วี โอภารัตน์ ‘สโตร์ฮับ’ธุรกิจติดตั้งระบบหลังบ้านให้ร้านค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568992

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 12:20 น.

วี โอภารัตน์ ‘สโตร์ฮับ’ธุรกิจติดตั้งระบบหลังบ้านให้ร้านค้า

เรื่อง : ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 

ล่าสุดสาวเก่งผู้ชอบเทคโนโลยีคนนี้กำลังปลุกปั้นธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า สโตร์ฮับ (StoreHub) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมสินค้าคงคลังด้วยระบบ POS (Point of Sale System) เพื่อให้นักธุรกิจกลุ่มสตาร์ทอัพสามารถบริหารจัดการร้านค้า หรือธุรกิจของพวกเขาได้ง่ายยิ่งขึ้น

“สโตร์ฮับเป็นบริษัทที่ค่อนข้างใหม่ เพราะเพิ่งเข้ามาเมืองไทยได้ปีกว่าๆ เองค่ะ สโตร์ฮับเป็นระบบบริหารจัดการ POS ถ้าเป็นเมืองไทยก็คือระบบแคชเชียร์ ที่ไม่ใช่แคชเชียร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นแคชเชียร์ที่ผูกดาต้าเบสเอาไว้ที่หลังบ้านด้วย ถ้าใช้แคชเชียร์ระบบของเรา ลูกค้าก็จะทราบความเป็นไปในสต๊อก แคชเชียร์นี้ใครเป็นคนเปิดกะ-ปิดกะ ลูกน้องคนไหนถอนเงินก้อนไหนไปใช้รึเปล่า ลูกค้าคนไหนเป็นลูกค้าประจำของเรา

คือสามารถบันทึกได้ภายในเครื่อง POS หรือระบบ Point of Sale System ได้ทั้งหมดเลย หลายคนอาจเคยเห็นเครื่องเก็บเงินสีดำๆ ตามห้างทั่วไปมาบ้าง อันนั้นเป็นเครื่องบันทึกเงินจริงๆ มีหน้าที่บันทึกเงินสดในบัญชีของตัวเครื่อง แต่เซอร์วิสหรือเครื่อง POS ของเราก้าวไปไกลกว่านั้นค่ะ

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนก็คือ ถ้าเป็น POS เครื่องสีดำธรรมดา ก็จะแค่บันทึกว่าขายอะไรไปเท่าไร กี่โมงแค่นั้น แต่ระบบของเราจะเก็บฐานข้อมูลเอาไว้เยอะกว่านั้น เราก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างวันบ้าง แถมยังเป็นวิธีการเก็บดาต้าเบสไปพร้อมกันในตัวด้วย”

วี บอกว่า สำหรับหน้าที่ของเธอก็คือ ดูแลบริหารจัดการทีมงานและดูแลลูกค้าที่ใช้ระบบ POS ของสโตร์ฮับ ซึ่งที่จริงระบบนี้มีมานานมากแล้ว แต่สมัยก่อนราคายังแพงอยู่ คนยังเข้าถึงยาก แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปไกล ทำให้ราคาถูกลงได้ ลูกค้าจึงสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“เนื่องจากสโตร์ฮับมีบริษัทแม่อยู่ที่มาเลเซีย การทำให้บริษัทแม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วการตลาดในประเทศไทย ต้องการแบบไหนนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก อย่างที่มาเลเซียเขาจะแข่งกันในเรื่องอี-วอลเล็ต หรือการจ่ายค่าสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชั่น แต่ที่ไทยยังไม่ใช่ บ้านเรายังเป็นคิวอาร์โค้ดอยู่ ก็เป็นความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ จึงทำให้การดีไซน์โปรดักต์ในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

ก่อนจะมาทำงานที่สโตร์ฮับ เคยมีประสบการณ์ในการทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งมาก่อน จากนั้นก็ทำงานในแผนกเซลส์ของบริษัท ยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) โดยดูแลในส่วนของผลิตภัณฑ์แบรนด์วาสลีนและโดฟ ก่อนที่จะย้ายไปดูแลผลิตภัณฑ์โอโม่ในฐานะผู้จัดการแบรนด์ จนสามารถทำให้แบรนด์โอโม่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ตอนนั้นก็รู้สึกภูมิใจมากค่ะ

จากนั้นก็ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่ MIT Sloan ในช่วงนั้นก็ได้ค้นพบโลกที่น่าสนใจของอินเทอร์เน็ต จนทำให้มีโอกาสได้เข้าไปร่วมงานกับ Google และ Facebook ในเวลาต่อมา ซึ่งการทำงานกับสองแพลตฟอร์มนี้ ทำให้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดแก่ผู้ลงโฆษณาหลายร้อยราย”

กระทั่งตลาดออนไลน์เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เธอได้ประสบการณ์ในช่วงเวลานั้นถึงการตลาดหรือมาร์เก็ตติ้งยุคใหม่ในโลกดิจิทัล

“ตอนทำงานที่บริษัทกูเกิลใหม่ๆ ออนไลน์เพิ่งจะเริ่มเข้ามา ตอนนั้นยังคิดเลยว่า นี่เราจะเริ่มทำออนไลน์ มาร์เก็ตติ้งอย่างไรดี ด้วยความใหม่ของดิจิทัลด้วย บวกกับธุรกิจหลักของกูเกิลคือการขายโฆษณาออนไลน์ กูเกิลก็อยากรู้ว่าคนที่มาซื้อโฆษณากับกูเกิลนั้นทำธุรกิจแบบไหน ไม่งั้นกูเกิลจะเก็บได้แต่ตัวเลข แต่จะไม่ทราบที่มาที่ไป จึงทำให้ทราบว่าธุรกิจที่มาซื้อโฆษณาในกูเกิลมีทุกแบบเลย ทั้งขายประกัน ขายอาหารนก ขายทัวร์ ฯลฯ เรียกว่าคนเสิร์ชคำว่าอะไร คำนั้นจะสามารถขายโฆษณาได้เลย ทำงานอยู่ที่กูเกิล 2 ปีครึ่งได้”

วี เล่าว่า จากการทำงานตรงนั้นถือเป็นการเปิดประสบการณ์และเปิดโลกทางด้านเทคโนโลยีให้เธออย่างมาก จากที่แต่ก่อนไม่เคยสนใจก็เริ่มศึกษาหาความรู้ขึ้นเรื่อยๆ และในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันนั้นเอง ก็เป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาใช้เฟซบุ๊กกัน เรียกว่าตอนที่เธอเรียนต่อปริญญาโทอยู่ที่เมืองนอก เป็นช่วงเริ่มต้นของเฟซบุ๊กพอดี

“ข้อดีของการมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาก็คือ ช่วยทำให้ธุรกิจหลายอย่างเข้าถึงโฆษณาได้รวดเร็วมากขึ้น กระชับขึ้น ต่อมาดิฉันได้มีโอกาสเข้าทำงานที่บริษัทเฟซบุ๊ก การทำงานที่นี่ต่างจากบริษัทกูเกิลมาก แม้กูเกิลจะเป็นบริษัทใหญ่และดีมาก แต่มันก็ไม่ใช่ภาพทั้งหมดของ Advertising ไม่ใช่ภาพทั้งหมดของอินเทอร์เน็ต

เราก็เลยอยากเปิดโลกของตัวเองให้มากขึ้น พอได้ไปทำงานที่เฟซบุ๊ก ก็พบว่าโจทย์ของสองบริษัทนี้คล้ายกันมาก ตรงที่ว่าเขาเห็นตัวเลข แต่เขาไม่รู้ที่มาที่ไป อีกอย่างคนไทยเองก็มีวิธีใช้เฟซบุ๊กที่ไม่เหมือนคนประเทศอื่นด้วย

อย่างเช่นทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติมากที่คนไทยจะซื้อของผ่านเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม ซึ่งจริงๆ แล้วประเทศอื่นเขาไม่ทำกัน คนไทยชอบขอคุยกับแม่ค้าก่อนซื้อ ถ้าสหรัฐหรือญี่ปุ่นจะคุ้นชินกับการซื้อของผ่านเว็บไซต์หรือผ่านแอพพลิเคชั่น นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราสอนเฟซบุ๊กว่า เมืองไทยมันไม่เหมือนที่อื่น

เพราะมีธุรกิจบนเฟซบุ๊กที่คาดไม่ถึงเยอะแยะ เช่น ขายเสื้อผ้า ขายอาหารเดลิเวอรี่ ซึ่งมันจะต่างกับกูเกิลในเรื่องประเภทของธุรกิจด้วย พอมาทำงานที่เฟซบุ๊กเราก็ได้ดูแลทีม เพราะว่าตอนที่ทำนั้นย้ายจากสิงคโปร์มาที่เมืองไทยด้วย จึงต้องมาสร้างทีมใหม่ที่นี้ ดิฉันทำงานที่เฟซบุ๊กประมาณ 3 ปีได้ค่ะ”

วี บอกว่า ด้วยความที่เธอชื่นชอบเทคโนโลยี และมีความสนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นอย่างมาก รวมถึงเคยร่วมงานกับ ไว ฮง ฟง ผู้ก่อตั้ง StoreHub ระหว่างที่เธอทำงานอยู่ที่เฟซบุ๊ก ซึ่งทั้งสองคนมีแนวคิดและเป้าหมายการทำงานที่คล้ายกัน จึงทำให้เธอมีโอกาสได้เข้ามาร่วมงานกับสโตร์ฮับซึ่งเป็นบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถบริหารจัดการและควบคุมสินค้าคงคลังด้วยระบบ POS ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ระบบ POS เป็นระบบหลังบ้านที่ช่วยตรวจสอบทั้งเรื่องเงินและสินค้าในสต๊อกของคนทำธุรกิจในกลุ่มสตาร์ทอัพ ซึ่งส่วนใหญ่เวลาทำธุรกิจจะคิดแค่ว่า จะหาสินค้าอะไรมาขายเพื่อให้อินเทรนด์ หรือให้โดนใจลูกค้า โลเกชั่นไหนเวิร์กสุด หรือจะทำการตลาดอย่างไรดี แต่อาจจะไม่เคยเช็กว่าเงินในลิ้นชักหายไปไหน 2,000 บาท ใครเอาไปใช้ หรือว่าเรามีร้านอยู่ตรงนี้ แต่โกดังอยู่ตรงนั้น

เราขนย้ายเสื้อมา 2,000 ตัว แต่เสื้อหายไป 100 ตัว เป็นต้น พูดง่ายๆ ว่าเราขายระบบ POS ซึ่งเป็นการเช็กเงิน เช็กกะ หรือเช็กสต๊อกนั่นเอง หรืออย่างเวลาเราไปกินอาหารที่ไหน พนักงานมักถามว่าเราเป็นสมาชิกไหม ถ้าไม่มีเขาก็จะยื่นกระดาษใบหนึ่งให้เรา พอเรากรอกข้อมูลในกระดาษแล้ว ก็จะมีคนทำหน้าที่นำข้อมูลในกระดาษนั้นไปลงในดาต้าเบสอีกที

กระบวนการทั้งหมดนี้ ถ้าจะย่นเวลาทั้งหมดเราก็ต้องผูกข้อมูลทุกอย่างไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การทำสต๊อกว่าสินค้าตัวนี้ขายที่ไหน ราคาเท่าไร ใครเป็นคนซื้อ คือสโตร์ฮับตั้งใจจะมาตอบโจทย์ในส่วนนี้ ถ้าคุณเป็นลูกค้าของเรา คุณก็จะรู้ได้ทั้งหมดเลย เรียกว่ามันคือกระบวนการหลังบ้านที่ละเอียดมากๆ เมื่อเจ้าของธุรกิจตัดสินใจซื้อระบบของเรา ก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปเซตอัพระบบให้ถึงที่เลยค่ะ”

วี เสริมว่า ตอนนี้ตลาดไทยยังไม่เข้าใจสโตร์ฮับเหมือนที่ตลาดมาเลเซียเข้าใจ เนื่องจากที่มาเลเซียเป็นธุรกิจแม่ ดังนั้นวิธีที่จะทำให้คนไทยเข้าใจธุรกิจติดตั้งระบบ POS ของสโตร์ฮับก็คือ การทำให้เจ้าของร้านเห็นภาพว่า ถ้ามีเครื่องนี้อยู่ในร้านแล้วชีวิตเขาจะง่ายขึ้นยังไงบ้าง

“ปัจจุบันสโตร์ฮับได้เข้ามาเริ่มธุรกิจที่เมืองไทยได้เกือบ 2 ปีแล้ว ก็มีลูกค้าเข้ามาหาเราตลอด ส่วนมากเป็นธุรกิจรีเทล เช่น ขายเสื้อผ้า ขายกระเป๋า พวกนี้จะค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่มีหน้าร้าน ร้านค้าออนไลน์เราก็พอมีบ้าง เพราะเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างยูนีคสำหรับประเทศไทย

สำหรับทิศทางการทำธุรกิจของสโตร์ฮับเราก็อยากให้มันเติบโตเยอะขึ้น อย่างออฟฟิศทุกวันนี้ที่เห็นก็มีพนักงานอยู่ 20 กว่าคน จากเดือนแรกที่ดิฉันเข้ามามีอยู่ 10 คนเท่านั้น ตอนนี้เราก็เริ่มทำมาร์เก็ตติ้ง จนเริ่มมีลูกค้าสนใจและอยากจะเข้ามาชมระบบ อยากทดสอบระบบ

ลูกค้าบางคนเริ่มบอกต่อเพื่อนๆ ให้มาใช้บริการของระบบเราด้วย เรียกว่าเราโตขึ้นมาประมาณ 2 เท่าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ส่วนช่องทางที่เราใช้โปรโมทธุรกิจติดตั้งระบบของเราก็คือช่องทางออนไลน์ รวมทั้งการทำออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง ตามยุคสมัยปัจจุบันอีกด้วย”

วี บอกต่อว่า ตอนนี้ในเมืองไทยมีลูกค้าที่เข้ามาซื้อระบบ POS ของสโตร์ฮับไปใช้ประมาณ 400 ร้านค้าแล้ว แต่ภายในสิ้นปีนี้ เธออยากจะได้ลูกค้าเพิ่มเป็น 1,000 ราย จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ นี่แหละคือสิ่งที่เธอคาดหวังไว้

“เนื่องจากงานของเราเป็นการติดตั้งระบบตรวจสอบรายการหลังบ้าน ทุกอย่างจะถูกเซตมาอยู่แล้ว เรียกว่าการใช้อุปกรณ์หน้าร้านของเราน่าจะใช้ง่ายที่สุดแล้วในตอนนี้ แน่นอนว่าเรามีงานหลังบ้านที่ต้องไปเซตอัพให้ละเอียดต่อไป อย่างร้านอาหารที่นำระบบเราไปใช้ ก็จะเช็กได้ว่าสินค้าเมนูเซตนี้ ราคาเท่านี้ โต๊ะนี้สั่งกี่ชุดก็ว่าไป

คือเรา Input ข้อมูลผ่านจุดนี้ได้จริง โดยที่หลังบ้านได้รับการผูกข้อมูลเอาไว้แล้วว่า เบอร์เกอร์ไก่ชุดนี้ต้องใช้ไก่ 100 กรัม ใช้ผัก 1 ถ้วย คือเราจะผูกข้อมูลทุกอย่างได้อย่างละเอียดยิบเลย ซึ่งเมื่อก่อนระบบนี้บ้านเรายังไม่มี ถ้ามีก็จะแพงและไม่ละเอียดเท่านี้ค่ะ

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือข้อมูลทุกอย่างของลูกค้าจะถูกเก็บไว้บนคลาวด์ โดยเราคิดตามสตอเรจที่ลูกค้าใช้ เริ่มต้นที่ปีละ 1 หมื่นบาท เฉลี่ยเดือนหนึ่งไม่ถึงพันบาท และเสียอีก 1 หมื่นบาท เฉพาะค่าซอฟต์แวร์ ถ้าลูกค้าจะใช้ก็ต้องมีไอแพดที่สามารถลิงค์กับเครื่องได้ หรือจะซื้อพรินเตอร์เพิ่มก็ไม่แพงอยู่ดี

รวมๆ แล้วก็อาจจะอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาท ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อนที่เป็นเครื่องสีดำก็ต้องมีหลักแสนบาท แถมยังเก็บข้อมูลไม่ละเอียดเท่า และยังไม่มีการเก็บข้อมูลให้เอ็กซ์ปอร์ตหรือนำไปใช้ต่อได้เลย”

วี ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันสโตร์ฮับเติบโตและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า 3,700 ร้าน ใน 15 ประเทศ ด้วยการบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการสร้างระบบบริหารคลังสินค้าอัจฉริยะ การบริหารลูกค้าด้วยแพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานหน้าร้านและหลังร้านที่มีความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงสร้างโอกาสการเติบโตของ SMEs และช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าไปในอนาคตอีกด้วย… อัพเดทได้ที่ http://www.storehub.com/th และ FB : StoreHubTH

ครูยุคใหม่ กับ ‘ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568986

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ครูยุคใหม่ กับ ‘ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’

เรื่อง : ทีม@Weekly

 

นวัตกรรมใหม่ที่ครูยุคปัจจุบันจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นครูยุคใหม่จะต้องทราบ คือ Professional Learning Community (PLC) โดยที่ PLC ย่อมาจาก Professional Learning Community ซึ่งหมายถึง Community of Practice (CoP) ในการทำหน้าที่ครูนั่นเอง

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการรวมตัวกันทำงานไปพัฒนาทักษะและการเรียนรู้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ครูเพื่อศิษย์ ไป โดยรวมตัวกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.) จากประสบการณ์ตรง ทำให้การทำหน้าที่ครูเพื่อศิษย์เป็นการทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม ซึ่งอาจเป็นทีมในโรงเรียนเดียวกันก็ได้ ต่างโรงเรียนกันก็ได้ หรืออาจจะอยู่ห่างไกลกันก็ได้ โดย ลปรร. ผ่านไอซีที

กล่าวโดยสรุป คือ PLC มีพัฒนาการมาจากกลยุทธ์ระดับองค์กรที่มุ่งเน้นให้องค์กรมีการปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มพัฒนาจากแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้และปรับประยุกต์ให้มีความสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและการเรียนรู้ร่วมกันในทางวิชาชีพ ที่มีหน้างานสำคัญคือความรับผิดชอบการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกันเป็นสำคัญ

จากการศึกษาหลายโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกา การดำเนินการในรูปแบบ PLC พบว่าเกิดผลดีทางวิชาชีพครู และผู้เรียนที่มุ่งพัฒนาการของผู้เรียนเป็นสำคัญ

หากย้อนกลับไปดูถึงความพยายามในการที่จะพัฒนาครูไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ ในปี 2558 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส โครงการสถาบันวิจัยการเรียนรู้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เขียนถึง “3 ข้อเสนอปฏิรูปคุณภาพครูและการสอน ในช่วงการเกษียณอายุราชการของครูขนานใหญ่ 10 ปีข้างหน้า” โดยชี้ว่าในช่วงปี 2556-2567 ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวนไม่น้อยกว่า 1.9 แสนคน หรือครึ่งหนึ่งของครูทั้งหมดจะเกษียณอายุราชการ

โรงเรียนจะต้องคัดเลือกครูใหม่ประมาณ 1.56 แสนคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 47 ของจำนวนครูทั้งหมดในปี 2568 เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนในโรงเรียน สพฐ. ซึ่งคาดการณ์ว่าจะลดลงเป็น 6.2 ล้านคน ความหวังในการปฏิรูปการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับคุณภาพการสอนของครูรุ่นใหม่นี้ ภาครัฐจึงควรวางแผนรองรับการเกษียณขนานใหญ่นี้ โดยเร่งดำเนินนโยบายด้านบุคลากรครูตามข้อเสนอ 3 ประการ ดังนี้

ข้อเสนอที่ 1 ปรับปรุงระบบการคัดเลือกเพื่อเลือกสรรครูเก่งตรงกับความต้องการของโรงเรียน

ข้อเสนอที่ 2 จัดสรรครูให้เพียงพอกับความต้องการของนักเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่ง

ข้อเสนอที่ 3 ปรับปรุงสภาพการทำงานและสัญญาการจ้างงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการสอน และสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูที่รับผิดชอบต่อผลการเรียนของนักเรียน

หากหยิบเอารายงานดัชนีทุนมนุษย์ของธนาคารโลกประจำปีนี้ ซึ่งเป็นการวัดผลรวมของทุนมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 18 ปี โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและคุณภาพทางการศึกษาในประเทศ ที่เด็กอาศัยอยู่ โดยพิจารณา 3 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ การอยู่รอด คือเด็กที่เกิดวันนี้และมีชีวิตรอดจนถึงวัยเรียน โรงเรียน คือเด็กๆ ได้รับการศึกษากี่ปีและได้เรียนรู้อะไรบ้าง และสุขภาพ คือเด็กๆ มีสุขภาพดี ในวันที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพร้อมจะเรียนต่อหรือเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะผู้ใหญ่เต็มตัวหรือไม่

ดัชนีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกวันนี้เด็กไทยโดยเฉลี่ยจะสามารถเข้าเรียนในระบบการศึกษาเป็นเวลารวม 12.4 ปี จนถึงอายุ 18 ปี แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพการเรียนรู้แล้ว เท่ากับเด็กได้รับการศึกษาเพียง 8.6 ปีเท่านั้น โดย 3.8 ปี ที่หายไปเป็นเพราะคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ได้มาตรฐาน

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีประสบการณ์ในการสอนและทำวิจัยด้านการศึกษามานานกว่า 30 ปี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงปัญหาการศึกษาของไทยยังเกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก 1.นโยบายการศึกษาไม่มีความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการยึดความสนใจของตัวเองและของพรรคการเมืองเป็นหลัก

2.ระบบการศึกษาของไทยเต็มไปด้วยกฎระเบียบมากเกินไป ทำให้บุคลากรในกระทรวงศึกษาฯ รวมถึงครู เกิดการยึดติดในกรอบ ไม่กล้าคิดแตกต่าง เนื่องจากต้องยึดในระเบียบกฎเกณฑ์ จนในที่สุดครูมีการปล่อยปละละเลยการเรียนการสอน

ข้อ 3.การศึกษาของไทยไม่มีระบบการเรียนรู้ ไม่เน้นดิจิทัล ไม่เน้นการค้นหาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดการคิดแตกต่างสร้างสรรค์ แต่ไปเน้นเรื่องเนื้อหาสาระ การท่องจำ เมื่อเด็กเรียนจบสอบผ่านก็จะทิ้งสิ่งที่ท่องจำไป ทำให้เป็นคนยึดติดแต่กรอบ กลายเป็นพลเมืองเฉื่อยชา ซึ่งนับวันเด็กไทยจะถูกทำลายจากหลักสูตรที่ออกแบบล้าหลัง ให้ครูสอนแบบบรรยาย เน้นให้เด็กเรียนมากๆ

และข้อ 4.ไทยไม่มีปรัชญาการศึกษา มีแต่การแข่งขัน ซึ่งจะเห็นการติววิชาต่างๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อการสอบแข่งขัน มีการประกันเรื่องคุณภาพการศึกษา จนเป็นสาเหตุทำให้ครูออกจากห้องเรียนมากถึง 66 วัน จึงถือเป็นความล้าหลังอย่างมาก

เพราฉะนั้น ในปัจจุบันแนวคิดการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) หรือ PLC ถูกมองว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และกำลังถูกจับตามองจากนักวิชาการด้านการศึกษาว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อครูไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ผ่านไป 3 ปี จากการขับเคลื่อนเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันคุรุพัฒนา ได้นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้กับครูไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยวิธีการสร้างแรงจูงใจให้ครูที่เข้าร่วมประชุมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ PLC จำนวน 50 ชั่วโมง หรือมากกว่า 5 ปี ติดต่อกัน และสามารถนำส่งเป็นผลงานไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอปรับเลื่อนวิทยฐานะได้

ดร.เกศรา อมรวุฒิวร ผู้จัดการอาวุโส สถาบันคีนันแห่งเอเซีย หนึ่งในคณะกรรมการกำกับและดูแลสะเต็มศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ เล่าว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เกิดขึ้นครั้งแรกช่วงปลายปี 2533 โดยหน่วยงานภาคเอกชนด้านการศึกษาของสหรัฐอเมริกา

“นักวิชาการด้านการศึกษาปรับแนวคิดมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ในการบริหารองค์กร ที่เชื่อว่าการทำงานเป็นทีมและการทำงานร่วมกันนั้นจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตที่ดีขึ้น ซึ่งต่อมาหลายประเทศทั่วโลกก็ได้นำไปปรับใช้ หากแต่ละที่อาจมีชื่อเรียกที่ต่างกันไป

แต่ทุกที่มองเป็นทางเดียวกันว่า วัฒนธรรมการเรียนรู้ของชุมชนวิชาชีพครูจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนของครูและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้แก่นักเรียน เพราะจะช่วยกระตุ้นครูให้เกิดการติดตามว่าเด็กเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างไร เกิดการประเมินผลและแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการจัดการเรียนรู้ระหว่างครูด้วยกันต่อเนื่อง”

สำหรับในประเทศไทย ดร.เกศรา ขยายภาพให้เห็นว่าการขับเคลื่อน “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” นอกจากภาครัฐอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ที่นำเข้ามาบรรจุในนโยบายเพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิรูปการศึกษาแล้ว สถาบันคีนันแห่งเอเซีย ในฐานะองค์กรวิชาการที่ดำเนินงานพัฒนาการศึกษาในไทยมากว่า 20 ปี ได้ขานรับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนำแนวทางการส่งเสริม PLC ของสถาบันคุรุพัฒนามาปรับใช้กับโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต

“หากสามารถสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้จริง จะช่วยให้เกิดการติดตาม ประเมินผล และแบ่งปันองค์ความรู้ระหว่างครูด้วยกันอย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลสัมฤทธิ์ต่อการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา หนึ่งในภารกิจหลักเพื่อร่วมยกระดับและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโครงการ

กระบวนการสำคัญที่สถาบันคีนันฯ นำมาใช้ในโครงการ นั่นคือจัดอบรมให้ครูรู้จักใช้เทคนิควิธีในการจัด PLC ที่มีประสิทธิภาพ และสร้างเครือข่ายสังคมแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งจะมีการเปิดชั้นเรียน หรือ Open Classroom Approach เพื่อให้ครูร่วมกันอภิปรายถึงผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่สังเกตเห็น โดยครูจะตั้งเป้าหมายในการปรับปรุงบทเรียน วางแผน บทเรียนร่วมกันและเยี่ยมชมห้องเรียนของกันและกัน สังเกตการณ์และสะท้อนถึงวิธีที่นักเรียนเรียนรู้ เพื่อนำไปปรับปรุงบทเรียนและกระบวนการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง”

ปัจจุบันหลังดำเนินงานไปแล้วกว่า 3 ปี ดร.เกศรา ประเมินผลว่า โครงการสามารถสร้างเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปแล้วมากกว่า 60 เครือข่าย จากโรงเรียนเข้าร่วมประมาณ 240-300 โรงเรียนทั่วประเทศ

“ผลลัพธ์ที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการที่ได้เข้าไปร่วมสร้าง PLC คือ ครูเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่ครูสามารถรวมตัวเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา และหาทางออกเรื่องการเรียนรู้ของนักเรียนที่พบเหมือนๆ กันได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มพูนทักษะการสอนของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงแก้ปัญหาหนักอกที่ครูบางท่านอาจพบบ่อย แต่ยังหาทางออกไม่ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นแม้เป็นเพียงขั้นเริ่มต้น แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า การที่ครูนำกระบวนการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC ไปปรับใช้นั้น ไม่เพียงช่วยให้ครูแก้ปัญหาของตนเองได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเติมเต็มอุดช่องว่างให้เพื่อนครูด้วยกันได้ด้วย ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาทางโครงสร้างการศึกษาไทยได้อีกหลายประการ”

ดร.เกศรา ชี้ว่า ประการแรก PLC จะเปลี่ยนศูนย์กลางการทำงานของครู จากการทำงานคนเดียว เป็นการสร้างสังคมการทำงานแบบร่วมคิดร่วมแก้ไขเป็นหมู่คณะ โดยมีเป้าหมายในการสร้างองค์ความรู้แก่เด็กในชั้นเรียนเป็นสำคัญ

ประการที่ 2 ช่วยเสริมสร้างแนวคิดการทำงานเป็นทีม และสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ทำให้ครูเกิดการแลกเปลี่ยนปัญหาที่พบบ่อยในโรงเรียน และหาทางแก้ไขร่วมกัน

ประการที่ 3 ช่วยแก้ไขปัญหาของครูในโรงเรียนขนาดเล็กของไทยกว่า 1.5 หมื่นแห่ง ให้ได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคนิคการสอน โดยครูจากโรงเรียนอื่นในพื้นที่เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของการสร้าง PLC ดร.เกศรา บอกว่าท้ายสุดนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นกับครูเพียงฝ่ายเดียว เพราะทุกกระบวนการมีส่วนร่วมของครู จะต้องเน้นผลลัพธ์ในสิ่งที่นักเรียนจะได้รับจากการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนในห้องเรียนของครูเป็นสำคัญด้วย

“เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมต่อ PLC ถูกบรรจุเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินเลื่อนวิทยฐานะของครูไทยในปัจจุบันด้วย ทำให้ครูต้องมีการบันทึกผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปอ้างอิงต่อการประเมินผลความก้าวหน้าทางวิชาชีพของพวกเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงผลการเรียนของนักเรียนต่อไป” 

‘งานฟื้นฟูวัด คืองานซ่อมใจคน’ แอนเจล่า ศรีสมวงศ์วัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568984

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 11:20 น.

‘งานฟื้นฟูวัด คืองานซ่อมใจคน’ แอนเจล่า ศรีสมวงศ์วัฒนา

เรื่อง: วราภรณ์ ผูกพันธ์

กลุ่มคนตัวเล็กกับการอนุรักษ์ เป็นการรวมกลุ่มของนักวิชาการ นักศึกษา นักประวัติศาสตร์ ศิลปินอิสระที่มีความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์ศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมี แอนเจล่า ศรีสมวงศ์วัฒนา เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยฐานะรองประธานกลุ่ม

จากการรวมกลุ่มเริ่มต้นเมื่อ 14 ปีก่อน ก่อตั้งในปี 2547 โดยการทำงานของกลุ่มคนตัวเล็ก เริ่มต้นจากการอนุรักษ์วิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุก จ.ลำปาง โดยการรวมกลุ่มกันของคนที่มีใจรักในงานศิลปกรรมไทย อยากให้งานบูรณะวัดเก่าแก่ยังคงอยู่ โดยกลุ่มคนตัวเล็กกับการอนุรักษ์ ดำเนินงานส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวงานศิลปกรรม การศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และการให้ความรู้แก่ชุมชนให้ตระหนักและตื่นตัวในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ จนทำให้โครงการอนุรักษ์วิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุก จ.ลำปาง ได้รับรางวัล Merit Award, UNESCO Asia-Pacific Cultural Heritage Conservation Award 2008

ต่อมากลุ่มคนตัวเล็กฯ ได้ขยายเครือข่ายไปยังกลุ่มอื่นๆ เพื่อทำงานด้านการอนุรักษ์มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ เช่น สร้างโปรแกรมวิชาสถาปัตยกรรมให้กับคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะทำงานวิจัยของศูนย์โบราณคดีภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

ย้อนกลับไปในอดีต แอนเจล่าเคยทำงานในสถานทูตสหรัฐอเมริกามานานกว่า 10 ปี แต่ด้วยแรงปรารถนาชื่นชอบงานศิลปะและรักการเดินทางทำให้เธอลาออกจากงานประจำ มาเป็นช่างภาพที่หลงใหลการเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายภาพและสร้างงานศิลปะออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการถ่ายภาพดังที่เธอเคยฝันไว้

การเป็นช่างภาพทำให้เธอสามารถอุทิศตนเพื่ออนุรักษ์งานศิลปกรรมไทยได้ และเป็นงานที่แอนเจล่าถนัด เธอเล่าถึงแนวคิดในการรวมกลุ่มกันว่า การทำงานของกลุ่มคนตัวเล็กที่เริ่มต้นจากโครงการอนุรักษ์วิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุก จ.ลำปาง ซึ่งเกิดจากความต้องการของชุมชนที่จะบูรณะวิหารไม้โบราณอายุกว่า 120 ปี

“มิได้จำกัดเพียงการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมหลังใดหลังหนึ่ง แต่การทำงานครั้งนั้นได้นำมาสู่ความร่วมมือของ ‘คนตัวเล็ก’ จำนวนมาก ที่เริ่มมีความสนใจและต้องการรักษางานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม รวมถึงองค์ความรู้ในบริบทข้างเคียง”

ผลงานชิ้นแรกในการอนุรักษ์อาคารเล็กๆ เพียงหนึ่งหลัง เป็นจุดเริ่มต้นของคลังแห่งภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีองค์ความรู้หลากหลายที่ทยอยได้รับความสนใจ มีการศึกษาค้นคว้าและนำไปสู่การเรียนรู้ การศึกษามรดกทางวัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ ของ “คนตัวเล็ก” ก่อให้เกิด “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ที่เปรียบประดุจระลอกของคลื่นน้ำ แอนเจล่า บอกว่า ทำให้พบว่ามีเรื่องราวอีกมากที่จะต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษา

“ต่อมาการทำงานของ ‘คนตัวเล็ก’ คือการคอยสอดส่องดูแลมรดกทางวัฒนธรรม แม้จะมิได้ประกาศตัวอย่างกว้างขวาง หากแต่มีการร่วมแรงร่วมใจฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมในแนวทางที่ตนสามารถทำได้ ก็เปรียบเสมือนระลอกคลื่นแห่งการอนุรักษ์ที่พลิ้วไหว เพื่อจรรโลงมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมให้ดำรงสืบสาน เพื่อความภาคภูมิใจแก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนของชาติต่อไปในอนาคต”

ครั้งแรกที่ทำงานอนุรักษ์กันกับกลุ่ม แอนเจล่า บอกว่า มีวิหารน้อยอยู่แห่งหนึ่งกำลังมีปัญหาต้องซ่อม เพื่อนของเธอที่เป็นอาจารย์อยู่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการเรียกร้องให้มาช่วยบูรณะตึกให้คงความงามเหมือนเดิม

“ก็ไปเห็นวิหารมีหน้าตาแปลก เป็นวิหารรูปทรงจัตุรมุข ซึ่งหายากและมีความโดดเด่น พวกเราห้ามรื้อ เราค่อยๆ เข้าไป ไปศึกษารูปแบบทำรีเสิร์ชว่ารูปแบบมาจากไหน เมียนมาไหม หรือเนปาล หาช่างที่มีใจเป็นเชิงอนุรักษ์ เพราะลำปางมีป่าไม้เยอะ ทำถ่านหิน มีเซรามิก

พอชีวิตคนเปลี่ยนช่างฝีมือหายหมด วัสดุไม่มี ก็ต้องหาวัสดุที่เหมือนเดิมมากที่สุด โดยตัวเองทำหน้าที่คอยเก็บภาพทำเป็นคลังภาพตั้งแต่ก่อนบูรณะ ขณะบูรณะ จนพระวิหารแล้วเสร็จออกมาสวยงาม โดยใช้เวลารอนาน 2 ปี และรอทำอีก 4 ปีครึ่ง รวมเวลาใช้ในการบูรณะราว 4 ปีครึ่ง โดยเราทำคลังภาพถูกบันทึกไว้ ใช้ฟิล์มถ่าย ในฐานะจิตอาสาถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งหมดเพื่อบันทึกวิถีชีวิต ทั้งหมดจะเก็บเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เหมือนเรายกสตูดิโอเข้ามาถ่าย มีภาพพระบทแปลว่าชาดก เราเอาภาพทุกอย่างมาจัดทำเป็นนิทรรศการร่วมสมัยในวัด เราช่วยกันขับเคลื่อนกลุ่ม”

การต่อยอดการทำงานด้านอนุรักษ์ของกลุ่ม ด้วยการดึงนักศึกษามาเป็นส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ผลักดันให้เกิดนิทรรศการหมุนเวียน เชิญชุมชนมาพูดเรื่องการอนุรักษ์ และย้ายนิทรรศการไปจัด ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เพื่อขยายความรู้และส่งถ่ายคุณค่าด้านการอนุรักษ์

“สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกของไทย หากเราคนไทยเห็นคุณค่าและรู้จักรักษามรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้ เพื่อสะท้อนว่าคนไทยมีรากเหง้ามายาวนาน เดินทางมามากมายเพื่อบอกเล่างานศิลปกรรมไทย เพราะเราต้องรู้จักตัวตนตัวเองก่อน จึงไปชื่นชมสมบัติของคนอื่นได้

เราต้องรู้ก่อนว่าเรามีดีอะไร ชอบโปรโมทให้คนรู้จักศิลปวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า เราควรมีการจัดเก็บต้องแยกประเภท ติดรหัส นำพระที่เก็บอยู่ใต้กรุมาเก็บรักษา เพื่อหลีกปัญหาหลังคารั่ว มีการจัดแยกประเภทโดยใช้ภาพถ่าย แล้วค่อยนำไปจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เชิญนักศิลปะทุกภาคส่วนมาช่วยกันดูแล เป็นสักขีพยานและต้องการให้คนมีส่วนร่วมในการช่วยกันซ่อมแซม”

เมื่อโครงการแรกแล้วเสร็จเมื่อปี 2551 กลุ่มคนงานตัวเล็กฯ ดีใจมากๆ ได้พาผู้ที่สนใจศิลปะมาร่วมชมจาก 22 ประเทศ ช่วยกันสืบสานงานฝีมือช่าง โดยให้คนในชุมชนมาเรียนรู้การแกะสลักแบบโบราณ ให้คนเรียนรู้การซ่อมการทำปูนหมัก อนุรักษ์ให้การซ่อมแซมรักษาความคงเดิมไว้ให้มากที่สุด เพราะการอนุรักษ์คือการประนีประนอม เข้าใจให้ตรงกันกับเจ้าของถิ่นฐานเดิมและนักอนุรักษ์ให้ได้มากที่สุด

แอนเจล่า กล่าวว่า สิ่งที่เธอทำถือเป็นหนึ่งในหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่งที่สามารถทำได้ในเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุของไทย เพราะเราทุกคนมีหน้าที่ทำให้ประเทศชาติ

“คิดว่าจะทำงานอนุรักษ์ตลอดชีวิต เท่าที่มีแรงทำได้ เพราะกลุ่มคนตัวเล็กฯ ไม่ใช่แค่ซ่อมแซมอาคารเท่านั้น แต่เรายังซ่อมใจคน โดยวันหนึ่งคนรุ่นใหม่ต้องช่วยกันสานและดูแล เพราะพวกเขาคือเจ้าของที่แท้จริงของศิลปะและวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้” 

ปณต คุณประเสริฐ บ้านมีเรื่องราวเติบโตไปพร้อมๆ กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568830

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 17:15 น.

ปณต คุณประเสริฐ บ้านมีเรื่องราวเติบโตไปพร้อมๆ กัน

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“บ้านหลังนี้อายุ 29 ปี เท่ากับอายุผม ผมย้ายเข้ามาอยู่ตอนอายุ 6 เดือน”

“ปณต คุณประเสริฐ” นักแต่งเพลงและมือกีตาร์วงเก็ตสึโนว่า เล่าถึงความทรงจำที่มีภายในบ้านหลังโตริมทะเลสาบ ย่านถนนบางนา-ตราด

บ้านหนึ่งหลังมีความทรงจำ เรื่องราวมากมายของชีวิต สิ่งของ แม้ว่าจะมีช่วงหนึ่งที่ปณตไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ แต่เขาก็กลับมาเมืองไทยปีละหลายหน เสมือนบ้านมีพลังดึงดูด ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุขนาดใหญ่ไร้ชีวิต ทว่า คือศูนย์รวมของทุกคนในครอบครัวคือความผูกพัน

“บ้านหลังอื่นผมไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่บ้านนี้ผมว่าแทบจะเปลี่ยนทุก 4-5 ปี เหมือนเป็นบ้านที่โตไปกับเรา ไม่ได้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ค่อยใหญ่ขึ้น ขยายขึ้น เปลี่ยนแปลงมันไปเรื่อยๆ

ผมสังเกตหลายบ้านไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่บ้านเราเดี๋ยวตรงนั้นงอก ตรงนี้ปรับตรงนี้เปลี่ยน สนุก มีเสน่ห์ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์บ้างสลับห้องนั้นเป็นห้องนี้บ้าง ย้ายมุมวางตู้ย้ายทีวี ผมก็ว่ามีสีสันดีนะ เราไม่เบื่อ

อย่างสวนตอนแรกๆ จัดรื้อกันบ่อยมาก ตอนนี้ปล่อยให้ต้นไม้เติบโตกันไป จากการที่เราลงแรงกันไปในตอนแรก ก็เหมือนกับผมที่โตมาในบ้านหลังนี้ ผมรู้สึกว่าบ้านก็โตมาพร้อมๆ กับเรา มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนเราที่เปลี่ยนแปลงไป”

บ้านสะท้อนตัวตนของคนที่อยู่ได้ ให้ทายก็คงพอรู้กันว่ามีกีตาร์และเครื่องดนตรีอยู่จำนวนหนึ่งในบ้าน แต่หลายคนยังไม่รู้คือ ผลงานศิลปะ ที่บ่งบอกถึงตัวตนของปณต

ไม่เพียงเท่านั้นยังช่วยยืนยันสุภาษิตลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเป็นจริงด้วย เพราะคุณพ่อของปณต คือ “ดร.สันติ คุณประเสริฐ” ศิลปินอักษรไทยวิจิตร หรือ Calligraphy

ศิลปะที่เห็นอยู่ตามห้องต่างๆ เป็นผลงานสะสมของคุณพ่อ และยังมีในส่วนของห้องทำงานคุณพ่อเป็นผลงานของคุณพ่อส่วนผลงานของปณตที่เห็นสะดุดตาแขวนไว้บนทางเดินขึ้นชั้น 2 คือ รูปคุณพ่อที่เขาวาดตอนเด็ก และในห้องทำงานมีผลงานศิลปะของเขาอีกเพียบ

ด้านงานประติมากรรมที่เด่นตระหง่านทางเดินเข้าบ้าน ผลงานของอะโนะ (เนะ-อโณทัย นิรุตติเมธี) แฟนสาวของเขานั้นเองเป็นตัวแทนยินดีต้อนรับอย่างอารมณ์ดี

“คุณพ่อเป็นอินทีเรียร์ประจำบ้าน คุณแม่เป็นคนทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบ ส่วนพื้นที่ส่วนตัวของใครคนนั้นก็ดูแลกันไป”

แต่ละห้องจำแนกตามสี ปณตพาทัวร์ “ผ่านผลงานของอะโนะ ซ้ายมือเป็นห้องรับแขก ดูทีวี เฟอร์นิเจอร์ห้องนี้สีม่วงๆ หน่อย ให้ดูสนุก เป็นโมเดิร์น เวลาเพื่อนๆ มาก็จะอยู่ห้องนี้กัน

แขกผู้ใหญ่เป็นอีกห้องถัดมา ห้องสีส้ม เฟอร์นิเจอร์โซฟาชุดใหญ่โทนสีส้มเอิร์ทโทน แต่ผมเรียกว่าห้องตัดเค้ก (หัวเราะ) เป็นห้องรวมญาติ วันเกิดใคร รดน้ำผู้ใหญ่ ก็จะมาถ่ายรูปกันที่ห้องนี้ ห้องนี้ไม่ได้ใช้นั่งคุยจริงจัง ทำอะไรอยู่มุมอื่น พอถ่ายรูปก็จะกลับมาห้องนี้ (หัวเราะ)

ถัดมาห้องกินข้าวโทนสีเขียว มีดอกไม้ประดับเยอะ กระจกเยอะ มีงานศิลปะวางบ้าง ห้องนั่งเล่นของครอบครัวสีครีม มารวมตัวกันดูทีวี และข้างๆ เป็นโต๊ะทำงานของคุณพ่อ มีผลงานของคุณพ่อ อุปกรณ์ทำงาน เด็กมาห้องนี้จะชอบกันได้วาดรูป

ห้องครัวสีขาวอยู่โซนหน้าบ้าน มีโต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ตั้งตรงกลาง ผมชอบบรรยากาศตรงนั้น โปร่งโล่ง และมีกระจกเยอะ เพราะครอบครัวเราชอบส่องกระจกกันก่อนออกจากบ้าน และชอบเดินเข้าออกบ้านทางนั้นมากกว่าทางเข้าจริงๆ (หัวเราะ)

โซนถัดมามันเคยเป็นห้องนอนผม ตอนนี้เป็นห้องเก็บเครื่องดนตรี มีของเพื่อนๆ ด้วย เวลาทีมงานมายกไปก็ง่ายดีทีเดียวเลย”

ห้องนี้ทะลุออกไปเป็นสวนขนาดใหญ่ หญ้าเขียวขจี และต้นไม้ที่มีอายุร่วมสิบปีมีท่าน้ำที่ได้ร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่และประดับประดาด้วยไม้เลื้อย

บ้านมีต้นไม้เยอะและติดบึงน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ลมพัดผ่านเย็นสบายมาถึงตัวบ้าน หากในสวนสิ่งที่สะดุดตาไม่ใช่ดอกไม้ แต่มันคือ “ตุ่ม” รูปทรงขนาดต่างๆ ปณตเล่าที่มาอย่างขบขัน

“หลายคนมาที่บ้านชอบเดินนับว่ามีตุ่มกี่ใบ คุณพ่อชอบซื้อมา เหมือนตุ่มเป็นเดกคอร์ ในสวนมีเยอะมาก หน้าบ้านก็มีเมื่อก่อนเด็กส่งของจะบอก รปภ. ทางเข้าหมู่บ้านว่า มาบ้านที่มีตุ่ม โอ่งเยอะๆ (หัวเราะ)”

ปณตทัวร์คอนเสิร์ตเป็นส่วนใหญ่ เวลาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวมักเป็นบ่ายวันอาทิตย์ในห้องดูทีวีของครอบครัว แต่ถ้าไม่มีงาน ไม่ต้องไปซ้อมดนตรี เขาเลือกอยู่ที่บ้านมากกว่าไปสังสรรค์ข้างนอก

พื้นที่ของปณตคือชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องทำงาน ห้องอัดเสียง เขียนรูป ห้องนอน หน้าห้องยังมีอุปกรณ์ออกกำลังกายเป็นฟิตเนสขนาดย่อมของครอบครัว

“ข้างบนส่วนใหญ่เป็นห้องนอน มีห้องพระด้วย คุณแม่สวดมนต์ที่ห้องพระเป็นประจำ ผมเวลาเดินเข้าออกก็ไหว้เสมอ ส่วนฟิตเนสเป็นความโชคดีที่อยู่หน้าห้อง ทำให้ขี้เกียจไม่ได้ ผมวิ่ง 45 นาที ก่อนกินข้าวเที่ยง ผมไม่ใช่สายเวต เคยเล่นแล้วกล้ามมาง่าย ผมชอบแบบตัวเล็กจับกีตาร์แล้วกีตาร์ดูใหญ่กว่าเรา

ห้องอัดเพลง อุปกรณ์ไม่เยอะ ผมต้องการให้บรรยากาศดูเป็นห้องคิดงานมากกว่า ต้องรู้สึกไม่จริงจัง จะได้รู้สึกผ่อนคลาย อยู่ได้นานๆ ไม่มีความกดดัน ผมรู้สึกกลัวห้องอัดที่อุปกรณ์ครบ มันมีแต่วิทยาศาสตร์ไม่มีศิลปะ

ห้องนอนสีขาวดำ มีสีม่วงนิดหนึ่ง ห้องนอนโปร่ง ผมชอบให้หลังคาสูงๆ แต่สูงได้แค่นี้เพราะด้านบนแบ่งเป็นห้องเก็บของ แต่ห้องทำงานเพดานสูงเลย”

นอกจากงานศิลปะ ตุ่ม เครื่องดนตรี อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นเยอะในบ้านหลังนี้ คือ ตู้หนังสือบานกระจกใสที่ข้างในเรียงรายไปด้วยหนังสือทั้งชั้น ส่วนใหญ่เป็นหนังสือศิลปะของคุณพ่อ

บ้านทุกหลังมีเรื่องราว มีความทรงจำ และมันคือครอบครัว

การออมควรมีเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568823

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

การออมควรมีเป้าหมาย

เรื่อง ราตรีแต่ง

การเกษียณอายุหมายถึง “การหยุดทำงานประจำ และไม่มีรายได้หลักอีกต่อไป” แต่ทุกๆ วัน เราก็ยังไม่ได้หยุดใช้จ่ายต้องกินต้องใช้จ่าย อายุยิ่งยืนยาวเท่าไร ก็ต้องใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น

เรื่องสำคัญในชีวิตที่คนทำงานรับเงินเดือนประจำ ลองถามตัวเอง เคยออกแบบชีวิตในวัยเกษียณไว้บ้างหรือไม่? จะเกษียณตอนอายุเท่าไร? หลังเกษียณอยากใช้ชีวิตแบบไหน? อยากทำอะไรต่อไป? เรื่องจำเป็นที่สุดในช่วงบั้นปลาย จะต้องเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายเท่าไร? หลายคนวางแผนการเกษียณอายุที่ครอบคลุมรอบด้าน เพื่อเตรียมเข้าสู่ชีวิตในวัยนี้ได้อย่างมีความมั่นคงทางการเงิน ได้ใช้ชีวิตในวัยเกษียณดั่งใจฝัน

ขณะที่อีกหลายๆ คนกลับไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง โดยเฉพาะคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องของอนาคต ระยะเวลากว่า 40 ปี ยังอีกยาวไกล ไว้ใกล้ๆ ถึงอายุในวัยเกษียณ เตรียมตัวตอนนั้นก็ยังทัน ซึ่งนี่คือสิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดๆ ว่าการเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณ เป็นเรื่องของคนอายุมาก คนวัยใกล้เกษียณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งเราเริ่มต้นออมช้าเท่าไร ภาระในการเก็บออมต่อเดือนก็จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น

กฎเหล็กของการออม การลงทุน คือควรทำตั้งแต่วันนี้ โดยมีการตั้งคำถามว่าเรามีเป้าหมายการออมเพื่ออะไร?

การออมเพื่อสร้างความมั่งคง

เพื่อให้แน่ใจว่าการมีเงินเก็บไว้ใช้มากพอ ในวัยเกษียณ ควรเริ่มออมอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ตอนอายุน้อย เป้าหมายนี้เพื่อการสร้างความมั่นคง โดนออมแบบสม่ำเสมอ ในจำนวนคงที่เงินทุกๆ เดือน ถ้าทำได้มีวินัยแล้วเราจะมีดอกผลจากเงินออมเท่าไร มาดูข้อมูลการวางแผนเกษียณ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แนะนำอายุที่ควรเริ่มต้นออม คือ วัยเริ่มทำงาน-39 ปี เงินออมรายเดือน 10-15% ของเงินเดือน อายุ 40-49 ปี เงินออมรายเดือน 20-25% อายุ 50-54 ปี เงินออมรายเดือน 45-50% อายุ 55-59 ปี เงินออมรายเดือน 80- 85%

สำหรับเป้าหมายการออมให้เงินเติบโต และงอกเงย มีหลากหลายประเภทบัญชีเงินฝากให้เลือกออมได้ตามใจ ออมสั้น หรือออมยาว ออมเพื่อใช้หมุนเวียน ออมเพื่ออนาคต

การออมเพื่อความมั่นคง ควรกำหนดจำนวนเงินที่ต้องการออม (ต่อเดือน) ระยะเวลา (ต่อปี) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอัตราสูงสุดประจำต่อปีในเวลานี้คือ 1.5% ถ้าลองคำนวณการออมแบบฝากประจำระยะเวลา 1 ปี เดือนละ 1 หมื่นบาท จำนวนเงินออมที่ได้ คือ 1.2 แสนบาท คิดเป็นจำนวนดอกเบี้ย 1,800 บาท

แต่ถ้าต้องการบรรลุเป้าหมายการออมให้ได้จำนวนมากขึ้น เร็วขึ้น ก็ต้องปรับจำนวนเงินออมให้มากขึ้น หรือลองเริ่มต้นศึกษาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อการเลือกลงทุน ให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เช่น กองทุนรวม พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ ฯลฯ โดยคำนึงถึงผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ยอมรับได้

การออมเพื่อสร้างความมั่งคั่ง

หากมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท สำหรับใช้จ่ายในการดํารงชีวิตภายหลังเกษียณอายุ และในการใช้ชีวิตประจำวันก็มีความจำเป็นต้องทยอยนำเงินเก็บก้อนนี้ออกมาใช้ประมาณ 10% ต่อปี โดยไม่มีการออม หรือลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนเพิ่มเติมใดๆ อีกทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าจะต้องทยอยนำเงินออกมาใช้ปีละประมาณ 1 แสนบาท (10% x 1,000,000) ซึ่งเงินเก็บ 1 ล้านบาทก้อนนี้ จะถูกนำออกมาใช้จนหมดภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี

แต่หากนําเงินไปออม หรือลงทุนเพื่อหาดอกผลเพิ่มเติมโดยเลือกรับผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี นั่นหมายความว่าสามารถยืดระยะเวลาในการใช้เงินออกไปได้ อีก 4 ปี เพราะจะใช้เงินเก็บเพียง 5% ส่วนอีก 5% มาจากผลตอบแทนจากเงินออมที่ได้เก็บหอมรอมริบ มาตลอดชีวิตการทำงาน บวกกับผลประโยชน์จากการนำเงินไปลงทุน ​

เป้าหมายการออมเงินให้ครบ 1 ล้านบาท สำหรับไว้ใช้หลังเกษียณ สำหรับการเลือกอัตราผลตอบแทนจากเงินออม และเงินลงทุนเฉลี่ยเท่ากับ 5% ต่อปี ถ้าเริ่มออมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 31 ปี ออมเพียงปีละ 1.5 หมื่นบาท (หรือเดือนละ 1,250 บาท) จะมีเงินครบ 1 ล้านบาทเมื่ออายุ 60 ปี โดยเป็นเงินออม 4.5 แสนบาท และที่เหลืออีกประมาณ 6 แสนบาท เป็นการทำงานของดอกเบี้ย

แต่ถ้าเริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี ก็ต้องออมถึงปีละ 7.5 หมื่นบาท (หรือเดือนละ 6,300 บาท) เพื่อให้มีเงินครบ 1 ล้านบาทเมื่อเกษียณ โดยเป็นการทำงานของดอกเบี้ยเพียง 2.4 แสนบาทเท่านั้น

การออมโดยบัญชีเงินฝากประจำ ระยะเวลาฝาก 12 เดือน เป็นบัญชีเงินฝากระยะยาวสำหรับผู้ที่รักการออม ยิ่งระยะเวลาในการฝากนานขึ้นเท่าใด ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ได้รับ ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้ว่าการฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำจะต้องเสียภาษีดอกเบี้ยรับ (สำหรับกรณีบุคคลธรรมดา เสียภาษีดอกเบี้ยรับ 15%) แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับดอกเบี้ย ซึ่งจะได้รับจากการฝากเงินไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากประจำระยะสั้นๆ แล้ว ดอกเบี้ยที่ได้รับก็ยังมากกว่าอยู่ดี

อยากอายุยืน อย่าใช้ชีวิตทวนเข็มนาฬิกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568824

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

อยากอายุยืน อย่าใช้ชีวิตทวนเข็มนาฬิกา

เรื่อง กันย์ ภาพ pexels

ทุกอย่างในชีวิตของเรานั้นมีจังหวะเวลาของมันที่เรียกว่านาฬิกาชีวิต โดยเฉพาะอวัยวะภายในร่างกายมีระบบเวลาในการทำงานที่เฉพาะเจาะจงลงไป บ้างทำงานตอนเช้า บ้างทำงานตอนเย็น บ้างทำงานตอนกลางคืน เราจึงควรเลือกทำกิจกรรมให้ส่งเสริมสอดคล้องเพื่อยืดอายุการใช้งานให้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย เพื่อที่จะได้แข็งแรงอายุยืน แถมยังดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย มาดูกันว่าเวลาไหน ควรให้ร่างกายได้ทำกิจกรรมอะไร มีข้อมูลดีๆ จากแพทย์ทางเลือกมาฝากกัน

1.เวลา 10.00-11.00 น. ความคิดปลอดโปร่ง

ช่วงเวลา 10.00-11.00 น. และ 20.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาที่สมองจะตื่นตัวอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วงเวลานี้จึงควรทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดทุกชนิด หรือกิจกรรมที่ต้องใช้สมองเยอะๆ และอย่ามัวรีรอ เพราะสมองของเราจะตื่นตัวแค่เพียง 1 ชั่วโมง/ครั้งเท่านั้นเอง

2.บ่าย 2 งีบสักนิดจะแจ่มใส

ช่วงเวลาของการง่วงนอนแบบสุดขีดที่มักจะเกิดในช่วงเช้ามืดของเรา มีสิทธิเกิดในตอนบ่ายๆ หลังมื้อกลางวันได้เหมือนกัน ดังนั้นหากคุณได้งีบหลับสักระยะ ตั้งแต่ช่วง 13.00-15.00 น. ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นตื่นตัวไปได้อีก 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หรือถ้าไม่มีเวลานานขนาดนั้น จะงีบหลับสั้นๆ สัก 10-15 นาทีก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่สามารถหาเวลางีบได้จริงๆ ในมื้อกลางวัน ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนเยอะๆ เพื่อให้โปรตีนเข้าไปกระตุ้นความตื่นตัวของสมอง จะได้ไม่ง่วงนอนในช่วงบ่าย เวลาหลังมื้ออาหารกลางวัน ยังเหมาะจะดื่มกาแฟ และรับกาเฟอีนเข้าร่างกายอีกด้วย แต่ระวังอย่าดื่มกาแฟในช่วงบ่ายเกิน 2 แก้ว เนื่องจากปริมาณกาเฟอีนในกาแฟแก้วเดียว ก็ทำให้เราสดชื่นได้นานถึง 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว

3.เข้านอนให้ตรงเวลา

ควรนอนหลังจากกินอาหารเย็นไปแล้วประมาณ 3 ชั่วโมง และพยายามนอนให้ได้ 7 ชั่วโมง/วัน ถ้าเป็นไปได้ ควรฝึกให้ร่างกายเข้านอนในเวลาเดิมทุกคืน และตื่นเวลาเดิมทุกวัน เพื่อส่งเสริมให้นาฬิกาชีวิต ซึ่งควบคุมเซลล์ประสาทถึง 20,000 เซลล์ทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะเมื่อนาฬิกาชีวิตไม่ปรวนแปร ปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็จะไม่มีคนที่นอนหลับอย่างเพียงพออยู่เสมอ ลดความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต และลดอารมณ์ปรวนแปรได้ด้วย แต่ถ้านอนไม่พอบ่อยๆ ร่างกายจะเกิดภาวะย่อยอาหารยาก เสี่ยงน้ำหนักเกิน โรคมะเร็ง สภาวะจิตใจไม่เต็มร้อย และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา

4.ถ้าจะดื่มแอลกอฮอล์ต้องก่อนเข้านอน

นักปาร์ตี้ทั้งหลายที่รู้สึกว่าร่างกายต้องการแอลกอฮอล์ ควรจะดื่มแอลกอฮอล์พร้อมมื้อเย็น ซึ่งต้องกินก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาร่างกายได้ย่อยทั้งอาหาร และแอลกอฮอล์ให้ได้มากที่สุด ลดความเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน และอาการนอนหลับๆ ตื่นๆ ตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ก็ไม่ควรกินอาหารเย็นมากเกินไป เพราะการรับประทานอาหารอิ่มจัด จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ลำบาก ส่งผลให้นอนหลับไม่สบาย และมีโอกาสฝันร้ายสูงด้วย

5.กินวิตามินเสริมร่วมกับมื้ออาหาร

ใครที่มีวิตามินเสริมสำหรับบำรุงร่างกายสารพัดชนิด ควรจะรับประทานวิตามิน และอาหารเสริมเหล่านี้ร่วมกับมื้ออาหาร จะแบ่งกินกับมื้ออาหารไหนก็ได้ เพราะในขณะที่ร่างกายต้องทำการย่อยอาหาร ก็จะสามารถย่อยวิตามิน และอาหารเสริมทุกชนิดในเวลาเดียวกัน ร่างกายจะเปิดรับการดูดซึมทั้งสารอาหาร และวิตามินได้ในเวลานี้นั่นเอง

6.ออกกำลังกายด้วยการทำคาร์ดิโอตอนเช้า

ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอที่สุด เนื่องจากการออกกำลังกายแบบนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว และทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ง่ายๆ นอกจากนี้การออกกำลังกายในช่วงเช้า ยังช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะร่างกายจะดึงเอาพลังงานที่ตกค้างทั้งคืนมาเบิร์น แต่อย่าออกกำลังกายทั้งๆ ที่ท้องว่างอาจจะวูบได้ ควรกินอาหารเบาๆก่อนออกกำลังกายสัก 30 นาที

8.ทำกิจกรรมใหม่ๆ หรือฝึกหัดกีฬาชนิดใหม่ช่วงเย็น

เวลา 16.00-18.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ประสาทสัมผัสทางสายตา และมือของเราจะทำงานได้ดีที่สุด ช่วงเวลานี้จึงเหมาะที่จะลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เช่น ลองฝึกเล่นกีฬาชนิดใหม่ ฝึกท่าโยคะที่ไม่เคยทำ หรือเข้าคอร์สเต้นออกกำลังกาย ถ้าได้ออกกำลังกายเบาๆ พอให้หัวใจได้เต้นแรงสักนิด ก็จะนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วย

9.แปรงฟันหลังดื่มน้ำอัดลมและโซดาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ที่มีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย จะเข้าไปกร่อนทำลายสารเคลือบฟันให้เสียหายได้ หลังจากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ไปแล้ว 30 นาที ควรจะแปรงฟันทุกครั้ง และเหตุผลที่ต้องปล่อยทิ้งไว้ 30 นาทีก่อนจะทำความสะอาดช่องปาก ก็เพื่อให้สารในน้ำลายเข้าไปรักษาเคลือบฟัน และรากฟันก่อนนั่นเอง

10.ตรวจมะเร็งเต้านมหลังหมดประจำเดือน 1 สัปดาห์

ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ควรได้รับการตรวจหาเซลล์มะเร็งตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจหาเซลล์มะเร็งเป็นประจำทุกปี และช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการรับการตรวจ ก็คือ 1 สัปดาห์หลังจากหมดประจำเดือน เพราะในช่วงนี้เต้านม และฮอร์โมนต่างๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ เอื้อให้ตรวจหาเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นช่วงเวลาแต่ละช่วง ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกาย เอื้ออำนวยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกอย่างเต็มที่ที่สุด ฉะนั้นเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และเพื่อลดความเสี่ยงอันตรายอื่นๆ ควรดำเนินชีวิตตามเข็มนาฬิกาของร่างกายด้วยค่ะ

มิวเซียมคัลเจอร์ ออกมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568829

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

มิวเซียมคัลเจอร์ ออกมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันเถอะ

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้จำนวนกว่า 1,500 แห่ง มากจนติดอันดับ 1 ใน 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทำไมถึงยังได้ยินว่า “คนไทยไม่เที่ยวพิพิธภัณฑ์”

สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) และสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งและส่งเสริมการเรียนรู้แนวใหม่ ภายใต้แนวคิด “พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้” (Discovery Museum) ที่เน้นการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ ภายใต้ปรัชญาเล่นและเรียนรู้ (Play & Learn) และเน้นวิธีเรียนรู้ด้วยตัวเองจากการตั้งคำถามและหาคำตอบ จึงได้ให้กำเนิดต้นแบบพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรก คือ มิวเซียมสยาม ซึ่งกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างกระแสและปลุกให้คนกรุงเทพฯ หันมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น มิวเซียมสยามยังกลายเป็นต้นแบบให้พิพิธภัณฑ์เครือข่ายเข้ามาเรียนรู้ และถูกถอดองค์ความรู้ออกมาเป็นความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์วิทยา ผสมผสานกับองค์ความรู้อื่นๆ จากพิพิธภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศ รวบรวมจนเป็นหลักสูตร “ต้นแบบพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้” หรือ DMKM-Discovery Museum Knowledge Model โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้บุคลากรพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศมีความรู้และทักษะที่สำคัญในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้มีความสามารถในการมองเห็นปัญหา และค้นพบแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง

ทาง สพร.ได้นำหลักสูตรต้นแบบพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ไปทดลองปฏิบัติกับพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศไทยมาแล้วเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ผ่าน 9 หลักสูตรย่อย ได้แก่ การวางแผนพิพิธภัณฑ์ การบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ การจัดการวัตถุพิพิธภัณฑ์ การอนุรักษ์วัตถุพิพิธภัณฑ์ การจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ การจัดทำโปรแกรมการเรียนรู้และกิจกรรมสร้างสรรค์ในพิพิธภัณฑ์ การตลาดในพิพิธภัณฑ์ การบริการผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ และการบริหารจัดการพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในพิพิธภัณฑ์

ด้าน ศิริพร เฟื่องฟูลอย นักจัดการความรู้อาวุโส ฝ่ายเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ สพร. กล่าวถึงหัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเองจากการตั้งคำถามและหาคำตอบเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้ผู้ชมสามารถเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาของนิทรรศการได้ผ่านการเล่น หยิบ จับ สัมผัส และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ๆ ผ่านสื่อการเรียนรู้หลากหลาย เช่น ภาพยนตร์ เกม โมเดลจำลอง จออินเตอร์แอ็กทีฟ และสื่ออีกมากมาย ที่จะเป็นตัวช่วยให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสื่อได้มากยิ่งขึ้น ทำให้การเรียนรู้สนุกกับประสบการณ์และการค้นพบใหม่ๆ มากขึ้น

ทว่า หากให้เปรียบเทียบพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์แบบดั้งเดิมว่าแตกต่างกันอย่างไร ศิริพรแสดงทัศนะว่าพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งต่างมีแนวทางและความสามารถในการนำเสนอของตัวเอง และขึ้นอยู่กับรสนิยมความชื่นชอบของผู้ชม จึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าพิพิธภัณฑ์รูปแบบใดดีกว่ากัน

“อย่างกลุ่มคนที่ชื่นชอบพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุโบราณ อาจจะชื่นชอบการหาความรู้จากการชมวัตถุจัดแสดงที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีความงามในรูปแบบศิลปะตามยุคต่างๆ ในอดีต แต่ยังมีอีกกลุ่มคนที่ชอบการเรียนรู้จากวิธีการด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือแนวพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ เป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงวิพากษ์ (Critical learning experiences) ให้กับผู้เข้าชม โดยผู้ชมสามารถรับความรู้ของนิทรรศการได้จากหลากหลายวิธีหลากหลายเครื่องมือ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงความเข้าใจนิทรรศการและสามารถพัฒนาขีดความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นการเชื่อมโยงกับความต้องการของชุมชนในศตวรรษที่ 21 สรุปแล้วไม่สามารถบอกได้ว่าพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ดีกว่า แต่ช่วยเพิ่มเติมวิธีการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากการทดลองทำอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน และเข้าถึงเนื้อหาได้มากขึ้น” ศิริพร กล่าว

ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จในแง่ของการดึงดูดผู้ชมและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ได้จริง ได้แก่ มิวเซียมสยาม กรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์แมลงสยาม จ.เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์ซับจำปา จ.ลพบุรี มิวเซียมภูเก็ต และเพอรานากันนิทัศน์ จ.ภูเก็ต

ล่าสุด สพร.ได้เตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ใหม่ 4 แห่ง ภายในปีนี้ โดยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาให้มีความน่าสนใจ มีเนื้อหาเข้าใจง่าย และน่าศึกษาเรียนรู้ตามองค์ความรู้แบบพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ประกอบด้วย ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จะพาผู้ชมไปท่องอยู่ในแดนอวกาศเพื่อสัมผัสกลุ่มดาวต่างๆ บนท้องฟ้าภายในท้องฟ้าจำลองที่ทันสมัยที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับชมภาพยนตร์สารคดีดาราศาสตร์ที่ให้ทั้งความรู้ควบคู่ไปกับความบันเทิง และชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของภาคอีสานที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ผ่านการจัดแสดงสื่อผสมของเล่น ของจริง หุ่นจำลอง ที่ทันสมัย และเร้าใจด้วยแสง สี เสียง ซึ่งผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหาร จ.นราธิวาส เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านชาติพันธุ์วิทยา แสดงถึงความเป็นมาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หลายคนไม่เคยรู้ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน และยังเป็นแหล่งจัดเก็บรวบรวมศิลปวัตถุหลากหลายประเภท ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ท้องถิ่นและของชนชั้นปกครอง เช่น เครื่องมือจับสัตว์น้ำ ศาสตราวุธ อุปกรณ์เกี่ยวกับการแสดงนาฏศิลป์ และเครื่องดนตรีที่หาดูได้ยาก

“พิพิธชัยพัฒนา” นิทรรศการของมูลนิธิชัยพัฒนา จ.นครปฐม แหล่งเรียนรู้ที่จะทำให้เข้าใจถึงโครงการมูลนิธิชัยพัฒนา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาอื่นๆ ที่ก่อตั้งขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผ่านการถ่ายทอดด้วยสื่ออินเตอร์แอ็กทีฟ การเล่นเกม ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ให้ได้เรียนรู้และเพลิดเพลินไปกับโครงการในพระราชดำริกว่า 4,400 โครงการ

พิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์ จ.พิจิตร จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประธานาธิบดี โฮจิมินห์ ใน จ.พิจิตร และประวัติศาสตร์ของบ้านดง ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นกู้ชาติคืนจากฝรั่งเศสของโฮจิมินห์ โดยมีการนำเอกสาร สิ่งพิมพ์ วัตถุสิ่งของที่เกี่ยวกับชีวประวัติและชีวิตการทำงานของโฮจิมินห์มาจัดแสดง ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ใน จ.อุดรธานี และนครพนม

ด้าน ราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการ สพร. กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ดังกล่าวเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญในการสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ

“สพร.มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ระดับภูมิภาคและท้องถิ่นของประเทศ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แพร่ขยายและหยั่งรากออกไปในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งจะตอบสนองความต้องการแหล่งเรียนรู้ และความสนใจของผู้เข้าชมได้อย่างแท้จริง สพร.ยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อการสร้างวัฒนธรรมการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ หรือมิวเซียมคัลเจอร์ อย่างยั่งยืนในสังคม”

แม้ว่าประเทศไทยจะมีพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้กว่า 1,500 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ อันประกอบไปด้วย พิพิธภัณฑ์ของภาครัฐ ภาคเอกชน และภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร แต่บทบาทของ สพร.ไม่ได้มีการบังคับให้ทุกพิพิธภัณฑ์ต้องปรับหรือเปลี่ยนตัวเองให้เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ทว่ามีพันธกิจในการสร้าง พัฒนาเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ และผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ซึ่งสถาบันยินดีเป็นที่ปรึกษาและร่วมดำเนินงานกับทุกองค์กรที่สนใจ และเห็นถึงศักยภาพของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้

มาถึงวันนี้ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่อีกต่อไป เพราะมีหลายหน่วยงาน หลายองค์กรทั้งรัฐและเอกชนนำแนวทางนี้ไปต่อยอดในงานบริหารพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง ที่สำคัญกว่าคือเรื่องราวต่อจากนี้ไปกับความหวังว่า พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ ไปไกลจนเป็นกระแสการท่องเที่ยวที่อยู่ในชีวิตคนไทย และสามารถลบคำว่า “คนไทยไม่เที่ยวพิพิธภัณฑ์” ได้ในที่สุด

นิทรรศการดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง 2018 จุดหมายใหม่การท่องเที่ยวไต้หวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568692

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

นิทรรศการดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง 2018 จุดหมายใหม่การท่องเที่ยวไต้หวัน

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์

ในวันที่ 3 พ.ย. 2018 นี้ ไทจง จังหวัดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากไทเป ไต้หวัน กำลังจะจัดนิทรรศการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดคนจากภูมิภาคเอเชียไปท่องเที่ยวจังหวัดรองของไต้หวัน โดยคาดว่าจะดึงเม็ดเงินเข้าประเทศภายใน 4 เดือน ที่จัดนิทรรศการดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง ปี 2018 คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ถึง 30.3 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ ปลูกต้นไม้ดอกไม้ และกางวางแผนประชาสัมพันธ์งานต่างๆ ราว 8,600 ล้านดอลลาร์ เป้าหมายหวังดึงคนจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีไต้ ฮ่องกงมาเก๊า มาเลเซีย และจีนราว 2 ล้านคน

นอกจากนี้ คาดว่าจะมีคนท้องถิ่นชาวไต้หวันเองมาเที่ยวชมงานอีก 6 ล้านคน โดย “ไทย เวียตเจ็ท” สายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นสายการบินบริษัทลูกที่ร่วมทุนกันระหว่างคนไทยและเวียดนาม ถือเอาฤกษ์ดี 3 พ.ย.นี้ เริ่มทำการบินตรงเส้นทางกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เมืองไทจงของไต้หวันเป็นเที่ยวแรกและสายการบินเดียวของเมืองไทยโดยให้บริการ 5 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ซึ่งตรงกับวันเปิดตัวมหกรรมดอกไม้แห่งเมืองไทจง 2018 ทั้งสองเมืองที่เปิดทำการบินสู่จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมของภูมิภาคจากความมีเอกลักษณ์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย

ไทย เวียตเจ็ทเปิดเส้นทางการบินใหม่

อนันตชัย วัณณะพันธุ์ รองผู้จัดการฝ่ายการตลาด สายการบินไทย เวียตเจ็ท กล่าวว่า เวียตเจ็ทกรุ๊ป และไทย เวียตเจ็ท เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายการบิน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความสุขให้กับผู้โดยสาร เดินหน้าขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ เปิดตัวเส้นทางบินใหม่สู่เวียดนามและไต้หวัน สายการบินมีกำหนดเริ่มทำการบินเส้นทาง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เมืองดานัง เมืองชายฝั่งทางตอนกลางของเวียดนาม ให้บริการเที่ยวบินทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.

ตามด้วยเที่ยวบินตรงเส้นทางกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เมืองไทจง ของไต้หวัน ให้บริการ 5 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. 2561 ซึ่งตรงกับวันเปิดตัวมหกรรมดอกไม้แห่งเมืองไทจง 2018 พอดี โดยเส้นทางไทจง เที่ยวบิน VZ560 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลา 09.00 น. ถึงไทจงเวลา 13.45 น. และเที่ยวบินขากลับ VZ561 ออกเดินทางจากไทจง เวลา 14.40 น. กลับถึงกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลา 17.15 น. ให้บริการทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ (เวลาทั้งหมดคือเวลาท้องถิ่น) ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง 45 นาที ต่อเที่ยวเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับนักท่องเที่ยวที่จะได้ไปเยือนเส้นทางและเมืองใหม่ๆ อย่างสะดวกและรวดเร็ว เพราะหากเป็นตารางบินเดิมคือมีแต่เที่ยวบนไปลงที่ไทเป หากใครสนใจจะมาเที่ยวที่ไทจงต้องใช้เวลานั่งรถไฟความเร็วสูงถึง 40 นาที จึงจะมาถึงเมืองไทจงได้ และเขายังกล่าวอีกว่า ไม่น่าแปลกใจว่าการเชื่อมโยงทางอากาศครั้งใหม่จะช่วยเพิ่มปริมาณการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศและเส้นทางใหม่สามารถรองรับได้ถึง 3,600 ที่นั่งขาเข้าต่อเดือน บริการใหม่นี้ยังพุ่งเป้าไปที่คนหนุ่มสาวที่ต้องการสำรวจจุดหมายและสัมผัสกับวัฒนธรรมใหม่ๆ

“คนไทยชอบเดินทางไปไต้หวันด้วยความช่วยเหลือจากสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันในประเทศไทยรวมถึงการได้รับการยกเว้นวีซ่าสำหรับคนไทยที่เดินทางไปที่นั่นและงานแสดงสินค้าดอกไม้ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่เมืองไทจงไม่มีเหตุผลใดที่จะสนับสนุนเส้นทางใหม่นี้ได้ และคนไต้หวันเองก็รู้จักประเทศไทย และกลุ่มไทยเวียตเจ็ทแอร์เองก็มีเส้นทางครอบคลุมจุดหมายปลายทางชั้นนำของไต้หวันที่กรุงเทพฯ ถึงไทจงถือเป็นการเสนอทางเลือกให้กับชาวไต้หวันมากขึ้นในการเดินทางไปทั่วเอเชียด้วยสายการบินของเราเอง”

อนันตชัย ยังกล่าวอีกว่า เส้นทางใหม่ระหว่างไทยกับไทจงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการเพิ่มจุดหมายเพื่อความเพลิดเพลินและความสะดวกสบายของลูกค้าทางสายการบินคาดว่าจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมาและมีแผนจะเพิ่มการเชื่อมต่อจากศูนย์กลางที่สนามบินสุวรรณภูมิ

“ชาวไต้หวันที่เดินทางจากเมืองไทจงมีทางเลือกที่ดีกว่าในการเดินทางผ่านเมืองไทยไปเชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ ภูเก็ต และอื่นๆและตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.เป็นต้นมา สายการบินได้ให้บริการเที่ยวบินรายวัน ซึ่งเชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับดานัง ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งในภาคกลางของเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.นี้ และไทย เวียตเจ็ท แอร์ ยังดำเนินธุรกิจให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ-โฮจิมินห์ซิตี้ ฮานอย ไฮฟอง และดาลัดในเวียดนาม รวมทั้งเชียงใหม่-ภูเก็ตไปยังโฮจิมินห์ซิตี้อีกด้วย”

รู้จักเมือง “ไทจง” เสน่ห์งดึงดูดนักท่องเที่ยว

การเปิดตัวเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-ไทจงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเมืองไทจง ซึ่งเป็นจุดเด่นในการจัดงานเมืองนิทรรศการดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง 2018 เปิดงานในวันที่ 3 พ.ย.นี้ โดยสถานที่จัดงาน อดีตเคยเป็นคอกม้าโฮ่วหลี่หมาฉ่างซึ่งเป็นสถานที่จัดแข่งและฝึกม้าที่มีชื่อเสียงมากเมื่อ 20 ปีก่อน แต่มาระยะ 10 ปีหลัง สถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับความนิยมเหมือนก่อน การท่องเที่ยวเมืองไทจงจึงปรับสถานที่แห่งนี้เพื่อจัดงานใหญ่ระดับโลก โดยเมืองไทจงนี้มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไต้หวัน มีลักษณะเป็นธรรมชาติ เช่น จุดชุ่มน้ำ Gaomei และความคึกคักของเมือง เช่น ตลาดนัดกลางคืน Fengjia สถานที่สำคัญของ National Taichung Theatre มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อตอบสนองผู้หลงใหลในงานศิลปะและวัฒนธรรมทั้งดั้งเดิมและร่วมสมัย

เฉาจง โหยว ผู้บริหารอาวุโสการท่องเที่ยวประจำจังหวัดไทจง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึง 8 ล้านคน และสร้างรายได้ถึง 30.3 ล้านดอลลาร์ โดย เฉาจง กล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทจงในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.32 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 7.03% ส่วนตัวเลขของปีนี้จะสามารถเปิดเผยได้ในเดือน ก.ค.หน้า

“ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค.ปีนี้ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปไทจง รวม 40,844 คน เพิ่มขึ้น 8,864 คน หรือคิดเป็น 27.72% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนในปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวชาวไทยพำนักในไทจง รวม 54,671 คน เพิ่มขึ้น 30,520 คน หรือสูงขึ้น 126.37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งทางไทจงคาดว่า อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวในปีนี้จะสูงถึง 200% ทางการท่องเที่ยวไทจงหวังว่าเส้นทางใหม่ของไทยเวียตเจ็ทระหว่างสุวรรณภูมิถึงเมืองไทจงนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวจากไทยที่มาเที่ยวในปี 2560 ที่มีจำนวน 54,671 คน และคาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ไทจงเองจัดทำโบรชัวร์แนะนำการท่องเที่ยวหลากหลายภาษา และหนึ่งในนั้นคือภาษาไทยถูกแจกจ่ายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อให้มั่นใจในความเข้าใจในเมืองไทจงและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากขึ้น”

เฉาจงยังแนะนำอีกว่า หากมาไทจง 3 สิ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือ ต้องมาลิ้มลองอาหารที่มีรสชาติเลิศรสของไทจง เนื่องจากเป็นเมืองที่มีพื้นที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีอาหารทะเลสดกินอย่างเอร็ดอร่อย เรื่องการกินที่พลาดไม่ได้คือ ต้องกินชานมไข่มุกแสนอร่อยที่มีต้นตำรับมาจากไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีผลไม้ที่ปลูกตามฤดูกาล เช่น แก้วมังกร สาลี่ และลูกพลับ และห้ามพลาดชมเลยก็คือ งานมหกรรมดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง 2018 ที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้

นิทรรศการดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง

เฉิน ยูเซ็ง รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวประจำจังหวัดไทจง ให้ข้อมูลงานนิทรรศการดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง 2018 ว่า สำหรับเมืองไทจงนิทรรศการดอกไม้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานที่จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรืองานดอกไม้ที่มีระยะเวลาจัดงานสั้นๆ ที่หายไปในพริบตา แต่เป็นการเดินทางที่สามารถเจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและแผ่นดินได้ ทำให้รูปแบบการจัดงานออกมาเป็น GMP คือ Green, Nature and People ตามคำมั่นสัญญาว่ามนุษย์เราจะช่วยกันดูแลอนุรักษ์ระบบนิเวศ การเกษตรแบบประณีต การรักษาสิ่งแวดล้อม นี่คือแนวคิดของการจัดงาน

สำหรับไฮไลต์ของการจัดงานดอกไม้นานาชาติ ณ คอกม้าโฮ่วหลี่หมาฉ่าง ที่จัดบนพื้นที่ 4,375 ไร่ หากมาเยือนนิทรรศการต้องแวะมาที่ สวนว่ายผู่ ในธีมดอกไม้และผลไม้ พื้นที่จัดงานอยู่บริเวณฮอลล์พลังงานสีเขียวและฮอลล์ธรรมชาติ ว่ายผู่ ถือเป็นเขตพื้นที่การเกษตรที่สำคัญในเมืองไทจงแต่ละฤดูกาลจะมีผลผลิตต่างๆ ที่เก็บได้อย่างต่อเนื่อง มีผลไม้หลากชนิด เช่น ส้มเขียวหวาน ส้มเมอร์คอต ลูกท้อ ลิ้นจี่ สาลี่ แก้วมังกร และองุ่น ส่วนดอกไม้ก็จะมีกล้วยไม้ ดอกหน้าวัว และดอกลิลลี่ ในพื้นที่จัดงานจะมีเนื้อหา เช่น เทคโนโลยีด้านการเกษตร การกินเพื่อสุขภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายการเกษตรแบบประณีตและใส่ใจ

นอกจากนี้ ยังมีสวนคอกม้าโฮ่วหลี่หมาฉ่าง หรือสวนดอกไม้ป่า พื้นที่จัดงานฮอลล์ฮวาเย่นกว่าน เดิมเป็นสนามแข่งและขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ฮอลล์ฟาเซี่ยนกว่าน และฮอลล์ทั่นสัวกว่าน นิทรรศการนี้ได้นำเส้นทางปั่นจักรยานโฮ่วฟง ที่เป็นหนึ่งในสิบเส้นทางปั่นจักรยานที่คลาสสิกที่สุดในไต้หวัน มารวมตัวกับดอกไม้โฮ่วหลี่ที่มีประวัติความเป็นมานับ 100 ปีที่ไต้หวัน ในพื้นที่จัดงานยังคงรักษาต้นไม้โบราณของค่ายทหารเก่าแก่ที่เคยอยู่ และได้เปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นสวนดอกไม้ป่าที่มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างฮอลล์ฮวาเย่นกว่านขึ้นมาใหม่เพื่อจัดงานแสดงกล้วยไม้โดยเฉพาะ

“งานเราใช้แมวเสือดาว เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงรุ่งเรือง เหตุการณ์จะจัดแสดงดอกไม้ประมาณ 60 ล้านชนิดในหลายสายพันธุ์ งานแสดงสินค้ากระจายอยู่ทั่วทั้ง3 แห่ง ในเขต Houli Fengyuan และ Waipu ซึ่งมีพื้นที่รวม 60.88 ไร่ หรือประมาณ 4,375 ไร่ภายใต้แนวคิด Discover GNP ค้นพบสีเขียวธรรมชาติและคน สำหรับสถานที่จัดงานแห่งนี้เคยเป็นสนามม้าก่อนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ปัจจุบันจึงปรับสถานที่มาจัดงานดอกไม้”

หากใครมาเที่ยวชมนิทรรศการดอกไม้นานาชาติเมืองไทจง 2018 สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมอื่นๆ ได้แก่ มีสวนที่ประดับดีไซน์มาจากไม้ไผ่ ช่วงจัดกินเวลาประมาณ 4 เดือนมีการจัดการแสดงที่หลากหลายให้แขกได้เยี่ยมชมตลอด

‘หลงใหลในความเร็วรถ และเรือนเวลา’ ฉัตรพล เจียมวิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568696

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

‘หลงใหลในความเร็วรถ และเรือนเวลา’ ฉัตรพล เจียมวิจิตร

เรื่อง วราภรณ์  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

อาร์ต-ฉัตรพล เจียมวิจิตร ปัจจุบันนอกจากเป็นนักแข่งรถมืออาชีพที่ชื่นชอบในความเร็วของรถยนต์แล้ว เขายังนั่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของทีมผู้บริหาร บริษัท สกาย โปรดักส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นเหล็กพรีเมียม ตอบโจทย์ทุกการออกแบบที่แตกต่าง ด้วยวัสดุสินค้ากลุ่มหลังคา ผนังสำเร็จรูปชั้นนำแห่งประเทศไทย นอกจากนี้เขายังนั่งในตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทในเครือ เอ พลัส บี (A plus B Property Co.,Ltd. & A plus B Real Estate Co.,Ltd. & A plus B Steel) ที่จัดการตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ และผู้ขายแผ่นเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง ทำให้วันนี้ ฉัตรพลขึ้นแท่นหัวเรือใหญ่ ในฐานะที่ปรึกษาคนสำคัญของทีมผู้บริหาร บริษัท สกาย โปรดักส์ ผู้จัดจำหน่ายวัสดุสินค้ากลุ่มหลังคา ผนังสำเร็จรูปชั้นนำแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ดีกรีด้านการศึกษาฉัตรพลศึกษาจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรังสิต และศึกษาต่อปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาในสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Eastern Michigan University พ่วงด้วยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในสาขาบริหารธุรกิจ สำหรับก้าวแห่งการทำงาน ในฐานะที่เขาเป็นที่ปรึกษาทีมผู้บริหาร บริษัท สกาย โปรดักส์ นั้นคือการนำความรู้ความเชี่ยวชาญจากธุรกิจที่เคยทำ มาพัฒนาวงการสถาปัตยกรรมไทยตามปรัชญาของบริษัทที่มุ่งหวังจะตอบโจทย์ทุกการออกแบบที่แตกต่าง ด้วยวัสดุพรีเมียมที่ดีที่สุดในโลก ปัจจุบันทางบริษัท สกาย โปรดักส์ เป็นที่รู้จักกันในฐานะบริษัทผลิตจำหน่ายและพัฒนาสินค้ากลุ่มหลังคา ผนังสำเร็จรูป SKY PANEL และแผ่นเหล็กตกแต่งดีไซน์ล้ำสมัยนำเข้าจากต่างประเทศ และในปีนี้ สกาย โปรดักส์ ตัดสินใจริเริ่มนำเข้าวัสดุทองแดงพรีเมียมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ นอร์ดิก คอปเปอร์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักออกแบบชาวไทยได้ลองสัมผัสกับสุดยอดวัสดุประเภทโลหะที่เป็นที่นิยมในยุโรปมาช้านาน ถือเป็นทางเลือกใหม่แห่งอนาคตที่จะมาพลิกโฉมหน้าวงการสถาปัตยกรรมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในแง่การทำงาน ฉัตรพล บอกว่า “สินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างและตกแต่งมีมากมายในท้องตลาดปัจจุบัน ต่างก็ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มการใช้งานที่มักจะผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้มากที่สุด ดังนั้นในฐานะที่เขาเป็นบริษัทผู้ผลิตเมทัลชีท ก่อนจะเริ่มผันตัวมาเป็นผู้นำเข้า เขาจึงพยายามที่จะค้นหาวัสดุแปลกใหม่และแตกต่าง เพื่อสามารถตอบโจทย์กับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มดีไซเนอร์ หรือสถาปนิกที่สามารถนำไปต่อยอดในงานออกแบบได้มากกว่าที่เป็น”

นอกจากความชอบส่วนตัวที่มีในทองแดงแล้ว ฉัตรพลยังมองว่าด้วยคุณสมบัติยืดหยุ่นของทองแดงที่ดัดโค้งได้ดั่งใจ ทำให้ทองแดงเป็นโลหะที่ดีที่สุดสำหรับงานสถาปัตยกรรมเพื่อการตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน ที่จะช่วยสร้างคุณค่าและความแตกต่างให้กับตัวอาคารด้วยกลิ่นอายความหรูหราแต่เรียบง่ายสไตล์นอร์ดิกที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร การนำเข้าแบรนด์ นอร์ดิก คอปเปอร์ มาในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโลกวงการดีไซน์ในไทย ให้ได้มีโอกาสรู้จักและเลือกใช้วัสดุที่เรียกได้ว่า “มีชีวิตเหนือกาลเวลา” เพราะทองแดงจะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับอากาศและความชื้น ทำให้ทองแดงนั้นสามารถเปลี่ยนสีได้ตามกาลเวลา เป็นการสร้างเรื่องราวและมนต์ขลังให้กับสิ่งก่อสร้างได้อย่างดี

นั่นคือความรู้ด้านการทำงาน แต่สำหรับการใช้ชีวิตวันพักผ่อน ฉัตรพลเป็นนักแข่งรถตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีรถโมดิฟายทำเป็นรถแข่งถึง 15 คัน ปัจจุบันรถแข่งของเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งหมดยังเก็บไว้อย่างดี

“ผมขับรถเป็นตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โดยคุณพ่อให้นั่งตักขับเล่นในซอยบ้าน ทำให้ผมได้ควบคุมรถมีคลัตช์มีพวงมาลัยมันสนุกมาก ผมเฝ้ารอวันที่โตพอที่จะเหยียบคลัตช์เอง พอมัธยม 1 ได้ขับรถเล่นเฉพาะในซอยบ้าน ผมแข่งรถครั้งแรกสนามแข่งที่นครชัยศรีระยะ 250 เมตร คือควอเตอร์ไมล์ หรือการแข่งระยะสั้น และได้แข่งรถยนต์ทางตรง 400 เมตร ไม่จำกัดอายุ เรียกว่าผมอยู่ในสนามแข่งตั้งแต่อายุ 17 ปี แข่งรถครั้งแรกผมก็ได้ที่ 3 เพราะผมชอบขับรถ คิดว่ามันคือทางของผมเพราะผมชอบความตื่นเต้น ได้ฝึกตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์คับขันทำให้ผมมีสติ ไม่กลัว”

ฉัตรพล ยอมรับว่า เขาบ้ารถมากๆ ถึงขนาดไปเฝ้าที่อู่รถเวลาเอารถไปซ่อม ล้างรถด้วยตัวเองเกือบทุกวัน ด้วยความชื่นชอบรถและรักในการแข่งรถเข้าเส้น ทำให้ฉัตรพลทำผลงานได้ดี เคยเป็นแชมป์ประเทศไทยสนามเซอร์กิต เมื่อปี 1997 โดยเข้าอยู่ในทีมนักแข่งรถ RMI เรซซิ่ง ซึ่งมีนักแข่งรถราว 20 คน ปัจจุบันฉัตรพลเป็นหัวหน้าทีมโดยก่อตั้งทีมตั้งแต่ปี 2011 เพราะเขาอยากให้โอกาสคนที่รักการแข่งรถ ได้ทำฝันให้เป็นจริงนั่นคือการเป็นนักแข่ง

สำหรับครูคนแรกที่สอนเขาขับรถแข่งคือ ครูณัฐวุฒิ เจริญสุขวัฒนะ คำที่ครูสอนแล้วเขาจดจำได้แม่นยำคือ ในการฝึกซ้อมหรือการแข่งรถความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ อีกทั้งต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดี ต้องโนแอลกอฮอล์ก่อนแข่งแต่นักรบย่อมมีบาดแผล ฉัตรพลเคยประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิตในปี 2010 ขณะแข่งรถรายการหนึ่ง เขาขับรถชนกำแพงเพราะแข่งขันหนักเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังแตกมากถึง 100 ชิ้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดเกือบเสียชีวิตต้องนำตัวขึ้นเครื่องบินจากเชียงใหม่ เข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ และต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 6 เดือนเต็ม

“บทเรียนที่ผมได้คือ หลังจากเจ็บแล้วจำคือในวัย 30 ผมรู้สึกมั่นใจ มีความคิดและมั่นใจในตัวเองสูงว่าเราทำได้ เพราะไม่เคยพลาด พอพลาดครั้งนั้นทำให้ผมไม่รู้สึกกลัวแต่มีสติมากขึ้น คอนโทรลตัวเองมากขึ้น โค้ชแนะนำผมว่าชนะตัวเองพอแล้ว แม้ได้ที่ 10 แต่ ณ วันนี้ทำเวลาได้ดีกว่าสนามที่แล้ว ถือว่าเราชนะแล้ว”

ในชีวิตฉัตรพลเล่าว่า เขามีรถยนต์ครั้งแรกคุณแม่ซื้อให้คือ ฮอนด้า ซีวิคปี 1992 เป็นรถยนต์คันเก่งที่ใช้แข่งในสนามจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย ต่อมาเขามีรถนิสสัน เอ็นเอ็กซ์ คูเป้มีการวางเครื่องนิสสัน Nissan Silvia S14 เป็นรถแข่งโมดิฟายปรับแต่งจนมีราคาแพงราว 2 ล้านบาท และกลายเป็นรถในตำนานใครเห็นก็ฮือฮาตลอด แม้เป็นรถตั้งแต่ปี 1999 อายุ 19 ปีแล้ว แต่ยังคงความสวยงามอยู่เลยเพราะเขาดูแลรักษาเป็นอย่างดี

สำหรับรถยนต์สุดรักคันที่ 2 คือ Hummer หรือภาษาทหารเรียกว่า Humvee เป็นรถบุกลุยที่สุดยอดมากในยุคนี้ คันที่ฉัตรพลมีคือ Hummer ที่พี่ชายกับคุณพ่อซื้อให้เขาในวันคล้ายวันเกิด มูลค่า 4 ล้านบาท

“ผมชอบรถยนต์ยี่ห้อนี้เพราะสมบุกสมบัน จำได้ว่าวันนั้นรถรุ่นนี้เพิ่งออกพอดี ปี 2009 ผมชวนพี่ชายไปดูที่ศูนย์รถวินาทีที่เห็นคันนี้ผมชอบมาก พี่ชายก็รู้ว่าผมอยากได้ แต่พบว่าฮัมเมอร์คันนี้ถูกจองแล้วผมรู้สึกเซ็งมาก ซึ่งพี่ชายจองให้ผมและใบจองก็เป็นชื่อผมถือเป็นของขวัญที่ทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก ไม่ใช่มูลค่ารถอย่างเดียวแต่มันมีมูลค่าทางใจเพราะพี่ชายกับพ่อลงขันซื้อให้ผม ทุกวันนี้รถคันนี้ก็ยังอยู่กับผม 9 ปีแล้ว รูปลักษณ์หาชมยาก เพราะโรงงานหยุดผลิตไปแล้ว และมีเพียงไม่กี่คันในประเทศไทย เต็มที่ 3 คันและไม่ค่อยเห็นวิ่งบนท้องถนน คันนี้ผมใช้ลุยทำงานที่ต่างจังหวัด”

รถยนต์อีกคันที่ฉัตรพลเป็นเจ้าของ คือ ปอร์เช่ เคย์แมน เอส ปี 2009 ค่ายรถนำเข้ารถคันนี้มาโชว์ในไทยเป็นครั้งแรกครั้งแรกที่ฉัตรพลเห็นรถคันนี้คือ จอดโชว์อยู่บนแท่นในงานมอเตอร์โชว์ ปี 2009 มูลค่า 10 ล้าน 7 แสนบาท

“ผมชวนคุณพ่อไปดูเห็นแล้วรู้สึกชอบมากเห็นคันนี้โชว์อยู่บนแท่น และเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ทำรถขนาดไซส์กลางๆ ออกมา คุยกับตัวแทนจำหน่ายบอกว่า เขาเอามาโชว์เดี๋ยวจะเอากลับเยอรมันแล้ว ผมจึงรีบจองเลย เพราะรักมากเพราะเป็นสีดำ รถสีดำดูเท่มีเสน่ห์ ดูดุดัน ขับแล้วสนุก ผมใช้ขับวันเสาร์อาทิตย์ แต่ปอร์เช่ใช้ได้ทุกวัน ไม่ต้องดูแลอะไรมาก แข็งแรงทนทาน ผมซื้อแล้วขับจริงไม่ได้ซื้อมาโชว์ยิ่งผมทำธุรกิจเกี่ยวกับงานดีไซน์และอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในปัจจัยที่ยังขายได้คือดีไซน์มีความแข็งแรง”

นอกจากรถยนต์สุดรักทั้ง 3 คัน ฉัตรพล ยังเก็บสะสมนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ รุ่นเดย์โทน่า หน้าปัดสีดำ มีเข็มบอกไมล์ ใช้ดูในการแข่งรถได้ดี มีอยู่หลายเรือนมูลค่าเรือนละ 4 แสนบาท

“เดย์โทน่าเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กับรถที่มีความเร็ว เพราะมีหน่วยวัดความเร็วอยู่บนหน้าปัด ราคาประมาณ 4 แสน ผมมีตอนอายุ 25 เรือนนี้อายุ 16 ปีแล้ว มันมีคุณค่าทางใจเพราะคุณพ่อซื้อให้ นาฬิกาโรเล็กซ์แต่ละเรือนผมเก็บเพราะผมชอบในดีไซน์และการใช้ประโยชน์ครับ”

เทียนหอมอโรมาสร้างเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568580

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

เทียนหอมอโรมาสร้างเงิน

เรื่อง ภาดนุ

อดิเรกคือการที่เราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ แล้วจะดีไม่น้อยเลย หากงานอดิเรกนั้นสามารถผันเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเราต่อไปในอนาคตได้

เหมือนอย่าง อภิชาติ คชพัฒน์ทรัพย์ หรือ หนึ่ง อดีตบาริสต้าที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากงานอดิเรก นั่นคือเทียนหอมอโรมาที่มีชื่อแบรนด์ว่า “แว็กซ์ วัลเลย์ แคนเดิล โค” (Wax Valley Candle Co.) ซึ่งเป็นเทียนหอมที่ทำจากไขถั่วเหลือง (Soy Wax) นอกจากจะให้กลิ่นหอมละมุนชวนสัมผัสแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณของผู้ใช้ให้ชุ่มชื่นได้อีกด้วย

“จุดเริ่มต้นของการทำเทียนหอมอโรมา ผมได้แรงบันดาลใจและแนวคิดมาจากตอนที่ผมไปทำงานเป็นบาริสต้าอยู่ที่ออสเตรเลีย แล้ววันหนึ่งมีโอกาสได้ไปเดินดูสินค้าตามงานคราฟต์ต่างๆ ของที่นั่น จนได้เจอกับผลิตภัณฑ์เทียนหอมที่ทำมาจากไขถั่วเหลือง ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติและเป็นวัตถุดิบทดแทนสารพาราฟิน แว็กซ์ (Paraffin Wax) ที่นิยมใช้ทำเทียนโดยทั่วไป ซึ่งปกติเวลาจุดใช้ในบ้าน สารฟาราฟิน แว็กซ์ เหล่านี้จะปล่อยก๊าซเบนซินซึ่งสามารถตกค้างอยู่ในอากาศขณะที่เราสูดดมเข้าไปได้

ด้วยความชอบและสนใจในเรื่องเทียนหอมอโรมาที่ใช้แล้วรู้สึกปลอดภัย ผมจึงปิ๊งไอเดียว่า ถ้ากลับมาเมืองไทยก็จะลองทำธุรกิจเทียนหอมขึ้นมา ดังนั้น ตอนอยู่ที่ออสเตรเลียผมจึงศึกษาหาข้อมูลและทดลองทำมาเรื่อยๆ รวมทั้งวางแผนไว้ว่าเมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยจะต้องเสาะหาแหล่งวัตถุดิบ คือไขถั่วเหลืองที่เหลือจากกระบวนการผลิตในโรงงานเพื่อนำมาทำเป็นเทียนหอมอโรมาให้ได้ และในที่สุดก็สามารถติดต่อกับแหล่งผลิตไขถั่วเหลืองได้ครับ”

หนึ่งเล่าว่า เขาฝึกฝนทำเทียนหอมอยู่ถึง 2 เดือน จนได้เทียนอโรมาที่มีกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสที่เนียนจนน่าพอใจ เขาจึงเริ่มคิดชื่อแบรนด์ หาแพ็กเกจจิ้งที่จะใช้ซึ่งก็ลงเอยที่วัสดุประเภทแก้วและตลับดีบุกซึ่งทำให้โปรดักต์เทียนหอมที่ทำออกมาดูโมเดิร์นและไม่เชย ตรงกับความตั้งใจของเขาที่อยากจะทำให้เทียนหอมอโรมาเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์พอดี

“ความพิเศษของเทียนหอมไขถั่วเหลืองของผมก็คือ เป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ เมื่อเผาไหม้แล้วจะไม่มีเขม่าดำ ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตราย แล้วยังมีเอกลักษณ์ที่กลิ่นหอมๆ ซึ่งผมตั้งใจเบลนด์ขึ้นมาใหม่เป็นพิเศษหลายกลิ่นเลยละ พูดได้เลยว่าเทียนหอมที่ทำออกมา จะให้กลิ่นสัมผัสที่แตกต่างจากกลิ่นทั่วไปที่มีอยู่ในท้องตลาดแน่นอน

นอกจากนี้น้ำตาเทียนที่ละลายออกมา ยังสามารถนำมาทาผิวแทนแฮนด์ครีมเพื่อให้ความชุ่มชื่นได้อีกด้วย เพราะน้ำตาเทียนที่ละลายออกมาจะไม่ร้อนมากนัก เป็นเพียงน้ำมันอุ่นๆ ที่สามารถทาลงบนผิวได้โดยตรง ซึ่งสปาบางแห่งก็ใช้น้ำมันจากไขถั่วเหลืองในการนวดผ่อนคลายด้วยเช่นกัน จึงถือว่ามีประโยชน์มากๆ

สำหรับกลิ่นเทียนหอมซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวก็คือ กลิ่น Bangkok ซึ่งจะมีส่วนผสมของดอกลาเวนเดอร์และอบเชย ให้ความรู้สึกถึงความสงบเย็นในเมืองที่วุ่นวาย ตามด้วยกลิ่น Pattaya ที่มีส่วนผสมของมะพร้าวและเลมอน ให้สัมผัสหวานๆ นวลๆได้กลิ่นแล้วรู้สึกสดชื่น และกลิ่น Siam Disc ซึ่งเป็นกลิ่นแนวไทยๆ พอได้สัมผัสแล้วให้ความรู้สึกคิดถึงบ้าน เป็นต้น”

หนึ่งเสริมว่า ล่าสุดเทียนหอมที่เขาทำมีทั้งหมด 8 กลิ่นด้วยกัน โดยมีทั้งแบบตลับและแบบที่อยู่ในแก้ว ราคาเริ่มที่ 280-480 บาท นอกจากนี้ยังรับทำของชำร่วยสำหรับลูกค้าที่อยากได้กลิ่นเฉพาะของตัวเองอีกด้วย โดยสามารถออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่เป็นกล่องกระดาษแบบพิเศษและแบบที่มีฝาอะคริลิกเพื่อความสะดวกปลอดภัยในการขนส่งให้ลูกค้าได้

“กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของผมจะเป็นคนวัยทำงาน คนที่ใช้เทียนหอม นักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนไทยที่ต้องการซื้อเทียนหอมเพื่อเป็นของขวัญให้คนอื่น ล่าสุดเทียนหอมแบรนด์ แว็กซ์ วัลเลย์ แคนเดิล โค มีวางจำหน่ายตามร้านในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่รวม 10 แห่งแล้ว ล่าสุดผมยังเริ่มส่งออกไปยังเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง และเลบานอนด้วย ตั้งแต่เริ่มทำเทียนหอมขายมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ 10 เดือนพอดีเลยครับ เรียกว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับผมเป็นอย่างดี บางเดือนมีรายได้ถึง 6 หลักเลยทีเดียว

ในอนาคตผมแพลนไว้ว่าอยากทำโปรดักต์เกี่ยวกับเครื่องหอม (Diffuser) เช่น ก้านน้ำหอมที่ใช้ในคอนโดหรือในบ้านออกมาจำหน่ายด้วย และอาจจะพัฒนาสินค้าเครื่องหอมอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย”…อัพเดทที่ FB/IG: waxvalleycandleco หรือโทร.06-3782-6515