ชวนมา‘เผือก’ สร้างสังคมปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570015

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : คลังภาพบางกอกโพสต์

เมื่อปีที่ผ่านมา เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงทำการสำรวจประชาชนทุกเพศสภาพมากกว่า 1,000 คน ถึงสถานการณ์ความปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะ พบว่า มากกว่าร้อยละ 45 เคยถูกคุกคามทางเพศ จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้อง “เผือก” เพื่อสังคมปลอดภัย

รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย หนึ่งในภาคีเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ กล่าวถึงสถานการณ์การคุกคามทางเพศว่า คนที่ถูกคุกคามมักไม่กล้าตอบโต้ ขณะเดียวกันในหลายเหตุการณ์คนที่อยู่รอบข้างก็สามารถช่วยเหลือได้แต่ไม่ทราบวิธีการ จึงเป็นเหตุให้มีการจัดตั้ง “ทีมเผือก” เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้มีความตื่นตัว หยุดการคุกคาม และช่วยเหลือคนที่ถูกคุกคามทางเพศ โดยหลังจากมีการจัดตั้งทีมเผือกเมื่อปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า ผู้ที่ถูกคุกคามกล้าพูด กล้าตอบโต้ ไม่นิ่งเฉย และทำให้ประชาชนเห็นว่า การถูกคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป

คำจำกัดความของคำว่า การคุกคามทางเพศ ประกอบไปด้วยหลายพฤติกรรมทั้งการมองใต้กระโปรง มองลงคอเสื้อ เบียดชิด ต้อนเข้ามุม แต๊ะอั๋ง ลูบคลำ พูดลามก ชวนคุยเรื่องเพศ พูดจาแทะโลม ผิวปากแซว หรือถูกอวัยวะเพศถูไถร่างกายเพื่อสำเร็จความใคร่ ซึ่งผลการสำรวจระบุด้วยว่า การมองใต้กระโปรงและการมองลงคอเสื้อ เป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุดในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถไฟฟ้า แท็กซี่ รถตู้สาธารณะ รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

“ที่น่ากังวล คือ ผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศโดยเฉพาะผู้หญิงมักไม่ตอบโต้เมื่อรู้ว่าถูกคุกคาม ซึ่งส่วนตัวคิดว่า บางคนอาจรู้สึกอายที่จะต้องส่งเสียงหรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จึงยอมนิ่งเฉยอยู่ตรงนั้นและปล่อยให้ถูกคุกคามต่อไป เราจึงรณรงค์สร้างทีมเผือกขึ้นมาเพื่อช่วยกันสอดส่องสถานการณ์การคุกคาม โดยการส่งเสียงถือเป็นวิธีหนึ่งในการตอบโต้เพื่อให้คนที่คุกคามอยู่หยุดพฤติกรรม ส่งเสียงบอกให้คนรอบข้างรู้ว่ามีการคุกคามอยู่ตรงนั้นเพื่อให้เกิดการระแวดระวัง และส่งเสียงบอกให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของระบบขนส่งสาธารณะให้รับทราบเพื่อดำเนินการเอาผิดต่อไป”

ปัจจุบันทีมเผือกมีสมาชิก 500 คน เป็นกลุ่มคนที่สมัครเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยสอดส่องป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ โดยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผ่านเพจเฟซบุ๊ก เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง Safe Cities For Women Thailand สมาชิกจะได้เรียนรู้วิธีเผือกผ่านข้อมูล และกิจกรรม Self Defense Lab ปฏิบัติการเผือก เพื่อเพื่อนรอด เราปลอดภัย ที่เปิดโอกาสให้ทีมเผือกเรียนรู้เทคนิคและวิธีการสังเกตสถานการณ์รอบตัว การเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทาง และการป้องกันตัวเองจากการคุกคามทางเพศ

ด้าน กิตติเชษฐ์ มายะการ ผู้เชี่ยวชาญการระวังป้องกันภัยและการป้องกันตัว เผย 5 วิธีในการเผือกง่ายๆ ได้แก่ หนึ่ง ตะโกนส่งเสียง เมื่อเห็นพฤติกรรมการคุกคามที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าตะโกนเสียงดังจะทำให้ผู้ที่กำลังก่อเหตุตกใจและหยุดพฤติกรรมการคุกคาม

สอง หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย เมื่อผู้ที่กำลังก่อเหตุรู้ว่ากำลังถูกถ่ายคลิปจะเกิดความกลัวและหยุดพฤติกรรม และคลิปวิดีโอยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดผู้ก่อเหตุได้อีกช่องทาง สาม แจ้งพนักงานรถโดยสาร วิธีนี้เป็นวิธีเผือกสำหรับพลเมืองดีที่อยากช่วย แต่ไม่มั่นใจในการเข้าไปแทรกแซงด้วยตัวเองก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ไปจัดการแทนได้

สี่ ทำเป็นเนียนว่ารู้จักผู้ถูกกระทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากผู้กระทำ และยังสามารถพาผู้ถูกกระทำออกมาจากสถานการณ์นั้นได้อย่างแนบเนียน และห้า ใช้ตัวเข้าแทรก ถ้าหากมั่นใจว่าสามารถรับมือกับผู้กระทำได้ก็สามารถนำตัวเข้าแทรกเพื่อขู่ให้ผู้กระทำหวาดกลัว และหยุดพฤติกรรมการคุกคาม

“มีเคล็ดลับเล็กๆ สำหรับการป้องกันตัวเองของผู้หญิงที่เสียเปรียบในเรื่องของขนาดตัวและแรงที่จะสู้กับผู้ชาย คือ การพกอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเอง เช่น ปากกาหรือไฟฉาย ที่เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ผิดกฎหมายและพกติดตัวได้ ในกรณีของไฟฉายสามารถใช้ส่องไปที่ตาคนร้ายเพื่อให้ตาพร่ามัวทำให้เราสามารถวิ่งหนีได้ และหากจวนตัวจริงๆ ก็สามารถนำปากกาทิ่มไปที่จุดสำคัญของคนร้ายและรีบวิ่งหนีเพื่อไปขอความช่วยเหลือ” กิตติเชษฐ์ กล่าว

ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ยังระบุด้วยว่า หลังจากที่มีการรณรงค์เรื่องการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ ทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้มีการอบรมพนักงานให้สอดส่องพฤติกรรมผู้โดยสารและการเข้าไปแทรกแซงเมื่อเกิดสถานการณ์ รวมถึงยังมีการพูดคุยกับกระทรวงคมนาคมถึงนโยบายการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในระบบขนส่งสาธารณะภายใต้การกำกับของกระทรวง เพื่อเป็นเครื่องมือดูแลความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร ทั้งยังใช้เป็นหลักฐานเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุคุกคาม

“สาเหตุหนึ่งที่ยังมีการคุกคามทางเพศอยู่เรื่อยๆ คือ ผู้ที่คุกคามไม่ถูกเอาผิด ไม่ถูกแจ้งความ จึงไม่เกรงกลัวและยังลงมือก่อเหตุต่อไป หรือเมื่อไปแจ้งความแต่ไม่มีหลักฐานเอาผิดกับคนคนนั้นได้ ดังนั้นถ้าระบบขนส่งสาธารณะมีกล้องวงจรปิดก็จะสามารถใช้เป็นหลักฐาน และยังสร้างความเกรงกลัวให้กับผู้จะกระทำการคุกคามไม่กล้าลงมือ นับเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องปราม”

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท ขนส่ง (บขส.) เข้าไปอบรมพนักงานประจำรถทัวร์ เรื่องการสอดส่องดูแลและช่วยเหลือผู้โดยสารที่ถูกคุกคาม รวมถึงจัดทำคู่มือหยุดการคุกคามทางเพศทั้งในรูปแบบเล่มและออนไลน์ เพื่อให้พนักงานสามารถเรียนรู้เทคนิค วิธีการ เข้าใจปัญหาการคุกคามทางเพศรูปแบบต่างๆ และคู่มือดังกล่าวจะสื่อสารไปยังผู้โดยสารด้วยว่า ไม่ควรนิ่งเฉย แต่สามารถป้องกันตัวเอง ตลอดจนแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือจากพนักงาน และร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้

“นอกจากการทำงานกับหน่วยงานรัฐ เรายังต่อยอดเข้าไปในโรงเรียน เนื่องจากเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตกเป็นเป้าหมายการคุกคาม หลังจากมีสมาชิกส่วนหนึ่งร้องเรียนว่า เกิดเหตุการณ์กับเด็กวัยรุ่นและเด็กนักเรียนที่ใช้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยเด็กหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคือการคุกคามทางเพศ จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ในชั้นเรียน” รุ่งทิพย์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ได้กล่าวถึงในด้านของกฎหมายที่สามารถเอาผิดกับผู้คุกคามทางเพศว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายดำเนินการกับผู้คุกคามทางเพศอย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีตัวอย่างของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการออกกฎหมายเรื่องการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะ โดยได้ระบุถึงพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การผิวปากแซว การพูดแซว การแต๊ะอั๋ง การสะกดรอยตาม หรือตามตื้อทำให้ผู้ที่ตกเป็นเป้าการคุกคามรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ จะผลักดันกฎหมายในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม

“เราอยากกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักว่า การคุกคามทางเพศเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและสังคมไม่ยอมรับ ผู้ที่ถูกคุกคามไม่ต้องจำยอม มันมีวิธีการที่เราจะปกป้องตัวเองหรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ ขณะที่คนรอบข้างก็ต้องไม่นิ่งเฉย ต้องช่วยกันสอดส่องและเข้าแทรกแซงถ้าทำได้ ที่สำคัญคือผู้ที่คิดจะฉวยโอกาสคุกคามทางเพศคนอื่น คนเหล่านี้ต้องรับรู้ว่าสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมของเขา และสังคมจะไม่นิ่งเฉย เราจะทำให้คนที่คิดจะคุกคามผู้อื่นต้องยั้งคิดและเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นไป”

อีกเสียงหนึ่งจากผู้ที่ทำงานร่วมกันทีมเผือก ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เสริมทัพว่า หากคนตระหนักถึงเรื่องการคุกคามทางเพศจะทำให้ผู้ที่คุกคามหยุดความคิดและการกระทำ และทำให้ผู้หญิงมีความมั่นใจที่จะขอความช่วยเหลือมากขึ้น

“ชอบมีคำกล่าวที่ได้ยินมาตลอด คือ ก็แต่งตัวแบบนั้นจึงทำให้เขาคุกคามทางเพศ ซึ่งซินดี้มองว่าปัญหาของการคุกคามทางเพศมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงจะแต่งตัวอย่างไร แต่ปัญหาเกิดจากผู้ชายที่คิดว่าจะฉวยโอกาสคุกคามทางเพศในรถสาธารณะอย่างไรมากกว่า และยังเป็นเรื่องของมายาคติในเรื่องที่ผู้ชายคิดว่ามีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง ดังนั้นจึงต้องแก้ไขที่ความคิด ทำอย่างไรให้เกิดเท่าเทียมกันในสังคมด้วย” นางแบบชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

ความเสี่ยงในการถูกคุกคามทางเพศเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า ดังนั้นลองเงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วหมั่นสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้าง หากรู้สึกว่าถูกลอบมองถูกประชิดตัว ถูกเบียด หรือรู้สึกว่ามีอวัยวะมาถูไถ ให้แสดงออกถึงความไม่ยินยอมและขอความช่วยเหลือทันที ขณะเดียวกันก็สามารถสวมบทเป็นทีมเผือกเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศได้ และอย่าลืมบันทึกภาพหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ที่คุกคามไม่ให้กล้าลงมือทำซ้ำอีก ทั้งหมดก็เพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพื่อผู้หญิง แต่เป็นสังคมปลอดภัยเพื่อทุกคน

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล อยากเก่งเรื่องยาต้องหาความรู้ใหม่เสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569961

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล อยากเก่งเรื่องยาต้องหาความรู้ใหม่เสมอ

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

“เภสัชกรสามารถทำงานได้มากกว่าที่หลายคนคิด” ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) เอ่ยถึงอาชีพที่ใกล้ชิดกับสุขภาพของเรามากที่สุดอาชีพหนึ่ง แต่เรากลับรู้เรื่องราวของเส้นทางอาชีพสายนี้อยู่น้อยมากในงานเปิดโครงการ “พิชิตสุขภาวะใน 60 วันกับไฟเซอร์ปี 2”

เภสัชกรเป็นมากกว่าคนจ่ายยา

“เภสัชกรนั้นทำงานได้ค่อนข้างที่จะหลากหลายมาก ถ้าทำงานในโรงพยาบาลก็จะทำงานเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายยาให้กับคนไข้ให้คำแนะนำ ปรึกษาเรื่องยา ถ้าอยู่ในร้านขายยาก็จะเป็นเภสัชกรที่ควบคุมดูแลการจ่ายยา ถ้าทำงานโรงงานก็ได้ดูแลเรื่องการควบคุมคุณภาพของยา

ส่วนตัวเราเองเป็นเภสัชกรด้านการตลาด ทำงานบริษัทยา ต้องทำงานกับหลายๆ ฝ่ายในการนำยารักษาโรคที่ยังไม่มียารักษาเป็นยาใหม่ๆ เข้ามา ฉะนั้นเราก็มีหน้าที่หลักของเราเลยคือ ต้องเรียนรู้ลักษณะของยาข้อดี ข้อเสีย ผลข้างเคียงของยา หรือที่เราเรียกว่าตำรับยานั้นๆ ศึกษาเก็บข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วน

แล้วนำเสนอตัวยาให้กับคุณหมอเพื่อนำไปรักษาคนไข้ เพราะบางครั้งคุณหมอเองเขามีหน้าที่ในการตรวจคนไข้มากมายจนไม่มีเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของยารักษาโรคแบบใหม่ ซึ่งเราต้องอธิบายให้คุณหมอเข้าใจว่ายาออกฤทธิ์ยังไง มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ตรงนี้เป็นงานของเราที่ต้องติดต่อสื่อสารกับหมอกับเภสัชกรของโรงพยาบาล เป็นความรู้สึกว่าเราได้ใช้ความรู้ที่มี เพื่อนำยาที่ดีของเราให้คุณหมอเลือกใช้ให้เหมาะสมกับคนไข้

ยาแต่ละตัวกว่าจะออกมาสู่ท้องตลาดได้นั้นใช้เวลาศึกษาค้นคว้าวิจัยเป็น 10 ปีกว่าจะออกมาสู่มือผู้บริโภค ก็ต้องผ่านองค์การอาหารและยาของเรา ซึ่งต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอีกประมาณ 2 ปี ยาตัวนั้นถึงจะสามารถได้รับเลขทะเบียน เมื่อได้รับเลขทะเบียนแล้ว

ก็ยังไม่ได้ใช้ในโรงพยาบาลในทันที เพราะแต่ละโรงพยาบาลจะมีการนำยาตัวนั้นเข้าที่ประชุมว่ายาตัวนี้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในโรงพยาบาลหรือไม่ ยาบางตัวก็จะมีข้อจำกัดพิเศษ เช่น จะต้องใช้ในแผนกใดแผนกหนึ่ง เป็นยาเฉพาะทางที่ต้องใช้กับคนไข้เฉพาะโรคไม่สามารถนำไปใช้กับคนไข้โรคอื่นได้ คนไข้แต่ละคนก็จะมีความหลากหลาย มีความละเอียดซับซ้อนของโรค ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะทางมากขึ้นในทุกปี”

อยากเก่งต้องอัพเดทความรู้เสมอ

“ในวงการยา เราจะหยุดนิ่งไม่ได้เพราะจะมีตัวยาใหม่ และองค์ความรู้เรื่องยาออกมาใหม่เสมอในทุกปี ยาที่เราเคยใช้กันเป็นประจำ พอถึงวันหนึ่งก็มีประกาศยกเลิกการใช้ยาตัวนี้ เพราะมีข้อมูลเรื่องผลกระทบของยาในระดับที่เป็นอันตราย เป็นการบ่งบอกว่า ในวงการยานั้นมีความเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลามีการศึกษาค้นคว้าและวิจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม

แม้ยาที่ผลิตออกมาแล้วผ่านการวิจัยทดสอบด้านความปลอดภัยแล้วก็ยังต้องมีการเก็บข้อมูลเก็บตัวอย่างการใช้ยาต่อไป เพราะในขั้นตอนวิจัยอาจไม่เจอผลข้างเคียงหรือเจอผลข้างเคียง ก็จะมีการระบุในตำรับยานั้น ถ้ามีผลข้างเคียงนอกเหนือจากที่ระบุ บริษัทยาจะต้องตรวจสอบและแจ้งให้องค์การอาหารและยาของแต่ละประเทศได้ทราบ ดังนั้นวงการยาจึงเป็นวงการที่ไม่หยุดนิ่งต้องมีการอัพเดทเปลี่ยนแปลงข้อมูลยาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ถามว่าผลกระทบของคนไทยกับเรื่องยานั้นยังถือว่ามีอยู่น้อยมาก เพราะยาส่วนใหญ่เป็นยาจากโลกตะวันตกที่มีการทดลองกับคนในซีกโลกตะวันตกมาก่อน กว่ายาจะเข้ามาถึงบ้านเราก็จะพบรายงานการใช้ยามาก่อน กว่าจะมาให้คนไทยได้ใช้ก็มีขั้นตอนในการคัดกรองมากมาย และไม่ใช่ยาทุกตัวที่ใช้ไปนานๆ แล้วจะเกิดผลกระทบข้างเคียง ที่เราเห็นก็น้อยมากแต่เราก็มีความจำเป็นที่ต้องศึกษาและติดตามอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น บริษัทยาเองก็จะมีการติดตามผลการใช้ เพื่อมีการแจ้งเตือนกับทางโรงพยาบาลให้มีความระมัดระวังในการจ่ายยารักษาคนไข้”

งานหนักแค่ไหนต้องดูแลสุขภาพให้เท่ากัน

“ในเรื่องการดูแลสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะประสิทธิภาพในการคิดและตัดสินใจทำงานของเราอยู่ที่สุขภาพร่างกายของเราด้วย ส่วนตัววิธีการดูแลสุขภาพอย่างแรกคือ เรื่องของการนอน เราตั้งเป้าไว้ว่าเราจะต้องนอนให้มากขึ้น เพราะแต่ก่อนนั้นเรานอนน้อยมาก

ทั้งที่จริงแล้วเรื่องการนอนนั้นสำคัญที่สุดเราต้องจัดสรรเวลาการนอนให้มากขึ้น ถ้าเราพักผ่อนดีเราจะมีสมองที่สดใสคิดอะไรออกได้มากขึ้น และสามารถทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างเช่นเราเคยทำงาน 2 ชั่วโมงเสร็จ ถ้าเกิดวันไหนนอนพออาจจะเหลือแค่ชั่วโมงครึ่ง หรือชั่วโมงหนึ่งก็เสร็จแล้ว

การไปประชุมต่างๆ เราก็จะมีสมาธิเก็บข้อมูลได้มากขึ้น สามารถคิดไอเดียนำเสนอได้ดีกว่า

อีกอย่างหนึ่งเรื่องของการรับประทานยาและอาหารก็สำคัญ แต่เดี๋ยวนี้เราจะรับประทานอะไรก็ต้องหาข้อมูลให้ดี แม้กระทั่งการรับประทานยาหรือวิตามินที่ดูเหมือนดีต่อสุขภาพ แต่ที่จริงแล้วเราต้องเลือกเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นจริงๆ เพราะว่าอย่างการรับประทานยา แน่นอนว่ายาสามารถรักษาอาการใดอาการหนึ่งแต่อาจจะมีผลข้างเคียงได้

วิตามินเองก็เช่นกันที่จริงแล้ว ถ้าเกิดเรารับประทานอาหารครบ 5 หมู่อย่างเพียงพอ เราก็จะได้วิตามินค่อนข้างครบในทุกวัน ถ้าเกิดเราขาดจริงๆ แล้วก็ต้องดูว่าวิตามินตัวไหนที่เป็นตัวสำคัญ เพราะว่าวิตามินบางอย่างรับประทานแล้วอาจจะเกินความจำเป็นของร่างกายแล้วจะมีผลเสียตามมา ผลเสียอย่างแรกก็คือเสียเงิน เพราะว่าวิตามินนั้นราคาไม่ใช่ถูกๆ

การรับประทานวิตามินบางตัว ถ้ารับประทานอยู่ตัวเดียวอาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้านำไปรับประทานคู่กับยาหรืออาหารอื่นๆ มันอาจจะส่งผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับตัวเราได้ ดังนั้น ไม่แนะนำว่าให้ซื้อวิตามินมารับประทาน ถ้าไม่มีความจำเป็น การรับประทานยาหรือวิตามินก็ตามควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์และเภสัชกรจะเป็นการดีที่สุด ก่อนจะทำอะไรควรจะศึกษาข้อมูลศึกษาให้รอบคอบแน่ใจว่ามีความจำเป็นและดีกับเราจริงๆ”

ให้เกียรติผู้อื่นเพื่อความก้าวหน้าในงาน

“หลักคิดในการทำงานของตัวเองอย่างแรกเราจะต้องมีความเป็นเจ้าของงานที่เราทำ ไม่ว่าเราจะทำงานเป็นพนักงานบริษัทหรือเป็นเจ้าของกิจการ งานอะไรก็ตามที่อยู่ในมือเราต้องทำด้วยความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงานชิ้นนั้น เป็นของตัวเราเองที่จะต้องดูแลและทำให้ดีที่สุด

หากมีปัญหาในงานแล้วคิดว่าเราสามารถแก้ไขได้เอง เพื่อให้งานออกมาดีก็ต้องแก้ไขไม่ต้องรอให้หัวหน้าลงมาช่วยแก้ปัญหา ถ้าเป็นงานที่ต้องติดต่อกับเพื่อนร่วมงานในแผนกอื่นได้รับทราบแล้วทำให้งานของเราเดินหน้าไปได้ด้วยดีก็ต้องทำในทันที มีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้งานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

ต่อมาคือ การเคารพให้เกียรติต่อหัวหน้า ความเคารพต่อเพื่อนร่วมงาน และความเคารพลูกน้องของเราเอง เพราะเราต้องรู้จักการเคารพคนอื่น หากเขามีข้อเสนอแนะเราจะต้องฟัง สมมติเราเป็นหัวหน้ามีลูกน้องเสนอความเห็นมาแล้ว เราจะคิดว่าลูกน้องเขาจะรู้ดีกว่าเราได้อย่างไรเราจะคิดแบบนั้นไม่ได้ เราจะต้องฟังเพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีคุณค่าร่วมกันในการทำงาน บางครั้งไอเดียที่ได้จากลูกพี่ลูกน้องอาจจะเป็นไอเดียที่มีประโยชน์

นอกจากเรื่องการให้เกียรติผู้อื่นแล้ว เราต้องพยายามเข้าใจในตัวผู้อื่นและปรับตัว เราต้องดูประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลักมากกว่า สไตล์การทำงานของคน แล้วเลือกใช้คนให้ถูกกับงานที่ทำ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาทำก็อาจจะเข้าใจในมุมมองอีกมุมหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำนั้น เขาทำไปเพราะอะไร ถ้าเกิดมีความเข้าใจผิดเราคิดว่าไม่ดี ก็จะได้อธิบายสิ่งที่ถูกต้องในการทำงานให้เขาฟัง เพราะงานจะเดินได้อย่างราบรื่นเราต้องอธิบายงานให้กับลูกน้องของเราให้ชัดเจน ให้เขาเห็นภาพชัดเจนเป็นภาพเดียวกับเรา เพื่อให้เขาทำงานได้ตรงตามเป้าหมาย

ในขณะเดียวกันเราเองต้องพยายามปรับปรุงตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนอยู่ตลอด เราจะต้องหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง การทำงานน้องๆ ที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ในที่ทำงานเดี๋ยวนี้เป็นเจนวาย เจนแซด หรือเจนมิลเลนเนียลกันหมดแล้ว เราจะต้องเข้าใจรูปแบบแนวคิดในการทำงานของเขารวมทั้งงานที่เราทำนับวันข้อมูลใหม่ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นทุกที เราจะต้องพยายามทำตัวเราเองให้ทันสมัยตลอดเวลา

เรื่องสุดท้ายในหลักการทำงานที่สำคัญมากก็คือ เรื่องของจรรยาบรรณเราต้องมีความคำนึงถึงความถูกต้องในความรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำและรับผิดชอบต่อสังคมด้วย”

ลงทุนด้วยเงินเก็บ ไม่ใช่เงินกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569952

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ลงทุนด้วยเงินเก็บ ไม่ใช่เงินกู้

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอเอฟพี/อีพีเอ-อีเอฟอี

สิ่งสำคัญในการใช้เงินทำงานก็คือเราสามารถใช้เงินที่มีอยู่สร้างเงินก้อนใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นได้ด้วยการลงทุนแบบต่างๆ แต่ก็มีข้อแม้ที่คุณจะลืมไม่ได้เลยก็คือ “จงลงทุนด้วยเงินเก็บ ไม่จำเป็นอย่าใช้เงินกู้มาลงทุน”

คุณผู้อ่านอาจเคยเห็นนักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะคนที่ยึดอาชีพปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์ ทำการกู้เงินเป็นร้อยล้านเพื่อมาลงทุน จึงคิดสรุปไปว่าขนาดธุรกิจระดับนั้นยังกู้ได้ แล้วทำไมเราจะกู้มาทำธุรกิจบ้างไม่ได้

อันที่จริงแล้วเราอาจกู้เงินมาลงทุนได้ แต่ต้องมั่นใจใน 2 ประการนี้ซะก่อน ประการแรก เราต้องมีเงินทุนสำรองในระดับหนึ่ง เผื่อไว้ในกรณีไม่คาดฝัน ซึ่งนักลงทุนร้อยล้านเหล่านั้นก็ต้องมีเงินทุนสำรองไม่น้อยกว่า 30 ล้านเช่นกัน ถึงจะกล้าเสี่ยง อีกทั้งหากไม่มีเงินสำรองใดๆ ธนาคารไหนๆ ก็คงไม่ยอมปล่อยกู้ให้เช่นกัน

ประการที่สอง คือ ธุรกิจนั้นต้องให้ผลตอบแทนมากพอที่จะนำมาจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย แล้วยังต้องพอจะเหลือกำไรอีกด้วย

ก่อนที่นักลงทุนเหล่านี้จะทุ่มทุน พวกเขาย่อมต้องทำการศึกษาตลาดและวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคมานานนับปี กว่าจะตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่แบบนั้นได้ แม้จะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่เขาก็จะหาทางลดโอกาสแห่งความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

เราจะกู้เงินมาลงทุนก็ได้ หากมั่นใจว่าธุรกิจที่ทำนั้นจะสามารถทำกำไรตอบแทนมาได้เพียงพอ แต่กระนั้นในสมัยที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกก็ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า การลงทุนแบบกู้มานั้น ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าล้มเมื่อไร นอกจากจะไม่เหลืออะไรเลยแล้ว ยังติดหนี้อีกมหาศาล แล้วหนี้นั้นก็จะทบดอกไปเรื่อยๆ จนเพิ่มจาก 1 ล้านเป็น 10 ล้านได้ในเวลาไม่กี่ปี

ในขณะที่คนที่ลงทุนด้วยเงินตัวเองจริงๆ แม้จะล้ม แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่เป็นหนี้ใคร ไม่มีคดีความ แถมยังสามารถตั้งหลักใหม่ได้ง่ายกว่ามาก

ดังนั้น การลงทุนที่ฉลาด ที่เรามีประวัติศาสตร์เป็นตัวอย่าง จึงได้หลักการว่า “ควรลงทุนด้วยเงินเท่าที่เรามี” เพราะอย่างน้อยเมื่อเกิดอะไรขึ้น เราก็จะยังพยุงตัวต่อไปได้ ไม่มีภาระอื่นใดมากไปกว่า เสียหายจากทรัพย์สินของตัวเอง หากล้มก็จบตรงนั้น แต่หากกู้เงินมาลงทุน เราก็จะได้หนี้ตามมาหลอกหลอนอีกชุดใหญ่

ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าคนที่คิดจะลงทุน ควรจะต้องมีเงินทุนเพียงพอ และการจะได้มาซึ่งเงินทุนนั้น เราก็ต้องเป็นคนเก็บออมและจัดสรรเงินด้วยตัวเองอีกด้วย

อย่าเสี่ยงดวง

การลงทุน คือ การนำเงินก้อนหนึ่งที่คุณมีในปัจจุบัน ไปทำการสร้างหรือไปเพิ่มจำนวนเพื่อให้เรามีเงินใช้ในอนาคต หรือทำให้เรามีอนาคตทางการเงินที่มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้หลายทาง ทั้งการทำธุรกิจ การออม หรือการลงทุนในรูปแบบต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทราบก็คือการลงทุนแต่ละประเภทนั้นต่างก็ต้องใช้ “เวลา” ในการรอให้เงินงอกเงยด้วยกันทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เช่น การลงทุนเปิดกิจการ คุณก็ต้องลงแรงทำงาน บริหารงาน ในระยะแรกผลกำไรอาจยังไม่เห็นชัดเจน คุณอาจต้องทำต่อไปราว 6 เดือนเป็นอย่างน้อย กว่าจะถึงจุดคุ้มทุน หลังจากนั้นถึงจะเป็นกำไร

การลงทุนซื้อหุ้น คุณก็ต้องรอจังหวะหุ้นขึ้นแล้วค่อยขายหุ้นเพื่อเอาเงินคืนมา ซึ่งระยะเวลานับจากวันที่เราซื้อหุ้นไปจนถึงวันที่หุ้นขึ้น อาจต้องรอหลายเดือน หรืออาจเป็นปีก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นเราจึงใจร้อนกับการลงทุนไม่ได้ ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ที่ต้องคอยดูแลจนกว่ามันจะโต แต่บางคนก็อาจแย้งว่า มีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเร็วไม่ใช่หรือ อย่างเช่น การซื้อหวย ถ้าถูกก็ได้รางวัลเยอะๆ โดยไม่ต้องทำอะไรมาก หรือการเล่นแชร์ ซึ่งในความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นการเสี่ยงดวง

การเสี่ยงดวง คือ การลงเงินทำอะไรสักอย่าง แล้วเราก็คาดหมายว่าจะได้ผลตอบแทนมาทีละมากๆ ในเวลาอันสั้น แต่โอกาสที่จะได้เงินตอบแทนนั้นจะผันผวนเร็วมาก อีกทั้งมันยังมีความเสี่ยงมากด้วย ในที่สุดแล้วเราอาจไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลยก็ได้ เหมือนคนเล่นหวยที่โดนหวยกินประจำ หรือแชร์รูปแบบต่างๆ ที่น่าจะได้เงินมาก แต่กลับลงเอยด้วยการเสียเงินมากแทน

บางคนก็ซื้อหุ้นหวังให้มันขึ้นเยอะๆ หรือบางคนซื้อทองแล้วหวังให้ราคาทองขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ พอเวลาผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ทองไม่ขึ้นดังใจคิด ก็หงุดหงิดจนรีบถอนเงินออกมา หรือไม่ก็พอเห็นมันลดค่าลงก็ใจเสีย รีบขายคืน ทั้งๆ ที่หากรอต่อไปอีกสักครึ่งปี สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป เราอาจจะได้กำไรหลายเท่าในตอนนั้นก็เป็นได้

เข้าใจธรรมชาติการลงทุน

1.ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่ลงเงินปุบได้ปับ แบบนั้นมันก็มีสภาพไม่ต่างจากบ่อนการพนัน

2.การลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนเร็วและมาก ก็จะมีอัตราความเสี่ยงมากตามไปด้วย เช่น หุ้นที่ขึ้นลงผันผวนเร็ว ถ้าจังหวะดีเราก็จะได้กำไร แต่หากจังหวะไม่ดีเราก็อาจหมดเงินได้

3.การลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่เร็วทันใจ แต่ก็มีความมั่นคง

4.การลงทุนทุกชนิด เราต้องศึกษาและเตรียมการให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ ควรมองให้รอบด้านเสียก่อน อย่าหวังเพียงอยากได้เงินกลับมาเร็วๆ เพราะไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นว่าต้องสูญเงินไปเปล่าๆ แทน

ใช้ตาเกินพอดี เสี่ยงโรค‘ตะคริวตา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569959

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ใช้ตาเกินพอดี เสี่ยงโรค‘ตะคริวตา’

เรื่อง พุสดี ภาพ Pixabay

ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยรอบตา ตาพร่า โฟกัสไม่ได้ บางครั้งมีคลื่นไส้อาเจียน ถ้านี่คืออาการที่คุณต้องเจอบ่อยๆ รู้ไว้เลยว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่แค่เป็นแล้วทน หรือมองข้ามได้ โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์วัยทำงานที่ต้องจดจ่ออยู่หน้าจอหรือเอกสารกองโตนานๆ

หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าดวงตาของคุณกำลังมีปัญหา โดยมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อรอบลูกตาและในลูกตาเกร็งเป็นตะคริว เพราะใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป

พญ.อารดา มกรพงศ์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะนำข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการปวดเมื่อยรอบตาว่า หากเกิดอาการข้างต้นให้พักการใช้สายตา และเมื่อจำเป็นต้องใช้สายตาอีกให้ใช้สายตาเป็นเวลานานประมาณ 30 นาที และหลับตาพักไว้ 5 นาที

กรณีที่ใช้สายตาดูคอมพิวเตอร์จอใหญ่ อ่านหนังสือ ดูทีวี แต่หากต้องดูมือถือจอเล็ก ให้ใช้สายตา 10 นาทีและควรหลับตาพักไว้ 5 นาที แล้วจึงกลับมาใช้สายตาใหม่อีกครั้งสลับกันไป

“สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง รักษาด้วยวิธีเบื้องต้นด้วยตัวเองแล้วไม่หาย ควรมาพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป โดยทั่วไปจักษุแพทย์จะทำการรักษาสองแบบ คือ ให้กินยาและหยอดยาดูก่อน หรือในกรณีที่คนไข้ต้องการหายเร็วๆ จะทำการหยอดยาเพื่อคลายกล้ามเนื้อตา โดยการขยายรูม่านตา หลังจากนั้นคนไข้จะมีตาพร่ามัว 4-6 ชั่วโมง จึงไม่สามารถขับรถและทำงานได้”

ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่อาการรุนแรง จนต้องรีบมาพบแพทย์ พญ.อารดา กล่าวว่า ให้สังเกตความผิดปกติของตัวเอง หากมีอาการแสบเคืองตาบ่อยๆ หยอดน้ำตาเทียมก็ไม่หาย ควรมาพบจักษุแพทย์เพื่อให้ตรวจตาดูก่อน เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากมีภูมิแพ้ในตา ซึ่งการรักษาไม่ยุ่งยาก ให้ใช้ยาภูมิแพ้หยอดตาอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น

“แต่ถ้าเห็นเงา หรือมีจุดดำๆ ลอยไปมา คล้ายมียุงบิน หรือเมฆหมอกลอยไปมา หรือมีแสงไฟกะพริบ แสงไฟแลบในลูกตา ควรมาพบจักษุแพทย์ เพื่อขยายรูม่านตาตรวจในลูกตาอย่างละเอียด เพราะอาการดังกล่าวนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอกจนมองไม่เห็นในที่สุด หากคนไข้มารักษาเร็ว จะทำให้การรักษาไม่ยุ่งยากมาก”

ถึงโลกใบเดิมจะถูกเทคโนโลยีเหยียบคันเร่งให้หมุนไวขึ้น แต่อย่ามัววิ่งไปข้างหน้าให้ทันโลก จนลืมใส่ใจสุขภาพตัวเอง

ธุดงค์ธรรมยาตราพุทธภูมิ ฝึกขันติ ขัดเกลาจิตใจ เผยแผ่ศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569960

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ธุดงค์ธรรมยาตราพุทธภูมิ ฝึกขันติ ขัดเกลาจิตใจ เผยแผ่ศาสนา

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พระพุทธศาสนาถือกำเนิดในสาธารณรัฐอินเดีย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลล่วงผ่านมาถึง 2,600 กว่าปียังปรากฏหลักฐานให้เห็น ชาวพุทธทั่วโลกจึงมักเดินทางไปแสวงบุญ กราบไหว้สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเนปาล) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ อยู่ที่พุทธคยา สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา อยู่พาราณสี และกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน

นอกจากไปแสวงบุญแล้ว ยังมีโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ประเทศอินเดีย ในความรับผิดชอบกองงานพระธรรมทูตสายอินเดียและเนปาล โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา และโดยการจัดขึ้นของ สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ณ วัดป่าพุทธคยา ซึ่งทั้งสองแห่งมีผู้สมัครบวชจำนวนมาก

อีกกิจกรรมคือโครงการเดินธุดงค์ในดินแดนพุทธภูมิ แต่ชื่อโครงการจะแตกต่างกันไปขึ้นกับผู้จัด ทว่าที่เข้มแข็งที่สุดคือโครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดา พุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล จัดโดยกองงานพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล มี พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์ ญาณธีโร) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบ โดยได้รับแต่งตั้งจาก พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล

วันนี้พามารู้จักโครงการเพื่อคลายความสงสัยของบางคนว่าทำไมจึงต้องจัดเดินธุดงค์ที่อินเดีย ทำไมพระต้องตรากตรำลำบากไปผจญแดด ฝน ลม หนาว เดินทางไกลเป็นพันๆ กิโล ผจญกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน ทั้งบุคคล สถานที่ สภาพอากาศ นอนกลางดินกินกลางทราย ไหนจะต้องเจอกับปัญหาและอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

จุดเริ่มต้นธุดงค์ธรรมยาตราพุทธภูมิ

โครงการนี้จัดขึ้นทุกปีระหว่างเดือน ธ.ค.ไปจนถึง มี.ค.ของปีถัดไป โดยจัดมาแล้ว 5 รุ่น ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 6 กำลังอยู่ในช่วงการเปิดรับสมัครพระภิกษุเข้าร่วมโครงการไปจนถึงวันที่ 14 พ.ย. ณ ตอนนี้มีผู้สมัครมาแล้ว 180 รูป แต่จะถูกคัดเหลือ 120 รูป ร่วมเดินทางไปอินเดีย

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ หัวหน้าผู้รับผิดชอบเล่าว่า เดิมโครงการนี้ วัดนาคปรก กรุงเทพมหานคร โดย พระกิตติโสภณวิเทศ เจ้าอาวาส ได้ริเริ่มจัดมาก่อนแล้ว 3 รุ่น โดยกองงานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล ให้ความอุปถัมภ์ทุกครั้ง แต่ต่อมาทางวัดนาคปรกแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว โดยงบประมาณที่ใช้แต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 4 ล้าน พอรุ่นที่ 4 กองงานพระธรรมทูตจึงเข้าไปรับภาระทั้งหมดและรับโครงการมาดูแล เพราะมองเป็นโครงการที่ดีและตอบโจทย์งานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล แต่ยังร่วมกับทีมวัดนาคปรก เช่น เปิดรับสมัครที่วัดนาคปรก การคัดเลือกพระร่วมโครงการก็ใช้พระวัดนาคปรก ซึ่งผ่านการเดินธุดงค์ที่อินเดียมาแล้ว

“อาตมาอยากบอกว่าการที่วัดไทยในอินเดียและเนปาลซึ่งมีเป็นสิบๆ วัดแต่ไม่เคยมีวัดใดที่ขาดพระไปอยู่ ก็เพราะโครงการนี้ หลังจากโครงการสิ้นสุดก็จะมีพระเหล่านี้หลายรูปสมัครใจอยู่อินเดียต่อ เพื่อทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาและช่วยพัฒนาวัด รุ่น 5 ที่ผ่านมามีพระธุดงค์สมัครใจอยู่อินเดีย 50 รูป ทางกองงานพระธรรมทูตก็จัดสรรไปอยู่ตามวัดไทยในที่ต่างๆ ตามเหมาะสม

พระที่ผ่านโครงการนี้อาตมากล้าพูดได้เลยว่าเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าสุดหัวใจและมีคุณภาพเนื่องจากได้รับการฝึกเป็นอย่างดี มีความอดทน มีอาจาระ (ความประพฤติ) น่าเลื่อมใส ที่สำคัญแต่ละรูปมีความสามารถที่แตกต่าง เช่น บางรูปจบวิศวะ เป็นช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างปูน ช่างไม้ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เวลาอยู่วัดก็จะใช้ความสามารถที่มีมาพัฒนาวัด

ที่สำคัญโครงการนี้ได้ทำให้ความปรารถนาของพระภิกษุที่อยากจะมากราบพระพุทธเจ้าถึงอินเดียสมความตั้งใจ ส่วนใหญ่พระเหล่านี้แม้จะบวชมานานแต่ไม่เคยมาอินเดีย บางรูปอาจเคยมาแต่ไม่เคยเดินทางไปสังเวชนียสถานครบทั้ง 4 โครงการนี้ถือเป็นสะพานบุญให้ท่านเหล่านี้สมปรารถนาและเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น”

คุณสมบัติผู้สมัครและการคัดเลือก

พระประวัติ ปวัตโต อายุ 35 ปี พรรษา 15 พระลูกวัดนาคปรก ผ่านการเดินธุดงค์ในอินเดียและเนปาลมาแล้วเกือบ 10 ครั้ง และกับโครงการนี้ก็เดินทางมาตั้งแต่รุ่นที่ 1-5 ที่สำคัญยังเป็นผู้นำในการเดินธุดงค์ของโครงการอีกด้วยตั้งแต่รุ่น 2 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน เล่าว่า โครงการจะเริ่มเดินจากพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ไปราชคฤห์ กุสินารา ลุมพินีวัน (อยู่เนปาล) กลับมาสาวัตถี ไปสารนาถ แล้วกลับมาวัดไทยพุทธคยา ระยะทางประมาณ 2,700 กม. ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 เดือน วันหนึ่งเดินประมาณ 40 กม. และตื่นตี 3 เริ่มเดินตี 4 ทุกวัน

“ผู้ที่ได้ไปต่อกับโครงการได้จึงหมายถึงผู้ที่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจทุกอย่าง ผู้สมัครจึงต้องมีคุณสมบัตินอกจากมีหนังสือเดินทาง สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนวัด หรือทะเบียนบ้านแล้ว สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง ต้องเปี่ยมด้วยศรัทธา มีขันติแรงกล้า ต้องผ่านการทดสอบและการพิจารณาจากคณะพระทีมงานและผู้ดำเนินงาน

บททดสอบสำคัญ คือ ทุกรูปต้องร่วมเดินธุดงค์ที่เมืองไทยก่อนเพื่อจะได้รู้ว่ารูปไหนผ่านไม่ผ่าน คณะกรรมการจะดูความประพฤติและทัศนคติด้วย แต่รุ่นที่ผ่านๆ มาผู้ที่ไม่ผ่านมักลาออกไปเองเพราะเดินไม่ไหว สำหรับรุ่น 6 นี้จะเริ่มบททดสอบในวันที่ 15 พ.ย. เดินจาก จ.สระแก้ว ไปวัดพระนารายณ์ จ.นครราชสีมา จากนั้นเดินย้อนมาวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ถึงวันที่ 26 ธ.ค. พัก 1 วัน และเดินทางไปอินเดียวันที่ 28 ธ.ค.” พระประวัติ กล่าว

ณ ตอนนี้ภิกษุรูปใดที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสมัครส่งเอกสารและติดต่อได้ที่พระอาจารย์บุญเหลือ (อ๊อด) โทร. 09-5436-3691 ไลน์ไอดีเบอร์เดียวกัน

ทุกที่ที่ไป โสหัง…สุนัขพันธุ์บ้านๆ ร่วมทางอารักขา

สิ่งหนึ่งที่สร้างสีสันและความประทับใจให้กับเหล่าภิกษุคณะธุดงค์โครงการธรรมยาตราฯ คือ สุนัขแสนรู้ที่ชื่อว่า “โสหัง” ซึ่งมีความคล้ายคลึงสุนัขพันธุ์ไทยและฟังภาษาไทยรู้เรื่อง ซึ่งเจ้าโสนี้ได้ร่วมเดินธุดงค์กับพระภิกษุมาตั้งแต่รุ่นที่ 3-5 รุ่นที่ 6 ก็จะร่วมเดินทางด้วย และจะอยู่ข้างหน้ากับพระประวัติ ผู้นำในการเดินธุดงค์เสมอ

“ตอนอาตมานำเดินรุ่นที่ 3 ช่วงโค้งสุดท้าย 800 กม. มีหมาสองตัวตามมาจากเนปาล พอคณะเดินทางมาถึงด่านโสเนาลี พรมแดนเนปาลกับอินเดีย ก็เห็นเจ้าโส รูปร่างผอม เนื้อตัวสกปรก ตามตัวเต็มไปด้วยคราบน้ำมันจาระบี ดำๆ เขียวๆ เดินๆ งงเข้ามา หมาสองตัวที่ตามมาจากเนปาลเห็นก็วิ่งเข้าใส่แต่ไม่ได้ทำอะไรเจ้าโส

ตอนนั้นเส้นทางที่จะเดินต่อไปยังไม่เคยไป ได้ยินว่าอันตราย เลยนึกถึงพุทธบารมี แวบนั้นก็คิดเล่นๆ ว่าเจ้าโสอาจถูกส่งมาดูคณะธุดงค์ก็ได้ ไม่น่าเชื่อพอเราเดินมันก็เดินตาม ไม่ห่างเลย พอถึงที่พักก็จับอาบน้ำแต่งตัวเดินทางไปด้วยกัน มันชอบมาเดินข้างหน้าหรือเดินคู่กับอาตมาตลอดไม่เคยห่าง ถ้ามีหมาตัวอื่นหรือใครเข้ามามันจะคอยเป็นด่านหน้า กล้าหาญและแสนรู้มาก เวลาพระเดินก็เดิน พระนั่งนอนก็เฝ้าอยู่ใกล้ๆ ไปไหนก็ไปด้วย

ตอนที่เดินทางกลับมาวัดไทยพุทธคยา อาตมาพูดกับมันว่าอีกไม่กี่วันเราจะกลับเมืองไทยแล้ว ถ้าโสจะอยู่ต่อไม่ไปไหน ให้ไปอยู่กับหลวงพ่อพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยานะ เอารูปหลวงพ่อที่อยู่ในโทรศัพท์ให้ดู พอถึงวัดไทยพุทธคยา มันเห็นหลวงพ่อเดินมาก็เดินเข้าไปหาเลย หลวงพ่อถามว่าหมามาจากไหนก็เล่าให้ท่านฟัง จากนั้นมันก็อยู่กับหลวงพ่อ คอยเฝ้าหน้าประตู เวลาหลวงพ่อออกไปข้างนอกก็คอยส่งถึงประตูวัด ฉลาดมาก หลวงพ่อตั้งชื่อให้ว่าโสหัง จะร่วมธุดงค์ไปกับรุ่นที่ 6 ด้วย”

ด้าน พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ เล่าเสริมว่า วีรกรรมที่น่ายกย่องของเจ้าโสสุนัขแสนฉลาดตัวนี้ อุ๊ ช่อผกา วิริยานนท์ พิธีกร ดาราและอดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดังได้เขียนหนังสือพ็อกเกตบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องราวของโสหัง และนำรายได้จากการขายหนังสือสมทบเข้ากองทุน “ครูพระธุดงค์” ที่เธอตั้งขึ้นด้วยเงิน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนสำหรับโครงการธุดงค์

“เวลาที่ทุนในการจัดโครงการธุดงค์ไม่พอ หรือยังไม่มีเพื่อดำเนินงานอาตมาก็ใช้เงินกองทุนนี้มาสำรองก่อน พอได้เงินมาจากผู้บริจาคก็เอามาคืน เพราะฉะนั้น ถ้าอาตมาไม่ได้ทำ รูปอื่นทำก็สามารถเอาเงินจากกองทุนนี้มาใช้สำรองในการเตรียมงานไปก่อนได้ และพอได้เงินมาก็เอาใส่ไว้คืน” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าว

ความรู้สึกของที่ได้ร่วมโครงการ

พระทรงเกียรติ หิตกาโม อายุ 43 พรรษา 9 พระลูกวัดนาคปรก หนึ่งในผู้สมัครเข้าร่วมโครงการรุ่น 6 เล่าว่า เคยไปเดินธุดงค์ที่อินเดียมาครั้งหนึ่งแต่เดินไปได้แค่ครึ่งทางก็เดินทางกลับไทย ยังไม่เคยไปครบทั้ง 4 สังเวชนียสถาน ครั้งนี้อยากไปให้ครบทั้ง 4 แห่ง ทั้งที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน

ด้าน พระประวัติ ผู้นำในการเดินธุดงค์ เล่าว่า ทุกรูปจะได้ฝึกความอดทน การเอาชนะใจตัวเอง เอาชนะความลำบากทุกอย่าง ทั้งอากาศ ถนนหนทาง บุคคล สิ่งแวดล้อม การเดินธุดงค์จะคอยขัดเกลากิเลส เช่น โลภะ โทสะ โมหะที่อยู่ในใจให้เบาบางลง จากที่เคยอยู่สบายในวัด ใช้เครื่องนุ่งห่มหลายผืน ไปไหนก็นั่งรถ อาหารฉันดีๆ ต้องมาตากแดดตากลม เดินบนกรวดหินดินทราย ลุยน้ำลุยโคลน ใช้ผ้าแค่ 3 ผืน 15 วันอาบน้ำครั้งหนึ่ง บางรูปแค่ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว บางรูปปวารณาถึงวัดไทยค่อยอาบ เชื่อว่าย่อมทำให้จิตของรูปนั้นแข็งแกร่งแน่นอน

“อนึ่ง ทุกรูปที่ไปถือว่าได้ช่วยกันประกาศศาสนา เชื่อไหมว่าตอนไปเดินรุ่นแรกคนอินเดียพอเห็นพวกเราเขาสงสัยว่าเราที่นุ่งห่มผ้าอย่างนี้เป็นใคร มาจากไหน มาเดินทำอะไร พอเราบอกจุดประสงค์ให้เขารู้ ปีที่ 2 เขาก็ออกมาใส่บาตร มาไหว้ มากล่าวนะโม บุ๊ดดา บางคนน้อมกายลงมาจูบที่หลังเท้า ตักน้ำล้างเท้าให้ก็มี” พระประวัติ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านใดที่ต้องการทำบุญโครงการฯ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดการบริจาคและการทำบุญได้ที่เพจ “ธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล”

พรรษชล ฉัตรอุทัย ความตั้งใจนำสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569832

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

พรรษชล ฉัตรอุทัย ความตั้งใจนำสู่ความสำเร็จ

โดย…เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

เมื่อไม่นานมานี้ในเวทีการแข่งขัน “โครงการการจัดการประชุมนานาชาติ (International Seminar on Technology for Sustainabillity 2018) หรือไอเอสทีเอส 2018” ซึ่งเป็นการแข่งขันระดมสมองของนักศึกษาระดับนานาชาติมีนักศึกษาจาก 5 ประเทศ ร่วมแข่งขันกว่า 30 ทีม

เพื่อคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทางธุรกิจของภาคเอกชนและทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาครอง ได้แก่ ทีมลมพระยา 2 ซึ่งมีเด็กไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกคือ พรรษชล ฉัตรอุทัย สาขาวิชาการจัดการวิศวกรรมและเทคโนโลยีนานาชาติ และ พัชรธัญ สุทธิชาติ จากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกันสร้างผลงานกับเพื่อนๆ ชาวฮ่องกง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ได้อย่างน่าประทับใจ

พรรษชล อาสาเป็นตัวแทนเล่าถึงความสำเร็จในครั้งนี้ของเธอกับเพื่อนๆ ว่า โครงการนี้เป็นการแข่งขันที่มีนักศึกษาต่างประเทศเข้ามาร่วมทีม เริ่มต้นการแข่งขันด้วยการสุ่มสมาชิกในทีมเราจะไม่รู้เลยว่าใครจะมาอยู่ร่วมทีมกับเรา นอกจากสมาชิกในทีมจะเลือกไม่ได้แล้วโจทย์ที่ต้องทำก็เลือกไม่ได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งสมาชิกในทีมที่เป็นเพื่อนชาวต่างชาติ ได้แก่ นิโคล เบอร์นาเดตเต้ ออง ควินหลิง คณะไอที เทอมาเซก โพลีเทคนิค ประเทศสิงคโปร์ (Nicole Bernadette Ong Qianling : Information Technology, Termasek Polytechnic) ลี ลุง แทต คณะวิศวคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง ออฟ โวเคชันแนล เอดดูเคชั่น (LI Lung Tat : Computer Engineering, Hong Kong Institute of Vocational Education) และเรียว ซูกายะ คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยโอยาม่า (Ryo Sugaya : Architecture, NIT, Oyama College)

“โจทย์การแข่งขันจะมีทั้งหมด 5 หัวข้อใหญ่ แล้วแต่ละหัวข้อก็จะมีโครงการย่อยลงไปอีก โดยโจทย์นั้นจะเป็นความต้องการจริงของบริษัทที่มาเข้าร่วมโครงการนี้ ความยากอันดับแรกอยู่ตรงที่ เราก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อกลางระหว่างกัน แต่คนก็สื่อสารภาษาอังกฤษกันคนละสำเนียง พูดไปเข้าใจตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้างก็มี

ดังนั้น ภาษาจึงค่อนข้างที่เป็นอุปสรรคอย่างมากในการสื่อสาร ต่อมาก็คือพื้นฐานแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน บางคนไม่ได้เรียนจบทางด้านไอทีมาโดยตรง ก็ต้องมาปรับจูนกันว่าใครมีความสามารถทำอะไรด้านไหนมากที่สุด

การแข่งขันรายการนี้เราต้องเก็บตัวอยู่ที่พัทยา 7 วัน โจทย์ที่เราได้รับเป็นโจทย์ของบริษัท ลมพระยา ซึ่งเป็นบริษัทเรือนำเที่ยวในแถบ จ.ตรัง และกระบี่ เรือนำเที่ยวไปยังเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ ซึ่งเขาก็เป็นเจ้าตลาดอยู่ในแถบนั้น ความต้องการของเขาก็คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นการตอบสนองทางด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ จะใช้เทคโนโลยีหรือระบบอะไรก็ได้เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจกับบริษัทของเขาสูงสุด”

หลังจากทีมได้รับโจทย์แล้วสมาชิกทุกคนต่างนำโจทย์มาตีความ โดยเริ่มจากค้นหาข้อมูลของบริษัทว่าทำอะไรบ้าง ค้นหาเสียงตอบรับของลูกค้า ค้นข้อมูลตามเว็บไซต์เกี่ยวกับบริษัทของเขาแล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาการบริการออกมาเป็นแอพพลิเคชั่น สำหรับลูกค้าของบริษัท ลมพระยา โดยตรง ซึ่งลูกค้าของลมพระยาที่เข้ามาใช้บริการก็จะสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้ไปใช้ในรูปแบบโมบายแอพพลิเคชั่น ส่งเสริมการทำธุรกิจท่องเที่ยวที่สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวจบภายในแอพพลิเคชั่นเดียว

“สิ่งแรกที่เราคิดว่าเป็นปัญหาของบริษัทที่ลูกค้าร้องเรียนมากที่สุดก็คือเรื่องของการดีเลย์ของเรือ เวลาที่เรือประสบปัญหาต้องเลื่อนการออกเรือ ทำให้ลูกค้าต้องเสียเวลามารอต่อคิวยาวโดยไม่ทราบสาเหตุ เราจึงออกแบบแอพพลิเคชั่นให้มีการแจ้งเตือนเรื่องการดีเลย์ให้กับลูกค้าเพื่อจะได้ไม่เสียเวลามาต่อคิวรอขึ้นเรือ ลูกค้ามีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับพนักงานเดินเรือ ลูกค้าไม่สามารถให้ฟีดแบ็กกับบริษัทได้ในทันที

ดังนั้น แอพพลิเคชั่นจึงมีการนำฟีเจอร์ที่มีประโยชน์กับนักท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน เป็นผู้ช่วยสำหรับนักท่องเที่ยวตลอดทริปการเดินทางของเขา โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นอื่นตั้งแต่ขั้นตอนการบุ๊กกิ้ง แจ้งเตือนผู้ช่วยสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีฟังก์ชั่นอย่างสมาร์ท ทรานสเลเตอร์เป็นผู้ช่วยในการแปลภาษาในรูปแบบต่างๆ เช่น นักท่องเที่ยวเห็นป้ายเป็นภาษาไทยอยากจะรู้ว่าความหมายคืออะไรก็เปิดแอพและใช้กล้องหลังถ่ายไปที่ภาพก็จะเห็นข้อความแปลภาษานั้นๆ ออกมา

มีระบบเออาร์ที่สามารถเปิดกล้องจับภาพโบรชัวร์แล้วจะเห็นโมเดลและข้อมูลที่สำคัญของแหล่งท่องเที่ยว มีเครื่องมือแปลงค่าสกุลเงิน มีแชตบอตสำหรับการถามข้อมูลง่ายๆ ด้วยระบบเอไอ มีระบบตารางเวลาการท่องเที่ยว ใช้ประโยชน์จากระบบเอไอ ประมวลผลและนำเสนอกิจกรรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ในช่วงเวลาว่างของเขา เช่น กิจกรรมแอดเวนเจอร์ ร้านอาหาร ที่บริษัทสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากค่าโฆษณา ทุกอย่างครบจบในแอพเดียว”

ซึ่งเบื้องหลังบอกได้เลยว่าไม่ได้ทำออกมาง่ายๆ เพราะแต่ละคนต่างก็มีจุดยืนของตัวเอง การหาใครสักคนเข้ามาเป็นศูนย์กลางของทีม เพื่อให้ทิศทางของโปรเจกต์นั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้นดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยยิ่งมีกำแพงด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วยแล้ว จึงนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของเหล่านักศึกษาจากต่างแดนที่จะต้องเข้ามาทำงานร่วมกันให้สำเร็จ

“แนวทางในการทำงานของเราคือ เราจะไม่ขัดกัน ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ แล้วค่อยมาดูว่าจะออกมาในรูปแบบไหน เราเลือกวิธีการพูดคุยกันให้มากที่สุดว่าแต่ละคนมีความถนัดอะไรแล้วมีความต้องการอะไร บางคนถนัดด้านเอไอก็รับหน้าที่เขียนโปรแกรมแชตตอบในแอพพลิเคชั่น

บางคนมีความถนัดด้านโอซีอาร์ (โปรแกรมแปลงภาษาจากภาพ) ก็จะรับเขียนโปรแกรมทางด้านโอซีอาร์ ส่วนตัวเราเองมีความถนัดทางด้านการบริหารธุรกิจก็จะมองในภาพรวมว่าในธุรกิจลูกค้ามีความต้องการด้านไหนมากที่สุดแล้วสิ่งไหนที่จะเป็นประโยชน์กับลูกค้าบ้าง

เราจึงต่างนำความรู้ความสามารถของแต่ละคนนำมารวมกัน ไม่มีการขัดว่าตรงไหนห้ามทำ อยากจะทำอะไรก็ใส่เข้าไปได้เลย ซึ่งเราจะเลือกคนให้ตรงกับงาน ใครเก่งด้านไหนให้เขาทำด้านนั้นแล้วงานจะออกมาดีแม้น้องในทีมบางคนเรียนด้านสถาปัตย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานด้านไอทีเลย เราก็ให้เขาทำหน้าที่เรื่องการออกแบบ ซึ่งเขาก็ทำออกมาได้สวยงาม แสดงให้เห็นว่าทำงานที่ตรงกับความสามารถของแต่ละคนไม่ว่าอย่างไรก็ทำออกมาได้ดีอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าเราจะจัดการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในมืออย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผลออกมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจเพราะแอพพลิเคชั่นของเรานั้นเพิ่มความสะดวกสบายกับลูกค้า มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว มีข่าวสารข้อมูลจากทางบริษัท ลมพระยา โดยตรง หากมีเหตุขัดข้องการเดินเรือติดขัดก็จะทำให้ลูกค้าลดความกังวลใจในเรื่องของเวลาการเดินทางในช่วงที่มีปัญหาได้ และทำให้ลูกค้าสามารถวางแผนพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เช่นกัน

ทางคณะกรรมการก็ถามมาว่าในเมื่อเรามีกูเกิลทรานสเลเตอร์ อยู่แล้วทำไมถึงต้องเอามาใส่ในแอพพลิเคชั่นนี้ด้วย เราก็ตอบว่าเราต้องการให้แอพนี้เป็นแอพแบบวัน สต๊อป เซอร์วิส ที่ครบเครื่องสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการไม่ต้องเข้าออกไปหาแอพอื่นให้เสียเวลาใช้แอพเดียวจบทุกความต้องการเรื่องการท่องเที่ยว

สิ่งที่เราได้รับจากการทำงานนี้ก็คือ ประสบการณ์ในการทำงานกับคนต่างชาติ ต่างภาษาได้ประสบการณ์ความรู้เรื่องการสื่อสาร เรื่องการวางแผนในทีม ซึ่งโชคดีอย่างหนึ่งก็คือทีมของเรา ค่อนข้างกันเองไม่มีการขัดแย้งกันได้ทำในสิ่งที่ถนัด สามารถดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมาได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ แนวทางในการทำงานเราคิดว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้เต็มที่ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อย่างการเข้าแข่งขันในโครงการนี้เรามีเวลาแค่ 7 วัน เราก็ทำให้เต็มที่ในทุกวัน ถ้าเราทำไม่เต็มที่เมื่อมองย้อนกลับมาเราจะรู้สึกเสียดายเวลาที่เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ สิ่งไหนถ้ายังไม่ดีเราก็ค่อยๆ ปรับให้ดี อันไหนเราคิดว่าไม่สวยเราก็เติมให้สวย ทำจนกว่าจะถึงจุดที่เราคิดว่าดีที่สุด สำหรับเราแล้วดีเพียงพอที่จะนำเสนอกับคนอื่นถึงจุดนั้นก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในที่สุด”

5 ทักษะสำคัญ ที่คนเป็นหัวหน้าต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569828

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

5 ทักษะสำคัญ ที่คนเป็นหัวหน้าต้องมี

เรื่อง วรธาร ภาพ อีพีเอ

อีกประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2562 แล้ว หลายองค์กรเริ่มมีการประเมินผลงานพนักงาน และมีการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งบุคลากรเป็นการภายในแล้ว

เพราะฉะนั้นพนักงานที่ตลอดทั้งปีทำงานดี เข้าตาผู้บังคับบัญชา หรือผู้บริหาร ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งและปรับเงินเดือนสูงขึ้นด้วย

ในการทำงานไม่ว่าใครก็ต้องการความก้าวหน้าในตำแหน่งและหน้าที่ที่สูงขึ้นไป ซึ่งการได้เลื่อนตำแหน่งจากพนักงานทั่วไปขึ้นไปเป็นหัวหน้าก็ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง ซึ่งการเป็นหัวหน้านั้นไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะเป็นได้ แต่ว่าการเป็นหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันผู้นำหรือผู้บริหารองค์กรจะเลือกคนขึ้นมาเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะบางทีพอแต่งตั้งมาแล้วก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะยอมรับหรือไม่ หรือคนที่ได้รับแต่งตั้งอาจถูกมองว่าไม่ควรได้รับการแต่งตั้งแต่อย่างใด หากมองในเรื่องคุณสมบัติและความสามารถ แต่ที่ได้รับแต่งตั้งเพราะมีความสนิท หรือชอบพอเป็นส่วนตัวกับผู้นำหรือผู้บริหาร เป็นต้นก็ได้

ดร.ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์ วิทยากร นักเขียน ที่ปรึกษาอิสระและกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นหัวหน้านั้นควรต้องพิจารณาคนคนนั้นจากทักษะต่างๆ อย่างน้อยต้องมี 5 ทักษะต่อไปนี้ จึงจะทำให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่องค์กรได้กำหนดเองไว้

1.ความรู้ในงาน (Knowledge of His Work) กล่าวคือ ต้องมีความรู้ในการงานที่ตัวเองต้องปฏิบัติ รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร มีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง เช่น พนักงาน (Men) เครื่องมือ อุปกรณ์ (Tools) วัตถุดิบ (Materials) เครื่องจักร (Machines) วิธีการทำงาน (Methods)สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน (Environment) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standards) โดยสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อทำให้งานบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้

2.ความรู้ในหน้าที่ความรับผิดชอบ (Knowledge of Responsibilities) ต้องสามารถนำความคาดหวัง หรือนโยบาย ไปปฏิบัติและกระจายไปสู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการปฏิบัติ และควบคุมงาน เพื่อทำให้พนักงานที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน สามารถทำงานได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่หน่วยงานคาดหวังเอาไว้

3.ทักษะในการสั่งงาน (Skill in Instruction) โดยต้องสามารถมอบหมายงานให้กับพนักงานได้อย่างเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และที่สำคัญคือต้องมีความสุขุม รอบคอบ และระมัดระวังในการใช้คน

4.ทักษะในการปรับปรุงงาน (Skill in Improving Methods) โดยที่หัวหน้างานต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการปรับปรุงและพัฒนางาน โดยต้องคิดหาวิธีที่จะปรับปรุงสภาพการปฏิบัติงานประจำวันให้ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงาน การลดปริมาณของเสีย การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร การลดขั้นตอนการผลิต หรือการปฏิบัติงาน หรือแม้กระทั่งการลดความผิดพลาด เป็นต้น

5.ทักษะในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น (Skill in Working with People) ทักษะนี้สำคัญมากและเป็นตัววัดที่แท้จริงว่าคุณคือหัวหน้างานตัวจริงหรือไม่ และเป็นตัวที่สนับสนุนให้ทักษะทั้ง 4 ข้อแรกนั้นบรรลุผล หัวหน้าต้องรู้จักเรียนรู้ผู้ใต้บังคับบัญชา ลดความคับข้องใจหรือไม่พึงพอใจ และสร้างให้เกิดความสามัคคีในการปฏิบัติงาน

ทักษะที่กล่าวมานี้ คนที่อยากก้าวหน้าในอาชีพการงานต้องมีและพยายามทำให้ครบสมบูรณ์ทุกทักษะ ส่วนผู้นำหรือผู้บริหารองค์กรอาจจะทำตารางเปรียบเทียบ แล้วลองให้คะแนนพนักงานคนอื่นๆ ดูได้

“สิ่งที่อยากแนะนำเพิ่มเติมนอกจากหัวข้อทั้ง 5 เหล่านี้ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำควรนำประวัติการปฏิบัติงาน เช่น การขาด ลา มาสาย หรืออื่นๆ ประกอบด้วย ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ลองนำไปใช้ดูครับ จะได้ไม่มาปวดหัวทีหลัง ดังสุภาษิตที่ว่าเลือกหัวหน้างานผิด คิดจนตัวตาย” ดร.ทองพันชั่ง กล่าวทิ้งท้าย

3 ท่าง่ายๆ เล่นที่บ้าน ทำถูกแล้วหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569831

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

3 ท่าง่ายๆ เล่นที่บ้าน ทำถูกแล้วหรือยัง?

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

เราต่างรู้สึกว่าบ้านคือสถานที่พักผ่อน แม้จะมีอุปกรณ์ในการออกกำลังกายครบครันเป็นฟิตเนสย่อมๆ แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จในการออกกำลังกายที่บ้าน แต่ปัจจุบันเทรนด์การออกกำลังกายที่บ้านกำลังมาแรงจากกระแสการออกกำลังกายแบบออนไลน์ ทำให้การออกกำลังกายที่บ้านอย่างไรให้สนุกและได้ผลใกล้เคียงกับการออกกำลังกายในฟิตเนสมากขึ้น

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าการออกกำลังกายที่บ้านจะถูกแบ่งออกเป็น 2 สายหลักๆ คือ สายพึ่งอุปกรณ์และสายไม่พึ่งอุปกรณ์ ซึ่งคุณเองจะต้องเลือกว่าจะออกกำลังกายสายไหน หรือใช้ทั้งสองแบบในเวลาเดียวกัน แต่ตัวแปรหนึ่งที่จะเป็นตัวกำหนดแนวทางการเล่นอย่างง่ายที่สุดก็คือพื้นที่ของบ้าน จะเป็นสิ่งกำหนดแนวทางการเล่น มีพื้นที่เหลือก็เล่นสายอุปกรณ์ มีพื้นที่น้อยก็ควรเลือกสายไม่พึ่งอุปกรณ์

ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงสายไม่พึ่งอุปกรณ์ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นทำได้ง่าย ด้วย 3 ท่าพื้นฐานที่ออกได้ตั้งแต่แขนจนถึงขาดังนี้

1.สควอตจัมพ์

เพิ่มขึ้นมาจากท่าลุกนั่งที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนวิชาพละ โดยเพิ่มสเต็ปกระโดดเข้าไปอีกหนึ่งสเต็ป หลังจากยืนขึ้น คล้ายสปริงตัวขึ้น ยืดด้วยขึ้นแล้วเขย่งหรือกระโดดขึ้นเล็กน้อย แล้วกลับมาย่อเข่านั่งลงเช่นเดิม

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นก็ให้ใช้ท่าลุกนั่งธรรมดาไปก่อน ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ จนรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อยเหมือนตอนเริ่มต้น ค่อยออกสเต็ปกระโดดตามมาภายหลัง

จำนวนครั้งในการออกกำลังกายควรอยู่ประมาณ 15-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3 เซต ออกกำลังกายสลับกับการบริหารส่วนอื่น เช่น วิดพื้น หรือยกดัมเบลสลับกันไปจนกว่าจะครบเซต สามารถเพิ่มจำนวนเซตได้ตามต้องการ

การออกกำลังกายด้วยท่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องการออกกล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า และเอวแล้วยังช่วยในเรื่องการเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีอีกด้วย

2.วิดพื้น+แพลงกิ้ง

วิดพื้นเป็นท่าเบสิกที่ช่วยในเรื่องการออกกำลังแขน หัวไหล่ กล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนหลัง และหน้าอก แขนและหัวไหล่ หลายคนอยากเล่นหน้าอกด้วยท่านี้ไม่ขึ้น เล่นแล้วรู้สึกปวดแขนมากกว่าหน้าอก เหมือนไม่ได้ออกกำลังกำลังตรงช่วงหน้าอกเลย นั่นเป็นเพราะแขนของคุณยังไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัว แขนไหล่หลังจึงเป็นจุดแรกที่ร่างกายต้องปรับตัว

ดังนั้น ในช่วงเดือนแรกเล่นแล้วกล้ามเนื้อหน้าอกไม่ขึ้น ไม่รู้สึกปวดหน้าอกมากนักก็ไม่ต้องแปลกใจเล่นต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เอง จุดที่หลายคนสงสัยว่าควรจะวางแขนอย่างไรถึงจะถูกต้อง บางคนวางมือเลยจากหัวไหล่มาก บางคนก็วางแคบ โดยไม่รู้ตัว ที่จริงแล้วตำแหน่งการวางมือที่แตกต่างกันก็ส่งผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อแต่ละส่วนด้วย

เริ่มแรกเราต้องลองกะระยะด้วยตัวเองว่าระยะไหนที่เราออกแรงยกได้ง่ายที่สุด เมื่อแข็งแรงพอค่อยปรับตำแหน่งการวางมือกว้างและแคบ สลับกันในแต่ละเซตก็ได้เช่นกัน แต่อย่าลืมเก็บแรงไว้เล่นแพลงกิ้ง 30 วินาทีถึง 1 นาที ปิดท้ายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางด้วย

จำนวนครั้งในการออกประมาณ 10-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3-5 เซต สามารถปรับเพิ่มได้ตามต้องการ

3.ซิตอัพ

จบที่การออกกำลังกายหน้าท้อง การซิตอัพโดยทั่วไปจะใช้ปลายเท้ายึดกับขาโต๊ะขาเก้าอี้ งอเข่าทำมุม 45 องศามือจับหูหรือกอดอก แล้วซิตอัพขึ้นลง ปัญหาที่ทุกคนต้องเคยผ่านในการเล่นซิตอัพก็คือ อาการปวดหลัง ซึ่งสะท้อนปัญหาได้ 2 แบบ คือ ออกแรงผิดจุด หรือวางตำแหน่งร่างกายผิดท่าทำให้เกิดอาการปวดหลัง

การแก้ปัญหาซิตอัพอย่างแรกก็คือกำหนดจุดการออกแรงไว้ที่หน้าท้องอย่างช้าๆ อย่าออกแรงพรวดเดียวให้จบๆ การออกแรงแบบนั้นจะทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อให้ได้ความเร็วตามต้องการ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่คุณรู้สึกปวดหลังด้วยนั่นเอง

ต่อมาคือวิธีการหายใจ เกือบทุกคนจะกลั้นหายใจระหว่างซิตอัพแล้วหายใจอย่างหอบเหนื่อยตอนลงไปนอนพัก วิธีที่ถูกต้องก็คือหายใจเข้าตอนนอนและหายใจออกตอนขึ้น

จำนวนครั้งในการออกประมาณ 50-100 ครั้ง/เซต จำนวน 2-5 เซต

‘สวัสดีค่ะไทยแลนด์’ 95 สาวงามทักทายคนไทยเร็วๆ นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569827

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

‘สวัสดีค่ะไทยแลนด์’ 95 สาวงามทักทายคนไทยเร็วๆ นี้

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, พุสดี สิริวัชระเมตตา

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน บิ๊กอีเวนต์ระดับโลกที่เอฟซีนางงามตั้งตารอคอย จะเริ่มขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 17 ธ.ค.นี้ 7 โมงเช้าเป็นต้นไป ซึ่งก่อนหน้านั้น การประกวดสาวงามเวทียิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “มิสยูนิเวิร์ส 2018” ยืนยันการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ไทยคือเจ้าภาพชัวร์! โดยมี เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์สปี 2017 ขึ้นเวทีโชว์โฉมพร้อมด้วย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมกับ พอลล่า แมร์รี่ ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ร่วมคอนเฟิร์มการจัดประกวดนางงามจักรวาล ยืนยันไทยได้รับลิขสิทธิ์จัดประกวดเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 13 ปี

ข่าวลือยิ่งกระหึ่มอีกระลอก เมื่อเกิดกระแสข่าวจะมีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ประเทศไทยอาจถูกยกเลิกสิทธิในการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 และสำหรับการแถลงข่าวอีกครั้งล่าสุด ครั้งนี้คือการยืนยัน “ประเทศไทยพร้อมแล้ว!”

เดินหน้าจัดแน่นอน

พอลล่า เอ็ม ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ขึ้นเวทีแถลงข่าว ในช่วงบ่าย 29 ต.ค.ที่ห้องนภาลัยบอลรูม โรงแรมดุสิตธานี ร่วมกับ “ทีพีเอ็น 2018” ในฐานะบริษัทผู้ถือลิขสิทธิ์รายใหม่ในการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 อย่างเป็นทางการ

ประธานหญิงเผยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ที่เกิดเหตุมีประเทศเกือบถูก “ถอนชื่อ” จากการเป็นเจ้าภาพมิสยูนิเวิร์ส พอลล่า ย้ำความรู้สึกเครียดมาก และรู้สึกดีมากๆ เช่นกันที่ได้พบกับคนไทยที่รักประเทศไทย และร่วมมือร่วมใจแก้ไขใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น

นักธุรกิจไทยคนที่ว่าก็คือ สมชาย ชีวสุทธานนท์ ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งวันนี้กุมบังเหียน ทีพีเอ็น 2018 หรือคนไทยรู้จักดีในชื่อ “ตี๋ แมทชิ่ง” ได้รับลิขสิทธิ์ผู้จัดประกวดอย่างเป็นทางการไปอย่างเฉียดฉิว

“คุณตี๋บอกกับดิฉันว่า ประเทศไทยจะต้องไม่หลุดจากการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ พวกเขาและเพื่อนนักธุรกิจอีก 2 คน ร่วมมือร่วมใจกัน จะทำให้การประกวดเกิดขึ้นได้ ฉันรู้สึกปลาบปลื้มมาก สาวงามจาก 95 ประเทศ กำลังจะเดินทางมาที่กรุงเทพฯ ในอีกประมาณ 30 วันข้างหน้า และฉันมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการประกวดในไทยครั้งนี้ค่ะ”

อย่างไรก็ตาม พอลล่า ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส เผยว่า รู้สึกเสียใจที่ข่าวนี้หลุดออกไปสู่สาธารณะ ส่วนสาเหตุที่ทำไมผู้จัดเก่าไม่สามารถจัดการประกวดต่อไปได้นั้น เธอบอกว่า ในเวลานี้ทางทีมผู้บริหารและผู้จัดใหม่ไม่มีเวลามาโฟกัสกับเรื่องอดีต เวลานี้ต้องโฟกัสและเดินหน้ากับการจัดการประกวดในประเทศไทย

“ดิฉันย้ำให้ชัดเจนค่ะ ไม่ได้เป็นความตั้งใจขององค์กรมิสยูนิเวิร์สและบริษัท ทีพีเอ็น ที่จะให้เรื่องนี้ถูกแพร่ไปยังสาธารณะ ดิฉันรู้สึกเสียใจจริงๆ ข่าวการเปลี่ยนผู้จัดการประกวดควรเป็นความลับภายในที่ไม่น่าจะรั่วไหล ดิฉันไม่ได้อยากกวาดเรื่องนี้ไว้ใต้พรม แต่เห็นจดหมายแล้วรู้สึกไม่ดีมาก เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิด แต่ตอนนี้พวกเรามีสิ่งยิ่งใหญ่ที่ต้องโฟกัสมากกว่าเรื่องเหล่านั้น”

สำหรับโปรดักชั่นของงาน ซึ่งจะเผยให้ผู้ชมนับพันล้านคนทั่วโลกได้เห็น พอลล่า เชื่อมั่นว่าต้องดีกว่าเมื่อครั้งที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2005 แน่นอน เพราะเทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ส่วนความพร้อมการเตรียมงานตอนนี้ประมาณ 70-80% แล้ว

“ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้เห็นงานในครั้งนี้ เวทีจะยิ่งใหญ่อลังการแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน การันตีด้วยฝีมือของไอเอ็มจี (IMG) บริษัทผู้จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ใหญ่ที่สุดในโลก มีทรัพยากรมากมายที่จะมาสร้างความอลังการบนเวทีให้เกิดขึ้น แต่ถ้าถามว่าจะอลังการแค่ไหน ฉันขอยังไม่บอก แต่หลังจบงานค่อยมาคุยกันอีกครั้งค่ะ”

พอลล่า บอกพร้อมรอยยิ้มถึงสิ่งที่พิเศษในปีนี้ คือองค์กรมิสยูนิเวิร์สทูลเชิญ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงออกแบบชุดว่ายน้ำบนเวทีการประกวดครั้งนี้ จึงอยากให้คนไทยทุกคนรอติดตามดูความสวยงาม ทั้งชุดทูพีซและวันพีซ

พอลล่า กล่าวว่า จะใช้โซเชียลมีเดียทุกช่องทางในการโปรโมท พร้อมอัพเดทข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ทุกวัน

งานแถลงข่าวคราวนี้ สาวงามแท็กทีมกันพร้อมหน้าพร้อมตา นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส 2005 และ 3 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ โศภิดา กาญจนรินทร์ มารีญา พูลเลิศลาภ ชลิตา ส่วนเสน่ห์ และถือเป็นการกลับมาโชว์โฉมในเมืองไทยอีกครั้ง เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส 2017 ขอฝากถึงสาวงามปีนี้ทั้ง 95 คน กำลังจะเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งหลายๆ คนอาจได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก

“สิ่งที่อยากบอกเพื่อนๆ นางงามคือ แค่เอนจอยกับทุกช่วงเวลาค่ะ นี่คือประสบการณ์ที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิตนี้ การรู้จักตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาตัดสินเรา เพราะถ้าหากไม่รู้จักตัวเอง คุณก็ไม่สามารถให้คุณค่ากับสิ่งที่คุณเป็นได้เลยค่ะ”

เดมี เผยถึงความรู้สึกที่ได้พบกับ นิ้ง-โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2018 ว่า ได้มีโอกาสเจอกันแล้ว สาวไทยจากไทยพร้อมมากสำหรับการประกวดครั้งนี้ นิ้งสวยมาก

“สิ่งที่ฉันบอกกับเธอคือ ให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพต้อนรับสาวงามทั้ง 95 คนค่ะ”

การอำลาตำแหน่งที่ใกล้เข้ามา เดมี ยอมรับว่าประสบทั้งสุข ทั้งทุกข์ ในเวลาเดียวกัน และเตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปสู่บทใหม่ของชีวิต ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาในตำแหน่งนางงามจักรวาล ได้รับประสบการณ์มากมาย หลังสละตำแหน่ง ก็คิดว่าพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นกับบทบาทใหม่

ความรู้สึกที่ได้มาไทยครั้งที่ 3 เดมี บอกว่าครั้งแรกเธอมาในฐานะนักท่องเที่ยว มากับเพื่อน

“ตอนปี 2015 ฉันมาฉลองอายุ 21 ปี กับเพื่อนที่นี่ ฉันมาด้วยงบประมาณจำกัด แต่ก็หลงรักเมืองไทยมาก สนุกมาก จนหลังจากนั้น 3 ปีฉันได้รับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สและได้มาเมืองไทย ประสบการณ์ใหม่ๆ ฉันรักทุกๆ อย่างที่เป็นไทย โดยเฉพาะอาหารไทย สำหรับปีใหม่นี้ ฉันคิดว่าจะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กับครอบครัวที่แอฟริกาใต้ หลังจากติดภารกิจไม่ได้กลับบ้านมา 1 ปีแล้วค่ะ”

เดมี ตอบพลางโปรยยิ้มสวยให้เอฟซีชาวไทยที่มารอต้อนรับคึกคัก อดใจรอคอยกัน 17 ธ.ค.นี้ มิสยูนิเวิร์ส ปี 2017 ได้มาอำลาตำแหน่งที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี แน่นอน!!!

อีกเรื่องที่คนไทยได้ยินแล้วปลื้ม พอลล่า ย้ำการกลับมาในเวทีจักรวาลอีกครั้งในฐานะ Selection Committee ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก มิสยูนิเวิร์สชาวไทย จะร่วมเป็นคณะกรรมการในครั้งนี้ และคนไทยจะได้ต้อนรับพิธีกร สตีฟ ฮาร์วีย์ และพิธีกรภาคสนามนางแบบสาวพลัสไซส์ แอชลีย์ เกรแฮม เช่นปีที่ผ่านมา

ภาพลักษณ์ดีงามสู่นานาประเทศ

โชว์แถลงข่าวรอบ Press conference! สุดปัง! การแสดงมากับซาวด์มิวสิคแทรกเสียงระนาดที่คุ้นเคย หัวเรือใหญ่ “ตี๋ แมทชิ่ง” สมชาย ชีวสุทธานนท์ ประธานกรรมการบริหาร ทีพีเอ็น 2018 ชี้แจงประเด็นดราม่าการเปลี่ยนมือผู้ถือลิขสิทธิ์กะทันหัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ซีอีโอทีพีเอ็น 2018 สมชาย กล่าวคีย์เวิร์ดเด็ดๆ มันๆ ไว้ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ว่า “คนโง่จะต้องฉวยโอกาส แต่ผมคือคนฉลาด ต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ฉวย”

การคว้าลิขสิทธิ์ครั้งล่าสุด สมชาย กล่าวว่า คงต้องย้อนไปในปี 2004 ลายเซ็นของเขาและพอลล่า เอ็ม ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส เกิดก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมาจะเกิดวิกฤตมหันตภัยธรรมชาติสึนามิในไทย หากคำว่า The Show Must Go On ส่งพลังให้สร้างปรากฏการณ์เวทีความงามระดับโลกเกิดได้ในประเทศไทย และครั้งนี้ก็จะไม่มีเหตุใดๆ มาเป็นอุปสรรคโอกาสดีๆ เช่นกัน

“คนต่างชาติต้องมั่นใจศักยภาพคนไทย ไม่ธรรมดา เราตั้งใจทำอะไรไม่เคยด้อยกว่าใคร วันที่ประสบปัญหามีพันธมิตรมาร่วมแก้ปัญหานี้โดยทันทีครับ เช่น ดุสิตธานี นางงามทั้ง 95 คนพักที่โรงแรมนี้ การบินไทยเข้ามาร่วมสนับสนุน การจัดงานครั้งนี้ใช้เงินมหาศาลและผมก็ไม่ใช่คนร่ำรวย แต่สำหรับโปรเจกต์ยักษ์ในโค้งสุดท้ายเผาขน มีคนรักเมืองไทยเข้ามาร่วมมือกันมากมาย แบรนด์เครื่องสำอางคนไทยร่วมสนับสนุน สยามสเนล ภายใต้แบรนด์สเนล เอท (Snail 8) วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และนักธุรกิจใหญ่ร่วมหุ้นอีก 2 ราย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก ณรงค์ เลิศกิตศิริ กรรมการบริหาร ทีพีเอ็น 2018 เข้ามาร่วมมือสร้างสิ่งมหัศจรรย์ จัดมิสยูนิเวิร์สให้เกิดขึ้นในประเทศไทย”

สมชาย ยืนยันถึงความพร้อมในการเตรียมงาน แม้จะมีเวลาสั้น แต่ได้ทีมงานเก่งระดับมืออาชีพ ทุกคนทุ่มเท อดหลับอดนอน เพื่องานระดับโลกที่มุ่งตอบสนองการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และด้านการท่องเที่ยวไทยที่มีเอกลักษณ์มหาศาล กำลังจะถูกเผยแพร่ผ่านการถ่ายทอดสดสู่สายตา 150 ประเทศทั่วโลก

ผู้เข้าประกวดทั้ง 95 คนจะเดินทางมาถึงประเทศไทย ในวันที่ 2 ธ.ค.สมชายอัพเดทข้อมูลข่าวสารการประกวด สาวงามเข้าพักที่โรงแรมดุสิตธานี จากนั้น 3 ธ.ค.จัดงานเลี้ยงต้อนรับมีแฟชั่นโชว์กาล่าดินเนอร์ เริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. พาเหรดรอบเกาะรัตนโกสินทร์ โชว์ความงามของถนนราชดำเนิน โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร จะเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ต่อด้วย 5 ธ.ค. งานไทยไนท์ นำเสนอเอกลักษณ์ไทยทั้งอาหาร วัฒนธรรม 6-7 ธ.ค. จัดสาวงามเป็นกลุ่มๆ ท่องเที่ยวไปในเมืองรองทั่วภูมิภาค และนำเสนอในวิดีโอวันประกวดสวมมงกุฎ

ต่อด้วย 13 ธ.ค. คือรอบจัดประกวดชุดประจำชาติ และรอบพรีลิมมินารี่ 16 ธ.ค.สาวงามโชว์โฉมเรดคาร์เพต สุดท้ายเช้าวันจันทร์ที่ 17 ธ.ค. คือวันที่ทุกคนรอคอยสาวงามชาติใดจะพนมมือไหว้งดงามอย่างไทยรับมงกุฎ

“รอยยิ้มของความสุขทะลักเมืองไทยแน่นอนครับ” สมชายยืนยันทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจเกินร้อย

บันทึกเกาหลีสุดติ่งจากชีวิต ‘ปรุงโอปป้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569720

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 10:58 น.

บันทึกเกาหลีสุดติ่งจากชีวิต ‘ปรุงโอปป้า’

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

คนไทยหนึ่งเดียวในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แห่งเกาหลีใต้ ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ หรือ ปรุงโอปป้า ขอวางมือจากงานการตลาดมาจับปากกาเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิตเรื่อง Call me OPPA ที่จะบอกเล่าประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง และวัฒนธรรมสุดติ่งที่ยิ่งกว่าซีรี่ส์เรื่องใดๆ

ปรุงกล่าวถึงบทบาทการเป็นนักเขียนครั้งแรกว่า การเขียนหนังสือเป็นหนึ่งในเช็กลิสต์ที่อยากทำ จึงประเดิมเล่มแรกด้วยการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตและการทำงานในเกาหลีใต้ที่ทั้งหวานและขมในเวลาเดียวกัน

“หลังจากเข้าทำงานในบริษัทค่ายเพลงของเกาหลีได้สักพักก็เริ่มอยากหาอะไรใหม่ๆ อยากบอกเรื่องราวในสิ่งที่เราเจอมาให้หลายคนได้รับทราบ จนได้รับโอกาสจากสำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์ติดต่อเข้ามา ผมก็เซย์เยสตอบรับทันที แต่ประเด็นที่ผมอยากเขียนไม่อยากเน้นไปที่การทำงานในวงการบันเทิงเกาหลีตั้งแต่เล่มแรก เพราะถ้าเราไม่ปูพื้นมาก่อนว่าวัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างไร อาจทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ ดังนั้นเล่มนี้ผมจึงอยากเล่าถึงวัฒนธรรมการทำงาน ค่านิยม แนวคิดของคนเกาหลีใต้ จากนั้นถ้ามีโอกาสในเล่มต่อไปจึงค่อยลงลึกไปในการทำงานจริง”

ดังนั้น Call me OPPA จึงไม่ใช่หนังสือที่พูดถึงเกาหลีแบบที่คุ้นเคย คนที่รู้จักเกาหลีอยู่แล้วจะรู้สึกว่า “มันขนาดนี้เลยเหรอ” ส่วนคนที่ไม่รู้จักเกาหลีเลยอาจ “ช็อก” คาตัวหนังสือ เพราะประสบการณ์จริงที่เขาเจอมันดราม่ายิ่งกว่าในละคร

อย่างไรแล้วการเขียนหนังสือเล่มแรกย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ถามเขาต่อเป็นประโยคบอกเล่า ปรุงกล่าวตอบว่า เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายคือคนที่ชื่นชอบเกาหลี ซึ่งคนที่ชื่นชอบเกาหลีส่วนใหญ่คือ รุ่นน้อง หรือเด็กมัธยมฯ ไปจนถึงวัยต้นมหาวิทยาลัย ฉะนั้นวิธีสื่อสารให้ประเด็นที่ยากกลายเป็นเรื่องง่าย คือ การเล่าเรื่องให้เหมือนพี่ชายเล่าให้น้องฟัง ถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยภาษาสนุก และสอดแทรกบทสนทนาของตัวละครเข้าไปเพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึง เข้าใจ และเห็นภาพ

“วิธีการเขียนของผมจะเร้าอารมณ์ผู้อ่าน โดยใช้คำพูดเหน็บแนมนิดหน่อยมาผสมในช่วงแรกให้น่าสนใจ จากนั้นจะตีประเด็นเป็นข้อๆ และสรุปสุดท้ายด้วยการแซวเล็กน้อยว่าคนไทยเป็นยังไง ผมอยากให้มันเป็นหนังสือที่นำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ผมประสบมา และถามผู้อ่านกลับไปว่า แล้วคุณคิดอย่างไร คุณมีทัศนคติต่อเรื่องนี้อย่างไร ดังนั้นทุกบทผมจะไม่ตัดสินว่าผิดหรือถูก ไม่บอกว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่จะให้ผู้อ่านได้คิดและตัดสินใจเอง”

นักเขียนวัย 29 ปี กล่าวด้วยว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกกระบอกเสียงหนึ่งถึงวัฒนธรรมการทำงานในเกาหลีใต้ที่มีความเข้มข้นและกดดัน ซึ่งปัจจุบันคนเกาหลีรุ่นใหม่ก็เริ่มเปลี่ยนถ่ายจากวัฒนธรรมเก่าไปสู่วัฒนธรรมใหม่ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ที่สำคัญคือ หนังสือจะกระตุกความคิดในเรื่องของความกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ อย่างเขาเองที่ผันตัวจากบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ไปทำงานหลากหลายทั้งผู้ประกาศข่าว นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายงานโทรทัศน์ พิธีกร นักพากย์เสียง นักการตลาด ไปจนถึงนักเขียน

“หลายคนมีความกลัว คือ อยากที่จะทำแต่ไม่กล้าที่จะลอง มีความกลัวในทุกๆ ก้าว ดังนั้นคิดอย่างเดียวไม่พอต้องลงมือทำ ซึ่งการลดความกลัวคือต้องวางแผนในก้าวต่อไป และต้องมีแผนสำรองไว้เพื่อซัพพอร์ตความมั่นใจในการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น และผมอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองและเข้าใจตัวเองมากขึ้น อย่าตั้งคำถามต่อสังคมว่า ทำไมถึงไม่เป็นไปตามใจ แต่ต้องถามกลับว่า ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม”

ติดตามชีวิตของปรุงโอปป้าได้ทางอินสตาแกรม Tatchara123 และทำความรู้จักเกาหลีมุมมองใหม่ในบันทึก 176 หน้าของคนไทยในแดนกิมจิเรื่อง Call me OPPA