เสน่ห์ผ้าทอไทย แฟชั่นที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569372

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

เสน่ห์ผ้าทอไทย แฟชั่นที่ลงตัว

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม

จากการมองเห็นคุณค่าของฝีมือความประณีตของคนไทยกับเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงทำให้เกิดโครงการ Thailand Cotton Day โครงการผ้าทออีสานสู่สากล หรือ The Wonder of Weaving หรือเรียกสั้นๆ ว่า ว้าว…อีสาน “W.o.W E-Sarn” โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ที่เล็งเห็นมนต์เสน่ห์บนผืนผ้าของผ้าทอไทย ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

บวกกับลวดลายการออกแบบบนผืนผ้าที่ลงตัว กับสีสันที่สวยงามพร้อมกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาวอีสาน ช่วยทำให้ผ้าทออีสานของไทยมีเสน่ห์ที่หาตัวจับได้ยาก และจะเห็นได้จากปัจจุบันที่เหล่าดีไซเนอร์แบรนด์ดังระดับโลกลงลุยพื้นที่ เสาะหาผ้าทอไทยกันถึงหลังบ้านสาวอีสานเพื่อหาผ้าออกคอลเลกชั่นใหม่ที่ไม่เหมือนใครออกโชว์สู่สายตาชาวโลก

ปัจจุบันนี้เริ่มมีเหล่าดีไซเนอร์แบรนด์ดังระดับโลก นำความเป็นไทยไปประยุกต์ออกแบบกับคอลเลกชั่นใหม่สู่สายตาชาวโลกอาทิ แบรนด์กระเป๋า Balenciaga ที่ออกแบบกระเป๋าคล้ายถุงกระสอบสีรุ้งของไทยเรา หรือแบรนด์ Marni ที่ออกแบบคอลเลกชั่นกระเป๋าลายกระสอบไทย หรือจะเป็นเดรสสไตล์ม้ง ด้วยซิลลูเอทและสีสันสดใสจากแบรนด์ Eponine London บวกกับดีเทลสไตล์ชาวเขาเผ่าม้ง ไทยอินเทรนด์ฮิตติดลมบน ที่เรียกว่า ฮิตติดลมบนกันเลยทีเดียว หรือแม้แต่ดารา Blogger ไทยก็ยังหันมานิยมแต่งตัวด้วยผ้าไทยกันจำนวนไม่น้อย

เพื่อให้เสน่ห์ผ้าทอไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายแก่สายตาชาวโลกมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโอท็อปจำนวน 500 ราย จาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีชื่อเสียงในการผลิตผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าทอมือชั้นยอดของประเทศไทย และยังสามารถส่งออกผ้าทอร่วมสมัยของไทยไปยังต่างประเทศต่างๆ มากมาย นำมาพัฒนาประยุกต์ให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นเข้ากับรูปแบบที่ทันสมัย ที่มีเสน่ห์ของความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นผ้าทออีสานได้อย่างงดงาม กับการสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ ที่เพิ่มคุณค่าให้กับผ้าทอไทยให้เพิ่มมูลค่าของสินค้าได้อย่างดี กลายเป็นผลงาน 500 คอลเลกชั่นขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ในบ้าน ของตกแต่งบ้าน ของฝาก ของที่ระลึกจากผ้าฝ้าย นำการจัดแสดง Cotton House โชว์ผ้าทอ ผ้าฝ้ายร่วมสมัยนานาชนิด เสื้อผ้าแฟชั่น มีทั้ง Street Style ถึงแนว Modern ของใช้ในบ้านมากมาย ที่มีสไตล์สวยงามแตกต่างจากรูปแบบเดิม ที่ไม่ว่าจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือนำไปเป็นของฝากแก่ชาวต่างชาติ หรือแม้แต่นำมาตกแต่งบ้านก็สามารถสร้างความโดดเด่นได้แบบไม่ซ้ำใคร และบ่งบอกถึงความสวยงามและความประณีตผ่านฝีมือคนไทยสะท้อนสู่ลวดลายผ้าทอไทยร่วมสมัยที่บอกเหล่าถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี

นิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “พร้อมปั้นฝ้ายไทย Cotton Thailand สู่ตลาดโลกขับเคลื่อนงานตามแนวนโยบายการพัฒนาของรัฐบาล สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างปรากฏการณ์ใหม่พลิกโฉมผ้าทออีสานสู่สากล”

โครงการนี้จึงมีความสำคัญที่จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญตอบสนองโครงการไทยนิยมยั่งยืน ทางกรมจึงได้วางทิศทาง หรือ Road Map การพัฒนาสำหรับสินค้ากลุ่มผ้าฝ้าย ไว้เป็น 3 ระยะ คือช่วงที่หนึ่ง เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ดีไซน์ร่วมสมัย ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของตลาดทุกระดับ ช่วงที่สอง การขยายไปสู่การพัฒนาทั้งซัพพลายเชน ผู้ผลิตฝั่งต้นน้ำและกลางน้ำ และช่วงที่สาม การเชื่อมโยงฝั่งต้นน้ำตั้งแต่การปลูก การผลิตเส้นฝ้ายเชื่อมโยงมาถึงกลางน้ำ ผู้ผลิต ผู้แปรรูป รวมทั้งฝั่งตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์คอตตอนไทยแลนด์ สำหรับผู้ชื่นชอบฝ้ายไทยสามารถพบกับคอลเลกชั่นใหม่ๆ My Fai My Style ได้ที่บ้านฝ้าย สุขสยาม ศูนย์การค้าไอคอนสยามในปลายปีนี้ ส่วนทางออนไลน์จะทำแคมเปญ “ของนี้…ต้องจอง”

เพื่อตอกย้ำจากกระแสตอบรับจากมหานครเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปารีสแห่งตะวันออก ที่ทางกรมการพัฒนาชุมชนร่วมกับหอการค้าไทยในจีน นำทัพผู้ประกอบการโอท็อปไปทดสอบตลาด เมื่อวันที่ 1-5 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมยังได้รับคำชื่นชมจากนักออกแบบชั้นแนวหน้าของประเทศจีน คุณหยี่ เฉิง (Ji Cheng) กับ Collection ใหม่ที่ผลิตขึ้นมา ผู้ประกอบการบางรายยังถูกทาบทามให้มาแสดงแฟชั่นโชว์ชั้นสูงของเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่เรียกว่าจะเข้าไปสู่เวทีระดับนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว

จากการสร้างคุณค่าให้ผ้าทอไทยในครั้งนี้ นอกจากจะเพิ่มเสน่ห์ เพิ่มโอกาส และเพิ่มคุณค่าให้ผ้าทอไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ฝ้ายไทยสูงขึ้นอีกด้วย และจะเห็นได้ว่านอกจากจะมีคุณค่ามากขึ้นแล้ว ผ้าฝ้ายยังสามารถใช้ได้ทุกวาระทุกโอกาส ดูแลรักษาง่าย ใส่สบาย และยังสามารถนำมาดัดแปลง ออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ ที่เพิ่มโอกาสในการโปรโมทผ้าทอไทย และโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นอีกด้วย

คราวนี้คงจะได้เห็นผ้าทอร่วมสมัยของไทย โบยบินสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกที่จะทำให้ชาวต่างชาติรู้จักผ้าทอไทยและประเทศไทยได้เป็นอย่างดี หรือเราอาจจะได้เห็นดีไซเนอร์ระดับโลกนำผ้าทอของไทย ได้ไปออกแบบเสื้อผ้าบนเวทีระดับโลกในอนาคตข้างหน้าก็เป็นได้ เอกลักษณ์ความเป็นไทยกับฝีมือคนไทยนั้น นอกจากจะมีเสน่ห์แล้วยังไม่แพ้ชาติใดในโลก สาวไทยจะได้มีเสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้าทอติดไว้ในตู้เสื้อผ้าต้อนรับเทรนด์ใหม่ที่กำลังจะมาแรงในอนาคตอันใกล้นี้

นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา นักแสดงสาวที่ชอบสวมใส่ผ้าฝ้ายไทยอยู่เสมอ บอกว่าเธอเกิดและเติบโตมาทางภาคเหนือ คุณแม่คุณป้า คุณน้า คุณยายล้วนใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวันเห็นแล้วก็รู้สึกชอบและผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ

“ทำให้นุ่นใส่ผ้าไทยมาตลอด แต่นุ่นจะพยายามมามิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้ากับการแต่งกายหรือการไปงานของเราในแต่ละวัน ซึ่งคนมักจะชมว่าสวยทุกครั้ง (ยิ้ม) ที่คิดว่าใส่ผ้าไทยแล้วแก่นุ่นว่าไม่จริงอยู่ที่เราเลือกมากกว่า แล้วผ้าทอผ้าฝ้ายของไทยช่วงหลังๆ มานี้ ทั้งลวดลาย การออกแบบและคุณภาพมีความสวยงามทันสมัยขึ้นมาก อีกทั้งยังใส่สบายเหมาะกับอากาศของประเทศร้อนอย่างบ้านเรา

ที่สำคัญได้ส่งเสริมสินค้าไทย ใช้ของไทยเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้นด้วยแถมช่วยกันคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย รักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมเอาไว้ การทอผ้าแต่ละผืนมีเรื่องราวมีความเป็นมา เป็นงานแฮนด์เมดอย่างแท้จริง อยากให้เปิดใจแล้วหันมาใส่ผ้าฝ้ายไทยกันบ้างนะคะ”

บุญเพ็ญ พรหมดงเดช แบรนด์เส้นไหมใบหม่อน จาก จ.อำนาจเจริญ ทอผ้าเป็นผืนจากผ้าฝ้ายมัดหมี่ย้อมโคลน บอกว่าทางจังหวัดให้โอกาสแนะนำเสนอชื่อเข้าร่วมโครงการและอยากพัฒนากลุ่มของเราที่เริ่มจากศูนย์เพื่อจะให้ได้รู้ว่าเราทำผ้าไหมพื้นบ้านแต่เราสามารถทำผ้าฝ้ายได้ไม่น้อยหน้าผ้าไหมเลย โครงการนี้ช่วยต่อยอดให้ได้รู้เรื่องผ้า การตลาด สี เทรนด์ ทุกอย่างผสมผสานว่าตลาดต้องการแบบไหน

ด้าน อุไร สัจจะไพบูลย์ แบรนด์ hattra จาก จ.อุดรธานี กลุ่มผ้าฝ้ายและไหมที่เป็นกรีนโปรดักต์ระดับดีเยี่ยมแห่งที่ 5 ของประเทศไทย และเป็นศูนย์เรียนรู้ผ้าทอมือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแห่ง 7 ของประเทศไทย หันมาให้ความสำคัญกับขั้นตอนการผลิตเพราะคิดว่าเทรนด์แฟชั่นต้องใช้สีธรรมชาติ เมื่อได้มาทำผู้ผลิตก็สุขภาพดีกว่าเดิม เลยมาสนใจทำกรีนโปรดักต์ เป็นการใส่ใจการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอยากทำตลาดต่างประเทศ ตลาดจีนซึ่งได้ไปรู้มาว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แค่มุ่งมั่นจะทำให้ดี ถูกใจตลาด มันคุ้มค่าโดยไม่ต้องขวนขวายที่อื่น เป็นตลาดคนรุ่นใหม่ ออกแบบผ้าให้เป็นร่วมสมัยและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นแนวกรีนโปรดักต์ ซื่อสัตย์กับลูกค้าและงานที่ทำ

ลัดดาวัลย์ วรประเสริฐ แบรนด์ ผ้าทอแสงบูรพา จาก จ.อุดรธานี เป็นผ้าย้อมครามจากฝ้ายผสมใยฟีราเจนจากเกล็ดปลาทะเลมาผสมกับฝ้าย ทำให้ผ้านุ่ม เวลาสวมใส่จะไม่ระคายผิวและสามารถกันแสงยูวี นำเอาไม้ที่อยู่ในป่ามาทำเป็นสี ฝ้ายก็ปลูกจากในอ่างเก็บน้ำเพื่อนำมาใช้ทำให้ในกลุ่มมีรายได้และช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืน เป้าหมายต่อไปอยากขยายไปถึงสากล

ถึงเวลามาใส่ผ้าทอผ้าฝ้ายของไทยกัน แล้วคุณมีติดตู้เสื้อผ้าแล้วหรือยัง? 

ธุรกิจเสริม ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569368

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ธุรกิจเสริม ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ด้วยค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นทุกวัน อะไรๆ ก็แพง ลำพังรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียว มนุษย์เงินเดือนทั่วไปทุกวันนี้จะไม่มีทางรู้จักคำว่า รวย มีเงินเหลือใช้ อย่างแน่นอน ดังนั้นการมีงานอดิเรกเพื่อสร้างรายได้สำรองไว้อีกทางเลือกหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ควรจะทำ แล้วจะดีเพียงใดว่างานอดิเรกที่ทำนั้นสร้างรายได้ สร้างความสุขให้ด้วยก็ยิ่งจะดีงามขึ้นไปอีก

ศลักษณา น้อยวงศ์ พนักงานต้อนรับสายการบินแห่งหนึ่ง ที่ชอบแต่งตัว ดูแลรูปร่าง หน้าผม ให้ดูดีอยู่เสมอ ไหนๆ ก็ชอบเรื่องความสวยความงามอยู่แล้ว เธอจึงมองหางานอดิเรกที่สร้างรายได้และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ความชอบส่วนตัวของเธอ ด้วยการทำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกบำรุงผิวจากประเทศโมร็อกโก ขายผ่านออนไลน์ (เฟซบุ๊ก : BeautyRecipes) ในชื่อแบรนด์ อากาน่า (Arganna)

“คือวัตถุดิบหลักมาจากประเทศโมร็อกโก เป็นพวกน้ำมันออร์แกนออยล์ เพราะเพื่อนสนิทที่เคยเป็นแอร์ด้วยกันไปแต่งงานกับนักธุรกิจชาวโมร็อกโก เราจึงคิดทำสกินแคร์บำรุงผิวต่างๆ โดยเฉพาะเพื่อดูแลใบหน้า ลดการเป็นสิว ปรับสภาพผิว กระชับรูขุมขน ลดหน้ามัน ลดริ้วรอย เพราะประเทศนี้ถือเป็นต้นตำรับของน้ำมันออร์แกน ก็ให้สามีเพื่อนส่งวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากโมร็อกโกแล้วมามิกซ์ส่วนผสมและบรรจุที่โรงงานที่ประเทศไทย ซึ่งทำมาได้เกือบ 2 ปีแล้ว ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมีอยู่ 3-4 ชนิด และกำลังมองตัวอื่นๆ เพิ่มในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นมาสก์หน้า สบู่และครีมบำรุงอื่นๆ” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

นอกจากนี้ เดือนหน้าเธอจะเปิดสินค้าตัวใหม่ เป็นแป้งพัฟฟ์ที่ผลิตมาจากส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากสาหร่ายหิมะจากประเทศญี่ปุ่นในชื่อ Byosei เธอบอกว่าจะพยายามหาวัตถุดิบดีๆ จากที่ต่างๆ มาเป็นส่วนผสมในการผลิต เพราะมีโรงงานขนาดใหญ่ที่รับผลิตอยู่แล้ว แต่เธอจะหาส่วนผสมหลักๆ มาเอง และคิดสูตรขึ้นมาเองก่อนในขั้นแรก

เนื่องจากเธอเรียนจบปริญญาโททางด้านแอนไทเอจจิ้ง และสนใจศึกษาเพิ่มเติมทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เธอไปเข้าคอร์สเรียนมาจากต่างประเทศในหลายๆ ที่ เพราะสนใจจะทำธุรกิจทางด้านนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้รู้ลึกรู้จริงในการทำธุรกิจ รู้ขั้นตอนการผลิต และส่วนผสมในเบื้องต้นด้วยตัวเอง

ประกอบกับเธอมีอาชีพหลักเป็นแอร์โฮสเตส ทำให้เดินทางไปประเทศต่างๆ บ่อยครั้งก็จะไปหาข้อมูล ในประเทศต่างๆ ว่าที่ไหนมีอะไรดี เพื่อติดต่อขอซื้อมาผลิตเครื่องสำอางที่เธอตั้งใจทำ เช่น ล่าสุดเธอได้น้ำตบกุหลาบ โดยได้น้ำกุหลาบออร์แกนิกจากประเทศโมร็อกโก ที่จะออกเพียงปีละครั้ง เธอได้มาล็อตเดียวเพียง 500 ขวด คือของดีมีน้อย แต่ก็อยากทำ เธอก็จะจองวัตถุดิบล่วงหน้าเอาไว้เลย ซึ่งเธอบอกว่ามีทั้งความสนุกและความลุ้นว่าปีนี้จะได้ไหม จะได้กี่ขวด

ล่าสุดเธอก็ไปได้น้ำนมอูฐจากประเทศดูไบเพื่อมาผลิตสบู่ ซึ่งคนดูไบเขาใช้กันมานาน เป็นออร์แกนิก 100% ใช้แล้วหน้าจะนุ่มเนียน “มันเป็นความสุขที่เราจะได้ไปค้นหาอะไรใหม่ๆ ที่ดีๆ ของแต่ละประเทศว่าเขาใช้อะไรกันแล้วดี แล้วเอามาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตของใช้ของเรา สนุกดีค่ะ ตื่นตัวทำการบ้านตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่งเลย” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

เริ่มทำมา 2 ปี นี่ก็มีเรื่องสนุกทุกวัน เธอขายผ่านออนไลน์และมีตัวแทนจำหน่ายด้วย โดยเธอจะอบรมเอง เป็นโค้ชสอนการขายเอง ลงรายละเอียดในทุกเรื่อง ไลฟ์สดสอนการขายผ่านออนไลน์ โชคดีว่าเทคโนโลยีสมัยนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ใครทำงานที่ไหนในโลกก็ได้ เธอทำธุรกิจตรงนี้โดยหุ้นกับเพื่อน 2 คน ลงทุนหลักแสน เพียงปีกว่าก็ได้ทุนคืนหลังจากที่ขายผ่านออนไลน์มาสักพักใหญ่ ในอนาคตอันใกล้นี้เธออยากจะขยายตลาดด้วยการมีหน้าร้านเป็นของตัวเองสักแห่งหนึ่ง โดยมองไว้ว่าอยากจะมีช็อปในคิงเพาเวอร์ หรือที่สนามบินสักแห่งหนึ่ง เพื่ออยากจะขยายตลาดไปสู่ลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น

เธอบอกว่าถ้ารู้จักบริหารเวลา รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ก็สามารถทำธุรกิจเสริมรายได้ผ่านช่องทางนี้ได้เช่นกัน

ศิริ ประกฤติพงศ์ หลงใหลในเสน่ห์รถยนต์จากัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569369

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ศิริ ประกฤติพงศ์ หลงใหลในเสน่ห์รถยนต์จากัวร์

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

รถยนต์ถือเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ใครๆ ก็อยากมีเป็นเจ้าของก่อนปัจจัยที่ 5 ใดๆ เพราะการมีรถส่วนตัวทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้นในเรื่องของการคมนาคม จะเดินทางไปไหนมาไหน เวลาไหน ก็ไปได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องรอเวลาเหมือนรถสาธารณะทั่วไป พร้อมเมื่อไหร่ อยากออกตอนไหน ขับไปได้สบายใจ บางคนมีรถหลายคันและใช้งานในโอกาสต่างๆ

ศิริ ประกฤติพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.ที. คอนโทรล และบริษัทเอส.ที. แอดวานซ์ เทคโนโลยี เป็นคนหนึ่งที่นอกจากจะมีรถราคาแพงแบรนด์ดังหลายคันสำหรับขับไปทำงานแล้ว ยังมีรถยนต์ที่เขาชื่นชอบหลงใหลเป็นพิเศษ ถึงขนาดว่าต้องแสวงหาซื้อสะสมเก็บไว้เป็นความสุขทางใจและใช้งานบ้างในบางโอกาส

“รถที่ผมสะสมเป็นจากัวร์ (Jaguar) อายุก็ประมาณ 20-30 ปี บอกเลยครับว่าหายาก ไม่ใช่ใครก็มีได้ ต้องคนชอบจริงและต้องเสาะแสวงหาจริงๆ จึงจะได้มา เป็นรถมือสองก็จริงแต่ราคาไม่เบาเลย ยิ่งไปกว่านั้นแต่ละคันตอนซื้อมีสภาพที่แตกต่าง แต่ส่วนใหญ่สภาพดี อุปกรณ์ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงไม่ต้องทำใหม่เยอะ แค่บำรุงรักษาให้ดี ส่วนคันไหนที่มาในสภาพไม่ออริจินัล ก็จะสั่งอะไหล่จากประเทศอังกฤษมาทำให้เหมือนรูปแบบเดิมของรถไว้ทั้งหมด

ตอนนี้ที่สะสมมี 3 คัน สีน้ำตาล เป็นเดมเลอร์ (Daimler) 8 สูบ 4,200 ซีซี แต่บอดี้รถอันเดียวกันกับจากัวร์แต่พัฒนาให้มีความลักซ์ชัวรี่สูงขึ้นกว่าจากัวร์ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ภายใน ลายไม้ เครื่องยนต์ แม็ก กันชน หรือกระจังหน้า เป็นต้น ถ้าเทียบกับจากัวร์จะดูหรูหราและมีลูกเล่นเยอะกว่าจากัวร์ คันนี้เดิมไม่ใช่สีน้ำตาล แต่ผมทำสีนี้เพื่อให้มีความโดดเด่น ซึ่งจะเห็นว่าเวลาอยู่กลางแดดสีจะออกน้ำตาล แต่พออยู่ในร่มจะออกชมพู

คันที่ 2 สีฟ้า จากัวร์ XJS 2 ประตู นั่ง 2 คน ออกแบบมาจากจากัวร์ E-Type เพื่อให้รถดูสปอร์ตมากขึ้น ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นรถที่สวยที่สุดในโลก เครื่องยนต์ 12 สูบ 5,300 ซีซี สำหรับวิ่งทางไกล เป็นรุ่นที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ทั้งตัวคุณภาพรถและการออกแบบ รูปทรงสวย ความโค้งมนของเส้นต่างๆ ในรถทำให้เห็นมิติรถที่เด่นขึ้น ผลิตออกมาเพื่อเจาะตลาดอเมริกาโดยเฉพาะสำหรับรุ่นนี้

สำหรับคันที่ 3 สีดำ เป็นจากัวร์ XJ40 Sport ทุกอย่างสปอร์ตหมด กันชนก็สปอร์ต เครื่องก็สปอร์ต แม็กเป็นตัวพิเศษของเขา ไม่ใช่ตัวปกติที่เห็นในท้องตลาด เครื่องแรงกว่าปกติ มีซันรูฟด้วย ภายในสวยงาม เต็มไปด้วยลูกเล่น” ศิริ กล่าว

ศิริ พูดถึงจากัวร์ว่าไม่เหมือนรถทั่วไป ไม่ใช่โปรดักชั่นคาร์ปกติ แต่เป็นรถที่ใช้ในราชนิกุลในอังกฤษ ความโดดเด่นของจากัวร์คือเป็นรถที่มีลูกเล่นเยอะ ออปชั่นของแต่ละคันไม่เหมือนกัน วัสดุต่างๆ ที่ใช้ในรถทั้งภายในและภายนอกเป็นวัสดุดีเยี่ยม อาจจะไม่ใช่รถที่เครื่องเร็วแรงอย่างรถอิตาลี แต่กล้าพูดได้เลยว่าเป็นรถสไตล์อังกฤษที่ขับนิ่มนวลมากกว่าเบนซ์และบีเอ็มดับเบิลยูจากที่ได้สัมผัสมา

“ถามว่าขับเร็วได้ไหม ได้ครับ เพราะเครื่องใหญ่สมรรถนะสูงอยู่แล้ว และมีความทนทาน อาจจะกินน้ำมันนิดหนึ่ง ทุกวันนี้แม้ว่าจะมีรถยนต์ใช้ประจำอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็หาโอกาสเอาไปขับอยู่เหมือนกัน โดยคันที่ใช้บ่อยที่สุดคือสีดำ เวลารถใช้งานประจำเข้าศูนย์ก็จะเอามาขับ ส่วนจากัวร์สีฟ้าสองประตู ส่วนใหญ่ขับไปเที่ยว ไปได้หมดทุกที่ เขาใหญ่เคยไปมาแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าอายุรถ 20-30 ปี แต่สภาพและการใช้งานยังเจ๋งและแจ๋วอยู่

ขณะที่เดมเลอร์ รวมทั้งจากัวร์สีฟ้าก็เอาไว้ออกงานในบางโอกาสแต่ไม่บ่อย เช่น เวลาไปงานตามโรงแรมต่างๆ ก็จะขับสองคันนี้สลับกันไป ซึ่งแปลกอยู่เหมือนกันเวลาขับสองคันนี้ไปโรงแรมทีไร มักจะได้จอดอยู่หน้าโรงแรมเสมอ (หัวเราะ) เจ้าหน้าที่โรงแรมมักจะเดินมาบอกว่าจอดตรงนี้เลยครับๆ

ทั้ง 3 คันยังใช้งานได้ดีเยี่ยม เครื่องยนต์ยังเจ๋ง อุปกรณ์ภายในทุกอย่างอยู่ในสภาพดีหมด สวยเท่เก๋ถูกใจมาก แต่เนื่องจากผมมีรถที่ใช้งานประจำอยู่แล้ว ประกอบกับรถเหล่านี้ซื้อมาเพื่อเก็บสะสมตามความชอบ จึงไม่อยากจะใช้งานบ่อยเกรงว่าจะโทรมเร็ว อยากให้อยู่กับเราไปนานๆ เวลาอยากขับค่อยเอาไปขับ แต่ก็มีคนมาติดต่อเพื่อไปออกงานอีเวนต์ ถ่ายละครอยู่นะ แต่ผมไม่ให้”

ศิริ ยอมรับว่า เริ่มสะสมรถมาได้ประมาณ 10 ปีแล้ว โดยการสะสมเกิดมาจากความรักและความชอบส่วนตัว โดยก่อนที่จะเริ่มสะสมได้มีการศึกษาหาข้อมูลความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องรถมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น ทำให้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับรถที่ผลิตออกมาในโลกค่อนข้างดี โดยเฉพาะจากัวร์ซึ่งเป็นรถที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ

“สิ่งที่ได้จากการสะสมคือความสุขครับ แม้จะเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนแต่ก็เป็นความสุขของชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่า รถแต่ละคันนี้กว่าจะได้มา ไม่ใช่ว่าเดินเข้าเต็นท์รถมือสองแล้วได้มาง่ายๆ และรถพวกนี้ไม่ใช่หาง่ายๆ ด้วย ในเมืองไทยมีไม่กี่คัน บางคันมีคันเดียวด้วย ต้องบอกว่าแต่ละคันที่ได้มา เป็นจังหวะที่เจ้าของเขาอยากขายพอดี เพราะฉะนั้นเวลาได้มาแล้วผมจึงมีความสุขมาก

จริงๆ แล้วก่อนจะมี 3 คันนี้ผมสะสมคันอื่นมาก่อน แต่เห็นว่าไม่ใช่รถที่ชอบที่สุดเลยปล่อยไป ผมชอบรถที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจ มีคุณค่าควรแก่การสะสมมากกว่า และจากัวร์ถือเป็นรถที่ผมชื่นชอบที่สุด เพราะเป็นรถที่มีลูกเล่นแพรวพราวเยอะแยะในแต่ละคันแต่ละรุ่น ถือเป็นวัตถุที่มีคุณค่าต่อจิตใจ จึงจะพยายามรักษาให้อยู่ในสภาพดีที่สุดและนานที่สุด” ศิริกล่าวทิ้งท้าย

บริหารเงินออนไลน์ให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569262

  • วันที่ 30 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

บริหารเงินออนไลน์ให้ปลอดภัย

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

ทุกวันนี้ธุรกรรมด้านการเงินแทบทุกอย่างสามารถทำได้ด้วยการผ่านระบบมือถือ แม้กระทั่งการจ่ายเงินในตลาดหากพ่อค้าแม่ค้ามีคิวอาร์โค้ดก็จ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ความสะดวกสบายแบบนี้ก็ต้องมีวิธีการบริหารจัดการด้านการเงินออนไลน์ที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน

1.ตั้งค่ารักษาความปลอดภัยให้เครื่อง

สมาร์ทโฟนทุกเครื่องสามารถตั้งค่ารักษาความปลอดภัยในการเข้าใช้งาน คุณจึงไม่ควรละเลยการตั้งค่าพิน สแกนลายนิ้วมือ หรือใบหน้าให้เรียบร้อยก่อนดาวนโหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ แม้ก่อนการทำธุรกรรมด้านการเงินจะต้องมีการใส่พิน แต่ก็ไม่ควรให้บุคคลอื่นเข้าถึงแอพในเครื่องได้โดยง่าย เพราะบางครั้งในเครื่องเราอาจจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ เช่น อีเมล เบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด ที่พอใช้เป็นข้อมูลคาดเดารหัสของคุณได้

ในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อาจมีการติดตั้งระบบตรวจจับเวลาในการใช้แอพของแต่ละวัน คุณสามารถเปิดเช็กการใช้งานของแต่ละวันก่อนเข้านอน นอกจากจะได้เช็กว่าคุณเสียเวลาไปกับการใช้งานแอพไหนมากที่สุดแล้ว ยังเช็กอีกด้วยว่ามีการแอบเปิดแอพการเงินของคุณโดยที่ไม่ได้เข้าใช้หรือไม่

2.อย่าใช้พินชุดเดียวกัน

เกือบทุกคนจะมีแอพธนาคารมากกว่าหนึ่ง อาจจะเป็นบัญชีเงินเก็บ แยกจากบัญชีเงินเดือน รวมทั้งแอพสำหรับซื้อขายหุ้น คุณจึงควรตั้งเลขพินของแต่ละธนาคารให้มีความแตกต่างกัน หากผู้ไม่ประสงค์ดีรู้รหัสพินแค่ชุดเดียว จะสามารถเข้าถึงทุกแอพด้านการเงินของคุณได้โดยง่าย

สมมติว่าคุณมีอยู่ 8 บัญชี จะให้ตั้งแยกคนละรหัสก็ดูจะยากเกินไป วิธีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือตั้งให้เป็นเลขชุดเดียวทุกบัญชีและเป็นเลขแบบเดียวกับที่ใช้กับบัตรเอทีเอ็ม เพื่อความสะดวกในการจดจำ แต่วิธีนี้ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย เพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้นลองใช้วิธีแบ่งกลุ่มของบัญชีที่ใช้ เช่น กลุ่มบัญชีออนไลน์สำหรับรับเงินลูกค้า หรือเงินหมุนเวียนเป็นอีกรหัสหนึ่ง และกลุ่มบัญชีสำหรับเงินออมและเงินลงทุนที่มีตัวเลขหมุนเวียนบัญชีสูงให้ใช้อีกรหัส เพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรม

3.แจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการเข้าใช้งาน

คุณสามารถตั้งค่าให้มีการเตือนใช้งานหากมีการเข้าจากที่อื่นซึ่งไม่ใช่คุณผ่านอีเมล แต่คุณเองจะต้องตั้งค่าการเตือนเข้าใช้ให้เป็นอีเมลที่มีความสำคัญ เพราะอีเมลธนาคารส่วนใหญ่จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอีเมลขยะ ไม่ก็อีเมลข่าวสารโปรโมชั่นเพื่อดูการติดตามเคลื่อนไหว

นอกจากการแจ้งเตือนที่เราต้องจัดการแล้ว อีกสิ่งที่เราละเลยไม่ได้ก็คือการตั้งค่าค้นหาเครื่องด้วยพิกัดตำแหน่งมือถือ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมเครื่องได้จากภายนอก หาตำแหน่งที่ตั้ง รวมทั้งควบคุมการเข้าใช้งานเครื่อง ตั้งแต่ตั้งค่าล็อกไม่ให้เปิดเครื่อง ไปจนถึงลบข้อมูลทุกอย่างภายในเครื่องเพื่อปกป้องข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลส่วนตัวของคุณเอาไว้

4.หมั่นอัพเดทสมุดบัญชี

ท้ายสุดไม่ว่าคุณจะตั้งรหัสและหาโปรแกรมป้องกันข้อมูลทางการเงินดีแค่ไหน สมุดบัญชีก็ยังมีความสำคัญ ที่สุดคุณควรหมั่นอัพเดทสมุดบัญชีทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินในบัญชี หรืออย่างน้อยๆ สัปดาห์ละครั้งก็ยังดี เพราะอย่างไรก็ตามระบบการเงิน ไม่ว่าจะป้องกันขนาดไหนหากคนคิดจะขโมยเงินในบัญชี ก็มีช่องทางใดทางหนึ่งให้เข้าถึงบัญชีของคุณได้

อย่างที่เราเคยเห็นข่าวพนักงานธนาคารแอบเขียนใบโอนเงินในบัญชีของลูกค้าเข้าบัญชีตัวเอง กว่าเจ้าของจะรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปเกือบเดือน ดังนั้นการอัพเดทสมุดบัญชี ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณยังต้องทำเสมอ

5.ปกป้องความลับทางการเงิน

ข้อสำคัญที่สุดที่จะทำให้เงินคุณอยู่อย่างปลอดภัยก็คือการรักษาความลับทางการเงินของคุณเอง ด้วยการไม่บอกคนนอกให้รู้ว่าคุณมีกี่บัญชี มีเงินเก็บเท่าไรและลงทุนไปกับอะไรบ้าง รู้เฉพาะไม่กี่คนในครอบครัวเผื่อเวลามีปัญหาจะได้มีคนช่วยให้คำปรึกษาว่าควรหาทางออกอย่างไรกับปัญหานี้

การรักษาความลับทางการเงินเริ่มตั้งแต่ตำแหน่งงานที่ทำ รายได้ต่อเดือน วันเกิด บ้านเลขที่ เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวที่คุณอาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของรหัสผ่าน ข้อมูลเหล่านี้ คนส่วนใหญ่มักใช้เป็นรหัสผ่านเสมอ

สุดท้ายคือระวังการโอ้อวดเรื่องรายได้สำหรับเศรษฐีหน้าใหม่ ยิ่งผู้อื่นรู้เรื่องการเงินของคุณมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงจากผู้ไม่หวังดีมากขึ้นเท่านั้น หลายคนนิยมโชว์กองเงินที่เป็นรายได้จากการทำงานยิ่งทำให้ตัวคุณตกเป็นเป้าสายตา การป้องกันความลับทางการเงินที่ง่ายที่สุดก็คือการถ่อมตน และพูดถึงหนี้สินให้มากกว่ารายได้ จะทำให้คุณปลอดภัยจากการคุกคามด้านการเงินทั้งหมด

กิตตน์ก้อง ขำกฤษ อยากรวยความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569263

  • วันที่ 30 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

กิตตน์ก้อง ขำกฤษ อยากรวยความสุข

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงศ์

“ความฝันเปลี่ยนกันได้ด้วยเหรอครับ”

คําถามของ บูม-กิตตน์ก้อง ขำกฤษ ที่เจ้าตัวถามเองตอบเองว่าไม่รู้คนอื่นเป็นยังไง แต่ความฝันของเขาตั้งแต่วัยเด็กนั้นไม่เคยเปลี่ยน

ตอนนี้บูมเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี มีผลงานหลายเรื่องในหลายบทบาท ตั้งแต่พระรองจนขึ้นมาสู่ตำแหน่งพระเอก ผลงานล่าสุดที่เพิ่งลาจอไปคือ เรื่อง “สมิงจ้าวท่า” ยังมีเรื่องที่กำลังรอคิวออกอากาศ คือ “นางร้าย” และกำลังถ่ายทำ “พรายพิฆาต”

หากความฝันของบูมนั้นคือการเป็น “ทหาร” แล้วเขาทำฝันนั้นเป็นจริงแล้ว ถึงมามุ่งมั่นกับงานแสดงอย่างเต็มที่ และในอีกหน้าที่คือทำร้านขนมปังชิ้นละ 24 บาท “บูมส์เบกส์” (Boom’s Bakes) ธุรกิจแรกในชีวิต

เส้นทางก่อนเป็นพระเอก

บูมเริ่มต้นจากการแคสงานต่างๆ รับหมดไม่ว่าจะถ่ายแบบค่าตัวน้อยเพียงหลักพัน เพราะตอนนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของครอบครัว เนื่องจากคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านล้มป่วย

บูมตัดสินใจพักการเรียนเพื่อทำงานแบ่งเบาภาระทางบ้าน “ความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน สำหรับบูมประสบความสำเร็จแล้วสิ่งหนึ่ง คือ ส่งน้องสาวเรียนจบ มีใบปริญญาได้เพราะเราทำงาน เราใช้ชีวิตจริงของเรา

ตอนนั้นค่าตัวหลักพันบาท ยังไม่มีงานละคร มีงานเข้ามาคว้าไว้หมด อะไรสุจริตทำได้ทำหมด ยืนที่ร้านขายเสื้อผ้าเรียกลูกค้าก็เคยทำ”

เมื่อ 4 ปีที่แล้วบูมเซ็นสัญญากับช่อง 7 สี กำลังเป็นนักแสดงดาวรุ่ง แต่เขาขอผู้ใหญ่ไปสมัครเป็นทหารเมื่อปี 2559 “วันนั้นต่อให้เป็นพระเอก หรือบูมรวยมาก จนมาก เป็นอะไรก็แล้วแต่ มันถึงเวลาหน้าที่ของผู้ชายไทย เป็นเวลาที่พร้อมแล้ว ณ ตอนนั้น 26 ปี ผมผ่อนผันเพราะเรียน แล้วดูแลคุณพ่อที่ป่วย ทำงานจนน้องสาวเรียนจบ เราไม่มีภาระ ขอทำตามความฝัน

ตอนเด็กรู้สึกว่าทหารเท่ เข้มแข็ง เป็นสัญลักษณ์ความอดทน มีวินัย ใช้อาวุธปกป้องประเทศชาติ ปกป้องคนที่เรารัก ผมว่าเด็กผู้ชายหลายคนอยากเป็นทหารนะ แต่พอโตขึ้นผู้ชายไม่อยากเป็นทหารกันเยอะ

วันหนึ่งเราไม่รู้หรอกว่าประเทศจะเกิดอะไรขึ้น ผมเลยรู้สึกว่าเรายิ่งต้องเป็น หรือมองให้แคบลงแค่สังคมของเราในบ้านเรา ถ้าในวันหนึ่งเกิดปัญหามีโจรเข้าบ้านมา เราไม่เคยถูกฝึกเลย ไม่มีความอดทน ใครจะเป็นคนปกป้องบ้านเรา พ่อแม่น้องเรา”

หลังจากทำความฝันตัวเองให้เป็นจริง บูมเต็มที่กับงานแสดง “งานแสดงเป็นอาชีพที่น่าสนุกน่าค้นหา ตื่นเต้นตลอดเวลา แต่เราต้องหลุด แยกแยะชีวิตจริงกับละคร

ผมคุยกับผู้จัดการแต่แรก ขอเป็นตัวเอง ต้องไม่โกหกเป็นยังไงบอกแบบนั้น บูมว่าชีวิตจะไม่มีความสุขถ้าต้องเนี้ยบเหมือนหน้าจอ ความสุขแท้จริงคือความจริงใจ”

ต้องศรัทธา รัก ซื่อสัตย์กับธุรกิจ

งานแสดงรุ่งแล้วธุรกิจยิ่งรุ่ง ล่าสุด บูมส์เบกส์ ขยายถึง 3 สาขาในไทย มีอีก 2 สาขาที่จีน และกำลังเจรจากับนักธุรกิจในลาวและเมียนมา

“ต้องยอมรับว่าหน้าตาเราไม่จีรัง เราไม่สามารถเป็นพระเอกได้ตลอด แต่ธุรกิจอยู่กับเรา ถ้าวางแผนดีๆ เรารักมัน ซื่อสัตย์กับมัน ที่ผ่านมามีคนชวนลงทุนทำนั่นนี่เยอะครับ แต่ยังไม่โดนใจ ด้วยวิสัยทัศน์ต่อธุรกิจด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง

จนวันหนึ่งคุณลุงที่รู้จักอยากทำธุรกิจให้ลูกชาย ท่านอยู่ในวงการเบเกอรี่มา 30 ปี แล้วท่านนึกถึงผม เด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเล่นอยู่ตลาดมีนบุรี มีแม่ขายข้าวมันไก่ที่ตลาดมีนบุรี”

สิ่งสำคัญที่ทำให้บูมตัดสินใจทำธุรกิจกับหุ้นส่วน เพราะมีวิสัยทัศน์มุมมองไปในทิศทางเดียวกัน “เราไม่เน้นทำธุรกิจอย่างเดียว เราไม่ได้หวังจะรวยอย่างเดียว แต่ผมกับน้อง (หุ้นส่วน) เหมือนกระหายความสำเร็จทั้งคู่ อยากทำอะไรแล้วให้รู้สึกว่ามันเจ๋งดี เป็นที่หนึ่ง

อยากทำแล้วให้ธุรกิจอยู่ไปนานๆ เราไม่อยากทำเอารวยอย่างเดียวแต่ทำบุญด้วย จึงทำขนมออกมาราคาถูกมากๆ 24 บาท แต่คุณภาพดี ต้องอร่อย ทุกเดือนเราจะออกบูธนำเงินไปช่วยมูลนิธิต่างๆ การให้ทำให้เรามีความสุข แล้วเราต้องทำ เหมือนการเป็นทหารเราก็ต้องเป็น

เป็นปมด้อยของผมก็ได้ บ้านไม่รวย จะกินอะไรสักอย่าง รู้สึกว่าถ้าเราอยากกินอร่อย มักน้อยและแพง อยากกินราคาถูกก็ไม่อร่อยไม่มีคุณภาพ มันฝังอยู่ในหัว พอวันหนึ่งทำธุรกิจจึงอยากให้คำเหล่านี้หายไปจากหัวให้ได้ ของอร่อยไม่จำเป็นต้องน้อยต้องแพง”

บูมส์เบกส์ เปิดตัวเดือน ม.ค. 2561 บูมยังจำภาพแห่งความสุขที่ลูกค้ามาซื้อของได้ ความทรงจำนั้นเองตอกย้ำว่าเขาทำธุรกิจมาถูกทางและจะพัฒนาให้ดีขึ้น

“ผมรู้สึกว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว วันนั้นมีป้ามาซื้อขนม เราไม่ได้ดูถูกป้านะ แต่เราดูออกว่าป้าไม่ค่อยมีเงิน ป้าถามราคาขนมปัง พอผมบอก 24 บาท ป้าทำตาโต บอกว่าชิ้นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ แล้วป้าก็ยิ้มอย่างมีความสุข ผมรู้สึกผมประสบความสำเร็จแล้ว แล้วกลับมาซื้ออีก ชมว่าอร่อย

มีลูกค้าอีกคู่เป็นเด็กนักเรียน กำเหรียญแล้วออกเงินช่วยกันซื้อ 1 ชิ้น ผมเลยให้น้องเพิ่มอีก 1 ชิ้น น้องเขาดีใจมาก แค่นั้นผมก็รู้สึกมีความุสขแล้ว”

แผนธุรกิจของบูมส์เบกส์ไม่ขายแฟรนไชส์ แต่เป็นการร่วมลงทุน เพราะต้องการควบคุมคุณภาพ ไม่มุ่งหวังกอบโกยผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ผลประโยชน์ของลูกค้าต้องควบคู่ไปด้วย

“จากสาขาแรกที่ตลาดมีนบุรี เพราะผมโตที่นั่น อยากให้คนละแวกนั้นได้กินของถูกและดี กินได้ทุกวัน ผลตอบรับดีจนเปิดสาขาอื่น

ในประเทศเออีซีก็คุยๆ กันอยู่ ทำกับใครแล้วสบายใจถึงทำ ผมไม่ได้ร้อนเงิน ตอนทำธุรกิจเริ่มต้นก็ไม่ได้อยากรวย เราอยากทำธุรกิจที่เลี้ยงครอบครัวได้ เราอยากรวยความสุข

ใครจะมาร่วมหุ้นกับเรา คุณต้องมีวิสัยทัศน์เดียวกับเรา ขอคุยก่อน ถ้ามาแบบทำเลดีนี่ขายแล้วคนซื้อเยอะรวยแน่ๆ ผมไม่เอา แต่ถ้าเด็กแถวนี้ไม่ค่อยมีเงินอยากเปิดให้คนแถวนี้ได้ซื้อ ก็น่าทำด้วย

เราไม่ได้หวังรวยอย่างเดียว แต่ต้องเห็นผลประโยชน์ของลูกค้า อยากทำธุรกิจด้วยแนวนี้ คนกินมีความสุข แล้วเรามีความสุขกับรอยยิ้มของลูกค้า”

แม้ธุรกิจกำลังเติบโตแต่บูมไม่ทิ้งงานแสดง ตอนนี้ยังทำควบคู่กันไป เพราะเขามีแพสชั่นในการทำงานทั้งสองอย่างเหมือนกัน คือ ต้องเชื่อ ศรัทธา รัก ผูกพัน อยู่กับสิ่งนั้นให้ได้ พอเกิดความรักแล้ว เวลามีปัญหาจะหาทางแก้ไข ดูแลไปตลอด

ธุรกิจเพื่อคนสูงวัย เทรนด์สุขภาพต้องมา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569259

  • วันที่ 30 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ธุรกิจเพื่อคนสูงวัย เทรนด์สุขภาพต้องมา!

เรื่อง ภาดนุ

สังคมผู้สูงวัยใกล้เข้ามาทุกที และประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัวในปี 2573 หรือภายใน ระยะเวลา 10 กว่าปีที่จะถึงนี้ ดังนั้น องค์กรหลายภาคส่วนทั้งจากภาครัฐและเอกชน จึงมีการเตรียมความพร้อมหลายอย่างเกี่ยวกับธุรกิจการให้บริการผู้สูงวัย ที่ปัจจุบันเริ่มชิมลางเปิดตัวให้เห็นกันมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย ซึ่งถือว่าได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว

เฮ จูน พาร์ค ประธานผู้อำนวยการ บริษัท ดิ แอสเพน ทรี คอร์ปอเรชั่น และผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยและให้บริการครบวงจรสำหรับผู้สูงวัยในเครือ MQDC (Magnolia Quality Development Corporation) เผยถึงธุรกิจที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มผู้สูงวัยในอนาคตไว้อย่างน่าสนใจ

“ที่ผ่านมา MQDC มีความมุ่งมั่นทำงานในแนวทางใหม่เพื่อตอบสนองแนวทางที่เรียกว่า ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ ดังนั้นการเข้าสู่ตลาดกลุ่มผู้สูงวัยจึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เพราะประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วในสังคมผู้สูงอายุ โดยปัจจุบัน 1 ใน 10 ของคนไทยมีอายุมากกว่า 65 ปี และในปี 2583 สัดส่วนดังกล่าวจะกลายเป็น 1 ใน 4 อย่างชัดเจน

การปรับเปลี่ยนนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องแน่ใจว่า ผู้สูงอายุจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่กลุ่มผู้สูงอายุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย MQDC จึงกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมทั้งในด้านการตอบสนองความต้องการของสังคมและการมองหาโอกาสทางธุรกิจไปพร้อมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรต่างๆ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC (Research & Innovation for Sustainability Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านความยั่งยืนของ MQDC โดยมีนโยบายในการร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเช่น MIT, Harvard University และ Baycrest ศูนย์วิจัยด้านการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล เป็นต้น

สำหรับโครงการ ดิ แอสเพน ทรี (The Aspen Tree) มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิด ‘อารยธรรมของผู้สูงอายุ’ (Civilized Ageing) ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้เกิดโครงการและการให้บริการของเราเท่านั้น แต่ยังสร้างตัวอย่างของการปฏิบัติการที่ดีที่สุด เพราะเราต้องการผลักดันให้เกิดการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร โดยที่สามารถอยู่อาศัยในบ้านของตัวเองได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับผู้สูงวัย รวมทั้งยังให้การดูแลผู้สูงวัยตลอดช่วงอายุ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการวางแผนการเงินเพื่อให้ผู้สูงวัยมีความเป็นอยู่ที่ดีอีกด้วย

วิสัยทัศน์ของเราจะเกิดขึ้นจริง ณ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เป็นใจและตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ โดยเป็นโครงการที่รวบรวมที่พักอาศัย ร้านค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเอาไว้ด้วยกันบนพื้นที่สีเขียวและป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาด 300 ไร่ริมถนนบางนา-ตราด”

เฮ จูน พาร์ค

เฮ จูน พาร์ค เสริมว่า คอนโดมิเนียมทุกตึกของ ดิ แอสเพน ทรี จะมีทั้งอาคารโลว์ไรส์และมิดไรส์ ซึ่งจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมจากคลับเฮาส์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของโครงการ โดยคลับเฮาส์นี้จะมีพื้นที่ประมาณ 5,000 ตร.ม. ที่มีทั้งกิจกรรม การบริการต่างๆ และยังมีตึกไฮแคร์ ซึ่งเป็นอาคารสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และมีส่วนที่ดูแลผู้ที่ต้องการการฟื้นฟู เช่น การทำกายภาพบำบัด รวมทั้งมีการรับดูแลแบบรายวัน แล้วบริเวณของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังมีศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาลอีกด้วย

“จากกระแสตอบรับที่ดี เรามีเป้าหมายที่จะพัฒนาโครงการเพิ่มอีกสัก 2-3 แห่งในอีก 10 ปีข้างหน้า เพราะประเทศไทยมีทำเลหลายแห่งที่สามารถตอบโจทย์เราได้ทั้งยังมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่น่าสนใจและมีความเชี่ยวชาญในงานด้านการให้บริการแบบครบวงจรด้วย นอกจากการวางแผนที่จะเจาะกลุ่มตลาดระดับบนแล้ว เรายังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างชุมชนที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นในระดับกลาง และในระยะยาวเรายังตั้งใจที่จะทำเพื่อสังคมที่ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย

แน่นอนว่า โครงการ ดิ แอสเพน ทรี มีแพลนขยายไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย เนื่องจากวิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างโครงการที่สามารถสอดคล้องกับวัฒนธรรมในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย เพราะหลายๆ ประเทศกำลังประสบกับปัญหาการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วเฉกเช่นเดียวกับประเทศไทย ทั้งในแง่ของการเติมเต็มในการใช้ชีวิตและการดูแลที่ครบวงจร ในแบบเดียวกับที่โครงการ ดิ แอสเพน ทรี กำลังดำเนินการอยู่ในไทย โดยอาจจะขยายไปยังอินเดียและจีน หากเราได้พันธมิตรที่เหมาะสม”

ด้าน “ฮิลล์ไซด์ ลอง สเตย์ & วาริน เวลเนส คลับ” สถานที่พักแบบลองสเตย์และศูนย์สุขภาพของวัยเกษียณ ซึ่งเกิดจากกระแสการตื่นตัวในเรื่องรักสุขภาพของคนวัยเกษียณ ก็เป็นธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยเช่นกัน

ในยุคนี้จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและสะดวกสบายมากๆ หากมีศูนย์สุขภาพแบบครบวงจรสักแห่ง ตั้งอยู่ในรีสอร์ท หรือโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับคนวัยเกษียณ เพราะจะได้ทั้งไปท่องเที่ยวเพื่อชาร์จแบตและดูแลสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกันเลยทีเดียว

ช่วงนี้ชาวสูงวัยที่มีแพลนจะเดินทางไปพักผ่อนที่เขาใหญ่กับครอบครัวหรือมาแบบส่วนตัว แนะนำให้พักที่ โรแมนติค รีสอร์ท & สปา เขาใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมด้วยภูเขาเขียวชอุ่ม และทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ เหมาะสำหรับวัยเกษียณที่ต้องการมาพักผ่อนในบรรยากาศเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายให้ได้ไปเยือนด้วย

วรินทร ก่อเกียรติเสถียร ประธานบริหาร บริษัท วาริน เวลเนส คลับ เผยว่าด้วยประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจรีสอร์ท บวกกับความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าวัยผู้ใหญ่หรือวัยเกษียณ เธอจึงปิ๊งไอเดียในการตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้เข้าพัก ด้วยการเปิด “ฮิลล์ไซด์ ลอง สเตย์” (Hillside Long Stay) ขึ้นมา

“ถ้าให้พูดถึงการให้บริการของฮิลล์ไซด์ ลอง สเตย์ ที่นี่จะเป็นสถานที่พักสำหรับการพักผ่อนระยะยาวของวัยเกษียณ ในรูปแบบห้องสตูดิโอ สวีท และห้องแฟมิลี่ สวีท เพื่อลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยจะโฟกัสที่คนวัยเกษียณชาวญี่ปุ่นและชาวไทยเป็นหลัก

วรินทร ก่อเกียรติเสถียร

อีกหนึ่งความพิเศษของที่นี่ก็คือ การเปิด‘วาริน เวลเนส คลับ’ (Varin Wellness Club) ซึ่งภายในประกอบด้วย ออนเซน เวลเนส และสปา เพื่อเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรสำหรับผู้สูงวัยควบคู่ไปด้วย ภายในห้องและโซนบริการต่างๆ ของที่นี่ได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น ที่มีความเข้าใจในความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจให้กับผู้มาเยือน โดยที่ชั้น 1 เปิดเป็นสปาและออนเซนตกแต่งสวยงามครบครันสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมทั้งส่วนที่ทำกิจกรรมกายภาพบำบัดในน้ำ

สำหรับชั้นที่ 2 เปิดเป็น เวลเนส โซน ซึ่งจะมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น มีห้องสำหรับให้วิตามิน ห้องนวดผ่อนคลาย ห้องเกลือบำบัด รวมถึงการดูแลด้านโภชนาการอาหารจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง และที่ชั้น 3 เปิดเป็นห้องฟิตเนส ห้องตีสควอช ห้องคาราโอเกะ โต๊ะพูล ห้องกอล์ฟซีมูเลเตอร์สำหรับไว้ให้หัดไดรฟ์กอล์ฟ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าพักวัยเกษียณทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แล้วยังเปิดโอกาสทางธุรกิจสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในด้านสุขภาพของ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่วัยเกษียณหรือชาวสูงวัยต้องลองมาสัมผัสกับประสบการณ์แห่งการพักผ่อน และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ครบวงจรให้ได้สักครั้งหนึ่งค่ะ”

ฮิลล์ไซด์ ลอง สเตย์ & วาริน เวลเนส คลับ อยู่ที่ โรแมนติค รีสอร์ท & สปา เขาใหญ่ โทร. 08-7780-5858 หรือ http://www.hillsidekhaoyai.com และ FB : varinkhaoyai

สำหรับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ล่าสุด ก็ได้เปิดให้บริการศูนย์ดูแล ฟื้นฟู สุขภาพ ที่ชื่อว่า โรงพยาบาลชีวา ทรานสิชั่นนัล แคร์ (Chiva Transitional Care Hospital) ขึ้นด้วยเช่นกัน

คอนเซ็ปต์ของที่นี่คือ ต้องการให้คนสูงวัยที่มาใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว และได้ใช้ช่วงเวลาที่อบอุ่นกับครอบครัว ซึ่งเป็นพลังอันมีค่าในการฟื้นฟูสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด Moving Patients Life Forward Quality And Safety เพื่อเป็นการลดความเครียดของผู้ป่วย และช่วยเพิ่มรอยยิ้มที่มีความสุขให้กับพวกเขา

ที่นี่เปิดให้บริการดูแลสุขภาพระยะฟื้นฟู สำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ที่ต้องทำกายภาพบำบัด เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ผ่ากระดูกสะโพก ผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องการการฟื้นฟูที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุและเวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล นักกายภาพบำบัด คอยให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ภาวะโภชนาการ และเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยมุ่งหวังให้ผู้ป่วยกลับไปสู่สังคมได้

ที่โรงพยาบาลชีวาฯ จะมีห้องพักใหม่ที่เป็นสัดส่วน สะอาด ทันสมัย ออกแบบฟังก์ชั่น การใช้งานโดยคำนึงถึงผู้ป่วยในระยะพักฟื้น โดยเฉพาะ จึงถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม และการดูแลในระยะเปลี่ยนผ่าน นั่นก็คือ การดูแลผู้ป่วย หลังจากผ่านภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นขั้นตอนการปรับเปลี่ยนการดูแลผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการคงที่ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่พร้อมที่จะกลับบ้าน และยังคงต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อฟื้นฟูก่อนการไปดูแลที่บ้านต่อไป

ข้อดีอีกประการของโรงพยาบาลชีวาฯ ก็คือ มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครัน เหมาะสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงวัยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ด้วยการออกแบบห้องพักส่วนตัวที่เป็นสัดส่วน โปร่ง สะดวกสบาย กว้างขวางบรรยากาศอบอุ่นเสมือนบ้าน และคำนึงถึงความปลอดภัย โดยมีสวิตช์อัจฉริยะสำหรับขอความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน พร้อมสวนหย่อมเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายใกล้ชิดธรรมชาติ เหล่านี้ได้รับการออกแบบสถานที่โดยทีมงานสถาปนิกมืออาชีพ เพื่อรองรับการพักอาศัยของผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้นอย่างแท้จริง

โรงพยาบาลชีวา ทรานสิชั่นนัล แคร์ เป็นตึก 8 ชั้น 52 ห้อง ตั้งอยู่ที่ซอยศูนย์วิจัย 7 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สอบถามโทร. 02-310-3993 หรือโทร. 1719

นอกจาก 3 โครงการนี้แล้ว ปัจจุบันยังมีจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ โครงการคอนโดผู้สูงอายุครบวงจรอีกหนึ่งโครงการ และในอนาคตอันใกล้นี้คาดว่าน่าจะมีศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาล รวมทั้งเวลเนส และอื่นๆ สำหรับชาวสูงวัยเกิดขึ้นอีกแน่นอน

ตรวจลึกถึงยีน ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569261

  • วันที่ 30 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ตรวจลึกถึงยีน ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

เดือน ต.ค.ของทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม ที่ถือได้ว่าเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นของทั่วโลกและในประเทศไทย เพราะขาดความรู้แนวทางการป้องกันที่จะช่วยให้ลดอัตราของโรคนี้ได้

ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา และเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1ในผู้หญิงไทย จากเดิมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

โรคมะเร็งเต้านมไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านม จนเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ

โรคมะเร็งเต้านมเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการ ไม่เจ็บ ไม่ปวด มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้แต่ไม่รู้สึก หลายคนจึงละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนไม่อาจรักษาให้หายได้แล้ว อายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมคือ 40 ปีขึ้นไปซึ่งจริงๆ แล้วเซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้นแต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม คือ บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่า และมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์

นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ แพทย์ศัลยกรรมมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวเพิ่มเติมว่า มะเร็งเต้านมเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านม

ระยะของมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านมและสามารถรักษาหายได้ ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร และเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลือง บริเวณรักแร้ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น

ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากพบเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 1 แล้ว โอกาสหายขาดจะเหลือเพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

วิธีที่จะช่วยให้พบเซลล์มะเร็งได้เร็วคือ การตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ที่สามารถหาเซลล์ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร เมื่อตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่

สำหรับโรคมะเร็งเต้านมปัจจัยเสี่ยงสําคัญนอกเหนือจากการมีญาติสายตรงใกล้ชิดเป็นโรคนี้แล้ว การมีการกลายพันธุ์ของยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัวก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้หญิงเพิ่มโอกาสการเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ได้

การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ต่อการเป็นมะเร็งเต้านม จึงเป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของยีนที่สามารถทําได้โดยการตรวจเลือด โดยแพทย์ด้านพันธุศาสตร์มะเร็ง หากผลตรวจพบว่ามีความผิดปกติของยีนเหล่านี้ ก็จะสามารถวางแผนจัดการเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมในอนาคต หรือช่วยให้ตรวจพบได้เร็วที่สุดเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายมากยิ่งขึ้น

ด.ช.คณิน สิริมนตาภรณ์ อย่าให้ ‘อายุ’ มาหยุดความฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569203

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

ด.ช.คณิน สิริมนตาภรณ์ อย่าให้ ‘อายุ’ มาหยุดความฝัน

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ใครที่เอาแต่ปลอบใจตัวเองว่าการจะสานฝันสร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชั่นให้สำเร็จนั้นเป็นเรื่องยากราวกับเข็นครกขึ้นภูเขา ลองไปติดตามเรื่องราวของ เคน-คณิน สิริมนตาภรณ์ เด็กชายวัย 13 ปีที่กล้าฝันและลงมือทำในสิ่งที่รักจนสำเร็จกลายเป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมโฮมเมด “เคน โฮมเมด เจลาโต (Ken Homemade Gelato) ได้ตั้งแต่ 11 ขวบ! ซึ่งจะจุดประกายให้คุณไม่รีรอที่จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงอีกต่อไป

จากการบ้านสู่ธุรกิจเงินแสน

แพสชั่นของเคนถูกค้นพบตอนเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนที่เคนเรียนอยู่ Year 6 ในเวลานั้นทางโรงเรียน (นานาชาตินิสท์) ได้มอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนไปลองค้นหาแพสชั่นของตัวเองว่าชื่นชอบในสิ่งไหน แล้วนำมาเสนอเป็นโปรเจกต์ส่งท้ายก่อนจบชั้นประถม

“ตอนนั้นผมคิดอยู่นานว่าจะนำเสนอโปรเจกต์อะไรดี ตอนแรกผมคิดจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาหารเพราะสนใจด้านนี้ แต่ก็กลัวว่าจะซ้ำกับเพื่อนคนอื่นๆ ผมเลยพยายามมองหาแพสชั่นด้านอื่นๆ ที่มี สุดท้ายผมนึกถึงไอศกรีม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคลั่งไคล้มาตั้งแต่เด็ก เวลาไปกินไอศกรีมที่ร้านทุกครั้ง ผมต้องขอลองชิมทุกรสก่อนจะตัดสินใจสั่ง และพอก่อนจะกลับผมก็ขอชิมทุกรสอีก เพื่อเก็บไว้ตัดสินใจว่าถ้าครั้งหน้ามาอีกจะสั่งรสไหนดี”

หลังจากตัดสินใจว่าจะใช้ไอศกรีมเป็นหัวข้อในโปรเจกต์ของโรงเรียน เคนไม่ได้แค่คิดและทำแบบเล่นๆ แต่ลงทุนชวนคุณแม่ไปลงคอร์สเรียนทำไอศกรีมขั้นพื้นฐานจากโรงเรียนสอนทำเจลาโตชื่อดังเป็นเวลา 2 วัน

“พอได้มาเรียนจริงจัง ผมรู้สึกว้าวมากๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่วิธีทำไอศกรีมขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการคิดค้นและพัฒนารสชาติ เป็น 2 วันที่สนุกมากๆ ครับ หลังจากเรียนจนจบหลักสูตรได้รับประกาศณียบัตร ผมยังกลับมาฝึกทำไอศกรีมต่อที่บ้าน แรกๆ ก็ฝึกทำตามสูตรของโรงเรียน พอคล่องก็ค่อยๆ ปรับสูตร เปลี่ยนส่วนผสมเพื่อสร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ อาศัยลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ไปหาไอเดียใหม่ๆ จากข้างนอกมาต่อยอด เพราะเป้าหมายของผมคือการทำไอศกรีมที่รสชาติไม่เหมือนคนอื่น” เคนเล่าไปยิ้มไปด้วยแววตาที่มีความสุข

ผลจากความพยายามและความตั้งใจ ทำให้เมื่อถึงวันนำเสนอผลงานของโรงเรียน เคนสามารถสร้างสรรค์ไอศกรีมหลากหลายรสชาติ เช่น รสช็อกโกแลตมายมินต์ รสหมากฝรั่ง รสบลูเลมอน รสพิงค์เลมอนเนด และรสแดร็กคิวลา เพื่อนำไปออกบูธไอศกรีมของตัวเองได้สำเร็จ

“บูธของผมมีทั้งเพื่อน คุณครู และผู้ปกครองมารุมให้ความสนใจเยอะมาก วันแรกแค่ผ่านไปครึ่งวัน ไอศกรีมของผมก็ถูกแจกไปหมดแล้ว พอวันที่สองผมเลยเพิ่มปริมาณ (ยิ้ม) พร้อมกับทำสูตรไอศกรีมไปโชว์ที่บูธด้วย ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ทุกคนชื่นชอบไอศกรีมของผม”

หลังจากความสำเร็จของโปรเจกต์ในครั้งนั้นบวกกับแรงเชียร์จากเพื่อนๆ ที่คิดถึงรสชาติไอศกรีมของเคน ได้จุดประกายให้เคนคิดการใหญ่ ตัดสินใจปรึกษากับครอบครัวที่จะเดินหน้าทำไอศกรีมต่อไป ซึ่งคุณแม่ก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ จนทำให้เคนสามารถทำตัวอย่างไอศกรีมเพื่อนำไปเสนอขายที่โรงเรียนกับทางฝ่ายบริหารของโรงเรียนได้

“ตอนที่ผมถือกล่องไอศกรีมไปเสนอที่โรงเรียน ผมก็ยังไม่แน่ใจนะครับว่า ทางโรงเรียนจะตอบรับหรือเปล่า เพราะตอนนั้นที่โรงเรียนก็มีตู้ไอศกรีมขายอยู่แล้ว แต่หลังจากรอคำตอบอยู่ 2 สัปดาห์ก็ได้รับข่าวดี ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงจะปิดเทอมพอดี”

คิกออฟธุรกิจในฝัน

หลังจากรู้ว่าเปิดเทอมครั้งใหม่ จะมีแบรนด์ไอศกรีมของตัวเองไปเปิดขายที่โรงเรียน ตลอดปิดเทอมนั้น เคนก็มุ่งมั่นกับโปรเจกต์ไอศกรีมตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจจิ้ง คิดรสชาติ งานนี้ถึงเคนจะไม่ได้ลงมือออกแบบเองกับมือ แต่ก็เป็นผู้ให้ไอเดียในการออกแบบโลโก้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเยติ หรือมนุษย์หิมะ ที่ออกแบบมาได้น่ารักมากกว่าน่ากลัว ชูคอนเซ็ปต์ด้วยการนำเสนอรสชาติไอศกรีมที่หลากหลาย แต่รับรองว่าถูกใจเด็กๆ เพราะเจ้าของก็ยังเป็นเด็ก

“ไอศกรีมที่เราวางขายมีทั้งรสพื้นฐานอย่างช็อกโกแลต วานิลลา และสตรอเบอร์รี่ และรสชาติที่ผมเคยทำไปโชว์ในงานโรงเรียน บางครั้งผมก็คิดรสชาติใหม่ๆ ที่ฟังดูอาจจะแปลกแต่ก็น่าลอง อย่างรสป๊อปคอร์น รสชีส ตลอดจนรสชาติที่สร้างสรรค์จากผลไม้ตามฤดูกาลด้วย”

ปัจจุบันนอกจากแบรนด์ “Ken Homemade Gelato” จะมีตู้ไอศกรีมวางขายอยู่ที่โรงเรียนนานาชาตินิสท์ นำเสนอความอร่อยที่หลากหลายถึง 20 รสชาติ เคนยังได้ลองทำไอศกรีมเวอร์ชั่นออร์แกนิกเมื่อปีที่แล้ว โดยเปิดตัวครั้งแรกในงาน Nist Farmer’s Market

“ผมเชื่อว่าไอศกรีมก็ดีต่อสุขภาพได้ ผมจึงเริ่มลองทำไอศกรีมออร์แกนิก ด้วยการเลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ตั้งแต่นมสดจากแม่วัวที่เลี้ยงอย่างอิสระในทุ่งหญ้า น้ำตาลไม่ขัดสี ใช้ผลไม้สดจากไร่ในชุมชนแทนผลไม้แปรรูป ซึ่งหลังจากทำไอศกรีมเวอร์ชั่นออร์แกนิกออกมา ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดี นอกจากจะวางขายที่โรงเรียนแล้ว ทางโรงเรียนบางกอกนานาชาติพัฒนายังทาบทามให้นำไปวางขายด้วย” เคนบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

ถามว่าในวัยเรียน เคนแบ่งเวลาอย่างไรที่ทำให้การเรียนไม่เสีย แถมยังได้ทำในสิ่งที่รัก โดยที่ไม่รู้สึกว่าเวลาแห่งความสุขตามประสาเด็กที่จะได้เที่ยวเล่นกับเพื่อนหายไป หนุ่มน้อยตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า “ผมใช้หลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ทำไอศกรีมครับ ผมไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือเป็นภาระที่ต้องมาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะเวลาได้ทำในสิ่งที่ชอบก็เหมือนผมได้พักผ่อน หรือบางครั้งช่วงสอบอ่านหนังสือเสร็จ ผมก็จะเบรกด้วยการทำไอศกรีม”

เพราะฉะนั้น มาถึงวันนี้ถ้าถามว่าเคยคิดจะหยุดหรือเลิกทำหรือไม่ เคนตอบชัดว่า “ผมคิดง่ายๆ ว่า ในเมื่อเริ่มต้นแล้วทำไมต้องหยุด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำตรงนี้ คือ นอกจากฝึกให้ผมมีความรับผิดชอบมากขึ้น ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจ ทุกสัปดาห์ผมต้องนั่งดูใบออร์เดอร์ไอศกรีม เพื่อดูว่ารสชาติไหนขายดีขายไม่ได้ บางครั้งก็หาไอเดียจากการถามเพื่อนๆ ว่าชอบรสชาติไหน เพื่อนำมาพัฒนาต่อหรืออย่างช่วงที่เด็กผู้หญิงกรี๊ดยูนิคอร์น ผมก็มาทำไอศกรีมรสยูนิคอร์นโดยออกแบบเป็นรสชาติเลมอนโยเกิร์ตสามสี ทุกวันนี้แม้เงินที่ได้จากการขายไอศกรีม จะได้ใช้ไม่ถึง 1% เพราะคุณแม่ช่วยเก็บเข้าธนาคารให้ (ยิ้ม) แต่คุณแม่ก็เป็นผู้ช่วยออกทุนให้ทั้งหมด ช่วยสนับสนุนผมทุกอย่างบางครั้งก็แบ่งเงินที่ได้ไปช่วยการกุศลด้วย”

สำหรับอนาคตเคนยอมรับแบบไร้เดียงสาว่ายังไม่เห็นภาพชัดว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เพียงแต่วันนี้ขอสนุกกับชีวิตวัยเรียน ที่มีธุรกิจไอศกรีมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นอกห้องเรียนให้เต็มที่ก่อน

นักแสดงโขนเลือดใหม่ ผู้สืบสานศิลปะการแสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569199

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

นักแสดงโขนเลือดใหม่ ผู้สืบสานศิลปะการแสดง

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี 2561 ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดง “โขน” ซึ่งนับเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่นาฏศิลป์ชั้นสูงอันเก่าแก่ของไทย อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยให้อยู่สืบไป โดยในปีนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” จัดแสดง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับการแสดงครั้งนี้ได้จัดให้มีการคัดเลือกนักแสดงตัวเอกรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม โดยคัดเลือกจากนักเรียน นักศึกษา ทั้งจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจัดให้มีคัดเลือกนักแสดงจำนวน 5 ตัวละคร คือ โขนพระ มีผู้สมัคร 73 คน ละครพระ มีผู้สมัคร 198 คน ละครนาง มีผู้สมัคร 204 คน โขนยักษ์ มีผู้สมัคร 137 คน และโขนลิง มีผู้สมัคร 160 คน รวมทั้งสิ้นมีผู้สมัคร จำนวน 772 คน ซึ่งแต่ละประเภทตัวละครจะมีเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกเพียง 5 คน รวมจำนวน 25 คน บุคคลเหล่านี้ถือเป็นนักแสดงโขนรุ่นใหม่ที่จะสืบสานวัฒนธรรมไทยต่อไป

“พิเภกสวามิภักดิ์” ตื่นตากว่าทุกครั้ง

อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้กำกับการแสดง การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” กล่าวว่าการทำบทการแสดงครั้งนี้แตกต่างจากการแสดงที่ผ่านๆ มา เพราะได้ผสมผสานสร้างสรรค์มาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ฉบับต่างๆ อาทิ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 6 โดยทางคณะกรรมการทุกท่านตั้งใจทำทุกอย่างด้วยความประณีต ทั้งการบรรจุเพลงขับร้องมีผู้เชี่ยวชาญ ศิลปินแห่งชาตินาฏศิลป์ ดนตรี ได้ร่วมฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม

แต่ละองค์แต่ละฉากยังคงความวิจิตรงดงาม กระบวนท่ารำตามแบบฉบับโขนหลวง พร้อมที่จะสร้างความสนุก ความประทับใจให้กับผู้ชมสมการรอคอยอย่างแน่นอน นอกจากศิลปินแห่งชาติมาช่วยทำให้การแสดงโขนครั้งนี้ออกมาประทับใจผู้ชมแล้ว ยังมีนักแสดงโขนรุ่นใหม่ ผู้ช่วยสืบสานงานแสดงโขนเป็นนักแสดงสำคัญ อาจารย์ประเมษฐ์ เปิดเผยถึงการคัดตัวนักแสดงรุ่นใหม่ภายในงาน พิธีคำนับครูเป็นพิธีโบราณเป็นลักษณะการบูชาหรือการไหว้ครู นิยมประกอบพิธีก่อนเริ่มแสดงชุดสำคัญหรือการต่อท่ารำที่สำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลและขจัดอุปสรรคต่างๆ

ผู้กำกับการแสดง กล่าวต่อว่า หลังจากพิธีคำนับครูแล้วลำดับต่อไปจะเป็นการซ้อมรวมครั้งแรกของนักแสดงทั้งตัวพระ นาง ยักษ์ และลิง กว่า 300 ชีวิตที่ทำการแสดงในครั้งนี้

“เนื่องด้วยการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หยุดการแสดงไป 2 ปี คือ ปี 2559 และ 2560 การแสดงชุดปัจจุบันยังมีนักแสดงรุ่นใหม่ที่หลงเหลืออยู่ แต่บางคนเรียนจบไปแล้ว หรือตามตัวไม่ได้เพราะไปรับราชการ ที่เหลือเราพยายามติดต่อเข้ามา และฝึกเด็กใหม่ขึ้นมาด้วย เพราะโขนของมูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าฯ เราจะสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มาสืบทอดกันไปตลอดทั้งดนตรีและนักร้อง เราใช้วิธีการสืบทอดไปตลอด

ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ช่วยผู้กำกับการแสดง เล่าว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คณะกรรมการคัดเลือกเด็กจาก 800 คน ให้เหลือ 200 คน โดยมีเด็ก 15 คน ได้รับทุนพระราชทาน แต่หลังจากหยุดการแสดงไป 2 ปี ก็จะมีนักแสดงบางส่วนที่จบการศึกษาไปแล้ว มีงานทำแล้ว และไม่สามารถมาร่วมแสดงได้จำนวน 20% คณะกรรมการจึงใช้วิธีดูคะแนนที่เคยเก็บบันทึกเอาไว้ และเรียกนักแสดงคะแนนรองๆ ลงมาร่วมแสดง

คลื่นลูกใหม่วงการแสดงโขนไทย

ปพน รัตนสิปปกร วัย 19 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลป์ลพบุรี รับบท “พิเภก” เผยความรู้สึกว่า การแสดงครั้งนี้พิเภกจะเป็นตัวหลักของเรื่อง ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดนำเรื่องราวของพิเภกไปแสดงเป็นตอนหลัก ทุกครั้งที่มีการแสดงโขน มักจะมีผู้คนถามว่าทำไมพิเภกต้องอยู่กับพระราม ในเรื่องนี้ก็จะได้ชมกัน โดยจะเล่นตั้งแต่การเล่าเรื่องว่าพิเภกทำไมไปอยู่กับพระราม จนถึงโดนขับไล่ และหลังขับไล่ การต่อสู้ต่างๆ ผสานมุขตลกบ้าง ถือเป็นความยิ่งใหญ่และแปลกใหม่มาก อีกทั้งความแปลกใหม่ของตอนนี้ องก์แรกที่พิเภกโดนขับไล่ออกจากเมือง พิเภกจะต้องถอดมงกุฎ ซึ่งหมายถึงการถูกยึดทรัพย์สมบัติและเกียรติยศทั้งหมด แล้วให้ไปแต่ตัว ถือว่าเป็นการนำเสนอเรื่องราวที่ละเอียดมาก

ปพน กล่าวต่อว่า การแสดงโขนปีนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบทเด่น หลังจากปีที่ผ่านๆ มาเคยมาออดิชั่นเพื่อร่วมแสดงด้วย แต่ก็ไม่ผ่านเข้ารอบก็มี ได้รับบทเล็กๆ บ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เพราะแต่ละบทบาทมีความสำคัญ เพียงแค่ได้เข้ามาร่วมแสดงก็ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีความกดดัน ต้องทำการบ้านอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะโดยการไปดูวิดีโอ พบว่าบทพิเภกมีน้อย ก็ต้องไปอ่านพระราชนิพนธ์ของ ร.1-ร.2 และ ร.6 ว่าเขียนไว้อย่างไร บทและอารมณ์เป็นอย่างไร ในพระราชนิพนธ์จะบอกเรื่องราวมากพอสมควร เขาเฝ้าฝึกซ้อมอยู่อย่างสม่ำเสมอ

“ผมคิดว่าการท่องบทสำคัญมาก เพราะเหมือนกับการเล่นเอ็มวี แม้เราไม่ได้พูด แต่เราก็ต้องท่องจำบทให้ได้ ถึงจะรู้ฉาก รู้จังหวะของเพื่อน เพื่อให้แสดงออกมาได้ดี ถือว่ายากพอสมควร เพราะการอยู่ในหัวโขนจะมีเพียงรูเล็กๆ ที่สายตาเราสามารถมองเห็น รอบข้างเราจะไม่เห็นอะไร การได้ยินก็น้อยลง ทั้งยังมีการแต่งตัวที่แน่น มีความกดดันมากในเรื่องที่จะต้องตั้งสติให้ดีครับ”

วงษ์สมัตถ์ เล้าประเสริฐ อายุ 24 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 รับบท “ทศกัณฐ์” เคยร่วมแสดง พรหมมาศเมื่อปี 2552 ตอนนั้นเขาอายุเพียง 16 ปี ได้แสดงเป็นเทวดา และเขาได้ร่วมเล่นทุกปี เช่น ตอน “ศึกกุมภกรรณ ตอน โมกขศักดิ์” ในปี 2556 เขาได้เล่นเป็นกุมภกรรณ ที่สำคัญคือเขาได้รับทุนพระราชทานด้วย แรงดึงดูดให้เขาอยากเข้าร่วมแสดงทุกปีและเข้าร่วมออดิชั่นมาตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากด้วยเป็นโขนสมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นการแสดงโขนใหญ่ประจำปีและมีฉากอลังการ นักเรียนนาฏศิลป์ทุกคนจึงอยากมีส่วนร่วม

“สิ่งที่ผมได้จากการแสดงโขนคือ ประสบการณ์ในการร่วมแสดงกับฉากใหญ่ๆ ปกติเราจะแสดงไม่มีฉากพวกนี้เลย แต่เราต้องแสดงโขนร่วมกันเทคนิคของทีมงานรอกสลิง คือเป็นประสบการณ์หายาก และต้องฝึกซ้อมมากเป็นพิเศษเพราะต้องจำจุดมาร์กให้ได้

บางครั้งมีการเคลื่อนไหวของฉากเราต้องไปกับฉาก เช่น ผ้าม่านลงมากั้นถ้าพลาดผ้าม่านโดนหัวคือพลาดเลย จังหวะต้องแป๊ะ อีกทั้งการแสดงต้องใส่หัวโขน มองเห็นได้ไม่รอบ 360 องศา แค่มองตรงได้อย่างเดียว อาจมีฉากยากคือเรือสำปั้นที่เราไม่คุ้นเคย อีก 1 ฉากที่ท้าทายคือฉากองก์แรกที่ทศกัณฐ์โกรธพิเภก อีกทั้งทศกัณฐ์เป็นตัวละครที่แสดงได้ 100 อารมณ์ เป็นคนเกรี้ยวกราด เจ้าชู้ ทศกัณฐ์เป็นยักษ์อายุประมาณ 50-60 แต่ผมอายุ 24 ปี จะทำอย่างไรให้เข้าถึงอารมณ์ของคนอายุ 50 ได้ ต้องแสดงสีหน้าและอารมณ์ออกมาทะลุหน้าโขนและท่ารำอันนี้คือความยาก ผมก็ต้องทำการบ้านต้องศึกษาอารมณ์ของตัวละครออกมา เช่น ท่ารำของยักษ์หนุ่มจะเปรียวจะเร็ว แต่ทศกัณฐ์ต้องเป็นท่าที่สง่า ไว้ภูมิ”

ด้าน สุภาพร เปี่ยมนงนุช อายุ 21 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยนาฏศิลป์ลพบุรี รับบทนางตรีชฎา เป็นภรรยาพิเภก เมื่อพิเภกถูกขับไล่ออกจากเมือง หัวใจของตรีชฎาผู้รักสามีก็ต้องเศร้า เสียใจหนัก แต่ไม่ได้ออกจากเมืองไปกับสามี เพราะจะไปลำบากกันหมด นางตรีชฎาจึงต้องอยู่ดูแลลูก แม้หัวใจจะสลายเพราะคิดถึงสามีก็ตาม เพราะฉะนั้นบทบาทของเธอจึงต้องแสดงอารมณ์ให้รู้สึกเศร้า เสียใจ เหมือนต้องลาจากสามีจริงๆ ความยากอยู่ที่การต้องทำให้คนดูคล้อยกับอารมณ์ที่เธอแสดงออกมา รู้สึกกดดันเหมือนกัน สิ่งที่ท้าทายเพราะถือเป็นปีแรกที่ได้รับบทที่โดดเด่น หลังจากที่เคยออดิชั่นมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่เคยได้รับบทหลักๆ เลย ดังนั้นจึงต้องพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดี เธอจึงทำการบ้านอย่างหนัก ต้องอ่านบทละคร บทพระราชนิพนธ์ ทำการบ้าน ทำซีนอารมณ์ว่าจะทำอย่างไรให้เศร้า เสียใจที่สุด

“การได้รับบทแสดงครั้งนี้เหมือนได้รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท และรับใช้พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ หนูเป็นเด็กรุ่นใหม่ การได้เรียนนาฏศิลป์แล้วได้เข้ามาแสดงโขนมูลนิธิฯ ถือว่าได้เป็นผู้สืบสาน รู้สึกดีใจมาก หนูก็จะทำอย่างเต็มที่ไม่ให้เสียชื่อสถาบัน และครูผู้ไว้วางใจให้โอกาสหนูรับบทนี้ ก็อยากให้ทุกคนหันมาสนใจวรรณคดีไทยมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่สนใจก็ไม่มีใครสืบสานแล้ว โขนเป็นวัฒนธรรมไทย เวลาที่ต่างชาติมองไทย เขาต้องมองเรื่องมรดกอย่าง โขน วัดวาอาราม ก็อยากให้ช่วยกันสืบสานให้อยู่คู่คนไทยไปนานๆ” สุภาพร เล่าและกล่าวต่อว่า เธอตั้งใจจะรับราชการครูต่อไป จึงต้องเรียนต่ออีก 1 ปีเป็น 5 ปี เพราะครูนาฏศิลป์เป็นอาชีพที่ยังขาดแคลน

“หนูสนใจนาฏศิลป์เพราะเห็นคนแต่งตัวสวยงาม เลยขอแม่เรียนนาฏศิลป์ ในครอบครัวไม่มีใครทำงานในแวดวงนาฏศิลป์แต่แม่ชอบรำ พอลูกชอบแม่สนับสนุนหนูเรียนรำตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เด็กนาฏศิลป์ทุกคนอยากมาแสดงโขนสมเด็จพระนางเจ้าฯ กันทุกคนเพราะเป็นเวทีอันดับ 1 ทุกคนอยากเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง อย่างหนูปีที่หนูออดิชั่นครั้งแรกไม่ผ่าน แต่หนูไม่หมดกำลังใจตั้งใจว่า ปีหน้าหนูต้องทำเต็มที่กว่านี้ ต้องฝึกซ้อมไม่ได้หวังต้องได้รับทุนพระราชทาน หวังแค่ว่าติดเข้ารอบเพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดง

แรงผลักดันให้หนูอยากมาออดิชั่นคือ จองถนน หนูเห็นเวทีที่อลังการ เปิดม่านมาหนูน้ำตาไหล หนูภาวนาตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตหนูต้องขึ้นไปแสดงบนเวทีนี้ให้ได้ ไม่ว่าได้รับบทอะไร พอได้รับโอกาสปีแรกตอนอายุ 17 หนูฝึกซ้อมน้อย และไม่เคยแข่งขันที่ไหนทำให้หนูรู้สึกกดดัน หนูรำผิด สติเตลิดจึงไม่ผ่านการคัดเลือก หนูเก็บข้อผิดพลาดเป็นแรงผลักดันต้องตั้งสติ สวดมนต์ทุกวันเพื่อให้หนูมีสติ ก่อนมาออดิชั่น ทบทวนบทเรียนฝึกซ้อมทุกวันเวลา 2 เดือนจนออดิชั่นปีนาคบาศ หนูก็ผ่านเข้ารอบได้รำถวายพระพร และยังได้รับทุนพระราชทาน หนูน้ำตาไหลเลยค่ะ เพราะหนูสามารถรำตามเพลงที่อาจารย์เรียกได้โดยไม่ผิด เพราะมั่นใจขึ้น”

ธันยธรณ์ ชูสรานนท์ อายุ 20 ปี กำลังศึกษาอยู่วิทยาลัยนาฏศิลป์ รับบท นางเบญกาย ลูกสาวของพิเภก ฉากที่ท้าทายมากคือ ฉากแรกที่พ่อถูกเนรเทศออกนอกเมืองการแสดงจึงออกแนวดราม่า เธอต้องแสดงออกมาให้คนดูเข้าใจรู้สึกไปกับเธอ ซึ่งการแสดงโขนนักแสดงแสดงสีหน้ามากเกินไปก็ไม่ดี ต้องอยู่ระหว่างคนดูรู้สึกได้และเกิดความสวยงาม

“เวทีนี้เป็นเวทีที่เด็กนาฏศิลป์ใฝ่ฝัน ภาคภูมิใจ จะมาแสดงได้ต้องผ่านการออดิชั่น ต้องทดสอบตัวเอง เมื่อเราผ่านการทดสอบก็เป็นเกียรติประวัติกับตัวเอง จริงๆ นาฏศิลป์เป็นการแสดงไม่ช้า แต่แสดงทั้งอารมณ์โกรธ อารมณ์รัก สนุก เป็นศาสตร์การแสดงหนึ่งที่รวมทุกอย่างไว้ วรรณกรรมดนตรี นาฏศิลป์ไว้ด้วยกัน เสน่ห์ของโขนคือ รวมวัฒนธรรมไทยเอาไว้ซึ่งมีเอกลักษณ์มาช้านาน การแสดงโขน หนูได้เล่นตั้งแต่จองถนน และเล่นมาเรื่อยๆ รวม 5 ตอน ครั้งล่าสุดหนูก็ผ่านออดิชั่นมา ทุกครั้งที่มีการคัดตัว ต้องมาออดิชั่นใหม่ทุกครั้ง การจะผ่านออดิชั่นแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย มีผู้เข้าแข่งขัน 800 คน คัดเหลือ 200 คัดจนเหลือ 5 คน ที่ได้รับทุนพระราชทาน พอหนูได้รับทุนพระราชทานถึง 2 ครั้ง ก็รู้สึกหายเหนื่อย เพราะออดิชั่นแต่ละครั้งต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก คณะกรรมการจะเรียกทุกอย่างที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์มาทดสอบเรา และทุกคนฝีมือดีหมด จึงต้องฝ่าฟันค่ะ”

ผู้สนใจสามารถจองบัตรได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ทุกสาขา บัตรราคา 420 620 820 1,020 1,520 และ 1,820 บาท รอบนักเรียน นักศึกษา บัตรราคา 200 บาท (หยุดการแสดงทุกวันจันทร์) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Khon Performance โขนพระราชทาน

เตรียมตัวไป(เที่ยว)พักร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569200

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

เตรียมตัวไป(เที่ยว)พักร้อน

โดย…เรื่อง ราตรีแต่ง

ใครติดกลุ่มคนทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน ทำงานไปยาวๆ ต่อเนื่องแบบนี้ มานานๆ หลายปี หรือออกจากออฟฟิศเป็นคนสุดท้าย 4-5 ทุ่มแทบทุกคืน หลับก็ยังอุตส่าห์ฝันถึงงาน หรือจำไม่ได้แล้วว่าลาพักร้อนครั้งสุดท้ายไปเมื่อไร?!! ไม่รวมความรู้สึกผิดที่แทบตัดขาดปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนสนิท และคนที่รัก ไปจนรู้สึกขาดพลังและความกระตือรือร้นในการทำงาน กลายเป็นคนทำงานที่แต่ละวันก็โหยหาแต่วันหยุด

นี่คือสัญญาณและเหตุผลที่ควรเขียนใบลาพักร้อน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนจำเป็นต่อชีวิตกันเลยทีเดียว

วันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือที่เรียกว่าวันพักร้อน เป็นสิทธิของพนักงาน ตามกฎหมายแรงงานเมื่อทำงานครบ 1 ปี จะได้สิทธิพักร้อนขั้นต่ำการลา 6 วันต่อปี เป็นสวัสดิการที่ทุกบริษัทควรมี เพราะเป็นผลดีทั้งต่อบริษัท และต่อศักยภาพของพนักงาน

การหยุดพักร้อนไม่ว่าจะหยุดระยะสั้นๆ สำหรับพนักงานใหม่ หรือหยุดยาวๆ สำหรับพนักงานรุ่นใหญ่ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อคนทำงานทั้งนั้น อย่ากระนั้นเลย วางแผนเตรียมตัวหยุดยาวกันเถอะ

วางแผน(ให้ดี)ก่อนพักร้อน

แม้วันลาจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่มนุษย์ออฟฟิศทุกคนจะพึงมี พึงได้มากน้อยต่างกันตามอายุงาน แต่อย่างที่รู้ๆ กันโดยมารยาท และโดยน้ำใจให้เพื่อนที่ประจำอยู่ออฟฟิศ ซึ่งเขาอาจจะต้องรับผิดชอบแทนเรา เมื่อเกิดสถานการณ์มีงานเร่งด่วน หรืองานผิดพลาดให้ต้องแก้ไขแทนเจ้าของงาน

คนลางานจึงไม่สามารถลาตามอำเภอใจ นึกอยากจะหยุดเมื่อไรก็หยุด เพราะตราบใดที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมทั้งงานที่ต้องประสานกับคนอื่นๆ ในออฟฟิศ และหน่วยงานข้างนอก เราจึงจำเป็นต้องลาอย่างมีแผน เพื่อทุกฝ่ายจะได้เข้าใจ และเราเองก็ได้หยุดอย่างสบายใจด้วยเช่นกัน

หัวหน้าอนุมัติใบลา เข้าใจเหตุผลการลาของเรามากน้อยเพียงใด เช่น การลาพักร้อนไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆ ไปหลายๆ วันเพื่อให้คุ้มค่าตั๋ว เป็นความฝันตั้งใจมานาน เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่อยากไปทันทีที่มีโอกาส เหตุผลเหล่านี้บอกชัดเจนล่วงหน้าสัก 2 อาทิตย์ วันหยุดพักร้อนเป็นประเภทการลาที่มีการวางแผนการไว้ล่วงหน้า จึงไม่ควรส่งผลเสียกับองค์กรมากนัก ก่อนไปก็น่าจะต้องเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เที่ยวสนุกสนานสบายใจตลอดทริป กลับมาแล้วมีขนม ของฝากเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือมาให้ทีมงาน หรือคนที่เราฝากฝังการงานช่วงที่เราลาไปเที่ยว เป็นพิเศษสัก 2-3 อย่าง ก็เป็นน้ำใจคนทำงานที่เอื้อเฟื้อต่อกัน

ไม่(ควร)ติดงานไปเที่ยวด้วย

ถ้าหากต้องลาหยุดหลายๆ วันติดต่อกัน ซึ่งเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วงานของเราต้องเคลียร์เรียบร้อยไม่กระทบกับองค์กร ไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน แต่อย่าให้ใครเป็นแบบนี้เลย แม้วันลาหยุดไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ยังอุตส่าห์ขนแล็ปท็อปไปด้วย กังวลงานไม่เรียบร้อยเบ็ดเสร็จ หรืออาจมีปัญหาช่วงไม่อยู่ออฟฟิศ แทนที่จะได้พักร้อน ก็เลยกลับกลายเป็นว่า เปลี่ยนที่ทำงานจากออฟฟิศไปทำงานในห้องพักของโรงแรมแทน

โทรศัพท์สมาร์ทโฟนคือสิ่งอำนวยความสะดวก (มาก) แม้เป็นข้อดีของความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สามารถจะเช็กอีเมลเมื่อไรก็ได้ แต่ข้อเสียก็คือทำให้เรามีเวลาส่วนตัวน้อยลงทุกที และแต่สิ่งที่ตามมา ก็เหมือนกับการพกงานติดตัวตลอดเวลา กดดูอีเมลตอน 4-5 ทุ่มก็อดไม่ได้เลยเมื่อเปิดอ่านแล้วต้องตอบอีเมลฉบับนั้นทันที

วิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้ ตั้งอีเมลในรูปแบบของ Out-of-Office ตอบกลับอัตโนมัติแจ้งผู้ติดต่อว่าเราอยู่ในช่วงพักร้อน แล้วจะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อไร หากมีธุระเร่งด่วนให้ติดต่อได้ที่ใคร ระบุชื่อ และช่องทางในการติดต่อของผู้ที่รับผิดชอบงานแทนระหว่างที่เราไม่อยู่เอาไว้ด้วย

ถ้าอยากสบายใจกว่านี้ ควรวางแผนทำงานให้เสร็จสิ้นไปที่ออฟฟิศ อย่าติดงานไปเที่ยวด้วยเลย เพราะวันพักคือสิ่งที่ชุ่มชื่นหัวใจ แล้วการลาไปพักผ่อนกันยาวๆ ก็เป็นวันเฝ้ารอสำหรับชาวออฟฟิศ ที่ทำงานหนักตลอดทั้งปี เป็นเหมือนจุดแวะพักที่เราได้ไปชาร์จแบตตัวเอง ได้ไปทำสิ่งที่ชอบ ได้ไปจัดการด้านอื่นๆ ของชีวิตที่นอกเหนือจากการทำงาน

มีเพื่อนไว้ใจได้ในออฟฟิศ

ไม่แค่เป็นเรื่องดีมากๆ แต่ต้องนับเป็นคนทำงานที่มีโชคมีวาสนาดี ถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานที่ฝากฝังได้ ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ช่วยเคลียร์เรื่องจำเป็นเร่งด่วนทดแทนได้ หากเกิดขึ้นในช่วงเราลาหยุดไป

ก่อนไปเที่ยวควรฝากฝังเพื่อนร่วมงานที่สนิทกัน หรือเพื่อนในแผนกให้ช่วยอัพเดท และดูว่ามีงานอะไรที่เราต้องกลับมาจัดการบ้าง อาจจะขอให้จดหัวข้อของงานคร่าวๆ ไว้ให้ พอกลับมาทำงานจะได้ต่อติด และรีบเคลียร์งานได้รวดเร็วขึ้น คงไม่ดีแน่ๆ เลย หลังจากเที่ยวจนเพลิดเพลินเจริญใจ พอกลับออฟฟิศมาสู่โลกแห่งความจริง เข่าแทบทรุด งานเก่ายังค้างคา งานใหม่ก็มาไม่ทันตั้งตัว ต้องรีบเคลียร์งานจนหัวหมุน ทำเท่าไรก็ไม่หมดสักที

สถาบันคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) เคยเตือนมนุษย์ออฟฟิศถึงโรคตึกเป็นพิษ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นภายในที่ทำงานเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานที่ไม่ดี ซึ่งอาการของโรคตึกเป็นพิษ ได้แก่ อ่อนล้า ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา และมีความผิดปกติของประสาทรับกลิ่น และถ้าหากละเลยเอาไว้นานก็จะยิ่งทำให้อาการทวีความรุนแรงได้มากขึ้นอีกด้วย

ลองสำรวจตัวเองดูบ้าง ถ้าช่วงนี้เข่าข่ายมีอาการเหล่านี้ก็ให้รีบเขียนใบลาขอหัวหน้าไปพักร้อนได้เลย