สร้างหุ่นเฟิร์ม ด้วยฟิตเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569712

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

สร้างหุ่นเฟิร์ม ด้วยฟิตเนส

โดย ภาดนุ

ยุคนี้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ดารานักแสดงอย่าง ไพศาล ขุนหนู พระเอกหนุ่มดาวรุ่งจากภาพยนตร์เรื่อง “โนราห์” ของค่ายเอ็ม พิคเจอร์ส ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รักการเข้าฟิตเนส หลังจากว่างเว้นจากการออกกำลังกายมาหลายเดือน เพราะต้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ พอถ่ายจบปุ๊บ เขาเลยรีบมาเข้าฟิตเนสเพื่อสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์มให้หุ่นกลับมาปังอย่างจริงจัง

ที่พิเศษกว่าก็คือ ครั้งนี้พระเอกหนุ่มไม่ได้มาคนเดียว แต่ควงคู่มากับโค้ชโน้ต-ชยุต ชูมาลัย เทรนเนอร์และนายแบบหล่อล่ำที่มาช่วยสอนการเล่นเวต เพื่อสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์มที่ถูกต้องให้ด้วย

“เหมือนกลับมาเริ่มเล่นใหม่เลยครับ เพราะหลังจากที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องโนราห์เสร็จ ผมก็ห่างหายจากการเล่นฟิตเนสไปเลย เพราะมีงานละครบ้าง งานร้องเพลงบ้าง แล้วก็ไปต่างจังหวัดบ้าง ก็เลยไม่ค่อยได้เล่นเวตต่อเนื่อง บางครั้งผ่านมาสัปดาห์หนึ่งแล้ว พอไปออกกำลังกายมันจะเหมือนกับว่าพละกำลังที่เรามีมันถูกใช้ไม่เต็มที่ ทำให้ผมผลัดไปเรื่อยๆ ว่าเดี๋ยวค่อยเล่นดีกว่า จนทิ้งช่วงไปนานเลยครับ

พอกลับมาเล่นเวตครั้งนี้ก็เหมือนกับว่าได้มาเริ่มต้นฟื้นฟูร่างกายใหม่อีกครั้ง เพราะปกติผมจะไม่ได้เข้าฟิตเนสยกเวตทุกวัน แต่ผมจะวิ่งทุกวัน คืออย่างน้อยผมจะวิ่งวันละ 1 ชั่วโมง มันก็ทำให้เสพติดการออกกำลังกายไปเลยครับ แม้จะไม่ได้ยกเวตทุกวัน แต่ก็มีการซิตอัพบ้าง วิ่งบ้างสลับกันไป คือพยายามหากิจกรรมทำอยู่เรื่อยๆ ครับ”

ไพศาล บอกว่า สำหรับเรื่องอาหารการกิน ตอนนี้เขาจะเน้นกินอาหารคลีนเป็นหลัก เพราะเจ้าตัวบอกว่าเขาเป็นคนที่รักการกินมาก โดยเฉพาะขนมประเภทช็อกโกแลต แต่พอได้มาเรียนรู้เรื่องการออกกำลังกายก็ต้องพยายามปรับอาหารการกินมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

“ผมว่าการระวังในเรื่องการกินมันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว บางทีผมอยากจะกินหมูติดมัน พอนึกได้ก็ต้องเลี่ยง ผมนึกตลอดเวลาว่า กว่าจะออกกำลังกายได้ผล หรือมีรูปร่างขนาดนี้ มันเหนื่อยมากๆ เลยล่ะ อย่างที่บอกว่าผมติดขนมติดของทอด จนวันหนึ่งเมื่อได้รับคำสั่งจากคุณพ่อเอก (เอกชัย ศรีวิชัย) ว่าต้องไปฟิตหุ่นมาเพื่อที่จะได้เล่นภาพยนตร์เรื่องนี้นะ จากเด็กที่เคยนอนดึกและติดขนม กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมก็ต้องตัดทุกอย่าง แล้วเข้าฟิตเนสจนสามารถปั้นหุ่น เพื่อเข้าฉากในหนังได้ภายใน 3 เดือน ต้องบอกเลยว่ามันทรมานและยากลำบากมาก จนทุกวันนี้เวลาเจออะไรที่อยากกินมากๆ ก็ต้องข่มใจหรือกินแค่เล็กน้อย ไม่ตามใจปาก พอมาถึงภาพยนตร์ในภาคนี้ พ่อเอกเลยบอกว่า ต้องดูแลหุ่นด้วย เพราะคนยังจำภาพของเราในภาคแรกได้อยู่ ฉะนั้นพอถึงเวลาก็ต้องเร่งฟิตหุ่นครับ

ผมก็อยากฝากถึงการดูแลสุขภาพว่า สิ่งสำคัญเลยคือ การมีระเบียบวินัยและมีเป้าหมายว่าเราต้องการอะไร เราอยากมีรูปร่างแบบไหน เหมือนกับการเป็นนักกีฬาเลย ซึ่งการมีระเบียบวินัยสำหรับนักกีฬานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกายและการดูแลตัวเองทุกอย่าง เหมือนที่คำโบราณบอกไว้ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ ผมเชื่อว่าหลายคนทำได้ครับถ้าใจเราสู้ซะอย่าง”

ด้าน โค้ชโน้ต-ชยุต ชูมาลัย ที่มาเป็นเทรนเนอร์เฉพาะกิจให้พักหลังนี้เขาก็ผันตัวเองจากนายแบบมาเป็นโค้ชเรื่องการออกกำลังกาย โดยโน้ตมีดีกรีแชมป์จากหลายเวที เช่น แชมป์จากรายการ Asia Fitness Conference & Expo 2015 แชมป์จากรายการ Sport Expo 2015 ได้ที่ 3 จากรายการ Mr.Thailand 2015 แชมป์จากรายการ Model Latchford Classic 2012 รวมทั้งเคยเป็นโค้ชให้กับ Men’s Health Thailand และ Men’s Fitness Thailand ด้วย

ปัจจุบันโค้ชโน้ตรับหน้าที่เทรนเนอร์ฟรีแลนซ์ให้กับ “Play Fitness อินทามระ 42” คอยดูแลเรื่องการออกกำลังกายให้คำปรึกษา และสอนทักษะการออกกำลังกายที่ถูกวิธีให้กับผู้ที่เล่นเวตด้วยให้ความเห็นถึงไพศาลว่า

“ผมว่าไพศาลมีพื้นฐานทางด้านการเล่นเวตอยู่แล้ว พอมาวันนี้ให้ลองวอร์มอัพและเพิ่มความฟิตอีกนิดหน่อยก็สบายมากเลยครับ เพราะเขามีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้วนั่นเอง ผมเลยไม่ต้องหนักใจอะไรมากนัก ซึ่งจากที่ได้คุยกัน อาจจะด้วยงานที่ทำให้น้องไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ และถ้าได้ฟื้นฟูการเล่นเวตอีกสักหน่อยก็กลับมามีหุ่นเฟิร์มได้ไม่ยาก เพราะการสร้างกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่ต้องมีวินัย และค่อยๆ พัฒนาตัวเองอย่างถูกต้องด้วยครับ”

สาวๆ ที่อยากอัพเดทผลงานของสองหนุ่ม ติดตามได้ที่ IG : paisan_khannu และ IG : note_chayut

ตรีนุช วงษ์สมตระกูล สาวปริญญาโทหลงรักการปลูกผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569710

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

ตรีนุช วงษ์สมตระกูล สาวปริญญาโทหลงรักการปลูกผัก

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ เพจ Me&Mom’s Organic Farm

สาวพระนครศรีอยุธยา ดีกรีปริญญาโท วิศวะ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วัยแค่ 25 ปี แต่เลือกเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นนายตัวเอง ปลูกผักอินทรีย์และแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารจากผักในสวนในรูปแบบต่างๆ ขายภายใต้แบรนด์ Me&Mom’s Organic Farm ของตัวเอง สร้างรายได้ให้กับครอบครัวทุกวัน

ตรีนุชเพิ่งเริ่มทำอย่างจริงจังมาได้ประมาณเกือบ 2 ปี กับคุณแม่ ในพื้นที่ 1 งานกว่าๆ ด้วยการปลูกผักหลากหลายชนิดตามฤดูกาล อาทิ ผักอิตาเลียนเคล (Italian Kale) ผักบุ้งต้นอ่อน จิงจูฉ่าย ซึ่งเป็นสินค้าขายดีที่สุดของสวน ที่ขาดไม่ได้คือผักสลัด ทั้งกรีนโอ๊ค เรดโบลว์ กรีนโบลว์ บัตเตอร์เฮด คะน้าใบ กวางตุ้งไต้หวัน ผักโขม มะเขือเทศ รวมทั้งผักสวนครัวและสมุนไพรอีกมากมาย ลูกค้าสั่งทุกวัน บางทีลูกค้าก็มาซื้อที่หน้าสวน

นอกจากนี้ เธอกับคุณแม่ยังนำผักทั้งหลายในสวนของตัวเอง และวัตถุดิบออร์แกนิกจากแหล่งอื่นๆ เช่น ผลไม้ออร์แกนิก แป้งสาลีคุณภาพดี ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น ขนมปังโฮมเมด เป็นขนมปังผักโขมอบชีส ขนมปังฟักทอง น้ำสลัดโฮมเมดหลากรสชาติ แยมโฮมแมด เช่น แยมเสาวรส แยมสตรอเบอร์รี่ สลัดโบลว์พร้อมรับประทาน ฯลฯ ซึ่งของกินที่นำมาแปรรูปทุกอย่างไม่มีการใส่สารกันบูด นอกจากนี้เธอยังทำสบู่ออร์แกนิกขายและใช้เองอีกด้วย

ณ ปัจจุบัน ธุรกิจ Me&Mom’s Organic Farm ของตรีนุชเป็นที่รู้จักของลูกค้าอย่างแพร่หลาย ทั้งในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่เดินทางไปมาซื้อที่หน้าสวน ทั้งลูกค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยการส่งให้ทางรถไฟ ซึ่งลูกค้าที่สั่งซื้อหรือมาซื้อเองมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผักของเธอรสชาติอร่อยสัมผัสได้ถึงความหวานและกรอบ ที่สำคัญเป็นผักอินทรีย์ปลอดสารเคมี

“ผักของจิ๊บลูกค้าชมว่าอร่อย มีความสด กรอบ หวานค่ะ เวลาลูกค้าสั่งหรือมาซื้อเอง ก็มักจะพูดอย่างนั้นก็ทำให้มีกำลังใจปลูก ช่วงแรกๆ คนยังไม่รู้จักเท่าไรก็ขายยากหน่อยจิ๊บกับแม่จึงไปออกบูธตามตลาดกรีนในที่ต่างๆ เช่น เอสซีจี ก็ไปประจำ แต่หลังๆ หลายเดือนมาแล้วไม่ได้ไป เพราะหลังจากมีรายการทีวีมาสัมภาษณ์หลายรายการ ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีคนสั่งสินค้าทุกวัน ทั้งสินค้าแปรรูปและผักสดทำให้ไม่มีเวลาไปออกบูธ” ตรีนุชกล่าว

สำหรับจุดเริ่มที่ทำให้สาวปริญญาโทผู้นี้เลือกเดินในวิถีของเกษตรอินทรีย์ เธอเล่าว่ามีแรงผลักดันมาจากคุณแม่ (พรรณทิพา ศรีประเสริฐ) ที่เป็นคนรักสุขภาพมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะอาหารการกิน มีความใส่ใจเป็นพิเศษในวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร ก่อนซื้อต้องมั่นใจว่าปลอดภัยไร้สารเคมีหรือสารพิษตกค้าง ผักที่คุณแม่กินต้องเป็นออร์แกนิกหรือปลูกในรูปแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง เพราะฉะนั้นก็ไปเสาะหาแหล่งที่ขายเพื่อซื้อมาทำอาหาร

“ตอนจิ๊บเรียนปริญญาตรีที่ มธ.ศูนย์รังสิต คุณแม่เป็นคนขับรถมาส่งที่มหาวิทยาลัย จากนั้นแม่ก็จะไปซื้อผักอินทรีย์และผักปลอดสารที่ตลาดนัดสีเขียวของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ที่เปิดให้มีตลาดนัดสีเขียวทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี ซึ่งตลอดเวลาที่จิ๊บเรียนธรรมศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและโทคุณแม่ก็เป็นลูกค้าประจำของตลาดนัดสีเขียวแห่งนี้ ซึ่งระหว่างนี้คุณแม่ได้มีโอกาสอบรมเกี่ยวกับการปลูกผักที่จัดขึ้นในบริเวณพื้นที่ของตลาดด้วย จากนั้นก็ได้ไปทดลองปลูก ถึงแม้จะปลูกได้แต่รสชาติของผักไม่อร่อย พอดีช่วงที่จิ๊บเรียนปริญญาโทปีที่ 2 ช่วงทำธีซิส ซึ่งเป็นช่วงที่พอมีเวลาว่าง เลยคุยกับคุณแม่ว่าเราไปอบรมเรื่องการเกษตร ปลูกผักกันดีกว่า เพื่อต่อไปแม่จะได้ไม่ต้องซื้อเขากิน ปลูกเองกินเองเลย (หัวเราะ)”

เมื่อตั้งใจจะปลูกผักกินเองเธอกับคุณแม่จึงไปอบรมเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรและปลูกผักในหลายที่ที่จัดอบรม เช่น คลีนฟาร์ม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จ.ชลบุรี ศูนย์กสิกรรมไร้สารพิษวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เรียนเกี่ยวกับการทำเกษตรทั่วไปและเจาะในในเรื่องที่อยากรู้ เช่น การเลี้ยงไส้เดือน การปรับปรุงดิน การปลูกผักสลัด การเพาะถั่วงอก การทำปุ๋ย การทำน้ำหมักจุลินทรีย์ ฯลฯ

“ตอนแรกที่ตัดสินใจไปอบรมกับคุณแม่ ไม่ได้คิดว่าอบรมแล้วจะไปปลูกทำเป็นธุรกิจ เพียงแค่ต้องการปลูกผักไว้กิน ไม่ต้องไปซื้อกิน เพราะตอนหลังคุณแม่มักบ่นว่าเวลาไปตลาดนัดสีเขียว บางทีผักหมดก่อน ไปไม่ทันเขา บางทีผักที่เหลืออยู่ไม่สวยและไม่ใช่ผักที่ต้องการ แต่พอได้ไปอบรมที่ศูนย์กสิกรรมไร้สารพิษวังน้ำเขียว กลับทำให้มั่นใจว่าการเป็นเกษตรกรปลูกผักเนี่ยเป็นอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้ให้อยู่ได้สบาย เนื่องจากมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จประมาณ 30 คน มาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่ทำงานประจำเงินเดือนหลายหมื่น แล้วลาออกมาทำเกษตรประสบความสำเร็จได้อย่างไร”

ตรีนุช เล่าต่อว่า กลับมาก็ลงมือทำเลย เริ่มจากปลูกผักสลัดของกินที่ตัวเองชอบ พอเก็บเกี่ยวก็นำไปแจกจ่ายให้คนอื่นและญาติกินก่อน ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าผักอร่อย กรอบ มีความหวาน จากนั้นก็ปลูกผักอื่นๆ หลากหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาล รวมทั้งยังปลูกผักสวนครัวและสมุนไพรอีกด้วย ส่วนผลผลิตนอกจากขายแล้วก็นำมาแปรรูปต่างๆ เช่น ทำขนมปัง แยม น้ำสลัดโฮมเมด ไม่ใส่สารกันบูด ปรากฏว่าขายดีคนนิยมซื้อ

“ช่องทางการขาย ช่วงแรกๆ มีไปออกบูธตามที่ต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่ได้ไปแล้วเพราะมีงานให้ทำทุกวัน เวลา 7 โมงเช้าลงไปตรวจแปลงผัก กลางวันแปรรูปอาหาร กลางคืนแพ็กของเตรียมส่งให้ลูกค้า แต่ละวันแทบไม่มีเวลาว่าง แต่ก็มีความสุข เพราะมีรายได้ทุกวัน ทั้งยังได้อยู่กับคุณแม่และครอบครัวตลอดดีกว่าการไปทำงานประจำ”

ทุกวันนี้ที่สวน Me&Mom’s Organic Farm มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อผักทุกวัน บางวันก็มีเด็กนักเรียนโดยคุณครูพามาเรียนรู้เรื่องการปลูกผักถึงในสวน นอกจากนี้เธอกับคุณแม่ยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการปลูกผักอินทรีย์และการทำปุ๋ยอินทรีย์ ล่าสุดเมื่อ เดือน ส.ค.ที่ผ่านมาได้ไปเป็นวิทยากร ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็เป็นหนึ่งสถานที่ที่เธอและแม่เคยมาอบรมการทำเกษตร

สนใจอยากกินผักอินทรีย์และอาหารแปรรูปของ Me&Mom’s Organic Farm สามารถเดินทางมาได้ที่ 8/14 หมู่ 2 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง พระนครศรีอยุธยา หรือสั่งซื้อได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Me&Mom’s Organic Farm โทร. 08-1178-5809 หรือแอดไลน์ @mmorganicss

ธนวรรณ สิงหพงศ์ ทางเลือก…รู้และซึ้งด้วยตัวของตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569709

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 09:23 น.

ธนวรรณ สิงหพงศ์ ทางเลือก...รู้และซึ้งด้วยตัวของตัว

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ธนวรรณ สิงหพงศ์

บทความนี้มิได้มุ่งหมายที่จะกล่าวโทษต่อบุคคล คณะบุคคล หรือกระบวนการแพทย์ทางเลือกใดๆ หากมุ่งสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อแบ่งปันต่อเพื่อนร่วมสังคม เรียนรู้อดีตในฐานะบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต นี่คือเจตนารมณ์ของ เพชร-ธนวรรณ สิงหพงศ์ วัย 37 ปี เจ้าของร้านกาแฟย่านลาดพร้าว “ปัจจัตตัง” ชื่อร้านที่ดูราวเหมือนจะล้อไปกับบทเรียนอันเจ็บปวดของเจ้าของ

“ปจฺจตฺตํ

18 เมษายน 2018

สำหรับใครงงๆ ว่าเกิดอะไร ไม่รู้จักเพชรนะคะ เพชรจะเล่าให้ฟัง…จากคนที่ทำงานได้เป็นปกติ ภายในเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ชีวิตก็เปลี่ยนเลยค่ะ เจอโรคพุ่มพวงทำให้สมองขาดเลือดเฉียบพลัน เป็นอัมพาตครึ่งซีกไปเลย สมองตายไปบางส่วนค่ะ ตอนนี้ทำได้แค่พยายามคุมให้มันไม่ลามไปอีกฝั่ง ก็สู้กันต่อไปค่ะ แค่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ว่า อย่าอยู่กันอย่างประมาทนะคะ อย่าเป็นอย่างเพชรค่ะ…อย่ากินยามั่ว อย่าคิดว่าไม่เป็นไร”

บางส่วนจากเฟซบุ๊กของเพชรที่บอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพชรทำร้านกาแฟ เธอไม่ไว้ใจใคร จึงโหมทำร้านด้วยตัวเองทุกอย่าง จนคนรอบข้างต้องร้องเตือนว่า เพลาๆ หน่อย เยอะเกินไปแล้ว อย่าว่าแต่คนอื่น กระทั่งตัวเองก็ยังคิดว่าทำเยอะเกินไป ร้านนี้ลูกน้องอยู่กันไม่ทน เล่าลือกันไปว่างานหนักงานหิน ต้องทุ่มแบบสุดๆ จึงจะอยู่ได้ สุดท้ายเหลือแค่ 2 คน นายจ้าง 1 ลูกจ้างอีก 1 ร้านกาแฟใหญ่โตทำกันสองคนแค่นี้

“เหนื่อยมาก แล้วอยู่ดีๆ บ้านก็หมุน เพชรเป็นโรคพุ่มพวงหรือโรคเอสแอลอีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เมื่อเหนื่อยมากก็ออกอาการ”

ตอนแรกคิดว่าแค่เหนื่อย แต่นี่เพียงสัญญาณร้ายที่เพิ่งก่อตัว เพชรรู้ตัวว่าเป็นโรคพุ่มพวงหรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) เมื่อสิบปีก่อน แต่ภาวะโรคยังไม่รุนแรง ก็เลยไม่ยอมกินยา ใช้ชีวิตแบบประคับประคอง เป็นโรคนี้ต้องไม่ให้เหนื่อย ก็พยายามที่จะไม่ทำตัวเองให้เหนื่อย กับชอบหายาสมุนไพรมากินเอง

“ไปหาแพทย์ทางเลือก แพทย์ให้ยาฮอร์โมนมากิน หมอไม่รู้ เราไม่รู้ หมอไม่รู้ว่าเพชรเป็นโรคอะไรอยู่ก่อน และเพชรก็ไม่รู้ว่าเราต้องบอกหมอ กินได้ 3 วันเท่านั้น ก็เส้นเลือดในสมองตีบ สโตรกเดี๋ยวนั้น”

ร้านกาแฟที่ตกแต่งไว้ราวเนรมิต กลายสภาพเหมือนสมรภูมิรบของอ้วก เพราะเพชรอาเจียนอย่างหนัก เละเทะไปทั้งร้าน เพราะเธออ้วกพุ่งเต็มร้าน อ้วกแล้วอ้วกอีก อ้วกแล้วอ้วกเล่า มีอะไรมากมายหนอที่อยู่ในท้องไส้อันลี้ลับ ผู้คนที่เห็นต่างตกตะลึง แต่ก็เป็นตอนที่เพชรไม่สามารถควบคุมซีกขวาของร่างกายได้แล้ว

“เพชรอยู่ในร้าน รู้สึกชา เหงื่อแตก อ้วกเต็มไปหมด ไม่ไหวแล้ว ไปหาหมอเถอะ แฟนกับลูกน้องอีกคนช่วยกันลากไป ทั้งคนลากและคนถูกลาก ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ไม่ชุ่มโชกไปด้วยอ้วก โชคดีที่โรงพยาบาลอยู่ใกล้บ้าน ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมง และเมื่อพบว่าเส้นเลือดสมองตีบ ก็ตัดสินใจฉีดยาละลายลิ่มเลือดทันที”

ความเป็นความตาย โอกาสที่คว้าไว้ได้ บางทีก็เป็นแค่เสี้ยววินาที เพชรเล่าว่า โชคดีมากที่ไปโรงพยาบาลเร็ว และโชคดีมากที่ตัดสินใจฉีดยาละลายลิ่มเลือด เพราะขณะนั้นเส้นเลือดในสมองแค่ตีบ เส้นเลือดยังไม่แตก ถ้าแตกจะฉีดยาละลายลิ่มเลือดไม่ได้ แต่ในความโชคดีก็คือความโชคไม่ดีที่สมองเดินหน้าตายไปเรื่อยๆ

เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเศษๆ หากคือเซลล์ที่สูญเสียไปเกือบ 10% ของเนื้อสมองทั้งหมด สมองตาย 10% นี้ถือว่ามากหรือไม่ ไม่รู้สิ รู้แต่ว่ามากพอทำให้การทรงตัวซีกขวาเสียไป สมองที่ตายแล้วไม่ฟื้นคืน ที่ซ่อมได้คือเซลล์สมองที่อยู่ข้างๆ ปัจจุบันเธอพูดไม่ชัด สื่อสารพอได้ ตาข้างขวามองเห็นเป็นภาพซ้อน หูขวาดับ

“บางคนต้องนอนอยู่ 2 ปี หรือมากกว่านั้น กว่าจะเริ่มเดินได้อีก เพชรมองว่าตัวเองยังพอมีโชคอยู่บ้าง”

หลังเข้ารับการรักษาอาการทางสมอง เพชรต้องแอดมิทเข้ารับการรักษาใหญ่ๆ อีกสองครั้งสองครา จากโรคพุ่มพวงด้วยและจากอาการทางสมองด้วย ยาที่แพทย์ใช้ “เอาไม่อยู่” แต่ละรอบหนักมาก มีตั้งแต่เมายา ไม่รู้เรื่องอยู่เกือบเดือน ปัสสาวะไม่ออก ต้องสวนเอา เวลาถ่ายหนักใช้วอล์กเกอร์ช่วยเดินไปที่ห้องน้ำ ล้มแล้วคลาน คลานแล้วล้มอยู่ระหว่างเตียงกับห้องน้ำ ชีวิตเหลืออยู่แค่นี้

“ช่วงแรกต้องกินสเตียรอยด์ หรือที่เรียกกันว่าเพรดนิโซโลนถึงวันละ 20 เม็ด! ทั้งฉีดและเคมีบำบัด ทำให้พุงป่อง หน้าบวม หนอกหลังขึ้น กระดูกผุ ไม่มีใครจำเพชรได้ แม้แต่ตัวเพชรเอง”

จากวันนั้นถึงวันนี้ 7 เดือนแล้ว เพชรยังเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก ต้องตัดนิ้วชี้ขวาทิ้งไปอีกหนึ่งนิ้ว เธอฝึกเดินได้ดีแต่หลายโอกาสยังต้องอาศัยรถเข็น พูดได้มากขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น และมีความหวังมากขึ้น หญิงสาวฝึกกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เธอมักนอนออกกำลังกายบนเตียง ซิตอัพเพื่อฝึกกล้ามเนื้อต้นขา มีความหวังที่สมรรถนะร่างกายจะกลับมา

เพชรเป็นบุตรสาวของนักธุรกิจด้านเวดดิ้งสตูดิโอรายใหญ่ จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อินเตอร์ฯ (เกียรตินิยม) จากนั้นบินไปเรียนปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมี (เกียรตินิยม) ที่มหาวิทยาลัย TUHH (Hamburg Institute of Technology) เมืองฮัมบรูก ประเทศเยอรมนี แต่งงานแล้ว หย่าแล้ว มีแฟนใหม่แล้ว เธอไม่สามารถมีบุตรได้

ในปี 2555 เริ่มศึกษาปฏิบัติธรรม เส้นทางธรรมะเริ่มจากความสงสัยไม่รู้ จากไม่รู้ไม่สนใจก็สนใจ เพราะได้ฟังซีดีธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน เอ๊ะ ปฏิบัติธรรมนี่ยังไงหรือ ก็เลยเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าหิ้วไปวัดเดี๋ยวนั้นเลย ปฏิบัติธรรม 7 วัน ด้วยความอยากรู้ จากนั้นก็ต่อเนื่องมา

“ปฏิบัติเอง รู้เอง อ๋อเอง เป็นปัจจัตตังที่รู้ได้เฉพาะตัวของตัว บรรลุได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นที่มาของร้านกาแฟปัจจัตตังด้วย”

เรียนจบเยอรมัน จะอยู่ทำงานที่โน่นเสียก็แล้ว แต่บิดาขอร้องให้กลับมาทำ “อะไรก็ได้” ที่เมืองไทย เธอกลับมาและเลือกทำธุรกิจที่แตกต่างออกไป เพชรเปิดร้านกาแฟปัจจัตตัง (ปจฺจตฺตํ) ในปี 2556 หรือเมื่อ 5 ปีก่อน ชื่อร้านเป็นคำในภาษาบาลี หมายถึง การบรรลุได้ด้วยตนเอง การเห็นได้ด้วยตนเอง ไปถึงซึ่งการปฏิบัติของตน

ร้านกาแฟของเธอขายเครื่องดื่ม กาแฟ เค้กและเบเกอรี่คุณภาพ ถือหลักว่าอาหารเครื่องดื่มต้องรู้รสกำซาบด้วยตัวของตัวฉันใด ธรรมะก็รู้ได้ซึ้งกำซาบได้ด้วยตัวของตัวฉันนั้น ในร้านนอกจากจะมีกาแฟและของอร่อยชั้นเลิศให้ลองลิ้มแล้ว ยังมีสัปปายะสถานที่ให้บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นห้องปฏิบัติธรรมเล็กๆ น่ารักที่ชั้น 2

สำหรับห้องเล็กๆ ที่ชั้นบนนี้ มีความสะอาด สว่าง สงบ โดยเพชรตั้งใจให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับลูกค้าในร้านหรือจะไม่ใช่ลูกค้าก็ได้ มานั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ หรืออย่างน้อยก็ได้พักผ่อนอยู่กับตัวเอง เป็นเรื่องดีๆ ที่อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมสังคม

“การเปิดร้านกาแฟกับการปฏิบัติธรรมของเพชรเป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนการกินการเสพ การลิ้มรส ซึ่งรู้ได้ด้วยตัวของตัว ธรรมะก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่เพชรทำไปด้วยกัน ปฏิบัติไปด้วยกัน มองย้อนกลับไป ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรม เกิดเรื่องในชีวิตขนาดนี้ เราคงไม่รอด”

ถามและตอบคำถามกับตัวเองว่า คุ้ม เมื่อมองในมุมของธรรม นี่อาจถึงเวลาที่เพชรจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วกระมัง เพชรคงต้องเจอแบบนี้กระมัง เพชรถึงจะปฏิบัติได้(ซะที) ก็ปฏิบัติทั้งๆ ที่ป่วยนี่แหละ มีคนถามเพชรว่า ปฏิบัติธรรมมาเยอะ ทำไมถึงยังเจอกับเรื่องร้าย เพชรตอบพวกเขาว่า ไม่เกี่ยวกัน

“เพชรมองแค่ว่า ถ้าไม่มีธรรมะไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ เราคงบ้าไปแล้ว คงแย่ไปแล้ว คนเคยทำอะไรเคลื่อนไหวรวดเร็ว มาถึงวันหนึ่งขยับตัวไม่ได้เลย เป็นบ้าได้นะ เพชรเชื่ออย่างนั้น เพชรมองว่าตัวเองโชคดีที่เป็น แต่ไม่เป็นได้”

ชีวิตคนไม่ราบรื่นไปตลอด ถ้ายอมรับได้ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเสีย มองไปเห็นแต่ทางได้ อย่างน้อยที่สุดก็ได้เวลาในการปฏิบัติธรรม เพราะเมื่อเคลื่อนไหวไม่ได้ (ฮา) ก็ต้องมุ่งมั่นฝึกฝนจิตล่ะ เมื่อก่อนไม่มีเวลา เดี๋ยวนี้เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก เวลามีเหลือเฟือ ธุรกิจร้านกาแฟที่เคยคิดว่าไม่ได้ๆๆ ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวนี้ก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็วาง ได้หมดและวางหมด

“เมื่อก่อนนานมาแล้ว ตอนที่ยังไม่ประสบเหตุ เคยถามพระอาจารย์ที่ได้ฝึกวิปัสสนากับท่าน ถามท่านว่า ทำไมเพชรต้องปฏิบัติธรรมด้วย พระอาจารย์ตอบว่า ปฏิบัติไปเถอะ ถึงวันหนึ่งก็จะรู้เองว่าทำไม ตอนนี้เพชรรู้แล้วว่าทำไม”

ทุกวันนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่ได้ประสบเจอกับตัว ภาวะถึงที่สุดที่บอกตัวเองว่าคุ้มค่า คือคุ้มค่าแห่งความทุกข์ทรมานที่ได้รับมานั่นเอง เพราะเป็นความทุกข์ทรมานที่ไม่เสียไปเปล่า ชีวิตประจำวันนอกจากฝึกกายภาพบำบัดแล้ว คือการฝึกทำสมาธิ หรือที่นักปฏิบัติเรียกว่า “บัลลังก์”

แนวปฏิบัติของเพชรคือแนวสติปัฏฐาน 4 พอง-ยุบ (สายพม่า) ต่อเมื่อเจ็บป่วยจึงได้ปฏิบัติสมใจ เป็นเพลาที่ได้ธรรมะเยียวยา ได้ปรับใช้กับความเจ็บปวดในชีวิตจริง วันหนึ่งๆ จะเดินจงกรมและนั่งสมาธิให้ได้ครั้งละ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำแบบนี้วันละ 3 รอบ หรือ 3 บัลลังก์

“ไม่ได้ดีทุกบัลลังก์หรอก แต่ก็หวังที่จะทำให้ได้ทุกวัน ทำไปเรื่อยๆ”

ภาวะฟื้นตัวของสมองไม่ง่าย สมองตายใช้เวลาหลายปี “กาย” หรือโรคาพยาธิที่ดำรงนี้ ค่อยๆ แก้ ค่อยๆ อยู่กับมัน มองย้อนกลับคือทางเลือกที่ไม่ใช่แค่เพชร แต่ทุกคนต้องเลือกให้ดี การปฏิบัติธรรมไม่ต้องรอให้สูงวัย อยากให้ลองปฏิบัติเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะชีวิตไม่แน่นอน ความรักเคยใช่ พอหย่าแล้วก็ไม่ใช่ เคยแข็งแรงว่องไว ก็ไม่ใช่เสมอไป

ส่งท้ายด้วยพระธรรมคุณบทหนึ่งที่ว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” แปลว่า พระธรรมอันผู้บรรลุจะพึงรู้เฉพาะตัว ปัจจัตตัง…ความสุขที่เกิดจากการบรรลุธรรมนั้น เป็นความสุขที่ผู้บรรลุจะรู้กับใจของตัวเอง…ต้องปฏิบัติจึงรู้

“เลี้ยงน้องกระทิง”สไตล์ทายาทกระทิงแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569694

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 15:12 น.

"เลี้ยงน้องกระทิง"สไตล์ทายาทกระทิงแดง

คุยกับพ่อแม่มือใหม่ พีท-พลศักดิ์ และน้ำฝน-ชญาฎา อยู่วิทยา เพราะครอบครัวคือทีมเวิร์ก ลูกจึงต้องมีเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนมีวิธีเลี้ยงลูกแตกต่างกันออกไป แต่เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ อยากเห็นลูกตนเองค่อยๆเติบโตเป็นคนดี มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ เหมือนกันที่คุณพีท-พลศักดิ์และคุณน้ำฝน-ชญาฎา อยู่วิทยา หลานปู่เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง รุ่นที่ 3  (ลูกชายคุณศักดิ์ชาย-คุณเพ็ญทูล อยู่วิทยา) กำลังทำอยู่ซึ่งหลังจากแต่งงานกันมาร่วม 2 ปี ก็ได้เวลาของกระทิงน้อยๆ ลูกชายคนแรกที่กำลังน่ารักน่าชัง  ทำให้ทั้งสองท่านรู้ซึ้งถึงคำว่า ‘พ่อแม่ หน้าที่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด’ …..

“ตอนก่อนคลอดผมกับฝนยังไม่ค่อยตื่นเต้นนะแต่พอตอนอยู่ห้องคลอด แล้วตอนได้ยินเสียงเขาร้อง ผมมองไปเห็นคุณฝนกำลังน้ำตาไหลอยู่พอดีฝนบอกไม่รู้เหมือนกันว่าไหลตอนไหน มันออกมาเองโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้น้องกระทิง(ด.ช.กระทิง อยู่วิทยา) จะ 3 เดือนกว่าแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่าจากนี้ไป เราสองคนต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด ยิ่งโตขึ้นมาในตระกูลที่มีชื่อเสียง มีคุณทวด (เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา) เป็นที่เคารพนับถือ ทำคุณงามความดีให้สังคมมาตลอด เรายิ่งต้องเลี้ยงดูลูกของเราให้ดีที่สุด เพื่อเป็นความภาคภูมิใจให้วงศ์ตระกูลต่อไป ทำไมถึงชื่อน้องกระทิงแรกเลยเนี่ย ผมกับฝนก็คุยๆกันว่าอยากได้ชื่อที่มันตรงตัว เข้าใจง่าย ส่วนตัวผมอยากให้ลูกชื่อTaurus ที่แปลว่ากระทิง ฝนเลยบอกอ๋องั้นก็ชื่อ “กระทิง” เลยละกัน นี่ก็ใกล้จะครบสี่แล้วน้องเลี้ยงง่ายเข้ากับคนอื่นง่าย เจอคนเยอะแล้วไม่กลัวอารมณ์ดีชอบให้พาออกไปนอกบ้านดูต้นไม้ใบหญ้าอยู่กับธรรมชาตินี่ชอบเลยครับ”

คุณพีทเปิดประเด็นให้เราได้เริ่มบทสนทนา โดยมีคุณฝนคอยเสริมอยู่ข้างๆ ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ซึ่งต่างจะพ่อแม่มือใหม่ที่มักจะมีพี่เลี้ยงคอยช่วยเลี้ยง

“คือผมกับคุณฝนมองว่าเราอยากให้ลูกใกล้ชิดกับเราให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่แรกเกิดถ้าจะไปเปลี่ยนเอาตอนโต มันยากแล้ว ช่วงสำคัญที่สุดก็คือช่วงนี้แหละครับ เราต้องใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากๆเพราะลูกจะซึมซับความคิด Logic ต่างๆจากคนที่ใกล้ชิดเขาในช่วงเวลานั้น พอเขาโตขึ้นมาหน่อยก็จะเริ่มหล่อหลอมความคิดได้เอง เริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้ว ผมให้ลูกนอนกับเราตลอด ผมจะอยู่เวรตอนดึก คือช่วยอุ้มตื่นมาป้อนนม(อมยิ้ม) แต่เวลาลูกร้องต้องการอะไร คุณฝนจะรู้ความต้องการเขาได้ดีกว่า ผมประทับใจฝนในการทำหน้าที่แม่ได้ดีมากแล้วก็อยากขอบคุณด้วยครับ”

เลี้ยงลูกในแบบของพ่อแม่มือใหม่ คุณฝนเธอให้ความสำคัญไปที่การเลี้ยงให้สนุก เก่งทั้งบุ๋นทั้งบู้ ควบคู่ไปกับการสร้างเกราะป้องกันตอนโต

“ใช่ค่ะ เพราะฝนมองว่า พื้นฐานเลยคือเลี้ยงให้ลูกรู้สึกสนุกสนาน ให้รู้ว่า พ่อแม่รักเขาขนาดไหน เพื่อเป็นสายใยเชื่อมโยงกันและกัน อยากให้ลูกมีทั้งบู๋นทั้งบุ้น มีทั้งไอคิวและอีคิว เพราะคนที่แก้ปัญหาได้ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดนะคะ คนที่เก่งที่สุดคือคนที่มีไหวพริบในการหลีกเลี่ยงปัญหา คือรู้ว่าปัญหาจะเกิด ต้องรู้จักแก้ไขก่อนที่มันจะมาถึงอย่างมีสติและไม่กลัว”   นี่เลยเป็นเหตุผลที่ทั้งคู่วางแผนอนาคตลูกตั้งแต่ตอนตั้งท้อง แถมคุณพีทยังจองโรงเรียนไว้แล้วด้วย

“ก็ไม่ถึงกับจองแบบฟันธงนะครับ แต่ละที่มีข้อดีข้อเสียที่ต้องใช้เวลาพิจารณา ผมมองว่า การศึกษากับสังคมแวดล้อม สำคัญกับลูกมากๆ คือมันจะมีคอร์สเตรียมเด็กก่อนเข้าอนุบาล ที่ให้เขาได้เล่นได้สนุก ไปเรียนรู้การอยู่กับคนอื่น ให้มีเพื่อนมีสังคม เราสองคนมองว่าอยากให้ลูกเล่นให้เต็มที่ก่อน เพราะการเล่นนี่แหละ คือพัฒนาการอย่างหนึ่ง อยากให้เขารู้จักการแบ่งปัน แชร์ของได้เล่นได้มีความสุขสมวัย”ซึ่งเป็นเกราะป้องกันให้เขาสเต็ปแรกด้วยเลยก็ว่าได้

“ใช่ค่ะ ฝนอยากให้ลูกมีความแข็งแรงทางด้านจิตใจ ซึ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดเลยนะคะ ฝนเห็นแหละว่าเด็กสมัยนี้เปราะบางมากขึ้น สิ่งที่เรามอบให้ มันต้องเป็นเกราะป้องกันที่มากพอ อยากให้ลูกเป็นคนมองโลกในแง่ดี มองเห็นแง่งามในเวลาที่เขาทุกข์ จะไม่ยื่นความสุขให้เขาง่ายๆ คนที่โตมาพร้อมทุกอย่าง จะไม่สู้เท่าคนที่เคยรู้สึกตกต่ำมาก่อน บางทีเราต้องขอบคุณความทุกข์ด้วยซ้ำนะคะ ที่ทำให้เรามีแรงฮึดสู้ มันทำให้เรารู้ว่าความสุขที่ได้มานั้น มันสวยงามและมีค่ามากแค่ไหน บางคนอาจมองว่าเกิดในครอบครัวที่มีพร้อมแล้วสอนลูกด้วยการโปรยความสุข ฝนพูดเลยว่าไม่ใช่กับบ้านนี้แน่นอนค่ะ”    ซึ่งคอนเฟิร์มเลยว่า “จริง” เพราะเห็นในโซเชียลของทั้งคุณฝนและคุณพีทแล้ว แทบไม่เชื่อว่านี่คือลูกหลานตระกูลดัง เพราะของเล่นน้องกระทิงนับชิ้นได้เลย

(คุณฝนหัวเราะก่อนตอบ)“ใช่ๆ คือฝนกับคุณพีท พื้นฐานเราเป็นคนเรียบง่าย สบายๆ สมถะ อยู่แล้ว โดยเฉพาะฝั่งครอบครัวคุณพีท มันเหมือนถูกถ่ายทอดต่อๆมาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่น ฝนคิดว่าความเรียบง่ายไม่โอ้อวดไม่ฟุ่มเฟือย เป็นสิ่งที่ฝนประทับใจมาก เราเข้ามาอยู่ในครอบครัวอยู่วิทยา เราเลยไม่กังวลเลยว่าลูกจะเป็นเด็กเอาแต่ใจหรือถูกสปอยไหมอย่างที่เห็น มีแต่สิ่งที่จำเป็นเพื่อเสริมทักษะเขาจริงๆ ไม่ได้มีเยอะเกินความต้องการของลูก เพราะอยากให้เขาเป็นคนที่รู้คุณค่าของสิ่งของ เล่นอะไรก็ต้องเล่นอย่างถนอม ไม่ใช่เล่นทิ้งๆขว้างๆเสื้อผ้าที่น้องใส่ทุกวันนี้คือตัวละ 30 บาทซื้อตามตลาดนัดนะคะ อันนี้เรื่องจริงเลย เสื้อผ้าดีๆจะเป็นคนอื่นซื้อให้เป็นของขวัญ ฝนไม่อยากสอนให้ลูกยึดติด ได้มาก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ให้รู้จักความพอเพียง ใช้เท่าที่มีอยู่ให้คุ้มก่อน อยากได้ ก็ต้องรู้ขนขวายหาเอง อยากเลี้ยงลูกให้เขามีความขยัน อดทน มุมานะ เป็นพื้นฐาน ให้รู้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ สิ่งที่ไม่อยากเห็นเลยคือลูกไม่เห็นคุณค่าของเงิน หรือมีความรู้สึกว่ามีเงินแล้วไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราต้องสร้างคุณค่าอะไรบางอย่างของตัวเราขึ้นมา ซึ่งการทำงานคือการเพิ่มคุณค่าของตัวเอง หรือทำอะไรให้สังคมดีขึ้นสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้”

พอมีน้องกระทิง ทำให้ชีวิตทั้งคู่เปลี่ยนไปไหม “อืมมม (ทำท่าคิด) หลังแต่งงานเราก็คิดในมุมของเราสองคน แต่พอมีลูกเรายอมสละได้ทุกสิ่ง เหมือนลูกเป็นหนึ่งในเป้าหมายชีวิต การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้เราก็บรรลุแล้ว บรรุลในสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่จะทำได้ บางคนบอกว่า ลูกคือโซ่ทองคล้องใจฝนว่าไม่เกี่ยว กลับคิดอีกมุมด้วยซ้ำว่า มันไม่ใช่หน้าที่ของลูกที่จะมาเป็นโซ่เขาเกิดมา ไม่ควรถูกยัดเยียดความคาดหวังหรือความรับผิดชอบอะไร ชีวิตคู่ถ้าพ่อแม่มีความรักความเข้าใจกันแล้ว ต่อให้มีลูกหรือไม่มี เราก็ยังจะอยู่เป็นครอบครัวเล็กๆได้อยู่ดี ฝนกับพีทเราคบกันมาจะเข้าปีที่ 8 แล้ว จนถึงทุกวันนี้เราก็ศึกษากันมามากพอสมควร ตอนนี้รู้เลยว่าความหมายของคำว่า คู่ชีวิต คืออะไรเรากำลังจะมีครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น สำหรับฝนสิ่งที่สำคัญที่สุดในครอบครัวคือความสามัคคี แพ้ก็แพ้ด้วยกัน ชนะก็ชนะด้วยกัน เราต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เคารพซึ่งกันและกัน เป็นทีมเวิร์ก ปัญหาภายนอกจะไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย ถ้าเราเป็นทีมเวิร์กที่ดี”

‘คิดจะสร้างทีมเวิร์กเพิ่มอีกเมื่อไหร่’คำถามหยิกแกมหยอกพ่อแม่มือใหม่ เจาะจงชงคำถามสุดท้าย ให้คุณพ่อมาดนิ่ง ตอบโดยเฉพาะ

“ก็ยังไม่คิดไว้จริงจังนะครับ แต่คิดว่าอยากจะมีเพิ่ม คงเว้นไว้สักปีสองปี ฝนเขาก็ห่วงว่าเป็นลูกคนเดียวอาจจะเหงา ซึ่งผมก็เห็นด้วย คือหนึ่งเวลาเกิดอะไรขึ้นจะได้มีความเห็นอกเห็นใจกัน นึกถึงกัน เราไม่อยากให้เขาอยู่คนเดียวครับ ถ้าน้องพร้อมมาอยู่กับเราเมื่อไหร่ เราก็ยินดีเสมอครับ”

The Role of the Fascia in Hamstring บทบาทของพังผืดในกล้ามเนื้อแฮมสตริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569676

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 14:12 น.

The Role of the Fascia in Hamstring บทบาทของพังผืดในกล้ามเนื้อแฮมสตริง

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

 

ต่อจากฉบับที่แล้ววันนี้เราจะคุยกันเรื่องกล้ามเนื้อแฮมสตริง (Hamstring) กันต่อในประเด็นของพังผืด หรือ Fascia ปกติแล้วกล้ามเนื้อแฮมสตริงเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ยาว ตึง และอ่อนแอ ยิ่งสำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อหลังที่ไม่แข็งแรงด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้แฮมสตริงทำงานหนักมากขึ้น

ดังนั้น การสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อก้น จะช่วยประสานการทำงานให้แฮมสตริงได้ดีขึ้น อย่างที่บอกไปคราวที่แล้วว่า การยืดเส้นแฮมด้วยท่าโยคะอาสนะ ไม่ได้ช่วยให้เส้นแฮมยาวขึ้น แต่ช่วยเปิดพื้นที่ว่างด้านหลังมากขึ้น ทั้งการทำท่าโยคะอาสนะส่งผลโดยตรงกับ Fascia ที่อยู่รอบๆ กล้ามเนื้อ ซึ่งจริงๆ แล้วอาการตึงก็มาจากพังผืดพวกนี้แหละ

นั่นคือการยืดและค้างนานๆ ไม่ได้หมายความว่าจะปลดปล่อยความตึงที่เส้นแฮมได้ เราจึงไม่จำเป็นต้องค้างนานๆ จนเกินไป เพราะการค้างนานเกินไปมีโอกาสทำลายเส้นเอ็นแล้วสะสมอาการบาดเจ็บในระยะยาวได้ (พวกเส้นเอ็นไม่ค่อยมีระบบ Sensor ตัวรับความรู้สึกเท่าไหร่ กว่าจะรู้ตัวว่าบาดเจ็บก็ผ่านไปเป็นปีๆ นู้น ไว้จะแตกประเด็นคุยเรื่องนี้อีกที)

ทีนี้เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน มาทำความรู้จักพังผืด Fascia กันแบบเบื้องต้นกันก่อน เจ้าสิ่งนี้ก็คือกลุ่มเครือข่ายไฟเบอร์ที่ใหญ่มากในระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) ที่อยู่ในร่างกายทำหน้าที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เส้นประสาท แม้กระทั่งหลอดเลือดและอวัยวะภายใน เป็นเหมือนชีตหรือแผ่นที่ห่อหุ้มทุกอย่างข้างในเอาไว้ด้วยกัน (Band) มีพังผืดหลายชั้น (Layer) มีชั้นตื้น ชั้นลึก จนไปถึงชั้นที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน

อันที่จริงแล้วงานวิจัยต่างๆ ของพังผืดยังเป็นเรื่องใหม่อยู่มีอีกหลายประเด็นที่เรายังคงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ในร่างกายข้างในของเราเต็มไปด้วย Fascia มากมายเต็มไปหมดทุกที่ เจี๊ยบนึกถึง “ใยแมงมุม” มันคล้ายนะระบบพังผืดข้างในร่างกายเรา เชื่อมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน นั่นล่ะ Fascia

การที่เรารู้จักและทำความเข้าใจระบบพังผืดนี้ ทำให้เรามองร่างกายในมุมที่แตกต่างออกไป ในอดีตว่ากันว่าเกือบหลายร้อยปีที่เราเรียนระบบร่างกาย เน้นไปที่ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก โดยแทบไม่ได้พูดถึงระบบพังผืดเลย ถึงเวลาในยุคนี้ที่เราต้องเรียนรู้มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนมุมมองในการมองภาพต่างๆ ดังนั้นเมื่อเราเห็นภาพรวมแล้วว่าพังผืดคืออะไร นั่นหมายความว่ารอบๆ กล้ามเนื้อแฮมสตริงของเรามีพังผืดห่อหุ้มอยู่ ขณะที่เรายืดกล้ามเนื้อมัดนี้ เราก็ได้ยืดพังผืดไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้แยกออกจากกัน

ในฉบับหน้า เจี๊ยบจะพูดถึงระบบพังผืดเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ในวันนี้จะสุ่มตัวอย่างท่าอาสนะอีกสองกลุ่ม ที่มีผลต่อแฮมสตริงต่อจากคราวที่แล้ว

มาลองดูกลุ่มท่ายืน ท่าอุตตานาสนะ (Uttanasana) ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1 การยืนแล้วพับตัวก้มไปด้านหน้า อาจจะไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือมีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หลังให้ระวัง ส่วนใหญ่แล้วการฝึกท่านี้ควรทำคู่กับท่ายืนแอ่นหลังเพื่อเป็นการคลาย และท่าแก้กันและกันไปในตัว

ต่อมาตัวอย่างกลุ่มท่านอน (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) ท่าพระนารายณ์บรรทม (Anantasana) ด้วยการนอนตะแคงแล้วยืดขาที่อยู่ด้านบน สามารถใช้เชือกหรือผ้าคล้องฝ่าเท้าแล้วดึงเข้าหาลำตัวได้ และท่านอนอีกท่าคือท่าสุปตะ ปาทางคุษฐาสนะ (Supta Padangusthasana) การฝึกท่านี้จะเหมาะกับคนที่ไม่สามารถนั่งกับพื้น แล้วยืดหลังให้ตรงได้ คนที่หลังแข็งมากๆ หากทำแบบนอนทำจะง่ายกว่าแล้วเซฟหลังได้ ทั้งยังง่ายต่อการใช้ตัวช่วยเพื่อดึงเท้าไม่ว่าจะเป็นผ้าหรือเชือกมาช่วย (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 3) ลองไปฝึกกันดูค่ะ

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ กล้ามเนื้อมัดอื่นก็มีพังผืดเป็นของกล้ามเนื้อมัดนั้นเองด้วย เช่น เมื่อเราทำท่าอุตตานาสนะ แน่นอนว่า ไม่ได้ยืดแค่แฮมแต่ยังยืดกล้ามเนื้อที่ก้นอย่างกล้ามเนื้อกลูเตียสแม็กซิมัส (Gluteus Maximus) ด้วยแล้ว กล้ามเนื้อกลูเตียสก็มีพังผืดเป็นของตัวเองอีกเครือข่าย ที่โยงใยเชื่อมโยงกันส่งผลถึงกันและกันเสมอ

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ต จากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

เมื่อถึงเวลาจะทำความฝันให้เป็นจริง นพ.อดิศร ศิริสรรหิรัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569673

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 14:01 น.

เมื่อถึงเวลาจะทำความฝันให้เป็นจริง นพ.อดิศร ศิริสรรหิรัญ

เรื่อง : นกขุนทอง

ตอนนี้เกษียณอายุการทำงานไม่ได้อยู่ที่ 60 ปีอีกต่อไป บางคนยังต่อเวลาให้ยืดยาวออกไป เพราะการทำงานประหนึ่งการใช้ชีวิต และเขายังสนุกกับการใช้ชีวิตมากกว่าเลือกนอนพักผ่อนอยู่บ้าน บางคนเลือกเกษียณจากงานเดิมแต่เปลี่ยนไปทำงานอื่นๆ ไม่ให้อายุมาเป็นข้อจำกัด บางคนเลือกเกษียณงานตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะที่ผ่านมาได้ทุ่มเทอย่างหนักแล้ว จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทุกคนมีวิถีทางของตัวเอง

นพ.อดิศร ศิริสรรหิรัญ เองก็เช่นกัน มีแผนการทำงานไว้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานเสียด้วยซ้ำ นับตั้งแต่จบการศึกษา หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำงานแรกที่โรงพยาบาลใน อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ได้เห็นความยากลำบากของผู้ป่วยที่หาเช้ากินค่ำ คุณภาพที่ชีวิตที่ยากลำบาก

หากเส้นทางชีวิตของเขาได้หักเหมาสู่แพทย์ด้านเสริมความงาม นับตั้งแต่ได้รู้จักแฟนที่มีดีกรีเป็นนางงาม ปัจจุบัน นพ.อดิศร เป็นแพทย์เสริมความงามและผู้บริหาร วายบี คลินิก

“ผมเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง สมัยนั้นเด็กเรียนดีก็มี 2 ทางให้เลือก ไม่เป็นหมอก็เป็นวิศวกร ผมเกิดตรงกับวันมหิดล 24 ก.ย. ก็เหมือนกับถูกปลูกฝังโตมาต้องเป็นหมอนะ ซึ่งตรงกับความชอบของเราจึงไม่กดดันในการเรียนจากที่ใช้ชีวิตแต่ในกรุงเทพฯ พอไปเป็นหมอที่โรงพยาบาลต่างจังหวัด ได้ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เห็นชาวบ้านที่ยากลำบากมาหาหมอ ตอนนั้นผมตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่า อยากช่วยเหลือคนไข้ อยู่ที่นั่น 2 ปี

จุดหักเหได้คบผู้หญิงคนหนึ่งเขาเป็นนางงาม ดูแลเรื่องความสวยความงามเรื่อยๆ ผมได้พาแฟนไปดูแลเรื่องความสวยความงามอยู่บ่อยๆ ได้คลุกคลีกับการแพทย์ทางนี้

จนในที่สุดออกมาจากระบบราชการ มาอยู่กับหมอนิติพล อาจารย์คนแรก จากนั้นก็เรียนหาประสบการณ์เรื่อยๆ อยู่คลินิกอีกหลายแห่ง จนออกมาออกมาเปิดคลินิกของตัวเองได้ 7 ปีแล้ว”

แม้จะเป็นแพทย์ด้านเสริมความงาม แต่ นพ.อดิศร ก็ไม่ละทิ้งเป้าหมายในการช่วยเหลือคนไข้

“ทุกวันนี้เรายังรู้สึกได้ช่วยเหลือคน ผมไม่ทำธุรกิจในรูปแบบเชียร์ขาย อันไหนที่เป็นปัญหาของลูกค้าเราตอบโจทย์ได้ไหม อันไหนไม่ตอบโจทย์ทำไปแล้วไม่ได้แก้ปัญหา จะบอกตรงๆ ว่าทำไม่ได้

ลูกค้าที่อยากสวย เราพิจารณาว่าทำได้อีกไหม อย่างเสริมจมูกผิวหนังรับได้อีกไหม จะแก้ทรง ทรงที่เราเห็นเราสามารถทำได้ดีสวยกว่านี้ไหม ถ้าทำได้เราจะทำให้เขา เพราะผู้หญิงทุกคนตื่นมาเขาก็อยากเห็นตัวเองสวยมีความสุข ถ้าทำไม่ได้ จะแจ้งเขาทราบ ให้เขาดูข้อมูลทางการแพทย์ต่างๆ ว่าทำได้แค่นี้ ก็มีคนที่ดื้อดึงลักษณะที่ว่าขอทำรับผลที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้ารับได้กับการเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนแต่ทำแล้วมีความสุขเราก็ทำ แต่ถ้าดื้อดึงแบบหวังผลมากเราจะปฏิเสธคติของหมอ อย่าทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น อันไหนที่ดูแล้วมีความเสี่ยง ผลที่ได้แลกคืนมาน้อย เราจะไม่ทำ”

ไม่ว่าทำงานประเภทไหนย่อมเผชิญกับปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียดได้ทั้งนั้น

“ต้องรับมือกับการดีลในความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ หน้าที่ของเรานอกจากผ่าตัดคืออธิบายว่าความคาดหวังที่เขามีเหมาะสมกับเขาไหม เพราะแต่ละคนมาก็มีหลายรูปแบบ

ตอนนี้สิ่งที่เราทำเป็นธุรกิจใหญ่มีทีมงานเยอะ แล้วพนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ก็จะมีปัญหาการบริหารพนักงาน ก็จะมีแบบทำไมคุณหมอเอ็นดูคนนี้ ทำไมใส่ใจแต่คนนั้น แต่เรามองทุกคนคือลูกทั้งหมดเราดูแลแบบครอบครัว

เมื่อก่อนผมเครียดผ่อนคลายด้วยการไปหาของอร่อยๆ กิน ใช้ชีวิตแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต พอมีลูกต้องมีความรับผิดชอบที่ดูแลเขา ลูก 3 คน มีอายุ 5 ขวบ 4 ขวบ และ 2 ขวบกว่า เมื่อก่อนคนไข้ทักคุณหมออ้วนเราก็ไม่ได้สนใจ แต่มีเหตุการณ์ญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต แล้วลูกสาวบอกว่า ไม่อยากให้ปะป๊าไปสวรรค์ ผมจึงได้สติ เราต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้นเพื่อรับผิดชอบดูแลคนอื่นๆ ได้

ตอนนี้ออกกำลังกายมากขึ้น ที่คลินิกมีหนึ่งชั้นทำเป็นฟิตเนส นอกจากผมจะเล่นวันละ 1 ชั่วโมง ยังให้พนักงานเล่นด้วย หลังจากดูแลตัวเองได้รับคำชมจากคนรอบข้าง หลักๆ ดูดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น คล่องตัวขึ้น เวลาทำงานยืนผ่าตัดนานๆ ทนได้มากขึ้น เมื่อก่อนปวดหลัง มีปัญหาเรื่องหมอนรองกระดูกเคลื่อน”

นอกจากหันมาออกกำลังกาย เรื่องการไปเที่ยวพักผ่อนเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำเป็นประจำกับครอบครัว หากมีเวลาเพียง 1-2 วันก็เลือกทะเลใกล้ๆ กรุงเทพฯ

“งานจะเยอะแค่ไหนก็ต้องมีเวลาสำหรับลูกๆ ไปเที่ยวไปว่ายน้ำ กิจกรรมที่ลูกๆ ชอบคือเล่นเกมทายอะไรเอ่ย เรามีเกมให้ปะป๊าเป็นต้นไม้รัดตัวเขาไว้แน่นๆ ถ้าเขาทายคำปริศนาถูกก็จะปล่อยตัว ผลัดกันทายทีละคน เกมนี้เล่นแทบทุกคืนก่อนนอน เขาสนุกกันมาก

มีไปทำบุญทั้งที่วัดและตามสถานที่ต่างๆ นอกจากเราได้ดูแลจิตใจตัวเองยังเป็นการปลูกฝังให้กับลูกๆ ได้รู้จักแบ่งปัน ทำบุญกับคนกับสัตว์ ไปไหนจะพาลูกไปด้วย ให้เขาได้เห็นจริงๆ เวลาเรามีตังค์ต้องเผื่อแผ่”

ตอนนี้ธุรกิจกำลังไปได้ดี นพ.อดิศร บอกว่า เป้าหมายคือขยายสาขาไปต่างจังหวัด ซึ่งตอนนี้มีที่ จ.ขอนแก่น และ นครราชสีมา และต้องการขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

“วางมาตรฐานทีมงานที่ดีให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ แม้ไม่มีเขาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อถึงเวลาหนึ่งเขาขอกลับไปทำตามความฝัน ที่ทิ้งไว้กลางทางมาเพื่อก่อร่างสร้างตัวร่วมกับครอบครัว

ผมคิดว่าอายุ 50 กว่าๆ ผมอยากกลับไปเป็นหมอประจำโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัด คงเป็นที่ จ.ขอนแก่น เพราะตอนนี้ภรรยากับลูกๆ อยู่ที่นั่น แต่จะเลือกโรงพยาบาลในอำเภอที่ห่างไกลความเจริญ

ผมคุยกับภรรยาตลอด อยากไปตรวจคนไข้ที่เขาเจ็บป่วย ซึ่งภรรยาก็มีแนวคิดเดียวกัน เราวางรากฐานไว้ให้ลูกๆ หมดแล้ว ถึงเวลาที่ต้องทำความฝันของตัวเอง เราอาจจะไม่ต้องลงมาควบคุม สร้างทีมคุณหมอฝีมือดี ไว้ใจได้ ดูแลแทน

ภาพตอนที่ผมทำงานที่โรงพยาบาลยังจำไม่เคยลืม คนไข้ป่วยมาหาหมอเดินทางมา 20 กิโลเมตร ต้องจ่ายเงินจ้างรถมา 2,000 บาท ไม่ได้มาง่ายๆ ถ้าเขาป่วยตรงกับช่วงเกี่ยวข้าวเขาก็อดทนทำจนเสร็จถึงมาหาหมอ บางคนมาไส้ติ่งแตกก็มี เพราะเขาทำงานรายวัน วันไหนหยุดก็ไม่มีเงินซื้อกินเลย เราเห็นแล้วอยากช่วยเหลือ

ความฝันในบั้นปลาย ผมเลยอยากกลับไปรักษาคนไข้ที่เขายากลำบาก โอกาสที่เขาจะได้รับเรื่องการดูแลสุขภาพเขาเข้าไม่ถึง เมื่อเขาป่วยแต่ละครั้งชีวิตเขาแทบจะทรุดไปเลย ขาดรายได้ หรือเสียเงินเพิ่มเมื่อเราส่งตัวเขาเข้าโรงพยาบาลประจำจังหวัด ชีวิตเขาขาดโอกาสต่างๆ เลยอยากกลับไปช่วย

โดยส่วนตัวผมอยู่เฉยไม่ได้ แม้จะพักงานจากคลินิกตัวเองก็ต้องทำงานรักษาคนไข้ การอยู่เฉยๆ ยิ่งทำให้เราเครียดมากขึ้น แล้วการเป็นหมอผมไม่เคยรู้สึกเหนื่อย มีความสุขที่จะทำอาชีพหมอต่อไป แนวคิดตรงกับภรรยาที่เราจะทำ เราบอกกับเขาแล้วเขารับรู้มาตลอด ถึงวันนั้นเขาก็พร้อมสนับสนุน

ผมมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย เราต้องสร้างเนื้อสร้างอะไรเอาไว้ ผมมองว่าการไม่มีธุรกิจคือความเสี่ยง เราวางรากฐานให้ลูกให้ทีมงานเขาจะไปต่อได้ แล้วเมื่อเรามีพร้อมแล้วเราควรจะให้กลับ คนเป็นหมอก็อยากรักษาคนไข้มาตลอด ถึงเวลาก็คงได้ทำ”

โรลันด์ เฮิน เปิดบ้านโมเดิร์นสไตล์ยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569490

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

โรลันด์ เฮิน เปิดบ้านโมเดิร์นสไตล์ยุโรป

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

โรลันด์ เฮิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเซีย นักธุรกิจชาวเยอรมันผู้ก่อตั้งอาณาจักรสตีเบล เอลทรอน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับกว่า 20 ปีแล้วที่โรลันด์พำนักอยู่ในประเทศไทย วันนี้เปิดบ้านชานเมืองสุดหรูของเขากับแนวคิดสบายๆ เรื่องบ้าน

การบุกเบิกอาณาจักรแห่งสตีเบล เอลทรอน เอเซียนั้น ต้องเผชิญกับความกดดันมากมาย รวมทั้งการทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก จึงทำให้สตีเบล เอลทรอน เอเซียได้ก้าวมาถึงจุดนี้ เคล็ดลับของโรลันด์คือ “บ้าน” ศูนย์รวมจิตใจที่มอบพลังเชิงบวกแก่เขา

โรลันด์เล่าว่า บ้านคือศูนย์รวมจิตใจและความสุข เรื่องนี้พูดยากเหมือนกันสำหรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการที่ดูแลออฟฟิศทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิก ทำให้ชีพจรลงเท้า ต้องออกเดินทางเพื่อติดต่อพบปะพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดเวลา

“นั่นทำให้การกลับ “บ้าน” ที่สามารถผ่อนคลาย สามารถชาร์จพลัง สามารถเป็นตัวของตัวเอง หรือสามารถรับอากาศบริสุทธิ์ได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด”

นอกจากนี้ การได้ใช้เวลาร่วมกับลูกชายทั้งสองคน และมีส่วนร่วมในทุกช่วงเวลาสำคัญของลูก ก็เป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญอย่างมากโรลันด์ชอบทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับลูกๆ เสมอ ถือเป็นพลังเชิงบวกและแรงผลักดันที่ดี

กรรภิรมย์ เฮิน ภรรยา เปิดใจถึงสาเหตุที่เลือกสร้างบ้านในโครงการเพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ (Perfect Masterpiece) ว่า บ้านหลังนี้เป็นศูนย์กลางของครอบครัวก็ว่าได้ ชอบเนื่องจากให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ใหญ่รายล้อม ทั้งยังมีทะเลสาบใจกลางหมู่บ้าน ที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แม็กซ์และอเล็กซ์

คู่สามีภรรยายังถูกใจสถานที่ตั้งย่านรามคำแหง ซึ่งใกล้สนามบิน จึงสะดวกสำหรับโรลันด์ที่เดินทางบ่อย โครงการฯ เน้นความปลอดภัย โดยได้รับการออกแบบให้เป็นหมู่บ้านขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ภายในโครงการใหญ่อีกชั้นหนึ่ง

“เหมือนความปลอดภัยที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ 2 ชั้น ทำให้โรลันด์วางใจในเรื่องความปลอดภัย แม้เขาจะอยู่ห่างไกล” กรรภิรมย์เล่า

สำหรับสไตล์การตกแต่ง กรรภิรมย์เล่าว่า ตัวบ้านดีไซน์เป็นโมเดิร์นสไตล์ยุโรป พร้อมสวนสวยขนาดพอเหมาะ เมื่อเดินสู่ด้านในของตัวบ้านจะเห็นพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง ให้ความรู้สึกโล่งสบาย พื้นจรดเพดานสูงโปร่ง ให้ความรู้สึกโอ่โถงและปลอดโปร่งไปพร้อมกัน

“ทุกห้องในบ้านตกแต่งด้วยกระจก ทำให้พื้นที่ภายในสว่าง สดใส และดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น”

โรลันด์เล่าต่อว่า การตกแต่งภายในยังใช้แนวคิดเรื่อง “สบาย สบาย” หมายถึง ความไม่เคร่งครัดแต่สบายๆ ในแบบที่ต้องการ โดยสองสามีภรรยาเป็นผู้เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในบ้าน เน้นสไตล์มินิมอลที่เรียบง่าย น้อยชิ้น ที่สำคัญจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์แบบบิลต์อินหรือเฟอร์นิเจอร์ยึดติดผนังเลย

“เราชอบและรักที่จะตกแต่งบ้าน จึงอยากปรับโน่นเปลี่ยนนี่ตลอดเวลา เพื่อให้บ้านมีบรรยากาศน่าอยู่ ไม่ซ้ำซากจำเจ ยกเว้นจากห้องครัวแล้ว จึงไม่มีบิลต์อินเลย”

สำหรับห้องที่ใช้เวลาตกแต่งนานที่สุดคือ ห้องครัว ซึ่งเป็นมุมโปรดของโรลันด์ เขาเล่าว่าที่นี่ห้องครัวคือสิ่งแรกที่เห็นเมื่อเดินเข้ามาในบ้าน โดยเป็นส่วนหนึ่งของห้องนั่งเล่น และเป็นจุดศูนย์กลางของบ้าน เหมือนเป็นศูนย์รวมครอบครัว

“เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพกลายเป็นสิ่งที่ผมใส่ใจ การทำอาหารกลายเป็นกิจกรรมโปรด เพราะได้มอบสิ่งดีๆ ให้ตัวเองและครอบครัว อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ ช่วยเรื่องสุขภาพและได้ใช้เวลากับลูกด้วย”

อีกหนึ่งมุมโปรดคือห้องนั่งเล่น ที่รวบรวมเกมโปรดของน้องแม็กซ์และน้องอเล็กซ์ไว้ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหนุ่มน้อยทั้งสองต่างประสานเสียงเป็นหนึ่งเมื่อถูกถามถึงมุมโปรด โดยโรลันด์ได้ติดตั้งจักรยานออกกำลังกายไว้ใกล้ๆ เพื่อดูแลหนุ่มๆ เวลาเล่นเกมไปพร้อมกัน

บ้านแห่งความอบอุ่น โรลันด์และภรรยาเล่าว่า จากนี้ไปก็จะยังเดินหน้าตกแต่งไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นบ้านแสนรักและอบอุ่นของสมาชิกทุกคน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สบาย สบาย” ของเจ้าของบ้านนั่นเอง

21 วัน ปลูกนิสัย สร้างได้ด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569487

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

21 วัน ปลูกนิสัย สร้างได้ด้วยตัวเอง

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า  ภาพ pexels.com, pixabay.com

ได้ยินกันมาหนาหูแล้วว่า การทำอะไรซ้ำๆ ต่อเนื่องถึง “21 วัน” สามารถปลูกฝังนิสัย หรือสร้างนิสัยใหม่ได้ หากแต่มันเป็นจริงได้หรือไม่ กี่คนมากน้อยที่จะทำสำเร็จ แล้วอะไรที่จะเป็นแรงผลักดันไปสู่เป้าหมาย

ทฤษฎี 21 วัน เปลี่ยนนิสัย มาจาก ดร.แม็กซ์เวลล์ มอลทซ์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ซึ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือชื่อ Psycho-Cybernetics ตั้งแต่ช่วงปี 2503

ร่างกาย สิ่งมหัศจรรย์ สอนอย่างไรได้อย่างนั้น

เอษรา วสุพันธ์รจิต นักจิตวิทยาคลินิก ได้กล่าวถึงทฤษฎี 21 วัน เปลี่ยนนิสัยว่า ดร.มอลทซ์ได้ตั้งข้อสังเกต การกระทำจะกลายเป็นนิสัยได้ หากเราทำต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 21 วัน

อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปยังที่มาของทฤษฎีนี้จะพบว่า ไม่มีงานวิจัยรองรับชัดเจน มีเพียงการสังเกตความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้ป่วยของ ดร.มอลทซ์ เท่านั้น

ภายหลังในปี 2552 ได้มีงานวิจัยของ ดร.ฟิลลิปปา ลัลลี พยายามตอบคำถามว่า มนุษย์เราต้องใช้เวลาเท่าใดกันแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงการกระทำให้ติดเป็นนิสัย ปรากฏว่ามีช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 18-254 วันเลยทีเดียว (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 66 วัน)

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่ระยะเวลาที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่างของเราได้หรือไม่ แต่มีปัจจัยอื่นๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้

ก่อนที่จะเปลี่ยนนิสัย เรามาทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับคำว่า “นิสัย” กันก่อน

เอษรา ได้อรรถาธิบายถึง “นิสัย” (Habit) คืออะไร ปัจจุบันมีคำนิยามที่หลากหลายของคำว่านิสัย แต่สรุปให้เข้าใจง่ายคือ การที่เราตอบสนองต่อเหตุการณ์หรืออะไรบางอย่างแบบอัตโนมัติ พูดง่ายๆ คือ เรา “เคยชิน” ที่จะทำมันโดยไม่รู้สึกว่า “ฝืน” นั่นเอง (หลายครั้งไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ) และนั่นหมายความว่า หากเราจะสร้างนิสัยใหม่ เราต้องหัดฝืนความเคยชินที่มีมาแต่เดิม

แล้วเวลา 21 วัน คนเราสามารถที่จะเปลี่ยนนิสัยได้ไหม เอษรา ให้ความเห็นว่า การจะเปลี่ยนนิสัยของคนเรานั้น ไม่อาจตอบได้ด้วยระยะเวลาที่แน่นอนตายตัว ขึ้นกับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย “บางคนที่มีภาพลักษณ์ต่อตัวเองดี (Self-Image) เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอจะทำได้ รับรู้ความสำเร็จของตัวเองเป็น

เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่มองตัวเองไม่ดีนัก เชื่อว่าทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่ค่อยรับรู้ศักยภาพของตัวเอง หรือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวเองพอทำได้ คนกลุ่มแรกมักมีแนวโน้มที่สำเร็จมากกว่า

ดังนั้น 21 วันเป็นการตั้งเป้าหมายเพื่อเอาชนะใจตนเองก็อาจเป็นได้นะคะ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับความยากง่ายของพฤติกรรมที่เราต้องการให้เกิด (ตั้งเป็นเป้าหมาย) ด้วย

หากพฤติกรรมนั้นเกิดได้ยาก กว่าจะทำสำเร็จได้ต้องอาศัยความพยายามและอดทนอย่างมาก โอกาสที่เราจะรับรู้ความสำเร็จในแต่ละวันที่ทำไปก็ยากอีก แบบนี้โอกาสที่เราจะล้มเหลวก่อน 21 วันก็มีสูงค่ะ

ถ้าเป็นพฤติกรรมที่เปิดโอกาสให้เรารับรู้ความสำเร็จอยู่บ้างในแต่ละครั้งที่ทำ มีความท้าทายแบบพอดีๆ แบบนี้โอกาสที่จะทำต่อเนื่องจนครบ 21 วัน ที่เราตั้งเป็นเป้าหมายไว้ก็อาจเป็นไปได้ก็ได้”

เป้าหมายที่จะเปลี่ยน หากไม่ใช่สิ่งที่เราชื่นชอบ มีแรงปรารถนาอย่างแรงกล้า ความล้มเหลวก็มีสูง หากแต่เราก็สามารถพิชิตเป้าหมายได้

“อธิบายด้วยหลักของ Cognitive Behavioral Theory ค่ะ เมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมจะเปลี่ยน และอารมณ์ก็จะเปลี่ยน ทั้งนี้คำว่าความคิดนั้นหมายรวมถึงความเชื่อ ทัศนคติ หรือกฎบางอย่างที่เรามีให้ตัวเองด้วย ถ้าสิ่งนั้นขัดต่อความเชื่อที่เรามี โอกาสที่เราจะไม่ทำก็มีสูงกว่า สิ่งที่สอดคล้องไปกับความเชื่อเดิมของเรา

เช่น ถึงเรารู้ว่าการตื่นเช้าตรงเวลามันดี แต่ถ้าเราเชื่อว่าแค่กด Snooze นาฬิกาแค่ครั้งสองครั้งไม่เป็นอะไรหรอก โอกาสที่เราจะกด Snooze ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมมีสูงขึ้น แต่ถ้าเราเปลี่ยนความคิดว่า การกด Snooze เพิ่มโอกาสการตื่นสาย นั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะจัดการเลิกกด Snooze ได้เพิ่มมากขึ้นแล้ว

เมื่อโอกาสเพิ่มขึ้น บวกกับการ “ฝึก” ซ้ำๆ เพื่อ “ฝืน” แนวปฏิบัติเดิมของเรา จากกด snooze เป็นห้ามกด โอกาสที่จะตื่นตั้งแต่เสียงปลุกแรกจะเพิ่มขึ้น นั้นเท่ากับ พฤติกรรมเปลี่ยน เป็นต้น

ที่จริงร่างกายเรามหัศจรรย์นะคะ ถ้าเราสอนร่างกายเราอย่างไร ร่างกายเราจะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวรับนิสัยใหม่เข้ามาจนได้ค่ะ”

เราปลูกนิสัยโดยไม่รู้ตัว

บอย-วิสูตร แสงอรุณเลิศ วิทยากร นักเขียน ผู้สอนให้คนเปลี่ยน “ความหลงใหล” เป็น “ธุรกิจ” และเขาเคยฝากผลงานเขียน “หนังยาง ล้างใจ” นำเสนอเทคนิคเปลี่ยนชีวิตใน 21 วัน

“ผมว่าเลข 21 เป็นตุ๊กตาตัวเลขที่เรามาร์คจุดไว้ พื้นฐานของเราทำอะไรซ้ำๆ ต่อเนื่องกันจะกลายเป็นนิสัย เราจะใช้ความพยายามน้อยลง ความจริงนานกว่านั้นก็ยิ่งดี น้อยกว่านั้นได้ไหม ผมว่ามันเหมือนกาวยังไม่แห้งยังไม่ติดกับเรา

ประเด็นที่หลายคนไม่ทันคิดก็คือ เรามีนิสัยบางอย่างที่เรามีอยู่แล้ว เราไม่รู้ตัว เป็น ออโต้ ไพรอท เป็นนิสัยที่เราทำโดยไม่ต้องคิด เช่น ขับรถไปทำงานทุกๆ วัน ใช้เส้นทางไหน แต่พอเราจะเริ่มต้นอะไรสักอย่างที่ต้องคิดมันเลยยากในตอนแรก แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ จะเข้าสู่หมวดทำไม่ต้องคิดแล้ว”

ประสบการณ์ล่าสุดที่ บอย วิสูตร ทำจนเป็นนิสัยได้ คือ ออกกำลังกาย และเขามีเทคนิคที่จะพิชิตเป้าหมาย “ผมตัดสินใจไปเล่นโยคะกับภรรยา ผมรู้ว่าการมีตัวช่วยจะให้รู้สึกว่า ยากน้อยลง

สิ่งที่ผมเล่าปรับใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย ช่วงแรกทุกอย่างที่เราจะทำมันยากแน่นอน เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย มันต้องใช้ Will Power หรือกำลังใจนั่นแหละ

ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างใช้กำลังใจตัวเองอย่างเดียวไม่อยู่ ผมเอามาประยุกต์ เริ่มด้วยสิ่งที่มันง่ายๆ ก่อน ผมเข้าคลาสโยคะแม่บ้านหลังส่งลูกไปโรงเรียน เลือกที่ใกล้บ้าน ถ้าไปเริ่มที่มันยาก ไกล จะไม่อยากไป

สองต้องมีเพื่อนร่วมทาง ก็คือไปกับแฟน วันไหนใครขี้เกียจอีกคนได้ดึงกันไป สามหมั่นเล่าพฤติกรรมใหม่ของเราให้คนอื่นฟัง เพื่อให้สิ่งภายนอกขับเคลื่อนเราด้วย กระตุ้นเราด้วย”

การที่เราจะฉุกคิดลงมือทำอะไรสักอย่าง หรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง ส่วนใหญ่มนุษย์เรามักถูกกระตุ้นจากภายนอก หรือจากบุคคลอื่น เพราะการที่เราอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ผู้คนหน้าเดิม มักจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราเอาตัวไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ เช่น การออกเดินทาง การคบคนในแวดวงที่ไม่เคยเกี่ยวข้อง ก็สามารถกระตุ้นให้เราอยากทำอะไรใหม่ๆ

“นิสัยมีแค่ 2 อย่าง ดี กับ ไม่ดี แต่ไม่ว่าจะทำอะไร เรากำลังปลูกนิสัยบางอย่างให้ตัวเรา มันไม่มีใครตื่นขึ้นมาอ้วน มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันคือสิ่งที่เราสั่งสมมานาน เราสะสมนิสัยไม่ดีบางอย่างอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

แต่พอนิสัยดีๆ ถ้าจะทำมันต้องมีอะไรที่ฉุกคิด คนเรามีแรงกระตุ้น 2 แบบ แบบแรก ถูกกระตุ้นเพราะอยากได้อะไรบางอย่างที่อยู่ปลายทาง ชีวิตดีขึ้น ชื่อเสียง เงินทอง

สองบางคนถูกกระตุ้นต้องเจ็บปวดก่อน เจอวิกฤตก่อน เดือดร้อนก่อนถึงจะเปลี่ยนแปลง

อันนี้ดูแย่ แต่ส่วนใหญ่คนมักจะเป็นแบบหลัง ผมเองก็เป็น มีน้อยคนลุกมาออกกำลังกายเพราะอย่างแข็งแรง กับคนที่หมอบอกให้ออกกำลังกาย สุขภาพแย่แล้ว คนแบบหลังจะเยอะกว่า

มีประโยคหนึ่ง ตอนแรกเราสร้างนิสัย ตอนหลังนิสัยจะสร้างเรา ตอนแรกเราเป็นนายนิสัย พอทำจนเป็นนิสัย นิสัยจะควบคุมเรา”

เช่นนั้นถ้าเราอยากให้ภาพที่คนอื่นมองเราเข้ามาเป็นอย่างไร ก็คือเราต้องสร้างต้องปลูกนิสัยนั้น

21 วัน ค้นหาตัวตน

ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านการลงทุน เป็นอีกคนหนึ่งที่ผ่านการทำอะไรซ้ำๆ จนเกิดเป็นความชอบ เช่น การออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

เริ่มต้นด้วยวันละ 30 นาที ให้ร่างกายไม่ปวดมาก เพราะถ้าปวดวันอื่นจะไม่อยากวิ่งต่อ พอมาทำจุดหนึ่ง มันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

“พอเปลี่ยนตรงนี้ผลลัพธ์ก็เปลี่ยน เอามาใช้ได้กับหลายอย่าง ในการลงทุน การออม ทดสอบคือเราทำได้ไหม เราอยากเรียนรู้อะไร เรามาทดสอบ ทำติดต่อกันต่อเนื่องเราจะเริ่มเข้าใจมันมาก

อย่างเรื่องการลงทุน 21 วัน ยังไม่เห็นผล แต่เรียนรู้ ให้เวลาศึกษามัน วันหนึ่งลองกำหนด 20 นาที อ่านศึกษาไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องว่าเรารู้สึกยังไง

คนรุ่นใหม่ชอบหลายๆ อย่าง ต้องลองทดสอบตัวเอง ถ้าไม่ลองสิ่งนี้เราไม่รู้ อยากรู้ว่าเราชอบมันจริงๆ ไหม ลองทำดู ถ้าเราผ่านจุดนี้มาได้แสดงว่าชอบจริงๆ ถ้าไม่ชอบก็เสียเวลาแค่ 21 วัน

เหมือนเวลาเราหัดอะไรก็ตาม คนเล่นกีตาร์ไม่เป็น กับคนฝึกเล่น 21 วัน คนฝึกจะเหมือนคนเล่นเป็น คนหัดว่ายน้ำจะต่างจากคนไม่เป็น ความรู้ก้าวกระโดดในช่วงแรก คนเราต่างกันตรงช่วงแรกนี่แหละ หลังจากนั้นการพัฒนาจะช้าลง จากไม่เป็นมาเป็นอาจจะใช้เวลาไม่นาน แต่เป็นแล้วเก่งจะใช้เวลานานกว่านั้น”

ภาววิทย์เคยนำเสนอ “กฎ 20 ชั่วโมง” ของ Josh Kaufman “ในเมื่อทุกคนมีเวลาเท่ากัน จะทำอย่างไรให้ตัวเราเก่งกว่าคนอื่นในเวลาที่เท่ากัน”

Josh ไปค้นคว้าเรื่องการพัฒนาสกิลของมนุษย์ว่าเราจะเรียนรู้อย่างก้าวกระโดดใน 20 ชั่วโมงแรก ดังนั้นที่เราอยากเป็นนั่นเป็นนี่ รวมถึงการทำธุรกิจมันตัดสินกันที่ 20 ชั่วโมงแรก (การฝึกฝนวันละ 40 นาที ตลอด 30 วัน ก็ประมาณ 1 เดือน)

ถ้าไม่ชอบจริงหลัง 20 ชั่วโมงก็เลิกไป แต่ถ้าดีก็ทุ่มต่ออีก 1 หมื่นชั่วโมง ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ “Professional” ในเรื่องนั้นๆ (กฎ 1 หมื่นชั่วโมง เขาศึกษาจากจำนวนเวลาที่คนๆ หนึ่งเรียนปริญญาเอกนั่นเอง)

21 วัน สร้างสุขภาพได้

โครงการพัฒนากลุ่มผู้บริโภค บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพในสำนักงาน โดย สสส.เป็นอีกโครงการหนึ่งที่พิสูจน์มาแล้วว่า การทำอะไรต่อเนื่อง 21 วันนั้น ให้ผลลัพธ์ที่ดี ซึ่งจัดขึ้นเป็นที่ 2 แล้วกับจัดกิจกรรม “กินผัก สร้างสุข ปี 2”

จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก พบว่า การบริโภคผักผลไม้ 400 กรัม/วัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไต

“จันทร์จิดา งามอุไรรัต” หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2560 โครงการฯ ได้เข้าไปสนับสนุนองค์กรต้นแบบทั้งภาครัฐและเอกชน 10 แห่ง อบรมให้ความรู้ความเข้าใจ และสาธิตการทำเมนูอาหารจากผักและผลไม้ พร้อมทั้งสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมการกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัมต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นเวลา 21 วัน จนได้ผู้ที่รับประทานผักและผลไม้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหมดจำนวน 143 ราย

“เราต้องการสื่อสารให้ผู้บริโภครู้ว่า ผักที่กินทุกวันอยู่เพียงพอขนาดไหน คนกินผักก็บอกกินเยอะแล้ว แต่นั่นบอกผ่านความคิดความรู้สึก ไม่ได้ผ่านการสังเกตไม่ผ่านการบันทึกทำสถิติ

ทำไมต้องกิน 21 วัน เราได้ไอเดียมาจากนักเขียนชาวอเมริกัน คนเราถ้าทำอะไรซ้ำๆ เดิม 21 วัน สามารถมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมถาวร

21 วัน เป็นระยะที่สั้นที่สุด มี 60 วัน 90 วัน เราเลยเริ่มต้นจากระยะที่สั้นที่สุด เพราะไม่สั้นและไม่ยาวเกินไปสำหรับการเริ่มต้นของคน

คนที่เข้าร่วมแล้วมีการปรับเปลี่ยนได้จริงๆ เรื่องแรกคือการขับถ่ายดีขึ้น สองผิวพรรณ เรื่องที่สามคือการนอนหลับได้ดีขึ้น

เคสที่เห็นได้ชัด คนหนึ่งเป็นนักกีฬา ก่อนเข้าร่วมโครงการไปตรวจสุขภาพเป็นเบาหวานกับมีคอเลสเตอรอลสูง เขาซีเรียสมาก พอเข้าโครงการเขาจึงตั้งใจมาก ผลตรวจหลังจาก 21 วัน น้ำตาล คอเลสเตอรอลลดลง

หัวใจของการทำ 21 วัน เขาต้องทำด้วยตัวเอง การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดจากตัวเขาเอง สร้างเป้าหมาย แล้วในโปรแกรม เรามีไลน์กลุ่ม ให้ทุกคนส่งภาพอาหารมา เหมือนการสร้างแรงกระตุ้นให้กับกลุ่ม บางคนทำ 2-3 วันอยากเลิก เห็นคนอื่นทำก็เกิดแรงฮึดมา แล้วภายใน 21 วันเขาจะเห็นแพตเทิร์นการกินของเขา”

สุดคนึง ตันวัฒนเสรี หนึ่งในกลุ่ม Veggies Lovers ที่เข้าร่วมโครงการ เล่าถึงประสบการณ์และผลลัพธ์ หลังจากการเข้าร่วมโครงการ 21 วัน มหัศจรรย์ผักผลไม้มีสิ่งดีๆ ในเรื่องสุขภาพเกิดขึ้นหลายอย่าง “ที่ชัดเจน คือ ระบบขับถ่ายที่ตรงเวลาอาการท้องผูกที่เคยเป็นได้หายไป ร่างกายแข็งแรงขึ้น รู้สึกได้จากไข้หวัดที่มักจะเป็นบ่อยๆ เวลาอากาศเปลี่ยน

การกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ไม่ยากเลยค่ะ เมื่อจบโครงการก็ยังคงกินผักผลไม้ต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย กินผักมากขึ้น เปลี่ยนมาทำอาหารกินเองทุกเช้า ซึ่งโครงการให้ส่งรูปอาหารที่รับประทานเข้าไปในกรุ๊ปไลน์ทุกมื้อทุกวัน เห็นอาหารก็เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำอาหารกินเองบ้าง หาเมนูผักกินมากขึ้นตาม”

ไม่ว่าแรงกระตุ้นจะเกิดจากสิ่งใด หากสิ่งที่จะทำให้ชีวิตคุณเกิดการเปลี่ยนแปลง คือตัวคุณเอง เป้าหมายที่ตั้งไว้ 21 วัน ก็จะไม่บรรลุผลสำเร็จ หากไม่มีวันแรก

ไม่มีใครออกสตาร์ทแล้วถึงเส้นชัยในทันที อาจจะยากแค่เริ่มต้น แต่เชื่อเถอะว่า คุณไม่ได้กำลังคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเพียงลำพัง… 

วิธีหาโอกาสดีๆ เวลาหุ้นลงหนักๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569488

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

วิธีหาโอกาสดีๆ เวลาหุ้นลงหนักๆ

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส เพียงแต่ว่าต้องพยายามมองหาโอกาสนั้นให้เจอแล้วพิจารณาอย่างถ้วนถี่อย่าโลภจนไม่มีสติ แล้วจะพบโอกาสในการสร้างเม็ดเงินได้แม้ในสถานการณ์ย่ำแย่แบบตลาดหุ้นตอนนี้ที่หลายคนรู้สึกว่าหุ้นเล่นยากและทำกำไรได้ยากมากเช่นกัน โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช นักลงทุนในตลาดหุ้นที่ประสบความสำเร็จมีข้อแนะนำที่น่าสนใจดังนี้

เขาบอกว่าทุกครั้งที่หุ้นตกหนักๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่สำหรับนักลงทุนที่เล่นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี หรือวีไอ (Value Investor) พันธุ์แท้ นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะพิจารณาเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเข้าพอร์ต โดยขอเสนอคำแนะนำ 10 ข้อ สำหรับ Value Investor ในการลงทุนท่ามกลางภาวะผันผวน ซึ่งน่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับช่วงเวลาแบบนี้

1.เขียน Wish List ของคุณไว้

ระบุให้ชัดเจนว่าเล็งหุ้นตัวไหนไว้บ้าง หากราคาตกลงมาถึงเท่าไรจะซื้อเป็นจำนวนเท่าไร รวมแล้วมีงบสำหรับหุ้นตัวนี้เท่าไร เป็นสัดส่วนเท่าไรของพอร์ต แล้วลองร่างภาพรวมของพอร์ตที่ต้องการออกมาเลยยิ่งดี การเขียนรายการที่ปรารถนาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ในเวลาที่โอกาสมาถึง

2.เตรียมกระสุน

หากคุณมีเงินสด จงเตรียมไว้ให้พร้อม และให้พอ แต่หากไม่มีเงินสด และจำเป็นต้องขายหุ้นที่มีเพื่อเอาไปซื้อหุ้นตัวอื่น ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าหุ้นตัวไหนมีโอกาสเติบโตน้อยที่สุด แล้วขายตัวนั้น แต่ก็ต้องมั่นใจว่าตัวใหม่ที่จะเข้าไปซื้อดีกว่าตัวปัจจุบันแน่ๆ และต้องระวังไว้ว่าสนามหญ้าอีกฝั่งหนึ่งแม้ดูเขียวกว่าแต่อาจไม่ดีเท่าสนามหญ้าฝั่งเราก็ได้

3.อย่าพยายามหาจุดต่ำสุด

คุณไม่มีทางรู้ว่าก้นเหวอยู่ที่ไหน จะตกลงไปถึงกี่จุด 1,400, 1,200 หรือ 900 จุด ก็ไม่รู้ ดังนั้น อย่าพยายามค้นหาไม่จำเป็นต้องฟังนักวิเคราะห์ เพราะความจริงคือไม่มีใครรู้หรอก ถ้าดูภาพรวมของปัจจัยพื้นฐานงบการเงินกำไรของบริษัทนั้นๆ ยังดีอยู่ ปันผลที่ดีเกิน 5% เป็นหุ้นที่แนวโน้มยังไปได้ดี เมื่อตกมาถึงระดับที่น่าพอใจก็เลือกเก็บสะสมได้เลย

4.ดูหุ้นเป็นรายตัว อย่าดูทั้งตลาด

หากจะลงทุนในหุ้นตัวไหน ให้ศึกษาพื้นฐานของกิจการและจับตาความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนั้นๆ ประกอบ ดีกว่าที่จะเข้าซื้อในวันที่ทั้งตลาดตก เพราะในสถานการณ์ที่ผันผวน คุณไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าวันต่อไปจะเป็นเช่นไร รีๆ รอๆ เลยไม่ได้เก็บของถูกราคาเหมาะสมเข้าตลาด

5.ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

วรรคทอง Anything is Possible ปกติใช้ในทางบวก แต่ในที่นี้ใช้ในทางลบคืออย่าคิดว่าอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้น อย่าคิดว่าอะไรเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด อย่าคิดว่าหุ้นตัวนี้ไม่มีทางตกลงไปมากกว่าจุดนั้นจุดนี้ เพราะในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ หุ้นมีขึ้นก็มีลง มีลงก็มีขึ้น ในการลงทุนก็เผื่อใจไว้บ้างอย่าโลกสวยว่ามันจะเขียวตลอดเวลา

6.ตามข่าวเพื่อเข้าใจภาพรวม

ปกติวีไอพันธุ์แท้ไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเกาะติดมากนัก เพราะเราให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการเป็นสำคัญ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เราควรเข้าใจภาพรวมของตลาดหุ้นและภาวะเศรษฐกิจโลกเอาไว้บ้าง เช่น เฟดจะมีมติเรื่องขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร ข่าวทางไทยเองเป็นยังไงบ้าง แนวโน้มตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไรในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

7.อย่าหลงไปกับการรีบาวด์

(ดีดตัวแรงขึ้น)

เวลาหุ้นถูกแรงบีบให้ตกต่ำลงมาเรื่อยๆ พอมีข่าวดีหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สักเล็กน้อย หุ้นจะดีดกลับขึ้นไปแรงมากเพราะถูกอั้นไว้นาน ซึ่งไม่ได้แปลว่าสถานการณ์โดยรวมมีอะไรดีขึ้นมากมายแต่อย่างใด ดังนั้น หากกระโดดเข้าไปซื้ออาจพลาดพลั้งได้

8.อย่ากลัวตกรถไฟ

ในช่วงวิกฤตมักเกิด Head & Shoulders Pattern คือ ดัชนีตกถึงจุดหนึ่งแล้วหันหัวกลับขึ้นไป ซึ่งอาจไม่ใช่แค่การรีบาวด์สั้นๆ แต่ขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้เราเชื่อว่าคราวนี้ของจริงคงอยู่ในขาขึ้นจริงๆ แล้วกระโดดเข้าไปซื้อจากนั้นดัชนีก็ตกลงอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคิดให้ดี อย่าเอาแต่กลัวที่จะพลาดโอกาสทอง จงอย่ากลัวที่จะตกรถไฟ ถ้าไม่รู้ว่ารถไฟขบวนนั้นจะพาคุณไปไหน เอาแบบชัวร์ๆ รอขึ้นเที่ยวต่อไปแพงหน่อยแต่มั่นใจว่าไม่พาไปผิดทางดีกว่า

9.ซื้อแล้วอย่าคิดมาก

เราไม่มีทางซื้อหุ้นได้ในจุดที่ต่ำที่สุด ถ้าเลือกถูกตัว ยังไงก็กำไร แต่อย่าลืมว่าวีไอเราถือยาวอยู่แล้ว อย่าอิจฉาถ้าใครเขาซื้อได้ถูกกว่าเรา บั่นทอนจิตใจเปล่าๆ แม้ต้นทุนเราอาจจะแพงกว่าเขาไปบ้างก็ไม่เป็นไร บางตัวถูกบางตัวแพงถัวๆ กันไป ได้น้อยก็ดีกว่าไม่ได้เลย

10.เน้นหุ้นพื้นฐานดีเอาไว้

ปกติวีไอเน้นซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว แต่กรณีที่หุ้นร่วงหนักๆ มักมีของดีราคาถูกเต็มไปหมด จึงยิ่งต้อง เน้นของดี ราคาถูกจริงๆ อย่าโลภเก็บหุ้นเข้าพอร์ตไปทั่วจงเลือกหุ้นดีเป็นหลักไม่เกิน 2 ตัวก็พอแล้ว

เพราะในเวลาแบบนี้ คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับกิจการที่อนาคตไม่แน่นอนใดๆ เพราะหุ้นของกิจการที่มั่นคงมากๆ โตเร็วๆ มันก็ถูกอยู่แล้ว ในเมื่อโอกาสทองมาถึงแล้ว จะเสี่ยงไปทำไม?

บอกอะไร…ก็ฟังไว้ ตรวจสุขภาพประจำปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569489

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

บอกอะไร...ก็ฟังไว้ ตรวจสุขภาพประจำปี

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ อีพีเอ

ร่างกายบอกอะไร ก็ขอให้รับฟังไว้เถอะ อุทาหรณ์จากคนไม่ชอบตรวจสุขภาพประจำปี ที่ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นอะไรแล้วเป็นเยอะ เพราะไม่ตรวจ ไม่ยอมตรวจ หลีกเลี่ยงการตรวจ หรือบางคนไปตรวจ(สุขภาพ)ก็จริง แต่ไม่ทราบเลยว่า ไอ้ที่ตรวจๆ มานั้น ข้อมูลและศัพท์แสงทางเทคนิค(การแพทย์)ต่างๆ บ่งชี้อะไร

อ้าว! ถ้าอย่างนั้นแล้วจะมีประโยชน์อะไร หากประสงค์การใช้ชีวิตที่ยาวยืน ก็ขอให้เป็นชีวิตที่มีสุขภาพดี ดีกว่ามาเรียนรู้การวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพแบบเจาะลึกกันดีกว่า

1.ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (CBC)

ผลเลือดนั้นสามารถบอกถึงความผิดปกติต่างๆ ได้ โดยดูจากลักษณะของเม็ดเลือดแดง (RBC Normochromia) จำนวนเม็ดเลือดขาว (WBC) ปริมาณเกล็ดเลือด (Pit Count) ดูความเข้มข้นของเลือด (Hb) รวมถึงการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อดูความเสี่ยงในการเกิดภาวะโลหิตจาง โดยดูจากค่า Hemoglobin ซึ่งมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 12.5-16.6 g/dl ในผู้ชาย และ 11.7-14.6 g/dl ในผู้หญิง หากใครมีค่าต่ำกว่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะโลหิตจางหรือธาลัสซีเมีย

2.ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

เป็นการตรวจหาภาวะเบาหวานและความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน โดยดูจากระดับของกลูโคส ซึ่งค่ามาตรฐานอยู่ระหว่าง 70-99 แต่หากสูงกว่านี้ แต่ยังไม่เกิน 126 หมายถึงอาจมีภาวะเสี่ยง ควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หรือการลดของหวานลง อย่างนี้ก็ช่วยได้ แต่หากค่าสูงเกิน 126 นั่นคือสัญญาณของภาวะเบาหวานควรรีบปรึกษาแพทย์

3.ตรวจระดับไขมันในเลือด

เป็นการตรวจเพื่อหาความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับความดัน หลอดเลือดหัวใจ เส้นสมองอักเสบ โดยเกณฑ์ของคอเลสเตอรอลไม่ควรเกิน 200 ค่า LDL (Low Density Lipoprotein) ควรต่ำกว่า 100 และค่า HDL(High Density Lipoprotein) ไม่ควรต่ำกว่า 40

สำหรับค่า HDL นั้น ยิ่งสูงยิ่งดี ตรงกันข้ามกับคอเลสเตอรอลและ LDL ที่ยิ่งสูงยิ่งเป็นสัญญาณเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการให้ยาลดไขมัน ทั้งนี้ พฤติกรรมการกินก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่ได้ผลดีเช่นกัน ในผู้ที่มีระดับไขมันสูงไม่มากแพทย์อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ กะทิ อาหารทะเล

4.ตรวจการทำงานของไต

การทำงานของไตมีค่าหลักอยู่ 2 ตัว คือ BUN (Blood Urea Nitrogen) และครีอะตินิน (Creatinine) เป็นการวัดค่าไนโตรเจนจากยูเรียที่อยู่ในเลือด ซึ่งได้จากการย่อยโปรตีนของร่างกาย หากปัสสาวะมีกลิ่นฉุน แปลว่า ไตกำลังทำงานหนัก ค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 6-20 mg/dl หากเกินกว่านี้คือสัญญาณของไตเสื่อม แต่ค่า BUN อาจไม่คงที่ เพราะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การดื่มน้ำน้อยเกินไป การกินโปรตีนมากเกินไป หรือผลข้างเคียงของยา

ในขณะที่ค่าครีอะตินิน หรือระดับครีอะตินินในเลือดเป็นการตรวจดูการทำงานของไตที่แม่นยำกว่า เพราะครีอะตินินเป็นของเสียที่มาจากการใช้กล้ามเนื้อในร่างกายเท่านั้น โดยค่ามาตรฐานของครีอะตินินอยู่ระหว่าง 0.6-1.2 mg/dl ในผู้ชาย และ 0.5-1.12 mg/dl ในผู้หญิง คนที่ไตเสื่อมจึงมีค่าครีอะตินินสูงผิดปกตินั่นเอง

5.ตรวจการทำงานของตับ

ตรวจหาเอนไซม์ของตับ เพื่อดูการทำงานของตับ โดยดูจากค่า SGPT (AST) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากความเสียหายของตับ เม็ดเลือดแดง หัวใจ กล้ามเนื้อ ตับอ่อนและไต แต่ค่า SGPT (AST) อาจมีผลมาจากความเสียหายของเนื้อเยื่อของอวัยวะอื่นๆ ร่วมด้วย และตับเองก็เป็นอวัยวะที่ไวต่อโรค จึงทำให้ค่า SGPT (AST) สูงขึ้นได้บ่อยครั้ง

ขณะที่ค่า SGPT (ALT) เป็นค่าเอนไซม์ที่เกิดจากความเสียหายหรือจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อใดที่พบค่า SGPT (ALT) สูง นั่นคือการบ่งชี้ที่สำคัญของการเกิดโรคตับที่ชัดเจนกว่านั่นเอง ค่า SGPT (ALT) นี้ จึงมักถูกใช้เพื่อการตรวจสุขภาพของตับเป็นหลัก

เพียงแค่นี้ก็พอจะวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้แล้ว หากก็ต้องไม่ลืมว่า การตรวจสุขภาพและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ (ทุกปีนะจ๊ะ)