ตามรอยเส้นทางสายมะเขือเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/633669

วันที่ 23 ก.ย. 2563 เวลา 11:01 น.ตามรอยเส้นทางสายมะเขือเทศ พาเที่ยวงาน “Discover Doi: FROM FARM TO CITY” กับภาพจำที่เปลี่ยนไปของ “มะเขือเทศ ดอยคำ”

“มะเขือเทศ” ผลไม้สีแดงที่คนไทยคุ้นเคยและอุดมไปด้วยวิตามินเอ ไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย แท้จริงแล้วเป็นผลไม้จากต่างแดน มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในแถบอเมริกากลาง ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลก และด้วยเทรนด์สุขภาพมาแรงในช่วง 2-3 ปีมานี้จึงทำให้มะเขือเทศกลายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของสายเฮลตี้

หากเอ่ยถึง “น้ำมะเขือเทศ” หลายคนต้องพ่วงคำว่า “ดอยคำ” ต่อท้ายอย่างแน่นอน เพราะมะเขือเทศเป็นผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจของดอยคำ ซึ่งดอยคำไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนสื่อกลางคอยสร้างความผูกพันระหว่างเกษตรกรไทยกับชาวเมือง

วันนี้มีโอกาสได้มาร่วมชมนิทรรศการ “Discover Doi: FROM FARM TO CITY” ตามรอยการเดินทางของผลผลิตมะเขือเทศที่ถูกคัดสรรจากเกษตรกรไทยภาคอีสานตอนบน ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดจนถึงมือคุณ จัดโดย ดอยคำ ร่วมกับ สยามดิสคัฟเวอรี่ เนรมิตพื้นที่ Co-Creation Space ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม เป็นประตูสู่โลกแห่งมะเขือเทศที่รัก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของมะเขือเทศไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกับได้ลองลิ้มรสความอร่อยของน้ำมะเขือเทศแท้ 100% จากมะเขือเทศต้นฤดูกาล นับว่าเป็นนิทรรศการที่จะเปลี่ยนภาพจำ มะเขือเทศดอยคำ ในมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

ภายในนิทรรศการได้นำเสนอเรื่องราวเส้นทางมะเขือเทศดอยคำผ่านลายเส้นภาพวาด แบ่งเป็น 3 ลวดลาย คือ เส้นทางสายมะเขือเทศ แสดงพื้นที่เพาะปลูกมะเขือเทศที่อุดมสมบูรณ์ในเขตอีสานตอนบน การขึ้นค้าง วิธีการปลูกผลผลิตมะเขือเทศแบบแนวตั้ง โดยการใช้คานไม้พยุงลำต้นไม่ให้ราบไปกับพื้นดิน ช่วยลดสาเหตุการเน่าเสียของผลมะเขือเทศ ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และ รถอีแต๊ก ยานพาหนะที่เป็นเอกลักษณ์ของเกษตรกรภาคอีสานตอนบน ใช้บรรทุกมะเขือเทศจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ระดับความสุกเหมาะสม พร้อมนำไปเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ “ครอบครัวมะเขือเทศ”

นอกจากนี้ ทางดอยคำยังนำเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง หรือ “AR” (Augmented Reality) มาใช้เป็นสื่อกลางในรูปแบบ AR Games เกม “งับมะเขือเทศ” และ VDO 3 มิติ บอกเล่าเรื่องราวเส้นทางมะเขือเทศ แบ่งออกเป็น 3 เรื่องราว ได้แก่ ของขวัญธรรมชาติ พืชผลล้ำค่าจากแดนไกล บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ต้นกำเนิดของผลมะเขือเทศ รวมไปถึงประวัติและวัฒนธรรมการบริโภคมะเขือเทศในประเทศไทย, เส้นทางสายมะเขือเทศแห่งแดนอีสาน บอกเล่าที่มาของคำว่า “เส้นทางสายมะเขือเทศ” ภายใต้การดำเนินงานเกี่ยวกับการให้ความรู้และส่งเสริมทักษะการปลูกผลผลิตมะเขือเทศแก่เกษตรกรภาคอีสานตอนบน ของดอยคำ และ ที่ 1 แห่งความภาคภูมิใจ ผลผลิตที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตให้ กินดี…อยู่ดี เรื่องราวของโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 อ.เต่างอย จ.สกลนคร ที่แปรรูปผลผลิต “เส้นทางสายมะเขือเทศ” สู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ “ครอบครัวมะเขือเทศ”เป็นผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจ เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตให้ กินดี…อยู่ดี โดยสามารถร่วมกิจกกรมได้เพียง Add Line @DoiKham

ภายในงานยังมี ตลาดนัดสินค้าดอยคำ (Pop-Up Market) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อสินค้าดอยคำภายในงานตั้งแต่ 350 บาท รับฟรี! หน้ากากอนามัยแบบผ้า ลาย “มะเขือเทศที่รัก” มูลค่า 150 บาท ฟรี 1 ชิ้น หรือ ซื้อสินค้าดอยคำ ครบ 500 บาท ขึ้นไป รับฟรี! แก้ว AR มะเขือเทศที่รัก พิมพ์ลายและชื่อได้ตามต้องการ จำนวนจำกัด 100 ชิ้น โดยโปรโมชั่นแก้ว AR เฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ตลอดระยะเวลาที่จัดงาน นอกจากนี้ยังมีหมวกที่ระลึก ซึ่งสามารถซื้อได้ในราคา 890 บาท มีขายเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

สำหรับใครที่กังวลเรื่องรสชาติของน้ำมะเขือเทศที่ทานยาก แนะนำให้ลองน้ำมะเขือเทศแท้ 100% จากธรรมชาติของดอยคำกับ 3 รสชาติ ได้แก่ Tomato Sunrise (โทเมโท ซันไรส์) ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยความสดชื่นให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า กับสูตรลับน้ำมะเขือเทศแท้ ผสานรสชาติเผ็ดจัดจ้านจากสมุนไพรเผ็ดร้อน และซอสพริกทาบาสโก เพิ่มสีสันด้วยพริกลูกชุบสีแดงสด, Tomato Sunshine (โทเมโท ซันไชน์) จากสูตรน้ำมะเขือเทศรสชาติยอดนิยมของร้านดอยคำ (Tomato Legend) ผสมผสานความเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์จากน้ำเสาวรสแท้ เพิ่มรสสัมผัสนุ่มละมุนด้วยวิปครีมกลิ่นวานิลลาเข้ากันได้ดีกับมะเขือเทศเชอร์รีอบแห้ง และ Tomato Sunset (โทเมโท ซันเซ็ท) น้ำมะเขือเทศสีม่วงเข้ม จากการผสมผสานรสชาติเอกลักษณ์ของน้ำมัลเบอร์รีแท้ พร้อมสัมผัสมิติแห่งการผ่อนคลาย ด้วยกลิ่นหอมแห่งสมุนไพรนานาชาติหลากชนิด พร้อมตกแต่งด้วยมะเขือเทศเชอร์รี จำหน่ายราคา 80 บาท ต่อแก้ว

“Discover Doi: FROM FARM TO CITY” นิทรรศการที่จะเปลี่ยนภาพจำของมะเขือเทศดอยคำ ในมุมที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน มาร่วมตามรอยเส้นทางมะเขือเทศ และเปิดประสบการณ์รสสัมผัสที่แตกต่างของน้ำมะเขือเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00–20.00 น. ณ Co-Creation Space ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-656-6992 หรือ www.doikham.co.th, Line ID: @DoiKham

ช้อปของดี The Best Of Nakornpathom วันส้มโอมณฑลนครชัยศรีและของดี 100 ปี ‘นครปฐม’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/633614

วันที่ 23 ก.ย. 2563 เวลา 10:30 น.ช้อปของดี The Best Of Nakornpathom วันส้มโอมณฑลนครชัยศรีและของดี 100 ปี ‘นครปฐม’อุดหนุนสินค้าไฮไลท์ของจังหวัดนครปฐม ช้อปเพลินในงาน “The Best Of Nakornpathom” วันส้มโอมณฑลนครชัยศรีและของดี 100 ปี ‘นครปฐม’ @ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา วันนี้–1 ตุลาคม 2563

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา ร่วมกับ จังหวัดนครปฐม, หอการค้าจังหวัดนครปฐม, เกษตรจังหวัดนครปฐม, สมาคมส้มโอไทย การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครปฐม จัดงาน The Best Of Nakornpathom วันส้มโอมณฑลนครชัยศรีและของดี 100 ปีนครปฐมเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมสินค้าไฮไลท์ของจังหวัดนครปฐมให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นพร้อมเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกรพบลูกค้าโดยตรง

ภายในงานพบกับบรรยากาศตลาดโบราณ ย้อนยุค มณฑลนครชัยศรี ลิ้มรสส้มโอหวานนครชัยศรี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Gi) เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นมีที่เดียวในโลก คุณภาพดีระดับส่งออกจากสวนส้มโอชื่อดัง อาทิ สวนไททวี(นครชัยศรี), สวนอภิสิทธิ์, สวนแม่สายใจ, สวนวิรัตน์, สวนอารีย์, สวนส้มวารุณีย์, สวนพิทักษ์ ที่การันตีความหวานกับส้มโอสายพันธุ์แท้ดั้งเดิมของนครชัยศรี ทั้ง 5 สายพันธุ์ ขาวพวง , ขาวหอม, ขาวแป้น, ข้าวน้ำผึ้ง และ ขาวทองดี ชิมเมนูเด็ดแปรรูปจากส้มโอ กว่า 30 ร้านค้า เช่น ยำส้มโอสูตรโบราณทรงเครื่อง, แยมส้มโอ, เปลือกส้มโอเชื่อม, น้ำส้มโอปั่น เป็นต้น อีกทั้งรวบรวมร้านอาหารชื่อดังกว่า 100 ปี อาทิ ข้าวหลามแม่ลูกจันทร์, เจ๊เอ็งหมูแผ่น, เมี่ยงคำลำพญา, สมปองหมูหัน, เจ๊เตียวขนมจีนแกงป่า ขนมเปี๊ยะครูสมทรง, วุ้นคุณอุ๊, น้ำปลาหวานมะยม, ข้าวยำตำผลไม้ทรงเครื่อง, ครัวรสแซ่บนครปฐม และพลาดไม่ได้กับกุ้งเผาสดๆจากฟาร์ม พร้อมร่วมชมการประกวดหนูน้อยธิดาส้มโอ ชิงเงินรางวัลกว่า 20,000 บาท ในวันที่ 27 กันยายน 2563

ตามไปช้อปของดีของดังนครปฐมกันได้ ระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 1 ตุลาคม 2563 ณ ลานกิจกรรมชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา

รวมร้านอร่อยฮิตติดลมบน @Siam Discovery SO(CIAL) DELICIOUS #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/633668

วันที่ 23 ก.ย. 2563 เวลา 09:55 น.รวมร้านอร่อยฮิตติดลมบน @Siam Discovery SO(CIAL) DELICIOUSสยามดิสคัฟเวอรี่ ชวนลิ้มลองของอร่อยยอดฮิตติดกระแสบนโลกออนไลน์ ในงาน “Siam Discovery SO(CIAL) DELICIOUS” เริ่มแล้ววันนี้-30 กันยายน 2563

ครั้งนี้ชวนชิมของอร่อยที่ สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม จากสารพันร้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในโลกโซเชียล ในงาน “Siam Discovery SO(CIAL) DELICIOUS” ห้ามพลาด!! ขนมที่ว่าฮิต อาหารที่ว่าเด็ดที่พาเหรดกันมาเปิดเป็นป๊อบอัพ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2563 ที่ ชั้น 2 สยามดิสคัฟเวอรี่

ชาวสยามสามารถลิ้มรสซูชิจากฝั่งธนฯ ได้อย่างเอร็ดอร่อยเมื่อ “Nakajima Suisan by Siam Takashimaya” ซูชิและซาซิมิสดๆ ที่ให้รสชาติความเป็นญี่ปุ่นเต็มๆ คำ ไม่ว่าจะเป็น “ข้าวห่อสาหร่ายแซลมอน” (Hosomaki Salmon), ข้าวห่อสาหร่ายไส้ไข่หวาน (Hosomaki Tamagoyaki), ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปูอัด (Hosomaki Kanikama) มในราคาเริ่มต้น 50 บาท หรือจะเป็นซาซิมิสดๆ เช่น แซลมอนจุกๆ ในราคาแพคละ 150 บาท รวมถึงข้าวปั้นหน้าต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย

ต่อด้วย “Milli House of Ice Cream” ไอศกรีมโฮมเมดที่โด่งดังแถวย่านเก่าแก่อย่างถนนเจริญกรุง มีรีวิวแน่นๆ มาให้ลอง ด้วยไอศกรีมที่ปั่นโฮมเมด ให้รสชาติกลมกล่อม ไม่ปรุงแต่งรสและสี สามารถละเมียดความอร่อยได้อย่างกลมกล่อมละมุนลิ้นทุกคำ ไม่ว่าจะเป็นรส Earl Grey Blueberry, Vanilla Lemon Tart และ Salted Caramel Cookies ใส่โคนเริ่มต้นที่ 69 บาท หรือใส่ถ้วยเริ่มต้นที่ 85 บาท

สายช็อกโกแลตห้ามพลาด “Midnight Madness” ช็อกโกแลตระดับพรีเมียมจากหลายประเทศมาผสมเป็นรสต่างๆ ที่ทางร้านแนะนำเลยเป็นซิกเนเจอร์ Midnight Madness ดาร์คช็อกโกแลต 70% จาก 3 แหล่งที่มาเป็นช็อกโกแลตเข้มข้นเต็มคำ แต่ถ้าอยากได้ความสดชื่นจากผลไม้ ต้องลอง Femme Fatale ดาร์คช็อกโกแลตจากแอฟริกาตะวันตกและเวเนซูเอล่าที่ผสมกับราสป์เบอร์รี่เพียวเร่ อมเปรี้ยวหน่อยๆ หรือสั่ง Before Sunrise ดาร์คช็อกโกแลต 75% จากแทนซาเนียที่ผสมกับยูสุเพียวเร่

และร้าน “Soft Bites by The Artwins” ที่มีทั้งเค้กดาร์คช็อกโกแลต มัทฉะ และไมโลที่ใช้ส่วนผสมพรีเมียม ชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสละลายไปกับเนื้อเค้ก ที่ทานคำแรกถึงขั้นหยุดไม่อยู่ พร้อมด้วยคุกกี้หลายรสชาติเข้มข้น เช่น รส Salted Caramel, Dark Chocolate Chunk, Nutella และรสอื่นอีกมากมาย

หากชื่นชอบขนมปังหอมกรุ่นจากเตา ขอแนะนำ “GINPAN” ร้านเบเกอรี่ออนไลน์สไตล์ญี่ปุ่นกับขนมปังปอนด์ระดับพรีเมียมสูตรดั้งเดิม เมนูขายดี คือขนมปังมันหวาน Sweet Potato Shokupan ขนาด 300 กรัม ราคา 200 บาท และยังมีรสชาเขียวถั่วแดง หรือ Nama Shokupan Original ทานคู่กับมัทฉะสเปรดเพิ่มความอร่อยให้กับขนมปังได้ดียิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วย “Noodam Kitchen by Chef Frame” ดื่มด่ำไปกับกาแฟสกัดเย็น เข้มข้นด้วยรสชาติกาแฟอย่างกลมกล่อม อีกทั้งยังมีชานม น้ำสมุนไพร และโยเกิร์ตหลายรสชาติ พร้อมเครื่องดื่มรสผลไม้รวม บลูเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่และเบเกอรี่ต่างๆอีกมากมาย

ตามมาพบกับความอร่อยใจกลางเมือง เดินทางง่ายด้วยรถไฟฟ้าลงสถานีสยามได้แล้วที่งาน Siam Discovery SO(CIAL) DELICIOUS ชั้น 2 สยามดิสคัฟเวอรี่ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2563

#SiamDiscovery #TheExploratorium #BeRevolutionary #SocialDelicious

เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร A Chef’s Trip #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/633348

วันที่ 19 ก.ย. 2563 เวลา 08:25 น.เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร A Chef’s Tripกินเที่ยวเรื่องเดียวกัน กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอาหารหลังสถานการณ์โควิด กับ A Chef’s Trip ตามรอยเชฟดังในโครงการ “คิดถึงอาหารจานโปรด…กับเชฟคนโปรด”

เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่องเต็มรูปแบบเลยจริงๆ สำหรับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งล่าสุดได้ร่วมกับ สมาคมธุรกิจร้านอาหาร (Restaurant Business Association) พร้อมทั้งภาคเอกชน บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ WP ENERGY ผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เวิลด์แก๊ส” ร่วมตอกย้ำนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอาหารหลังสถานการณ์ COVID-19 จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแพ็คเกจกินเที่ยวเรื่องเดียวกัน โดยมีเชฟอาหารชื่อดังเป็นจุดดึงดูดให้ทุกคนออกมากินเที่ยว ในรูปแบบไลฟสไตล์เชฟ กับโครงการ A Chef’s Trip คิดถึงอาหารจานโปรด…กับเชฟคนโปรด

โดยมีแนวคิดในการรวบรวมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร พร้อมรณรงค์สร้างความร่วมมือตามมาตรฐาน SHA (Safety and Health Administration) อันจะเป็นเอกลักษณ์และเพิ่มความมั่นใจในการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ร่วมกันจัดทำแคมเปญประชาสัมพันธ์ครั้งใหญ่ รวมทั้งสิ้น 17 จังหวัดภาคกลางผ่านระบบดิจิทัล E-Coupon ในแอพลิเคชั่นวงใน ไฮไลท์จะเป็นการเน้นกินเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เชิงการท่องเที่ยวอาหารในราคาพิเศษ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว สอดประสานความร่วมมือรัฐและเอกชนร่วมกันในการทำแคมเปญและสื่อประชาสัมพันธ์ คาดหวังให้เกิดประโยชน์ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวโดยพร้อมกัน

“โครงการคิดถึงอาหารจานโปรด…กับเชฟคนโปรด หรือ A Chef’s Trip ถูกจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศด้วยสื่อดิจิทัล โดยใช้อาหารและเชฟเป็นตัวดึงดูด เน้นการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวตามมาตรฐาน SHA (Safety and Health Administration) และที่สำคัญมีความคาดหวังให้คนกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดภาคกลาง ได้ออกไปจับจ่ายใช้สอยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในองค์รวม ได้ประโยชน์ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวโดยทั่วกัน โดยเริ่มต้น 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, ราชบุรี, กาญจนบุรี, อยุธยา, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, สิงห์บุรี, สระบุรี, ลพบุรี, เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยแพ็กเกจลดราคาท้าโควิด กับ 30 ร้านอาหารอร่อยชื่อดัง เปิดขายให้กับบุคคลทั่วไปผ่านแอลิเคชั่นวงใน (Wongnai) พร้อมรับส่วนลดพิเศษ 10-20% จำหน่ายคูปอง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.63 ถึง 30 ก.ย.63 และมีระยะเวลาการใช้คูปองได้ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 63 ถึง 30 สิงหาคม 64 (ระยะเวลา 1 ปี)” นางสาวชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าว

เส้นทางแรกออกแบบโดย “เชฟแอนดี้ ยัง” เชฟมิชลินสตาร์ 1 ดาว ปี 2020 พร้อมเพื่อนร่วมทริปพิธีกรรายการอาหาร ลิตา อินทร์ชลิตา ในทริป “ราชบุรีกี่ทีก็ใช่ เส้นทางสุดใช่ไปกับใครก็ฟิน”

One day with Chef Trip กับเชฟคนโปรด ต้องออกเดินสายตะลุยกินกับร้านอร่อยจานเด็ด แวะสวนผึ้งเช็คอินคาเฟ่สุดชิค กับที่เที่ยวเข้าฟาร์มออแกนิค เก็บผักสดใหม่มาทำอาหารและภาพความประทับใจกันหน่อย มาราชบุรีเมืองโอ่งมังกรทั้งที ห้ามพลาดกับการเดินทางไปตามหาความเป็นมาเปิดตำนานอารยธรรมโอ่งกว่า 100 ปี ที่เรื่องของโอ่ง

The Beginning สวนผึ้ง

ฟาร์มและโฮมสเตย์ขนาดเล็ก จุดเริ่มต้นโดยการได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทาง โดยจะแบ่งสัดส่วนของฟาร์มอออกเป็น โรงเลี้ยงไส้เดือน แปลงปลูกผัก บ้านไก่ และคอกม้า ซึ่งเรามีความตั้งใจให้ส่วนประกอบต่างๆ ในฟาร์มสามารถพึ่งพากันเอง ชมและเรียนรู้การขยายพันธุ์ต้น blackberry ซึ่งเป็นต้นไม้ตระกูลเบอรี่ที่มีคนปลูกน้อยมากในประเทศไทย โดยแต่ละครอบครัวจะได้เรียนรู้และได้ทำการขยายพันธุ์ ต้น Blackberry ชมฟาร์มผักออแกนิค เก็บไข่ ผักและผลิตผลในฟาร์มและให้อาหารม้าโพนี่ รวมถึงเก็บไข่เป็ดเพื่อนำมาทำเป็นไข่เค็มใบเตย และทานเมนูจากผลผลิตจากฟาร์มออแกนิค

Morning Glory The Bakery House

แวะมาจิบชา กับคาเฟ่เบเกอรี่กลางป่าสไตล์โฮมเมด ร้านเบเกอรี่น่ารักๆแต่รสชาติไม่ธรรมดา แถมบรรยากาศ ท่ามกลางขุนเขา พร้อมกระต่ายตัวน้อย และการนำวัตถุดิบชั้นดีมาผสมผสานกับวัตถุดิบตามฤดูกาลที่หาได้ในสวนผึ้ง กับเบเกอรี่ที่เป็นสูตรจากทางร้าน โดยเชฟสาวสวยอย่างเชฟเอ๋ ที่คิดค้นและปรับสูตรจนความอร่อยแบบเฉพาะของร้าน ที่พิถีพิถันทำเองทุกขั้นตอน เมนูที่ต้องแนะนำที่มาถึงแล้วต้องสั่งเซทไฮท ที่เป็นซิกเนเจอร์ก็จะเป็นตัว เบอร์รี่พิตตาชิโอ้มูสเค้ก มาการอง สโคนและแยมโฮมเมด มัลเดอลีนช็อคโกแลต จิบชาอุ่นๆกลิ่นหอมออกรุ่น คู่กับ เค้กแสนอร่อยแล้ว ต่อด้วยเมนูท่านง่ายอิ่มท้องอย่าง เบอร์เกอร์หมูโฮมเมด กับ บริยอชเสริฟมากับมูสตับบด ที่อร่อยไม่แพ้กัน

เรื่องของโอ่ง

เข้าชมเรื่องราวความเป็นมาของโอ่งราชบุรี เปิดตำนานอารยธรรมโอ่งกว่า 100 ปีของโอ่งมังกรผ่านอนิเมชั่น 3 มิติ ศึกษาประวัติศาสตร์ของโอ่งตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน พร้อมเข้าชมกรรมวิธีการผลิตอันประณีต ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน ตั้งแต่การปั้น การตกแต่งลวดลาย และบรรยากาศจำลองภายในเตามังกร ซึ่งใช้ในการเผาโอ่งมาช้านาน ชมการสาธิตวิธีการปั้นโอ่งมังกร โดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ กิจกรรม workshop ปั้นโอ่ง และเพ้นท์โอ่งมังกร ชิ้นเดียวในโลกด้วยมือของคุณเอง (หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม มีบริการจัดส่งถึงหน้าบ้าน โอ่งที่ปั้นและเพ้นท์เรียบร้อยแล้ว จะจัดส่งถึงบ้าน ภายใน 3 สัปดาห์ (เนื่องจากต้องรอโอ่งแห้งสนิท และนำไปเผา)

ร้านอาหาร ” โอ่งข้าว โอ่งน้ำ”

ร้านอาหารรูปร่างทรงกลม ตั้งอยู่ภายในโครงการ “เรื่องของโอ่ง” ร้านอาหารได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงโอ่ง ตัวร้านสามารถมองเห็นวิวรอบด้าน บริการอาหารไทย จีน ฝรั่ง ผสมผสาน

เส้นทางที่ 2 ออกแบบโดย “เชฟพลอยคนสวย Top Chef Season 2” พร้อมกับการรีวิวตลอดเส้นทางของ  เฉียง-วรฉัตร ธำรงวรางกูร สจ๊วตหนุ่มเจ้าของเพจท่องเที่ยวชื่อดัง “ไปอยู่ไหนมา”  ในทริป “กาญจนบุรี กี่ทีก็ว้าว กับเส้นทางสุดชิค”

สวนสัตว์เปิดซาฟารีปาร์คกาญจนบุรี

ให้ความรู้สึกอีกแบบ คือ ได้ใกล้ชิดสัตว์มากที่สุด ทั้งในโซนเสือ สิงโต ม้าลาย ยีราฟ จุดเด่นคือ ยีราฟยื่นหัวเข้ามากินอาหารในรถ ให้ได้ถ่ายภาพแบบใกล้ชิด สนุกและตื่นเต้น ร้องกรี๊ด กันทั้งคันรถ นอกจากนี้ยังมีทัวร์ยีราฟแบบ private ที่ให้บริการรถส่วนตัวนำเที่ยว สามารถใกล้ชิดยีราฟและม้าลายได้มากขึ้นไฮไลท์ความสนุกของการมาเที่ยวสวนสัตว์แห่งนี้เลย นั่นก็คือ เราจะได้ป้อนอาหารยีราฟแบบใกล้ชิด บางตัวก็เอาหัวยื่นเข้ามาภายในรถ เพื่อเข้ามาหาอาหาร สร้างความสนุกและตื่นเต้น (ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท อาหารซื้อเพิ่มชุดละ 100 บาท มี 4 ถาดส่วนทัวร์ private ถ่ายภาพยีราฟแบบใกล้ชิด ต้องจองล่วงหน้าทางข้อความในเพจ ไม่รับจองทางโทรศัพท์ โดยจ่ายเพิ่มคนละ 1000 บาท (พร้อมอาหาร 1ถาด) สามารถจองได้ทางข้อความในเพจ เริ่มรอบแรก 09.00 น. รอบละ 20 นาที หลังจากทัวร์ private แล้ว สามารถนั่งรถบัสเที่ยวต่อได้)

The Village Farm to Café

คาเฟ่สุดโมเดิร์นแห่งกาญจนบุรี ที่ตกแต่งบรรยากาศในสไตล์ฟาร์ม รูปทรงสี่เหลี่ยมหลังคาจั่ว แบบเรือนกระจกคล้ายกับโรงนา 4 หลังติดกัน ในเครือของร้านอาหารคีรีมันตรา คือ โอบล้อมด้วยวิวทิวทัศน์ของภูเขาเขียวขจีที่เบื้องหน้าคือสระน้ำที่ประดับน้ำพุ

จัดทำเป็นลานไม้ยื่นไปในสระน้ำ สำหรับนั่งเล่น เดินชมวิว แถมมีทุ่งปอเทืองสีเหลืองพริ้วไหวติดกับโรงเรือนปลูกผัก ให้ได้ถ่ายรูปเล่น เรื่องของเมนูอาหารและเครื่องดื่มก็เด็ดไม่แพ้กัน โดยเน้นอาหารสไตล์ฟิวชั่นเพื่อสุขภาพ คัดสรรวัตถุดิบที่มีความสดใหม่ในทุกเมนู ของหวานที่เป็นซิกเนอเจอร์ของร้าน ขนมเต่าน้อย ตัวเต่าเป็นขนมปังแบบนิ่มสอดไส้ครีม มาพร้อมกับไอศครีมเมล่อน และเมล่อนสด

Kan Machi Cafe

คาเฟ่ญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในกาญจนบุรี มีมุมถ่ายรูปเยอะมาก เช่น ศิลปะฝาท่อแบบญี่ปุ่น เสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ อาคารญี่ปุ่นสไตล์มินิมอล สวนญี่ปุ่น เทศกาลปลาคาร์ฟ และจำลองถนนญี่ปุ่นขนาดย่อ อาหารเสิร์ฟเป็นเซตฉบับญี่ปุ่น เช่น ข้าวแกงกระหรี่หมูทอดทงคัตสึ ข้าวไก่เทอริยากิ ไดฟูกุสตรอเบอรี่ Signature Set มาทั้งที ไม่มีพลาดอยู่แล้ว!! “Matcha Ceremony Set” ชุดชงชา ที่ให้คุณรังสรรค์ด้วยตัวเอง เสิร์ฟมาพร้อมน้ำร้อน ชาเขียวมัทฉะ อุปกรณ์ชงชาต่างๆ ทานคู่กับวุ้นถั่วแดงรูปปลาคาร์ฟ

สำหรับผู้สนใจไปทานอาหารตามรอยเชฟกับโครงการ “คิดถึงอาหารจานโปรด…กับเชฟคนโปรด” A Chef’s Trip  สามารถเข้าไปดูรายละเอียดต่างๆ ได้ที่  Wongnai: https://bit.ly/2GiosLY หรือ Facebook : คิดถึงอาหารจานโปรดกับเชฟคนโปรด

5 เฟอร์นิเจอร์ไอเท็มเพื่อสุขภาพ ตัวช่วยดีๆ ที่คุณแม่มือใหม่ต้องมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634405

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 10:20 น.5 เฟอร์นิเจอร์ไอเท็มเพื่อสุขภาพ ตัวช่วยดีๆ ที่คุณแม่มือใหม่ต้องมีของมันต้องมี! รวม 5 ไอเท็มฮอตจากโยกิโบ ตัวช่วยดีๆ ที่คุณแม่มือใหม่ต้องมีเพื่อการใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

เพราะช่วงเวลาที่ก้าวสู่การเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือในช่วงแรกคลอดและต้องให้นมลูกน้อย ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในช่วงชีวิตของคุณแม่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้หญิงทุกคน  ขอเป็นกำลังใจสำคัญให้คุณแม่มือใหม่ทุกๆ ท่าน เราขอแนะนำ 5 ไอเท็มสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยให้คุณแม่มือใหม่ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัย และผ่อนคลายอย่างสูงสุด เพื่อให้คุณมีสุขภาพกายและใจที่ดี ซึ่งจะยิ่งส่งผลดีไปถึงเจ้าตั้วน้อยในครรภ์อีกด้วย

YOGIBO MAX

เฟอร์นิเจอร์ที่พร้อมโอบอุ้มตามขนาดร่างกายและยืดได้ยาวตามสรีระของคุณแม่ สามารถปรับรูปทรงได้หลากหลายแบบไม่ว่าจะนอน หรือนั่ง ไม่มีแรงกดกระทบ ดังนั้นจึงเหมาะมากๆ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะช่วยให้สามารถนั่งได้นาน ไม่ปวดหลังอีกทั้งยังช่วยจัดการสรีระการนั่งได้ดีขึ้น ทำให้คุณแม่ใช้เวลาผ่อนคลายได้อย่างยาวนาน

YOGIBO POD

เฟอร์นิเจอร์ที่มีลักษณะเป็น Bean Bag มีขนาดเบา ให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก สามารถนั่งได้นานโดยไม่ปวดหลัง ช่วยสร้างความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

YOGIBO SUPPORT

ด้วยรูปทรงตัวยูที่พร้อม Support ในทุกๆการนั่ง ดังนั้นจึงเหมาะมากๆสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมลูก จะช่วยให้สามารถนั่งได้นาน ไม่ปวดหลังเพราะตัว Support จะช่วยจัดการสรีระการนั่งของคุณแม่ให้สบายและรองรับกับร่างกายได้มากยิ่งขึ้น และยิ่งสบายมากขึ้นเมื่อนำไปใช้คู่กับ Yogibo ตัวอื่นๆ เช่น Max / Pod เพื่อความผ่อนคลายขั้นสุดของคุณแม่

MOON PILLOW

หมอนรองคอรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่จะช่วยรองรับและโอบรับกับศีรษะของคุณแม่ด้วยความนุ่มนวลได้อย่างดีเยี่ยม ให้คุณแม่ผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่

AROMA HEART

หัวใจนุ่มนิ่มดวงน้อยที่จะทำให้คุณแม่คลายความกังวลได้ดียิ่งขึ้น เพียงวางไว้บนหน้าอกหรือหน้าท้อง ด้วยกลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์และเปปเปอร์มินต์ จะทำให้คุณแม่รู้สึกสบาย ผ่อนคลายและอบอุ่นขึ้นทันที

พบกับ YOGIBO เฟอร์นิเจอร์แนวใหม่ที่พร้อมคอมพลีททุกไลฟ์สไตล์ของทุกคนให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ได้แล้ววันนี้ที่ Flagship store ทองหล่อ 13, สยามพารากอน ชั้น 4, เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 5 หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ Website : www.yogibo.co.th / Facebook : YogiboThailand หรือโทร. 094-404-1515

เลือกกินอาหารอย่างไร ให้ช่วยลดอารมณ์วัยทอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634408

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 07:23 น.เลือกกินอาหารอย่างไร ให้ช่วยลดอารมณ์วัยทองวัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง และวิธีการปรับตัว กลับใจ เลือกกินอาหารที่ใช่ ช่วยลดอารมณ์วัยทอง

คนทำงานหลายคนที่อยู่ในช่วงวัย 45-50 ปี โดยเฉพาะกับสุภาพสตรี มักมีอาการแปลกๆ จากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล หลายอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่งผลถึงอารมณ์จนทำให้คนใกล้ตัวเริ่มไม่อยากเข้าใกล้ ซึ่งเป็นอาการที่ถูกเรียกว่า “อารมณ์วัยทอง” ซึ่งฟังแล้วเจ็บปวดสำหรับผู้หญิงบางคน แต่อย่าคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากรู้เท่าทันและรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้มีความสุขได้

วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสารเคมีในร่างกายไม่สมดุลด้วยสาเหตุจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง จนส่งผลถึงสุขภาพร่างกายภายนอก หากผู้หญิงคนไหนมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่ายละก็ อาการเหล่านี้เป็นอาการเบื้องต้นที่มีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโดยตรง ดังนั้น การกินอาหารที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการใช้อย่างเอสโตรเจน ก็สามารถช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดได้เช่นกัน

หลักการบริโภคอาหารในวัยทอง

อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองในระยะเริ่มต้นและระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวดี ไม่แห้งแตก รวมถึงป้องกันโรคที่อาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน

อาหารที่ควรรับประทาน

เนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศองคนวัยนี้ลดลง อาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำจึงเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่น

เต้าหู้ และน้ำเต้าหู้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วเหลืองทุกชนิด ควรรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด นี่แหละคืออาหารที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจนระดับสูง ขณะเดียวกันยังมีไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในรูปของเหลว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว 

โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ วัยทองยังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน มีโอกาสที่จะกระดูกแตกหักง่าย จึงควรรับประทานอาหารอุดมด้วยแคลเซียม เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ ผักใบเขียวและผลไม้ ซึ่งผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีธาตุโบรอน ช่วยเพิ่มความสามารถในการกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ รวมถึงแอปเปิ้ล องุ่น และส้ม ทั้งนี้ผักในตระกูลกะหล่ำอุดมด้วยธาตุโบรอน ได้แก่ บล็อกโคลี แขนงผัก ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า เป็นต้น

ผักและผลไม้ การเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นยังช่วยเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์กับร่างกาย รวมถึงกากใยยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยให้สบายตัว ทั้งนี้ ในผักผลไม้ยังอุดมด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยบรรเทาอาการวัยทองลงได้

น้ำมะพร้าว ผลไม้เพื่อสุภาพสตรีที่หาซื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นน้ำมะพร้าว มีสรรพคุณช่วยขับพิษและของเสียออกจากร่างกาย เปรียบเสมือนของขวัญจากธรรมชาติที่อัดแน่นไปด้วยปริมาณเอสโตรเจน และยังมีสารจำพวกคอลลาเจนและอิลาสตินที่จะช่วยให้ผิวสตรีวัยทองเปล่งปลั่งดุจสาวแรกรุ่นด้วยเช่นกัน

ข้าวสาลีและธัญพืช อาหารเพื่อสุขภาพอย่างข้าวสาลีและธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสีนี่ก็ถูกพูดถึงกันมากในกลุ่มอาหารสุขภาพ อันอุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนจากธรรมชาติ ชนิดไอโซฟลาโวน มีคุณสมบัติในการปรับฮอร์โมนเอสโตรเจนภายในร่างกายสุภาพสตรีทั้งหลายให้สมดุลด้วยเช่นกัน

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยัง เป็นสารซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน และเป็นศูนย์รวมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับสภาพผิว ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย และยังเป็นผลไม้กลุ่มที่กินแล้วไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางชนิดอาจไปกระตุ้นให้ภาวะวัยทองมีอาการมากขึ้นได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ การดื่มชา กาแฟเป็นประจำยังส่งผลทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

ผู้ที่อยู่ในภาวะวัยทองควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดหรือเผ็ดร้อน ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และอาหารแปรรูป เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ส่งผลให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง อ้วนได้ง่าย ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวาน

3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634235

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 10:33 น.3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้นศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล ม.มหิดล แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ชี้ 3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้น

เพจเฟซบุ๊ก sirirajpr โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงต่อคนไทย โดยระบุว่า “3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้นศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล ม.มหิดลแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โควิด-19ในประเทศไทยอาจมีความรุนแรงกับ 3 ปรากฏการณ์ คือ

1. การติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมียนมาร์ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อใหม่กว่า 1,000 รายในแต่ละวัน และมีแนวโน้มที่จะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน โอกาสที่จะมีการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 เข้าประเทศไทยจึงมีโอกาสสูง

2. อากาศในประเทศไทยเวลานี้เย็นลงและมีฝนตกแทบทุกวัน ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในอาคารหรือพื้นที่ค่อนข้างปิดเช่นนี้ จะทำให้โอกาสการแพร่การติดเชื้อเพิ่มขึ้น การใส่หน้ากากและรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลในสถานที่ทำงานจึงยังมีความจำเป็น

3. การรวมกลุ่มกันของคนจำนวนมาก อาจทำให้โอกาสการแพร่การติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วยบรรยากาศและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเกิดการติดเชื้อจะเป็นในผู้ที่อายุน้อย ซึ่งอาจไม่มีอาการใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อออกไปได้

ขอให้พวกเราช่วยกันสื่อสารอย่างที่ดีและใช้เหตุผลเพื่อลดวิกฤติทางสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญทุกคนยังคงต้องปฏิบัติโดยใส่หน้ากาก..รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล หมั่นล้างมือ/ทำความสะอาดมือ.. เช็คอิน/เช็คเอาท์เพื่อช่วยหาบุคคลและพื้นที่เสี่ยง…”

#โควิด19 #Siriraj #ศิริราช

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน..ป้องกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634223

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 08:44 น.อุจจาระร่วงเฉียบพลัน..ป้องกันได้แพทย์เตือนอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคที่ควรระวังในช่วงฤดูฝน พร้อมเผย Do&Don’t เรื่องที่ควรทำ ไม่ควรทำ และวิธีป้องกัน

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลราชวิถี แนะประชาชนดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ชี้กลุ่มเสี่ยงเด็กและผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต อาจจะมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจำเป็น หากผู้ป่วยที่มีอาการไข้ขึ้นสูง อาเจียนมาก ถ่ายเหลวมาก ชีพจรเต้นเร็ว ควรพบแพทย์ทันที ถ้าล่าช้าอาจทำให้ไตวายหรือเสียชีวิตได้ 

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนทำให้มีความชื้นในอากาศมากเชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้ดี ทำให้อาหารและน้ำดื่มมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคของระบบทางเดินอาหารได้ง่าย โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ที่เกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส

อาการของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน คือ

  • ถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติเกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกปนเลือด 1 ครั้งต่อวัน
  • อาจมีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน สาเหตุเกิดจากการได้รับเชื้อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้ออยู่ การรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอมอาจจะทำให้ได้รับเชื้อได้

การดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

Do – กรณีที่เป็นเด็กให้ทานอาหารเหลวบ่อยๆ ส่วนวัยทั่วไปรวมถึงผู้สูงอายุให้ทานอาหารตามปกติ แต่ควรเป็นอาหารอ่อนและย่อยง่าย ที่สำคัญควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำละลายผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

Don’t – ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้น

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจะมีภาวะแทรกซ้อนในเด็กและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต อาจจะมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียทั้งน้ำและแร่ธาตุจำเป็น รวมทั้งมีความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ในเลือด เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถรักษาได้ตามอาการ หรือการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับการให้เกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสูญเสียไป และหากพบผู้ป่วยที่มีอาการไข้ขึ้นสูง อาเจียนมาก ถ่ายเหลวมาก ควรนำไปพบแพทย์ทันที ถ้าล่าช้าอาจทำให้ไตวายหรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหารก่อนรับประทานอาหารและภายหลังการเข้าสุขา
  • ดื่มน้ำสะอาด เช่น  น้ำต้มสุกน้ำบรรจุขวดถูกสุขลักษณะ
  • เลือกรับประทานอาหารที่สะอาดสุกใหม่ๆ
  • การบริโภคผักผลไม้สด ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
  • กําจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่สุกๆ ดิบๆ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันได้

นวัตกรรมยาใหม่เพื่อการรักษามะเร็งตับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634070

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 12:50 น.นวัตกรรมยาใหม่เพื่อการรักษามะเร็งตับเพิ่มความหวังในการรักษาของผู้ป่วย ด้วยนวัตกรรมยาใหม่เพื่อการรักษามะเร็งตับ พร้อมมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

“โรคมะเร็งตับ” ถือเป็นวิกฤตทางสุขภาพอันดับต้นๆ ในประเทศไทยและทั่วโลก จากสถิติเผยว่า มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตของประชากรไทยเป็นอันดับหนึ่ง มีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งตับมากกว่า 23,000 คนต่อปี นั่นคือในทุกๆ ชั่วโมงจะมีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งตับสูงถึง 2.6 คน

ตัวเลขนี้ยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยส่วนใหญ่พบในเพศชายสูงกว่าเพศหญิงถึง 2.3 เท่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับในคนไทยคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี และอาจเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ การดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่เหมาะสมและการบริโภคอาหารที่ไม่ปรุงสุก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โรคนี้จะทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต แต่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าของนวัตกรรมของยา และการรักษาโรคมะเร็งตับ ซึ่งจะสามารถช่วยชะลอการลุกลามของโรคและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยเฉลี่ยของผู้ป่วยได้มากขึ้น 

ผศ.นพ.สืบพงศ์ ธนสารวิมล อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคมะเร็ง ภาควิชามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “มะเร็งตับชนิดที่พบได้บ่อย คือมะเร็งที่เซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) ในปัจจุบันวิธีการรักษามะเร็งชนิดนี้ในคนไข้ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ที่นิยมกัน ได้แก่ การให้ยาเคมีบำบัดทั้งทางหลอดเลือด และการให้ยาเคมีบำบัดที่ก้อนมะเร็งโดยตรง การฉายแสง รวมถึงการใช้ยามุ่งเป้าเพื่อเพิ่มความเฉพาะเจาะจงในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับ ที่เป็นยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor) ในรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาวิธีการรักษาที่ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต และยืดอายุของคนไข้” 

แม้โรคมะเร็งตับจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่หากได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที ก็สามารถช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคและยืดอายุคนไข้ให้นานยิ่งขึ้นได้ สำหรับคนไข้ที่เป็นมะเร็งที่เซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) และไม่สามารถผ่าตัดได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย ได้อนุมัตินวัตกรรมยารักษามะเร็งตับแบบใหม่ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยนวัตกรรมยาใหม่นี้นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ที่ทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มอัตราการรอดของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor) ในรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทานที่มีอยู่เดิม

นวัตกรรมยาที่ใช้รักษาแบบใหม่ที่กล่าวถึงนี้ คือการใช้ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ร่วมกับ ยาต้านการสร้างหลอดเลือดที่คอยให้อาหารแก่ก้อนมะเร็ง (Anti-angiogenesis) ซึ่งยาทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ โดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่าการใช้ยาทั้ง 2 ชนิด มีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายในการต่อสู้กับมะเร็ง โดยยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น และยาต้านการสร้างหลอดเลือดจะลดปริมาณหลอดเลือดซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงอาหารไปยังเซลล์มะเร็ง มีผลทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้  โดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยและช่วยควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามได้ สูงขึ้นถึง 42% และ 41%  ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor)6 ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา รวมถึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความเหมาะสมและปลอดภัยกับผู้ป่วยมากที่สุด

รศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์ นายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (Thai Society of Clinical Oncology: TSCO) กล่าวว่า  “จากข้อมูลประสิทธิภาพของการใช้ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ร่วมกับยาต้านการสร้างหลอดเลือด (Anti-angiogenesis) เพื่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับที่ออกมานั้น ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ต่อไปนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยในอนาคต”

“ปัจจุบันทางมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (TSCO) ได้ทำการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ตลอดจนผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต รวมถึงค่าใช้จ่ายในมุมของผู้ป่วย โดยได้รับความร่วมมือจากทางโรช ไทยแลนด์ จำกัด ที่ได้สนับสนุนการเข้าถึงการรักษาดังกล่าว จึงช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลสำคัญเหล่านี้ได้ระหว่างการขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งข้อมูลที่ได้ดังกล่าวอาจจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาการเบิกจ่ายของการรักษาใหม่นี้ในอนาคต เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเหมาะสมต่อไป” ผศ.นพ.สืบพงศ์ ธนสารวิมล อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคมะเร็ง ภาควิชามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกับยาต้านการสร้างหลอดเลือด ถือเป็นความก้าวหน้าของวิทยาการการแพทย์เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งตับในประเทศไทย ทำให้คุณภาพชีวิตและอัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยของผู้ป่วยสูงขึ้นได้ในระยะยาว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ผ่านทางแพทย์ผู้รักษา

เรื่องเล่าของ “หัวใจ” วันหัวใจโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633804

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 08:10 น.เรื่องเล่าของ “หัวใจ” วันหัวใจโลกค้นความหมายผ่านเรื่องเล่าของ “หัวใจ” พร้อมร่วมส่งต่อการ “ให้” ที่ยิ่งใหญ่ กับ “มูลนิธิรามาธิบดีฯ”

ท่ามกลางอุบัติการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทั่วโลกต่างก็กำลังวิตกกังวลถึงปัญหาสุขภาวะอนามัยในสังคม ยังมีอีกหนึ่งภัยเงียบใกล้ตัวที่อาจกำลังคุกคามชีวิตพวกเราทุกคนโดยไม่รู้ตัว อย่าง “โรคหัวใจ” โรคไม่ติดต่อที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกขณะเวลา ซึ่งจากสถิติล่าสุดขององค์กรอนามัยโลก พบว่ามีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงถึง 17.9 ล้านรายต่อปี เป็นอันดับหนึ่งสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลก ขณะที่ประเทศไทยเอง พบว่ามีอัตราตัวเลขการเสียชีวิตสูงกว่า 20,000 รายต่อปี หรือในทุก ๆ หนึ่งชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิต 2 คน

29 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันหัวใจโลก โดยสมาพันธ์หัวใจโลก เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงอันตรายของโรคหัวใจและหลอดเลือด  มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะองค์กรการกุศลผู้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาอย่างยาวนาน จะมาเผยถึงแง่มุมการทำงานและอีกหลากหลายความหมายที่ยิ่งใหญ่ของ “หัวใจ” พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการ “ให้… (กำลัง)ใจ” กันและกัน ในวันหัวใจโลกปีนี้

ดูแล ‘หัวใจ’ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

“โรคหัวใจ” เป็นคำจำกัดความที่ครอบคลุมถึงหลายภาวะและมีหลายชนิด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดเหล่านี้ มักมีความสัมพันธ์กับสาเหตุของการเกิดอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง และอัมพฤกษ์ อัมพาต อย่าง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว 5-6 เท่า หลอดเลือดสมองอุดตัน 2.5-3 เท่า และเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 2-3 เท่า

ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง หากเกิดขึ้นกับหัวใจห้องล่าง คนไข้จะเสียชีวิตทันทีหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าไหลตาย แต่ถ้าหากเกิดกับหัวใจห้องบน จะส่งผลให้หัวใจเต้นไม่สัมพันธ์กัน หรือเรียกว่า “โรคหัวใจเต้นระริก” ที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีส่วนในการรณรงค์และผลักดันให้เกิดความรู้ความเข้าใจในโรคหัวใจเต้นระริกในสังคมไทยมาโดยตลอด เพราะโรคนี้สามารถป้องกันได้ หรือหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเฉียบพลัน รวมถึงอัตราการพิการและเสียชีวิตได้

อาจารย์ นายแพทย์ธัชพงศ์ งามอุโฆษ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ หัวหน้างานศูนย์รักษาหัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานองค์กรนานาชาติด้านโรคไฟฟ้าหัวใจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2020 หรือ APHRS ได้อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า “หัวใจเต้นระริก หรือภาวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติของหัวใจห้องบน จะส่งผลให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งมีโอกาสที่จะหลุดออกจากหัวใจไปอุดกั้นหลอดเลือดสมอง นำมาซึ่งการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการของโรคหัวใจเต้นระริก โรคประจำตัวบางชนิดหรือหลายพฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ อย่าง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น รวมถึง การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป รับประทานอาหารที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลสูงเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งความเครียด เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดหัวใจเต้นระริกและเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ปัจจุบันภาวะหัวใจเต้นระริกสามารถรักษาได้ด้วยกันหลายวิธี แต่ทว่าผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีสัญาณเตือนก่อน จึงมักจะมาพบแพทย์เมื่อช้าไป ดังนั้นควรหมั่นสังเกตุตนเอง เช่น การเช็คชีพจรอย่างสม่ำเสมอ เป็นการตรวจตัวเองได้เบื้องต้น หรือการตรวจสุขภาพประจำปี ก็เป็นการป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้”

เพื่อส่งเสริมให้คนไทยทุกคนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง และเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที สำหรับผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในเบื้องต้น สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Thai CV risk calculator บนระบบ iOs และ Andriod เพื่อให้ทราบถึงเปอร์เซนต์ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยจากโรคเส้น เลือดหัวใจตีบตัน และโรคเส้นเลือดสมองตีบตันในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าได้ด้วยตนเอง

ซึ่งแบบประเมินนี้ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขึ้น เพื่อติดตามศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรไทย ภายใต้โครงการศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปี เพื่อคนไทยทุกคน

หัวใจของผู้ให้ ส่งต่อกำลังใจสู่ผู้ป่วย

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมชีวิตที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะกับตนเองหรือคนรอบข้าง ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ก็ต้องประสบพบเจอ นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ หนึ่งในผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยและการแพทย์ไทยมากว่า 10 ปี กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาหลายเดือนมานี้ หลายคนที่เคยมองข้ามหรือละเลยความสำคัญของงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ การป้องกัน ส่งเสริม และรักษาสุขภาพ เริ่มหันกลับมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองและสุขภาวะอนามัยในสังคมมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว ในทุกนาที ความเจ็บป่วยและความเสี่ยงต่อโรคร้ายมีอยู่ตลอดเวลา นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ยังคงและจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด”

เชื่อว่า ความสุขของทุกคน คือการได้เห็นสมาชิกในครอบครัวของตนเองมีความสุขทั้งกายและใจ เช่นเดียวกันกับ ผู้ป่วยยากไร้จำนวนมาก ที่ไม่เพียงปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ปราศจากโรคร้าย แต่ยังปรารถนาให้ครอ บครัวและคนรักมีความสุขในหัวใจที่ได้เห็นพวกเขาพ้นจากความทุกทรมานทางร่างกายอีกด้วย “เนื่องในโอกาสวันหัวใจโลกปีนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ นอกจากอยากให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพกายใจของตนเองและคนรอบข้างให้แข็งแร็งแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นนี้ ดิฉันในฐานะตัวแทนของมูลนิธิ จึงอยากขอเชิญชวนทุกคนในสังคมร่วมสืบสานวัฒนธรรมแห่งการให้และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อ “กำลังใจ” หยิบยื่นพลังบวกให้กันและกัน ร่วมสร้างและส่งต่อกำลังใจนี้ไปยังผู้ป่วยยากไร้ที่กำลังเฝ้ารอความหวังในการรักษา ที่ไม่เพียงจะมอบคุณค่าทางจิตใจอย่างมหาศาลให้ผู้รับ หากแต่ยังช่วยเติมเต็มความอบอุ่นในหัวใจของผู้ให้ทุกๆท่านอีกด้วย ร่วมแบ่งปันความสุขที่ยิ่งใหญ่ สุขในการเป็นผู้ให้ชีวิต ต่อลมหายใจของผู้ป่วยและสร้างความหวังในหัวใจของพวกเขาและครอบครัวด้วยกันนะคะ” นางสาวพรรณสิรี กล่าวปิดท้าย

ตลอดระยะเวลากว่า 51 ปี ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในฐานะศูนย์กลางระดมทุนและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวใจหรือความหมายมั่นสำคัญขององค์กร คือ การสร้างสุขภาวะหรือความมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ที่ผ่านมาได้ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ รวมถึงผู้ป่วยจากโรคและภาวะหัวใจ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น กองทุนหัวใจเต้นผิดจังหวะ กองทุนเพื่อผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว และอีกหลากหลายโครงการ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วม ให้… (กำลัง)ใจ เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผู้ป่วยยากไร้ ผ่านการร่วมสมทบทุนกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือสนับสนุนของที่ระลึกที่มีสัญลักษณ์หัวใจอินฟินิตี้ เส้นสายหัวใจสีแดงที่ต่อกันเป็นรูป ‘อินฟินิตี้’ ที่ใช้สื่อถึงความหมายของ ‘คำว่า ไม่สิ้นสุด (infinity)’ ทุกกำลังใจ ทุกกำลังทรัพย์ ที่ทุกท่านมอบให้ จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อใช้สร้างและพัฒนาให้เกิด

ความก้าวหน้าทางการแพทย์และความเท่าเทียมในการรักษาที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึง เติมเต็มโอกาสและความหวังในการรักษาที่ดียิ่งขึ้นให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนต่อไป ดังปณิธานที่ว่า คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด