง

เริ่มด้วย พีเค–ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร หากพูดถึงนาฬิกาคู่ใจที่รักมาก ผูกพันมาก ต่อให้ราคานาฬิกาจะผันผวนชวนขายรับกำไรเป็นกอบเป็นกำแค่ไหนก็ไม่อาจตัดใจได้ลง ต้องยกให้ Gold Rolex Daytona เพราะเป็นสิ่งที่คุณแม่ซื้อให้ ซึ่งหนุ่มพีเคบอกว่าอะไรก็ตามที่คุณแม่ หรือภรรยาซื้อให้จะไม่มีทางขายเด็ดขาด เพราะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ถ้าแบรนด์ที่อยากเป็นเจ้าของมากที่สุดหากซื้อเองก็คือ Audemars Piguet นาฬิกาแปดเหลี่ยมที่ไม่ว่าจะใส่รุ่นไหนก็รู้ได้ทันทีว่าคือ AP

ด้านพระเอกนักธุรกิจ ฟลุค–เกริกพล มัสยวาณิช หากจะซื้อนาฬิกาสักเรือนต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้จะมองในเรื่องความคุ้มค่า ราคา การเก็งกำไรประกอบด้วย แต่เหตุผลอันดับหนึ่งในการซื้อของหนุ่มฟลุคคือ ความชอบ รองลงมาคือ ราคาขาย ไม่เอารุ่นฮิตมากกว่าสิ่งที่ชอบ ไม่ยึดติดกับแบรนด์ไหนเป็นพิเศษ ถ้าเจอเรือนใหม่ที่ดีกว่าก็พร้อมบอกลาเรือนเก่า แล้วไปหาประสบการณ์กับเรือนใหม่ ส่วนเรือนที่ใส่อยู่เป็น Patek Philippe Rose Gold นาฬิกาสุดเฮง ที่นอกจากซื้อปุ๊บราคาพุ่งเกินเท่าตัวปั๊บแล้ว ยังทำให้ได้บินเฟิร์สคลาสไปเที่ยวยุโรปฟรี 3 – 4 รอบอีกด้วย

Influencer คนสวย หญิงแย้-นนทพร ธีระวัฒนสุข ออกตัวว่าไม่ใช่นักสะสมนาฬิกา แต่สุดท้ายก็โดนนาฬิกาเรือนงามตกจนได้ โดยนาฬิกาในดวงใจคือ Patek Philippe Nautilus 5980 เป็นเรือนในฝันตั้งแต่เด็กๆ ที่เจ้าตัวบอกว่าชอบมานานแล้ว ที่ผ่านมาราคาสูงก็เลยรอไปเรื่อยๆ เผื่อราคาจะลง แต่รอแล้วรอเล่าราคาก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับลงเลย สุดท้ายหญิงแย้เลยตัดสินใจซื้อ ซึ่งหลังจากซื้อมาแล้วก็รู้สึกว่าใส่แล้วเฮง ใส่แล้วชีวิตดี เป็นเรือนที่รักมาก และเรือนนี้น่าจะอยู่กับข้อมือสวยๆ ไปอีกนาน

แดนนี่-ดานิเอล เบล็สซิ่ง เจ้าของยูทูปชาแนลแดนเนรมิต ผู้เดินเข้าสู่วงการนักสะสมนาฬิกาไปเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมีตั้งแต่แบรนด์ดัง ยันแบรนด์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ถึงจะเข้าโหมดนักลงทุน ซื้อมา ขายไป แต่หนุ่มแดนนี่ก็บอกว่ามีนาฬิกาแทนใจอยู่เรือนนึงที่ไม่มีทางขายเด็ดขาด ก็คือ ROLEX SUBMARINER ที่ใส่ติดตัวมานานถึง 7 ปี เพราะเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ภรรยาซื้อให้ นอกจากเป็นรุ่นยอดนิยมที่ราคาดีไม่มีตกแล้ว ยังมีมูลค่าทางใจสุดๆ ไปเลยอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยดีเจอารมณ์ดี ดีเจภูมิ-ภูมิใจ ตั้งสง่า อีกหนึ่งนักสะสมที่เข้าวงการมาอย่างงงๆ แต่พอหลงเข้ามาแล้วก็ไม่คิดหาทางออกไปอีก จากที่ไม่ชอบใส่นาฬิกา มองนาฬิกาเป็นแค่เครื่องประดับ ปัจจุบันมองไกลไปอีกขั้น นาฬิกาคือการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าพูดถึงเรือนที่ผูกพันทางใจมากที่สุดคือ Rolex Daytona 6265 ที่เพิ่งขายไปอย่างเสียดาย แต่จะมัวอาลัยต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ดีเจภูมิเลยให้น้องใหม่ Rolex Daytona Inverted-6 มาดามใจเป็นเรือนหรูคู่ใจเรือนล่าสุดแทน

สุดท้ายท้ายสุด ขอจบด้วยประโยคสวยๆ แต่คมมากจากหนุ่มฟลุค ที่ฝากถึงนักสะสมนาฬิกาหน้าใหม่เอาไว้ว่า “อยากให้ซื้อนาฬิกาที่รักและชอบ ได้ใช้ช่วงเวลาดีๆ ไปกับมัน และเมื่อถึงเวลาบอกลา ก็ส่งมอบต่อให้ร้านที่ให้ราคาดี เพื่อให้นาฬิกาเรือนของเราได้ไปอยู่ในมือของคนที่จะรักนาฬิกาเหมือนกัน ขณะที่เราก็ได้อัพเกรดเรือนใหม่ด้วย”

ส่วนถ้าหากใครสนใจอยากมีนาฬิกาเรือนโปรดสุดหรูไว้ครอบครอง ก็สามารถปรึกษาคุณตั้มได้ที่ Luxetime ได้เลยหรือสามารถเข้าไปส่องนาฬิกาได้ทางช่องทาง www.luxe-time.com และหน้าร้านที่ Luxetime ชั้น11 ตึก Italthai tower ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ 065-646 2536

3 วิธีที่เหมาะสมกับการทำงานในยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/640382

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 08:03 น.3 วิธีที่เหมาะสมกับการทำงานในยุคใหม่LARK แนะ 3 วิธีการทำงานแนวใหม่ เติมภูมิคุ้มกันให้องค์กรธุรกิจ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

“สิ่งแน่นอนที่สุด คือความไม่แน่นอน” เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจในปัจจุบันต่างตระหนักถึง ดังจะเห็นได้จากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวก็ได้สร้างผลกระทบอย่างคาดไม่ถึงให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจทั่วโลก และในอนาคตก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมาอีกบ้าง ดังนั้น สิ่งที่ได้เห็นองค์กรธุรกิจหลายแห่งปรับตัวและมองหาวิธีการใหม่ๆ รวมถึงเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ธุรกิจพร้อมรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งองค์กรธุรกิจในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมองหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ และความต้องการที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน

สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาวิธีการทำงานและเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมที่สุดอยู่นั้น เราได้คัดสรร 3 วิธีที่เหมาะสมกับการทำงานในยุคใหม่ซึ่งเชื่อว่า เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่องค์กรธุรกิจยังต้องใช้นโยบายการทำงานทางไกล (Remote Working) หรือทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และอาจจะใช้เป็นระบบการทำงานหลักในอนาคตในยุคหลัง COVID อันประกอบด้วย 1.กฎของพาร์คินสัน (Parkinson’s Law) 2.คัมบัง บอร์ด (Kanban board) และ 3.การทำงานที่ยืดหยุ่น (Agile Method)

1.กฎของพาร์คินสัน

เกิดจากนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อว่า Cyril Northcote Parkinson ที่ให้คำนิยามไว้ว่า “work expands so as to fill the time available for its completion” งานมักจะถูกขยายออกไปตามเวลาที่กำหนด การแปลตรงตัวอาจจะเข้าใจยากแต่หมายถึง เมื่องานถูกกำหนดให้เสร็จไว้ 2 สัปดาห์ งานนั้นก็จะเสร็จเพียง 1-2 วันก่อนถึงวันกำหนด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสามารถทำให้เสร็จได้เร็วกว่านั้นมาก ดังนั้น กฎของพาร์คินสัน คือ การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกับเวลาที่เหมาะสม

องค์กรที่ยังคงใช้นโยบายการทำงานทางไกล อาจประสบปัญหาเรื่องการควบคุมการทำงานของพนักงานเพื่อให้ทันตามกำหนด หากนำกฎของพาร์คินสันไปใช้จะช่วยให้การทำงานของพนักงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้บริหารหรือหัวหน้างานที่จะเป็นผู้กำหนดเวลาและจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม ซึ่งก็มีอยู่หลายวิธีที่สามารถนำไปใช้ แต่ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้ อาจทดลองใช้กฎนี้กับการประชุม เช่น ตัดเวลาการประชุมลง 50% หรือลองลดกำหนดเวลาของชิ้นงานลงจากเดิม 10 วัน เหลือ 5 วัน หากทำสำเร็จก็ให้ลองลดลงเหลือ 2 – 3 วัน แต่หากไม่สำเร็จก็สามารถขยายกำหนดเวลาออกไปตามเดิมได้เช่นกัน

สำหรับเรื่องการบริหารจัดการเวลานั้น LARK จะเป็นตัวช่วยจัดสรรเวลาของการทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี แม้อยู่ห่างไกลกัน โดย LARK Calendar มีฟังก์ชันที่สามารถสร้างปฏิทินสำหรับทีมงานหรือองค์กร โดยทุกคนจะรับทราบเวลานัดประชุมที่ตรงกัน หรือจะส่งคำเชิญ แจ้งเตือนเวลานัดหมายอัตโนมัติ และยังช่วยแจ้งเตือนกรณีมีการนัดหมายซ้ำซ้อน โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลเวลาใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้ทุกคนไม่พลาดทุกการรับทราบตารางเวลาหรือกำหนดเวลาการผลิตชิ้นงานที่ตรงกัน รวมทั้งไม่พลาดการติดตามการทำงานของทีม

2.คัมบัง บอร์ด

เครื่องมือควบคุมขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานที่มาจากคัมบัง (Kanban) ระบบควบคุมการผลิตที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งลดความซ้ำซ้อนและความสูญเปล่าในกระบวนการ ซึ่งนิยมใช้กันในภาคการผลิตและไอที แต่ปัจจุบันได้ถูกนำมาพัฒนาใช้งานกับอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น จุดเด่นของวิธีการนี้ คือ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจรู้และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานและสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหานั้นได้ตรงจุด ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการสร้างบอร์ด คัมบัง อย่างง่ายที่มีอยู่ 3 คอลัมน์ คือ งานที่ต้องทำ (Requested) งานที่กำลังทำ (Doing) และงานที่ทำเสร็จแล้ว (Done) เพื่อให้เห็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน

วิธีการนี้นอกจากจะช่วยให้เห็นข้อบกพร่องในกระบวนการทำงานชัดเจนขึ้นและเข้าไปแก้ไขได้ตรงจุดแล้ว ยังช่วยให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของขั้นตอนการทำงานและช่วยให้พนักงานหรือทีมงานเข้าใจในงานที่กำลังทำมากขึ้น เมื่อทุกคนมีความเข้าใจตรงกันมากขึ้นก็จะช่วยลดเวลาการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของงานลงได้ ดังนั้นในการประชุมแต่ละครั้งจะสามารถใช้เวลาไปกับการหารือในเรื่องอื่นที่สำคัญมากว่า มีความสร้างสรรค์และสร้างผลประโยชน์ให้กับธุรกิจเพิ่มขึ้นได้

โดยปัจจุบันพบว่า มีการพัฒนาแแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อช่วยให้การจัดการด้วยวิธีคัมบัง มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น ซึ่งก็มีหลายแพลตฟอร์มที่ต่างได้รับความนิยม รวมถึงบริการของ LARK ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในระดับองค์กร แผนก หรือแต่ละบุคคล ซึ่ง LARK เป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถมองเห็นกระบวนการทำงานได้ชัดเจน

ยิ่งขึ้น และยังช่วยให้สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกออกมาวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการทำงาน การติดตามงาน และอื่นๆ เพื่อสร้างกระบวนการทำงานที่ทำให้เกิด Productivity ที่ดีขึ้น

3. การทำงานที่ยืดหยุ่น

แนวคิดการทำงานยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความคล่องแคล่วว่องไว (Agile) เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วภายใต้สภาวะความไม่แน่นอน ซึ่งเกิดจากผลกระทบจากการพัฒนาทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) และจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการทำงานในยุคหลัง COVID ด้วย ซึ่งแกนหลักของ Agile คือให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันและการสื่อสารกันระหว่างผู้ทำงานมากกว่าขั้นตอน วิธีการ หรือเครื่องมือ

ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นกับฝ่ายการตลาด โดยการทำงานแบบ Agile ฝ่ายการตลาดจะให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์มากกว่าการเลือกใช้เครื่องมือ เพื่อตัดสินใจว่า จะออกแคมเปญการตลาดใดออกมา และมุ่งหาสาเหตุว่า ทำไมแคมเปญอื่นถึงใช้ไม่ได้ผล อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงใด ๆ ขึ้นในตลาด อย่างเช่นเหตุการณ์โควิด ฝ่ายการตลาดจะต้องสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นได้แทนที่จะคงทำตามแผนเดิม

โดยวิธีการทำงานที่ยืดหยุ่นหลายองค์กรเริ่มนำมาปรับใช้กันอย่างจริงจังมากขึ้น และ LARK สามารถเข้าไปช่วยให้การทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ด้วยชุดโปรแกรมดิจิทัลที่รองรับการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ เช่น การจัดประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ที่สามารถทำได้ง่ายดาย เริ่มจากการจัดตารางการประชุมผ่าน Calendar หรือจะเรียกประชุมทาง Messenger อีกทั้งยังสามารถแชร์เนื้อหาการประชุมผ่าน Magic Share เพื่อทุกคนสามารถเปิดใช้งานร่วมกัน หรือแก้ไขได้ทันที ซึ่งใช้ได้กับทั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอโทรศัพท์มือถือ และด้วยวิธีการนี้จะช่วยให้การสื่อสารของทีมงานใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่ว่าทีมงานแต่ละคนจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

LARK เครื่องมือดิจิทัลสำหรับการทำงานแนวใหม่

ทั้ง 3 วิธีการทำงานแนวใหม่นี้ องค์กรธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที จะเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือนำไปใช้ร่วมกันก็สามารถทำได้ อาจเริ่มที่กฎของพาร์คินสันก่อน แนะนำว่า ควรแยกแยะปัญหาความล่าช้าออกมาจัดการก่อน หากสามารถเห็นปัญหาได้ชัดเจนก็จะทำให้การแก้ปัญหาทำได้ง่ายขึ้น ดังนั้น วิธีการที่จะหาได้ว่า ปัญหาอยู่ส่วนใด ให้นำ คัมบัง เข้ามาค้นหาความล่าช้าในกระบวนการทำงาน เมื่อพบแล้วก็นำกฎของพาร์คินสันเข้ามาใช้ทันที และยังสามารถพึ่งพาวิธีการแบบ Agile เข้ามาทำงานร่วมกันได้ด้วย

และไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีการใด LARK ชุดโปรแกรมที่รองรับการทำงานร่วมกันผ่านระบบดิจิทัล จะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทีมงานแม้ต้องทำงานทางไกลก็ตาม

ยกตัวอย่างสำหรับผู้ที่เริ่มต้นวิธี Agile ซึ่งเน้นการสื่อสารและข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ LARK Messenger จะช่วยให้การทำงานคล่องตัวและง่ายขึ้น ด้วยฟีเจอร์การแชท และยังเก็บประวัติการแชทไว้เพื่อผู้ที่เข้ามาใหม่สามารถติดตามข้อมูลย้อนหลังเพื่อทำความเข้าใจได้ด้วย ขณะที่การมี LARK Suite ก็เหมือนกับการมี คัมบัง บอร์ดในรูปแบบดิจิทัลที่ทันสมัย ช่วยให้การประชุมทางไกลเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ โดยแสดงข้อมูลภาพป้องกันการสับสน LARK Suite ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ช่วยให้การทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น Calendar จะช่วยให้ทุกคนในทีมงานเกิดความเข้าใจตรงกันเมื่อนำกฎของพาร์คินสันมาใช้ และยังสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลเวลาใหม่ได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถติดตามข่าวสารได้ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานจากที่ไหน และยังใช้ได้กับอุปกรณ์ทั้งคอมพิวเตอร์พกพาและโทรศัพท์มือถือ

ดังนั้นด้วยสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดสิ่งที่คาดเดาไม่ได้อีกมายมาย ช่วงเวลานี้ จึงนับเป็นจังหวะที่ดีสำหรับภาคธุรกิจที่จะต้องปรับตัว เริ่มต้นที่การยอมรับ ปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ มองหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการมีเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสม ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มศักยภาพให้กับองค์กร เป็นองค์กรยุคใหม่ที่พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่จะเข้ามากระทบในอนาคต

สามารถดาวน์โหลด LARK ได้ทั้ง MacOs , Windows , App Store และ Google Play ได้ที่ https://www.larksuite.com/download

ไอเดียเลือกของขวัญปีใหม่สไตล์ ‘กลัฟ คณาวุฒิ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/640228

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 10:40 น.ไอเดียเลือกของขวัญปีใหม่สไตล์ 'กลัฟ คณาวุฒิ'หนุ่มกลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ส่งความสุขให้แฟนๆ ด้วยของขวัญจาก HAY Christmas Market at Norse Republics

เข้าสู่ช่วงเฟสทีฟปลายปีแบบนี้ Norse Republics (นอร์ส รีพับบลิค) ผู้นำเข้าแบรนด์ HAY (เฮย์) โดย คุณวีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอร์ส รีพับบลิค จำกัด เลยคว้าตัวหนุ่มฮอต กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ มาเลือกของขวัญปีใหม่ จาก “HAY Christmas Market at Norse Republics” งานคริสต์มาสมาร์เก็ตที่รวบรวมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านดีไซน์สุดคูลจากประเทศเดนมาร์กไว้มากมายที่โชว์รูมนอร์ส รีพับบลิค สุขุมวิท 49

ปีนี้ HAY มีหลากหลายไอเท็มดีไซน์สวย ทั้งของตกแต่งบ้าน เครื่องเขียน เครื่องครัว โคมไฟ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำเอาหนุ่มกลัฟเลือกไม่ถูก เลยชักชวนสาวช่างเลือกอย่าง พราว-อรณิชา กรินชัย มาช่วยกันเลือกซื้อของขวัญให้ถูกใจคนรับและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรักงานดีไซน์ได้มาเลือกหาเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านดีไซน์สแกนดิเนเวียกันที่ นอร์ส รีพับบลิค สุขุมวิท 49

งานนี้กลัฟ บอกว่า “ถือโอกาสที่ทำงานหนักมาทั้งปี ด้วยการเลือกซื้อของขวัญให้ตัวเอง และไม่ลืมเลือกของขวัญดีไซน์น่ารักๆ ไปฝากคนในครอบครัวด้วยครับ ซึ่งของส่วนใหญ่จากแบรนด์ HAY เป็นของที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ที่ถูกใจทุกคนเลยครับ” 

ส่งท้ายปีฉลองเฟสทีฟซีซั่นไปกับ HAY Christmas Market at Norse Republics ที่รอให้ทุกคนตามมาช้อปปิ้งไอเท็มชิ้นเด็ดตลอดเดือนธันวาคม 2563 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ลด 10% สำหรับของตกแต่งบ้านทุกชิ้นตลอดเดือนธันวาคมนี้ ที่โชว์รูม Norse Republics ซ.สุขุมวิท 49 อีกทั้งยังสามารถช้อปออนไลน์ผ่านทาง Line official @norse_republics โดยคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆ ได้ทาง www.norserepublics.com และ Instagram @norse_republics

ความท้าทายของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/640218

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 08:58 น.ความท้าทายของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะองค์กรคือชีวิต และนี่คือความท้าทายของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

โลกไม่เคยหยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนเดิม ความท้าทายจึงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เมื่อพูดถึงความท้าทายขององค์กร ทุกวันนี้เราเจออะไรบ้าง

เราพบว่า ปัญหาหลักคือ การทำงานของบุคลากรเล่นไม่เป็นทีม ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกันได้การทำงานก็ขาดการมีส่วนร่วม ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ขาดความเข้มแข็ง ขาดเอกภาพ เพราะในโลกโซเชียล บุคลากรต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ มีทัศนคติติดลบ ไม่เล่นเชิงรุก ไม่เปลี่ยน ไม่ปรับตัว อีกทั้ง บุคลากรมีความเป็นตัวตนสูง ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง จึงขาดศรัทธา ขาดความเข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน ขาดอารมณ์ร่วม ไม่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร นอกจากนี้ บุคลากรยังขาดการพัฒนาตนเอง ขาดความกระตือรือร้น ไม่สามารถนำตนเองได้ บางคนพัฒนายาก สอนก็ยาก บอกแล้วก็ไม่ฟัง พูดกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ พูดไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ทุกอย่างต้องคุมอย่างใกล้ชิด บางครั้งทำเองง่ายกว่า เร็วกว่า และแน่นอนด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลากรขาดการคิดเชิงระบบ จึงแก้ปัญหาก็ไม่เป็น โดยเฉพาะปัญหาที่ซับซ้อนและขาดมุมมองเชิงองค์รวม จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่แตกต่างได้

ท่านในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ท่านจะทำอย่างไร อะไรคือรากของปัญหาเหล่านี้ แล้วท่านจะสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนั้น ในขณะนั้น โลกภายในก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ โลกภายในนี้คือตัวตนที่สะท้อนมาจากกรอบความคิดตนเองตัวตนคือชีวิต ชีวิตคือความเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารกันด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเธอมีค่าเช่นกัน” แต่หากใครก็ตามไม่เห็นฉันมีค่า ไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหน ฉันก็ไม่ได้ยิน เรื่องใดๆ ก็ยากไปหมด

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของทุกความสัมพันธ์ และส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืนหากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองแล้ว อาการของปัญหาก็ปรากฏตามที่กล่าวข้างต้น

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆ ในรูปของความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุ เบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นคุณค่าของชีวิตที่ซ่อนอยู่ภายในระหว่างบุคคล หากคุณค่าของความเป็นมนุษย์ได้รับการตอบสนองแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด

คุณสมบัตินี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะผู้นำ เพราะภาวะผู้นำนี้มิได้วัดกันด้วยตำแหน่ง แต่วัดกันที่พฤติกรรมการแสดงออกว่า ได้สะท้อนถึงคุณค่าของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้ว ยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะองค์กรคือชีวิต ด้วยความเข้าใจดังกล่าว รากของปัญหาผู้นำองค์กรจึงมีความลึกซึ้งเกินกว่าเรื่องผิวเผินที่ปรากฏอย่างที่เราเห็นเชิงประจักษ์ในรูปของพฤติกรรม

มีคำกล่าวว่า “เราต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ท่านเข้าใจว่าอย่างไร และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างการนำตนเอง เล่นเชิงรุก พัฒนาแนวคิดเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาเชิงซ้อน มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ รวมทั้งการสร้างทีมงานที่เข้มแข้ง เป็นหนึ่งเดียวบนฐานของศรัทธา สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ เล่นเป็นทีมอย่างมีส่วนร่วม เพื่อนำองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมีความสุขได้อย่างไร และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพราะต่างก็มีชีวิต

Custom Made แหวนให้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เริ่มยังไงดี? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/638477

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 07:32 น.Custom Made แหวนให้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เริ่มยังไงดี?ธรรมดาโลกไม่จำ อยากสั่งทำแหวนเพชรแบบ Custom Made ต้องเริ่มยังไงดี เรามีคำตอบ

คนรุ่นใหม่มีสไตล์เฉพาะตัว สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาคือการสวมเครื่องประดับที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง ยุคนี้จึงเกิดเป็นเทรนด์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ Private Jeweler ซึ่งมาตอบโจทย์คนที่ต้องการทำแหวนเพชรและแหวนแต่งงานแบบ Custom Made ให้มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร หรือคนที่มีเรื่องราวความรักหรือแรงบันดาลใจที่ต้องการบันทึกไว้ในรูปแบบของแหวน

หลายคนมองว่าหากสั่งทำแหวนเพชรจะต้องมีราคาแพง เพราะ personalized มากกว่า แต่ความเป็นจริงราคาไม่ต่างกับแหวนเพชรสำเร็จรูปเลย เพราะการซื้อแหวนเพชรกับร้านตู้หรือร้านเพชรตามห้างที่ทำสำเร็จรูป มักมีต้นทุนดำเนินการสูงทั้งค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงาน ค่าขนส่ง ทำให้แหวนที่ผลิตออกมาเสร็จสมบูรณ์ต้องบวกต้นทุนเหล่านี้ไปด้วย

เมื่อได้รู้ข้อดีของการสั่งทำแหวนเพชรกับ Private Jeweler ที่ได้ทั้งแหวนที่ตรงใจและราคาพอๆ กับแหวนสำเร็จรูป หลายคนเริ่มสนใจอยากสั่งทำบ้าง แต่พอเสิร์จอินเทอร์เน็ตเพื่อหาร้านก็พบว่ามี Private Jeweler มากมาย แล้วแบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าร้านไหนคือตัวจริง

บทความชิ้นนี้ก็เลยจะมาแนะนำว่าหากคุณจะเลือก Private Jeweler สักแห่ง ควรพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง

ใบเซอร์เพชร กรณีที่ซื้อเพชรไซส์ใหญ่ ถ้า Private Jeweler ร้านไหนไม่มีใบเซอร์เพชรการันตีให้ ก็คงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนในแง่ของความน่าเชื่อถือ บางร้านอาจบอกว่ามีใบเซอร์ให้ แต่เป็นเพียงใบเซอร์ที่ทางร้านเป็นผู้ออกเอง ไม่ได้ออกโดยสถาบันชั้นนำอย่างเช่น GIA หรือ HRD ซึ่งใบรับประกันที่ร้านออกเองอาจต้องอาศัยความเชื่อถือกันพอสมควร เพราะบ่อยครั้งพบว่าคุณภาพเพชรจะคลาดเคลื่อนจากรายละเอียดที่ระบุไว้ เพราะฉะนั้น หากใครกำลังวางแผนลงทุนซื้อเพชรไซส์ใหญ่กว่า 18 ตัง (0.18 กะรัต) ก็ควรเลือกเพชรที่มีใบเซอร์สำหรับเก็บไว้เป็นหลักฐานในอนาคต

รีวิวจากลูกค้าที่เคยซื้อ นอกจากจะมีใบเซอร์ที่การันตีว่าเพชรที่คุณจะได้รับมีคุณภาพแล้ว ฝีมือช่างรวมไปถึงบริการอื่น ๆ ก็ควรประทับใจด้วย ทำให้การสั่งทำแหวนเพชรราบรื่นและได้รับแหวนเพชรที่ตรงตามที่ต้องการ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเชื่อได้เพียงแค่คำโฆษณาของร้าน แต่คำบอกเล่าปากต่อปากจากลูกค้ารายก่อน ๆ จะทำให้คุณทราบประวัติและชื่อเสียงของร้าน ลองเสิร์จหารีวิวเกี่ยวกับ Private Jeweler ที่คุณสนใจทั้งจากสื่อโซเชียลมีเดียหรือเว็บบอร์ด ถ้าเสิร์จแล้วไม่เคยมีการรีวิวพูดถึงเลยก็ให้ผ่านไปก่อนดีกว่า เพราะนั่นอาจหมายความว่าร้านนั้นยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ หรือมีการปกปิดรีวิวไว้

โฟกัสที่ประสบการณ์มากกว่าป้ายลดราคา บ่อยครั้งที่พบว่าเพชรบางแห่งราคาถูกจนชวนให้สงสัยว่าคุณภาพสินค้าอาจจะไม่ได้มาตรฐานหรือเปล่า จึงดีกว่าที่จะมองหา Private Jeweler ที่เป็นที่รู้จักและมีประสบการณ์จริง ๆ โดยพยายามมองหาลักษณะความเป็นมืออาชีพจากร้านนั้น ๆ ซึ่งคุณควรเตรียมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการดูเพชรแท้และการสั่งทำแหวนเพชรในเบื้องต้นไว้ก่อน ลองเข้าไปพูดคุยกับ Private Jeweler รวมถึงถามคำถามเกี่ยวกับการสั่งทำ คุณก็พอจะทราบได้ว่าร้านนั้นมีความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน

เช็คราคากลาง ปกติแล้ววัสดุในการสั่งทำแหวนเพชรมักจะมีราคากลางกำกับไว้ทั้งราคาเพชรและราคาวัสดุเรือนแหวน ซึ่งราคาเพชรที่ขายในร้านมักมีราคาสูงกว่าราคากลางเล็กน้อย หากเป็นร้านเพชรระดับ Hi-End ก็อาจมีราคาแหวนเพชรสูงกว่าร้านทั่วไปค่อนข้างมาก การเช็คราคากลางจะทำให้คุณเทียบราคาในการสั่งทำแหวนได้ว่าร้านนั้นกำหนดราคาสมเหตุสมผลหรือไม่ หากร้านเพชรนั้นเป็นร้านทั่วไป แต่กลับมีราคาแหวนเพชรสูงก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณจะได้แหวนเพชรที่มีคุณภาพไม่สมราคา หากร้านนั้นรับทำแหวนเพชรในราคาที่ถูกกว่าราคากลาง ก็ให้ตั้งข้อสงสัยว่าคุณภาพแหวนเพชรที่จะได้รับอาจจะต่ำ หรือมีข้อบกพร่องซ่อนอยู่ ร้านอาจใช้วัสดุโลหะชุบทองหรือทองคำขาว แทนการใช้ทองหรือทองคำขาวของแท้จริง ๆ หรือที่พบได้บ่อยคือการใช้เพชร CVD (เพชรสังเคราะห์) แทน

ถามหา After Sales Service เพราะการสั่งทำแหวนเพชรคือการสั่งทำสมบัติล้ำค่าที่จะอยู่ติดตัวคุณหรือคนที่คุณรักไปตลอดชีวิต ถ้า Private Jeweler มีบริการหลังการขายครบครัน จะช่วยให้คุณดูแลรักษาแหวนเพชรวงนั้น ๆ ไปได้อีกนานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินควร คุณควรสอบถามถึงบริการหลังการขายกับร้านก่อนว่าครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น บริการล้างทำความสะอาด บริการปรับไซส์แหวน บริการขัดเคลือบหรือซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ

ได้ทราบกันทริคในการเลือก Private Jeweler ไปแล้ว ใครยังหาร้านที่ถูกใจไม่ได้ก็ค่อย ๆ ศึกษากันไป อย่าลืมว่าคุณกำลังทำแหวนเพชรแท้ที่งามประหนึ่งงานศิลป์ชิ้นเดียวบนโลก อย่ารีบร้อนทำแหวนโดยมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ แม้ปัจจัยที่กล่าวไปอาจทำให้คุณใช้เวลามากขึ้นในการหา Private Jeweler ฝีมือดี แต่ถ้าหา Private Jeweler ที่ใช่เจอ ก็จะทำให้แหวนเพชรในฝันของคุณเป็นจริง หวังว่าคุณคงจะได้พบกับร้านถูกใจเร็วๆ นี้

ขอบคุณสาระน่ารู้จากร้านเพชร “อโบฟไดมอนด์” ค้นหาบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับแหวนเพชรและแหวนแต่งงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.abovediamond.com

ไอเดียเลือกของขวัญสไตล์ไทยพื้นบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/640022

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 11:12 น. ไอเดียเลือกของขวัญสไตล์ไทยพื้นบ้านกรีน ลาเท็กซ์ ร่วมสนับสนุนสินค้าไทยและสืบสานวัฒนธรรมไทย ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ชวนมอบชุดของขวัญเพื่อสุขภาพแด่คนที่คุณรักและห่วงใย กับชุดของขวัญผลิตภัณฑ์ยางพาราธรรมชาติปลอกผ้าขาวม้าพื้นบ้าน

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กรีน ลาเท็กซ์ (Green Latex) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่นอน และหมอนยางพาราธรรมชาติเพื่อสุขภาพคุณภาพสูง มาตรฐานส่งออก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชวนส่งมอบความสุขให้กับตัวคุณเอง และคนพิเศษที่คุณรักและห่วงใยด้วย “ชุดของขวัญผลิตภัณฑ์จากยางพาราธรรมชาติ ปลอกผ้าขาวม้าพื้นบ้าน” โดดเด่นสวยงามด้วยลายทางผ้าขาวม้าสไตล์ไทยพื้นบ้าน ผ้าทุกผืนผ่านการตรวจสอบโดยละเอียดและทอมือผืนต่อผืน จากกลุ่มทอผ้ามัดหมี่บ้านด่านเหนือแพรฝ้าย จังหวัดกาฬสินธุ์ และตะกร้าจักสานจาก จากกลุ่มเครื่องจักสาน อุบลราชธานี เพื่อให้คนไทยและต่างชาติได้รู้จักผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นของไทยและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเน้นเอาใจกลุ่มผู้รักสุขภาพ ทุกช่วงวัย และทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยผลิตภัณฑ์ยางพาราธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูง รองรับสรีระร่างกาย คลายอาการปวดเมื่อย เพื่อการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5 รูปแบบสไตล์ไทยพื้นบ้าน เลือกให้เหมาะสำหรับผู้รับ

1.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เหมาะกับผู้รักสุขภาพทุกเพศทุกวัย ประกอบไปด้วยหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ หมอนผ้าห่มยางพารา ผ้าปิดตายางพารา ที่จะช่วยให้นอนหลับได้สนิท สบายเต็มตื่น พร้อมกันนี้ยังมีรองเท้าพื้นยางพาราสำหรับใส่ในบ้าน สามารถช่วยรองรับอุ้งเท้า และดูดซับแรงกระแทกระหว่างข้อต่อได้เป็นอย่างดี

2.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อผู้ชอบการเดินทาง ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบการเดินทาง ผู้ที่ต้องขับรถนานๆ ภายในชุดนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยรองรับหลัง ไหล่ และคอ ในขณะขับรถ หรือเดินทาง ประกอบด้วย หมอนผ้าห่มยางพารา หมอนยางปั่นผสมใย หมอนรองคอพนักพิง หมอนล็อคคอ เบาะรองนั่ง เบาะพิงหลังรองเท้ายางพารา ผ้าปิดตายางพารา และหมอนรองมือ

3.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อวัยทำงาน ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เหมาะอย่างยิ่งกับคนวัยทำงาน ที่ต้องนั่งทำงานในท่าทางเดิมเป็นเวลานาน จำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์จัดท่าทางให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ สำหรับชุดนี้จะประกอบไปด้วย เบาะพิงหลัง เบาะรองนั่ง หมอนรองมือที่จะช่วยซัพพอร์ตข้อมือได้เป็นอย่างดีในขณะในขณะใช้เมาส์หรือคอมพิวเตอร์ นอกจากการดูแลรักษาสุขภาพในขณะทำงานแล้ว ประสิทธิภาพการนอนของคนวัยทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งหมอนยางพารา และหมอนผ้าห่มยางพารา จะช่วยทำให้หลับสนิท สบายเต็มตื่นมากขึ้นด้วย

4.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อญาติผู้ใหญ่ที่คุณห่วงใย เป็นชุดผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อผู้สูงอายุ คัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ซัพพอร์ตร่างกายและสุขภาพผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ประกอบด้วย ชุดปิกนิกพับยางพาราพร้อมหมอนอิงสามเหลี่ยมไส้ยางพาราปั่น เบาะรองนั่ง หมอนรองเข่า หมอนรองมือ และผ้าปิดตายางพารา

5.ชุดผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุดนี้เหมาะสำหรับคุณแม่ และน้องๆทุกเพศทุกวัย จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ หรือในโอกาสพิเศษอื่นๆ ก็เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ประกอบไปด้วย หมอนยางพารา หมอนผ้าห่มยางพารา หมอนตุ๊กตา หมอนหนุนสำหรับเด็ก หมอนไส้กรอกหัวตุ๊กตา และหมอนรองมือ

ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อสืบสานภูมิปัญญา และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน มอบสิ่งดีๆ เป็นของขวัญปีใหม่เพื่อสุขภาพของตนเอง และคนพิเศษที่คุณรัก และห่วงใย ด้วยชุดของขวัญผลิตภัณฑ์สุขภาพจาก กรีน ลาเท็กซ์ (Green Latex) ช้อปง่ายๆ ในทุกช่องทางการจำหน่าย สามารถดูรายละเอียดชุดของขวัญ คลิ๊ก : https://1th.me/YiyYt หรือสอบถามข้อมูล และดูสินค้าโปรโมชั่นอื่นๆ เพิ่มเติมที่ https://m.facebook.com/greenlatex และ Website : https://www.greenlatex.com

TIMEX X PEANUTS คอลเลคชั่นใหม่น่ารักน่าสะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/639860

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 08:50 น.TIMEX X PEANUTS คอลเลคชั่นใหม่น่ารักน่าสะสมTIMEX จับมือ PEANUTS เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 70 ปี PEANUTS ตัวการ์ตูนอันเป็นที่รักของเราทุกคน!

ตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมาตัวการ์ตูนอันเป็นที่รักของ CHARLES SCHULZ ได้ถือกำเนิดขึ้นในหน้าหนังสื อพิมพ์ทั่วประเทศจนกลายมาเป็นการ์ตูนซีรี่ย์สุดโด่งดังที่ทุกคนต้องหลงรัก และเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่แก๊ง PEANUTS ได้ร่วมงานกับ TIMEX มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนปีนี้ก็เช่นกัน คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะร่วมเดินทางย้อนไปสู่ความทรงจำของแก๊ง PEANUTS ไปด้วยกันกับเรา

สำหรับปี 2020 นี้ TIMEX X PEANUTS ร่วมออกคอลเลคชั่นสุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของแก๊ง PEANUTS ที่เราชื่นชอบ ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่โดดเด่นที่สุดของเราอย่างรุ่น MARLIN AUTOMATIC, WELTON และรุ่นสุดพิเศษที่เราจัดทำขึ้นมาใหม่อย่าง TIMEX X PEANUTS ที่ใส่ความเป็นแก๊งสนูปปี้และผองเพื่อนไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

สำหรับคอลเลคชั่น TIMEX X PEANUTS นี้นาฬิกาแต่ละเรือนจะมาพร้อมตัวคาแรคเตอร์ของแก๊งค์ PEANUTS บนหน้าปัดอย่างโดดเด่น เพื่อให้คุณรู้สึกสนุกไปกับทุกช่วงเวลาที่มีเจ้าสนูปปี้คอยบอกเวลาอยู่ที่ข้อมือของคุณ ถ้าคุณรู้ว่าเป็นแฟนตัวจริงของแก๊งค์สนูปปี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพลาดคอลเลคชั่นนี้แล้วล่ะ!

MARLIN AUTOMATIC นาฬิกา TIMEX รุ่น MARLIN® AUTOMATIC อันเป็นสัญลักษณ์ของเราในปี 1960 ได้รับการออกแบบใหม่ที่สวยงาม มีลักษณะที่เพรียวบางใส่ง่าย พร้อมโดดเด่นและสนุกสนานด้วยตัวละครสนูปปี้ที่แสดงบนหน้าปัด พิเศษมีข้อความครบรอบ 70 ปีสลักที่ตัวเรือนด้านหลัง ตัวเรือนขนาด : 40 มม./ ตัวเรือนหนา : 13 มม. / สายหนังกว้าง 20 มม.

WELTON TIMEX X PEANUTS อีกหนึ่งรุ่นฮิตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นสไตล์วินเทจ มาพร้อมหน้าปัดรูปสนูปปี้และสายหนังสีน้ำตาล ตัวเรือนขนาด : 40 มม./ ตัวเรือนหนา : 12 มม. / สายกว้าง 20 มม. 

TIMEX X PEANUTS TIMEX ได้ร่วมมือกับแก๊ง PEANUTS เพื่อใส่ตัวละครที่คุณชื่นชอบไว้บนข้อมือของคุณ รุ่นนี้โดดเด่นด้วย

แขนของเจ้าสนูปปี้ที่ขยับตามเข็มนาฬิกา มาพร้อมสายหนังเย็บสองชิ้นสีดำ, สีน้ำตาล และแบบสายผ้าพิมพ์ลายสีเหลืองสำหรับคนที่ชอบแนวสตรีทที่แอบปนความน่ารักได้อย่างลงตัว ตัวเรือนขนาด : 38 มม./ ตัวเรือนหนา : 9 มม. / สายกว้าง 20 มม. 

สามารถช้อปนาฬิกา TIMEX X PEANUTS ได้แล้ววันนี้ที่ Shopee คลิกเลย TIMEXxSNOOPY

ใครเห็นฉันมีค่า เธอก็มีค่าเช่นกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/639729

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 08:30 น.ใครเห็นฉันมีค่า เธอก็มีค่าเช่นกันโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ประเด็นเรื่องศรัทธามีผลต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างยิ่ง เมื่อพูดถึงประเด็นความท้าทายด้านศรัทธา อาการที่พบบ่อยมักเป็นอย่างนี้ บุคคลมีทัศนคติติดลบ เพราะต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ ใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง นำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน หวาดระแวง ไม่ยอมรับกัน บุคคลจึงขาดความเชื่อมั่นต่อกัน ขัดแย้งกัน การทำงานจึงขาดการมีส่วนร่วม เล่นไม่เป็นทีม ไม่ไปในแนวเดียวกัน ไม่สอดคล้องกัน เมื่อทีมงานขาดความเป็นเอกภาพ องค์กรก็ขาดความเป็นปึกแผ่น เมื่อไม่เป็นเนื้อเดียวกัน องค์กรย่อมขาดความเข้มแข็ง เมื่อขาดความเข้มแข็ง ย่อมไม่มั่นคง เมื่อขาดความมั่นคง ก็ยากที่องค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา ทำไมคน 2 คน ถึงไปด้วยกันไม่ได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ในทุกการแสดงออกนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม ย่อมมาจากกรอบความคิดของตนเอง และกรอบความคิดดังกล่าวย่อมแสดงความเป็นตัวตนของตนเองเช่นกัน ตามที่ เรอเน เดการ์ต (René Descartes, 1596-1650) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ได้พูดประโยคสำคัญเอาไว้ว่า “I think, therefore I am” แปลว่า “ในขณะที่ฉันคิด ตัวตนฉันจึงมีอยู่” นั่นคือ ในทุกการแสดงออก มันบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ และการแสดงออกดังกล่าวมาจากกรอบความคิด นั่นหมายความว่า กรอบความคิดสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของผู้พูดนั่นเอง

แล้วความเป็นตัวตนต้องการอะไร

ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche : 1844 – 1990) นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ได้เสนอแนวคิดต่อจาก เรอเน เดการ์ต ว่า ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น พฤติกรรมหรือการแสดงออกใดๆ มาจากกรอบความคิด กรอบความคิดกำหนดตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย

นั่นคือ ในทุกความสัมพันธ์ บุคคลต้องการคุณค่าและความหมาย และในเมื่อบุคคลมีความต่างกัน การเห็นคุณค่าในความต่างนี่เองจึงเป็นรากฐานสำคัญของศรัทธา

ดังนั้น ในขณะที่บุคคลกำลังมีปฏิสัมพันธ์กันนั้น ในขณะนั้น โลกภายในของทั้งสองฝ่ายคือตัวตน ก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่เช่นกัน และโดยธรรมชาติ ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย แต่ที่เป็นปัญหาไม่ไว้ใจกัน ก็เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน แต่กลับต้องการให้อีกฝ่ายเห็นคุณค่าและความสำคัญของตนเอง นั่นคือ จะเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง

ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างเอาตนเองเป็นศูนย์กลางนั้น ใจก็จะไม่เปิดรับฟังอีกฝ่าย เมื่อใจเธอไม่เปิดรับฟังฉัน นั่นคือ เธอเห็นฉันไม่มีค่า และ“ใครก็ตามที่ไม่เห็นฉันมีค่า เธอก็ไม่มีค่าเช่นกัน” เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ศรัทธาก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อขาดศรัทธา ไม่ไว้ใจกัน ก็ขาดการมีส่วนรวม การทำงานก็ไม่เป็นทีม ไม่เป็นหนึ่งเดียว องค์กร หรือสังคมใดก็ตามที่ไม่เป็นหนึ่งเดียว ความยั่งยืนก็ไม่ต้องพูดถึง

ปัญหาความไม่เข้าใจกันในองค์กรนำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสและทรัพยากรมากมาย ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาด้านศรัทธาระหว่างกัน อะไรทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน แล้วท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ในการสร้างทีมงานบนฐานของศรัทธา เพื่อพลิกสถานการณ์เชิงลบให้กลับมาเล่นเชิงบวก เพื่อขับศักยภาพภายในของทีมงานให้ออกมาเสริมกันอย่างมีพลังร่วม สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อย่างเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวได้อย่างไร

ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล

ศรัทธาสร้างองค์กรให้ยั่งยืนได้อย่างไร ศรัทธาก็สร้างครอบครัวให้สงบสุขได้เช่นเดียวกัน เพราะต่างก็เป็นมนุษย์ที่ต้องการคุณค่าความหมาย ดังนั้น ใครเห็นฉันมีค่า เธอก็มีค่าเช่นกัน

มุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ และตัวแทนความงาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/639724

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 08:10 น.มุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ และตัวแทนความงามเจอร์เกนส์ ชวนผู้หญิงทุกคนเผยคุณค่าแห่งความงามที่เปล่งประกาย ในแคมเปญ “JERGENS Let your beautiful shine.” ผ่านมุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตัวแทนความงามที่แข็งแกร่งภายใต้ภาพลักษณ์อันงดงาม

เพราะ “ผู้หญิง” กับ “ความงาม” เป็นของคู่กัน ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเชื่อของแต่ละคนว่าจะให้นิยามหรือคุณค่าความสวยแบบไหน เจอร์เกนส์ แบรนด์สกินแคร์ขวัญใจผู้หญิงทั่วโลก ชวนผู้หญิงทุกคนเผยคุณค่าแห่งความงามที่เปล่งประกาย ในแคมเปญ “JERGENS Let your beautiful shine.” ผ่านมุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตัวแทนความงามที่แข็งแกร่งภายใต้ภาพลักษณ์อันงดงาม

ธนา ฤทธิราชคัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มามี่ จำกัด ผู้แทนจําหน่ายผลิตภัณฑ์เจอร์เกนส์® มอยส์เจอไรเซอร์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เผยสโลแกนใหม่ล่าสุด “JERGENS® Let your beautiful shine.” ซึ่งเป็นสโลแกนและแคมเปญที่เจอร์เกนส์ใช้ทั่วโลก โดยเจอร์เกนส์อยากให้ผู้หญิงทุกคนตระหนักถึงคุณค่าความงามใหม่ที่เปล่งประกาย ซึ่งซ่อนอยู่ในตัวของทุกคน เพื่อส่งเสริมพลังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงต่อไป”

สำหรับแคมเปญ “JERGENS® Let your beautiful shine.” ในประเทศไทย ทางแบรนด์ได้รับเกียรติจาก 3 ตัวแทนผู้หญิงเก่งรุ่นใหม่ 3 สไตล์ ได้แก่ “แพร” วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, “แพร์” พิมพิศา จิราธิวัฒน์ และ “แคท” ซอนญ่า สิงหะ ที่นอกจากโดดเด่นเรื่องความสวยมีออร่าแล้ว พวกเธอยังเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนจากภายในที่แฝงความแข็งแกร่ง มุ่งมั่น และยืนหยัดลงมือทำในสิ่งที่พวกเธอฝันและตั้งใจจนสำเร็จ กลายเป็นไอดอล หรือ แบบอย่างของผู้หญิงยุคใหม่ ที่อยู่ในใจของผู้หญิงมากมาย โดยครั้งนี้พวกเธอมาร่วมเผยความงามที่เปล่งประกายจากมุมมองความคิด และแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

เริ่มต้นที่ตัวแทนของผู้หญิงแกร่ง เปี่ยมด้วยความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง “แพร” วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์มากความสามารถ ผู้ก่อตั้งและปลุกปั้น VATANIKA แบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ที่โดดเด่นด้วยสไตล์ความเรียบหรู ดูดี แอบเซ็กซี่ ที่นอกจากครองใจเหล่าดารา เซเลบริตี้ในเมืองไทยแล้ว ยังเป็นแบรนด์ไทยที่ไปเฉิดฉายบนเวทีโลกและได้รับการยอมรับในระดับฮอลลีวู้ดอีกด้วย กว่าจะมาถึงจุดนี้ของแบรนด์VATANIKA แรงขับเคลื่อนสำคัญล้วนเกิดจากการได้ทำในสิ่งที่รัก ลงมือทำอย่างจริงจัง และกำลังใจจากคนรอบข้าง ที่รัก ที่สำคัญยังเกิดจากการเรียนรู้และไม่ได้ติดกับดักความสำเร็จ

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เป็นประสบการณ์แบบวันต่อวัน ที่ทำให้เรานำมาพัฒนาแบรนด์ ส่วนตัวเวลาเกิดไอเดียใหม่ ๆ เราก็อยากทำให้มันเกิดขึ้นจริง และไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะถ้าคิดว่าสำเร็จ เราจะหยุดที่จะค้นหา ทั้งที่ชีวิตมีอะไรให้น่าค้นหา ได้พัฒนาตัวเอง ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

แม้หลายคนจะมองภาพลักษณ์ “แพร” วทานิกา เป็นสาวเซ็กซี่ แต่เจ้าตัวกลับมองประเด็นนี้ในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก โดยเธอบอกว่าแท้จริงตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมา มั่นใจกับความคิดของตัวเอง และให้ความสำคัญกับกาลเทศะและยกย่องมารยาทตามแบบวัฒนธรรมไทย พร้อมกับเผยคุณค่าความงามที่เปล่งประกายของผู้หญิงยุคใหม่ว่า ผู้หญิงเราจะสวยที่สุด อยู่ที่สมอง ไม่ได้อยู่ที่หน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก

“แพรชอบผู้หญิงที่มีสมอง ฉลาด กล้าตามความฝันและทำให้เกิดขึ้นจริง มั่นใจในตัวเอง และจะสวยมากไปกว่าเดิม ถ้ารู้จักกาลเทศะ มารยาท วัฒนธรรม รู้จักปรับตัวได้ทั้งสองแบบ คือ เวลาเปรี้ยวต้องเปรี้ยวให้เป็น เวลาเป็นการเป็นงานก็วางตัวให้เรียบร้อยเหมาะสม”

ต้นแบบของผู้หญิงที่เปล่งประกายในมุมมองของ “แพร” วทานิกา เธอยกย่องคนใกล้ตัวอย่างคุณยายและคุณย่า โดยให้เหตุผลว่า ผู้หญิงยุคนั้นเป็นคนใส่ใจกับรายละเอียดในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งทำให้เธอซึมซับนิสัยเหล่านี้มาใช้ในชีวิต แต่ถ้าให้นิยามความเปล่งประกายแบบผู้หญิงยุคใหม่ เธอบอกว่า “ต้องเริ่มต้นจากการคิดดีก่อน แค่นี้ก็พอแล้ว”

ทั้งนี้ เบื้องหลังการดูแลตัวเองให้เปล่งประกายในสไตล์ “แพร” วทานิกา เริ่มต้นจากการดูแลตัวเองและใส่ใจกับการดูแลผิว โดยเธอเผยว่าเป็นคนผิวแห้งมาก ยิ่งตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ สภาพอากาศฤดูหนาวของที่นั่น ถึงกับทำให้ผิวลอกเลย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้จักและลองใช้ Jergens® Ultra Healing Extra Dry Skin Moisturiser มาตั้งแต่นั้น เพราะเป็นสูตรที่เด่นเรื่องการฟื้นบำรุงล้ำลึก เหมาะสำหรับผิวแห้งมากและผิวบริเวณแห้งกร้านเป็นพิเศษ ช่วยให้ผิวดูสว่างใสเปล่งประกาย ดูสุขภาพดี “เจอร์เกนส์ เป็นแบรนด์ที่รู้จักมานาน ช่วงฤดูหนาวที่นั่น คือ ทาแทบทุกวัน แต่สำหรับสภาพอากาศที่นี่ (เมืองไทย) สำหรับเจอร์เกนส์ต่อให้ใช้วันเว้นวัน ผิวก็ยังชุ่มชื่นอยู่ และนอกเหนือจากการดื่มน้ำมาก ๆ ทาครีมสม่ำเสมอแล้ว แพรว่าการดูแลต้องมาจากข้างใน อย่างตอนนี้แพรกำลังสนุกกับการเรียนเคนโด้ เรียกว่าได้เหงื่อแล้ว ยังฝึกสมาธิและทักษะควบคุมร่างกายด้วย พอเราได้ออกกำลังร่างกายจะรู้สึก energy ดีขึ้น รู้สึกตื่นตัวอยากทำงาน”

ถัดมาเป็นตัวแทนของหญิงสาวผู้มีแพชชั่น (passion) ไม่หยุดนิ่ง กับบทบาทหลากหลาย ทั้งการสานต่อธุรกิจครอบครัวและริเริ่มธุรกิจของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ด้วยฝีมือของตัวเอง “แพร์” พิมพิศา จิราธิวัฒน์ ทายาทตระกูลดังที่กำลังไฟแรงในตำแหน่ง Design and Technical Services Director ของ Centara Hotels & Resorts ไม่เพียงธุรกิจครอบครัวที่ต้องดูแลทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมากกว่า 5-6 โปรเจ็คต์เท่านั้น แพร์ยังสนุกและมีความสุขกับการบุกเบิก GIRLSNATION แบรนด์ชุดออกกำลังกายที่มาจากเงินเก็บอันเป็นน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

ย้อนกลับไปหลายคนอาจลืมแล้วว่า “แพร์” พิมพิศา เริ่มต้นหาเงินด้วยตัวเองมาตั้งแต่อายุ 14 ผ่านการทำงานต่าง ๆ มาหลากหลาย ทั้งถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา พิธีกร ศิลปินนักร้อง จนถึงปั้นแบรนด์เครื่องสำอาง ทั้งหมดเกิดจากนิสัยเป็นคนแอคทีฟ มีเป้าหมายชัดเจน และมีแพชชั่นในการทำงานอยู่ตลอดเวลา

“แพร์มองว่าการที่เรารู้ตัวเอง ช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ง่ายและชัดเจนขึ้น ซึ่งแพร์ตั้งใจว่า ไม่ทิ้งงานของธุรกิจครอบครัว แต่อยากมีธุรกิจที่เราสร้างขึ้นมาเอง เพราะแพร์ชอบงานที่เริ่มต้นจากศูนย์ รู้สึกว่าท้าทาย การทำธุรกิจของตัวเอง คือ ทุกอย่างเราต้องเริ่มต้นเอง แต่ไม่ว่าจะทำอะไร แพร์ต้องรักมันก่อน ตั้งเป้าหมาย ตั้ง KPI เอาไว้ ซึ่งแพร์เป็นคนรู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าเราอยากทำอะไร เป็นอะไร”

ในฐานะที่มีภาพลักษณ์ความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ เมื่อถามถึงคุณค่าความงามที่เปล่งประกายในสายตาของ “แพร์” พิมพิศา เธอเผยว่า ผู้หญิงสวย ต้องมีเสน่ห์ มีคาแร็กเตอร์ ไม่จำเป็นต้องสวยพิมพ์นิยม แต่รู้จักตัวเอง มีความมั่นใจ เช่นเดียวกันเมื่อหันกลับมาที่ตัวเอง เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนสวย แต่มีความสุขและมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร “สมัยนี้ใครๆ ก็สวยได้ แต่สิ่งที่ทำให้โดดเด่นแตกต่าง คือ ความมั่นใจ ความยูนีค (unique) ที่ต้องออกมาจากข้างใน ถึงรู้สึกได้ บางคนดูผ่านๆ อาจดูเฉยๆ แต่พอเขามีแพชชั่นที่แรงกล้า สิ่งที่แสดงออกมาผ่านบุคลิกท่าทาง จะดูมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร”

ด้วยบุคลิกเป็นคน Work Hard, Play Hard นอกจากเต็มที่กับงานแล้ว “แพร์” พิมพิศา ยังแบ่งเวลาให้กับการดูแลสุขภาพและความงามด้วย โดยเฉพาะผิวพรรณ ซึ่งเธอยกเครดิตให้คุณแม่ของเธอ ที่ปลูกฝังนิสัยทาครีมมาตั้งแต่เล็ก

“คุณแม่ทาครีมให้แพร์ตั้งแต่เป็นเบบี้เลย ทำให้เราติดเป็นนิสัย ถ้าไม่ทาครีมจะนอนไม่หลับ เพราะชอบให้ผิวมีความชุ่มชื้น ยิ่งพอเราโตขึ้น ไหนไปดูงานต่างหวัด ออกไซต์งาน ยิ่งต้องดูแลมากขึ้น ซึ่งแพร์ถือคติว่าถ้าเราดูแลตั้งแต่อายุน้อยจะง่ายกว่า ดีกว่ามาแก้ตอนเริ่มมีอายุ ทุกวันนี้อย่างน้อยต้องมีทำทรีตเมนต์สักครั้งในหนึ่งสัปดาห์ แต่หลัก ๆ แพร์ให้ความสำคัญกับอาหารการกิน ถ้าอยู่บ้านจะกินคลีนไปเลย และเน้นดื่มน้ำมาก ๆ”

เพราะใส่ใจการดูแลผิวมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกใจที่พิมพิศารู้จักแบรนด์ เจอร์เกนส์และเคยใช้มาแล้วเกือบทุกสูตร จนเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ก็ว่าได้ รวมถึง Jergens Daily Moisture Dry Skin Moisturiser สูตรที่เน้นให้ผิวชุ่มชื้น เรียบเนียน ปกป้องผิวจากความแห้งกร้านทันที เผยผิวดูสว่างใสเปล่งประกาย

“แพร์เป็นคนไม่ชอบครีมที่มีกลิ่นน้ำหอมจัด ๆ ซึ่งสูตรนี้กลิ่นค่อนข้างละมุนและชอบผิวสัมผัสของเนื้อครีม ที่สำคัญให้ความชุ่มชื้นโดยไม่ต้องทาซ้ำ ตอบโจทย์วันไหนเรารีบหรือยุ่ง ถึงไม่ได้ทาซ้ำระหว่างวันก็ไม่ได้รู้สึกว่าผิวแห้ง”

ปิดท้ายที่ตัวแทนสาวมั่น รักความท้าทาย และหลงใหลในการแสดง “แคท” ซอนญ่า สิงหะ อดีตนักร้องที่ผันตัวมาเป็นนางเอกสาว เซเลบอินฟลูเอ็นเซอร์ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Jetset Brand แต่ระยะหลังจะคุ้นตาในผลงานอื่น ๆ ของสาวยิ้มใจละลายคนนี้ ในบทบาทพิธีกรผ่านช่องทางต่าง ๆ

“ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่แคททำได้ คือ การทำให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าในทางบวกขึ้นทุกวัน และระหว่างทางต้องมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ยิ่งถ้าเราคิดบวก เชื่อมั่น โหยหาในโอกาสเสมอ แคทเชื่อว่าโอกาสนั้นจะวิ่งเข้าหา และถ้าเราไขว่คว้าได้ ทำอย่างเต็มที่ แคทก็เชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตมีมากกว่าที่เราคิด” “แคท” ซอนญ่า เผยถึงแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตก้าวมาถึงจุดนี้

นอกจากผลงานบันเทิงแล้ว เธอยังเป็นนักแสดงที่ถูกจับตามองถึงลุคและภาพลักษณ์สดใสผ่านโลกโซเชียล อีกทั้งได้รับการยอมรับในสไตล์และความพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์ นั่นทำให้เธอได้รับการทาบทามขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอยู่บ่อยครั้ง เธอเป็นเสมือนกูรูความงามที่น่าจับตามอง เมื่อถามถึงคุณค่าความงามที่เปล่งประกายแบบผู้หญิงยุคใหม่ในมุมมองของเธอว่าควรเป็นอย่างไร “แคท” ซอนญ่า ตอบคำถามนี้อย่างมั่นใจแทบจะทันทีว่า

“รักในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง ทุกวันนี้ทุกคนสามารถสวยได้ แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่อินเนอร์ภายใน ถ้าเรามั่นใจในตัวเอง เราชอบตัวเอง จะใส่อะไรก็สวย เพราะมันคือเรา เมื่อก่อนแคทเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่าเราเหมาะกับแบบนั้นมากกว่าแบบนี้ แต่เมื่อเราพึงพอใจกับตัวเองจริง ๆ จะใส่อะไรก็ได้ เพราะนั่นก็แค่สิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิต ความมั่นใจบวกกับพลังบวก เมื่อมาเจอกับสไตล์ที่ใช่ แต่งในแบบที่เรามั่นใจ นั่นคือ ความงามที่แท้จริง”

แน่นอนว่าอาชีพนักแสดง ย่อมต้องดูแลตัวเองมากกว่าคนอื่น โดยเธอเผยเคล็ดลับการดูแลผิวของตัวเองว่า นอกเหนือจากการดูแลทั่ว ๆ ไป กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ แล้ว ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ ‘ใช่’ และผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของตัวเอง

“ถ้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีเหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เยอะ ไม่ต้องหลายขั้นตอน เลือกแค่ตัวสำคัญ ๆ ก็พอแล้ว อย่างเจอร์เกนส์เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เป็นหนึ่งอยู่แล้ว และเป็นแบรนด์ที่มี มานาน มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว ส่วนตัวแคทใช้แบรนด์นี้มาตั้งแต่เด็ก ใช้มาตั้งแต่คุณแม่ของแคทและส่งต่อมาถึงเรา ความที่ชื่นชอบกลิ่นหอมสดชื่นและผิวสัมผัสของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Cucumber และ Aloe Vera สูตร Jergens® Soothing Aloe Refreshing Moisturiser จึงเป็นสูตรที่แคทใช้ประจำ เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง มีคุณสมบัติมอบความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิวด้วยเนื้อสัมผัสแบบซึมซาบเร็ว คืนความสดชื่น และเผยผิวดูสว่างใส”

เผยความงามที่เปล่งประกายของผู้หญิงยุคใหม่ ไปพร้อมกับแคมเปญ “JERGENS® Let your beautiful shine.” ด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เจอร์เกนส์® บอดี้ มอยส์เจอไรเซอร์ ผสานเทคโนโลยีเพื่อผิวดูสว่างใส HYDRALUCENCE สร้างปราการปกป้องความชุ่มชื้นผิวอันเนียนเรียบ ช่วยสะท้อนแสงให้ผิวดู สว่างใสเปล่งประกายทั่วเรือนร่าง ขจัดความหมองคล้ำแห้งกร้าน มีสูตรให้เลือกหลากหลาย เหมาะกับทุกสภาพผิว เติมเต็มความชุ่มชื้นล้ำลึกให้ผิวดูสว่างใสเปล่งประกาย ดูมีสุขภาพดีกว่าที่เคยสัมผัส

อัพเดตเคล็ดลับผิวสวยดูเปล่งประกายได้ทางเว็บไซต์ www.jergens-th.com และแฟนเพจ Facebook : Jergens Moisturizers in Thailand หรือ Instagram: jergensmoisturisersinthailland