ฟิต & เฟิร์ม ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569202

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

ฟิต & เฟิร์ม ยุค 4.0

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

ในยุค 4.0 หลายธุรกิจได้ผสานเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจฟิตเนส ที่จะเห็นว่าได้มีการนำอุปกรณ์ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย เพื่อช่วยสร้างความแปลกใหม่ ความสนุกสนาน และความท้าทายในการออกกำลังกายกันอย่างแพร่หลาย

อย่างคลับ Zone เซ็นทรัลเวิลด์ อีกคลับน้องใหม่ของฟิตเนส เฟิร์สท ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้ยกระดับการออกกำลังกายไปอีกขั้นด้วยคอนเซ็ปต์ “The First Heart Rate Based Training Center” ดังนั้น การออกกำลังกายที่นี่ย่อมมีความพิเศษมานำเสนอแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอย่าง F Zone Belt รวมทั้งอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นสุดล้ำ ที่จะมาช่วยเพิ่มมิติใหม่การออกกำลังกายของคุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเครื่อง Incline Trainer ซึ่งเป็นอุปกรณ์คาร์ดิโอที่อยู่บริเวณ Run Zone ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายที่มีฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีใหม่ที่สุดในไทยเลยก็ว่าได้

ด้วยรูปทรงที่มองเผินๆ คล้าย Treadmill หรือลู่วิ่งทั่วไป แต่ความพิเศษและความไฮเทคนั้นมีมากกว่า เพราะสามารถปรับระดับความชันได้สูงสุดถึง 30 องศา และยังสามารถปรับลดระดับแบบหัวทิ่มลงได้ถึง 3 องศา ซึ่งเทรดมิลล์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ ที่สำคัญอุปกรณ์นี้ยังออกแบบมาให้แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักผู้ใช้และช่วยดูดซับแรงกระแทก รวมทั้งเซฟข้อเท้าผู้ใช้อีกด้วย

สำหรับการฝึกกับเครื่อง Incline Trainer นั้นสามารถฝึกได้หลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญผู้สูงวัยก็สามารถมาฝึกหรือลองใช้อุปกรณ์ชนิดนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะการปรับระดับให้ลู่เดินหัวทิ่มลง 3 องศา เพื่อฝึกการเดินลงเนิน เนื่องจากผู้สูงอายุหลายคนเวลาเดินลงเนินมักจะมีปัญหาเรื่องเจ็บกล้ามเนื้อหรือเจ็บส่วนต่างๆ ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ทราบวิธีการเดินลงเนินแบบถูกวิธี หรืออาจไม่ค่อยได้ฝึกเดินแบบนี้สักเท่าไร แต่เมื่อมีอุปกรณ์ตัวนี้เข้ามา ความพิเศษเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจการเดินได้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงเฉพาะแค่คนสูงวัยเท่านั้น เครื่องนี้ยังเหมาะกับคนทั่วไปที่ออกกำลังกายตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับแอดวานซ์เลยละ

ถ้าต้องการความท้าทายในการฝึกกับเครื่องนี้แบบหลากหลายมากขึ้น ขอแนะนำคลาสพีก (Peak) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคลาสใหม่ของที่นี่ โดยจะเน้นการเล่นอุปกรณ์ Incline Trainer เป็นหลัก ผู้เล่นจะปรับสปีดและความชันตามโปรแกรมที่ครูฝึกคอยแนะนำ ซึ่งหลักๆ มีทั้งการเดินปกติ เดินสไลด์ข้าง เดินแบบ Leg Lunge วิ่งจ๊อกกิ้งกระโดดจัมพ์สลับกัน

ข้อดีของการฝึกหลายๆ แบบจากเครื่องนี้ นอกจากได้ในเรื่องการบาลานซ์กล้ามเนื้อแล้ว ยังสามารถพัฒนากล้ามเนื้อทุกส่วน โดยเฉพาะตอนที่ปรับระดับการเดินให้เอียงขึ้น 30 องศา จะทำให้เราใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มากขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเผาผลาญแคลอรีมากกว่าการวิ่งหรือเดินบนพื้นราบ ที่สำคัญการวิ่งหรือเดินระดับลาดชันนี้จะช่วยลดแรงกระแทกที่เข่า รวมทั้งช่วยเซฟเข่าได้อีกด้วย เพราะถ้าวิ่งบนพื้นราบแบบปกติ แรงกระแทกจะไปลงที่เข่า จึงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

วิดีโอออนดีมานด์เอเชียพุ่ง แนะพัฒนาคอนเทนต์ท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569353

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

วิดีโอออนดีมานด์เอเชียพุ่ง แนะพัฒนาคอนเทนต์ท้องถิ่น

โดย…ปากกาด้ามเดียว

การผลิตคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงเติบโตขึ้นทั่วโลก นำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละส่วนของห่วงโซ่คุณค่า เช่น มาเลเซียและไทยที่มีสตูดิโอตลอดจนเครื่องมือระดับโลกและให้สิทธิพิเศษที่ดีในการดึงดูดผู้ผลิตคอนเทนต์จากต่างชาติ ขณะที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้านเทคนิคพิเศษด้านภาพและแอนิเมชั่น

วิดีโอออนคอมมานด์ (VOD) หรือระบบเรียกดูภาพยนตร์ตามต้องการ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย โดย แอลฟาบีตา (AlphaBeta) บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และเศรษฐศาสตร์ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาหัวข้อ เอเชีย ออน ดีมานด์ :การเติบโตของการลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงท้องถิ่นโดยผู้ให้บริการวิดีโอออนดีมานด์ พบว่า บริการวิดีโอออนดีมานด์ จะลงทุนในเอเชียสูงถึง 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 3.7 เท่าจากปี 2560

สำหรับงบประมาณการลงทุนดังกล่าว คาดว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยผู้ให้บริการระดับโลกเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจมากกว่า 3 เท่าของมูลค่าการลงทุนโดยผู้ให้บริการ VOD เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายทางตรงภายในอุตสาหกรรมสำหรับกิจกรรมการดำเนินงานหลักๆ เช่น อุปกรณ์ การคมนาคมขนส่ง อาหารและการจัดเลี้ยง การตลาด และที่พัก เป็นต้น ซึ่งจะผลักดันให้เกิด การใช้จ่ายทางอ้อม เช่น การซื้อเลนส์กล้องถ่ายภาพ อาหารและการจัดเลี้ยง การคมนาคมขนส่ง ค่าเชื้อเพลิง และอื่นๆ

นอกจากนี้ งบประมาณการลงทุนดังกล่าวยังอาจสร้างตำแหน่งงานใหม่ขึ้นกว่า 7.36 แสนตำแหน่ง ภายในปี 2565 ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว ดนตรี และสินค้าที่ระลึก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การศึกษาดังกล่าวยังคาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการที่จ่ายเงินเป็นสมาชิก VOD ในภูมิภาคเอเชียจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายใน 5 ปี และผู้ชมในเอเชียมีความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ผู้ให้บริการ VOD จึงจำเป็นต้องจัดหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นมากขึ้น จนผลักดันการลงทุนด้านการพัฒนาคุณภาพของคอนเทนต์ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดสมาชิกรายใหม่และรักษาฐานจำนวนสมาชิกเดิม

คอนสแตนติน แมตตีส์ ผู้จัดการด้านเอนเกจเมนต์ ของแอลฟาบีตา กล่าวว่า เนื่องจากบริการ VOD เพิ่งเริ่มมีมาเมื่อไม่นาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากบริการ VOD ในเอเชีย โดยเฉพาะที่มีต่ออุตสาหกรรมบันเทิงจึงยังได้รับความสนใจอยู่ในวงจำกัด การศึกษานี้ต้องการปิดช่องว่างทางข้อมูลดังกล่าว และระบุถึงแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด ควบคู่กับข้อปฏิบัติเชิงนโยบายหลักๆ เพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียสามารถสร้างประโยชน์จากโอกาสนี้

การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าผู้ชมในเอเชียมีความต้องการรับชมคอนเทนต์ท้องถิ่นอย่างมาก และใช้เวลารับชมคอนเทนต์ท้องถิ่นเท่าๆ กับการรับชมคอนเทนต์จากต่างประเทศ ทั้งนี้คาดว่าผู้ชมที่จ่ายเงินค่าสมาชิกในเอเชียจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในระยะเวลา 5 ปี ดังนั้นผู้ให้บริการ VOD จึงต้องให้ความสำคัญกับการผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่นคุณภาพสูงเพื่อดึงดูดสมาชิกใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิม

เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นอย่างล้นหลาม ผู้ให้บริการ VOD จึงต้องเพิ่มจำนวนคอนเทนต์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

ขณะที่มากกว่า 80% ของผู้บริหารบริการ VOD ระบุว่าบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร กฎระเบียบข้อบังคับอันเอื้อต่อการทำธุรกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง คือปัจจัยสำคัญในการผลักดันการลงทุนด้านคอนเทนต์

จากแนวโน้มการลงทุนดังกล่าว จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยเช่นกัน ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทย นั่นหมายความว่า สภาพแวดล้อมต้องเอื้อต่อการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญและเห็นผลเป็นรูปธรรม

ดิจิทัลเอเยนซี ก็ถูกดิสรัป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569167

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ดิจิทัลเอเยนซี ก็ถูกดิสรัป

โดย…CJ WORX

ก่อนอื่นต้องยินดีและเป็นกำลังใจให้กับผู้สร้างสรรค์งานโฆษณาที่ได้รับรางวัลแอดแมน อวอร์ดส์ 2018 ทุกท่าน และเป็นกำลังใจให้กับคนทำโฆษณาที่ยังไม่ได้รับรางวัลด้วย แต่สิ่งที่เห็นแรงกระเพื่อมเล็กๆ ในวงการโฆษณาบ้านเราที่น่าสนใจคือ สูตรของการสร้างสรรค์งานโฆษณาให้รอดพ้นจากวิกฤตของการถูก Disturb สำหรับวงการโฆษณา โดยเฉพาะดิจิทัลเอเยนซี

ไหนจะมีเดียออนไลน์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย พุ่งตรงไปยังแบรนด์ลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเอเยนซี โปรดักชั่นเฮาส์ก็ดีลตรงกับแบรนด์ หรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ก็ดีลตรงกับแบรนด์กันเอง

สิ่งเหล่านี้คือที่ประสบพบเจอกันอยู่ และถ้าดิจิทัลเอเยนซีไม่มีความแปลกใหม่ที่สร้างสรรค์ รับรองว่า อาจจะไม่ใช่เวลาอันเร็วๆ นี้ แต่ก็มีทีท่าจะถูกกลืนกินสำหรับการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ

แต่สูตรในการสร้างสรรค์งานที่กำลังเป็นเทรนด์ในต่างประเทศ และในไทยเริ่มเห็นมากขึ้นคงเป็นซีรี่ส์เรื่องเด็กใหม่ ที่หลายคนยังมองว่า นี่หรือคืองานโฆษณา ไม่ใช่งานบันเทิงหรือ “Creativity By Specialist+Other Industry = New Business”

“ซีรี่ส์เด็กใหม่ SOUR BANGKOK ทำหน้าที่มากกว่าคิดพล็อตเรื่องให้กับจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เจ้าของทุน ทำให้เกิดธุรกิจโมเดลใหม่ สูตรสร้างสรรค์งานอยู่ที่ว่า เราเป็นเอเยนซีเฉพาะทางสำหรับผู้หญิง คิดสร้างสรรค์งานที่มีความจำเพาะ ไปเป็นพันธมิตรกับอีกธุรกิจอย่างวงการบันเทิง ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมา ทั้งทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกันหากมีการซื้อพล็อตเรื่องไปสร้างซีซั่น 2 หรือไปทำเวอร์ชั่นในต่างประเทศ ตรงนี้คือธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น กระบวนท่าในการสร้างสรรค์งานตรงนี้มากกว่าที่เป็นเทรนด์ และทำให้ดิจิทัลเอเยนซีไม่ถูก Disturb และเป็นเทรนด์ที่ขณะนี้ต่างประเทศให้ความสนใจกันอย่างมาก” คำอธิบายจาก คุณเล็ก-ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ SOUR BANGKOK คุณแม่ผู้ทำคลอด เด็กใหม่”

คุณเล็กบอกอีกว่า Palette of Thailand ที่นำสถานที่ท่องเที่ยวของไทยจากการคัดเลือกของ ททท.ออกมาเป็นสีของเครื่องสำอางของแบรนด์โอเรียนทอล พริ้นเซส ผลงานของ SOUR BANGKOK ก็ใช้กระบวนท่าเดียวกันในการสร้างสรรค์งาน จนวินทุกฝ่าย สถานที่ท่องเที่ยวของไทยก็ได้รับการโปรโมทให้รู้จักมากขึ้น ผ่านเครื่องสำอางสีต่างๆ แบรนด์ก็ได้การโปรโมทไปพร้อมกัน

เพราะฐานที่แข็งแกร่งของคนโฆษณา โดยเฉพาะดิจิทัลเอเยนซี คือ ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ หากบวกกับกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เชื่อมโยงธุรกิจอื่นๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจได้อยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่า ยาอายุวัฒนะของวงการโฆษณาที่จะไม่ถูกดิสรัปแน่นอน n

ดีแทคคว้าคลื่น900 เคาะราคาประมูล 3.8 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569058

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 11:23 น.

ดีแทคคว้าคลื่น900 เคาะราคาประมูล 3.8 หมื่นล้าน

ดีแทค คว้า คลื่น900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน5เมกะเฮิรตซ์ เคาะราคารวม38,064ล้านบาท

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่28 ต.ค.2561 เวลา9.45น. ได้เริ่มต้นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน900เมกะเฮิรตซ์ที่สำนักงาน กสทช. และสิ้นสุดการประมูลในเวลา10.40น. ใช้เวลาการประมูลทั้งสิ้น 55นาที โดยบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) เสนอราคาการประมูลสุดท้ายที่38,064ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลในคลื่นความถี่ย่าน900 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้การชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ออกเป็น 4 งวด โดย งวดที่ 1 ชำระ 4,020 ล้านบาท งวดที่ 2 ชำระ 2,010 ล้านบาท งวดที่ 3 ชำระ 2,010 ล้านบาท และงวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลฯ ส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้หากผู้ชนะการประมูลไม่นำเงินมาชำระ สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกัน 1,900 ล้านบาท รวมทั้งคิดค่าปรับเป็นเงิน 5,699 ล้านบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำหรับเงื่อนไขการอนุญาตใช้คลื่นความถี่จะช่วยส่งเสริมการแข่งขันของประเทศ ครอบคลุมประชากร 50% ใน 4 ปี และเพิ่มเป็น 80% ใน 8 ปี รวมถึงการการใช้งานอินเตอร์เน็ต 5 จี โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และการเชื่อมต่อต่างๆ โดยสำนักงานกสทช. ประเมินว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องเดินหน้าต่อไป

ติงกม.ไซเบอร์ละเมิดส่วนตัวล้วงตับเอาผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568975

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

ติงกม.ไซเบอร์ละเมิดส่วนตัวล้วงตับเอาผิด

วงเสวนาชำแหละร่างกฎหมายไซเบอร์ หวั่นรัฐใช้อำนาจแทรกแซงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวในงานเสวนาของสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยถึงร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่รัฐบาลกำลังผลักดันว่า มีต้นแบบมาจากกฎหมาย Cybersecurity Act 2018 ของสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกนำมาปรับใช้ในการเขียนกฎหมายของไทยกลับพบปัญหา เช่น แม้เจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งของสิงคโปร์รวมถึงของไทยเองตั้งไว้ว่าเน้นคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบริการที่อาจถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดี แต่เมื่อมาระบุในตัวบทแล้วของไทยกลับรวมไปถึงเนื้อหาที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ด้วย เช่น ในมาตรา 56 (2) ที่มีคำว่า “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ซึ่งจุดนี้สามารถถูกตีความได้ว่า ผู้ถืออำนาจรัฐอาจสั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ดำเนินการบางอย่างกับเนื้อหาที่เห็นว่าไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ อำนาจเลขาฯ กปช.ไว้ยิ่งใหญ่มาก คือการที่มีคำสั่งใดๆ ออกมาแล้วผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ขณะที่กฎหมายแบบเดียวกันของสิงคโปร์ไม่ปิดช่องทางดังกล่าว สิ่งที่แตกต่างคือ กฎหมายทั่วโลกจะคุ้มครองเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ของไทยมีความเหลื่อมล้ำกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล

นายคณาธิป ทองรวีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจะได้รับผลกระทบจากรัฐ เช่น การเข้ามาสอดส่องพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ของประชาชน แล้วเก็บข้อมูลไปเอาผิดในเรื่องอื่น

ภาพประกอบข่าว

เมื่อจะนำ Chat Bot มาช่วยงาน HR

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568961

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 07:32 น.

เมื่อจะนำ Chat Bot มาช่วยงาน HR

โดย… ดิลก ถือกล้า

งานหลักประการหนึ่งของงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ การต้องตอบคำถามพนักงานในองค์กร ถึงเรื่องสารพัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ การเจริญเติบโต ระเบียบข้อบังคับ สิทธิต่างๆ ที่พึงได้ตามข้อกำหนดขององค์กร เป็นต้น

แต่ในความเป็นจริงที่สวนทางกันระหว่างความหวังของพนักงานผู้ถาม กับเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็คือ ผู้ถามจะคาดหวังว่าผู้ตอบจะตอบได้ทุกเรื่อง ในขณะที่ผู้ตอบจะไม่สามารถตอบได้ทั้งหมด เพราะเนื้อหา ขอบเขตงานด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้น มีรายละเอียดแต่ละเรื่องที่ยากจะหาคนที่เข้าใจงานทั้งหมดได้ครบถ้วน

ดังนั้น หลายองค์กรได้เลือกทางแก้ปัญหาโดยการตั้งให้มี Hot Line สายด่วน แล้วมีการทำบทพูด แล้วฝึกพนักงานเพื่อให้สามารถตอบคำถามพนักงานได้ในทุกเรื่องในรูปแบบ Call Center

อย่างไรก็ดี การมี Hot Line ก็มีข้อจำกัด เพราะมีเรื่องของเวลาทำงาน เวลาพัก ที่อาจจะไม่ตรงกับเวลาที่ผู้ถามอยากรู้ ทำให้ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมดของการตอบคำถามให้คนในองค์กร

จึงเป็นที่มาว่า บางองค์กรจึงเริ่มนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า Chat Bot นำมาช่วยตอบคำถาม ซึ่งวันนี้ที่ผมอยากจะเขียนถึงจะไม่ได้เป็นการนำเสนอในเชิงเทคนิค แต่ขอกล่าวถึงการนำเขามาใช้งาน

อะไรคือ Chat Bot

Chat Bot คือ ตัวปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยตอบคำถามได้จากการถามของเราคล้ายๆ คุยผ่านไลน์ จะต่างตรงที่ว่า การคุยไลน์เราคุยกับคน แต่คุยหรือถาม Chat Bot เป็นการถามตัวปัญญาประดิษฐ์ให้ตอบแทนคน

ถ้าท่านใดใช้ iPhone ให้คิดถึง SIRI ที่เราเข้าไปคุย ไปถามได้ แต่พอมาใช้ในการช่วยงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็เป็น HR Chat Bot ที่จะสามารถตอบคำถามลงไปเป็นข้อมูลเฉพาะของพนักงานคนที่ถามได้เลย เพราะ Bot จะเลือกข้อมูลตาม ID พนักงานที่ Lock In เช่น ถามวันพักร้อนที่เหลือ สิทธิการรักษาพยาบาลที่มี เป็นต้น

จะใช้งานเขาอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ผมจะไม่ขอกล่าวถึงในเชิงเทคนิคว่า ปัจจุบันมีโปรแกรมอะไร ของเจ้าไหนที่มาใช้ทำ Chat Bot ได้ แต่จะกล่าวถึงการนำเขามาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สิ่งที่ผมชวนให้มอง คือ เราต้องมองเขาให้เหมือนกับเขาเป็น Call Center สาวสวย เสียงหวาน ที่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานบริหารทรัพยากรมนุษย์

ดังนั้น เราต้องสอนเขา ใช่ครับ เราต้องสอนให้น้อง Bot เขารู้เรื่องเนื้องาน เพื่อให้ตอบคำถามได้ ดังนั้นเมื่อจะเริ่มนำน้อง Bot มาใช้งาน เราจะต้องตั้งทีมที่เข้าใจงานบริหารทรัพยากรมนุษย์แต่ละหน้างานอย่างลึกซึ้ง สามารถตอบคำถามที่พนักงานมักจะถามเสมอๆ ได้ รวมทั้งจะต้องสามารถรวบรวมคำถาม หรือคิดคำถามที่เกี่ยวข้องกับงานตรงนั้นให้มากที่สุด เพื่อจะนำคำถามและคำตอบดังกล่าวมาสอนน้อง Bot ให้ตอบคำถามอย่างถูกต้อง ยิ่งถามมากเท่าไร น้อง Bot จะเรียนรู้ และตอบคำถามได้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

จะทำให้คนคุ้นเคยอย่างไร

การให้น้อง Bot มาช่วยงานเรา เหมือนกับการนำคนใหม่เข้ามาในทำงาน ที่นอกจากจะต้องสอน ต้องฝึกคนใหม่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว จะต้องทำให้คนเก่าเข้าใจ และคุ้นเคยกับคนใหม่เช่นกัน การที่จะสร้างความคุ้นเคยคนในองค์กรกับน้อง Bot ก็สามารถทำได้ด้วยกิจกรรมเหล่านี้

• สร้างบรรยากาศของการ Break the ice ทลายกำแพงกั้น ด้วยการให้คนในองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบตัว Mascot การตั้งชื่อ รวมทั้งให้มีออกเสียงตั้งชื่อ ออกเสียงเลือก Mascot

• มีการเดินสายให้น้อง Bot ได้เข้าถึงพนักงาน มี QR Code ที่ให้พนักงาน Scan เพื่อเข้าถึงน้อง Bot ได้ง่าย

• เปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานได้ส่งคำถามที่เขาถามแล้วไม่ได้คำตอบ หรือได้คำตอบไม่ตรง เพื่อให้เราได้สอนน้อง Bot เพิ่มเติม ซึ่งไม่ต่างจากการให้มีการ Feedback การตอบคำถามของ Call Center

การที่เราได้ทำอย่างที่ผมได้เสนอแนวทางไป จะทำให้การใช้ Bot มาช่วยงาน ไม่ได้เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ที่ให้ข้อมูลตามที่ป้อนมาอย่างแห้งแล้ง แต่จะช่วยเชื่อมให้คนในองค์กรได้สนุกและใกล้ชิดกับน้อง Bot ได้ไม่น้อย

และนี่เป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ “มนุษย์” และ “ปัญญาประดิษฐ์” อย่าง HR Chat Bot อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลมกลืน

ถก’ดาต้าแชริ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568851

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 06:56 น.

ถก'ดาต้าแชริ่ง'

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

ในงานสัมมนา “The Power of Data Sharing and Business Opportunity in Thailand” ที่จัดโดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (iTIC) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย เปิดเผยว่า 8 ปีของการก่อตั้งมูลนิธิคือการรวบรวมข้อมูลด้านจราจร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน โดยหลังจากนี้จะต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ ด้วยการร่วมมือกับสปริงนิวส์ ติดกล้องบนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ (บิลบอร์ด) ในแยกต่างๆ ทั่ว กทม. เพื่อนำข้อมูลและรูปแบบดำเนินโครงการลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ และพัทยา รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน

“หวังว่าข้อมูลที่มูลนิธิรวบรวมมาเพื่อแบ่งปันสู่สาธารณะ จะเกิดการนำไปพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวหน้าไปยุคไทยแลนด์ 4.0” นินนาท กล่าว

ด้าน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนในยุคดิจิทัลมีความสำคัญ ซึ่งกระทรวงเร่งพัฒนามาตลอด ซึ่งหลังจากนี้จะใช้ข้อมูลที่ได้รับการแชร์มาจากหน่วยงานต่างๆ รวมไว้ด้วยกันเพื่อบริหารจัดการสัญญาณจราจรยุคใหม่ ทั้งนี้ ดาต้า แชริ่ง จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล ต่างๆ ในระบบ รวมถึงการเชื่อมโยงการเดินทางสาธารณะด้วยบัตรโดยสารเพียงใบเดียว รวมถึงในอนาคตจะรองรับสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

สมประสงค์ สัตยมัลลี ผู้อำนวยการสำนักธุรกิจบัตรโดยสาร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอให้บัตรเครดิตสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนได้ โดยร่วมกับบัตรเครดิตกรุงไทย คาดปลายปี 2562 จะแล้วเสร็จ โดย 2 เส้นทางแรกที่จะเปิด คือรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีม่วง ในอนาคตมองว่าสามารถ ใช้สมาร์ทวอตช์และอาจจะเป็นบัตรประชาชนในการยืนยันตัวตนสำหรับใช้เดินทางได้ โดยดาต้า แชริ่งจะทำนายปัญหาในระบบที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า เพื่อให้รับมือกับปัญหานั้นๆ ได้อย่าง ทันท่วงที

ขณะที่ พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบ การเทคโนโลยีรายใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลเป็นผู้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาโดยตลอด จะต้องส่งข้อมูลเหล่านั้นกลับมาให้ประชาชนและภาคธุรกิจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การคาดการณ์รวมถึงลดต้นทุนการบริหารจัดการในธุรกิจได้ ซึ่งในหลายประเทศมีการนำข้อมูลพื้นฐานของประเทศคืนกลับสู่ประชาชน

“ตัวอย่างเช่นใน เมืองนิวยอร์ก ใช้ดาต้า แชริ่งด้วยการเก็บข้อมูล รายได้ประชากร สภาพอากาศ และอายุของอาคารต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาเฝ้าระวังการเกิดอัคคีภัยซึ่งมีความแม่นยำในระดับ 70%” พณชิต กล่าว

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเอกชนต่างเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของตัวเอง แต่ยังขาดข้อมูล บางอย่างซึ่งรัฐเป็นผู้จัดเก็บและไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ รวมถึงแหล่งจัดเก็บต่างๆ ยังกระจัดกระจาย ซึ่งหากภาคธุรกิจมีข้อมูลเหล่านั้นจะสามารถนำไปคำนวณต้นทุนด้านต่างๆ ได้ รวมถึงคาดการณ์ความสามารถทางธุรกิจขององค์กรต่างๆ และเพิ่มองค์ความรู้แต่ละด้านเพื่อบริหารจัดการ

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับ ยุคดิจิทัลให้มากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานรัฐเข้ามาไว้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อความคล่องตัวทุกภาคส่วนที่มาติดต่อกับองค์กรรัฐให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ซึ่งจะมีการทำดาต้า แชริ่ง และดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนและผู้ที่ต้องการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

หัวเว่ยลั่นยึดที่2มือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568850

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 06:47 น.

หัวเว่ยลั่นยึดที่2มือถือ

หัวเว่ยเขย่าสมาร์ทโฟนพรีเมียม ส่งเมท 20 ซีรี่ส์ วาง 3 รุ่น ในไทยกระตุ้นไตรมาส 4 ชิงแชร์เพิ่ม เล็งเจาะกลุ่มเกมเมอร์

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีทองของหัวเว่ย นับตั้งแต่การเปิดตัว หัวเว่ย พี20 ซีรี่ส์ ในช่วงต้นปีด้วยการชูเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และนวัตกรรม ส่งผลให้ยอดขายของหัวเว่ยในตลาด สมาร์ทโฟนทั่วโลกสามารถปรับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 ของแบรนด์มือถือโลก ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่ 15-16%

ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศ ไทย ซึ่งหัวเว่ยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 2 ห่างจากผู้นำที่มีส่วนแบ่งปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนกลุ่ม สมาร์ทโฟนระดับบนในไทยมีผู้เล่นหลักเพียง 3 ราย ซึ่งหัวเว่ยตั้งเป้าที่จะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในไทยให้ได้ภายในปีนี้ และตั้ง เป้าหมายที่จะขึ้นเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกและในไทยภายในปี 2563 จากความพร้อมด้านการแข่งขันต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเอไอ และดีไซน์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดสมาร์ทโฟน

นายทศพร กล่าวว่า ล่าสุดหัวเว่ยเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับบน ตระกูลเมท 20 ซีรี่ส์ 3 รุ่นในไทย โดยชูจุดเด่นหลายด้านเมื่อเทียบกับตลาดคู่แข่งโดยเฉพาะตัว ชิปเซตเอไอแบบคู่ครั้งแรกของโลก ชื่อว่า คิริน 980 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง แบตเตอรี่ความจุสูงมาพร้อมกับนวัตกรรมซูเปอร์ชาร์จ และระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยีของกล้อง ฟีเจอร์การถ่ายภาพและระบบการทำงาน

ทั้งนี้ ได้เพิ่มงบทำกิจกรรมตลาด หัวเว่ย เมท 20 ซีรี่ส์ กว่า 4 เท่า จาก หัวเว่ย เมท 10 ซีรี่ส์ โดยจะเน้นกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มุ่งกลุ่มเป้าหมายที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ เจ้าของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป เพื่อตอบโจทย์การใช้งานไลฟ์สไตล์ การสร้างคอนเทนต์ ผ่านภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และ 3 มิติ โดยตั้งเป้ามียอดขายเมท 20 ซีรี่ส์ มากกว่า 3 เท่าของรุ่นที่ผ่านมา

นายทศพร กล่าวเพิ่มเติมว่า จาก การเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงในช่วงนี้ จะช่วยกระตุ้นตลาดสมาร์ทโฟนในไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีให้กลับมาคึกคัก

จากปัจจุบันตลาดรวมลดลงเล็กน้อย โดยมั่นใจว่าทั้ง 3 รุ่นจะได้รับการตอบรับที่ดี และจะสนับสนุนให้ยอดขายสมาร์ทโฟนรวมของหัวเว่ยเติบโตขึ้นกว่า 50% ตามเป้าที่วางไว้

นอกจากนี้ ตั้งเป้าขยับโครงสร้างยอดขายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยในตลาดระดับกลางเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายในตลาดระดับบน กลาง และล่างอยู่ที่ 30% 30% และ 40% ตามลำดับ ให้อยู่ที่ 30% 40% และ 30% ภายในปีนี้ จนถึงปี 2562 ขณะเดียวกัน หัวเว่ยจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีจอแสดงผลขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพของเครื่อง การประหยัดพลังงาน เพื่อ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเกมเมอร์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ออเนอร์ปักธงสมาร์ทโฟน ส่งรุ่นใหม่ลุย ปั้นแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568809

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

ออเนอร์ปักธงสมาร์ทโฟน ส่งรุ่นใหม่ลุย ปั้นแบรนด์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนจีนที่กำลังมาแรงสำหรับออเนอร์และเติบโตในตลาดทั่วโลก ซึ่งวางเป้าหมายสร้างรายได้นอกประเทศจีน 50% ภายในปี 2563 ส่วนรายได้ภายในจีนราว 50% สำหรับในไทยจะเป็นตลาดที่สร้างรายได้ติดอันดับท็อปเท็น

อาคิน ลี ประธานออเนอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ออเนอร์ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจสมาร์ทโฟนในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาด บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนออเนอร์ 8X ลงในเซ็กเมนต์ระดับกลางหรือในระดับราคา 7,000-1 หมื่นบาท เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ส่วนในปีหน้าบริษัทวางแผนรุกตลาดสมาร์ทโฟนเซ็กเมนต์พรีเมียมหรือในระดับราคามากกว่า 1 หมื่นบาทขึ้นไป เพื่อให้ครอบคลุมและครบทุกเซ็กเมนต์

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนลงทุนตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากเพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน ออเนอร์ 8X เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชั่นตัวกล้องใช้เอไอ พร้อมโหมดถ่ายภาพกลางคืน เทคโนโลยีหน้าจอแบบ Notch FullView Display 6.5 นิ้ว หน่วยประมวลผลใหม่ล่าสุด Kirin 710 แบตเตอรี่ให้การใช้งานที่นานขึ้น วางในราคา 7,990 บาท

ขณะที่กลยุทธ์การสร้างแบรนด์นั้น ใช้กลยุทธ์พรีเซนเตอร์ ด้วยการเปิดตัว ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างและเข้าถึงกลุ่มคนมิลเลนเนียล สำหรับการรุกตลาดในไทยในช่วงเวลา 3-4 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าหมายมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 10% หรืออยู่ในท็อปโฟร์ หรือ 1 ใน 4 ของตลาด เนื่องจากตลาดถือว่ามีการแข่งขันสูงและมีแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลกหรือจากจีนเข้ามาทำตลาดหมดแล้ว

ลี กล่าวว่า ตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยในเชิงปริมาณอยู่ที่ 14-15 ล้านเครื่อง และในเชิงมูลค่าประมาณ 1.12 แสนล้านบาท หรือราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในภาวะทรงตัว จากอัตราการครอบครองมือถือของคนไทยเกือบ 100% แต่ก็เป็นตลาดที่สำคัญสำหรับออเนอร์ เนื่องจากมีอัตราการเติบโต 100% ต่อเดือนสำหรับยอดขายในไทย โดยปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 500 เท่าตัว

นอกจากนี้ ยังส่งอุปกรณ์แวร์เอเบิล ดีไวซ์ ออเนอร์ แบนด์ โฟร์ (Honor Band 4 Running) สำหรับการตรวจวัดการออกกำลังกาย จากการที่พฤติกรรมของคนไทยใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ โดยออเนอร์ แบนด์ โฟร์ สายรัดข้อมือ วางจำหน่ายราคา 990 บาท ขณะที่กลุ่มสินค้าของออเนอร์ในโกลบอล ยังมีทั้งแท็บเล็ต สมาร์ทดีไวซ์ และกลุ่มพีซี ซึ่งยังไม่ได้เข้ามาทำตลาดในไทย

สำหรับตลาดของออเนอร์นอกประเทศจีนมีอัตราการเติบโต 150% โดยในอังกฤษเติบโต 200% สเปน 500% สำหรับในเวียดนามมีอัตราการเติบโต 100% ต่อเดือนเหมือนเช่นไทย อย่างไรก็ตาม ออเนอร์ ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนน้องใหม่คงต้องเร่งทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นตลาดที่แข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์จากจีนด้วยกันเอง อาทิ ออปโป้ วีโว่ หรือกระทั่งแบรนด์ซัมซุงและไอโฟน

สถานการณ์การแข่งขันสมาร์ทโฟนเริ่มลงเซ็กเมนต์ไปถึงระดับไลฟ์สไตล์ของคน นอกเหนือจากถ่ายรูป ต้องรองรับเอนเตอร์เทนเมนต์ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะมือถือสำหรับการเล่นเกมที่มาแรง ซึ่งออเนอร์ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เข้ามาเปิดตลาดดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

ต้องจับตากันต่อไปสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในไทยว่าออเนอร์จะรั้งท็อปโฟร์ได้หรือไม่ ต้องวัดกันอีกยาว

หนุนคนต้นแบบดิจิทัล ขับเคลื่อนองค์กร 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568679

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

หนุนคนต้นแบบดิจิทัล ขับเคลื่อนองค์กร 4.0

โดย…ปากกาด้ามเดียว

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ก้าวสู่ดิจิทัล (Digital Culture) ด้วยการปรับรูปแบบการทำงานให้ก้าวไปในทิศทางที่สอดรับกับนโยบาย บริษัท ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ จึงได้ริเริ่มและเดินหน้าโครงการ “PTT TECH Savvy Agent 2018” การแข่งขันประกวดแนวคิดตามโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร เพื่อสร้างพนักงานต้นแบบที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลจะทำหน้าที่เป็น “ทูตแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล” ที่ต้องทำหน้าที่เผยแพร่แนวคิดและผลงานทางนวัตกรรมที่ทันสมัยของกลุ่ม ปตท. ต่อสาธารณชน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเมนเทอร์ให้กับพนักงานรุ่นใหม่ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในปีต่อไป

ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ในปี 2561 ปตท. ก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ในฐานะบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับรูปแบบการทำงานให้ทันสมัยด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนาองค์กร (Digital Transformation) ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่อสร้างความเข้มแข็งภายในองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและภาคธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับโครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมบุคลากรของ ปตท. ที่เป็นคนรุ่นใหม่และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนองค์กรให้พร้อมแข่งขันในเวทีสากลโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน และเป็นองค์กรต้นแบบที่ส่งเสริมการทำงานแบบดิจิทัลในยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

หลังจากผ่านการขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นจากบุคลากรของ ปตท.ที่เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 30 โครงการ จนทำให้ได้ 3 ทูตแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ ปรัชญา ไหลไพบูลย์ วิน มยุรฤทธิ์ภิบาล และจารุชัย สุจริตธรรม

เริ่มจาก ปรัชญา ไหลไพบูลย์ อายุ 32 ปี พนักงานวิเคราะห์และวางแผน ฝ่ายบริหารบริษัทในเครือน้ำมันปิโตรเคมีและการกลั่น ผู้ชนะการแข่งขันประเภท “Developing Digital Mindset” หรือการพัฒนาแนวคิดในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับแผน “Amazon เก๋า…เก๋า” ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ด้วยคอนเซ็ปต์การนำผู้สูงอายุในชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามเป็นจุดขาย มาเป็นบาริสต้าในร้านคาเฟ่ อเมซอน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ผู้สูงอายุ รองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมาถึง

ต่อด้วย วิน มยุรฤทธิ์ภิบาล อายุ 25 ปี วิศวกรในโครงการ ExpresSo ทำหน้าที่แสวงหาโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ เป็นผู้ชนะการแข่งขันประเภท “Sharing Digital Mindset” หรือการพัฒนาทักษะการถ่ายทอดเนื้อหาและความรู้ทางด้านดิจิทัลให้กับเพื่อนร่วมงาน โดยนำเสนอเรื่องราวการให้การสนับสนุนผู้พิการทางการได้ยินของคาเฟ่ อเมซอน ซึ่งปัจจุบัน ปตท. ได้มอบโอกาสให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นบาริสต้าที่ Café Amazon สาขามหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา มานำเสนอ สร้างความประทับใจและคว้ารางวัลไปในที่สุด

ปิดท้ายด้วย จารุชัย สุจริตธรรม อายุ 28 ปี พนักงานวิเคราะห์และวางแผน ฝ่ายบริหารบริษัทในเครือน้ำมันปิโตรเคมีและการกลั่น ผู้ชนะการแข่งขันประเภท “Applying Digital Mindset” หรือการพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้แนวคิด กลยุทธ์และเครื่องมือดิจิทัลหรือเทคโนโลยีไปใช้ในงานของตนเอง จากแผนธุรกิจ “PTT FIT Station Prime” ในรูปแบบของแชริ่ง อีโคโนมี ที่รวมสถานีบริการเติมไฟฟ้าให้รถไฟฟ้าไว้กับฟิต ออโต้ ในลักษณะของ ฟิต เซอร์วิส เชน ที่เปิดให้บริการทั่วประเทศและเข้าถึงได้ง่ายผ่านแอพพลิเคชั่น FIT FixD

นับว่าเป็นนโยบายเชิงรุกในการสร้างบุคลากรต้นแบบด้านดิจิทัลและตัวแทนคนรุ่นใหม่ของ ปตท. กับไอเดียสุดยอดที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน ปตท.ให้ก้าวสู่ผู้นำองค์กรที่ส่งเสริมการทำงานแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง