Customize Lee Your Style ออกแบบยีนส์ที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Customize Lee Your Style ออกแบบยีนส์ที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณ – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 04 ธ.ค. 2563 เวลา 09:20 น.Customize Lee Your Style ออกแบบยีนส์ที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณครั้งแรกในไทยกับการออกแบบยีนส์ Lee ในสไตล์ของตัวเราเอง!! เป็นเจ้าของเดนิมหนึ่งเดียวในโลกได้แล้ววันนี้ กับ Customize Lee Your Style เลเซอร์ลวดลายและข้อความลงบนยีนส์ตัวโปรดด้วย Lee Nano Technology ที่ Shop LEE ชั้น 3 centralwOrld

เปิดประสบการณ์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย! กับ Customize Lee Your Style การออกแบบยีนส์ Lee ผลงานชิ้นโปรดหนึ่งเดียวในโลก ด้วย Nano Technology ผ่านการเลเซอร์ลวดลายสไตล์ของคุณลงบนผืนผ้าเดนิม ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ หรือแจ็คเก็ตยีนส์

เป็นเจ้าของยีนส์ชิ้นเดียวในโลกได้แล้ววันนี้ เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ได้แก่

  1. เลือกซื้อเดนิมที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ หรือแจ็คเก็ตยีนส์ (ราคาเริ่มต้น 1,990 บาท) รับสิทธิ์เลเซอร์ลวดลายในสไตล์คุณฟรีไปเลย 2 จุด 
  2. เลือกลายกราฟฟิคที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ หรือ text ข้อความต่างๆ ทั้งในแบบที่มีให้เลือก หรือจะครีเอทเองก็ได้ตามใจ พร้อมกำหนดจุดเลเซอร์ลวดลายลงบนเดนิม
  3. เลเซอร์ตามแบบ พร้อมรอรับเดนิมเก๋ๆ ในแบบของคุณกลับบ้านไปได้เลย ซึ่งขั้นตอนการยิงเลเซอร์ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

ตามไปลองสัมผัสประสบการณ์สุดคูลก่อนใครได้แล้ววันนี้ที่ Shop LEE ชั้น 3 centralwOrld รับรองเลยว่าไม่ว่าจะเลือกช้อปมาใส่เอง หรือเลือกให้เป็นของขวัญก็โดนใจในสไตล์ที่คุณเลือกได้อย่างแน่นอน

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ line@ : @leejeansth หรือคลิก http://bit.ly/2vT6lXX

#LeeJeansTH #CustomizeLeeYourStyle #StandTallForAll #DenimUnion

โชว์ตัวตนให้โลกรู้ผ่าน Calvin Klein ส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โชว์ตัวตนให้โลกรู้ผ่าน Calvin Klein ส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 04 ธ.ค. 2563 เวลา 08:55 น.โชว์ตัวตนให้โลกรู้ผ่าน Calvin Klein ส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS Calvin Klein ชวนโชว์ตัวตนของคุณให้โลกรู้ผ่านแคมเปญล่าสุดส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS

ME IN #MYCALVINS

Calvin Klein ส่งท้ายปลายปีด้วยแคมเปญล่าสุด ME IN #MYCALVINS ซึ่งในครั้งนี้ได้เซ็กซี่ควีนแห่งวงการ K-Pop อย่างฮยอนอา (Hyun-A) ที่ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของแบรนด์ มาพร้อมคู่รักสุดฮอตอย่างดอร์น (Dawn) ร่วมถ่ายทอดความมั่นใจในสไตล์ของตัวเองผ่านไลน์ Calvin Klein Underwear และ Calvin Klein Jeans ของคอลเลคชั่น Fall/Winter 2020  และเพื่อความพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก Calvin Klein  ยังได้ดึงเลย์ จาง (Lay Zhang) หรือ เลย์ EXO พร้อมด้วยคนดังอีกมากมายที่มาร่วมเพิ่มสีสันให้คอลเลคชั่นล่าสุดนี้ภายใต้คีย์คอนเซ็ปต์ ME IN #MYCALVINS

ความพิเศษของ Calvin Klein Underwear ซีซั่นนี้อยู่ที่คอลเลคชั่น Icon Duo Gender ที่ได้รังสรรค์ลวดลายโลโก้แบบโมโนแกรมบนไทม์เลสคีย์พีซอย่าง Bralette และ Underwear ทรงต่างๆ นอกจากนี้แนวดนตรีในยุคต่างๆของอเมริกาในยุค 70s  เช่น พังค์ (Punk) นิวยอร์ก แกลม ร็อค (New York Glam Rock)  และ นิวยอร์ก กรันช์ (New York Grunge) ยังถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นร่วมกับการใช้โลโก้ในดีไซน์ที่หลากหลาย ทำให้ Calvin Klein Jeans คอลเลคชั่นนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสตรีทแฟชั่น นอกจากนี้การนำยีนส์ในยุค 70’s อย่างทรง Boy และ Dad มาออกแบบใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการใส่ Calvin Klein Tape บริเวณด้านข้างและขอบเอว

CALVIN KLEIN JEANS FALL/WINTER 2020 COLLECTION 

Calvin Klein เป็นแบรนด์อเมริกันดีไซเนอร์แบรนด์แรกที่เริ่มออกแบบเดนิม จึงได้ปฏิวัติวงการกางเกงยีนส์ในยุค 70’s ด้วยการออกแบบยีนส์ทรงสลิมขึ้นและยังมีให้เห็นในซีซั่นนี้ (ในยุคนั้นยีนส์ส่วนใหญ่เป็นทรงขากระบอก) นอกจากนั้น ยังมีการนำยีนส์ในยุค 70’s อย่างทรง Mom และ Dad มาออกแบบใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการใส่ Calvin Klein Tape ลงไปสำหรับเทคโนโลยีสำคัญของเดนิมในซีซั่นนี้มี 3 เทคโนโลยีด้วยกัน เน้นที่ความยืดหยุ่น สวมใส่สบาย

  • INFINITE FLEX ยืดหยุ่นพร้อมยกกระชับสัดส่วนของผู้สวมใส่
  • FOREVER STRETCH ยืดหยุ่นสูงสุดแต่แทบจะไม่ทำให้ยีนส์เสียรูปทรงเลย
  • ULTIMATE STRETCH ยืดหยุ่นได้สี่ทิศทาง เหมาะกับสวมใส่ในการเดินทาง

นอกจากนี้ Calvin Klein ยังคงนำเสนอคอลเลคชั่น Eco Series ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กระบวนการผลิตแบบ “Low Impact Denim” ซึ่งเป็นการฟอกที่ใช้เคมีและน้ำในปริมาณน้อย นอกจากนั้นยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรด้วยการใช้ BCI Cotton (The Better Cotton Initiative) ในการผลิตอีกด้วย

CALVIN KLEIN JEANS ACCESSORIES

สำหรับแอคเซสเซอรี่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก New York ในยุค 70’s เช่นเดียวกัน  โดยกระเป๋าของซีซั่นนี้ตกแต่งด้วย  Iconic Logo และโลโก้ Silver Rose ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวกรันช์ตามแรงบันดาลใจหลักของซีซั่นอีกด้วย

CALVIN KLEIN UNDERWEAR FALL/WINTER 2020 COLLECTION 

ไฮไลท์ของซีซั่นนี้ ได้แก่ คอลเลคชั่น Icon Duo Gender ซึ่งนำเสนอคอลเลคชั่นสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิงพร้อมกับการกลับมาของโลโก้แบบโมโนแกรม ความพิเศษของ Icon อยู่ที่การเย็บด้ายคู่เพื่อลดความเสียดสีของผ้ากับผิว มีให้เลือกทั้งผ้า Micro และ Cotton ซึ่งมาถือเป็น Ergonomic Design ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด

สำหรับหนุ่มๆ ที่ชื่นชอบผ้า Micro ของ Calvin Klein พลาดไม่ได้กับคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “Shine Micro” ซึ่งผลิตด้วยผ้า Micro พิเศษที่โดดเด่นด้วยความเงาของผ้า จุดเด่นของคอลเลคชั่นนี้ คือความเงาที่เพิ่มขึ้น ความนุ่ม น้ำหนักเบา และไม่เป็นขุย

สำหรับชุดชั้นในผู้หญิง ต่อเนื่องจาก Liquid Touch ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ใช้เทคโนโลยีแผ่นซิลิโคนมาซัพพอร์ตปีกบราและขอบเอวแพนตี้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสวมใส่สบาย นุ่ม ยืดหยุ่น ไม่กดทับร่างกายขณะสวมใส่ ขอแนะนำ Liquid Touch Wireless ซึ่งไร้โครงแต่สวมแล้วอยู่ทรง มอบความสบายให้กับผู้สวมใส่

นอกจากนี้ ยังมี Calvin Klein Black ซึ่งเป็น Premium Collection มีทั้งของคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง เน้นความหรูหราของเนื้อผ้าและเทคโนโลยี โดดเด่นด้วยวัสดุ Egyptian Cotton ซึ่งเป็นเส้นใยฝ้ายเกรดดีที่สุดในโลก

อีกหนึ่งไอเท็มที่ไม่ควรพลาดคือ Calvin Klein Swimwear หลากหลายดีไซน์ รวมถึงบีชแวร์ของคุณผู้ชาย ซึ่งได้รับความนิยมมากในขณะนี้ ความพิเศษอยู่ที่การออกแบบด้วยการใช้ Iconic Logo และสีสันสดชัดโดดเด่นตามแบบฉบับของ Calvin Klein

CALVIN KLEIN PERFORMANCE FALL/WINTER 2020 COLLECTION

แรงบันดาลใจของซีซั่นนี้มาจากภาพ Motion ต่างๆ ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้ในยามที่ออกกำลังกาย เช่น เวลาออกกำลังกายในฟิตเนสจะเห็นจอเป็น Motion หรือออกกำลังกายเอาท์ดอร์ก็เห็นแสงสีจากที่ต่างๆ สำหรับไอเท็มหลักของซีซั่นนี้ยังคงเป็นสไตล์ Active Icon ซึ่งเป็นการนำโลโก้ซึ่งเป็น Iconic ของแบรนด์มาดีไซน์ในไสตล์ที่หลากหลาย และมีการนำเทคโนโลยี Climate Tech ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่รักษาอุณหภูมิของร่างกายไม่หนาวและร้อนเกินไป รวมทั้งนำเส้นใยที่เป็น BCI (The Better Cotton Initiative) มาใช้อีกด้วย 

การออกแบบเน้นความแฟชั่นฟอร์เวิร์ด สามารถใช้ได้ทั้งออกกำลังกายและสวมใส่ในวันหยุด ขอบสปอร์ตบราเป็น seamless และ laser cut เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะออกไปวิ่งตอนเช้าหรือมีนัดที่ร้านกาแฟ สามารถใส่กับเสื้อคลุมเพื่อเพิ่มเลเยอร์ก็ได้ หรือแม้แต่ใส่กับฮู้ดดี้ ส่วนกางเกงเน้นโลโก้ที่ขอบซึ่งนอกจากจะสวยแล้วยังสวมใส่สบายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Accessory อย่างกระเป๋าหลากหลายแบบที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับเสื้อผ้า น้ำหนักเบา พกพาง่าย สามารถพับเก็บได้ สามารถกันละอองน้ำได้ สวย เบา ประโยชน์ใช้สอยครบครัน

ส่องเรือนเวลา 3 ลุค ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ส่องเรือนเวลา 3 ลุค ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ส่องเรือนเวลา 3 ลุค ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีPIAGET ALTIPLANO TOURBILLON – INFINITELY PERSONAL ส่งเรือนเวลาที่ให้คุณเลือกปรับแต่งตามสไตล์ที่ต้องการมาต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี

ย้อนกลับไปยุคบุกเบิกราวปี 1874 แม้เพียเจต์ (Piaget) จะเป็นเพียงโรงงานผลิตชิ้นส่วนกลไกที่เริ่มต้นจากเวิร์คช็อปขนาดย่อมในโรงนาของครอบครัว แต่แบรนด์แทบไร้คู่ต่อสู้ – เพราะทุกชิ้นส่วนและกลไกคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้น ล้วนถูกกว้านซื้อโดยบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำในแถบ Swiss Jura เพื่อนำไปรังสรรค์เรือนเวลาของตนเองทั้งสิ้น จนกระทั่งปี 1943 หลานและบุตรชายของ Georges Edouard Piaget ผู้ก่อตั้ง ได้พาแบรนด์เข้าสู่การปฏิวัติครั้งสำคัญ โดยจดทะเบียนบริษัทในชื่อของ “เพียเจต์” และเริ่มผลิตเรือนเวลาภายใต้แบรนด์ของตนเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

โดยเฉพาะการรังสรรค์กลไกและเรือนเวลาที่มีความเพรียวบางเป็นพิเศษ ถือเป็นสิ่งที่เมซงยึดมั่นมาตลอดนับตั้งแต่เปิดตัวกลไก 9P ในปี 1957 ที่มีความหนาเพียง 2 มิลลิเมตร จนกลายเป็นนาฬิการะบบกลไกที่บางที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น หรือจะเป็นกลไก 12P กลไกอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลก ที่เปิดตัวในปี 1960 ด้วยความหนาเพียง 2.3 มิลลิเมตร 

จนถึงปัจจุบัน เมซงรังสรรค์กลไกขึ้นภายในโรงงานของตนเองไปแล้วกว่า 50 คาลิเบอร์ โดยเกินกว่าครึ่งเป็นกลไกที่บางสุดขั้ว (Ultra-thin) ซึ่งมีมากถึง 35 กลไกเลยทีเดียว และเพื่อสร้างสถิติความบางอันเหลือเชื่ออย่างต่อเนื่อง ปี 2017 แบรนด์ยังได้ใส่ฟังก์ชั่นฟลายอิ้ง ตูร์บิญองที่สลับซับซ้อน โดยหลอมรวมเข้ากับชิ้นส่วนที่ทั้งบางและเบาเป็นพิเศษถึง 157 ชิ้น อีกด้วย

Piaget Infinitely Personal – The Personalisation Process

Personalisation หรือ การปรับแต่งเรือนเวลาในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับแบรนด์ที่คร่ำหวอดในแวดวงนาฬิกามากว่า 146 ปี อย่าง เพียเจต์ เพราะตั้งแต่เปิดตัว “Style Selector” ครั้งแรกที่เพียเจต์ บูติค นิวยอร์ก ช่วงทศวรรษที่ 1960 นวัตกรรมดังกล่าวก็เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเรื่อยมา

โดยลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบของตัวเรือน วัสดุที่นำมาทำเป็นหน้าปัดและสายรัดข้อมือ หรือแม้แต่เทคนิคการฝังเพชร ผ่าน Look Book ที่เมซงคัดสรรไว้ ก่อนส่งต่อให้โรงงานเพียเจต์ในสวิตเซอร์แลนด์ผลิตเรือนเวลาในฝันที่คุณต้องการ – จากจุดเริ่มต้นในอดีต ส่งผลให้เพียเจต์ บูติค ทั่วโลกนำนวัตกรรม “Style Selector” ไปใช้ เพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากที่สุด และนี่คือเหล่าชิ้นงานที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนของผู้สวมใส่ อาทิ Altiplano Fingerprint ปี 2005 ที่แพทเทิร์นการฝังเพชรบนพื้นหน้าปัดถอดรหัสมาจากลายนิ้วมือของลูกค้านั่นเอง Piaget Polo Tourbillon Relatif ปี 2008 นาฬิกาเรือนแรกที่เมซงผสานเทคนิคลงยาและแกะสลักไว้ทั่วทั้งตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็น พื้นหน้าปัด, ขอบตัวเรือน, ตัวเรือน และ ฝาหลัง สร้อยคอคอลเลคชั่น Possession ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2020 ก็ใส่กิมมิคการแกะสลักเป็น Option ให้ลูกค้าเช่นกัน

จากความสำเร็จเรื่อยมาของ “Style Selector” ปัจจุบันเมซงจึงนำไปเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจในการพัฒนาโปรแกรม Personalisation ตัวใหม่อย่าง The Piaget Infinitely Personal Concept ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าคนสำคัญได้มีส่วนร่วมในการรังสรรค์ที่สุดแห่งเรือนเวลาถึง 2 รุ่นด้วยตนเอง อย่าง AUC หรือ อัลติพลาโน อัลติเมท คอนเซ็ปต์ (Altiplano Ultimate Concept) เรือนเวลาระบบกลไกที่บางที่สุดในโลก ที่สามารถรังสรรค์ได้มากกว่า 195,000 รูปแบบ

ขณะที่เพียเจต์ อัลติพลาโน ตูร์บิญอง (Piaget Altiplano Tourbillon) ปรับแต่งดีเทลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ได้เรือนเวลาที่แตกต่างกันมากถึง 4 ล้านดีไซน์ โดยเมซงได้พัฒนา Configurator ของอัลติพลาโน ตูร์บิญอง ให้สามารถเลือกตัวเรือนได้ถึง 2 ขนาด (38 หรือ 41 มิลลิเมตร) ยิ่งไปกว่านั้นวงแหวนรอบตูร์บิญองของทั้ง 2 โมเดลก็ถือเป็นอีกซิกเนเจอร์ที่เหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวเรือน เพราะนอกจากจะเลือกวัสดุหรือประดับเพชรได้แล้ว ยังสามารถสลักข้อความเฉพาะตัว (Personal Message) ได้อีกด้วย หรือจะเลือกซุกซ่อนไว้บริเวณฝาหลังก็สามารถทำได้ตามชอบใจ ส่วนสายหนังจระเข้ก็มีให้เลือกมากกว่า 25 แพทเทิร์น

PIAGET ALTIPLANO TOURBILLON INFINITELY PERSONAL ขนาด 38 มิลลิเมตร ตัวเรือน เลือกปรับแต่งได้ทั้งแบบไวท์โกลด์ และ โรสโกลด์ มาพร้อมขอบตัวเรือนประดับเพชร พื้นหน้าปัด มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ หน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลขัดลายรัศมีพระอาทิตย์ในเฉดสีน้ำเงิน ชมพู แดง หรือ ขาว หน้าปัดทองสลักลายด้วยเทคนิคกิโยเช ก่อนลงยาแบบกรองด์ เฟอ ในโทนสีน้ำเงิน สีเขียว สีเขียวอมน้ำเงิน หรือสีแดง หน้าปัดประดับเพชรแบบ Snow Setting แต่หากชอบสีสันที่แปลกตาไม่ซ้ำใคร หน้าปัดแบบเคลือบแลคเกอร์ขัดลายเดียวกัน ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด เพราะเมซงสามารถตอบโจทย์ได้ทุกเฉดสี ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดึงสีจากภาพถ่าย เพื่อให้ได้โทนสีที่สมจริงในทุกช่วงแห่งความทรงจำ

PIAGET ALTIPLANO TOURBILLON INFINITELY PERSONAL ขนาด 41 มิลลิเมตร มาพร้อม Option การปรับแต่งที่หลากหลายขึ้น โดยส่วนที่ต่างจากโมเดลขนาด 38 มิลลิเมตร คือ ขอบตัวเรือน เลือกประดับเพชรได้ทั้งแบบบริลเลียนต์คัต หรือ บาแก็ตต์คัต แต่หากชอบในสีสันก็มีตัวเลือกที่ถือเป็นไฮไลต์ อย่าง มรกต แซฟไฟร์ ทับทิม ทรงบาแก็ตต์ ด้วยเช่นกัน

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้าน – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 07:02 น.10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้านสนุกสนานกับการซื้อของแต่งบ้านรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จัดโรดโชว์งาน GIFTMAS “เทศกาลของขวัญ มหัศจรรย์ความสุข” แจก 10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้าน

เริ่มต้นเดือนสุดท้ายของปีใกล้เวลาที่ทุกคนรอคอย กับเทศกาลความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เซ็นทรัลพัฒนา จัดโรดโชว์งาน GIFTMAS “เทศกาลของขวัญ มหัศจรรย์ความสุข” ให้ทุกคนได้สนุกสนานกับการซื้อของแต่งบ้านรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ หรือห้องพักขนาดเล็ก ก็มีสินค้าให้เลือกมากมาย พร้อมของขวัญถูกใจทุกไลฟ์สไตล์ รวมมากกว่า 10,000 ชิ้น พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 10-16 ธันวาคม 2563 เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระรามเก้า ระหว่างวันที่ 22-28 ธันวาคม 2563 และเซ็นทรัล วิลเลจ ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ถึง 3 มกราคม 2564

ช้อปของแต่งบ้านแล้ว ก็มาสนุกกันได้กับการสร้างบรรยากาศเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข เริ่มตั้งแต่หน้าประตูบ้านไปถึงในห้องนอน หรือจะจัดแค่บางมุมของบ้าน ก็ทำได้หลายหลากไอเดีย

1 แขวนพวงมาลัย (Christmas Wreath) ไว้ที่หน้าประตูบ้าน จุดแรกก่อนก้าวเข้าบ้าน ก็ได้รับพลังชีวิตจากใบไม้สีเขียว และความรื่นเริงใจจากโบสีแดงที่ร้อยเรียงไปตามวงกลมของพวงมาลัย

2 ต้นคริสต์มาส (Christmas Tree) ถือว่าเป็นพระเอกของเทศกาลนี้ จะตั้งตรงไหนก็เรียกบรรยากาศมาเต็มๆ เพียงแค่ตั้งตระหง่านไว้กลางบ้าน ล้อมรอบด้วยกองของขวัญละลานตา หรืออาจลองเปลี่ยนไอเดียมาใช้ต้นเล็กๆ ตั้งไว้ข้างโซฟา ไม่เกะกะพื้นที่เหมาะกับห้องพักในคอนโด ประดับด้วยไฟแสงสีส้มก็ดูอบอุ่นดีเหมือนกัน

3 บิ้วให้เด็กๆ ตื่นเต้น ด้วยการแขวนถุงเท้าคริสต์มาส และกล่องของขวัญตามจุดต่างๆ ไว้ให้ลุ้นกัน

4 แขวน Christmas Snowflake ดาววิบวับ ไฟประดับ และเทียนไว้ที่ริมหน้าต่างอย่าให้ว่าง

5 เปลี่ยนผ้าปูโต๊ะเป็นโทนสีคริสต์มาส (เขียว แดง ขาว ทอง) วางเชิงเทียนกลางโต๊ะ ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้โรแมนติกไปอีกแบบ

6 ลองย้ายของประดับเล็กๆ เช่น ต้นฮอลลี่ ลูกสนแห้ง ลูกบอลประดับ ระฆัง และดาว จากต้นคริสต์มาส ลงมากองตามมุมต่างๆ ของบ้าน เช่น ริมหน้าต่าง โต๊ะกินข้าว โต๊ะข้างหัวเตียง เท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มแห่งความสุขในช่วงเวลานี้ได้เหมือนกัน

7 เพิ่มความสดใสให้กับโต๊ะอาหาร ด้วยถ้วยใส่ขนมหวาน เช่น มาร์ชเมลโล่ และอมยิ้ม

8 จัดขวดโหลในธีมคริสต์มาส ย่อส่วนต้นคริสต์มาส และตัวประดับต่างๆ มาจัดเรียงในขวดโหล แล้วนำไปตกแต่งตามมุมต่างๆ ของห้อง ก็ดูน่ารักและมีชีวิตชีวามากมาย

9 กวางเรนเดียร์ อีกสัญลักษณ์ที่สำคัญประจำเทศกาล จบเทศกาลแล้ว ก็ยังวางไว้ให้น่ารักน่าชมได้อยู่

10 มู้ดปารตี้ของจริง คอสตูมแบบอากาศหนาวๆ ต้องจัดเต็ม ทั้งหมวก ถุงมือ ผ้าพันคอ ลายคริสต์มาส

ถ้าอยากได้ไอเดียเพิ่มเติม ต้องมาเลือกชมในงาน GIFTMAS ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว (10-16 ธ.ค. 63) เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระรามเก้า (22-28 ธ.ค. 63) และเซ็นทรัล วิลเลจ (4 ธ.ค. 63 ถึง 3 ม.ค. 64 ทุกศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

แล้วพบกับกิจกรรมที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษมากมายภายในงาน อาทิ “DIY Gift wrapping” ตกแต่งกล่องของขวัญ ตามสไตล์คุณ และ “Creative gift workshop” ใส่ความเป็นคุณหรือความเป็นผู้รับ ในกระถางคอนกรีตดีไซน์ เพื่อครีเอทของขวัญชิ้นเดียวในโลก

Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิก – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 09:20 น.Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิกมาริโอ้ เมาเร่อ นำทัพคนดังถ่ายทอดมุมมองจิตวิญญาณนักบุกเบิก ผ่านนาฬิการุ่นใหม่จากลองจินส์

ลองจินส์ (Longines) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวแคมเปญ Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิก ชวนเหล่าคนดังในแวดวงบันเทิง นำโดย นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ มาริโอ้ เมาเร่อ เฟรนด์ออฟลองจินส์ ประเทศไทย ร่วมด้วย โต้ง – พิทวัส พฤกษกิจ (วง SouthSide) แร็ปเปอร์ชื่อดัง, กลัฟ – คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ดารารุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง และ นท พนายางกูร นักร้องสาวผู้มีสไตล์เป็นของตัวเอง มาร่วมปลุกจิตวิญญาณนักบุกเบิกไปกับนาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด Longines Spirit (ลองจินส์ สปิริต) เพื่อเป็นการสดุดีแด่นักบินและนักสำรวจแห่งประวัติศาสตร์ที่เคยได้มอบความไว้วางใจและฝากชีวิตของพวกเขาไว้กับลองจินส์ในอดีต

เหล่าคนดังต่างมีความโดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน และได้ถ่ายทอดมุมมองแห่งการเป็นนักบุกเบิกยุคปัจจุบันในแบบฉบับของตนเอง พร้อมด้วยนาฬิกาคอลเลกชั่น Longines Spirit ในหลากหลายโมเดลที่เหมาะกับบุคลิกของแต่ละคน เริ่มจากหนุ่มโอ้ ที่มาในลุคไบเกอร์มาดเซอร์ด้วยเดนิมทั้งตัว ทำให้ดูแปลกตาแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และโดดเด่นด้วยนาฬิกา Longines Spirit Chronograph ตามด้วย โต้ง-พิทวัส หรือโต้ง ทูพี ที่งานนี้สวมแจ๊กเก็ตสีขาวพร้อมหมวกบีนนี่ เพื่อให้เข้ากับนาฬิกา Longines Spirit Chronograph หน้าปัดสีเงินที่สวมใส่ ส่วนกลัฟ-คณาวุฒิ นักแสดงหนุ่มที่กำลังมาแรงในขณะนี้มาในลุคสบายๆ ด้วยแจ๊กเก็ตลายตาราง พร้อมเชิ้ตและกางเกงสีเบจที่เข้ากันกับสายนาฬิกาหนังสีน้ำตาล และสุดท้ายนักร้องสาว นท พนายางกูร มาพร้อมลุคท้าลมหนาวปลายปี โดดเด่นด้วยนาฬิกาหน้าปัดขนาดโอเวอร์ไซส์ที่เข้ากับลุคการแต่งกายได้เป็นอย่างดี

สำหรับนาฬิกาคอลเลกชั่น Longines Spirit ใหม่ล่าสุดนี้เป็นการผสมผสานองค์ประกอบดั้งเดิมของนาฬิกาของนักบินเข้ากับเส้นสายงานดีไซน์แนวร่วมสมัย ภายในตัวเรือนบรรจุกลไกไขลานอัตโนมัติพิเศษ (L888.4 และ L688.4) พร้อม Silicon Hairspring ที่ช่วยการันตีในเรื่องของความแม่นยำถึงขีดสุด และยังได้รับมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับ “โครโนมิเตอร์” โดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงของนาฬิกาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Official Swiss Chronometer Testing Institute หรือ COSC) ตกแต่งด้วยกระจกหน้าปัดคริสตัลแซปไฟร์พร้อมเคลือบสารกันสะท้อนหลายชั้นทั้งด้านในและด้านนอก เม็ดมะยมแบบ Screw-in และประกอบฝาหลังตัวเรือนด้วยสกรู 6 ตัวเพื่อความปลอดภัย

Longines Spirit มีให้เลือกสรรด้วยกันหลากหลายโมเดล ทั้งแบบสามเข็มนาฬิกาบอกวันที่ รวมถึงตัวเรือนหลายขนาด (40 มม. และ 42 มม.) และกลไกโครโนกราฟ (ตัวเรือนขนาด 42 มม.) ส่วนทางด้านหน้าปัดนาฬิกา สามารถเลือกได้ทั้งหน้าปัดสีดำแมตต์, หน้าปัดเกรนซิลเวอร์ หรือหน้าปัดสีน้ำเงินซันเรย์ โดยที่ทั้งหมดจะสลักรูปดาว 5 ดวง ที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความแม่นยำของกลไกนาฬิกา เสริมความสง่างามด้วยสายรัดข้อมือสตีลหรือสายหนังในสีน้ำตาลเข้ม, สีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำเงิน

เป็นเจ้าของ Longines Spirit ในราคาเริ่มต้น 78,000 บาท และ Longines Spirit Chronograph ในราคาเริ่มต้น 131,100 บาท ได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือทางออนไลน์ที่ Longines Official Store @Lazada สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.longines.co.th และ http://www.facebook.com/LonginesTH และ Line official: @Longines_th

แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวย – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 10:24 น.แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวยOCCURA : Hidden Gem สายแว่น ที่ให้ได้มากกว่าคำว่า…กรอบสวย

ถ้าพูดถึงแบรนด์ร้านแว่นตาที่กำลังมาแรงในหมวดหมู่ศูนย์รวมแว่นตาและเลนส์เฉพาะบุคคลแบบครบวงจร เชื่อว่าชื่อของ โอคูระ (OCCURA) ร้านแว่นตาสุดคราฟท์ คงจะเป็นอีกชื่อที่อยู่ในท็อปลิสต์ของใครหลายคนไปแล้ว โอคูระ กลายเป็น Hidden Gem สายแว่นแห่งใหม่ที่สามารถเข้าไปชิงพื้นที่ในใจของคนใส่(รัก)แว่น และเหล่าเซเลบบริตี้ได้อย่าง(ไม่น่า)ประหลาดใจ

เหมือนเปิดประตู… สู่อีกพรมแดน

คอนเซ็ปต์ที่ไม่ธรรมดาบนผนังสีขาวเรียบๆ “When Vision And Art Combine” ถูกเขียนไว้ทักทายลูกค้าตั้งแต่ทางเข้า พื้นที่ส่วนในสุดที่เสมือนเป็น “หัวใจ” ของร้าน ถูกแบ่งออกเป็น โชว์รูมแว่นตา และอีกสองห้องสำคัญสำหรับการวัดสายตา ขณะที่บาร์น้ำ อีกหนึ่งสีสันที่หาไม่ได้จากร้านแว่นตาร้านอื่น นี่คือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่เจ้าของร้านใส่ใจและตั้งใจจะมอบให้ลูกค้าทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าร้าน

ดูแลดวงตาทุกคู่ด้วยความเข้าใจและเทคโนโลยีสูงสุด

กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ ผู้ก่อตั้งร้านแว่นตาโอคูระ (OCCURA) ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงอดีตนักการเงิน ที่พบว่าตัวเองมีแพชชั่นเรื่องงานบริการ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของชื่อร้านว่า “Ocular แปลว่า สายตา ส่วนคำว่า Cura นั้นเป็นภาษาละตินที่แปลว่า การดูแล แนวคิดหลักในการทำธุรกิจร้านแว่นของ OCCURA คือ เราต้องการเป็นผู้หาโซลูชันที่ดีที่สุดให้ผู้สวมใส่แว่นทุกคน หัวใจของ OCCURA จึงเป็นความพิถีพิถันและคุณภาพในการให้บริการและเทคโนโลยีที่ครบครันที่เรานำมาใช้ โดยลูกค้าทุกคนจะได้รับการดูแลและคำแนะนำอย่างเป็นส่วนตัวจากนักทัศนมาตรหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาและระบบการมองเห็นโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่การซักถามประวัติในเบื้องต้น รวมไปถึงไลฟสไตล์ของลูกค้าเอง เพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ล้วนแต่สำคัญและส่งผลต่อการมองเห็นทั้งสิ้น”

เครื่อง Wave Analyzer Medica ถูกตั้งประจำที่อยู่ภายในห้องตรวจวัดสายตาห้องแรก ซึ่งในขั้นตอนนี้จะสามารถตรวจหาค่าสายตาได้อย่างแม่นยำและบอกถึงสุขภาพตาเบื้องต้นได้ เช่น ความเสี่ยงของอาการต้อหิน อาการแพ้แสง ความผิดปกติของกระจกตา เป็นต้น

“หลังจากลูกค้าใช้เวลาในห้องตรวจสายตาเบื้องต้นประมาณ 10-15 นาที ถัดมาจะเป็นขั้นตอนการตรวจวัดสายตาและสุขภาพตาอย่างละเอียดโดยเครื่อง Digital Phoropter ภายในห้องตรวจสายตาขนาด 6 เมตร ที่มีระบบควบคุมแสงสว่าง ซึ่งลูกค้าหลายคน เมื่อเห็นความยาวของห้อง จะรู้สึกประหลาดใจ เพราะมักจะไม่ค่อยได้เห็นความยาวของห้องวัดสายตาที่มีความยาวมากเท่านี้มาก่อน ซึ่งเราตั้งใจออกแบบให้ห้องตรวจวัดสายตานี้มีความยาวถึง 6 เมตร (20 ฟุต) เพราะเป็นระยะระหว่างหน้าจอและที่นั่งทดสอบตามมาตรฐานสากล เป็นระยะที่กล้ามเนื้อตาผ่อนคลายได้ดีที่สุด เมื่อทราบถึงค่าสายตาแล้ว ลูกค้าจะได้รับการแนะนำเลนส์ผ่าน Interactive iPad Catalog และลูกค้าจะได้ทดลองรับประสบการณ์การมองเห็นผ่านระบบ Lens Simulator บน iPad ที่ให้วิสัยทัศน์และมุมมองของภาพเสมือนจริงของเลนส์นั้นๆ ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ ขั้นตอนสุดท้ายคือ ฟิตติ้ง หรือการวางตำแหน่งเลนส์ให้เข้ากับกรอบแว่น สรีระ และพฤติกรรมการใส่แว่น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโจทย์ของลูกค้าได้รับการแก้ไขและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่ต้องขยับแว่นตลอดเวลาให้เสียบุคลิกภาพภายหลัง” กันต์ กล่าวเสริมถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาใช้ในทุกขั้นตอนตลอดการให้บริการ

Hidden Gem กับประสบการณ์การตัดแว่นเฉพาะบุคคล

OCCURA ร้านแว่นตกแต่งโทนสีขาว สไตล์มินิมอล ที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 23 ในอาคารว่องวานิชคอมเพล็กซ์ บนถนนพระราม 9 ที่แม้ว่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ และเปิดตัวหน้าร้านมาได้เพียง 3 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า OCCURA จะเป็นน้องใหม่ในวงการแว่น เพราะความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ ถูกสั่งสมและถ่ายทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อของเจ้าของร้าน

“ผมซึมซับและคลุกคลีกับธุรกิจแว่นตามาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเคยทำธุรกิจขายส่งแว่นตา และเป็นผู้นำเข้าแบรนด์แว่นตาจากต่างประเทศมากว่า 30 ปี ทำให้เรารู้ถึงอินไซต์ความต้องการของลูกค้า และ pain point ของพวกเขา หลังจากเข้ามารับช่วงต่อ จึงมีความคิดที่จะต่อยอดธุรกิจด้วยการมีหน้าร้านเป็นของตนเอง เพราะอยากสร้างอีกช่องทางที่เราสามารถดูแลผู้ใส่แว่นทุกคนได้โดยตรง จนครบจบกระบวนการ” กันต์ ทายาทรุ่นสองและเจ้าของร้านที่ปัจจุบันกำลังมุ่งมั่นเรียนวิชาทัศนมาตร เพื่อให้เข้าใจศาสตร์อีกแขนงที่มีส่วนสำคัญสำหรับการวัดสายตาและประกอบแว่น กล่าว

“ลูกค้าในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ Customized Experience มากๆ เพราะดวงตาของเขามีเพียงคู่เดียว การตัดแว่นสำหรับพวกเขาจึงเป็นเสมือนการลงทุน สิ่งที่ OCCURA ตั้งใจจะมอบให้ลูกค้า คือ ประสบการณ์การมองเห็นที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา ในขณะเดียวกัน คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้หรือการหมั่นอัพเดทสินค้าและการให้บริการที่ร้าน ก็เป็นศาสตร์อีกแขนงที่ขาดไม่ได้ อย่าง Bespoke Seemax lenses จาก Nikon Lenswear ที่เป็น custom-made lens เลนส์ตัวเลือกที่ให้ความแม่นยำและเฉพาะบุคคลสูงสุด โดยค่าสายตาทุกคู่จะถูกส่งไปคำนวนและผลิตด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ที่ประเทศญี่ปุ่น หรือเทคโนโลยีล่าสุด Light Purifier Technology ใน Nikon Pure Blue UV เพื่อการปกป้องดวงตาจาก UV ที่ให้การปกป้องสูงสุดที่ ESPF 35 (Eye Sun Protection Factor) และช่วยตัดแสงสีน้ำเงินได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ต่อไลฟสไตล์ของคนยุคใหม่ที่มักจะจดจ่ออยู่กับหน้าจอ” กันต์ เจ้าของร้านผู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง สินค้าและบริการ กล่าวทิ้งท้าย

OCCURA เชื่อว่า แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวย แต่ต้องสามารถแก้โจทย์ให้ลูกค้าได้ และอีกหนึ่งความพิเศษของ OCCURA ที่สามารถหาเลนส์และกรอบแว่นตาที่ตอบโจทย์ความต้องการทางสายตาที่หลากหลาย โครงหน้า และไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ได้อย่างลงตัว สำหรับสายแว่นหรือใครที่เริ่มมองหาแว่นคู่ใจ (คู่ตา) สามารถโทรสอบถามรายละเอียด และ นัดหมายเข้าไปใช้บริการได้ที่ ร้านโอคูระ (OCCURA) โทร T : 02-645-0192 M : 081-611-6823 หรือ Line : @occura

ไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียว ความหรูหราที่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียว ความหรูหราที่ยั่งยืน – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 09:05 น.ไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียว ความหรูหราที่ยั่งยืน“เมธธีค” จับมือ “กริโฟล เดกลารา” เผยวิถีใหม่แห่งความหรูหราที่ยั่งยืน

ผสานไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียวได้อย่างลงตัว เมื่อ เมธธีค (Mettique) แบรนด์เครื่องหนังซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ จัดงานไวน์เทสติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟต้อนรับเหล่าบรรดาเซเลบริตี้ระดับเอลิสต์ของเมืองไทยให้ได้ลิ้มรสนุ่มละมุนของ กริโฟล เดกลารา (Grifoll Declara) สุดยอดไวน์ออร์แกนิคจากประเทศสเปน ถึง 6 รุ่นพิเศษ ณ เมธธีค แฟล็กชิฟสโตร์ ศูนย์การค้าเกษร วิลเลจ 

เมธธีค เป็นแบรนด์เครื่องหนังไฮคลาสสัญชาติไทยที่ได้รับการกล่าวขวัญชื่นชมอย่างล้นหลามในวงการดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวแบรนด์ในปี 2012 ด้วยเอกลักษณ์ประณีตศิลป์แห่งงานฝีมือของช่างระดับคราฟต์แมนชิพที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องหนังมากว่า 30 ปี ผนวกกับความพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกหนังแท้คุณภาพดีที่สุดจากแหล่งผลิตหนังระดับโลกมาผลิตเป็นชิ้นงานเท่านั้น ภายใต้การควบคุมงานดีไซน์สุดเฉี่ยวล้ำของ คุณเมธ เฮ้งตระกูล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่ได้บ่มเพาะความรักและความหลงใหลในเครื่องหนังมาตั้งแต่เยาว์วัย ถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะเครื่องหนังชั้นสูงอันล้ำค่า เอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้กันดีในกลุ่มลูกค้าและแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ เมธธีค ถึงความตั้งใจของคุณเมธ ตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างแบรนด์ ที่ยึดมั่นพันธกิจในการรังสรรค์ผลงานเครื่องหนังสุดหรูที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเมธธีค ได้เลือกใช้โรงฟอกหนังชื่อดังในประเทศอิตาลี แหล่งเดียวกับที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง วาเลนติโน, ดิออร์ และบริคส์ เลือกใช้

โดยโรงฟอกหนังแห่งนี้ มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคนิคการย้อมฝาดที่เรียกว่า Italian Vacchetta Vegetable Tanning ซึ่งเป็นเทคนิคการฟอกหนังชั้นสูงของอิตาลีที่มีขั้นตอนสลับซับซ้อนแต่ละเอียดละออ โดยจะใช้สารสกัดแทนนินจากเปลือกไม้ธรรมชาติ อาทิ จาก ต้น Castagno และ Quebracho ซึ่งเป็นแทนนินธรรมชาติตัวเดียวกันกับที่พบได้ในไวน์ออร์แกนิคชื่อดังระดับโลกมาทำการฟอกหนัง เพื่อให้สามารถคงเสน่ห์และเอกลัษณ์ของลวดลายตามธรรมชาติของหนังให้ได้มากที่สุด ไม่มีสารเคมีเจือปน เครื่องหนังที่ฟอกด้วยแทนนินธรรมชาติจึงดูสวยงามยิ่งขึ้น เนื่องจากน้ำมันที่อยู่ในหนังไม่ได้ถูกทำลาย ทำให้เครื่องหนังยิ่งเงางามมากยิ่งขึ้นเมื่อกาลเวลาผ่านไป 

และด้วยแนวความคิดที่สอดคล้องกันถึงการใช้สารสกัดธรรมชาติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม “เมธธีค” ได้จับมือกับ “กริโฟล เดกลารา” ไวน์เนอรี่ชื่อดังจากประเทศสเปน เปิดตัวไวน์ออร์แกนิค 6 รุ่นพิเศษที่บ่มด้วยสารสกัดแทนนินธรรมชาติ สูตรลับระดับตำนานที่ช่วยเพิ่มรสสัมผัสให้แขกผู้มีเกียรติได้ลิ้มลองความพิเศษนี้ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากบรรดาแขกผู้มีเกียรติในวงสังคม อาทิ ,ปนิษฐา บุรี ,อรุยา พุทธินันทน์ , สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์, จักษวัชร์ อรรถสกุลชัย กัน เปล่งพานิช เฟิม หงสนันท์ มาลิ้มรสนุ่มละมุนร่วมกัน

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อความยั่งยืน – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 07:02 น.การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ท่านสงสัยไหมว่า ทำไมคนเราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำไมคนเราจึงรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้แตกต่างกัน และผลของมันก็ต่างกันด้วย แม้ในสถานการณ์เดียวกัน ทำไมบางคนรับมือกับปัญหาได้แค่ระดับหนึ่งแล้วก็ถอย แต่ทำไมบางคนจึงสามารถยืนหยัดรับมือกับมันและสร้างความยั่งยืนได้ คนเราต่างกันที่ไหน คุณสมบัตินี้ย่อมมีความหมายต่อความยั่งยืนขององค์กร

สังคมโลกทุกวันนี้ไม่แน่นอน ผันผวน การดำเนินธุรกิจมีความสลับซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีไปไกลอย่างก้าวกระโดด หากยังยึดติดอยู่กับรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ จะไม่รอด องค์กรจะอยู่รอดได้ต้องปรับตัว แต่จะปรับอย่างไรให้ยั่งยืน ใครปรับไม่ทันต้องถูกทิ้ง

ในการปรับตัวนั้น โดยความหมายที่แท้จริงแล้วคือ การพัฒนาศักยภาพ แล้วศักยภาพอะไร แบบไหนที่จะเป็นตัวตัดสินที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน

หนึ่งในคุณสมบัติดังกล่าวที่เป็นศักยภาพพื้นฐานและสำคัญที่สุดคือ การนำตนเอง (Self-directed) การนำตนเองคือ ความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง การกำกับควบคุมตนเองได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์นั้นๆ คุณสมบัตินี้จะเป็นจริงได้ บุคคลต้องเข้าใจว่าชีวิตเต็มไปด้วยความท้าทาย การจะรับมือกับความท้าทายได้นั้น ตนต้องตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ตามความเป็นจริง ต้องเข้าใจว่าทุกปัญหามีทางออก และทางออกนั้นมิได้มีทางเลือกเดียว มันมีหลายทางเลือก และไม่ว่าตนได้ตัดสินใจอะไรลงไป ต้องตระหนักว่าตนเป็นผู้เลือกเอง

เมื่อพูดถึงการเลือก โดยความหมายที่แท้แล้ว มันก็คือความสามารถในการเลือกตอบสนอง เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเข้ามากระทบ หากเราเลือกได้ นั่นแสดงว่าเรามีอำนาจ อำนาจดังกล่าวก็คือศักยภาพนั่นเอง อำนาจดังกล่าวเป็นของตนเอง ศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่เรากำหนดได้เองทั้งสิ้น ถ้าเรากำหนดได้ นั่นคือ เราสามารถนำตนเองได้ หากเรานำตนเองได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเข้ามา เราก็สามารถรับมือกับมันได้

การจะนำตนเองได้นั้นต้องเกิดจากการปรับเปลี่ยนมุมมอง หรือ Mindset ที่มีต่อตนเองและโลกภายนอก เพราะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ต้องมาจากการปรับมุมมองของตนเองทั้งสิ้น ทั้งนี้ กรอบความคิด หรือ Mindset เป็นของตนเอง ตนจึงสามารถควบคุมตนเองได้ เมื่อตนสามารถคุมได้ จึงรู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร ความสามารถในการเลือกตอบสนองนี่เองคือ การนำตนเอง เมื่อบุคคลนำตนเองได้ จึงสามารถเลือกที่จะเล่นเชิงรุกหรือรับได้ยังเหมาะสม แล้วเราจะพัฒนาคุณสมบัติดังกล่าวนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสร้างการนำตนเอง เล่นเชิงรุกได้

ขอเชิญท่านพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ หากท่านมีส้มผลนึงวางอยู่บนโต๊ะทานข้าวที่บ้าน มันเปรียบได้กับการได้ผลลัพธ์บางอย่างเพื่อเติมเต็มเข้ามาในชีวิต เมื่อเทียบกับภูเขาน้ำแข็ง ผลลัพธ์ที่ว่านี้คืออยู่ส่วนบนสุดของยอดภูเขา

แล้วส้มผลนี้มาวางอยู่บนโต๊ะทานข้าวได้อย่างไร มันลอยมาเองไม่ได้ ท่านต้องไปซื้อมา อาการที่ไปซื้อมานั้นคือ การกระทำ ซึ่งก็ประจักษ์อีก มันจึงอยู่เหนือน้ำ นั่นหมายความว่า ผลลัพธ์ (ได้ส้ม) ย่อมเป็นไปตามการกระทำ (ซื้อส้ม) และเราก็ตัดสินว่าใครจะมีศักยภาพสูงเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำนี้

เมื่อถามต่อว่า แล้วทำไมท่านถึงไปซื้อส้ม มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าท่านอยากทานส้ม สภาวะของการอยากทานส้มนี้ มันมองไม่เห็น มันจึงอยู่ภายในตัว มันเป็นความอยาก มันเป็นแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน กินความรวมถึงทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อว่า ส้มดี มีประโยชน์

ถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่าผลส้มลอยมาเองไม่ได้ เราต้องไปซื้อ และเราไม่ซื้อ ถ้าไม่อยาก นั่นหมายความว่า จะต้องมีความอยากทานส้มก่อน ถึงจะไปซื้อส้ม แล้วท่านคิดว่าอะไรทำให้ท่านอยากทานส้ม อะไรทำให้คนเรามีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งใดๆ ก็ตาม

จากหลักการที่ว่าใดๆ ในโลกนี้เกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในใจเป็นการสร้างทางจิต ครั้งที่สองเป็นการลงมือทำเสมอ การสร้างทางจิตที่ว่านี้มันก็คือ จินตนาการหรือภาพ ในกรณีนี้ก็คือ มีภาพของผลส้มได้ปรากฏขึ้นในใจแล้ว มันเป็นการสร้างครั้งที่หนึ่ง ภาพดังกล่าวจึงทำให้เราอยากทานส้ม แล้วไปซื้อส้ม จึงได้ส้มมาวางบนโต๊ะ

ภาพดังกล่าวนี้เรียกอีกอย่างว่า กรอบความคิด บางคนเรียก กระบวนทัศน์ แล้วก็มีความหมายเดียวกับคำว่า วิสัยทัศน์ วัยรุ่นชอบเรียก มโน แต่เราเรียกกันทั่วไปว่า Mindset

มันมาถึงข้อสรุปที่สำคัญว่า ภาพหรือจินตนาการสร้างแรงบันดาลใจ ขับเคลื่อนศักยภาพภายในให้ฝันเป็นจริง แล้วธรรมชาติของกรอบความคิดคืออะไร

เราลองพิจารณาอีกตัวอย่าง นักกอล์ฟที่อยู่บนกรีน เวลาพัตต์ลูกกอล์ฟ ทำไมนักกอล์ฟจะต้องถอยหลังมาก้าวนึง แล้วตีอากาศก่อนที่จะเข้าไปพัตต์ลูกจริง ทำไมนักเทนนิสก่อนจะเสริ์ฟ ต้องเคาะลูกกับพื้นเสมอ ทำไมนักสนุกเกอร์ก่อนจะปล่อยไม้ เขาจะต้องสาวไม้คิวสองสามครั้ง

แล้วไม่ว่ากิจกรรมใดๆ ก็ตาม ก่อนที่ท่านจะลงมือทำอะไร ท่านต้องใช้เวลาเล็กน้อย เตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความมั่นใจ ก่อนลงมือทำจริงทุกครั้ง ในขณะนั้น นักกีฬาเหล่านี้เขาทำอะไรอยู่

คำตอบคือ เขากำลังวาดภาพ ซึ่งเป็นภาพของความสำเร็จ หรือเป้าหมายที่เห็นลูกกอล์ฟลงหลุมกอล์ฟ เห็นลูกเทนนิสลงตรงตำแหน่งที่ต้องการ เห็นลูกสนุ๊กชนลูกที่ต้องการเพื่อให้ลงหลุมและอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเพื่อกินลูกถัดไป ภาพความสำเร็จดังกล่าวนี้เองสร้างแรงบันดาลใจ ความเชื่อมั่น จากนั้นจึงลงมือทำจริง

ภาพดังกล่าวเป็นของตนเอง ตนเป็นผู้กำหนดได้เอง ดังนั้น แรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น จึงเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น นั่นคือ ตนเลือกได้ว่าจะทำอะไรอย่างไร ซึ่งหากตนเลือกได้ นั่นคือ ตนสามารถนำตนเองได้ เมื่อนำตนเองได้ จึงเลือกได้ว่าจะตอบสนองอย่างไร เมื่อมีความท้าทายผ่านเข้ามาในชีวิต

กรอบความคิดจึงเป็นแหล่งที่มาของศักยภาพทั้งปวง กรอบความคิดจึงเป็นฐานรากของชีวิตกรอบความคิดเปลี่ยนได้ ศักยภาพจึงพัฒนาได้ กรอบความคิดเป็นของตนเอง ศักยภาพจะเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น หากตนกำหนดได้ นั่นแสดงว่าชีวิตเป็นอะไรที่ตนเลือกได้ หากตนเลือกได้ ก็นำตนเองได้ หากนำตนเองได้ ก็สามารถเล่นเชิงรุกได้ หากเล่นเชิงรุกได้ ทุกอย่างก็มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น หากยังไม่ถึงฝั่ง ก็เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ ทำใหม่ เพราะความพลาดพลั้งที่ผ่านมาล้วนเป็นกระบวนการเรียนรู้ทั้งสิ้น มิใช่ความผิด

ในยุคที่โลกมีความผันผวนสูง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความท้าทายต่างประดังเข้ามาทุกทิศทางอย่างสลับซับซ้อน ในการตั้งรับต้องใช้ศักยภาพ ศักยภาพที่สำคัญและเป็นพื้นฐานที่สุดคือ ความสามารถในการนำตนเองอันสะท้อนมาจากการเปลี่ยนกรอบความคิดหรือ Mindset ของตนเองนั่นคือ ตนเท่านั้นที่สามารถกำหนดอนาคตและทิศทางของตนเองและองค์กรได้ เพื่อนำไปสู่ความสมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน หากองค์กรใดยังยึดติดอยู่กับรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ จะไม่รอด เพราะเป็นที่ประจักษ์ว่า ใครก็ตามที่ไม่สามารถปรับตัวเพื่อสร้างการนำตนเองได้ ต้องถูกทิ้ง

The 1 Exclusive ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experience #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

The 1 Exclusive ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experience – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 08:42 น.The 1 Exclusive ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experienceเปิดตัว ‘The 1 Exclusive’ อย่างเป็นทางการ Digital Loyalty Program สำหรับลูกค้า Top Spender ของกลุ่มเซ็นทรัล ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experience รวมครบจบที่เดียวบนแอป The 1

The 1 (เดอะ วัน) ผู้นำดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้แพลตฟอร์มอันดับ 1 ของไทย ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลังธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลและเครือพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 100 แบรนด์ จัดงานเปิดตัว ‘The 1 Exclusive’ โปรแกรมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกคนพิเศษอย่างเป็นทางการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Into The World of Exclusive’ จำลองโลกแห่งความพิเศษของไลฟ์สไตล์หลายรูปแบบและเทคโนโลยีดิจิตอลที่มาบรรจบกัน นำเสนอผ่านนิทรรศการในรูปแบบดิจิตอลอาร์ต สะท้อนรูปแบบไลฟ์สไตล์หลากมิติในโลกยุคดิจิตอล โดยมี เหล่าเซเลบริตี้คนดังซึ่งเป็นสมาชิก The 1 Exclusive ตัวจริง อาทิ มิว นิษฐา-ธราภุช คูหาเปรมกิจ, วสุวัส คูหาเปรมกิจ, อรณิชา กรินชัย, พล ตัณฑเสถียร, วิสาขา-วฤธ หงสนันทน์, เจย์-จริยดี สเปนเซอร์, ฉัตรเบญจา นันทาภิวัฒน์, กฤษฏิ์ จิระเกียรติวัฒนา และทัตวร สุกัณศีล ร่วมสัมผัสและแชร์ประสบการณ์เอ็กซคลูซีฟภายในงาน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ดร.ธรรม์ จิราธิวัฒน์ President – The 1 กล่าวว่า “การสร้างประสบการณ์และมอบสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดเป็นหัวใจหลักของ The 1  จากข้อมูลฐานลูกค้าของเรา พบว่ามีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่มีลอยัลตี้สูงและเป็นลูกค้ากลุ่ม Top Spender โดยมียอดใช้จ่ายผ่านร้านค้าในกลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตรรวมมากกว่า 250,000 บาทต่อรายต่อปี The 1 จึงได้พัฒนาลอยัลตี้ โปรแกรม ‘The 1 Exclusive’ เพื่อเพิ่มระดับการดูแลสมาชิกกลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้น และเป็นการขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ โดยมอบประสบการณ์เอ็กซคลูซีฟ และสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดจากร้านค้าในกลุ่มเซ็นทรัลและเครือพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศกว่า 100 แบรนด์”

สำหรับความพิเศษที่สมาชิก The 1 Exclusive จะได้รับ ประกอบด้วย สิทธิพิเศษ  อาทิ คะแนน The 1 ไม่มีวันหมดอายุ ส่วนลดราคาจากกลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตรมากมายกว่า 100 แบรนด์ และสิทธิการร่วมกิจกรรมก่อนใคร บริการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถพิเศษ ช่องจ่ายเงินพิเศษ สิทธิ์ในการใช้เลานจ์ และบริการ Personal Assistant ฯลฯ รีวอร์ดพิเศษ  ไม่ว่าจะเป็น Birthday Surprises หรือ Only-You Rewards และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถูกรวบรวมและนำเสนอในรูปแบบ Digital Experience เชื่อมต่อประสบการณ์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ บน The 1 Application ที่แสดงผลแบบ 1 on 1 Personalization ออกแบบประสบการณ์ต่างๆ ให้พิเศษเฉพาะแต่ละบุคคลและแตกต่างจากสมาชิกทั่วไป

ภายในงานเปิดตัว ได้ถ่ายทอดความพิเศษของ The 1 Exclusive ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Into The World of Exclusive’ นำเสนอไลฟ์สไตล์หลายรูปแบบและเทคโนโลยีดิจิตอลที่มาบรรจบกัน ผ่านนิทรรศการดิจิตอลอาร์ต เพื่อจำลองประสบการณ์เอ็กซคลูซีฟทั้ง 4 โซน ได้แก่

Zone 1 : Into The World Of Exclusive Tunnel อุโมงค์ Projection Mapping ที่เปิดประตูต้อนรับผู้ร่วมงานเข้าสู่โลกของ The 1 Exclusive โดยฉายแสงสีภาพไลฟ์สไตล์และสิทธิพิเศษของ The 1 Exclusive ภายในอุโมงค์ก่อนเข้าสู่โซนถัดไป

Zone  2 : Exclusive Services จำลองประสบการณ์การบริการสุดพิเศษอย่าง เลานจ์ที่ให้สมาชิก The 1 Exclusive เข้าใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน และศูนย์การค้าเซ็นทรัล รวมถึงบริการ Personal Assistant ผู้ช่วยช้อปปิ้งสำหรับสมาชิก The 1 Exclusive โดยเฉพาะ

Zone 3 : Exclusive Rewards Gallery รวบรวมรีวอร์ดที่น่าสนใจมากมายที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ นำเสนอผ่านกำแพงจอ LED พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ราคาสุดพิเศษให้กับผู้ร่วมงานได้แลกซื้อจริง

Zone 4 : Experience The App จำลองการใช้งานแอป The 1 ด้วย Interactive Display ขนาดใหญ่ ให้ผู้ร่วมงานได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ The 1 Exclusive ในรูปแบบ 1 on 1 Personalization ที่ออกแบบเพื่อสมาชิกแต่ละบุคคลบนแอป ไม่ว่าจะเป็น Just for You Rewards, The 1 Mission สำหรับคุณ

โดยคัดสรรเนื้อหาและข้อเสนอพิเศษต่างๆ ตามรูปแบบไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละคนอย่างตรงจุด และยังคงแนวคิดของการรวมทุกอย่างที่สมาชิกต้องการไว้อย่างครบถ้วนจบในแอปพลิเคชันเดียว เช่น การแสดงบาร์โค้ดสมาชิก The 1 Exclusive เพื่อรับบริการพิเศษต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพกบัตร การตรวจเช็กยอดใช้จ่ายที่แสดงผลแบบเรียลไทม์บนแอป หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่สามารถค้นหาและใช้ได้โดยไม่ต้องพกคูปองใด ๆ

สัมผัสประสบการณ์พิเศษจาก The 1 Exclusive ได้แล้ววันนี้ โดยสมาชิก The 1 สามารถอัพเกรดสถานะสมาชิกเป็น The 1 Exclusive ในปี 2564 ได้ง่ายๆ เพียงสะสมยอดใช้จ่ายในกลุ่มเซ็นทรัลตั้งแต่ 250,000 บาทขึ้นไปในปี 2563 นี้ ดาวน์โหลดแอป The 1 วันนี้ เพื่อเช็คสถานะสมาชิก พร้อมติดตามข่าวสารอัพเดตและข้อมูลสิทธิประโยชน์มากมาย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสิทธิพิเศษจาก The 1 Exclusive ได้ที่ https://www.the1.co.th/the1Exclusive/privileges

Keds x Bow Maylada โปรเจ็กต์สุดน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Keds x Bow Maylada โปรเจ็กต์สุดน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020 – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 11:12 น.Keds x Bow Maylada โปรเจ็กต์สุดน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020Everyday Styles with Keds แจกความสดใสส่งท้ายช่วงปลายปี กับ Keds x Bow Maylada

เอาใจคนไลค์ลุคน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020 กับโปรเจ็กต์ที่พร้อมแจกความสดใส โดย Keds (เคดส์) จับมือกับนางเอกสาวหน้าใสอย่าง โบว์-เมลดา สุศรี ที่มารับบทบาทเป็น Brand Endorser พร้อมครีเอตโปรเจ็กต์สุดน่ารักที่นำเสนอความเป็นผู้หญิงในแบบของตัวผ่านสไตล์การแต่งตัวอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรสที่ให้ลุคหวานแกมซุกซน กางเกงยีนส์กับเสื้อคาร์ดิแกนลุคเรียบเท่ ไปจนถึงเสื้อฮู้ดดี้กับกระโปรงสั้นแนวสปอร์ต

โดยแต่ละลุคโบว์ได้เลือกรองเท้าผ้าใบรุ่นต่างๆ ของ Keds มาแมทช์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นคลาสสิกตลอดกาลอย่าง Champion, Crew Kick75, Tiebreak ไปจนถึงรุ่น Seasonal อย่างรุ่น Chillax Seasonal Solids, K-89 Leather, Kickstart Pennant เป็นต้น

แวะไปเลือกช้อปรองเท้ารุ่นใหม่นี้ได้ที่ www.keds.co.th ทาง LINE :@KedsThailand หรือคลิกได้เลยที่ http://bit.ly/KedsLine หรือที่ร้าน Keds, เคานท์เตอร์ Keds และร้าน Ikon ทุกสาขา ติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่ Facebook และ Instagram : @KedsThailand