The Emporia ห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง บุฟเฟ่ต์ติ่มซำที่น่าลิ้มรส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

The Emporia ห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง บุฟเฟ่ต์ติ่มซำที่น่าลิ้มรส – โพสต์ทูเดย์ กิน-เที่ยว (posttoday.com)

วันที่ 21 พ.ย. 2563 เวลา 14:20 น.The Emporia ห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง บุฟเฟ่ต์ติ่มซำที่น่าลิ้มรสไฮไลท์อยู่ที่บุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวันสไตล์กวางตุ้ง ชมวิวสวยของกรุงเทพที่ The Emporia

อิ่มท้องมองวิวสวยกับบุฟเฟ่ต์ติ่มซำคุณภาพอร่อยสไตล์กวางตุ้งที่ The Emporia ห้องอาหารจีนในโรงแรม Emporium Suite ที่อยู่ที่เดียวกับห้าง Emporium เพียงกดขึ้นไปที่ชั้น EL ก็จะได้พบกับห้องอาหารหรู วิวสูงเห็นตึกน้อยใหญ่ใจกลางเมือง บรรยากาศในร้านตกแต่งอย่างสวยงามแบบโมเดิร์น มองลงไปข้างล่างยังมองเห็นสวนเบญจสิริอีกต่างหาก

อาหารที่นี่นั้นจะเป็นอาหารจีนกวางตุ้งแท้ นอกนอกจากa la carte แล้ว ทางห้องอาหารยังมีบุฟเฟต์ติ่มซำซึ่งจะมีเฉพาะมื้อกลางวัน วันจันทร์ – วันพฤหัส  650 บาท วันศุกร์ – วันอาทิตย์  890 บาท รวมชาและเก็กฮวย สั่งได้ทั้งร้อนและเย็นไม่จำกัด (ราคาและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

รายการอาหารหลากหลายมีให้เลือกกว่า 40 เมนูทั้งออเดิร์ฟ จานหลัก ซุป ขนมหวาน ฯลฯ เป็ดย่าง หมูแดง ซาลาเปา ขนมจีบ ซุป ฮะเก๋า ฟองเต้าหู้ทอด ขนมจีบกุ้ง ของทอดต่างๆ รสชาติบอกเลยว่าผ่าน โดยจะเน้นไปที่อาหารทะเล กุ้ง ปู ที่คัดมาตัวเน้นๆชิ้นใหญ่เด้งดึ๋งในปาก ของทอดกรอบเคี้ยวเพลิน สั่งได้เรื่อยๆไม่อั้นรวมในเมนูไว้แล้ว

ห้องอาหารนี้เมื่อลูกค้าสั่งจะทำให้สดใหม่ไม่ค้างรอไว้ ทำให้อาหารที่เราได้รับประทานสดใหม่ เสิร์ฟมาขณะยังร้อน กรอบนาน รสชาติดี ที่สำคัญรอไม่นานเลย ด้านพนักงานสุภาพตามมาตรฐานโรงแรมคอยดูแลเทคแคร์ตลอด สำหรับคุณภาพอาหาร การบริการ สถานที่วิวสวย มาเป็นครอบครัว มากับคนรักหรือเพื่อน จะแบบไหนก็ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

การเดินทางไปห้องอาหาร Emporia ที่ Emporium suite (ชั้น EL)นั้นง่ายนิดเดียว สามารถเดินเข้าทางข้างๆดิเอ็มโพเรียม ติดBTS พร้อมพงษ์ ได้เลย บุฟเฟ่ต์ติ่มซำมีทุกวัน ตั้งแต่ 11.30-14.00น. วันจันทร์ – วันพฤหัส  650 บาท วันศุกร์-วันอาทิตย์  890 บาท  รวมอาหารเครื่องดื่มหมดทุกรายการ

‘ตาข่าย’ ร้านอาหารไทยฝีมือลุงนูน-ป้าใหญ่ เชฟผู้หลงใหลอาหารปักษ์ใต้ @โรสวูด ภูเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘ตาข่าย’ ร้านอาหารไทยฝีมือลุงนูน-ป้าใหญ่ เชฟผู้หลงใหลอาหารปักษ์ใต้ @โรสวูด ภูเก็ต – โพสต์ทูเดย์ กิน-เที่ยว (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 10:20 น.'ตาข่าย' ร้านอาหารไทยฝีมือลุงนูน-ป้าใหญ่ เชฟผู้หลงใหลอาหารปักษ์ใต้ @โรสวูด ภูเก็ตเชฟคู่สามีภรรยาประจำ “ตาข่าย” (Ta Khai) ร้านอาหารไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของ โรสวูด ภูเก็ต นำเสนอเมนูต้นตำหรับที่รังสรรค์โดยลุงนูนและป้าใหญ่ เชฟผู้หลงใหลอาหารปักษ์ใต้ และเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารพื้นเมืองมานานกว่า 30 ปี

จากความชอบสู่จานอาหาร ลุงนูนและป้าใหญ่ เชฟคู่สามีภรรยาประจำ “ตาข่าย” (Ta Khai) ห้องอาหารไทยชื่อดังของโรสวูด ภูเก็ต เริ่มต้นจากความชื่นชอบในรสชาติและความหลงใหลในการปรุงอาหารปักษ์ใต้ต้นตำรับ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์การปรุงอาหารมานานกว่า 30 ปี สู่การรังสรรค์เมนูอาหารจานพิเศษ โดยนำเสนอในรูปแบบดั้งเดิมแฝงกลิ่นอายของบรรยากาศครอบครัวชาวประมงท้องถิ่น เพื่อมอบประสบการณ์การทานอาหารพื้นเมืองอย่างแท้จริง

ลุงนูน-โรจน์แก้ว และ ป้าใหญ่-แสงจันทร์ สุทธิธรรมมานนท์ พบกันครั้งแรกเมื่อครั้งที่ลุงนูนทำงานที่ร้านอาหารที่จังหวัดตรังบ้านเกิดของป้าใหญ่ผู้ซึ่งชื่นชอบรสชาติของข้าวผัดทะเลที่ลุงนูนเป็นคนทำจึงได้ทำความรู้จักเพื่อขอสูตรลับความอร่อยและวิธีการปรุง นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นนำมาสู่ความรัก ความเข้าใจ และทำให้ทั้งคู่ได้แต่งงานและสร้างครอบครัวร่วมกัน

หลังแต่งงาน ลุงนูนและป้าใหญ่เปิดร้านอาหาร “กุ๊กไทย” ในจังหวัดตรังและดำเนินกิจการกว่า 20 ปี กระทั่งเพื่อนรักของพวกเขามองเห็นศักยภาพในการปรุงอาหารของทั้งคู่จึงได้ชักชวนไปประจำตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวที่ร้านอาหารปากน้ำซีฟู้ด สาขารัษฎา ตั้งอยู่นอกตัวเมืองของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งทั้งคู่ได้แสดงฝีมือและรังสรรค์ความอร่อยสู่ลูกค้าเป็นระยะเวลา 18 เดือน ก่อนที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรสวูดภูเก็ตในฐานะเชฟประจำห้องอาหารตาข่ายที่ซึ่งแขกจะได้ลิ้มรสอาหารไทยปักษ์ใต้จากฝีมือลุงนูนและป้าใหญ่ โดยเฉพาะเหล่าเมนูโปรดที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคนิคและส่วนผสมแบบดั้งเดิม

หนึ่งในเมนูโปรดของทั้งสองคือแกงปู (Gaeng Poo) เมนูที่มีเอกลักษณ์ด้วยเครื่องแกงสูตรเฉพาะซึ่งได้ถูกปรับปรุงสูตร มาตลอดระยะเวลาหลายปีจากความรู้ที่ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคน คำแนะนำของผู้คนในท้องถิ่นรวมไปถึงข้อติชม จากลูกค้าที่มาใช้บริการร้านอาหาร “กุ๊กไทย” ในจังหวัดตรัง เมื่อนำมาประกอบอาหารร่วมกับวัตถุดิบสดใหม่อย่างขมิ้นและ ใบชะพลูซึ่งปลูกในท้องถิ่นโดยไม่ใช้สารเคมี จึงมั่นใจได้ว่าอาหารทุกจานได้รสชาติที่ถูกปากและปลอดภัย

นอกเหนือจากนั้น ห้องอาหารตาข่ายยังมอบประสบการณ์อาหาร 4 ภูมิภาคของประเทศไทย สัมผัสกับเมนู A la carte ที่หลากหลาย หรือเปิดประสบการณ์ความอร่อยไปกับเซ็ตเมนูที่สามารถเลือกได้ถึง 6 หรือ 8 จาน โดยยึดมั่นในหลัก ‘Partners in Provenance’ สนับสนุนวัตถุดิบของเกษตรกรและผู้ผลิตในท้องถิ่น เพื่อนำเสนออาหารที่สด สะอาด มีคุณภาพสูงสุดแก่ลูกค้าที่ไว้วางใจมาใช้บริการ

แน่นอนว่าลุงนูนและป้าใหญ่คือผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของทุกเมนูที่ห้องอาหารตาข่ายซึ่งถูกปรุงอย่างพิถีพิถัน ใช้วัตถุดิบและสมุนไพรสดใหม่ที่ดีที่สุดที่หาได้ในท้องถิ่น ใส่ใจเสมือนปรุงสำหรับต้อนรับญาติมิตรที่บ้านตนเอง ทุกจานอาหารประกอบด้วย รสเปรี้ยว หวาน เค็ม ขมและเผ็ด อันเป็นรสชาติพื้นฐานของอาหารไทยที่จะช่วยให้เจริญอาหาร

“เคล็ดลับของอาหารไทยอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ตลอดจนการค้นหาความลงตัวของสมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อไม่ให้วัตถุดิบใดโดดเด่นเกินไป” ลุงนูนกล่าว

“เครื่องปรุงรสที่เราได้คัดสรรมาอย่างดีไม่เพียงแต่จะมอบรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย และแน่นอนว่าความหลงใหลและความทุ่มเทก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันในการรังสรรค์รสชาติที่อร่อยพร้อมด้วยคุณประโยช์ที่ลงตัว” ป้าใหญ่กล่าว

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://www.facebook.com/TaKhaiPhuket/ และ https://www.facebook.com/RosewoodPhuket/

อลังการงานเคาท์ดาวน์ที่ทุกคนรอคอย Amazing Thailand Countdown 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อลังการงานเคาท์ดาวน์ที่ทุกคนรอคอย Amazing Thailand Countdown 2021 – โพสต์ทูเดย์ กิน-เที่ยว (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 08:30 น.อลังการงานเคาท์ดาวน์ที่ทุกคนรอคอย Amazing Thailand Countdown 2021ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมพลังเตรียมสร้างมหาปรากฏการณ์บนโค้งน้ำเจ้าพระยา เฉลิมฉลองค่ำคืนเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “Amazing Thailand Countdown 2021” ส่งต่อความหวังและกำลังใจจากประเทศไทยยังผู้คนทั่วโลกด้วยพลุความหมายเป็นมงคลทั้ง 7 องก์

ร่วมชมความตระการตาของการนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ไอคอนสยาม และพันธมิตรสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมพลังหัวใจไทยสร้างมหาปรากฏการณ์ “Amazing Thailand Countdown 2021” กิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ตลอดจนเป็น Global Countdown Destination พร้อมส่งต่อความหวัง กำลังใจจากประเทศไทยยังผู้คนทั่วโลกเพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์ และเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง ผ่านการแสดงพลุรักษ์โลกสุดตระการตาบนแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ณ ริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ความสุขเหนือสายน้ำ” สื่อความหมายถึงความหวัง ความศรัทธา ความรุ่งเรือง และความสุข จำนวนกว่า 20,000 ดอก บนโค้งน้ำเจ้าพระยาระยะทาง 1,400 เมตร ครอบคลุมรัศมีการชมได้มากกว่า 5 กิโลเมตร รอบเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 

สำหรับการแสดงพลุรักษ์โลกที่จะส่องแสงเปล่งประกายในยามค่ำคืนครั้งนี้ ประกอบด้วยพลุ 7 องก์ สื่อความหมายถึงความหวัง ความศรัทธา ความรุ่งเรือง และความสุข เพื่อเป็นการส่งต่อความหวังและกำลังใจจากประเทศไทยยังผู้คนทั่วโลก ให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์และเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง อาทิ

องก์ที่ 1 – Big Hope : ความหวังอันยิ่งใหญ่ สว่างไสว โชติช่วง พลุองก์แรกที่ฉาบท้องฟ้าอันมืดมิดให้สว่างไสว เปรียบดังความหวังที่เป็นเหมือนแสงไฟที่ปลายอุโมงค์ อันจะเป็นแรงผลักดันให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ

องก์ที่ 2 – Believe : ความเชื่อมั่น ความศรัทธา และมุ่งมั่น พลุหลากหลายรูปแบบทยอยกันแต่งแต้ม อวดแสงสีที่สวยงามจนเต็มผืนฟ้า เช่นเดียวกับ ความเชื่อมั่น ความศรัทธา และความมุ่งมั่น ที่จะช่วยเติมเต็มให้การเดินทางไปสู่สิ่งที่หวังเป็นจริงได้

องก์ที่ 3 – Brilliant Life : การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ พลุรูปทรงหัวใจขนาดใหญ่ แทนชีวิตที่เติมเต็มไปด้วยวงล้อมแห่งความห่วงใยในสุขภาพ อันเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงอยู่สำหรับทุกผู้คนในสังคม ที่ต้องดำเนินชีวิตด้วยความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ

องก์ที่ 4 – Beautiful World : การจรรโลงโลก ให้งดงามน่าอยู่ พลุดอกไม้หลากสี เป็นตัวแทนของการมองโลกในแง่ดี บ่มเพาะสิ่งที่สวยงามที่ได้พบเจอ แม้เพียงเล็กน้อย ให้เติบโตและเบ่งบานในหัวใจ ใช้เป็นพลังบวกในการดำเนินชีวิต

องก์ที่ 5 – Blooming Wealth presented by ธนาคารกสิกรไทย พลุสีเขียว ที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ และพลุสีทอง ที่เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง เฟื่องฟู พลุทั้งสองสีประดับประดาเต็มท้องฟ้า และสะท้อนยังผืนน้ำ เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเจริญของประเทศไทยในทุกด้าน

องก์ที่ 6 – Be Together presented by ทรู คอร์ปอเรชั่น พลุโทนสีแดง ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือใหญ่ พร้อมใจกันปรากฏสู่สายตาจนเต็มท้องฟ้าเปรียบได้กับความสามัคคี และการรวมพลังใจ พลังกาย เพื่อสร้างสรรค์โลก และเพื่ออนาคตข้างหน้าที่สว่างสดใส

องก์ที่ 7 – Best Begin : จุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ความตระการตาของพลุที่ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง จนสว่างไสวไปทั้งผืนฟ้า ผืนดิน และผืนน้ำ เป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นสิ่งที่ดีงามในการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ และแสงสว่างแห่งการเริ่มต้นความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกครั้ง และจะเป็นปีที่ประเทศไทยและทั่วโลก จะได้พบกับความสุขและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในทุกมิติ

“การจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2021” นับเป็นกิจกรรมยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ซึ่งททท.จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ ลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง รักษาคุณค่าและจุดเด่นของขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ความเป็นไทย และมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนคนไทย โดยในปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองรอง 5 พื้นที่ ประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และในส่วนพื้นที่หลักของกรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2021” ร่วมกับ ไอคอนสยาม ตลอดจนองค์กรพันธมิตรทุกภาคส่วน ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ซึ่งเป็น Landmark งานเคาท์ดาวน์สุดยิ่งใหญ่ตระการตาของประเทศไทย และยังเป็น Global Countdown Destination ของการเฉลิมฉลองค่ำคืนเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก 

จากสถานการณ์โรคระบาดตั้งแต่ต้นปี จะเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถรับมือกับโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งด้วยประเทศไทยมีวัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่า ธรรมชาติอันงดงาม และอาหารที่หลากหลาย ทำให้กรุงเทพมหานคร ยังเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวอันดับ 1 จากการค้นหาข้อมูลของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าว

ด้านนายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ครั้งนี้ว่า “หนึ่งในปณิธานของไอคอนสยาม คือ การเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมเชิดชูแม่น้ำเจ้าพระยาสายประวัติศาสตร์นี้ออกไปสู่สายตาชาวต่างชาติ เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก และเพื่อตอกย้ำให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็น Global Countdown Destination เป็นแลนด์มาร์คของการเฉลิมฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ระดับประเทศที่มีชื่อเสียงไปในระดับโลก เราจึงมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างสรรค์มหกรรมงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ในงาน “Amazing Thailand Countdown 2021” ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ศกนี้ ณ ริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งสถานที่สวยงามด้วยไฟประดับประดาสว่างไสวอลังการริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

การจัดงานในปีนี้ นอกจากมหกรรมความบันเทิงสุดยิ่งใหญ่ตลอดค่ำคืนจากกองทัพศิลปินดาราที่จะมาส่งมอบสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ให้แก่คนไทยแล้ว ไอคอนสยาม ยังได้จัดเตรียมไฮไลท์การแสดงพลุดอกไม้ไฟที่ทำจากข้าวเหนียวไทย นวัตกรรมการสร้างสรรค์พลุแบบรักษ์โลกจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำนวนกว่า 20,000 ดอก บนโค้งน้ำเจ้าพระยาระยะทาง 1,400 เมตร คาดว่ามีผู้ร่วมรับชมในรัศมี 5 กิโลเมตรมากกว่า 3 ล้านคน นอกจากนี้ ในปีนี้ยังได้จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่าย “Amazing Thailand Countdown 2021” ในหัวข้อ Magic Upon The River สะท้อนภาพความงดงามของการแสดงพลุดอกไม้ไฟในค่ำคืนส่งท้ายปี โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รักการถ่ายภาพได้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดอีกด้วย”

สำหรับการจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2021” ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ได้แก่ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) พร้อมพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, กรมเจ้าท่า, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา และมูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน – คลองสาน พร้อมเพิ่มช่องทางการรับชมสด (Live) ผ่านทางโทรทัศน์ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32 HD และช่องทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค ICONSIAM, Thairath – ไทยรัฐออนไลน์ และ Khaosod – ข่าวสด และทางแอพพลิเคชั่น TrueID ทั้งนี้ ผู้ร่วมงานสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ด้วยการสัญจรที่ครอบคลุมและเชื่อมต่อทุกเส้นทางการคมนาคมทั้งรถ ราง เรือ ตามที่กรุงเทพมหานคร ได้มีกำหนดพร้อมเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางมาร่วมงานได้อย่างง่ายดาย

ชวนคนรักศิลปะมาพักใจ ดื่มด่ำงานศิลป์ร่วมสมัยระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชวนคนรักศิลปะมาพักใจ ดื่มด่ำงานศิลป์ร่วมสมัยระดับโลก – โพสต์ทูเดย์ กิน-เที่ยว (posttoday.com)

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 09:15 น.ชวนคนรักศิลปะมาพักใจ ดื่มด่ำงานศิลป์ร่วมสมัยระดับโลก เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่กลับมาจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในกรุงเทพมหานคร Bangkok Art Biennale 2020 ปรากฏการณ์งานศิลป์ที่ One Bangkok และ The PARQ

“วัน แบงค็อก” และ “เดอะ ปาร์ค” เนรมิตพื้นที่จัดเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020”  ชวนคนรักศิลปะมาพักใจ ดื่มด่ำเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่กลับมาจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในกรุงเทพมหานคร โดยในครั้งนี้ วัน แบงค็อก (One Bangkok) และ เดอะ ปาร์ค (The PARQ) โครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบมิกซ์ยูสใจกลางกรุงเทพฯ ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างปรากฏการณ์ด้วยการจัดสรรพื้นที่ วัน แบงค็อก (One Bangkok) ได้แก่ The Prelude (เดอะ พรีลูด), BAB Box (แบ๊บ บ็อกซ์) และ The PARQ (เดอะ ปาร์ค) บริเวณชั้น 15 รวมถึง BAB Café ชั้น 3 เพื่อจัดแสดงหลากหลายผลงานจากศิลปินชั้นนำ พร้อมผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลก และส่งเสริมให้คนไทยได้สร้างความสุขผ่านงานศิลปะอย่างใกล้ชิดมากขึ้น 

จากความสำเร็จอย่างงดงามของเทศกาล บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ครั้งแรก เมื่อปี 2018 งาน“บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่” จึงถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่2ภายใต้แนวคิด “ศิลป์สร้าง ทางสุข (Escape Routes)” โดยในปีนี้ได้มีการคัดเลือกผลงานศิลปะกว่า 200 ชิ้นจากศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 82 ชีวิต ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อพาทุกท่านไปสัมผัสซึมซับ ตีความ และร่วมกันค้นหาทางออกให้กับเหตุการณ์รอบตัวที่มนุษย์และโลกกำลังเผชิญทั้งในแง่ของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกบรรจงถ่ายทอดออกมาในรูปแบบจิตรกรรมประติมากรรม ภาพถ่าย ภาพพิมพ์ ศิลปะจัดวาง วิดีทัศน์ สื่อผสม แผนผังสถาปัตยกรรม และอีกมากมาย ที่สำคัญ เทศกาล บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 ยังจะมีบทบาทเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะสร้างความตื่นตัวและแรงบันดาลใจให้กับวงการศิลปะของบ้านเรา รวมไปถึงผู้ที่สนใจในด้านสื่อ การออกแบบ นักเรียน-นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ตลอดจนช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นเทศกาลใหญ่ระดับนานาชาติเทศกาลแรกๆ ที่จัดขึ้นด้วยวิ ถีNew Normalภายหลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

ในโอกาสนี้วัน แบงค็อก (One Bangkok) และ เดอะ ปาร์ค (The PARQ) ได้ก้าวเข้ามาสนับสนุนเทศกาล บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 อย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นการสานต่อจากภารกิจด้านศิลปะที่ทั้งสองโครงการฯ เคยดำเนินไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว “BAB Box” เมื่อ 2 ปีที่แล้วภายในโครงการ วัน แบงค็อก เพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานในเทศกาลบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ รวมถึงการจัดแสดงงานศิลปะสาธารณะร่วมสมัยแบบถาวรในชื่อ “The PARQ Collection” ภายในพื้นที่โครงการเดอะ ปาร์ค ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ล้วนแต่เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ วัน แบงค็อก และ เดอะ ปาร์ค ในฐานะภาคเอกชนที่เน้นส่งเสริมศิลปะในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตและการสร้างสถานที่ ทั้งวัน แบงค็อก และ เดอะ ปาร์ค มีแนวคิดตรงกับบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 ที่ต้องการดึงศิลปะให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนมากขึ้น และพยายามทลายภาพจำเดิมๆ ของงานศิลปะในเมืองไทยที่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นสิ่งที่พบได้เฉพาะในหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมอย่างเดียว จนในที่สุดจึงเกิดการนำงานศิลปะในเทศกาลฯ มาจัดแสดงภายในโครงการมิกซ์ยูสที่ตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ และเดินทางสัญจรได้อย่างสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะขึ้นมาในคราวนี้ ทั้งนี้ ทีมภัณฑารักษ์ได้ทุ่มเทคัดสรรผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินที่น่าจับตามองทั่วทุกมุมโลกเพื่อนำมาจัดแสดงในเทศกาลฯ อย่างเต็มที่ แม้ในปีนี้จะต้องเผชิญความท้าทายอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะในเรื่องการจัดส่งและติดตั้งผลงานที่ต้องประสานกันแบบข้ามน้ำข้ามทะเลระหว่างตัวศิลปิน ภัณฑารักษ์ และทีมงานอาสาสมัครในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด  

เดอะ พรีลูด, BAB Box ในโครงการ วัน แบงค็อกและเดอะ ปาร์ค คือ 3 สถานที่จัดแสดงผลงานในเทศกาล บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 จากทั้งหมด 10 สถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร โดยผลงานไฮไลต์ที่จัดแสดงในเดอะ พรีลูด, BAB Box และเดอะ ปาร์ค ที่บรรดาคนรักศิลปะไม่ควรพลาดชม ได้แก่ 

เดอะ พรีลูด 

Dusit Thani Province 1 โดย ประทีป สุธาทองไทย : งานสันนิษฐานรูปแบบสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดดุสิตธานีจากการศึกษาภาพถ่ายแบบจำลองของสมัยรัชกาลที่ 6 โดยนำมาสร้างขึ้นใหม่ในรูปแบบพิมพ์เขียวด้วยเทคนิคจิตรกรรมเหมือนจริง พร้อมทั้งยังเชื่อมโยงเมืองในฝันแห่งนี้เข้ากับการสำรวจความเป็นจริงผ่านมุมมองภาพถ่ายทางอากาศของหมู่บ้านน้อมเกล้า ในอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลมอบที่ดินทำกินให้อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อยุติสงครามการต่อสู้กับรัฐ 

BAB Box 

DO A TO MII Doll 1939, Doll 2020 โดย โลเล : งานจิตรกรรมและประติมากรรมที่แสดงถึงสภาพร่างกายที่เปรียบเหมือน สังคม ชุมชน เมือง ประเทศ และโลก ที่มีตุ๊กตาหุ่นไซบอร์กขนาดยักษ์ เป็นตัวแทนสะท้อนเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในช่วงเวลานี้  ตั้งแต่โรคระบาด ไปจนถึงภัยแห่งความขัดแย้งของมนุษย์ด้วยกันเอง 

Martyrs: Earth, Wind, Fire, Air โดย บิล วิโอลา : การฉายวิดีโอของเหล่า “มาร์ไทร์ (Martyrs)” หรือผู้ยอมพลีชีพ ที่แบกรับความเจ็บปวด ความยากลำบาก เพื่อยืนหยัดต่อคุณค่าความเชื่อและหลักการของตน ในขณะที่ร่างกายถูกทดสอบต่อการทรมานโดยดิน น้ำ ลม ไฟจนถึงขีดจำกัด 

Devi/The River (After Aristide Maillol) โดย ธเนศ อ่าวสินธุ์ศิริ : ผลงานที่ใช้ร่างกายของผู้หญิงในสื่อต่างๆ ทั้งผลงานจิตรกรรมระดับโลกอย่าง Gabrielle d’Estrées and One of Her Sisters และบางส่วนจากภาพยนตร์ เรื่อง Persona ของผู้กำกับฯ Ingmar Bergman มาสร้างความเชื่อมโยงและตีความหมายใหม่ในมุมมองที่สร้างความรู้สึกให้กับผู้ชมพร้อมกับท้าทายประเด็นเรื่องความคิดต้นแบบ 

เดอะ ปาร์ค 

A Child’s World in the Days of Adults โดย ณรงค์ยศ ทองอยู่ : การค้นหา “ความจริงเกี่ยวกับวัสดุ” และการเปิดเผยแก่นแท้ของความจริงนั้น โดยกระตุ้นให้ผู้ชมเปรียบเทียบความเป็นจริงกับจินตนาการ ผ่านกระบวนการประดิษฐ์ของเล่นที่แขวนอยู่รอบบริเวณซึ่งทำมาจากเศษสิ่งของและขยะที่พบในทะเล โดยมีตุ๊กตาตาบอดหลายตัวสะท้อนถึงความต้องการหลีกหนีความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันและการย้ายถิ่น 

Tooth Clinic โดย โน้ต กฤษดา : ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจากคลินิกหมอฟันในวัยเด็กซึ่งฝังอยู่ในความทรงจำของศิลปินถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานวาดเส้น ประติมากรรม และอนิเมชันสามมิติ เพื่อพาผู้ชมไปสู่ประสบการณ์ใหม่ รวมไปกระตุ้นความรู้สึกที่มีร่วมกัน 

Rising โดย มารีนา อบราโมวิช : ผลงานเวอร์ชวลเรียลลิตี้ชิ้นแรกของ มารีนา อบราโมวิช ที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อสะท้อนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และถูกนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยเครื่องเล่นเวอร์ชวลเรียลลิตี้และถังแก้วที่มารีนาติดอยู่ภายในและกำลังจะจมน้ำจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น บนท่าเรือไม้แห่งหนึ่งกลางมหาสมุทรอาร์คติกที่น้ำแข็งละลายลงสู่ทะเล 

Bleu Blanc Rouge โดย ยุรี เกนสาคู : การนำผลงาน “เสรีภาพนำประชาชน (Liberty Leading The People)” ของเดอลาครัวซ์ ซึ่งเป็นภาพวาดคลาสสิกที่แสดงถึงการต่อสู้และอุทิศชีวิตของประชาชนชาวฝรั่งเศส เพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญมาตีความใหม่แบบร่วมสมัยผ่านการผสมผสานตัวการ์ตูนน่ารักสดใส  

Sphere with Rectangle Hole, Sphere with Triangle Hole, Sphere with Square Hole และ Sphere with Oval Hole โดย อนิช คาพัวร์ : วัตถุโลหะมันเงาโดยฝีมือการรังสรรค์ของศิลปินสาขาประติมากรรมระดับแนวหน้าของโลก ซึ่งสร้างภาพลวงที่จะพาเราหลีกหนีจากความจริงเข้าสู่มิติใหม่ๆ ผ่านรูปทรงสามเหลี่ยม ทรงกลม วงรี และสี่เหลี่ยมจัตุรัส 

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานศิลปะทั้งหมดที่จัดแสดงในเดอะ พรีลูด, BAB Boxโครงการวันแบงคอกและเดอะ ปาร์ค ยังมีผลงานที่น่าสนใจอีกมากมายที่รอให้คุณได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง โดยเทศกาลบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่2020เปิดให้ทุกท่านสามารถรับชมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31มกราคม 2564  ติดตามข้อมูลข่าวสาร และตารางกิจกรรมของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 ได้ทาง www.bkkartbiennale.com และโซเชียลมีเดีย Facebook และ Instagram: Bkkartbiennale 

แซ่บสุโก้ย..เทศกาลอาหารผสานสองวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แซ่บสุโก้ย..เทศกาลอาหารผสานสองวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น – โพสต์ทูเดย์ กิน-เที่ยว (posttoday.com)

วันที่ 16 พ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.แซ่บสุโก้ย..เทศกาลอาหารผสานสองวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่นชวนอิ่มอร่อยกับเทศกาลอาหารผสานสองวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น แซ่บ สุโก้ย Zaab Sugoi Thai-Japan Food & Cultural Fair ณ ห้างสยาม ทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม

ไม่ต้องบินไปญี่ปุ่นก็ได้กินของอร่อยจากแดนซากุระ เมื่อห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย สยาม ทาคาชิมายะ ร่วมกับ เมืองสุขสยาม รังสรรค์เทศกาลอาหารผสานสองวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่น “แซ่บ สุโก้ย Zaab Sugoi Thai-Japan Food & Cultural Fair” เพื่อเแลกเปลี่ยนและส่งเสริมวัฒนธรรมระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 2 ปี ของห้างสยาม ทาคาชิมายะ และเมืองสุขสยาม ผนึกความสุขของวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน โดยได้รับเกียรติจาก ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด และ ชิเงกิ โคบายาชิ ผู้อำนวยการสำนักข่าวสารญี่ปุ่นแห่งสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในงาน 

งานนี้ชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์ความอร่อยไปกับเมนูเด็ดที่นำอาหารประจำชาติไทยและวัตถุดิบขึ้นชื่อของญี่ปุ่นมาผสมผสานและรังสรรค์ขึ้นเป็นเมนูสุดพิเศษครั้งแรก อาทิ ส้มตำหมึกดองวาซาบิ, ซูชิ 4 ภาค, โอนิกิริหมูย่างแจ่วบอง, ขนมเค้กมันม่วงไส้ทุเรียน, ราเม็งแกงเขียวหวาน, ปอเปี๊ยะไส้แกงกระหรี่ ฯลฯ พร้อมอิ่มอร่อยกับเมนูอาหารอีกมากมายจากร้านอาหาร ชื่อดังที่รวบรวมมาออกร้านกว่า 50 ร้านค้า

พร้อมสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการแสดงสืบสานศิลปะวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่นที่หาดูได้ยาก อาทิ กิจกรรมเวิร์คช็อปการพับกระดาษโอริกามิ 3 มิติ โดย คุณเอกสิทธิ์ เข้มงวด ศิลปินนักพับกระดาษมือหนึ่งของเมืองไทย, ชมการแล่ปลา Anko (อังโค) จากร้านมาสะ ซูชิ (Masa Sushi), การแสดงฟ้อนหางนกยูงจาก และการโชว์ทำโมจิสดจากเชฟญี่ปุ่น ฯลฯ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Food Journey Shoot & Share ให้ร่วมสนุกพร้อมรับของรางวัลมากมาย รวมถึงโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษจากร้านค้าของ Siam Takashimaya อาทิ เนื้อริบอายวากิว A4 จากร้าน Sugimoto ขนาด 100 กรัม ปกติ 1,000 บาท ราคาพิเศษเพียง 700 บาท และเนื้อวากิวสเต๊ก A4 ขนาด 150 กรัม ปกติ 750 บาท ราคาพิเศษ 500 บาท, เมนู SALMON 4 OCEAN DON ปกติราคา 549 ลดพิเศษเหลือเพียง 499 บาทจากร้าน Omakase Don, เลม่อนชีสทาร์ตจากร้าน Gokoku ราคาปกติ 145 บาท ลดพิเศษ 95 บาท และโปรโมชั่นจากร้านค้าอื่นๆ อีกมากมาย

ไปกันได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 พฤศจิกายน 2563 ณ ชั้น G ห้างสยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-011-7500 หรือ Facebook : Siam Takashimaya

ไส้กรอก-แฮม-เบคอน vs มะเร็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไส้กรอก-แฮม-เบคอน vs มะเร็ง – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 08:13 น.ไส้กรอก-แฮม-เบคอน vs มะเร็งรู้เท่าทันการกินไส้กรอก-แฮม-เบคอน เสี่ยงเป็นมะเร็งจริงหรือ

ครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ขอหยิบเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ เพราะไม่ว่าใครก็อยากกินไส้กรอก-แฮม-เบคอน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ออกรายงาน (เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558) ว่าการกินเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอนนั้น เป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็ง จนทำให้เป็นข่าวใหญ่ระดับโลกและก่อให้เกิดความตื่นกลัวในหมู่ประชาชนจนไม่กล้ากินหรือไม่ให้เด็กๆ กินเนื้อแปรรูปเหล่านี้  ประเทศต่างๆ และอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ได้ออกมาคัดค้านว่าไม่เป็นความจริง ดังนั้น เรามารู้เท่าทันเรื่องนี้กันดีกว่า

“…รายงานขององค์การอนามัยโลก จัดให้ไส้กรอก เบคอน และแฮม เป็นสารก่อมะเร็งมากที่สุดในระดับเดียวกับบุหรี่ แอลกอฮอล์ แร่ใยหิน และสารหนู”

รายงานดังกล่าวมาจาก The International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสาขาขององค์การอนามัยโลก โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ 22 คนจาก 10 ประเทศมาประชุมกันเพื่อระบุสิ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เวทีครั้งนี้ได้มีการนำผลงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 800 ผลงานมาใช้ในการจัดทำรายงานดังกล่าว 

IARC ระบุว่า เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 และเนื้อแดงอยู่ในกลุ่ม 2A เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งตับอ่อนและมะเร็งต่อมลูกหมาก

..เนื้อสัตว์แปรรูป หมายถึง เนื้อสัตว์ที่มีความเค็ม ใส่สารกันบูด หมัก รมควัน ปรุงกลิ่นแต่งรส  

..เนื้อแดง หมายถึง เนื้อวัว เนื้อลูกวัว หมู แกะ ม้า หรือห่าน และประมาณครึ่งหนึ่งของเนื้อแดงที่บริโภคกันทั่วโลกนั้นเป็นเนื้อแปรรูป 

  • การกินเนื้อแปรรูปทุกวัน วันละ 50 กรัม หรือเท่ากับไส้กรอกหนึ่งชิ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่กับไส้ตรงร้อยละ 18
  • การกินเนื้อแดงทุกวัน วันละ 120 กรัม (1.2 ขีด) เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่กับไส้ตรงร้อยละ 17

ซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนที่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากความเสี่ยงของผู้ชายที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่กับไส้ตรงตลอดอายุขัยมีเพียงร้อยละ 4.8 ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงเป็นร้อยละ 5.6  

“เมื่อพิจารณาเฉพาะแต่ละคน ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่กับไส้ตรงจากการบริโภคเนื้อแปรรูปมีเพียงเล็กน้อย  แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์” ดร.เคิร์ท สเตรฟ หัวหน้าของ IARC Monographs Programme กล่าว “เมื่อพิจารณาประชากรจำนวนมากที่บริโภคเนื้อแปรรูป อัตราการเกิดมะเร็งในวงกว้างจึงมีความสำคัญต่อสาธารณสุข” 

ความจริง เนื้อสัตว์แปรรูปมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งทางเดินอาหาร โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่กับไส้ตรง และมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นเรื่องที่รู้กันมานาน  การจัดหมวดหมู่ของ IARC จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่  เพียงแต่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น 

การกินเนื้อสัตว์แปรรูปมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเท่ากับการบุหรี่ แร่ใยหิน สารหนู หรือไม่?

การจัดหมวดหมู่ให้เนื้อสัตว์แปรรูปอยู่ในกลุ่ม 1 เท่ากับยาสูบ บุหรี่ และแร่ใยหิน ไม่ได้หมายความว่า การกินไส้กรอกมีความเสี่ยงเท่ากับการสูบบุหรี่ การสัมผัสแร่ใยหิน และสารหนู แต่นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่ามีบางอย่างที่ก่อมะเร็ง ไม่ใช่ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งนั้นเท่ากัน

เมื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาในปี ค.ศ. 2005 การสูบบุหรี่ทุกวัน วันละ 1 มวนจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดร้อยละ 200-400  โดยสรุป  ไส้กรอก แฮม เบคอน เนื้อแห้งที่แปรรูปต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงนั้น เป็นตัวก่อมะเร็ง และความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณที่บริโภค  ดังนั้น  จึงไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้เป็นอาหารหลัก หรืออาหารประจำวันของลูกหลานเรา  เราควรสอนเด็กๆ ของเรา  โรงเรียนควรสอนการกินอาหารที่ปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียน 

ด้านรองศาสตราจารย์ วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Dr.Winai Dahlan ระบุข้อความว่า พวกเราจำนวนไม่น้อยชอบกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร ที่เรียกกันว่าเนื้อถนอมหรือ cured meat และเนื้อปรุงหรือ processed meat เนื้อพวกนี้เก็บไว้ได้นาน ไม่เน่าเสียได้ง่าย ใช้วิธียับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย โดยใช้เกลือหรือน้ำตาลที่นิยมมากคือใช้เกลือไนเตรต/ไนไตรท์เข้าไปทำปฏิกิริยากับธาตุเหล็กในเนื้อเปลี่ยนสภาพฮีโมโกลบินและไมโอโกลบินให้ต่างไปจากเดิมกระทั่งแบคทีเรียนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เนื้อจึงไม่บูดหรือเสีย ทั้งช่วยให้เนื้อดูออกสีชมพูหรือแดงน่ากิน อีกวิธีหนึ่งที่นิยมกันมากคือการรมควันซึ่งจะทำให้ผิวด้านนอกของเนื้อถูกเคลือบด้วยสารเคมีจากเปลือกไม้ ทำให้แบคทีเรียชอนไชเข้าไปทำลายเนื้อภายในได้ยากขึ้น

เนื้อปรุงหรือเนื้อถนอม นิยมใช้เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อม้า เนื้อปลาหรือสัตว์ชนิดอื่น เนื้อประเภทนี้ที่รู้จักกันดีคือ แฮม เบคอน ไส้กรอกหรือซอสเซส โบรอกน่า พาร์มาแฮมหรือพรอสซูโต ซาลามี เจิร์กกี ในบ้านเราอย่างเช่น ไส้อั่ว แหนม กางปาหรือเนื้อน้ำค้างที่คนจีนฮ่อทางภาคเหนือนิยมทำกัน

มีผลงานวิจัยในประชากรกลุ่มใหญ่ชื่อว่า the European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition หรือ EPIC ทำร่วมกันโดยประเทศในยุโรปสิบประเทศมีคนยุโรปเข้าร่วมประมาณ 4.5 แสนคน มีอายุอยู่ในช่วง 35-69 ปี ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Medicine เมื่อเดือนมีนาคม 2013 ให้ข้อสรุปว่าหากตัดการบริโภคเนื้อกลุ่มนี้ลงไม่ว่าจะเป็นเนื้อปรุงหรือเนื้อถนอมจะทำให้อายุยืนยาวขึ้น โดยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ

สิ่งที่ทีมวิจัยพบคือการกินเนื้อปรุงหรือเนื้อถนอมปริมาณ 50 กรัมต่อวันทุกวันเทียบเท่ากับฮอทด็อกหนึ่งชิ้นหรือไส้กรอกแท่งยาวหนึ่งชิ้นที่คนเยอรมันเรียกว่าแฟรงค์เฟอร์เตอร์ ความเสียงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงถึง 18% แม้แต่คนที่นิยมบริโภคเนื้อแดงอย่างเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อสัตว์บกทั้งหลายหากบริโภคมากกว่า 18 กรัมต่อสัปดาห์ซึ่งเทียบได้กับการบริโภคเบอร์เกอร์ชิ้นเล็กๆ ทุกวันจะเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น จากข้อมูลดังกล่าว สรุปเอาว่าหากใครประสงค์จะยืดชีวิตหรือลดความเสี่ยงต่อมะเร็งแนะนำให้เลี่ยงการบริโภคเนื้อปรุง เนื้อถนอมทั้งหลาย ส่วนเนื้อแดงแม้จะไม่ปรุงหากลดลงบ้างก็ยิ่งดี

อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งตกใจเบอร์แรง เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว คนไทยเราไม่ได้บริโภคไส้กรอกกันเป็นอาหารหลักหรือมากเท่ากับคนในชาติตะวันตก เช่น เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ดังนั้น การบริโภคไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานอาหารที่หลากหลายยึดหลักการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งเนื้อ นม ไข่ ผัก และผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ก็ส่งผลถึงการมีสุขภาพที่ดีของทุกคนได้แล้ว

แหล่งข้อมูล : นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค /  ลดกินสารพันไส้กรอกช่วยยืดชีวิต

ภาพ : Freepik.com

ถาม-ตอบ : เรื่องใหญ่เมื่อต้องผ่าตัดหัวใจและทรวงอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ถาม-ตอบ : เรื่องใหญ่เมื่อต้องผ่าตัดหัวใจและทรวงอก – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 11:20 น.ถาม-ตอบ : เรื่องใหญ่เมื่อต้องผ่าตัดหัวใจและทรวงอก เทคโนโลยีในการผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โดย อ.นพ.ภูวดล ฐิติวราภรณ์ หัวหน้าศูนย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์

หัวหน้าศูนย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ คลายข้อสงสัยเรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ในการรักษา พร้อมเผยสถานการณ์โรคหัวใจและสถิติการผ่าตัดหัวใจ

ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่ไม่ติดต่อ (Non-Communicable Disease, NCD) สูงถึง 41 ล้านคน ซึ่งนับเป็น 60-70 เปอร์เซ็นต์ ของสาเหตุการตายทั้งหมดทั่วโลก โดยที่สาเหตุการตายอันดับที่ 1 ของโรคในกลุ่มนี้ คือโรคหัวใจและหลอดเลือด สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน จากสถิติล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขปี พ.ศ. 2561 พบว่า ประเทศเรานั้นมีประชากรที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงเป็นอันดับ 1 โดยสูงถึง 72 เปอร์เซ็นต์ ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆ ปี เนื่องด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ บุหรี่ มลภาวะฝุ่นควัน การบริโภคอาหารที่เต็มไปด้วยไขมันชนิดไม่ดี การไม่ออกกำลังกายและโรคประจำตัวเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมได้ไม่ดีพอ เช่นโรคเบาหวาน โรคความดันสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไตวาย/เสื่อม เป็นต้น

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีการกระตุ้น รณรงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิหัวใจไทย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็มีมาตรการในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการให้ผู้ป่วยเข้าถึงสถานบริการได้ครอบคลุมมากขึ้น มีการสร้างเครือข่ายและการจัดระบบส่งต่อผู้ป่วยในกลุ่มเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็น และการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องได้รับการผ่าตัด แต่กระนั้นการดูแลรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะโรคหัวใจที่ต้องได้รับการผ่าตัด ก็ยังนับว่ายังขาดแคลนมาก

โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกและแห่งเดียวในสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (ซึ่งมีโรงพยาบาล 11 แห่งในสังกัด) ที่มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างครบวงจร ทั้งการดูแลรักษาโรคหัวใจ หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการให้ยาและการจี้ไฟฟ้า การทำกายภาพหัวใจ การฉีดสีและเดินสายพาน และการผ่าตัดหัวใจ ทั้งโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โดยการทำการผ่าตัดบายพาส การผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมลิ้นหัวใจ การผ่าตัดเส้นเลือดแดงโป่งพองทั้งการผ่าตัดและการใส่ขดลวด การผ่าตัดหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็กเบื้องต้น การใช้เครื่องพยุงหัวใจ (ExtraCorporeal Membrane Oxygenator, ECMO) เป็นต้น โดยโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ได้ดำเนินการผ่าตัดมาแล้วเป็นปีที่ 5 และมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยทางโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์นั้น  ได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์แพทย์ ผู้มีประสบการณ์ ทั้งจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และจากโรงพยาบาลศิริราช รวมถึงทีมงานอาจารย์แพทย์หลากหลายสาขามาช่วยเหลือในกรณีที่การผ่าตัดนั้นมีความซับซ้อน ซึ่งก็ทำให้การผ่าตัดสำเร็จลุล่วงด้วยดีเสมอมา

จากสถิติการผ่าตัดหัวใจจากสมาคมศัลยแพทย์หัวใจแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2561 นั้นพบว่า การผ่าตัดหัวใจบายพาส (Coronary artery bypass surgery, CABG) เป็นการผ่าตัดหัวใจที่สูงเป็นอันดับ 1  และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเพิ่มขึ้น57 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา (จาก 3,790 เป็น 5,970ราย/ปี) การผ่าตัดหัวใจนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนจินตนาการ ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยให้การผ่าตัดดีขึ้น ทั้งในแง่ของการพักฟื้นที่เร็วขึ้น แผลเล็กลง ภาวะแทรกซ้อนที่ลดน้อยลง โดยหลังผ่าตัดผู้ป่วยจะเริ่มรู้ตัวประมาณ 1-2 ชั่วโมงและสามารถรับประทานอาหารได้ใน 8-12 ชั่วโมง ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ยประมาณ 5-7 วันหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน หลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มตื่นรู้ตัว ลุกนั่ง ทางทีมงานกายภาพบำบัดหัวใจก็จะเข้ามาดูแล สอนการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายและหัวใจฟื้นตัวได้เร็วที่สุด หลังจากนั้นทางทีมกายภาพบำบัดหัวใจจะนัดผู้ป่วยมาเดินสายพานหรือปั่นจักรยานเพื่อเรียกความฟิตของหัวใจกลับคืนมาให้มากกว่าเดิม

สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร จึงกำหนดแผนพัฒนาในโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ให้เป็นศูนย์บริการตติยภูมิเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและปอดเพื่อสามารถให้บริการแบบครบวงจร และพัฒนาไปสู่ศูนย์เครือข่ายในการรักษาส่งต่อของผู้ป่วยและเป็นศูนย์การแพทย์ ตติยภูมิ แห่งแรกและแห่งเดียวในสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (ซึ่งมีโรงพยาบาล 11 แห่งในสังกัด) ที่มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างครบวงจร ที่ดำเนินการให้บริการ วินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและ หลอดเลือดแบบครบวงจร มีเทคโนโลยีและเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัย ดูแลโดยทีมอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางด้านองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่แก่ ประชาชนและสังคม ทางศูนย์ฯประกอบด้วย สาขาวิชาต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก สาขาวิชาอายุรศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด และสาขาวิชาวิสัญญีวิทยาหัวใจและทรวงอก

จากสถานการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นแนวโน้มการป่วยมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี และเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพ ทางศูนย์ฯ เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดการรณรงค์สื่อสารให้รับรู้เรื่องโรค ความรุนแรง การป้องกัน และร่วมมือในการปฏิบัติการลดเสี่ยงอย่างจริงจัง จะทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งมีประชาชนมีข้อสงสัยเรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ในการรักษาซึ่งมีคำตอบ ดังนี้

1. การใส่ขดลวดเปรียบเทียบกับการผ่าตัดบายพาสอย่างไหนดีกว่ากัน

ปัจจุบันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หากอาการไม่มาก การตีบ 1-2 เส้น หรือ 3 เส้นแบบไม่ซับซ้อนการรักษาด้วยการใส่ขดลวด อาจไม่ต่างกัน แต่การใส่ขดลวดผู้ป่วยจะมีระยะเวลาพักฟื้นที่เร็วกว่า เจ็บแผลน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยการทำบายพาส ยังคงเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยเส้นเลือดตีบหลายเส้น แม้ว่าการรักษาเส้นเลือดตีบด้วยการทำบอลลูนและการใส่ขดลวดชนิดใหม่ หรือที่เรียกว่า Drug Eluting Stent จะให้ผลดี แต่การใส่ขดลวดเข้าไปในเส้นเลือดแดงที่ตีบอยู่เดิมย่อมตามมาด้วยภาวะการตีบตันซ้ำได้ง่ายกว่า กล่าวคือ ในผู้ป่วยที่มีการตับที่ไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยากที่คำนวณเป็นแต้ม ที่เรียกว่า Syntax Score ที่ต่ำ ผลการรักษาในระยะ 5-8 ปีอาจไม่ต่างกัน แต่ถ้าผู้ป่วยมีเส้นเลือดที่ตีบ3เส้นแบบยาก หรือซับซ้อน หรือผู้ป่วยที่การทำงานของหัวใจต่ำ โรคประจำตัวเช่นเบาหวานร่วมด้วยการรักษาด้วยการใช้เส้นเลือดแดงจากทั้งช่องอก 2 เส้น และเส้นเลือดแดงที่แขน ย่อมให้ผลการรักษาดีกว่า โดยเฉพาะอัตราการตีบตันซ้ำ ในระยะ 10 ปี จะน้อยกว่ามาก และโอกาสการที่จะเสียชีวิต หรือต้องมาadmitด้วยโรคหัวใจจะน้อยกว่ามาก

2. การผ่าตัดหัวใจส่องกล้องเป็นแผลเล็กหรือไม่

การผ่าตัดหัวใจมีการผ่าตัดโดยใช้กล้องช่วยผ่า และผ่าตัดให้แผลเล็กลง อย่างไรก็ตามการผ่าตัดที่แผลเล็กลง กลับไม่ใช่การผ่าตัดที่เล็กลง แต่เป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการวางแผนการผ่า การใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ ปัจจุบันการรักษาด้วยการผ่าตัดใหญ่ยังคงเป็นมาตรฐานหลัก หากแต่ศัลยแพทย์มีแนวโน้มที่จะลงแผลให้เล็กมากขึ้น ทั้งจากแผลเดิม ลดขนาดลงครึ่งนึง หรือเปลี่ยนทางเข้าไปหาหัวใจผ่านทางช่องอก แทนที่จะเข้าด้านหน้าหัวใจ โดยสิ่งที่ศัลยแพทย์หัวใจ คำนึงถึงเป็นอันดับแรกก็คือ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ในการรักษา จะต้องไม่น้อยไปกว่าการผ่าตัดมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มผ่าตัดแผลเล็กไปบ้างแล้ว และอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นเลือกวิธีการผ่าตัด ที่เหมาะสม และปลอดภัยกับผู้ป่วยเป็นสำคัญ

3. การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ (Aorta) สามารถใส่ขดลวดทางขาหนีบได้หรือไม่

ปัจจุบันการรักษาเส้นเลือดแดงใหญ่โป่ง หรือฉีกขาดบางตำแหน่ง การรักษาด้วยขดลวด ถูกนำมารักษาผู้ป่วยมากขึ้น เนื่องจากการผ่าตัดด้วยวิธีเปิด อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้มาก อย่างไรก็ตาม การใส่ขดลวดยังไม่สามารถทำได้ในลักษณะการฉีกขาดทุกรูปแบบ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปิด หากผ่าได้ผลดี ผู้ป่วยจะไม่ต้องกลับมาทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บ่อย ๆในอนาคต โดยทางโรงพยาบาลเจริญกรุงฯ มีการพิจารณาและทำการผ่าตัดทั้งแบบเปิด แบบใส่ขดลวด และ แบบผสมหรือที่เรียกว่า Hybrid Operation

4. ผ่าตัดปอดแบบเปิด กับส่องกล้อง ต่างกันอย่างไร

ทุกวันนี้ การผ่าตัดแบบส่องกล้อง โดยเฉพาะการผ่าตัดแผลเดียว ให้ผลลัพธ์ ทางการรักษาที่ดีมาก กล่าวคือ แผลเล็กกว่าเดิม ฟื้นตัวไว กลับบ้านไว โดยที่ผลลัพธ์ ทางด้านการเอาเนื้อร้ายออกได้หมด และผลการรักษาดีเทียบเท่ากับการผ่าตัดแบบเปิด นอกจากนี้ปัจจุบันการผ่าตัดปอดแบบน้อยกว่า 1 กลีบหรือ ที่เรียกว่า Sublobar Resection ในคนไข้ที่ไม่สามารถทนต่อการผ่าตัดปอดทั้งกลีบได้ ก็เริ่มมีที่ใช้ในมะเร็งระยะเริ่มต้น

5. นอกจากผ่าหัวใจ ลิ้นหัวใจ เส้นเลือดแดงใหญ่และปอด ทางโรงพยาบาลมีการผ่าตัดชนิดอื่นด้วยหรือไม่

โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ มีความพร้อมด้านหัวใจ โดยมีการดูแลทั้งหัวใจเด็ก และผู้ใหญ่ ทั้งในด้านของการผ่าตัดบายพาสแบบใช้และไม่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม ผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ผ่าเส้นเลือดแดงแบบเปิดหรือใส่ขดลวด ผ่าตัดปอดทั้งส่องกล้อง 1 แผลเล็ก หรือแบบเปิด และการผ่าตัดหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท เริ่มจากการดูแลตั้งแต่วางแผนและพูดคุยก่อนการผ่าตัด การนัดพบหมอกายภาพบำบัดหัวใจเพื่ออธิบายเรื่องการฟื้นฟูหัวใจ การผ่าตัดได้มาตรฐาน โดยศัลยแพทย์หัวใจ 2 – 3 ท่านเข้าผ่าตัดในทุกราย หลังการผ่าตัดก็มีทีมดูแลในห้อง ICU ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และสุดท้ายทีมกายภาพจะนัดมาเดินสายพานเพื่อเช็คสมรรถภาพ วัดค่า Vo2 Max เพื่อที่ผู้ป่วยจะกลับไปแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ดีกว่าเดิมครับ

สุดท้ายแล้วอยากให้ประชาชนคนไทยดูแลสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการรักษาหากเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เพราะโรคหัวใจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เรากังวลกันครับ ทาง ศูนย์ผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ขอเชิญประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานเสวนาภาคประชาชน ในโครงการให้ความรู้ประชาชน เรื่อง“เทคโนโลยีในการผ่าตัดหัวใจและทรวงอก” ในวันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00-12.00 น. ห้องประชุมอุดมสังวรญาณ ชั้น 23 อาคาร ๗๒ พรรษา มหาราชินี โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ผู้ที่สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาและตรวจคลื่นหัวใจ ได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ โทรศัพท์ 062-416-4536 หรือร่วมบริจาคเพื่อสร้างห้องผ่าตัดหัวใจไฮบริดได้ที่ สำนักงาน มูลนิธิโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อห้องผ่าตัดหัวใจ หมายเลขโทรศัพท์ 02-289-7368 หรือทางเว็บไซต์ www.ckphosp.go.th

เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 13:02 น.เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต“…เพราะความสวยและความสุขเกิดจาก Confidence to be…” เจาะลึกผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นใจในความสวยของสาวๆ กว่า 8 แสนคน พร้อมอัพเดต 4 เทรนด์ความงามในอนาคตที่ไม่ควรพลาด

เมื่อพูดถึงเรื่องของความสวยความงาม ทุกคนจะต้องนึกถึงเคล็ดลับหรือวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ตัวเองดูดีขึ้น ตลอดจนการเข้าหาแพทย์และคลินิกเสริมความงามเพื่อมองหาตัวช่วยที่จะทำให้เห็นผลลัพธ์ในการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองมากขึ้น ทำให้เทคโนโลยีความงามเชิงการแพทย์รุดหน้าและมีการปรับเปลี่ยนเทคนิคในการเสริมความงามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจมากขึ้นในทุกวัน และแน่นอนว่าเทรนด์ความงามก็ตอบโจทย์ความต้องการที่เป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น เป็นการตอกย้ำมุมมองความงามยุคใหม่ ว่าที่จริงแล้ว ความสวยที่สาวๆใฝ่หาไม่ใช่การมองหาเครื่องมือที่จะทำให้เราสวยเหมือนใคร แต่คือการมองหาเครื่องมือเพื่อเพิ่มความมั่นใจ Confidence to be…ในแบบที่เราเป็น 

เบื้องหลังการส่งเสริมความมั่นใจให้กับผู้หญิงมากกว่า 8 แสนคน ในประเทศไทย

“…9 ใน 10 ของผู้หญิงไทย เผยว่าตัวเองไม่สวยและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เราจึงมีหน้าที่ที่จะบอกต่อและตอกย้ำเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนมีความมั่นใจในความสวยแบบที่เป็นตัวเอง เป็นตัวคุณ Confidence to be… ”

คุณเปิ้ล-เภสัชกรหญิงกิตติวรรณ รัตนจันทร์ ผู้จัดการใหญ่ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ไทยแลนด์ บริษัทผู้นำนวัตกรรมความงามจากเยอรมนี ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการเวชภัณฑ์และนวัตกรรมความงามกว่า 20 ปี และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งเสริมความมั่นใจให้กับผู้หญิงไทยมากกว่า 8 แสนคน ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี ได้สร้างแรงผลักดันให้สาวไทยมั่นใจในคาแรคเตอร์และความงามของตัวเอง ก่อเกิดขึ้นเป็นความรู้สึกดีๆ ที่ทำให้พวกเธอยิ่งดูดีมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ตอกย้ำเทรนด์ความงามด้วยความมั่นใจในความสวยที่เป็นตัวเอง และสิ่งที่สาวๆ มองหา เมิร์ซ เอสเธติกส์ มีคำตอบและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของหนุ่มสาวในไทยได้

เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต กับคุณเปิ้ลผู้เปรียบเสมือนบิ้วตี้กูรูในประเทศไทย

1. Selfcare/สวยรักษ์ตัวเอง

คำนิยามของเทรนด์นี้คือ …เพราะรักตัวเองมากขึ้น จึงดูแลตัวเองมากขึ้น… อย่างเรื่องของความสวยความงาม จะเห็นได้ว่าผู้คนทั่วโลกทั้งเซเลบ ดารา หรือคนธรรมดาทั่วไปมองว่าการเข้ารับโปรแกรมเสริมความงามเป็นหนึ่งใน Selfcare routine และไม่อายที่จะโพสต์ว่าได้เข้ารับบริการชนิดใดไปแล้วบ้าง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงออกว่าเรากำลังดูแลความสวยความงามของตัวเองเท่านั้น แต่ยังแสดงออกว่าเรากำลังรักษ์ในตัวเองมากขึ้น และจัดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่พลิกจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก

2. Hyper-Personalize Beauty

เป็นเทรนด์ความต้องการความสวยเฉพาะบุคคล ที่ทุกคนต้องการมองหาผลิตภัณฑ์หรือโปรแกรมเสริมความงามที่ออกแบบมาเพื่อคน ๆ นั้นโดยเฉพาะ อย่างการเสริมความงามด้วยเครื่องมือยกกระชับ ที่มีหน้าจอวิเคราะห์ชั้นผิว ทำให้สามารถออกแบบการรักษาที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น

3. Skin Quality

ปัจจุบันผู้คนไม่ได้อยากเสริมความงามเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโครงหน้าของตัวเองมากนัก แต่เป็นความต้องการที่อยากที่จะมีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากกว่า แต่ผิวต้องสดชื่นสดใส อ่อนเยาว์ และแลดูสุขภาพดี เรียกได้ว่า เป็นการใส่ใจในคุณภาพผิวจากภายใน มากกว่าการมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะการมีคุณภาพผิวที่ดีคือความงามที่ยั่งยืน

4. Clean Beauty

การเลือกผลิตภัณฑ์ความงามแบบไร้ซึ่งสารพิษ เช่น สกินแคร์ที่ปราศจากทั้งแอลกอฮอล์ สารกันเสีย น้ำหอม และสีย้อม เป็นต้น ในการเสริมความงามก็เช่นกัน สารลดเลือนริ้วรอยแบบ 0% Impurities นั้นกำลังมา โดยล่าสุดตัวแม่แห่งวงการฮอลลีวูด อย่าง กวินเน็ธ พัลโทรว์ ก็ได้ออกมาแนะนำการใช้โบบริสุทธิ์แบบ 0% Impurities เช่นกัน

3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่าง – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 07:47 น.3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่างกรมอนามัย เตือนประชาชนกินอาหารปิ้ง ย่าง หรืออาหารประเภทรมควันไหม้เกรียมรวมทั้งหมูกระทะเป็นประจำสะสมนานเสี่ยงได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง พร้อมแนะวิธีกินปิ้งย่างอย่างถูกต้อง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ประชาชนที่นิยมกินอาหารปิ้งย่างหรือรมควัน หรือเมนูหมูกระทะเป็นประจำ อาจทำให้เสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ได้แก่

  • สารไนโตรซามีน (nitrosamines) พบในปลาหมึกย่าง ปลาทะเลย่าง และในเนื้อสัตว์ที่ใส่สารไนเตรท ประเภทแหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม ที่มีสีแดงผิดปกติ  ทำให้เสี่ยงต่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร 
  • สารพัยโรลัยเซต (Pyrolysates) พบมากในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่าง สารกลุ่มนี้บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงทางพันธุกรรมมากกว่าสารอะฟลาทอกซินตั้งแต่ 6-100 เท่า
  • สารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

อันตรายที่ตามมา

สารเหล่านี้จะพบในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารที่ปรุงด้วยการปิ้ง ย่าง หรือรมควันของเนื้อสัตว์ที่มีไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย เช่น หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนติดมัน เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันหรือน้ำมันจะหยดไปบนเตาไฟ ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพีเอเอชลอยขึ้นมาพร้อมเขม่าควันเกาะที่บริเวณผิวของอาหาร พบมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง หากกินเข้าไปเป็นประจำจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับและท่อน้ำดี ซึ่งจากข้อมูลสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ในปี 2557 พบว่ามะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในประเทศไทยอันดับหนึ่งคือมะเร็งตับและท่อน้ำดี โดยมีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวน 15,305 คน

วิธีกินปิ้งย่างอย่างถูกต้อง

หากทำการปิ้งย่างกินเอง ควรเลือกเนื้อสัตว์เฉพาะส่วนหรือที่มีไขมัน ติดน้อยที่สุด หรือควรตัดส่วนที่เป็นไขมันออกไปก่อน เพื่อลดไขมันที่จะไปหยดลงบนถ่าน ถ้าต้องปิ้งย่างบนเตาถ่านธรรมดา ควรใช้ถ่านที่อัดเป็นก้อน ไม่ควรใช้ถ่านป่นละเอียด หรืออาจใช้ฟืนที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เพราะการเผาไหม้ จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ที่สำคัญควรใช้ใบตองห่ออาหารก่อนจะทำการปิ้งย่าง เพื่อเป็นการลดปริมาณไขมันจากอาหาร ที่หยดลงไปบนถ่าน ซึ่งจะทำให้อาหารมีกลิ่นหอมใบตอง และหลังปิ้งย่างควรหั่นส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้มากที่สุด

แต่หากกินตามร้านอาหาร เช่น ร้านหมูกระทะ ควรเลือกร้านที่ใช้ภาชนะการปิ้ง ย่าง ที่สามารถลดหรือป้องกันน้ำมันหยดลงบนเตาไฟได้ เข่น ใช้เตาไฟฟ้า หรือเตาไร้ควัน ซึ่งสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่าน หรือเลือกร้านที่ได้รับป้ายอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste) จากกรมอนามัยก็จะช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวประเภทแคมป์ปิ้ง กางเต็นท์ในเขตพื้นที่อุทยาน และที่นิยมปรุงอาหารเอง โดยเฉพาะเมนูปิ้งย่าง หมูกระทะ บริเวณที่พักนั้น สิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคืออันตรายจากเตาไฟที่ใช้ เพราะหากเป็นกรณีใช้เตาถ่านในการปิ้งย่าง หลังกินเสร็จต้องมั่นใจว่ามีการดับถ่านในเตาไฟจนสนิท เพราะหากไม่ระวังอาจทำให้เกิดไฟไหม้ตามมาได้ หรือในกรณีของการใช้เตาไฟฟ้าก็ต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สายไฟไม่ชำรุด เพราะอาจเสี่ยงทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้เช่นเดียวกัน

ปัญหาของคนอยากไว้พุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ปัญหาของคนอยากไว้พุง – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 08:33 น.ปัญหาของคนอยากไว้พุงรศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน เผยข้อแนะนำสำหรับคนอยากมีพุงใหญ่เพิ่มเสน่ห์นั้นง่ายแสนง่าย แต่แฝงภัยร้ายและปัญหาที่ตามมาอีกมาก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว Dr.Winai Dahlan เรื่อง ปัญหาของคนอยากไว้พุง ดังนี้

คนพุงใหญ่ในวันนี้จำนวนไม่น้อยรู้ตัวเองดีว่าการมีพุงตามมาด้วยสารพัดโรค จึงหาทางลดพุงกันยกใหญ่ ทว่า น่าแปลกคนบางกลุ่มไม่มีพุงกลับอยากมีพุง เคยเจอคนประเภทนี้มาขอคำแนะนำในเรื่องการสร้างพุงโดยให้เหตุผลว่าพรรคพวกหรือแม้กระทั่งภรรยาอยากให้มีพุงบ้างเพื่อสร้างเสน่ห์กลายเป็นอย่างนั้น แม้พยายามอธิบายว่าพุงนั้นสร้างปัญหาทำให้เกิดโรคเมแทบอลิก เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ทั้งอาจจะทำให้ง่ายต่อการเป็นมะเร็งเสียด้วยซ้ำ แต่หลายคนยังยืนยันว่าอยากมีพุง

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากมีพุงใหญ่นั้นง่ายแสนง่าย อยากมีพุงก็ต้องดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ กินน้ำหวานมากๆ จะช่วยให้เอวใหญ่ขึ้นถึงห้าเท่าเมื่อเทียบกับน้ำเปล่า เพิ่มขนมหวานให้มากขึ้นไปอีก งดหรือลดอาหารเช้า กินอาหารเย็นใกล้เวลานอนให้มากโดยกินให้เป็นมื้อใหญ่ เติมคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารให้มาก ลดโปรตีนลง พยายามกินโดยใช้จานขนาดใหญ่เพื่อให้กินได้มากขึ้น ออกกำลังกายให้น้อยเข้าไว้ แค่นี้ก็พุงกลมได้แล้ว เป็นคำแนะนำที่ง่ายแสนง่าย แถมปฏิบัติง่ายอีกต่างหาก

แต่เมื่อแนะนำแล้วก็ต้องเตือน พุงที่ใหญ่ขึ้นจะสร้างปัญหาแก่สุขภาพอย่างสาหัส ไขมันในพุงส่วนที่เป็น Visceral fats ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายหากสะสมมากเกินไปจะสร้างปัญหาได้สารพัดโดยทำให้เซลล์ไขมันขยายตัวผลที่ตามมาคือการสร้างฮอร์โมน Adiponectin ลดลงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมน Insulin ลดลงกระทั่งเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน ปัญหาที่ตามมาคือเบาหวาน

ไขมันในพุงมากเกินไปการสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับกลไกการอักเสบในอวัยวะภายในย่อมเกิดมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ฮอร์โมนบางตัวที่สร้างจากเซลล์ไขมันยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิตส่งผลให้ความดันโลหิตสูงตามไปด้วย ประการสุดท้ายคือไขมันในพุงตั้งอยู่ใกล้อวัยวะภายในร่างกายมากเกินไป การหลั่งกรดไขมันออกจากเซลล์ไขมันในพุงตรงเข้าสู่ตับได้ง่าย คนพุงใหญ่จึงมักมีปัญหาไขมันสูงในเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งคอเลสเตอรอลกลุ่ม LDL ที่ถือเป็นไขมันตัวร้ายก่อปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดแถมด้วยปัญหามะเร็งเต้านมและโรคปลายประสาทเสื่อมอีกต่างหาก 

ดังนั้น ใครอยากตายแบบมีพุงที่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าดูสง่ากว่าแบบผอมแห้งก็มีพุงไปเถอะ เรื่องคนอยากมีพุงโดยไม่กลัวโรคอย่างนี้ไม่อยากอธิบาย สงวนเวลาไปลดพุงให้กับตนเองจะดีกว่า